Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Adult and Continuing Education Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 1 - 30 of 64
Full-Text Articles in Adult and Continuing Education
ผลการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่มีต่อการเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา, อนุสร นิลละออ
ผลการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่มีต่อการเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา, อนุสร นิลละออ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง โดยทำการเก็บข้อมูลจาก อาสาสมัครนักศึกษา ที่มาจากวิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยใช้การเลือกแบบอาสาสมัคร ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา 2)เพื่อนำเสนอแนวทางการเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาอาชีวศึกษาจากกิจกรรมเสริมหลักสูตรโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ในการเก็บข้อมูล คือ นักศึกษาอาชีวศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการปากช่อง จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ 1)แผนการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร 2)แบบทดสอบทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา 3)แบบประเมินผลความพึงพอใจในการเข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตร มีสถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบ dependent t-test ผลการวิจัยพบว่า 1)ผลการวัดทักษะการคิดวิเคราะห์พบว่าคะแนนที่ได้จากการวัดทักษะการคิดวิเคราะห์รวมทุกด้าน นักศึกษาส่วนใหญ่มีทักษะการคิดวิเคราะห์อยู่ในระดับดีมากเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านการวิเคราะห์ความสำคัญ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์และการวิเคราะห์หลักการพบว่าการวิเคราะห์หลักการมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ((X) = 4.60 , S.D. = 0.56) และการวิเคราะห์ความสำคัญค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ((X) = 3.14 , S.D. = 0.63) ผู้วิจัยจึงนำผลการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร พบว่านักศึกษาอาชีวศึกษามีทักษะการคิดวิเคราะห์หลังจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์สูงกว่าก่อนจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เพิ่มขึ้นทุกด้าน แสดงว่ากิจกรรมเสริมหลักสูตรนี้มีเนื้อหาและกระบวนการถ่ายทอดทักษะความรู้ที่เหมาะสมในการเสริมสร้างนักศึกษาให้เกิดทักษะการคิดวิเคราะห์ 2)แนวทางการเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาอาชีวศึกษาประกอบด้วย 5 แนวทางดังนี้คือ 1)แนวทางระดับสถานศึกษาและหลักสูตรสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เปิดกว้างการเปิดโอกาสให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระช่วยให้กล้าคิดวิเคราะห์ซึ่งเป็นหัวใจของการเรียนรู้จากประสบการณ์ 2)แนวทางระดับครูผู้สอนควรบูรณาการแนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์เข้ากับกิจกรรมเสริมหลักสูตรอย่างเป็นระบบ โดยการส่งเสริม “การลงมือปฏิบัติจริง” และมีการสะท้อนคิดเพื่อให้ได้ฝึกการคิด วิเคราะห์ โดยเฉพาะในสาขาวิชาที่ต้องใช้ทักษะวิชาชีพ โดยครูมีบทบาทเป็น “ผู้อำนวยความรู้” มากกว่าการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ 3)แนวทางระดับนักศึกษาจัดกิจกรรมที่ให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติจริงซึ่งช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ได้เป็นอย่างดี 4)แนวทางการประเมินผลใช้การประเมินจากผลงานจริงการสังเกตพฤติกรรม 5)แนวทางการประยุกต์ใช้ในระดับผู้บริหารนโยบายการศึกษาสนับสนุนการบูรณาการเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลในการวิเคราะห์ข้อมูลให้นักศึกษาใช้เทคโนโลยีในการค้นคว้า วิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลโดยเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ผ่านสถานการณ์จริงพร้อมโครงการนำร่องเพื่อเป็นแนวทางให้ครูและผู้บริหารสามารถนำมาปรับใช้ต่อยอดในบริบทของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองเพื่อเสริมสร้างทักษะการวิจัยบนพื้นฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์, รุ่งรัตน์ ผลสวัสดิ์
การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองเพื่อเสริมสร้างทักษะการวิจัยบนพื้นฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์, รุ่งรัตน์ ผลสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาและความต้องการในการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองเพื่อเสริมสร้างทักษะการวิจัยบนพื้นฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ 2) พัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองเพื่อเสริมสร้างทักษะการวิจัยบนพื้นฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ 3) นำเสนอปัจจัยแห่งความสำเร็จและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้โปรแกรมการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองเพื่อเสริมสร้างทักษะการวิจัยบนพื้นฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ที่พัฒนาขึ้น ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานวิธี ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยใช้การทดลองแบบกลุ่มทดลองเดียว มีการวัดผลก่อนและหลังการทดลอง ซึ่งครอบคลุมการวิจัย 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาปัญหาและความต้องการ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่มกับผู้เข้าร่วม 7 คน ประกอบไปด้วย ผู้บริหาร อาจารย์แพทย์ แพทย์ประจำบ้าน เพื่อระบุประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะการวิจัย ระยะที่ 2 พัฒนาและทดลองโปรแกรม โดยโปรแกรมพัฒนาขึ้นด้วยบูรณาการร่วมกัน 3 แนวคิด ประกอบไปด้วย แนวคิดการศึกษานอกระบบโรงเรียนของ Boyle (1981) แบบจำลองการศึกษานอกระบบโรงเรียนของ Boyle (1981) โดยใช้แนวคิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยนการชี้นำตนเอง 7 ขั้นตอนของ Knowles (1975;1980) และแนวคิดหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแแพทย์ของ Sackett (1997;2000) เป็นเนื้อหา กลุ่มทดลองประกอบด้วย อาจารย์แพทย์ และแพทย์ประจำบ้าน จำนวน 30 คน ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบประเมินทักษะการวิจัย และแบบสอบถามความพึงพอใจ ระยะที่ 3 ศึกษาปัจจัยแห่งความสำเร็จและปัจจัยที่เป็นอุปสรรค ใช้การสัมภาษณ์เพื่อระบุปัจจัยแห่งความสำเร็จและอุปสรรคที่พบในระหว่างการใช้งานโปรแกรม ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัญหาและความต้องการ โดยปัญหาถูกจัดประเภทเป็น 3 บริบทที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ 1) หลักสูตรและการเรียนการสอน 2) ผู้เรียน และกระบวนการเรียนรู้ 3) สภาพแวดล้อม และแหล่งเรียนรู้ ส่วนความต้องการประกอบด้วยแนวคิดพื้นฐานด้านการวิจัย วิธีการวิจัยที่เหมาะสม และการใช้การวิจัยบนพื้นฐานเชิงประจักษ์อย่างมีเหตุผล ขณะที่การพัฒนาทักษะวิจัยจำเป็นต้องอาศัยการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ 2. โปรแกรมการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1) วัตถุประสงค์ 2) ผู้เรียน 3) ผู้สอน 4) เนื้อหาสาระ 5) กิจกรรมการเรียนรู้ 6)แหล่งเรียนรู้ด้วยตนเอง 7) การติดตามและการประเมินผลการเรียนรู้ ผลการใช้โปรแกรมพบว่า ด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ของกลุ่มทดลอง คะแนนความรู้การวิจัยหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง โดยพบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้การวิจัยมีนัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ …
การพัฒนากลยุทธ์การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในสถานประกอบการเพื่อพัฒนาพนักงานขายในธุรกิจค้าปลีก, ธนกร ศิริกันต์
การพัฒนากลยุทธ์การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในสถานประกอบการเพื่อพัฒนาพนักงานขายในธุรกิจค้าปลีก, ธนกร ศิริกันต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสังเคราะห์คุณลักษณะผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของพนักงานขายในธุรกิจค้าปลีก และ 2) เพื่อนำเสนอกลยุทธ์การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในสถานประกอบการเพื่อพัฒนาพนักงานขายในธุรกิจค้าปลีก มีการวิจัยเป็น 2 ระยะ ระยะที่หนึ่ง ผู้วิจัยเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก และการประชุมกลุ่ม จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารระดับสูง จำนวน 1 ท่าน ผู้บริหารฝ่ายทรัพยากรมนุษย์จำนวน 5 ท่าน และพนักงานขายจำนวน 14 ท่าน จากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง และลูกค้าจำนวน 23 ท่าน จากการสุ่มแบบสะดวก วิเคราะห์ข้อมูลโดยกระบวนการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่สอง ผู้วิจัยนำผลจากระยะที่ 1 มาเป็นเป้าหมายในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในและภายนอกขององค์กร ใช้เครื่องมือการวิคราะห์ SWOT ในการระบุจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค ผู้วิจัยและผู้บริหารฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ได้ร่วมกันพัฒนากลยุทธ์ เชิงรุก เชิงแก้ไข เชิงป้องกัน และ เชิงรับ โดยใช้เครื่องมือ TOWS Matrix และนำกลยุทธ์มายืนยันกับพนักงานขาย ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะที่สำคัญของการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของพนักงานขายในธุรกิจค้าปลีก ได้แก่ การพัฒนาความรู้ด้านการขายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความรู้ด้านการขายที่พบว่าพนักงานขายจำเป็นต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องประกอบด้วย 1) ความรู้เกี่ยวกับตัวเองในฐานะนักขาย 2) ความรู้เกี่ยวกับลูกค้า 3) ความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการขาย และ 4) ความรู้เกี่ยวกับสินค้า และกลยุทธ์การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในสถานประกอบการเพื่อพัฒนาพนักงานขายในธุรกิจค้าปลีก 4 กลุ่ม ประกอบด้วยกลยุทธ์เชิงรุก ได้แก่ 1) พัฒนาทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตของพนักงานขายเพื่อการเรียนรู้ที่ยั่งยืน 2) พัฒนาเนื้อหาการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานขายและสามารถนำไปใช้ทำงานได้จริง 3) สร้างระบบประเมินและติดตามทักษะการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ 4) ปรับปรุงระบบการบริหารผลการปฏิบัติงานที่สามารถแสดงผลแบบเรียลไทม์ 5) สร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์เพื่อการเข้าถึงของพนักงานขายตลอดเวลา 6) ใช้รูปแบบการเรียนรู้ 70-20-10 โดยผสมผสานการเรียนรู้ผ่านเกมส์เพื่อความสนุกสนานและการเข้าถึง กลยุทธ์เชิงแก้ไข ได้แก่ 1) พัฒนาภาวะผู้นำของหัวหน้างานเพื่อสร้างความเข้าใจและมีทักษะในการส่งเสริมการเรียนรู้ของพนักงานขาย 2) นำระบบพี่เลี้ยงมาใช้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งหัวหน้างานและพนักงานขาย 3) สร้างสถานที่ทำงานให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของพนักงานขาย 4) พัฒนาระบบรางวัลเพื่อเป็นแรงจูงใจและสนับสนุนให้พนักงานเป็นต้นแบบการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต กลยุทธ์เชิงป้องกัน ได้แก่ 1) จัดสรรทรัพยากรและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อรองรับการเรียนรู้ของพนักงานขาย 2) พัฒนาทักษะการตัดสินใจเชิงจริยธรรมสำหรับพนักงานขาย …
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะหลักของครูด้วยกระบวนการศึกษานอกระบบแบบมีส่วนร่วม, ธีระศักดิ์ ทั่งสุวรรณ
