Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 181 - 207 of 207
Full-Text Articles in Technology and Innovation
การใช้สารกระตุ้นชีวภาพไคโตซานในการเพิ่มคุณภาพของเมล็ดข้าว, ฐิติ เติมเศรษฐเจริญ
การใช้สารกระตุ้นชีวภาพไคโตซานในการเพิ่มคุณภาพของเมล็ดข้าว, ฐิติ เติมเศรษฐเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาการใช้สารกระตุ้นชีวภาพไคโตซาน ในการเพาะปลูกข้าวลักษณะ pre-harvest เพื่อเพิ่มคุณภาพของเมล็ดข้าวจากกระบวนการขัดสี ซึ่งเลือกทดลองในข้าวเจ้าพันธุ์ กข41 และพันธุ์ปทุมธานี 1 ใช้วิธีการวางแผนการทดลองแบบสุ่มในบล็อกสมบูรณ์ (Randomized Complete Block Design) มีปัจจัยในการศึกษาปัจจัยเดียวคือ การใช้สารกระตุ้นชีวภาพไคโตซานในแปลงทดลองเปรียบเทียบกับชุดแปลงทดลองควบคุม โดยนำผลลัพธ์ข้าวเปลือกที่ได้มาผ่านกระบวนการสีข้าว แล้วตรวจสอบปริมาณผลผลิตที่ได้จากกระบวนการขัดสี รวมถึงตรวจสอบคุณภาพเชิงกายภาพของเมล็ดข้าว ผลการทดลองพบว่า การใช้สารกระตุ้นชีวภาพไคโตซานในข้าวเจ้าพันธุ์ กข41 ทำให้ปริมาณข้าวกล้อง , ปริมาณข้าวขาวรวม และปริมาณข้าวขาวเต็มเมล็ดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยได้ปริมาณข้าวขาวเต็มเมล็ดเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.99 เมื่อเทียบกับชุดทดลองควบคุม สำหรับในข้าวเจ้าพันธุ์ปทุมธานี 1 พบว่า มีปริมาณข้าวกล้อง, ปริมาณข้าวขาวรวม และปริมาณข้าวขาวเต็มเมล็ดที่ได้จากกระบวนการสีข้าวเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยได้ปริมาณข้าวขาวเต็มเมล็ดเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.06 เมื่อเทียบกับชุดทดลองควบคุม หลังจากตรวจสอบคุณสมบัติทางกายภาพของเมล็ดข้าว ได้แก่ นํ้าหนักข้าวกล้องเต็มเมล็ด 100 เมล็ด, ค่าความแกร่งเมล็ดข้าวกล้อง และขนาดเมล็ดข้าวกล้อง ในข้าวทั้ง 2 สายพันธุ์ พบว่ามีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สำหรับการศึกษาผลกระทบของนวัตกรรมสารกระตุ้นชีวภาพไคโตซานในเชิงพาณิชย์ พบว่า การใช้สารกระตุ้นชีวภาพไคโตซานในการเพาะปลูกข้าวทั้ง 2 สายพันธุ์ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิตที่ได้จากกระบวนการสีข้าว แต่พบว่าจะมีความคุ้มค่าด้านการลงทุนเมื่อใช้สารกระตุ้นชีวภาพไคโตซานในข้าวสายพันธุ์ที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงมากกว่าข้าวสายพันธุ์ที่มีมูลค่าทางการตลาดต่ำ และสามารถใช้สารกระตุ้นชีวภาพไคโตซานร่วมกับการฉีดพ่นปุ๋ยปกติ เพื่อลดต้นทุนค่าฉีดพ่นสารนี้ได้
การพัฒนาโปรแกรมประยุกต์เพื่อการบริหารจัดการการจัดหาผู้รับเหมาก่อสร้าง, ธนากร วัฒกีเจริญ
การพัฒนาโปรแกรมประยุกต์เพื่อการบริหารจัดการการจัดหาผู้รับเหมาก่อสร้าง, ธนากร วัฒกีเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันธุรกิจรับเหมาก่อสร้างภายในประเทศไทยมีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับจำนวนผู้รับเหมาที่เพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน เนื่องจากโครงการแต่ละโครงการมีความซับซ้อนที่แตกต่างกันและความเชี่ยวชาญของผู้รับเหมามีหลากหลาย ย่อมนำมาสู่ความยุ่งยากและความไม่เข้าใจในเนื้องานก่อสร้างของทั้งสองผ่ายได้ จากประเด็นดังกล่าว ผู้ที่ต้องการว่าจ้างอาจต้องเผชิญปัญหาที่หลากหลาย เช่น การมีความรู้ที่ไม่เพียงพอในการพิจารณาทำข้อตกลงเการก่อสร้าง การพิจารณาราคาการก่อสร้างที่เสนอโดยผู้ก่อสร้างแต่ละรายในตลาด รวมถึงช่องทางการหาผู้รับเหมาก่อสร้างที่จำกัด จึงกล่างได้ว่าการเลือกผู้รับเหมาก่อสร้างที่เหมาะสมกับโครงการนับได้ว่าเป็นความยุ่งยากอย่างหนึ่ง จากประเด็นที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น การได้รับรู้รายละเอียดในสถานะปัจจุบันของผู้รับเหมาสำหรับผู้ที่ต้องการว่าจ้างนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้ได้นำเสนอแอปพลิเคชันที่ช่วยในการบริหารจัดการการจัดหาผู้รับเหมาก่อสร้างให้แก่ผู้ที่ต้องการว่าจ้าง ซึ่งจะส่งผลให้ความเสียหายจากการว่าจ้างมีโอกาสเกิดได้น้อยลงทั้งแก่ผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง งานวิจัยนี้ได้กล่าวถึงการสำรวจและวิเคราะห์พฤติกรรม รวมถึงความต้องการในการใช้แอปพลิเคชันโดยใช้แบบสอบถามเชิงปริมาณ ของกลุ่มตัวอย่าง 2 ส่วน ได้แก่ ผู้ที่ต้องการหาผู้รับเหมาก่อสร้าง และผู้รับเหมาก่อสร้าง จำนวนทั้งสิ้น 200 คน โดยทั้ง 2 กลุ่มตัวอย่างได้ให้ความสนใจในการใช้แอปพลิเคชันในการหาผู้รับเหมาก่อสร้าง คิดเป็นร้อยละ 80.0 และ 81.0 ตามลำดับ จึงสามารถสรุปได้ว่า แอปพลิเคชันที่นำเสนอนี้ก่อให้เกิดผลดีกับทั้งฝ่ายผู้ว่าจ้างและผู้รับเหมาก่อสร้างในทุกด้าน
ระบบคัดเลือกกลุ่มธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อน, พัชร์นรี ธนาคุณ
ระบบคัดเลือกกลุ่มธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อน, พัชร์นรี ธนาคุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นโยบาย ประเทศไทย 4.0 มุ่งเน้นสนับสนุนการสร้างธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อน (IDE) เพื่อสร้างสินค้านวัตกรรมที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้กับประเทศในระดับสูง ปัจจุบันรัฐมีการสนับสนุนกลุ่มธุรกิจนวัตกรรมในระดับและรูปแบบต่าง ๆ อย่างไรก็ดี ลักษณะและรูปแบบการสนับสนุนยังไม่เหมาะสมกับผู้รับการสนับสุนนเท่าที่ควร ทำให้มีความเสี่ยงเชิงเศรษฐกิจสูง และไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ด้วยเหตุที่ไม่สามารถจำแนกธุรกิจนวัตกรรมที่มีศักยภาพออกจากกลุ่มธุรกิจนวัตกรรมทั่วไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้ทำการศึกษาด้วยการวิจัยเชิงลึกและวิเคราะห์ปัจจัยที่บ่งชี้คุณลักษณะธุรกิจ เพื่อสร้างระบบคัดเลือกกลุ่มธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อน (IDE) ที่มีศักยภาพสูง ออกจากธุรกิจนวัตกรรมทั่วไป (NON-IDE) ปัจจัยบ่งชี้ในมิติต่าง ๆ ได้จากการทบทวนวรรณกรรมและการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มเป้าหมาย หน่วยงานนโยบายภาครัฐ หน่วยงานสนับสนุนทุนนวัตกรรมภาครัฐ และผู้ประกอบการ IDE ที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ ปัจจัยบ่งชี้จำนวน 30 ปัจจัย ใน 4 มิติ ที่เป็นปัจจัยคุณลักษณะร่วมของธุรกิจนวัตกรรม ธุรกิจ Innovation Businesses ธุรกิจ Startups และธุรกิจ SMEs ประกอบขึ้นเป็นแบบสอบถามเพื่อการสำรวจกลุ่มธุรกิจนวัตกรรม IDE จำนวน 17 ธุรกิจ และ NON-IDE จำนวน 14 ธุรกิจ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติได้ค่าคะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม IDE เปรียบเทียบกับกลุ่ม NON-IDE ชุดค่าคะแนนเปรียบเทียบประกอบเป็นชุดฐานข้อมูล IDE Mapping ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินอัตลักษณ์ของธุรกิจหรือผู้ประกอบการที่เสนอขอรับทุนสนับสนุน ระบบคัดเลือกกลุ่มธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อน ประกอบด้วย ชุดแบบสอบถามกลุ่มปัจจัยคุณลักษณะธุรกิจ 4 มิติ ชุด IDE Mapping และชุดวิเคราะห์อัตลักษณ์ธุรกิจ Applicant Profiles ถูกนำมาทดลองใช้กับ 5 ธุรกิจตัวอย่าง ผลการจำแนกอัตลักษณ์เป็นที่น่าพอใจ ระบบคัดเลือกกลุ่มธุรกิจสามารถพัฒนาเป็น Web Application เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการพิจารณาการสนับสนุนทุนนวัตกรรมของหน่วยงานภาครัฐได้
นวัตกรรมระบบประเมินความพร้อมชุมชนเพื่อความยั่งยืนทางด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว, ธนัยนันท์ ธนันท์ปพัฒน์
นวัตกรรมระบบประเมินความพร้อมชุมชนเพื่อความยั่งยืนทางด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว, ธนัยนันท์ ธนันท์ปพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพร้อมชุมชนเพื่อความยั่งยืนทางด้านการเกษตรและการ ท่องเที่ยว ศึกษาเกณฑ์การประเมินความพร้อมชุมชน ออกแบบและพัฒนาระบบประเมินความพร้อมชุมชนที่เป็นที่ ยอมรับและสามารถนำระบบไปสู่การใช้ประโยชน์ของนวัตกรรมในการประเมินความพร้อมชุมชนเพื่อความยั่งยืน ทางด้านการเกษตรและการท่องเที่ยวตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง วิธีดำเนินการวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยนำกระบวนการสร้างนวัตกรรม 5D คือ 1. การค้นหาโอกาสทางนวัตกรรม (Discovery) 2. การทำความเข้าใจและระบุปัญหา (Define) 3. การออกแบบแนวคิดนวัตกรรม (Design) 4. การ พัฒนานวัตกรรม (Develop) 5. การนำนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์ (Deploy) มาเป็นกรอบในการวิจัย โดยการศึกษาเอกสารตำรา หนังสือและข้อมูลทุติยภูมิต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การศึกษาข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์ เบื้องต้นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนและการสนทนากลุ่มผู้นำชุมชนต้นแบบตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง 5 ชุมชน การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้นำชุมชนต้นแบบด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว 12 ชุมชน การสัมภาษณ์ เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ 7 ท่าน และการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างชุมชนด้วยแบบสอบถามจาก 251 ชุมชน จำนวน 602 ตัวอย่างจากทุกภูมิภาคของประเทศ และนำผลมาวิเคราะห์เนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยหลักการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ การวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ และการถ่วงน้ำหนักองค์ประกอบ ผลการศึกษาพบว่า ความพร้อมชุมชนเพื่อความยั่งยืนทางด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว ประกอบด้วย 9 ด้าน ได้แก่ ด้านความร่วมมือและการบริหารจัดการ ด้านการผลิตและการตลาด ด้านคุณธรรมและ ความเป็นเจ้าของ ด้านวัฒนธรรม ด้านผู้นำชุมชน ด้านกฎระเบียบและวินัยชุมชน ด้านการสื่อสาร ด้านการสนับสนุน จากหน่วยงานภายนอก และด้านความรู้ที่จำเป็น ทั้ง 9 ด้านนี้มีปัจจัยที่เป็นเกณฑ์ประเมินจำนวน 40 ข้อ ต้นแบบ นวัตกรรมระบบประเมินความพร้อมชุมชนเพื่อความยั่งยืนทางด้านการเกษตรและการท่องเที่ยวเพื่อชุมชนประเมิน ตนเองผ่านเว็บไซต์สามารถรายงานผลความพร้อมชุมชนฯ ให้ชุมชนรับรู้ โดยแสดงระดับความพร้อมชุมชนฯ 3 ระดับ คือ น้อย ปานกลาง และมาก ทั้งรายด้านและภาพรวม รวมทั้งเสนอแนวทางการยกระดับความพร้อมชุมชนฯ ทั้งรายด้านและภาพรวมด้วย ผลจากการทดสอบการยอมรับการใช้ระบบและการนำระบบไปสู่การใช้ประโยชน์ของ นวัตกรรมระบบประเมินความพร้อมชุมชนฯ จาก 30 ชุมชน พบว่าชุมชนร้อยละ 90 ให้ความสนใจนำนวัตกรรม ระบบประเมินความพร้อมชุมชนฯ ไปใช้ ซึ่งประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนในรูปแบบการคาดการณ์ ล่วงหน้า …
นวัตกรรมฟิล์มน้ำมันหอมระเหยสำหรับเพิ่มกลิ่นในอาหาร, ชลิศา ทรัพย์พร
นวัตกรรมฟิล์มน้ำมันหอมระเหยสำหรับเพิ่มกลิ่นในอาหาร, ชลิศา ทรัพย์พร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แผ่นฟิล์มกักเก็บน้ำมันหอมระเหยเป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับสารแต่งกลิ่นสำหรับอาหาร น้ำมันหอมระเหยถูกกักเก็บไว้ในโครงร่างของสารก่อฟิล์มทานได้ เมื่อแผ่นฟิล์มนี้ละลายในอาหารที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบ อนุภาคของน้ำมันหอมระเหยจะถูกปลดปล่อยออกมากระจายตัวอยู่ในอาหาร ทำให้อาหารมีกลิ่นหอม งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์แผ่นฟิล์มน้ำมันมะกรูด 2) พัฒนากระบวนการผลิตด้านต่างๆ การยอมรับผลิตภัณฑ์แผ่นฟิล์มน้ำมันมะกรูดจากการทดสอบทางประสาทสัมผัส และการขยายกำลังการผลิตระดับอุตสาหกรรมและ 3)ศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์ฟิล์มน้ำมันมะกรูด ในการศึกษาได้ทำการทบทวนวรรณกรรมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและศึกษาข้อมูลปฐมภูมิโดยการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการร้านอาหาร ผู้ประกอบการโรงแรม เชฟ และนักเรียนไทยในต่างประเทศ ผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์ จำนวน 30 คน แล้วนำไปสร้างแบบสอบถามผู้บริโภค จำนวน 412 คน ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มประชากรตัวอย่างทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณมีความต้องการในผลิตภัณฑ์แผ่นฟิล์มน้ำมันมะกรูด บรรจุภัณฑ์ที่แนะนำ คือ ถุงคราฟท์ซิปล็อคและราคาขายควรอยู่ที่ประมาณ 70-100 บาทต่อซอง ในส่วนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ให้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุดในด้านต่างๆ คือสูตรสารก่อฟิล์มน้ำมันมะกรูดที่มีส่วนผสมของปริมาณ พอลิเมอร์ A โซเดียมแอลจิเนต และปริมาณน้ำมันหอมระเหยมะกรูด ได้แผ่นฟิล์มน้ำมันมะกรูดที่สามารถกักเก็บปริมาณน้ำมันได้ ร้อยละ 34.1 มีความสามารถในการละลายในเวลา 3 นาที ร้อยละ 81.6 และในด้านการทดสอบการยอมรับผลิตภัณฑ์ต้นแบบด้วยการทดสอบทางประสาทสัมผัสทั้งในกลุ่มตัวอย่างผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปให้การยอมรับในผลิตภัณฑ์แผ่นฟิล์มน้ำมันมะกรูดที่สอดคล้องคือมีความชอบการปรุงต้มยำด้วยแผ่นฟิล์มน้ำมันมะกรูดที่อายุ 0 และ 6 เดือนใกล้เคียงกันซึ่งมีค่าความชอบมากกว่าต้มยำที่ปรุงด้วยเครื่องเทศสดและเครื่องปรุงรสต้มยำสำเร็จรูป ในส่วนการขยายกำลังการผลิตในระดับอุตสาหกรรมสามารถขยายได้ประมาณ 4 เท่า ของการผลิตระดับห้องปฏิบัติการหรือสามารถผลิตฟิล์มน้ำมันมะกรูดได้ประมาณ 500 กิโลกรัมต่อปี ทั้งนี้ การทผลิตภัณฑ์ออกสู่เชิงพาณิชย์ โดยใช้วิธีจ้างบริษัทรับทำการผลิต ในขั้นตอนการผลิตแผ่นฟิล์มน้ำมันมะกรูดและทำการขายผ่านตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศ จะมีรายได้ 5.63 ล้านบาทต่อปี โดยใช้เงินลงทุน 2 ล้านบาท จะสามารถคืนทุนได้ภายใน 1 ปี 7 เดือน ทั้งนี้ ในระยะเวลา 5 ปี มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ 4.2 ล้านบาทโดยมีอัตราคิดลด ร้อยละ 20 และผลตอบแทนจากการลงทุนมีอัตราร้อยละ 85 โดยงานวิจัยนี้มีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์