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะหลักของครูด้วยกระบวนการศึกษานอกระบบแบบมีส่วนร่วม, ธีระศักดิ์ ทั่งสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะหลักของครูในปัจจุบัน และสมรรถนะหลักของครูที่ควรได้รับการพัฒนา 2) พัฒนาการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบแบบมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะหลักของครู และ 3) ศึกษาผลการจัดกิจกรรมและข้อเสนอแนะในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบแบบมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะหลักของครู การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครูโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาของรัฐแห่งหนึ่ง จำนวน 85 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ แบบสนทนากลุ่ม แบบสอบถาม แผนกิจกรรมการเรียนรู้ แบบสังเกตและแบบประเมินความพึงพอใจ ผลการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่าเครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการวิจัย มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน พร้อมทั้งใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานและการทำงานเป็นทีมเป็นสมรรถนะที่สำคัญและจำเป็นต้องได้รับการพัฒนามากที่สุด จึงได้พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยบูรณาการสมรรถนะทั้งสองด้านผ่านโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างสมรรถนะหลักการมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานด้วยกระบวนการทำงานเป็นทีม (Team Boost Excellence Initiative) ระยะเวลารวม 2 วัน (12 ชั่วโมง) โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกต และการสะท้อนผล บูรณาการร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและกระบวนการกลุ่ม ผลการจัดกิจกรรมพบว่าสามารถกระตุ้นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เข้าร่วมมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.86, S.D. = 0.37) และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้จริง โดยผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความคิดเห็นในเชิงบวก เสนอให้ขยายผลการจัดกิจกรรมทั้งในระดับโรงเรียน สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรภายนอก และเพิ่มระยะเวลาการจัดกิจกรรม นอกจากนี้ควรศึกษาปฏิทินกิจกรรมของโรงเรียน สร้างเครือข่ายบุคคลสำคัญ พัฒนาระบบติดตามผลระยะยาว และปรับปรุงระบบการสังเกตให้ครอบคลุมปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ นอกจากนี้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป และข้อเสนอแนะทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม, ศุภชัย ไตรไทยธีระ
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม, ศุภชัย ไตรไทยธีระ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมและเพื่อนำเสนอกลไกสนับสนุนการเรียนรู้ฐานสมรรถนะสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิจัยเชิงปฏิบัติการกลุ่มเป้าหมายในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนอุบลราชธานี ประกอบด้วย ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ 10 คน และเด็กและเยาวชน 30 คน ผลการวิจัยพบว่า การออกแบบการเรียนรู้ที่กำหนดเองที่สอดคล้องกับการพัฒนาสมรรถนะของเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมต้องออกแบบบนหลักสามประการคือ ความยืดหยุ่น การออกแบบการเรียนรู้แบบไม่เป็นเส้นตรง และการให้ความสำคัญกับการสะท้อนกลับจากผู้เรียน ซึ่งเป็นรูปแบบสำคัญของการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม จากการวิจัย สามารถแบ่งเด็กได้เป็นสี่กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มเด็กและเยาวชนปกติทั่วไป มีแนวโน้มที่จะบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้เนื่องจากผู้เรียนรู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของการเรียนรู้ 2) กลุ่มผู้เรียนที่มีภาวะจิตเวช เด็กและเยาวชนเริ่มยอมรับในปัญหาของตนเองและเข้าสู่กระบวนการบำบัดเยียวยา แต่ปัญหาสภาวะจิตใจทำให้การเรียนรู้หยุดชะงักไม่ต่อเนื่อง 3) กลุ่มเรียนรู้ช้า ผู้เรียนสนใจการเรียนรู้จากการปฏิบัติ เมื่อออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความถนัดและความต้องการทำให้ผู้เรียนมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และ 4) กลุ่มที่ถูกตัดสินให้อยู่นานกลุ่มนี้มีแรงจูงใจน้อยกว่ากลุ่มอื่น การเปิดโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์จริงช่วยสร้างแรงจูงใจเพิ่มขึ้น ซึ่งจะต้องอาศัยการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ซึ่งเป็นกลไกสนับสนุนการเรียนรู้สี่ประการด้วยกันคือ 1) ครูมีบทบาทในการเป็นเพื่อนคู่คิดเพื่อลดช่องว่างกับผู้เรียน 2) ทรัพยากรการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเรียนรู้รายบุคคล 3) เครือข่ายสนับสนุนการเรียนรู้จากภายนอก และ 4) กลไกเชิงนโยบายที่สนับสนุนการจัดการเรียนรู้และกลไกโอบอุ้มคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางให้สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม
แนวทางการเสริมสร้างคุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคมและการละครเพื่อการเรียนรู้, อนรรฆอร บุรมัธนานนท์
แนวทางการเสริมสร้างคุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคมและการละครเพื่อการเรียนรู้, อนรรฆอร บุรมัธนานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการเสริมสร้างคุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชน โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคมและการละครเพื่อการเรียนรู้ และเสนอแนวทางการใช้กระบวนการดังกล่าว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) เน้นการวิจัยเชิงคุณภาพควบคู่การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อสนับสนุนผล พบว่ากระบวนการวิจัยประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาและกำหนดคุณลักษณะเป้าหมายผ่านการสัมภาษณ์คณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อนำไปสังเคราะห์เป็นชุดตัวละครสะท้อนคุณลักษณะของผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชน ระยะที่ 2 สังเคราะห์กรอบกระบวนการเรียนรู้จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริการสังคมและการละครเพื่อการเรียนรู้ ระยะที่ 3 ดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้กับนักศึกษา 6 คน โดยเก็บข้อมูลผ่านแบบประเมินก่อน-หลัง วิเคราะห์ผลด้วย Wilcoxon Signed-Rank Test ร่วมกับการสนทนากลุ่มและสังเกตการณ์ ระยะที่ 4 เสนอแนวทางโดยนำร่างแนวทางไปสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ และจัดสนทนากลุ่มกับคณาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนเพื่อปรับเป็นแนวทางการใช้กระบวนการเสริมสร้างคุณลักษณะผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคมและการละครเพื่อการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่า (1) คุณลักษณะผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนมี 6 ด้าน ได้แก่ การอยู่ร่วมกับความหลากหลาย โลกทัศน์ การจัดการชีวิตหลายมิติ การเรียนรู้แบบนำตนเอง ภาวะผู้นำเชิงเปลี่ยนแปลง และความเข้าใจวิถีการเรียนรู้ (2) กรอบการเรียนรู้ประกอบด้วย 5 ประเด็นสำคัญ เช่น การสำรวจชุมชน การใช้ละครสร้างการมีส่วนร่วม และการยึดจริยธรรม (3) กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาคุณลักษณะดังกล่าวทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) โดยเฉพาะด้านการอยู่ร่วมในสังคมที่หลากหลาย และ (4) แนวทางการใช้กระบวนการประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ หลักการ แผนดำเนินงาน การเรียนรู้แบบโครงงาน การประเมินเพื่อพัฒนา และระบบประกันคุณภาพ
ประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษา: การวิจัยแนวปรากฏการณ์วิทยา, เดโช นิธิกิตตน์ขจร
ประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษา: การวิจัยแนวปรากฏการณ์วิทยา, เดโช นิธิกิตตน์ขจร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาอย่างต่อเนื่อง และ 2) ศึกษาและวิเคราะห์องค์ประกอบของกระบวนการเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาอย่างต่อเนื่อง ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยา โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 12 คน ซึ่งมีประสบการณ์ในการเรียนรู้และฝึกฝนตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยแนวทางของ Van Manen (2014) ผลการวิจัยพบว่า ประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาอย่างต่อเนื่อง สามารถจำแนกเป็น 5 ธีมหลัก ได้แก่ 1) จุดตั้งต้นของการเปลี่ยนแปลง2) ตัวเร่งและเงื่อนไขแวดล้อมของการเปลี่ยนแปลง 3) กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายใน 4) สภาวะในการเปลี่ยนผ่าน และ 5) การเบ่งบานของความหมายใหม่ นอกจากนี้ งานวิจัยยังได้สังเคราะองค์ประกอบของกระบวนการเปลี่ยนแปลงของบุคคลที่เรียนรุ้ตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยได้กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายใน 7 ขั้นตอนตั้งแต่ การเผชิญเหตุการณ์กระทบใจ การตั้งคำถามและการตื่นรู้เจตจำนงภายใน การฟังเสียงจากภายใน การเข้าใจตนเอง การยอมรับและคืนดีกับตนเอง การคืนอำนาจภายใน และ ท่าทีใหม่ของการดำรงอยู่ โดยกระบวนการดังกล่าวมีลักษณะเชิงพลวัตแบบหมุนเกลียว พร้อมกับปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ ผู้ชี้ทาง เพื่อนร่วมทางและชุมชนการเรียนรู้ พื้นที่ปลอดภัย และเครื่องมือ และปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ การฟังและสังเกตตนเอง การเปิดใจต้อนรับ ความกล้าในการเผชิญตนเอง ความตั้งมั่นและความสม่ำเสมอ โดยผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า แนวคิดจิตตปัญญาศึกษาเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกในระดับบุคคล โดยเฉพาะในด้านความเข้าใจตนเอง ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และท่าทีต่อชีวิต ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เน้นการพัฒนามนุษย์อย่างสมบูรณ์
แนวทางการส่งเสริมความสามารถในการเสริมสร้างภาวะพฤฒิพลังของผู้สูงอายุโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, วิรชา วุฒิเสน
แนวทางการส่งเสริมความสามารถในการเสริมสร้างภาวะพฤฒิพลังของผู้สูงอายุโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, วิรชา วุฒิเสน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน อุปสรรคและปัญหา ขององค์กรปครองส่วนท้องถิ่น ในการดำเนินงานด้านการเสริมสร้างภาวะพฤฒิพลังในผู้สูงอายุ และ (2) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมความสามารถในการเสริมเสร้างภาวะพฤฒิพลังของผู้สูงอายุโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาการที่ใช้ในการวิจัยในการวิจัย ได้แก่ เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สังกัดในส่วนงาน ฝ่ายหรือกองที่มีหน้าที่ในการรับผิดชอบงานด้านผู้สูงอายุจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมด 7,850 แห่ง กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามแนวคิดของ Yamane (1973) โดยยินยอมให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการสุ่มตัวอย่างร้อยละ 10 และใช้วิธีการสุ่มอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 99 คน และ ใช้ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหมด 9 ท่านในการประชุมสนทนากลุ่ม เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบบันทึกสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้วิธีการวิเคราะห์สาระในการสรุปนวทางการส่งเสริมความสามารถในการเสริมสร้างภาวะพฤฒิพลังของผู้สูงอายุโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลการวิจัย พบว่า (1) ระดับการปฏิบัติงานด้านการเสริมสร้างภาวะพฤฒิพลังในผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเลขคณิตเท่ากับ 3.67 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.98 และมีอุปสรรคและปัญหาในการปฏิบัติงานด้านการเสริมสร้างภาวะพฤฒิพลังในผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ยเลขคณิตเท่ากับ 3.47 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.11 (2) แนวทางทางการส่งเสริมความสามารถในการเสริมสร้างภาวะพฤฒิพลังของผู้สูงอายุโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ 1) ความสามารถในการจัดกิจกรรมโดยการจัดตั้งกลุ่มส่งเสริมอาชีพตามความถนัดของผู้สูงอายุ พร้อมจัดหาตลาดและพื้นที่กระจายสินค้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และชมรมผู้สูงอายุเพื่อสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแก้ปัญหาร่วมกันและส่งเสริมการทำงานเพื่อสังคม ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กรโดยเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่พัฒนาตนเองผ่านการอบรม สัมมนา และเวิร์กช็อปที่สนับสนุนการส่งเสริมภาวะพฤฒิพลังของผู้สูงอายุ สนับสนุนการเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นโดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มทักษะการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ 2) ความสามารถในการวางแผนงาน กำหนดนโยบายและแผนงานให้ชัดเจน พัฒนาแผนงานด้วยการถอดบทเรียน สรรหาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ: จัดหาและคัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ด้านสุขภาพจิตและโรคเรื้อรังของผู้สูงอายุ พร้อมกำหนดบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจน ประชุมแบบมีส่วนร่วม 3) ความสามารถในการสร้างเครือข่ายโดยการสร้างความร่วมมือกับสถานพยาบาลด้านการจัดหาวิทยากร ร่วมมือกับหน่วยงาน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสนับสนุนอาสาสมัครสาธารณสุขและ 4) ความสามารถในการวัดผลประเมินผล สนับสนุนการประเมินและติดตามผลการทำงานและมอบรางวัลเพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลสำหรับผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว, จุมพล นันทศิริพล