นวัตกรรมระบบประเมินองค์กรเพื่อการแบ่งปันบุคลากรผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม ระหว่างมหาวิทยาลัยและอุตสาหกรรม, กฤติกา คงสุนทรกิจกุล
นวัตกรรมระบบประเมินองค์กรเพื่อการแบ่งปันบุคลากรผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม ระหว่างมหาวิทยาลัยและอุตสาหกรรม, กฤติกา คงสุนทรกิจกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการแลกเปลี่ยนบุคลากรของมหาวิทยาลัย วิเคราะห์รูปแบบการแลกเปลี่ยนบุคลากรนักวิจัย และพัฒนาระบบประเมินองค์กรเพื่อการแบ่งปันบุคลากรผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ระหว่างมหาวิทยาลัยและอุตสาหกรรม เพื่อนำระบบดังกล่าวไปใช้ในเชิงพาณิชย์ การดำเนินงานวิจัยเป็นแบบผสานวิธีทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณด้วยการศึกษาข้อมูลทุติยภูมิ และดำเนินการสัมภาษณ์ผู้บริหารหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการแลกเปลี่ยนนักวิจัยทั้งภาคมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างนักวิจัยจำนวน 613 คนทั่วประเทศ นำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยหลักการทางสถิติ 3 วิธีการ ได้แก่ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับหนึ่งและอันดับสอง และการวิเคราะห์การถดถอย โดยดำเนินการพัฒนาระบบประเมินมหาวิทยาลัยเพื่อการแบ่งปันบุคลากรสู่อุตสาหกรรมด้วยการศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณจากความต้องการของกลุ่มผู้ใช้ (User) ทดสอบการยอมรับด้วยทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี (Technology Acceptance Model) และนำระบบประเมินมหาวิทยาลัยไปใช้ด้วยการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์จาก Business Model Canvas ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการแลกเปลี่ยนบุคลากรของมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย 3 ปัจจัยที่สำคัญตามลำดับ คือ ปัจจัยด้านอุตสาหกรรม ปัจจัยด้านนักวิจัย และปัจจัยด้านมหาวิทยาลัย จากนั้นทำการพัฒนาต้นแบบระบบประเมินมหาวิทยาลัยเพื่อการแบ่งปันบุคลากรสู่อุตสาหกรรม ที่สามารถประเมินผ่านเว็บไซต์ รายงานผลการประเมิน และเสนอแนะแนวทางในการยกระดับความพร้อมของมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังพบว่าความพร้อมและการยอมรับนวัตกรรมอยู่ในเกณฑ์พอใจมาก นวัตกรรมระบบประเมินองค์กรเพื่อการแบ่งปันบุคลากรผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ระหว่างมหาวิทยาลัยและอุตสาหกรรม นับเป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงพาณิชย์และทางด้านสังคม ในการสร้างความร่วมมือการแลกเปลี่ยนบุคลากรนักวิจัยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันส่งผลต่อเศรษฐกิจมหภาคของประเทศไทย
นวัตกรรมน้ำมันเตากำมะถันต่ำจากการผสมน้ำมันไพโรไลซิสสาหร่ายขนาดเล็กและน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว, ศุภฤกษ์ อร่ามกิจโพธา
นวัตกรรมน้ำมันเตากำมะถันต่ำจากการผสมน้ำมันไพโรไลซิสสาหร่ายขนาดเล็กและน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว, ศุภฤกษ์ อร่ามกิจโพธา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
น้ำมันไพโรไลซิสจากสาหร่ายขนาดเล็กเป็นทางเลือกของเชื้อเพลิงหมุนเวียนที่สามารถนำไปใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ เนื่องจากมีค่าความร้อนที่ดีและมีปริมาณกำมะถันต่ำ ส่วนน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเชื้อเพลิงทดแทนที่มีราคาต่ำและเป็นขยะอันตรายที่มีการสนับสนุนให้ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ จากที่องค์กรทางทะเลระหว่างประเทศประกาศให้มีการใช้น้ำมันเตากำมะถันต่ำ (กำมะถันน้อยกว่า 0.5% โดยน้ำหนัก) ในการขนส่งทางเรือ มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 และการผลิตน้ำมันเตากำมะถันต่ำจากเชื้อเพลิงปิโตรเลียมยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุนและกระบวนการในการผลิต ผู้วิจัยพบว่าการผสมน้ำมันระหว่างน้ำมันไพโรไลซิสจากสาหร่ายขนาดเล็กและน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว มีความเป็นไปได้ในการนำมาผลิตน้ำมันเตากำมะถันต่ำเพื่อตอบสนองความต้องการในอนาคต ในงานวิจัยนี้เลือกน้ำมันไพโรไลซิสที่ผลิตจากสาหร่ายสไปรูลิน่าเนื่องจากการเก็บเกี่ยวที่ง่ายและได้ผลผลิตน้ำมันสูง โดยนำสาหร่ายแห้งมาผ่านกระบวนการไพโรไลซิสด้วยเครื่องปฏิกรณ์ไพโรไลซิสแบบต่อเนื่องขนาด 3 ลิตร และน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วได้จากโรงงานปรับปรุงคุณภาพน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วด้วยกระบวนการตกตะกอนและกรองเพื่อแยกน้ำและสิ่งปนเปื้อนออก น้ำมันทั้ง 2 ชนิดถูกผสมด้วยอัตราส่วน 100:0, 80:20, 50:50, 20:80 และ 0:100 เพื่อทำการทดสอบคุณสมบัติตามมาตรฐาน ISO 8217 ซึ่งเป็นมาตรฐานของน้ำมันเตาที่ใช้ในเรือขนส่ง
ผลการศึกษาที่ได้ พบว่าการผสมน้ำมันไพโรไลซิสจากสาหร่ายขนาดเล็กในอัตราส่วน 20% และน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วในอัตราส่วน 80% ซึ่งเรียกในงานวิจัยนี้ว่า MLB20 มีความเป็นไปได้ในการใช้ผลิตน้ำมันเตากำมะถันต่ำในเชิงพาณิชย์มากที่สุด โดยมีคุณสมบัติที่สำคัญดังนี้ ความหนาแน่นที่ 15 องศาเซลเซียส 910.9 kg/m3 ความหนืดที่ 50 องศาเซลเซียส 87.26 mm2/s ปริมาณกำมะถัน 0.461% โดยน้ำหนัก ปริมาณขี้เถ้า 0.515% โดยน้ำหนัก ปริมาณน้ำ 4.1% โดยน้ำหนัก และค่าความเป็นกรด 5.4 mg KOH/g โดยพบว่า MLB20 มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ของ ISO 8217 ทั้งหมด ยกเว้นเพียงปริมาณขี้เถ้า ปริมาณน้ำและค่าความเป็นกรด ซึ่งสามารถนำไปใช้พัฒนาในงานวิจัยในเชิงพาณิชย์ต่อไป
Measurement Of Organisational Innovativeness Of Public Agencies In Asean, Salinthip Thipayang
Measurement Of Organisational Innovativeness Of Public Agencies In Asean, Salinthip Thipayang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
As public sector organisations strive to balance priorities to meet increasing public demands, they need to be more innovative and changes bureaucratic behaviors, administrative methods, and implementing new way of conducting routine work processes. This study combines both qualitative and quantitative empirical research methods with the objectives to 1) review how organisational innovativeness (OI) has been measured and identify the important factors affecting OI of public agencies, 2) develop and validate a suitable measurement framework model and indicators for measuring OI in ASEAN public agencies, 3) to create an online web-based application (POINTinno.com) to adequately measure OI, and 4) test …
นวัตกรรมการประเมินศักยภาพธุรกิจไทยด้านเกษตรกรรมอาหารและธุรกิจที่เกี่ยวข้องเพื่อการเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศ, ธีรข์กรณ์ อุดมรัตนะมณี
นวัตกรรมการประเมินศักยภาพธุรกิจไทยด้านเกษตรกรรมอาหารและธุรกิจที่เกี่ยวข้องเพื่อการเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศ, ธีรข์กรณ์ อุดมรัตนะมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศ 2.ศึกษาความสำคัญของปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศ 3. พัฒนานวัตกรรมเครื่องมือประเมินศักยภาพในการเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศ 4. ศึกษาการยอมรับนวัตกรรมเครื่องมือประเมินศักยภาพฯที่พัฒนาขึ้นโดยความมุ่งหวังเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในการเข้าสู่ตลาดและสร้างเสริมศักยภาพที่เหมาะสม และ 5. ศึกษาแนวทางพัฒนาเชิงพาณิชย์ของนวัตกรรม โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสานกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารระดับสูงที่มีส่วนในการตัดสินใจเกี่ยวกับการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศขององค์กร ซึ่งการวิจัยประกอบด้วยเชิงคุณภาพได้แก่การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง จากนั้นนำผลที่ได้มาทำการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการพัฒนาแบบสอบถาม ทำการวิเคราะห์ค่าทางสถิติเพื่อหาความสำคัญของปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศโดยใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์เรียนรู้เชิงลึกเพื่อวิเคราะห์ความสำคัญของปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าสู่ตลาดและใช้เครื่องมือแผนผังต้นไม้ตัดสินใจเพื่อพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือประเมินศักยภาพในท้ายที่สุด
ผลการศึกษาวิจัยพบว่าปัจจัยในการศึกษาจำนวน 30 ปัจจัยส่งผลต่อการเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศในทัศนคติของผู้บริหารโดยมีความสำคัญแตกต่างกัน ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ได้จากการศึกษาหกปัจจัยได้แก่ คุณภาพสินค้า นวัตกรรม ภาพลักษณ์องค์กร ความเสี่ยงประเทศเป้าหมาย การจัดซื้อและการบริหารห่วงโซ่อุปทานได้ถูกนำมาพัฒนาเป็นแบบจำลองช่วยตัดสินใจในต้นแบบนวัตกรรมเครื่องมือประเมินศักยภาพธุรกิจเพื่อการเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศที่ผ่านการศึกษาการยอมรับนวัตกรรมและพัฒนาแผนเชิงพาณิชย์เป็นผลสัมฤทธิ์ของงานวิจัยนี้
นวัตกรรมแอปพลิเคชันตามทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนเพื่อส่งเสริมการรับรู้ความสามารถตนเอง, ฉัททวุฒิ พีชผล
นวัตกรรมแอปพลิเคชันตามทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนเพื่อส่งเสริมการรับรู้ความสามารถตนเอง, ฉัททวุฒิ พีชผล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันตามทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนเพื่อส่งเสริมการรับรู้ความสามารถตนเองในการเรียนออนไลน์ และศึกษาผลการทดลองใช้แอปพลิเคชันฯ ที่พัฒนาขึ้นกับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ขั้นตอนของการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนคือ (1) ศึกษาเอกสารงานวิจัยและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญสำหรับต้นแบบของแอปพลิเคชันฯ (2) สร้างต้นแบบและพัฒนาระบบแอปพลิเคชันฯ และ (3) ศึกษาผลการทดลองใช้ระบบแอปพลิเคชันฯ ต่อระดับการรับรู้ความสามารถตนเองในการเรียนออนไลน์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์จำนวน 180 คน โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 90 คน มีระยะเวลาในการดำเนินการทดลอง 5 สัปดาห์ ผลการวิจัยพบว่า ระบบแอปพลิเคชันตามทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนที่พัฒนาขึ้น มี 3 องค์ประกอบ คือ (1) ขั้นตอนการเรียนการสอนของระบบ (2) เครื่องมือของระบบ และ (3) คุณลักษณะของแอปพลิเคชันตามทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน ซึ่งประกอบด้วย การสร้างเสริมทัศนคติต่อการเรียนออนไลน์ การสร้างเสริมการคล้อยตามกลุ่มเรียนออนไลน์ และการสร้างเสริมการรับรู้การควบคุมพฤติกรรมตนเอง ผลการทดลองใช้แอปพลิเคชันฯ พบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้ความสามารถตนเองในการเรียนออนไลน์ของกลุ่มทดลองมีค่าสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลนี้แสดงให้เห็นว่าระบบแอปพลิเคชันตามทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนมีอิทธิพลต่อการเพิ่มการรับรู้ความสามารถตนเองของผู้เรียนออนไลน์
เครื่องมือนวัตกรรมการบริหารจัดการสินค้าคงคลังแบบแบ่งปันสำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งธุรกิจอุปกรณ์กีฬาในประเทศไทย, ลีลาวดี พัฒนรัชต์
เครื่องมือนวัตกรรมการบริหารจัดการสินค้าคงคลังแบบแบ่งปันสำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งธุรกิจอุปกรณ์กีฬาในประเทศไทย, ลีลาวดี พัฒนรัชต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจำลองระบบบริหารจัดการสินค้าคงคลังแบบแบ่งปันสำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของธุรกิจเครื่องกีฬาในประเทศไทยโดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 5 ระยะ โดยระยะที่ 1 เป็นการทบทวนวรรณกรรมเพื่อพัฒนากรอบแนวความคิดวิจัย ระยะที่ 2 ศึกษาถึงปัจจัยการยอมรับระบบการบริหารจัดการสินค้าคงคลังแบบแบ่งปัน ระยะที่ 3 ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการร่วมกันของร้านค้าปลีก ระยะที่ 4 เป็นการพัฒนาแบบจำลองสถานการณ์แบบมอนติคาร์โลด้วย Microsoft® Excel และระยะที่ 5 เป็นการศึกษาการยอมรับของเทคโนโลยี นำเสนอแนวทางการพัฒนาเชิงพาณิชย์และสรุปผลการศึกษา ผลจากการศึกษาพบว่าการพัฒนาแบบจำลองระบบการบริหารจัดการสินค้าคงคลังแบบแบ่งปันให้มีประสิทธิภาพได้นั้นต้องคำนึงถึงเรื่องของระยะเวลา ต้นทุน ความไว้วางใจ ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ โดยผลจากการเปรียบเทียบแบบจำลองระบบแบบเดิมกับแบบใหม่ (IIPS) พบว่าแบบจำลองแบบใหม่สามารถลดต้นทุนค่าสูญเสียโอกาสการขาย ลดปริมาณสินค้าค้างสต็อกและสินค้าขาดแคลน เพิ่มกำไรรวมให้แก่ระบบและเป็นประโยชน์ให้ผู้ใช้บริการทั้งในแง่ของผู้ซื้อและผู้ขายได้อีกด้วย และเมื่อนำแบบจำลองระบบ IIPS มาตรวจสอบการยอมรับโดยผู้ประกอบการ 30 คน พบว่าผลการประเมินด้านประโยชน์และความง่ายในการใช้งานโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนโอกาสในเชิงธุรกิจของแบบจำลองนวัตกรรมดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ดีมาก โดยแนวทางการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ ได้ประยุกต์ใช้หลักการต่างๆไม่ว่าจะเป็นการใช้ตัวแบบธุรกิจ และการวิเคราะห์คู่แข่งขัน เป็นต้น