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลสำหรับผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว, จุมพล นันทศิริพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์สมรรถนะและตัวชี้วัดการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลของผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว และ 2) เพื่อพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลสำหรับผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว ประชากร ได้แก่ (1) ผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยวทั้ง 6 ภูมิภาคในประเทศไทย ภาคละ 5 จังหวัด ๆ ละ 10 ชุมชน รวม 300 ตัวอย่าง ที่ตอบแบบสอบถามออนไลน์ (2) ชาวบ้านที่เป็นผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยวตำบลบ้านแหลม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี รวม 5 หมู่ ที่เข้าร่วมอบรมโปรแกรมรวมจำนวน 30 คน (3) ผู้นำชุมชนท่องเที่ยวตำบลบ้านแหลมและผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อที่เข้าร่วมการสนทนากลุ่มจำนวน 7 คน (4) ผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เข้าร่วมให้สัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 6 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความต้องการจำเป็นโดยใช้วิธี Priority Needs Index แบบปรับปรุง (PNImodified) และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะและตัวชี้วัดการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลของผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว แบ่งออกเป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.1) ด้านการเข้าถึง 1.2) ด้านการวิเคราะห์ 1.3) ด้านการประเมินค่า 1.4) ด้านการสร้างสรรค์ และ 1.5) ด้านการใช้ประโยชน์ สื่อสารสนเทศและดิจิทัล โดยพบว่าส่วนใหญ่มีระดับความสามารถหรือทักษะอยู่ในระดับปานกลาง (=3.33, SD=0.15) และความต้องการทักษะการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัล อยู่ในระดับมาก (=3.77, SD=0.58) และ 2) โปรแกรมส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลสำหรับผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว มีกระบวนการหลัก 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย (1) การวางแผน (2) การออกแบบโปรแกรมและการนำโปรแกรมไปฏิบัติ (3) การประเมินผลและความรับผิดชอบในการรายงานผล โดยองค์ประกอบของโปรแกรมประกอบด้วย 1) หลักการและเหตุผล 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหาสาระ 4) …
ผลการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนโดยใช้แนวคิดแอนดราโกจีที่มีต่อทักษะการขายสินค้า ออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา, รณกร กิตติภัทรภาคิน
ผลการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนโดยใช้แนวคิดแอนดราโกจีที่มีต่อทักษะการขายสินค้า ออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา, รณกร กิตติภัทรภาคิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจีที่มีต่อการพัฒนาทักษะอาชีพการขายสินค้าออนไลน์ ของนักศึกษาในสถาบันอาชีวศึกษาจังหวัดสิงห์บุรี และ 2) ศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจี ที่มีต่อการการพัฒนาทักษะอาชีพการขายสินค้าออนไลน์ ของนักศึกษาในสถาบันอาชีวศึกษาจังหวัดสิงห์บุรี โดยทำการเก็บข้อมูลจากอาสาสมัครนักศึกษา ที่มาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาจังหวัดสิงห์บุรี จำนวน 60 คน โดยใช้การเลือกแบบอาสาสมัคร เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลกลุ่มผู้ให้ข้อมูลทั้งก่อนและหลังที่เข้าร่วมกิจกรรม โดยผู้วิจัยนำเครื่องมือแบบวัดระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะอาชีพสำหรับการขายสินค้าออนไลน์ และแบบประเมินโครงการกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการเป็นตัวชี้วัดผลสะท้อนจะการจัดกิจกรรม มีสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (x̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ และการทดสอบค่าทีแบบ dependent t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ α=0.05 ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้วิจัยได้ทำการพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีต่อทักษะการขายสินค้าออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา โดยใช้แนวคิด Andragogy ของ Knowles (1970) และ Action Learning ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับการขายสินค้าออนไลน์ โดยเริ่มต้นจากการเตรียมความพร้อม โดยการกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่ชัดเจน ซึ่งมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเข้าใจการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศและการใช้สื่อออนไลน์เพื่อขายสินค้า รวมถึงการพัฒนาทักษะการขายสินค้าออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ การออกแบบสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับการค้นหาทางเลือกและการเลือกกิจกรรมที่เหมาะสม ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงในกิจกรรมต่างๆ เช่น การใช้ Social Media และการเลือกสินค้าออนไลน์ ในการดำเนินกิจกรรม ผู้เรียนจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มเพื่อฝึกการทำงานเป็นทีมและการสื่อสารระหว่างกลุ่ม ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้เรียนอย่างเต็มที่ การดำเนินกิจกรรมประกอบด้วยการบรรยายและฝึกปฏิบัติในด้านการเลือกสินค้า การทำการตลาดออนไลน์ รวมถึงการฝึกปฏิบัติผ่านการทำคอนเทนต์ขายสินค้าผ่าน TikTok ซึ่งช่วยเสริมทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสภาพแวดล้อมการทำงาน เมื่อกิจกรรมสิ้นสุดลง จะมีการสรุปผลร่วมกันระหว่างผู้จัดกิจกรรมและผู้เรียน ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการประเมินผล โดยผู้เรียนจะถูกประเมินจากผลงานที่นำเสนอผ่าน TikTok ซึ่งสะท้อนถึงการนำความรู้และทักษะที่เรียนรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ.และ 2) ผลของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจีที่มีที่มีต่อทักษะการขายสินค้าออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา ก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน พบว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมหลังเข้าการร่วมกิจกรรมมีความรู้เพิ่มขึ้น จากก่อนการเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจีที่มีต่อทักษะการขายสินค้าออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา กิจกรรมนี้สามารถเพิ่มพูน และต่อยอดองค์ความรู้ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เป็นอย่างดี
การนำเสนอแนวปฏิบัติในการเสริมสร้างความร่วมมือขององค์กรเครือข่ายเพื่อส่งเสริมคุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ประชาชนในบริบทของการพัฒนาความเป็นพลเมืองไทย, อรอุมา ภูมิบูรณ์
การนำเสนอแนวปฏิบัติในการเสริมสร้างความร่วมมือขององค์กรเครือข่ายเพื่อส่งเสริมคุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ประชาชนในบริบทของการพัฒนาความเป็นพลเมืองไทย, อรอุมา ภูมิบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพในรูปพหุกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชนในบริบทของการพัฒนาความเป็นพลเมืองไทย 2) ศึกษาสภาพความร่วมมือขององค์กรเครือข่ายในการส่งเสริมการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ประชาชนในบริบทของการพัฒนาความเป็นพลเมืองไทย 3) นำเสนอแนวปฏิบัติในการเสริมสร้างความร่วมมือขององค์กรเครือข่ายเพื่อส่งเสริมการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตในบริบทการพัฒนาความเป็นพลเมืองไทย ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตในบริบทของความเป็นพลเมืองไทย 7 ประการ ได้แก่ (1) ตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้และกำหนดเป้าหมายในการเรียนรู้ (2) กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ (3) มีความพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง (4) พัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ (5) สามารถในการประเมินข้อมูลที่ได้รับจากการเรียนรู้ (6) กระตือรือร้นในการนำความรู้มาปรับใช้และ (7) มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ 2) สภาพความร่วมมือขององค์กรเครือข่ายทั้ง 2 พื้นที่ เน้นปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ โดยมีสถาบันพระปกเกล้าฯ มอบหมายให้ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ออกแบบหลักสูตรและกิจกรรมที่ 3) แนวปฏิบัติในการเสริมสร้างความร่วมมือขององค์กรเครือข่ายฯ ประกอบด้วย ความเป็นมาและความสำคัญของแนวปฏิบัติ วัตถุประสงค์ และเนื้อหา ได้แก่ หลักการ บทบาท และวิธีการในการเสริมสร้างความร่วมมือฯ
ผลการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีต่อความสามารถในการเสริมสร้างการสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัยของผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์, ใหม่ สังขะเมฆะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีต่อความสามารถในการเสริมสร้างการสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัยของผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ 2) เพื่อศึกษาผลการการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีต่อความสามารถในการเสริมสร้างการสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัยของผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ และ 3) เพื่อนำเสนอคู่มือการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีต่อความสามารถในการเสริมสร้างการสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัยของผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ เก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้ปกครองเด็กปฐมวัย จำนวน 45 คน ที่ได้มาโดยการคัดเลือกตามเกณฑ์ และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษานอกระบบโรงเรียน ด้านการวิจัย และด้านกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ จำนวนรวมทั้งสิ้น 5 คน ด้วยเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีต่อความสามารถในการเสริมสร้างการสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัยของผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ 2) แบบวัดความสามารถของผู้ปกครองเกี่ยวกับการเสริมสร้างการเรียนรู้แบบการสืบเสาะหาความรู้กับเด็กปฐมวัยที่เข้าร่วมกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ 3) แบบบันทึกของผู้ปกครองเกี่ยวกับการทำกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ร่วมกับบุตรหลานด้วยวิธีเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 4) แบบสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมวิทยาศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ของผู้ปกครองโดยใช้วิธีเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้กับเด็กปฐมวัย