นวัตกรรมเครื่องสำอางไวท์เทนนิ่งครีมที่มีโกลด์นาโนและสารสกัดธรรมชาติโคจิกแอซิด, เกษม พยุหเดชาพิพัฒน์
นวัตกรรมเครื่องสำอางไวท์เทนนิ่งครีมที่มีโกลด์นาโนและสารสกัดธรรมชาติโคจิกแอซิด, เกษม พยุหเดชาพิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาพัฒนานวัตกรรมเครื่องสำอางไวท์เทนนิ่งครีมที่มีโกลด์นาโนและสารสกัดธรรมชาติโคจิกแอซิด เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติในการลดเมลานิน และทำให้ผิวหน้าขาว เป็นสารที่มาจากธรรมชาติ จากการสำรวจความต้องการของผู้บริโภค พบว่ากลุ่มผู้ใช้ในประเทศไทยมักเลือกใช้เครื่องสำอางที่มีสารเคมี ที่ช่วยให้ผิวหน้าขาวอย่างรวดเร็ว จึงทำให้มีผลข้างเคียงตามมา เช่น เกิดผดผื่น ผิวแพ้ แดงอักเสบ และดำหมองคล้ำในที่สุด จากนั้นคณะวิจัยพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางไวท์เทนนิ่งครีมที่มีโกลด์นาโนและสารสกัดธรรมชาติ โคจิกแอซิด เนื่องจากสารสกัดโคจิกแอซิด เป็นสารสกัดจากธรรมชาติมีความสามารถในการลดเมลานินบนผิวหนัง แต่มักสูญเสียประสิทธิภาพเมื่อสัมผัสอากาศและความร้อนในกระบวนการผลิต ดังนั้นผู้ผลิตจึงใช้สารสกัด โคจิกแอซิด ในปริมาณ 3-5% บางครั้งสูงเกินกว่าค่าที่กำหนด ทำให้เกิดอาการระคายเคืองกับผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย ในการนี้ผู้วิจัยได้นำโกลด์นาโนพาร์ติเคิลมาช่วยในการนำสารสกัดโคจิกแอซิดซึมผ่านชั้นผิวหนัง จากการวิจัยพบว่าใช้สารสกัดโคจิกแอซิดในปริมาณที่น้อยลง เมื่อจากทดสอบที่ปริมาณ 1% 2% และ 3 % และพบว่าที่ปริมาณสารสกัดโคจิกแอซิด 2% ให้ผลเป็นที่น่าพอใจและมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการลดค่าเมลานินบนผิวหนัง จากอาสาสมัครจำนวน 5 ท่าน ที่ใช้ครีมที่มีโกลด์นาโนพาร์ติเคิลและสารสกัดโคจิก 2% บริเวณแขนซ้ายและขวา ในระยะเวลา 2 สัปดาห์ งานวิจัยเครื่องสำอางไวท์เทนนิ่งครีมที่มีโกลด์นาโนและสารสกัดธรรมชาติโคจิกแอซิดนี้ สามารถนำผลิตภัณฑ์ออกสู่เชิงพาณิชย์ได้ จึงควรนำออกสู่เชิงพาณิชย์ในรูปแบบการขายเทคโนโลยีด้วยการให้อนุญาตใช้สิทธิ์ หรือ ด้วยการขายโกลด์นาโนพาร์ติเคิล (Raw material) ทั้งนี้ยังสามารถนำไปใช้ร่วมกับสารสกัดจากธรรมชาติชนิดอื่นๆได้ ทำให้โอกาสที่จะเกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆในตลาดเครื่องสำอางและตลาดยารักษาโรค ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีโกลด์นาโนพาร์ติเคิลนั้นยังสามารถเกิดขึ้นได้ในอนาคต ตามความต้องการของตลาดโลก
นวัตกรรมเครื่องมือประเมินความยั่งยืนของกิจการเพื่อสังคม, กัญจณ์ชญา ชัยวิรัตน์นุกูล
นวัตกรรมเครื่องมือประเมินความยั่งยืนของกิจการเพื่อสังคม, กัญจณ์ชญา ชัยวิรัตน์นุกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันระบบเศรษฐกิจไทยเป็นระบบทุนนิยม ซึ่งมีผลดีต่อการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชน รวมไปถึงการยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม แต่อีกนัยหนึ่งระบบเศรษฐกิจแบบนี้ได้สร้างปัญหาให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมมากมาย เนื่องจากเศรษฐกิจแบบระบบทุนนิยม เน้นการสร้างผลกำไรและสร้างรายได้สูงสุด โดยไม่ได้คำนึงถึงสังคมและสภาพแวดล้อมในระยะยาว ดังนั้นจึงเกิดแนวคิดใหม่ทางเศรษฐกิจ คือ ระบบเศรษฐกิจที่เน้นให้ความสำคัญกับสังคม และสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่เป็นแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนกว่าระบบเศรษฐกิจเดิม โดยการดำเนินธุรกิจในลักษณะนี้เรียกว่ากิจการเพื่อสังคม โดยเน้นความสมดุลระหว่าง เศรษฐกิจ สังคม การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์และระยะของการศึกษา 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ผู้วิจัยศึกษาปัจจัยและพัฒนาตัวชี้วัดที่ส่งผลต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของกิจการเพื่อสังคมโดยทำการทบทวนวรรณกรรมและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ หลังจากนั้นผู้วิจัยได้ทำการทดสอบความเที่ยงตรงของตัวชี้วัดและเก็บข้อมูลจากกิจการเพื่อสังคมจำนวนทั้งสิ้น 401 กิจการ ผลการศึกษาพบว่า มีองค์ประกอบที่เป็นปัจจัยหลัก 7 ปัจจัย ได้แก่ 1. ความเป็นผู้นำ 2. การสร้างข้อผูกพันร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 3. การสร้างคุณค่า 4. การจัดการนวัตกรรม 5. การจัดการทางการเงิน 6. การจัดการความรู้ 7. หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งทั้ง 7 ปัจจัยมีตัวชี้วัดย่อย 17 ตัวชี้วัด ที่ส่งผลถึงระดับศักยภาพและความยั่งยืนของกิจการเพื่อสังคม ในระยะที่ 2 ผู้วิจัยนำผลที่ได้มาสร้างแบบจำลองและพัฒนาเป็นเครื่องมือการประเมินศักยภาพและความยั่งยืนของกิจการเพื่อสังคม และได้นำเครื่องมือประเมินไปทำการทดสอบการยอมรับนวัตกรรมจากกลุ่มเป้าหมายจำนวน 30 ราย ผลการศึกษาพบว่ามีการยอมรับ การเห็นถึงประโยชน์และมีความสนใจนำระบบนวัตกรรมนี้ไปใช้งาน ในระยะที่ 3 ผู้วิจัยทำการศึกษาการใช้ประโยชน์ของเครื่องมือการประเมินในเชิงพาณิชย์ โดยศึกษาในมิติของการวิเคราะห์อุตสาหกรรม ความคุ้มค่าในการลงทุน และกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และสิ่งแวดล้อม แต่อย่างก็ดีการดำเนินงานของกิจการเพื่อสังคมยังประสบปัญหาหลักๆ คือ ปัญหาการบริหารจัดการธุรกิจให้มีประสิทธิและขยายตัวอย่างยั่งยืนได้ จึงนำไปสู่การศึกษาและพัฒนานวัตกรรมนวัตกรรมเครื่องมือประเมินความยั่งยืนของกิจการเพื่อสังคมในรูปแบบซอฟท์แวร์นี้ กิจการเพื่อสังคมสามารถนำไปใช้ในการประเมินศักยภาพในการดำเนินงานของตน หน่วยงานรัฐที่ดูแลสนับสนุนกิจการเพื่อสังคมสามารถนำซอฟท์แวร์นี้ไปใช้ในการประกอบการให้คำปรึกษา ส่งเสริมและสนับสนุนกิจการเพื่อสังคมเหล่านี้ได้ และเสริมสร้างขีดความสามารถของกิจการเพื่อสังคม อันจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ
นวัตกรรมตัวแบบระบบการจัดการความรู้โดยใช้ฐานเว็บเชิงจินตทัศน์สำหรับการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยีของไทย, กิตติชัย ราชมหา
นวัตกรรมตัวแบบระบบการจัดการความรู้โดยใช้ฐานเว็บเชิงจินตทัศน์สำหรับการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยีของไทย, กิตติชัย ราชมหา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษาจากทุนการศึกษาหลักสูตรดุษฎีบัณฑิต "100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" (The 100th Anniversary Chulalongkorn University Fund for Doctoral Scholarship) วัตถุประสงค์การวิจัยนี้เพื่อศึกษาการแสวงหา การถ่ายโอน และการรับรู้การถ่ายโอนความรู้ของการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยีขั้น Pre-Incubation และ Early-Incubation และเพื่อพัฒนาระบบเทคโนโลยีการจัดการความรู้สำหรับนำ ไปใช้เชิงพาณิชย์ การทบทวนวรรณกรรมงานวิจัยนี้มุ่งเน้นงานวิจัยและทฤษฏีที่เกี่ยวข้องคือ ทฤษฏีฐานทรัพยากร ทฤษฏีการจัดการความรู้ ทฤษฏีทุนสังคม และการทบทวนตัวแบบการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี ประเภทการวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยหน่วยบ่มเพาะธุรกิจ 5 กรณีศึกษาได้แก่ หน่วยบ่มเพาะธุรกิจ ม.สงขลาฯ มทส. ม.ขอนแก่น ม.เชียงใหม่ และ สวทช. ครอบคลุมมิติด้านผู้จัดการ ทีมงานและผู้ประกอบการ วิธีกำหนดตัวอย่างเป้าหมายคือ วิธีเจาะจงกลุ่มตัวอย่าง วิธีความสะดวก และวิธีสโนว์บอล และวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้น การเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก และการประชุมกลุ่มย่อย การวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธิวิเคราะห์เนื้อหาแบบทางตรงและแบบผลรวม ผลการศึกษาและข้อค้นพบใหม่ทางวิชาการ ขั้น Pre-incubation ด้านการแสวงหาความรู้ การถ่ายโอนความรู้ และการรับรู้การถ่ายโอนความรู้ ปรากฏข้อค้นพบใหม่ทั้งหมดคือ การแสวงหาความรู้มุ่งให้ความสำคัญความถี่เวลาและความรู้ประเภทธุรกิจ วิธีแสวงหาความรู้ผ่านการฝึกอบรมเป็นหลักประโยชน์การแสวงหาเพื่อแลกเปลี่ยนจากวิทยากรและเพื่อนผู้ประกอบการรุ่นเดียวกัน และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งสนับสนุนทรัพยากรตามยุทธศาสตร์ของพื้นที่บ่มเพาะ การถ่ายโอนความรู้เน้นความรู้ด้านธุรกิจแต่ไม่ครอบคลุมความรู้ประเภททรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยี การถ่ายโอนความรู้ด้านเทคโนโลยีต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อพัฒนาแนวคิดธุรกิจ เพื่อการถ่ายโอนความรู้จากผู้จัดการ วิทยากร และผู้ประกอบการรุ่นเดียวกัน การรับรู้การถ่ายโอนความรู้ประเภท Pre-business plan แหล่งถ่ายโอนโดยผู้จัดการ วิธีการถ่ายโอนความรู้โดยใช้วิธีฝึกอบรมในพื้นที่ ผลการศึกษาและข้อค้นพบใหม่ทางวิชาการ ขั้น Early-incubation เพื่อการเข้าถึงความรู้ด้านธุรกิจ เพื่อเพิ่มโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้ประกอบการรุ่นเดียวกัน รุ่นพี่ หรือหน่วยงานพันธมิตร เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะพื้นที่ แหล่งการถ่ายโอนความรู้จากผู้ประกอบการรุ่นเดียวกัน เพื่อเพิ่มโอกาสการถ่ายโอนความรู้ด้านเทคนิคจากผู้เชียวชาญในพื้นที่หน่วยบ่มเพาะ ผลการศึกษาเรื่องคุณลักษณะระบบเทคโนโลยีเพื่อจัดการความรู้เป็นข้อค้นพบใหม่ทั้งหมดในการนำไปสู่ภาคปฏิบัติ ข้อเสนอแนะทางวิชาการ ควรมีการขยายขอบเขตการวิจัยเชิงปริมาณหรือผสมและขยายกลุ่มตัวอย่างการบ่มเพาะลักษณะอื่นเพิ่มนอกจากนี้นักวิจัยเสนอแนะภาคปฏิบัติเพื่อการศึกษาและพัฒนาระบบเทคโนโลยีจัดการความรู้โดยขยายขอบเขตครอบคลุมขั้นบ่มเพาะธุรกิจทั้งหมด
นวัตกรรมระบบปรับปัจจัยคันเซ ตามบริบทที่เปลี่ยนอัตโนมัติ, กิตติพงษ์ สาครเสถียร
นวัตกรรมระบบปรับปัจจัยคันเซ ตามบริบทที่เปลี่ยนอัตโนมัติ, กิตติพงษ์ สาครเสถียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความก้าวหน้าในภาคอุตสาหกรรมซึ่งพัฒนามาสู่ยุคที่ 4 เกิดขึ้นได้ด้วยเทคโนโลยีและระบบการผลิตอันชาญฉลาด ความก้าวหน้าดังกล่าวดำเนินควบคู่มากับความเปลี่ยนแปลงด้านความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีความเฉพาะตัวการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลากหลายเทคนิคถูกสร้างขึ้นมา หรือต่อยอดเพื่อรองรับความต้องการใหม่ๆโดยมีวัตถุประสงค์ในการให้ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางของแนวความคิดและการออกแบบผลิตภัณฑ์ ศาสตร์ด้านคันเซเอนจิเนียริงคือหนึ่งในศาสตร์ที่มุ่งเน้นอารมณ์และความรู้สึกของผู้บริโภคเป็นสำคัญ ด้วยแนวคิดการหาความสัมพันธ์ขององค์ประกอบของรูปลักษณ์ผลิตภัณฑ์ และองค์ประกอบการออกแบบส่วนต่างๆ กับความสัมพันธ์ของอารมณ์ด้านต่างๆที่ผู้บริโภครู้สึกได้รับการยอมรับในแวดวงการออกแบบเพื่อสื่อสารอารมณ์ อย่างไรก็ดีศาสตร์ดังกล่าวยังมีจุดด้อยบางประการได้แก่ ความล้าสมัยของข้อมูลที่ถูกสำรวจ และการนำมาใช้ของของข้อมูล วัตถุประสงค์ในการพัฒนาระบบฯ ที่ผู้วิจัยต้องการ คือออกแบบระบบที่สามารถช่วยแนะนำรูปลักษณ์ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้ว ไปจนถึงการออกแบบรูปลักษณ์ใหม่ที่เหมาะกับผู้ใช้ซึ่งมีความแตกต่างกัน และเป็นระบบที่สามารถสร้างชุดสมการและนำมาใช้ได้ง่ายและรวดเร็วผู้วิจัยจึงเลือกใช้ข้อดีจากเทคนิคด้านเหมืองข้อมูลและอาศัยการเรียนรู้ของเครื่องจักรเพื่อช่วยให้ระบบสามารถคัดแยะผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำและเลือกใช้โมเดลวิศวกรรมคันเซที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคนิคการจัดหมวดหมู่โดยวิธีการต้นไม้ตัดสินใจภายใต้แนวคิดหลักของวิศวกรรมคันเซ
นวัตกรรมการประเมินความพร้อมทางการตลาดของผู้ประกอบการยุคดิจิทัลสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย, พงศกร พิชยดนย์
นวัตกรรมการประเมินความพร้อมทางการตลาดของผู้ประกอบการยุคดิจิทัลสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย, พงศกร พิชยดนย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ระบบเศรษฐกิจโลกกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ส่งผลให้ระบบธุรกิจต้องปรับตัวในหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แต่เมื่อพิจารณาถึงความพร้อมของวิสาหกิจเหล่านี้ให้การเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลนั้นก็ยังพบว่ามีข้ออุปสรรคเมื่อต้องเผชิญกับประสิทธิภาพทางการตลาดเมื่อต้องเข้าสู่ตลาดสากล ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญปัจจัยหนึ่งซึ่งส่งผลต่อความสำเร็จของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งจากผลการศึกษาในอดีต พบว่าจากความล้มเหลวทางธุรกิจนั้น มีสาเหตุหลักมาจากความไม่พร้อมทางการตลาดและการดำเนินงานทางการตลาดที่ผิดพลาดของผู้ประกอบการ จึงนำไปสู่การศึกษาและพัฒนานวัตกรรมนี้การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์และระยะของการศึกษา 5 