และ 5) ประเด็นการสนทนากลุ่มพิจารณาคู่มือการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีต่อความสามารถในการเสริมสร้างการสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัยของผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าdependent t-test และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. แผนการจัดกิจกรรม ประกอบด้วย กระบวนการขั้นตอนตามแนวคิดการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับผู้ใหญ่ 4 ขั้นตอน 1) การสำรวจความต้องการของผู้เรียน 2) การกำหนดวัตถุประสงค์และวางแผนกิจกรรมร่วมกัน 3) การนำกิจกรรมไปปฏิบัติ และ 4) การประเมินผล โดยมีเนื้อหาตามทฤษฎีวิธีการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ได้แก่ 1) ขั้นการสร้างความสนใจ 2) ขั้นการสำรวจและค้นหา 3) ขั้นการอธิบายและลงข้อสรุป 4) ขั้นการขยายความรู้ และ 5) ขั้นการประเมินผล ซึ่งได้ปรับให้เหมาะสมตามข้อเสนอแนะของกลุ่มตัวอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับระยะเวลาในการทำกิจกรรม เนื้อหาเกี่ยวกับวิธีสืบเสาะหาความรู้ และเครื่องมือในการบันทึกเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรม 2. ผลการทดลองกิจกรรม พบว่า ความสามารถในเสริมสร้างการสืบเสาะหาความรู้ของกลุ่มตัวอย่างในภาพรวมทั้งหมดสูงขึ้นอยู่ในระดับมาก (x ̅ = 4.20, S.D. = 0.38) และจากการเปรียบเทียบเปรียบเทียบผลของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีต่อความสามารถในการเสริมสร้างการสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัยของผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน พบว่า หลังเข้าร่วมกิจกรรมตามการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีต่อความสามารถในการเสริมสร้างการสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัยของผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ความสามารถในการเสริมสร้างการสืบเสาะหาความรู้ของผู้ปกครองสูงขึ้นกว่าก่อนการเข้าร่วมกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. คู่มือการจัดกิจกรรม ประกอบด้วย 1) การเรียนรู้แบบสืบเสาะ 2) การจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน …
รูปแบบการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับครู, ธิติ ธาราสุข
รูปแบบการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับครู, ธิติ ธาราสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบจากความฉลาดรู้ทางการเงินที่ส่งผลต่อการเป็นหนี้ของครู 2.เพื่อศึกษาผลการนำรูปแบบการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับครูกับกลุ่มเป้าหมายและ 3. เพื่อนำเสนอข้อเสนอแนะแนวทางการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับครู กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยได้แก่ สมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกรมสามัญศึกษากรุงเทพ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยแบบผสมผสาน ผลการวิจัยมีดังนี้ 1. องค์ประกอบของความฉลาดรู้ทางการเงินที่ส่งผลต่อการเป็นหนี้ของครูด้านความรู้ทางการเงิน ประกอบด้วย ด้านนโยบายคุ้มครองเงินฝาก (PROTECT) ด้านเครดิตบูโร (BUREAU) ด้านการคำนวณดอกเบี้ยของสินเชื่อ (INTEREST) ด้านการหาร (DEVIDE) ด้านพฤติกรรมทางการเงิน ประกอบด้วย ด้านเปรียบเทียบข้อมูลก่อนซื้อ (COMPARE) ด้านจัดทำบัญชี (ACCOUNT) ด้านไตร่ตรองก่อนซื้อ (PONDER) ด้านจ่ายเงินตรงเวลา (ONTIME) ด้านการบริหารจัดการเงินเมื่อเงินไม่พอใช้ (MANAGE) ตามลำดับ และ ด้านทัศนคติทางการเงิน ประกอบด้วยด้านการออม (SAVING) ด้านการใช้เงิน (SPENT) 2. รูปแบบการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับครู ประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ คือ 1) วัตถุประสงค์การเรียนรู้ 2) ผู้เรียน 3) ผู้จัดการเรียนรู้ 4) เนื้อหาสาระ 5) กิจกรรมการเรียนรู้ 6) ระยะเวลา 7) แหล่งความรู้และสื่อการสอน 8) สภาพแวดล้อม และ 9) การประเมินผลการเรียนรู้ กิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับครู ตามแนวคิดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ของ Kolb (1982) แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 ประสบการณ์เชิงรูปธรรม ขั้นที่ 2 การสังเกต ไตร่ตรอง และทบทวน 3) สรุปหลักการและสร้างแนวคิดเชิงรูปธรรม และ ขั้นที่ 4 ขั้นลงมือปฏิบัติ ระยะที่ 2 ฝึกปฏิบัติเพื่อสร้างความรู้และส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเงิน ระยะที่ 3 นำเสนอผลงานของการจัดการแผนการเงินของตนเองทั้งระยะสั้น กลาง …
การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา, บุษบากร สุวรรณเกษา
การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา, บุษบากร สุวรรณเกษา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานของผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและวิเคราะห์ทักษะการทำงานที่จำเป็นสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาตามความต้องการของหน่วยจ้างงาน 2) พัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานของผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา 3) ศึกษาผลการใช้โปรแกรม และ 4) นำเสนอคู่มือการใช้โปรแกรม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบพหุวิธี (Multi methods Disign) แบ่งขั้นตอนการวิจัยเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 วิเคราะห์ทักษะการทำงานที่จำเป็นสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาตามความต้องการของหน่วยจ้างงาน โดยการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายจำนวน 31 คน ระยะที่ 2 การพัฒนาโปรแกรม มีกลุ่มเป้าหมายจำนวน 19 คน ระยะที่ 3 ตรวจสอบประสิทธิภาพของโปรแกรม ด้วยการใช้การวิจัยเชิงทดลองในรูปแบบ Single Subject Design มีกลุ่มเป้าหมายจำนวน 11 คน และระยะที่ 4 พัฒนาคู่มือการใช้โปรแกรมโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มเป้าหมายจำนวน 10 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. ลักษณะการจ้างงานผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มี 3 ลักษณะ คือ การจ้างงานคนพิการด้วยมาตรา 33 มาตรา 35 (3) และมาตรา 35 (7) โดยกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้คนพิการ ลักษณะงานมีความสอดคล้องกับศักยภาพ ความสำเร็จในการจ้างงานเกิดจากทักษะ ความสามารถ ความชอบ แรงจูงใจ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทักษะที่มีความจำเป็นมากที่สุดในการทำงานคือ ทักษะในชีวิตประจำวัน ทักษะสังคม ทักษะอาชีพ และทักษะพื้นฐานหรือทักษะวิชาการ ตามลำดับ ทักษะย่อยที่มีความจำเป็น ได้แก่ การดูแลตนเอง การควบคุมตนเอง การรับข้อมูลและทำตามคำสั่ง และการสื่อสาร 2. โปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ประกอบด้วย หลักการพื้นฐาน ข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียน เป้าหมายและผลลัพธ์ของโปรแกรม เนื้อหา ระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด กระบวนการเสริมสร้างทักษะการทำงานและแผนกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้สอนและบทบาทหน้าที่ เทคโนโลยี สื่อ และแหล่งทรัพยากร และ เครื่องมือติดตามความก้าวหน้าและวัดผลความสำเร็จ 3. ผลการทดลองใช้โปรแกรม …
การส่งเสริมการออกแบบเกมการเรียนรู้ของพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กในมูลนิธิเด็กมุสลิมโดยใช้กระบวนการศึกษานอกระบบโรงเรียนแบบมีส่วนร่วมและการคิดเชิงออกแบบ, ดานา โมหะหมัดรักษาผล
การส่งเสริมการออกแบบเกมการเรียนรู้ของพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กในมูลนิธิเด็กมุสลิมโดยใช้กระบวนการศึกษานอกระบบโรงเรียนแบบมีส่วนร่วมและการคิดเชิงออกแบบ, ดานา โมหะหมัดรักษาผล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ส่งเสริมให้พี่เลี้ยงและแกนนำเด็กออกแบบเกมการเรียนรู้สำหรับเด็กในมูลนิธิโดยใช้กระบวนการศึกษานอกระบบโรงเรียนแบบมีส่วนร่วมและการคิดเชิงออกแบบ และ 2) เพื่อถอดบทเรียนการส่งเสริมการออกแบบเกมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการศึกษานอกระบบโรงเรียนแบบมีส่วนร่วมและการคิดเชิงออกแบบ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) โดยทำการวิจัยร่วมกับพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กในมูลนิธิอัลเกาษัร จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 20 คน จัดกระบวนการตามแผนการส่งเสริมการออกแบบเกมการเรียนรู้ของพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กในมูลนิธิเด็กมุสลิม รวมจำนวนทั้งสิ้น 30 ชั่วโมง ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพและวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาจากแบบบันทึกการเรียนรู้ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบบันทึกการสนทนากลุ่มเพื่อประเมินเกมการเรียนรู้ จากการดำเนินการวิจัย พบว่าสามารถส่งเสริมให้พี่เลี้ยงและแกนนำเด็กออกแบบเกมการเรียนรู้โดยใช้กลไกหรือกติกาของเกมเดิม (Re-theme) ได้เกมการเรียนรู้จำนวนทั้งสิ้น 7 เกม แต่มีเกมการเรียนรู้ที่ผ่านการทดลองเล่นและปรับปรุงเกมครบ 3 ครั้ง จำนวน 2 เกม ได้แก่ เกม Bingo Emotion และเกมธุรกิจพันล้าน ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการทำกิจกรรมกับเด็กในมูลนิธิต่อไปได้ นอกจากนี้ ผลการถอดบทเรียนของพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กได้สะท้อนว่ากระบวนการช่วยสร้างความรู้สึกกล้าทำสิ่งใหม่ ๆ สร้างการมีส่วนร่วม สามารถนำเกมการเรียนรู้ที่ออกแบบและกระบวนการออกแบบเกมการเรียนรู้ไปใช้และการต่อยอดในอนาคต รวมถึงได้พัฒนาตนเองทั้งด้านความรู้ ทักษะ และทัศนคติอีกด้วย
การพัฒนากระบวนการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างการรู้สิ่งแวดล้อมสำหรับอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน, ศิรดา นัยผ่องศรี
การพัฒนากระบวนการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างการรู้สิ่งแวดล้อมสำหรับอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน, ศิรดา นัยผ่องศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์สภาพและระดับการรู้สิ่งแวดล้อมของอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน 2) เพื่อพัฒนากระบวนการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างการรู้สิ่งแวดล้อมสำหรับอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน วิธีดำเนินการวิจัยมีขั้นตอนดังนี้ (1) การวิเคราะห์สภาพและระดับการรู้สิ่งแวดล้อมของอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน 6 จังหวัด จำนวน 420 คน โดยใช้เครื่องมือแบบสอบถามเรื่องสภาพและระดับการรู้สิ่งแวดล้อมของอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (2) พัฒนากระบวนการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างการรู้สิ่งแวดล้อมสำหรับอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านด้วยการวิจัยเชิงปฏิบัติการกับกลุ่มตัวอย่างอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านเขตดุสิต จำนวน 20 คน ใช้แบบสังเกตพฤติกรรมระหว่างการเข้าร่วมกระบวนการ แบบบันทึกผลกระบวนการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย ส่วนข้อมูลบันทึกผลการเรียนรู้ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย 1) ผลการวิเคราะห์สภาพการรู้สิ่งแวดล้อมที่มีต่อองค์ประกอบ (1) ด้านความรู้ (2) ด้านทักษะ และ(3) ด้านเจตคติ อยู่ในระดับมาก และการวิเคราะห์ระดับการรู้สิ่งแวดล้อมที่มีต่อองค์ประกอบ (1) ด้านความรู้ อยู่ในระดับการวิเคราะห์ผล (2) ด้านทักษะ อยู่ในระดับการนำไปใช้ และ (3) ด้านเจตคติ อยู่ในระดับการวิเคราะห์ผล 2) ผลการพัฒนากระบวนการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างการรู้สิ่งแวดล้อมสำหรับอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน ได้แก่ 6 ขั้นตอนคือ ระบุความต้องการเรียนรู้ กำหนดวัตถุประสงค์ร่วมกัน จากประสบการณ์การทำงานด้านสิ่งแวดล้อม เลือกวิธีการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย ออกแบบประสบการณ์ในการเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติตามสัญญาการเรียนรู้ ประเมินผลการเรียนรู้ และสะท้อนคิดจากที่เรียนรู้ด้วยตนเอง 3) ผลการจัดทำแผนงานการนำกระบวนการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างการรู้สิ่งแวดล้อมสู่การปฏิบัติ ประกอบด้วยกระบวนการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาพื้นที่ร่วมกับเครือข่ายผู้เกี่ยวข้องเพื่อรู้สภาพเบื้องต้นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ขั้นตอนที่ 2 การวางแผนการเรียนรู้ ขั้นตอนที่ 3 การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ขั้นตอนที่ 4 การสนับสนุนการเรียนรู้และการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ และขั้นตอนที่ 5 การประเมินผลการเรียนรู้และวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องด้วยประสบการณ์ที่ได้รับ ปัจจัยความสำเร็จในการนำแผนงานกระบวนการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนไปใช้ ได้แก่ 1) หน่วยงานของทุกภาคส่วนในพื้นที่ร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินกิจกรรมตามแผนงาน 2) ความพร้อมในบทบาทผู้อำนวยความสะดวก และ 3) ความร่วมมือของหน่วยงานสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด และเงื่อนไขในแผนงานการนำกระบวนการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนไปใช้ คือ งบประมาณที่ใช้ในการดำเนินงานและความเข้าใจกระบวนการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ของผู้สอนในสถาบันวิทยาลัยชุมชนเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของผู้เรียน, มิ่งขวัญ ทรัพย์ถาวร
การพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ของผู้สอนในสถาบันวิทยาลัยชุมชนเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของผู้เรียน, มิ่งขวัญ ทรัพย์ถาวร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาการเรียนรู้และการจัดการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของผู้สอนในสถาบันวิทยาลัยชุมชน 2) พัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ของผู้สอนในสถาบันวิทยาลัยชุมชนเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของผู้เรียน และศึกษาผลการใช้ชุมชน ฯ 3) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของผู้เรียนในสถาบันวิทยาลัยชุมชน และ 4) จัดทำข้อเสนอแนะในการนำชุมชนแห่งการเรียนรู้ของผู้สอนในสถาบันวิทยาลัยชุมชนเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของผู้เรียนไปสู่การขยายผล โดยมีกลุ่มตัวอย่างในขั้นตอนสำรวจ คือผู้สอนประจำของวิทยาลัยชุมชน ปี 2566 จำนวน 161 คน จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน และกลุ่มตัวอย่างในกระบวนการทดลอง คือ ผู้สอนจำนวน 8 คน ที่สมัครเข้าร่วมเรียนรู้ในชุมชนโดยสมัครใจ ภายใต้แนวคิดการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง การจัดการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองสำหรับผู้เรียน และการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ที่ใช้เป็นกรอบแนวคิดในกระบวนการเรียนรู้ในชุมชน ฯ และเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการถอดบทเรียน สกัดองค์ความรู้ของอาสาสมัคร พร้อมทั้งการจดบันทึกและการสังเกตการณ์ของผู้วิจัยในฐานะผู้อำนวยความสะดวก ซึ่งผลการวิจัย พบว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองในชุมชนแห่งการเรียนรู้ ช่วยให้ผู้สอนสามารถออกแบบกระบวนการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง ทั้งเพื่อพัฒนาตนเองและพัฒนาผู้เรียนได้ โดยจำแนกผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ได้ดังนี้ 1.ผู้สอนของสถาบันวิทยาลัยชุมชนมีการเรียนรู้จากการฝึกอบรม การทำงานในพื้นที่ แต่ยังขาดการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับจังหวัดอื่น และพบปัญหาด้านการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ทั้งเพื่อตนเองและเพื่อพัฒนาผู้เรียน 2.ชุมชนแห่งการเรียนรู้ของผู้สอนในสถาบันวิทยาลัยชุมชนเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของผู้เรียน คือ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ด้วยบรรยากาศพลังบวก 9 ประการ ประกอบด้วย (1) ชุมชนผสมผสาน พบปะกันในหลายรูปแบบทั้งออนไลน์ ออนไซต์ เพื่อส่งเสริมเรื่องการติดต่อสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง (2) ผู้ก่อตั้ง/ริเริ่มควรมีความน่าเชื่อถือ (3) พัฒนาสมาชิกให้เป็นผู้อำนวยความสะดวก โดยไม่มี “ผู้นำ - ผู้ตาม” หรือ “หัวหน้า - ลูกน้อง” แต่เป็นการสร้างความรู้สึกปลอดภัย ไว้วางใจซึ่งกันและกัน (4) ประเด็นการเรียนรู้เป็นคำถามชวนให้คิดมีประโยชน์ต่อสมาชิก ให้นำไปใช้ต่อยอดได้อย่างเป็นรูปธรรม (5) ตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ร่วมกัน (6) เน้นการคิดระดมสมองและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (7) สมาชิกได้รับโอกาสให้ออกแบบการเรียนรู้ของตัวเองได้อย่างอิสระเพื่อค้นหาคำตอบที่เป็นเป้าหมายทั้งส่วนตัวและส่วนรวม (8) ควบคุมการสื่อสารให้เป็นแบบสองทางเสมอ และ 9) เสริมสร้างกำลังใจพลังบวกเพื่อส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศการเรียนรู้ 3.ผู้สอนสามารถพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ได้ 4 แผน โดยใช้หลักการชวนคิดของการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนวิทยาลัยชุมชน คือ หลักการ HEARTS 6 ประการ คือ (1) Hybrid คือการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสาน (2) …
การพัฒนาโมดูลเสริมสร้างปัจจัยขับเคลื่อนหลักสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตของครูโดยเน้นกรอบคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต นิสัยการเรียนรู้ และการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง, ธนพร ว่องวาณิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยในอดีตมักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับครูโดยตรง แต่วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ต้องการส่งเสริมการเรียนรู้ของครูประถมศึกษาผ่านตัวแปรปัจจัยขับเคลื่อนหลักสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต 3 ตัวแปร ได้แก่ กรอบคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต นิสัยการเรียนรู้ และการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง โดยใช้การวิจัยการออกแบบ จำแนกการศึกษาเป็น 3 ระยะ ระยะแรก ใช้การวิจัยเชิงบรรยายเพื่อวิเคราะห์ระดับการเรียนรู้และตัวแปรภูมิหลังของครูที่อธิบายผลที่เกิดขึ้น โดยการสำรวจสภาพการเรียนรู้ของครูประถมศึกษาที่ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นจำนวน 943 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 35 ข้อ ผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ มีค่าดัชนีความตรงรายฉบับ (S-CVI) เท่ากับ .97 ความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายในมีค่าระหว่าง .925 ถึง .963 และเครื่องมือมีความตรงเชิงโครงสร้างจากการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และความตรงตามสภาพจากการใช้วิธีกลุ่มรู้ชัด ระยะที่สอง เป็นการออกแบบและพัฒนาโมดูลเสริมสร้างปัจจัยขับเคลื่อนหลักสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตของครู โดยพัฒนาหลักการออกแบบจากแนวคิดทฤษฎีที่นำมาเป็นข้ออ้างเชิงเหตุผล และพัฒนาต้นแบบกิจกรรมในโมดูลเสริมสร้างปัจจัยขับเคลื่อนหลักสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยตรวจสอบความเหมาะสมของต้นแบบกิจกรรมก่อนนำไปทดลองใช้จากผู้ทรงคุณวุฒิ ระยะที่สาม เป็นการนำต้นแบบกิจกรรมไปทดลองปฏิบัติกับครู 39 คน ในโรงเรียนที่เป็นกรณีศึกษาจำนวน 6 โรงเรียนจำแนกตาม 3 สังกัด คือ สังกัด สพฐ. สช. และกทม. เป็นโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง 4 โรงเรียน และโรงเรียนขนาดใหญ่ 2 โรงเรียน ระยะเวลาในการทดลอง 4 เดือน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. โดยเฉลี่ยครูมีกรอบคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต นิสัยการเรียนรู้ และการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองสูง โดยกรอบคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตสูงกว่าอีกสองตัวแปร นิสัยการเรียนรู้ และการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองมีความแตกต่างกันตามตัวแปรเพศ ประสบการณ์ทำงาน และสังกัดโรงเรียน 2. แนวคิดทฤษฎีที่นำมาใช้ในการสร้างหลักการออกแบบกิจกรรมในโมดูล คือ Growth Mindset (Dweck, 2006), Atomic Habits (Clear, 2018), Self-Directed Learning (Knowles, 1975), Teaching Coaching and Mentoring Approach (Ali, Wahi & Yamat, 2018) ผลการวิจัยได้ต้นแบบโมดูลเสริมสร้างปัจจัยขับเคลื่อนหลักสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตตามหลักการออกแบบจำนวน 5 หลักการ …
การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายการส่งเสริมภาวะผู้นำสำหรับนายทหารสัญญาบัตรเพื่อนำกองทัพเรือสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต, รณยุทธ ขวัญมงคล
การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายการส่งเสริมภาวะผู้นำสำหรับนายทหารสัญญาบัตรเพื่อนำกองทัพเรือสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต, รณยุทธ ขวัญมงคล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพ ปัญหา ความต้องการการพัฒนาคุณลักษณะและภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรกองทัพเรือ 2) พัฒนาแบบแผนการส่งเสริมภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงสำหรับนายทหารสัญญาบัตร และ 3) นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายการส่งเสริมภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงสำหรับนายทหารสัญญาบัตรโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงและองค์กรแห่งการเรียนรู้เพื่อการเป็นกองทัพเรือแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต การวิจัยแบ่งเป็น 4 ระยะ ระยะแรกเป็นการวิเคราะห์สภาพ ปัญหา ความต้องการการพัฒนาคุณลักษณะและภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรกองทัพเรือ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นายทหารสัญญาบัตรสังกัดกองทัพเรือที่ปฏิบัติงานด้านการบริหารจัดการและวางแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของกองทัพเรือ จำนวน 241 คน และนายทหารสัญญาบัตรนักเรียนเสนาธิการทหารเรือ จำนวน 86 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชุด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย การประเมินความต้องการจำเป็นด้วยค่าดัชนี PNImodified ระยะที่สอง เป็นการพัฒนาแบบแผนการส่งเสริมภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงสำหรับนายทหารสัญญาบัตร กลุ่มผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้านองค์กรแห่งการเรียนรู้ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในองค์กร รวม 11 คน เครื่องมือการวิจัยมี 3 ชุด ระยะที่สามเป็นการนำแบบแผนที่พัฒนาไปใช้และศึกษาผลของแบบแผน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนเสนาธิการทหารเรือ จำนวน 28 คน และอาจารย์ผู้สอนหมวดวิชาความมั่นคง จำนวน 3 คน เครื่องมือการวิจัยมี 2 ชุด และระยะที่สี่ เป็นการนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการศึกษาตลอดชีวิต ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และด้านการศึกษาของกองทัพเรือ รวม 10 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) นายทหารสัญญาบัตรที่เป็นกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าสภาพปัจจุบันและสภาพที่คาดหวังภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับมาก ปัญหาในการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนายทหารสัญญาบัตรสังกัดกองทัพเรือด้านการกระตุ้นทางปัญญาสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ การทำงานเป็นแบบอย่าง การส่งเสริมกำลังใจและการสร้างแรงบันดาลใจตามลำดับ 2) แบบแผนการส่งเสริมภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงสำหรับนายทหารสัญญาบัตรเป็นแบบแผนแบบผสมระหว่าง Top-Down Approach, Bottom Up Approach และ Practical Approach ประกอบด้วยการดำเนินการ 4 ระดับ ระดับบุคคลได้แก่ อาจารย์และผู้เรียน 3 องค์ประกอบ ระดับกรมยุทธศึกษาทหารเรือ 10 องค์ประกอบ ระดับกรมในกองทัพเรือ 15 องค์ประกอบ และระดับกองทัพเรือ 7 องค์ประกอบ …
ข้อเสนอทางเลือกนโยบายการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัยเพื่อส่งเสริมการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยสำหรับเด็ก, ศิริพร ทองแก้ว
ข้อเสนอทางเลือกนโยบายการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัยเพื่อส่งเสริมการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยสำหรับเด็ก, ศิริพร ทองแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันด้านการใช้งานอินเทอร์เน็ตของเด็ก ปัญหาที่เกิดจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตของเด็ก ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพปัญหาที่เกิดจากการใช้งานอินเทอร์เน็ต และความต้องการด้านการจัดศึกษานอกระบบโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัยเพื่อส่งเสริมการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยสำหรับเด็ก 2) เพื่อพัฒนาข้อเสนอทางเลือกนโยบายการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัยเพื่อส่งเสริมการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยสำหรับเด็ก โดยกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ 1) เด็กอายุ 8-12 ปี จาก 39 จังหวัดทั่วประเทศซึ่งเป็นตัวแทนของแต่ละภูมิภาค จำนวน 9,604 คน 2) พ่อแม่ผู้ปกครอง และครู 3) ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามสถานการณ์ ปัญหา ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพปัญหา และความต้องการของผู้เรียน แบบวิเคราะห์เอกสาร และแบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อทางเลือกนโยบาย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยายและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีโทรศัพท์ หรือแทบเลตที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้เป็นของตนเอง กิจกรรมที่กลุ่มตัวอย่างทำขณะที่ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดคือ การเล่นเกม รองลงมาคือการดูยูทูบ ช่วงเวลาในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต คือช่วงหลังเลิกเรียน ส่วนสถานที่ที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตมากที่สุดคือ ที่บ้าน 2) ปัญหาที่เกิดจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่าปัญหาจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตของกลุ่มตัวอย่างที่มีมากที่สุดคือการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ โดยปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพปัญหาคือการได้รับคำแนะนำจากครูและการชักชวนของเพื่อน 3) กลุ่มตัวอย่างมีความต้องการที่จะเรียนรู้วิธีป้องกันอันตรายจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตจากพ่อแม่ผู้ปกครองมากที่สุด โดยการเรียนรู้จากที่บ้านผ่านการดูคลิปจากยูทูบและการค้นหาข้อมูลด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์ 4) ข้อเสนอทางเลือกนโยบายการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัยเพื่อส่งเสริมการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยสำหรับเด็ก ประกอบด้วย 9 ทางเลือกที่พัฒนาจากข้อมูลที่ได้รับจากกลุ่มตัวอย่างผสมผสานกับแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ แบ่งเป็นทางเลือกการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียน 3 ทางเลือก ทางเลือกการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย 5 ทางเลือก และทางเลือกสนับสนุนอีก 1 ทางเลือก
การวิจัยเชิงปฎิบัติการเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการเป็นผู้ประกอบการของชุมชนผ้าทอมือ, อรวิภา มงคลดาว
การวิจัยเชิงปฎิบัติการเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการเป็นผู้ประกอบการของชุมชนผ้าทอมือ, อรวิภา มงคลดาว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์สมรรถนะการเป็นผู้ประกอบการของชุมชนผ้าทอมือ และนำเสนอแนวปฏิบัติการส่งเสริมสมรรถนะการเป็นผู้ประกอบการสำหรับชุมชนทอผ้าทอมือ ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) แบ่งการวิจัยออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ขั้นวางแผน ประกอบด้วย 3 กิจกรรม กิจกรรมที่ 1 เป็นการสังเคราะห์สมรรถนะการเป็นผู้ประกอบการผ้าทอมือ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 คน และใช้แบบสอบถามสมรรถนะการเป็นผู้ประกอบการผ้าทอมือ กับผู้ประกอบการผ้าทอมือในประเทศไทย จำนวน 1,029 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการวิเคราะห์โปรแกรมสถิติทางคอมพิวเตอร์ และโปรแกรม LESREL กิจกรรมที่ 2 เป็นการระบุสมรรถนะการเป็นผู้ประกอบการผ้าทอมือที่ต้องการพัฒนาของกลุ่มทอผ้าซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายในการวิจัย เป็นการกำหนดแผนปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการเป็นผู้ประกอบการผ้าทอมือของชุมชนขุนอมแฮดใน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบบันทึกภาคสนามและแบบสังเกตการณ์เข้าร่วมการเรียนรู้ วิเคราะห์ผลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา กิจกรรมที่ 3 การวางแผนพัฒนาสมรรถนะการเป็นผู้ประกอบการตามที่กลุ่มเป้าหมายระบุ เป็นการดำเนินการร่วมกันกับสมาชิกกลุ่มผ้าทอมือในชุมชนขุนอมแฮดใน ที่ยินดีเข้าร่วมการเรียนรู้จำนวน 55 คน ขั้นตอนที่ 2 ขั้นปฏิบัติการ เป็นการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการที่ผู้ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้กำหนดไว้ ขั้นตอนที่ 3 ขั้นสังเกตผล เป็นการร่วมกันตรวจสอบการบรรลุผลตามแผนปฏิบัติการ และขั้นตอนที่ 4 ขั้นสะท้อนคิด ประกอบด้วย 2 กิจกรรม กิจกรรมที่ 1.กิจกรรมร่วมสรุปและถอดบทเรียนจากประสบการณ์ที่ได้รับจากกระบวนการ และกิจกรรมที่ 2 กิจกรรมสังเคราะห์เป็นแนวปฏิบัติการส่งเสริมสมรรถนะการเป็นผู้ประกอบการผ้าทอมือของชุมชน โดยปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้ที่เกี่ยวข้องสำคัญ จำนวน 9 คน ได้แก่ 1.นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ รักษาการแทนพัฒนาการอำเภออำก๋อย 2.พัฒนาชุมชน อบต.สบโขง 3.ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภออมก๋อย 4.หัวหน้าศูนย์เรียนรู้การพัฒนาอมก๋อยฯ 5.หัวหน้าฝ่ายเผยแพร่และขยายผล ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาอมก๋อยฯ 6.ครู.กศน อำก๋อย ผู้ทำหน้าที่ส่งเสริมกิจกรรมอาชีพผ้าทอมือ 3 ท่าน และ 9.ผู้ใหญ่บ้านชุมชนขุนอมแฮดใน ผลการวิจัยพบว่า 1. สมรรถนะการเป็นผู้ประกอบการผ้าทอมือ ประกอบด้วย สมรรถนะหลัก (core competency) มี 4 องค์ประกอบ และสมรรถนะทางวิชาชีพ (functional competency) มี 3 องค์ประกอบ 2. …
การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะของแรงงานต่างด้าว, ภานุมาส เหล่าสกุล
การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะของแรงงานต่างด้าว, ภานุมาส เหล่าสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการในการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะของแรงงานต่างด้าว 2) พัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะของแรงงานต่างด้าว 3) นำเสนอปัจจัยแห่งความสำเร็จและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้โปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะของแรงงานต่างด้าวที่พัฒนาขึ้น การศึกษาวิจัยเพื่อการพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะของแรงงานต่างด้าว ผู้วิจัยใช้การวิจัยแบบผสมผสานวิธี ในการออกแบบการวิจัยและพัฒนา โดยได้ดำเนินการทดลองแบบการทดลองกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังทดลอง มีลำดับขั้น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การวางแผนพัฒนาโปรแกรมด้วยการวิเคราะห์ความต้องการการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะของแรงงานต่างด้าว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ที่ทำงานอยู่ในสถานประกอบการอุตสาหกรรม จำนวน 560 คน เป็นการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามความต้องการในการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะของแรงงานต่างด้าว ระยะที่ 2 การออกแบบพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะของแรงงานต่างด้าว และการนำโปรแกรมไปใช้ โดยมีการบูรณาการร่วมกันของแนวคิดของการพัฒนาโปรแกรม Boyle (1981) และแนวคิดสุขภาวะ ของ Burton (2010) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าที่สามารถสื่อสารภาษาไทย อ่านภาษาพม่าได้ และสมัครใจเข้าร่วมโปรแกรม จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความรู้ แบบประเมินทักษะ และทัศนคติ และระยะที่ 3 นำเสนอปัจจัยแห่งความสำเร็จและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้โปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะของแรงงานต่างด้าวที่พัฒนาขึ้น โดยใช้แบบประเมินผลโปรแกรมโดยรวม ผลการวิจัยพบว่า 1. ความต้องการการเรียนรู้ เมื่อพิจารณาคะแนนเฉลี่ยของสุขภาวะทุกด้านของกลุ่มตัวอย่างพบว่า สุขภาวะทางกายมีค่าเฉลี่ยอยู่ใน ระดับน้อยที่สุด ( = 2.83) ดังนั้นแรงงานต่างด้าวมีความต้องการในการเรียนรู้ด้านสุขภาวะทางกายมากที่สุด โดยเนื้อหากิจกรรมครอบคลุมองค์ประกอบของสุขภาวะทางกาย ได้แก่ การมีร่างกายแข็งแรง การออกกำลังกาย การรับรู้ความสามารถทางกาย การพักผ่อน การจัดชีวิตส่วนตัวให้เหมาะสมกับการทำงาน การมีความเป็นอยู่ที่ดี การมีงานอดิเรก การดูแลตนเองเพื่อป้องกันโรคภัยไข้เจ็บและอุบัติภัยต่าง ๆ การเข้าถึงข่าวสาร ทรัพยากร และโอกาสเพื่อการดูแลสุขภาพ การมีพฤติกรรมการกินที่ถูกส่วน มีประโยชน์และสะอาด การสามารถควบคุมน้ำหนักได้ การมีร่างกายที่สมส่วน และการมีวินัยในการใช้จ่ายเงิน 2. กระบวนการในการพัฒนาโปรแกรมมีการนำมิติคนคือ แนวคิดองค์กรแห่งความสุข ซึ่งมีความสอดคล้องกับมิติองค์กรอันได้แก่ แนวคิดสุขภาวะ มาบูรณาการกัน ได้ผลของปัจจัยพื้นฐานใหม่ของสุขภาวะเป็นกล่องแห่งความสุข 8 ประการ โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลเนื้อหา โดยกล่องแห่งความสุขมีความสัมพันธ์กับสุขภาวะทางกาย แบ่งออกเป็น 3 …
Effects Of Using Self-Directed Learning To Foster Lifelong Learning Attitudes Of Functional Literacy Facilitators, Leakhena Orn
Effects Of Using Self-Directed Learning To Foster Lifelong Learning Attitudes Of Functional Literacy Facilitators, Leakhena Orn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to 1) investigate the effects of self-directed learning on lifelong learning attitudes of functional literacy facilitators; and to 2) propose recommendations for using self-directed learning to foster lifelong learning. The research used quantitative method by employing quasi-experimental design where pre-test and post-test are employed to explore whether self-directed learning activities would foster lifelong learning attitudes of functional literacy facilitators in the five aspects. With subject group consisted of 37 functional literacy facilitators who were working as teachers in functional literacy programs in Cambodia. Moreover, an in-depth interview with 5 adult educators has been employed to propose recommendations …
ผลการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบร่วมกันที่มีต่อการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมของนักศึกษาการศึกษานอกระบบโรงเรียน, จิราพัชร์ กิตติคุณวัฒนะ
ผลการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบร่วมกันที่มีต่อการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมของนักศึกษาการศึกษานอกระบบโรงเรียน, จิราพัชร์ กิตติคุณวัฒนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ระดับการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมของนักศึกษาศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในกรุงเทพมหานคร และเพื่อศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบร่วมกันที่มีต่อการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม การเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้การเลือกแบบเจาะจง โดยการสุ่มแจกแบบสอบถามกับเขตที่มีจำนวนนักศึกษาชาวต่างชาติจำนวนมาก ทั้งสี่เขต คือ เขตบางบอน เขตบางขุนเทียน เขตห้วยขวาง และเขตสาทร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาจำนวน 183 คน จากนั้นนำระดับการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมมาวิเคราะห์เพื่อต่อยอดไปสร้างแผนและจัดกิจกรรมต่อไป ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยระดับการยอมรับความหลากหลายรวมทั้ง 3 ด้าน (ความตระหนัก,ความรู้,ทักษะทางวัฒนธรรม) เขตสาทรมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (x̄=4.23; S.D.=0.20) ตามมาด้วยเขตบางขุนเทียน (x̄=4.13; S.D.=0.37) เขตบางบอน (x̄=4.12; S.D.=0.23) และเขตห้วยขวาง (x̄=3.60; S.D.=0.28 )ตามลำดับ ผู้วิจัยจึงเลือกเขตห้วยขวางในการจัดกิจกรรมในระยะที่ 2 และระยะที่ 2 มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน โดยกิจกรรมที่จัดเป็นกิจกรรมที่ผสม 3 แนวคิด ประกอบด้วย แนวคิดการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบ แนวคิดการเรียนรู้แบบร่วมกันและแนวคิดการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผลการจัดกิจกรรมพบว่าก่อนจัดกิจกรรมนักศึกษาเขตห้วยขวาง ระดับชั้นประถมศึกษา มีระดับการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ (x̄=3.61; S.D.=0.19) หลังจัดกิจกรรมที่ (x̄=4.33; S.D.=0.15) โดยค่าเฉลี่ยหลังเข้าร่วมกิจกรรม มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าก่อนจัดกิจกรรม ที่ 0.72 คะแนน ผลการเปรียบค่า (t-test) มีค่า -26.40 แสดงว่ามีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สรุปได้ว่ากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบร่วมกันมีผลต่อการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมของนักศึกษาการศึกษานอกระบบโรงเรียน
การพัฒนากระบวนการชี้แนะชีวิตเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคและความสามารถทางอารมณ์สำหรับผู้ใหญ่วัยทำงาน, ณัฐธิกา ศรีมกุฎพันธุ์
การพัฒนากระบวนการชี้แนะชีวิตเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคและความสามารถทางอารมณ์สำหรับผู้ใหญ่วัยทำงาน, ณัฐธิกา ศรีมกุฎพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์เชิงยืนยันองค์ประกอบของความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคของ Paul G. Stoltz และความสามารถทางอารมณ์ของ Daniel Goleman 2) เพื่อพัฒนากระบวนการชี้แนะชีวิตเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคและความสามารถทางอารมณ์สำหรับผู้ใหญ่วัยทำงาน 3) เพื่อจัดทำแนวทางสำหรับการนำกระบวนการชี้แนะชีวิตเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคและความสามารถทางอารมณ์สำหรับผู้ใหญ่วัยไปใช้ โดยกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ 1) ผู้ใหญ่วัยทำงาน จำนวน 300 คน 2) ผู้ใหญ่วัยทำงานที่เข้าร่วมกระบวนการชี้แนะชีวิตฯ จำนวน 30 คน 3) ผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนจากผู้ใหญ่วัยทำงานที่เข้าร่วมโปรแกรมจำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบประเมินความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคและความสามารถทางอารมณ์ของผู้ใหญ่วัยทำงาน แบบสังเกตพฤติดรรมผู้รับการชี้แนะระหว่างการเข้าร่วมกระบวนการ แบบบันทึกรายละเอียดกระบวนการชี้แนะชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยายและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ส่วนข้อมูลจากการสัมภาษณ์และการวิเคราะห์เอกสารใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1) การวิเคราะห์เชิงยืนยันองค์ประกอบของความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคของ Paul G. Stoltz และความสามารถทางอารมณ์ของ Daniel Goleman พบว่าการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคและความสามารถทางอารมณ์ของผู้ใหญ่วัยทำงาน หลังจากปรับค่าความคลาดเคลื่อนระหว่างสองตัวแปรโดยใช้ค่าสถิติดัชนีการปรับโมเดลรวม จำนวน 17 คู่ ผลวิเคราะห์แบบจำลองของความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคและความสามารถทางอารมณ์มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในเกณฑ์ดี 2) กระบวนการชี้แนะชีวิตเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคและความสามารถทางอารมณ์สำหรับผู้ใหญ่วัยทำงาน มีทั้งหมด 3 ระยะ ประกอบด้วย (1) ระยะการเตรียมการก่อนการชี้แนะชีวิต (2) การชี้แนะชีวิตเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคและความสามารถทางอารมณ์ ซึ่งมีทั้งหมด 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ระบุความต้องการหรือปัญหาที่ต้องการแก้ไข ขั้นตอนที่ 2 สอบถามข้อมูลที่เป็นจริงในปัจจุบัน และค้นหาขอบเขตของสิ่งที่เกิดขึ้น ขั้นตอนที่ 3 ร่วมกันเลือกวิธีการที่จะทำให้บรรลุความต้องการ ขั้นตอนที่ 4 ร่วมกันออกแบบวิธีดำเนินการและวิธีการติดตามผล และ ขั้นตอนที่ 5 ร่วมกันติดตามผลและประเมินผลที่เกิดขึ้นเพื่อให้ผู้รับการชี้แนะได้ประเมินตนเอง (3) ระยะที่ 3 หลังการชี้แนะ ประเมินผลการทดลองใช้กระบวนการ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับคะแนนความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคและความสามารถทางอารมณ์หลังการเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมทุกคน และ 3) แนวทางการนำกระบวนการชี้แนะชีวิตเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคและความสามารถทางอารมณ์สำหรับผู้ใหญ่วัยทำงานไปใช้มีประเด็นสำคัญ 3 ด้านได้แก่ (1) การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในกระบวนการ (2) การส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการใช้กระบวนการ (3) การส่งเสริมการติดตามและประเมินผลกระบวนการ
กระบวนการเรียนรู้นอกระบบโรงเรียนและตามอัธยาศัยสู่การเป็นนักเขียนการ์ตูนมืออาชีพ : กรณีศึกษานายอนันท์ ฐิตาคม, ธนกร จงทอง
กระบวนการเรียนรู้นอกระบบโรงเรียนและตามอัธยาศัยสู่การเป็นนักเขียนการ์ตูนมืออาชีพ : กรณีศึกษานายอนันท์ ฐิตาคม, ธนกร จงทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์เส้นทางและกระบวนการเรียนรู้นอกระบบโรงเรียนและตามอัธยาศัยสู่การเป็นนักเขียนการ์ตูนมืออาชีพของนายอนันท์ ฐิตาคม 2) เพื่อจัดทำแนวทางพัฒนานักเขียนการ์ตูนมืออาชีพโดยใช้กระบวนการเรียนรู้นอกระบบโรงเรียนและตามอัธยาศัยจากกรณีศึกษานายอนันท์ ฐิตาคม ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือนาย อนันท์ ฐิตาคม และบุคคลใกล้ชิดที่เป็นเพื่อนร่วมงาน ลูกศิษย์ ผู้ช่วยในสถาบันการสอน The zero one ที่มีความเกี่ยวข้องกับนายอนันท์ ฐิตาคมมากกว่า 5 ปี และยินดีให้ข้อมูลจำนวน 3 ท่าน ดำเนินการวิจัยด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงพรรณนาโดยใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพที่เก็บรวบรวมจากการใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า (1) เส้นทางและกระบวนการเรียนรู้นอกระบบโรงเรียนและตามอัธยาศัยสู่การเป็นนักเขียนการ์ตูนมืออาชีพของนายอนันท์ ฐิตาคม ประกอบไปด้วย 1) เรื่องราว เหตุการณ์ และปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้ไปถึงเป้าหมายการเป็นนักเขียนการ์ตูนมืออาชีพ ได้แก่ เหตุการณ์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจการเป็นนักเขียนการ์ตูนมืออาชีพ และปัจจัยสำคัญที่พัฒนาตนเองสู่การเป็นนักเขียนการ์ตูนมืออาชีพ 2) ด้านกระบวนการเรียนรู้นอกระบบโรงเรียน ประกอบไปด้วยกระบวนการที่สำคัญได้แก่ แนวคิดการเรียนรู้จากการปรับเปลี่ยนโมทัศน์ แนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ แนวคิดคิดเป็น แนวคิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติ เป็นต้น 3) ด้านกระบวนการเรียนรู้ตามอัธยาศัย ประกอบไปด้วยกระบวนการที่สำคัญได้แก่ กระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นต้น (2) แนวทางพัฒนานักเขียนการ์ตูนมืออาชีพโดยใช้กระบวนการเรียนรู้นอกระบบโรงเรียนและตามอัธยาศัย ประกอบด้วยแนวทางทางปฏิบัติที่วางไว้เป็นแนวทางปฏิบัติ หรือขั้นตอนที่นำพาผู้เรียนไปสู่เป้าหมายของการเป็นนักเขียนการ์ตูน 10 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นของการเป็นนักเขียนการ์ตูนเกิดจากการที่ผู้เรียนรักการอ่านการ์ตูน ชอบดูการ์ตูน ขั้นตอนที่ 2 การเริ่มฝึกฝนเพื่อสร้างพื้นฐานในการเขียนการ์ตูน ขั้นตอนที่ 3 การแสวงหาความรู้เพื่อเพิ่มโอกาสและทักษะของตนเอง ขั้นตอนที่ 4 การนำความรู้ที่ได้รับมาปฏิบัติ ฝึกฝน พัฒนาเรียนรู้ ปรับปรุงแก้ไข ขั้นตอนที่ 5 การสร้างสรรค์ผลงาน ขั้นตอนที่ 6 การตรวจสอบผลงานที่สร้างสรรค์ ขั้นตอนที่ 7 การปรับปรุงผลงาน ขั้นตอนที่ 8 การหาที่เผยแพร่ผลงาน ขั้นตอนที่ 9 ผลงานได้รับการยอม/ไม่ได้รับการยอมรับ ขั้นตอนที่ 10 นักเขียนการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จ
การวิเคราะห์วาทกรรมเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุเพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของผู้สูงอายุในสังคมเมือง, ปรวรรณ ดวงรัตน์
การวิเคราะห์วาทกรรมเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุเพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของผู้สูงอายุในสังคมเมือง, ปรวรรณ ดวงรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง “การวิเคราะห์วาทกรรมเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุเพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้สูงอายุในสังคมเมือง” เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพซึ่งวางอยู่บนกรอบแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุที่สังเคราะห์มาจากวาทกรรมเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นมาในอดีต เพื่อตอบคำถามงานวิจัยที่ว่า 1) วาทกรรมใหม่ที่ควรจะสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้สูงอายุจะมีคุณลักษณะเป็นอย่างไรและจะสามารถนำไปสู่การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของผู้สูงอายุในสังคมเมืองได้อย่างไร 2) รูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของผู้สูงอายุไทยในสังคมเมือง ควรมีลักษณะเป็นอย่างไร 3) ผลของการใช้รูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของผู้สูงอายุไทยในสังคมเมืองจะเป็นอย่างไรและมีเงื่อนไขใดบ้างในการใช้ และ 4) ผลที่ได้จากการใช้รูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของผู้สูงอายุไทยในสังคมเมืองจะสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางของการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยในสังคมเมืองต่อไปได้หรือไม่อย่างไร วัตถุประสงค์ของงานวิจัย คือ 1) เพื่อวิเคราะห์วาทกรรมเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของผู้สูงอายุในสังคมเมือง และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการใช้รูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของผู้สูงอายุในสังคมเมือง งานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยออกเป็น 3 ระยะตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ ระยะที่ 1 ใช้วิธีการศึกษาศึกษาเอกสารและสื่อสิ่งพิมพ์ที่เผยแพร่อยู่ในช่วงปี พ.