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาและพัฒนาตัวชี้วัดและแบบจำลองการประเมินความพร้อมทางการตลาดผู้ประกอบการโดยทำการทบทวนวรรณกรรมและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ระยะที่ 2 ผู้วิจัยทำการทดสอบความเที่ยงของตัวชี้วัดและทดสอบแบบจำลองจากการเก็บข้อมูลจากวิสาหกิจจำนวนทั้งสิ้น 500 ราย ผลการศึกษาพบว่า มีองค์ประกอบซึ่งเป็นปัจจัยหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1. ความเป็นผู้ประกอบการ 2. ด้านการจัดการกลยุทธ์เพื่อรองรับความพร้อมทางดิจิทัล ความมีนวัตกรรมและการใช้เทคโนโลยีในธุรกิจ และ 3. ด้านการดำเนินงานทางการตลาดและการจัดการแบรนด์ ซึ่งองค์ประกอบทั้ง 3 องค์ประกอบซึ่งมีตัวชี้วัดย่อย 23 ตัวชี้วัดนี้ส่งผลถึงระดับความพร้อมทางการตลาดของวิสาหกิจ ในส่วนของระยะที่ 3 นั้น ผู้วิจัยนำแบบจำลองที่ผ่านการทดสอบความเที่ยงแล้วมาทำการพัฒนานวัตกรรมการประเมินความพร้อมทางการตลาดผู้ประกอบการโดยการนำตัวชี้วัดที่ได้มาพัฒนาให้สามารถประเมินศักยภาพทางการตลาดของผู้ประกอบการในด้านต่างๆ ด้วยการประยุกต์ใช้แนวคิดของการเรียนรู้แบบมีผู้สอน (Supervised Learning) ในระยะที่ 4 นั้น ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบการยอมรับนวัตกรรมจากกลุ่มเป้าหมาย แบ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและภาคธนาคารจำนวน 5 ราย และวิสาหกิจจำนวน 25 ราย ผลการศึกษาพบว่ามีการยอมรับ เห็นถึงประโยชน์และมีความสนใจนำระบบนวัตกรรมนี้ไปใช้งาน ดังนั้นในการศึกษาระยะที่ 5 จึงทำการศึกษาการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยศึกษาในมิติของการวิเคราะห์อุตสาหกรรม ความคุ้มค่าในการลงทุน กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย รวมไปถึงแผนการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งนี้ นวัตกรรมการประเมินความพร้อมทางการตลาดของผู้ประกอบการในรูปแบบซอฟท์แวร์นี้ มีประสิทธิภาพในการประเมินระดับความพร้อมทางการตลาดของผู้ประกอบการในแง่มุมต่างๆ พร้อมทั้งสามารถแสดงรายงานในภาพรวมของความพร้อมทางการตลาดยุคดิจิทัลของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย ซึ่งวิสาหกิจสามารถนำซอฟท์แวร์นี้ไปใช้ในการประเมินความพร้อมทางการตลาดผู้ประกอบการของตนเอง หน่วยงานของรัฐซึ่งดูแล สนับสนุนกิจการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถนำไปใช้ในการประกอบการให้คำปรึกษาและเป็นพี่เลี้ยงในการส่งเสริมและสนับสนุนวิสาหกิจเหล่านี้ได้ อันจะเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของเศรษฐกิจระดับประเทศ เสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในระดับโลกเพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจดิจิทัลต่อไป
นวัตกรรมการวิเคราะห์ข้อความในโพสต์บนเฟซบุ๊กเพจด้วยการทำเหมืองข้อความ, พรพิมล กะชามาศ
นวัตกรรมการวิเคราะห์ข้อความในโพสต์บนเฟซบุ๊กเพจด้วยการทำเหมืองข้อความ, พรพิมล กะชามาศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เฟซบุ๊ค (Facebook) เป็นสื่อสังคมออนไลน์อันดับหนึ่งของโลกและประเทศไทย ในทุกๆวันจะมี "ข้อความในโพสต์บนเฟซบุ๊กเพจ" ใหม่ๆจากหลากหลายตราสินค้า ผู้ผลิต ผู้ขาย ขึ้นใหม่ตลอดเวลา เพื่อโฆษณาสินค้าและบริการ โดยในแต่ละข้อความล้วนมีวัตถุประสงค์มุ่งหวังจากผู้อ่านต่างกันไป แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงมีทั้งสมหวังหรือกลายเป็นตรงกันข้ามก็พบได้เช่นกัน จะดีเพียงใดหากนักการตลาดออนไลน์มีเครื่องมือที่สามารถคาดเดาโอกาสของพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้อ่านได้อ่านข้อความนั้นๆ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาข้อความในโพสต์บนเฟซบุ๊กที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค ตามทฤษฎีของเดนท์สุ AISAS โมเดล 2) เพื่อพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมการวิเคราะห์ข้อความในโพสต์บนเฟซบุ๊กที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค ตามทฤษฎีของเดนท์สุ AISAS โมเดล โดยใช้วิธีการของการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) 3) เพื่อทดสอบการใช้งานและการยอมรับต้นแบบนวัตกรรม และ 4) เพื่อศึกษาแนวทางในเชิงพาณิชย์ของการวิเคราะห์ข้อความในโพสต์บนเฟซบุ๊กที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค ตามทฤษฎีของเดนท์สุ AISAS โมเดล ในการศึกษานี้จะใช้ข้อความจากเพจที่มีผู้ติดตามสูงและมีจุดมุ่งหมายและการใช้ข้อความในการโพสต์แตกต่างกันมาทำการวิเคราะห์ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทยจำนวน 75 คนเพื่อประเมินโอกาสของ พฤติกรรมที่ผู้อ่านน่าจะกระทำหลังจากการอ่านแต่ละข้อความว่ามีแนวโน้มเป็นไปในทางใดของ AISAS โมเดล ผลที่รวบรวมมาได้จะถูกใช้เป็นข้อมูลให้เครื่องจักรได้เรียนรู้ และวิเคราะห์หาค่าความน่าจะเป็นของแต่ละคำด้วยตามหลักทฤษฏีนาอีฟเบย์ (Naïve Bayes) ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการศึกษาด้านพฤติกรรม จากผลการศึกษาข้อความในโพสต์บนเฟซบุ๊กเพจพบว่าค่าความถูกต้องของการแยกเพจวิเคราะห์ตามกลุ่มอุตสาหกรรมจะให้ผลที่ดีกว่าการนำผลการวิเคราะห์มาประมวลผลรวมกัน และเมื่อทดลองนำโมเดลที่ได้มาพัฒนาระบบทำนายพฤติกรรมจากการโพสต์ข้อความเพื่อตรวจสอบการยอมรับนวัตกรรมโดยผู้ใช้จำนวน 30 คนซึ่งเป็นเจ้าของเพจและทำธุรกิจออนไลน์พบว่าการประเมินนวัตกรรมด้าน ประสิทธิภาพ และความพึงพอใจโดยรวมของระบบอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ส่วนความง่ายในการใช้งานและโอกาสในเชิงธุรกิจของนวัตกรรมดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ดี
ระบบนวัตกรรมสำหรับการถอดองค์ความรู้ประเภทฝังลึกในองค์กร, มินทร์รตา ศุภานิชไชยศิริ
ระบบนวัตกรรมสำหรับการถอดองค์ความรู้ประเภทฝังลึกในองค์กร, มินทร์รตา ศุภานิชไชยศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคในการจัดการความรู้และการถอดความรู้ฝังลึกในองค์กร 2) เพื่อพัฒนาต้นแบบแอพพลิเคชั่นของระบบนวัตกรรมสำหรับการถอดองค์ความรู้ประเภทฝังลึกในองค์กร และ 3) เพื่อศึกษาการนำต้นแบบแอพพลิเคชั่นของระบบนวัตกรรมสำหรับการถอดองค์ความรู้ประเภทฝังลึกในองค์กรออกสู่ตลาดในเชิงพาณิชย์ วิธีการดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสมคือเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการสนทนากลุ่มย่อยกับผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการความรู้จำนวน 24 ท่าน จาก 5 หน่วยงาน ผู้วิจัยใช้เครื่องมือการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ ATLAS ti ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสนทนากลุ่ม ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณเป็นการสำรวจข้อมูลจากการบูรณาการคำถามเพื่อถอดองค์ความรู้โดยผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการความรู้จำนวน 