ศ.2544-2555 โดยใช้หลักการวิเคราะห์วาทกรรมตามแนวทางของฟูโกต์และแฟร์คลาฟ และสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้ได้แนวความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุ เพื่อใช้เป็นแนวคิดสำหรับการดำเนินงานวิจัยในระยะที่ 2 เป็นการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมาการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของผู้สูงอายุในสังคมเมือง โดยใช้พื้นฐานของแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุนำมาพัฒนาร่วมกับองค์ประกอบของรูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัย โดยศึกษาเฉพาะเจาะจงผู้สูงอายุในสังคมเมือง ด้วยวิธีการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในสังคมใน 6 ภูมิภาคของไทย จำนวนตัวอย่าง 112 คน นอกจากนี้ยังได้สัมภาษณ์ผู้ที่ทำงานด้านส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้สูงอายุในสังคมทีเป็นกลุ่มตัวอย่างด้วยเช่นกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลในเชิงลึกเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุ เพื่อนำไปสู่การร่างรูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของผู้สูงอายุในสังคมเมือง และนำเสนอต่อคณะผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตรวจความเหมาะสมและความเป็นได้ที่จะนำไปใช้ สำหรับในระยะที่ 3 เป็นการศึกษาข้อเสนอแนวทางการนำรูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของผู้สูงอายุในสังคมเมืองดังกล่าวไปใช้ โดยใช้การสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนวทางที่สามารถนำไปใช้ได้ต่อไป ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า คุณลักษณะของวาทกรรมเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุในอดีตแบ่งได้เป็น 2 ช่วงเวลา คือ การเรียนรู้เป็นไปตามธรรมดาโลก จะมุ่งเน้นอำนาจของสถาบันศาสนาที่ระบุให้ผู้สูงอายุเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่ 2 เป็นช่วงเวลาที่เรียกว่า การเรียนรู้ให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของสังคม เป็นช่วงเวลาที่ผู้สูงอายุต้องเรียนรู้การปรับตัวเพื่อตั้งรับกับความเปลี่ยนของสังคมที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยทั้ง 2 ช่วงเวลาแสดงให้เห็นถึงความเชื่อเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุที่แตกต่างกันออกไป ข้อค้นพบดังกล่าวได้นำมาพัฒนาเป็นแนวความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุในสังคมเมือง นำเสนอประเด็นการเรียนรู้ของผู้สูงอายุ 6 ประเด็น คือ 1) ความเชื่อเกี่ยวกับการเรียนรู้ 2) แหล่งเรียนรู้ของผู้สูงอายุ 3) วิธีการเรียนรู้ของผู้สูงอายุ 4) เป้าหมายของการเรียนรู้ 5) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ และ 6) เนื้อหาที่จำเป็นต้องรู้ จากตัวบทที่พบในแต่ละประเด็น ผู้วิจัยได้นำมาพัฒนาร่วมกับองค์ประกอบของรูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัย ซึ่งจากการศึกษาเอกสารและการสัมภาษณ์ผู้สูงอายุ พบว่า ประกอบด้วย หลักการของการส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้อำนวยความสะดวกทางการเรียนรู้ พื้นที่การเรียนรู้ ปฏิสัมพันธ์ทางการเรียนรู้ ทรัพยากรส่งเสริมการเรียนรู้ กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ …
การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการวางแผนอาชีพสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, วลัยนาสภ์ มีพันธุ์
การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการวางแผนอาชีพสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, วลัยนาสภ์ มีพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ความสามารถในการวางแผนอาชีพและความต้องการการเรียนรู้เพื่อการวางแผนอาชีพของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น 2) พัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการวางแผนอาชีพสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น และ 3) พัฒนาคู่มือการใช้โปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการวางแผนอาชีพสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างในการทดลองโปรแกรม คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 20 คน จากนักเรียน 480 คนที่มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอนจากการวิจัยในระยะแรก ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นมีความสามารถในการวางแผนอาชีพในระดับสูงในภาพรวม ขั้นการวางแผนชีวิต (x̄ = 3.96 S.D. = 0.97) และขั้นการวินิจฉัยตนเอง (x̄ = 4.02 S.D. = 0.92) มีระดับน้อยกว่าขั้นการลงมือทำตามแผน (x̄ = 4.08 S.D. = 0.88) ความต้องการการเรียนรู้เรื่องการวางแผนอาชีพอยู่ในระดับมากโดยเฉพาะเรื่องการสำรวจตนเอง (ร้อยละ 52) และการออกแบบเส้นทางเข้าสู่อาชีพ (ร้อยละ 19.4) 2. โปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการวางแผนอาชีพสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ประกอบด้วย 1) วัตถุประสงค์ของโปรแกรม 2) ผู้เรียน 3) ผู้สอน 4) เนื้อหาในการเรียนรู้ 5) กิจกรรมการเรียนรู้ 6) ระยะเวลาในการจัด 7) ทรัพยากรการเรียนรู้ และ 8) การวัดและประเมินผล ผลการทดลองใช้โปรแกรม คือ กลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้เนื้อหาการวางแผนอาชีพสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถติที่ระดับ 0.5 และกลุ่มทดลองมีความสามารถในการวางแผนอาชีพสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ก่อนเข้าร่วม x̄ = 2.37 หลังเข้าร่วม x̄ = 4.46) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรมนี้ คือ 1) วัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่ชัดเจน 2) ผู้สอนเป็นเพื่อนร่วมเรียนรู้ 3) เนื้อหาในการเรียนรู้ที่ทันสมัย 4) กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย 5) ระยะเวลาในการจัดที่ยืดหยุ่น 6) ทรัพยากรการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน และ 7) สถานที่ดำเนินกิจกรรมต้องมีความสะดวก เงื่อนไขที่ช่วยให้การจัดโปรแกรมนี้มีประสิทธิภาพ คือ 1) …
ผลการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจีที่มีต่อการเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมชุมชนของเยาวชนจังหวัดชลบุรี, ปนัสยา เมฆพักตร์
ผลการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจีที่มีต่อการเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมชุมชนของเยาวชนจังหวัดชลบุรี, ปนัสยา เมฆพักตร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมชุมชนของเยาวชนจังหวัดชลบุรี 2) สร้างกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจีที่มีต่อการเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมชุมชนของเยาวชนจังหวัดชลบุรี และ 3) ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจีที่มีต่อการเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมชุมชนของเยาวชนจังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ในการเก็บข้อมูล คือ เยาวชนในอำเภอศรีราชาที่มีอายุระหว่าง 14-18 ปี จำนวน 535 คน กลุ่มตัวอย่างในการทดลองกิจกรรม คือ เยาวชนในอำเภอศรีราชาที่มีอายุระหว่าง 14-18 ปี จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบวัดระดับการเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมชุมชนของเยาวชน ประเด็นการสนทนากลุ่ม แผนการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจีเพื่อการส่งเสริมการเห็นคุณค่าวัฒนธรรมชุมชน แบบวัดระดับการเห็นคุณค่าวัฒนธรรมชุมชนของเยาวชนจังหวัดชลบุรี (ประเพณีแห่พญายม) และแบบสะท้อนผลการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนฯ มีสถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบ dependent t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ α=0.05 ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมชุมชนของเยาวชนจังหวัดชลบุรี ที่ประกอบด้วย ประเพณีกองข้าวศรีราชา ประเพณีแห่พญายม และกีฬามวยตับจาก ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเมื่อพิจารณารายละเอียด พบว่า วัฒนธรรมชุมชนที่เยาวชนจังหวัดชลบุรีมีค่าเฉลี่ยการเห็นคุณค่าต่ำที่สุด คือ ประเพณีแห่พญายม (x¯ = 3.15, S.D. = 0.10) ผู้วิจัยจึงนำประเพณีแห่พญายมมาใช้เป็นเนื้อหาในการสร้างกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมชุมชนให้กับเยาวชนจังหวัดชลบุรี 2) การสร้างกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อการส่งเสริมการเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมชุมชน ประกอบด้วย 8 ขั้นตอนตามแนวคิดแอนดราโกจี ด้วยการจัดการสนทนากลุ่มที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง ตามความต้องการ ความสนใจ ความจำเป็นของผู้เรียน และสอดคล้องกับวิถีชีวิตหรือสภาพปัญหาของชุมชน 3) ผลการทดลองกิจกรรม พบว่า เยาวชนจังหวัดชลบุรีมีระดับค่าเฉลี่ยการเห็นคุณค่าวัฒนธรรมชุมชนหลังการทดลองเท่ากับ 4.69 สูงกว่าก่อนการทดลองกิจกรรมเท่ากับ 3.05 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อวิเคราะห์เป็นรายด้านพบว่า เยาวชนจังหวัดชลบุรีมีระดับความรู้ ความอ่อนไหว และการตระหนักทางวัฒนธรรมชุมชน(ประเพณีแห่พญายม) เพิ่มขึ้นอยู่ในระดับมากที่สุดทั้ง 3 ด้าน แสดงว่า กิจกรรมการเรียนรู้นี้มีเนื้อหา รูปแบบการจัดกิจกรรม และกระบวนการถ่ายทอดความรู้ที่เหมาะสมในการส่งเสริมผู้เรียนให้เกิดการเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ
การพัฒนาหลักการออกแบบและต้นแบบโปรแกรมการเรียนรู้ระหว่างวัยเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเด็ก, ชามาภัทร สิทธิอำนวย
การพัฒนาหลักการออกแบบและต้นแบบโปรแกรมการเรียนรู้ระหว่างวัยเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเด็ก, ชามาภัทร สิทธิอำนวย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โปรแกรมการเรียนรู้ระหว่างวัยถือเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาความแปลกแยกและลดการพึ่งพาทางสังคมของผู้สูงอายุ และยังสร้างให้เกิดความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างวัยจากการการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในลักษณะต่างตอบแทนของผู้สูงอายุและเด็ก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเด็กผ่านโปรแกรมการเรียนรู้ระหว่างวัยที่เหมาะสมกับบริบทไทย 2) พัฒนาหลักการออกแบบและต้นแบบโปรแกรมการเรียนรู้ระหว่างวัยเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเด็ก และ 3) ทดลองและประเมินผลการใช้ต้นแบบโปรแกรมการเรียนรู้ระหว่างวัยเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเด็ก และนำเสนอหลักการออกใหม่ที่ได้จากบทเรียนจากการวิจัย แบ่งการดำเนินวิจัยเป็น 3 ระยะตามวัตถุประสงค์การวิจัย โดยตัวอย่างในการวิจัยประกอบด้วยนักปฏิบัติจากในเมืองและนอกเมือง จำนวน 24 คน ตัวอย่างวิจัยระยะที่ 2 ประกอบด้วย นักวิชาการที่มีประสบการณ์ จำนวน 9 คน และ ตัวอย่างวิจัยในระยะที่ 3 ของการดำเนินการวิจัย คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60-69 ปี และเด็กที่มีอายุระหว่าง 10-12 ปี อย่างละ 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ โปรแกรมการเรียนรู้ระหว่างวัยเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเด็ก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงบรรยาย ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ ผลการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเด็กผ่านโปรแกรมการเรียนรู้ระหว่างวัยที่เหมาะสมกับบริบทไทย พบว่า นักปฏิบัติควรได้รับการส่งเสริมทั้งสิ้น 4 ประการ คือที่ 1) ความตระหนักรู้ในความสำคัญของการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างวัย 2) ความต้องการจำเป็นด้านความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างวัย 3) ความต้องการจำเป็นด้านทักษะการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างวัย 4) ความต้องการจำเป็นด้านความพร้อมในการจัดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์เรียนรู้ระหว่างวัย หลักการออกแบบและต้นแบบโปรแกรมการเรียนรู้ระหว่างวัยพัฒนาจากแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ระหว่างวัยและแนวคิดการศึกษานอกระบบ ร่วมกับผลจากการระดมความคิดของนักปฏิบัติ ได้มาซึ่งร่างหลักการออกแบบตามแนวคิดของ Sandoval (2014) ซึ่งมีหลักการออกแบบทั่วไป 10 ประการ คือ 1) การสร้างความรู้สึกปลอดภัยในการเข้าร่วมกิจกรรมโดยให้สมาชิกที่การตัดสินด้วยตนเอง 2) การจัดกิจกรรมที่ทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความรู้สึกว่าสามารถทำกิจกรรมได้ง่ายและสนุก 3) การส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างวัย 4) การกำหนดบทบาทของการมีส่วนร่วมของพ่อแม่ในการสร้างการเรียนรู้ระหว่างวัย 5) การจัดกิจกรรมที่ตอบสนองความต้องการของชุมชน 6) การจัดกิจกรรมที่ตอบสนองตามความต้องการของข้อเสนอของผู้สูงอายุและเด็ก 7) การใช้การสื่อสารเชิงบวกในการจัดกิจกรรม 8) การส่งเสริมให้เกิดความเชื่อถือไว้วางใจกันของสมาชิกที่เข้าร่วมกิจกรรม 9) การสร้างเงื่อนไขและสถานการณ์ที่ทำให้ผู้สูงอายุและเด็กมาพบและทำกิจกรรมร่วมกัน 10) การส่งเสริมศักยภาพในการจัดกิจกรรมของนักปฏิบัติในพื้นที่เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองในการจัดโปรแกรมการเรียนรู้ระหว่างวัยได้ด้วยตนเองและยั่งยืน ผลการทดลองและประเมินผลการใช้ต้นแบบโปรแกรมการเรียนรู้ระหว่างวัย พบว่า ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเด็ก โดยส่งผลให้เกิดตัวแปรผลลัพธ์ 7 ตัวแปรย่อย ได้แก่ ความเข้าใจและยอมรับในความแตกต่างระหว่างวัย อันนำมาซึ่งทัศนคติที่ดีต่อคนต่างวัย 2) มุมมองเชิงคุณค่าต่อคนต่างวัย 3) ความผูกพันธ์ระหว่างวัย …