26 ท่านที่เข้าร่วมการสัมมนาการจัดการความรู้ ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย (ค่าเฉลี่ยเลขคณิตและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ต้นแบบที่พัฒนาขึ้นได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และ 18 ท่าน ผ่านการสัมภาษณ์เชิงคุณภาพหลังทดลองใช้แอพพลิเคชั่น ขั้นตอนสุดท้ายคือการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ข้อมูลค่าเฉลี่ยเลขคณิตและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานจากการสำรวจการยอมรับเทคโนโลยีกับผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่นจำนวน 60 ท่านจากองค์กรภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน จำนวน 6 หน่วยงาน ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาอุปสรรคในการจัดการความรู้และการถอดความรู้ฝังลึกในองค์กรคือ การเปลี่ยนแปลงนโยบายองค์กร การขาดแรงจูงใจ การขาดความต่อเนื่องในการดำเนินกิจกรรมการจัดการความรู้ ขาดระบบสนับสนุนสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ การไม่ให้ความร่วมมือจากคนในองค์กร พฤติกรรมของคนและวัฒนธรรมในองค์กร ขาดการเตรียมคำถามในการสัมภาษณ์เชิงคุณภาพที่ดี ความไม่ต่อเนื่องในการสัมภาษณ์ การแปลความของผู้ถูกสัมภาษณ์ที่ไม่ถูกต้อง และผู้สัมภาษณ์ขาดประสบการณ์ แอพพลิเคชั่นการถอดองค์ความรู้ประเภทฝังลึกในองค์กรนี้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ (product innovation) ในการพัฒนาต้นแบบแอพพลิเคชั่นพบว่าคำถามหลักและคำถามรองเป็นส่วนประกอบหลักในกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ ผลจากการสำรวจการยอมรับเทคโนโลยีต้นแบบพบว่าผู้ใช้งานให้คะแนนในระดับสูง การนำต้นแบบแอพพลิเคชั่นออกสู่ตลาดในเชิงพาณิชย์ ประกอบด้วยการเลือกใช้สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าโดยไม่เด็ดขาด (non-exclusive licensing agreement) กลยุทธ์การกำหนดราคาเป็นแบบการใช้คุณค่าเป็นฐาน และรูปแบบธุรกิจเป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ด้านการจัดการความรู้
การพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อผู้พิการทางการเห็น สำหรับการทำธุรกรรมทางการเงิน ผ่านเครื่องรับจ่ายเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม: Atm), วรท กอวัฒนสกุล
การพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อผู้พิการทางการเห็น สำหรับการทำธุรกรรมทางการเงิน ผ่านเครื่องรับจ่ายเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม: Atm), วรท กอวัฒนสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับการใช้เทคโนโลยีของผู้พิการทางการเห็นในการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็ม รวมถึงเพื่อศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้อำนวยความสะดวก อันเป็นที่ยอมรับจากผู้พิการทางการเห็น สำหรับการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็ม วิธีการดำเนินการวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและปริมาณ ด้วยวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการทดลอง โดยใช้วิธีการสังเกตการณ์ การทำแบบสอบถาม และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง กลุ่มตัวอย่างประกอบไปด้วย ผู้พิการทางการเห็น กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการเงิน และผู้บริหารจากธนาคารแห่งประเทศไทย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับการใช้เทคโนโลยีของผู้พิการทางการเห็นในการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็มประกอบไปด้วย ปัจจัยด้านการร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (Cooperation) ด้านการยอมรับจากสังคม (Social Acceptance) ด้านความง่ายในการใช้งานของเทคโนโลยี (Ease of use) ความมีประโยชน์ (Usefulness) ในการนำอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันมาสนับสนุนการทำธุรกรรมทางการเงินที่เครื่องเอทีเอ็มได้ ด้านความปลอดภัยในการทำธุรกรรม (Safety) และด้านความปลอดภัยของระบบเครื่องเอทีเอ็ม (Security) โดยจากการพัฒนาและการทดลองเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก พบว่า การนำเทคโนโลยี USSD มาประยุกต์ใช้ มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจรวมสูงสุดที่ 4.59 ในระดับมากที่สุด มีความเร็วเฉลี่ยรวมทั้งกระบวนการ ไม่รวมเวลาการเข้าถึงเครื่องเอทีเอ็ม 56.39 วินาที ซึ่งเร็วกว่าวิธีการปกติ (ใช้บัตรเอทีเอ็ม แบบคนปกติ) ร้อยละ 17.93 (68.71 วินาที)
นวัตกรรมระบบจัดเก็บข้อมูลด้านวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นไทย, อุรปรีย์ ประภาสวัสดิ์
นวัตกรรมระบบจัดเก็บข้อมูลด้านวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นไทย, อุรปรีย์ ประภาสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นวัตกรรมระบบจัดเก็บข้อมูลด้านวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการรับรู้ความรู้ด้านอาหารท้องถิ่นไทย เพื่อสร้างระบบจัดเก็บข้อมูลด้านอาหารท้องถิ่นไทยเป็นหมวดหมู่ เพื่อสร้างเว็บไซต์รองรับการเผยแพร่ข้อมูลด้านอาหารท้องถิ่นไทย และเพื่อนำเว็บไซต์อาหารท้องถิ่นไทยออกสู่เชิงพาณิชย์ โดยวิธีการวิจัยประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณ การวิเคราะห์จากความต้องการของลูกค้าโดยใช้เครื่องมือการกระจายการทำงานเชิงคุณภาพ เพื่อประเมินปัจจัยที่สำคัญในการออกแบบเทคนิคเชิงคุณภาพ และทำการออกแบบระบบจัดเก็บข้อมูลอาหารท้องถิ่นไทย ทำการทดสอบการยอมรับเทคโนโลยี และการศึกษาเชิงพาณิชย์ จากผลการวิเคราะห์ลำดับความสำคัญของข้อมูลอาหารท้องถิ่นที่มีการสืบค้นมากสุดของกลุ่มนักศึกษาด้านอาหาร โดยใช้คะแนนถ่วงน้ำหนัก อันดับที่ 1 ตำรับอาหาร 2.95 อันดับที่ 2 วิธีการปรุง 2.18 อันดับทื่ 3 รูปภาพอาหาร 1.78 อันดับที่ 4 ความเป็นมาของอาหาร 1.59 และอันดับที่ 5 ข้อมูลร้านอาหาร 1.78 ในส่วนของกลุ่มนักท่องเที่ยว อันดับที่ 1 ตำรับอาหาร 2.04 อันดับที่ 2 ประเภทของอาหาร (คาว/หวาน/ว่าง) 1.87 อันดับที่ 3 วิธีการปรุง 1.79 อันดับที่ 4 วิธีการหาวัตถุดิบ 1.76 และอันดับที่ 5 ข้อมูลร้านอาหาร 1.61 จากผลการวิเคราะห์ลำดับความสำคัญของข้อมูลอาหารท้องถิ่นที่มีการนำไปใช้ประโยชน์ของกลุ่มนักศึกษาด้านอาหาร โดยใช้คะแนนถ่วงน้ำหนัก อันดับที่ 1 ใช้ประโยชน์ในการศึกษา 2.28 อันดับที่ 2 ปรุงอาหาร 2.27 อันดับที่ 3 ประกอบตำราเรียน 1.90 อันดับที่ 4 เทคนิคการปรุงอาหาร 1.74 และอันดับที่ 5 เขียนตำราอาหาร 1.31 ในส่วนของกลุ่มนักท่องเที่ยว อันดับที่ 1 ได้แก่ ดูแลสุขภาพ 2.22 อันดับที่ 2 ปรุงอาหาร 2.13 อันดับที่ 3 ใช้ประโยชน์ในการศึกษา 2.03 อันดับที่ 4 เทคนิคการปรุงอาหาร และประกอบตำราเรียน 1.78 ผลการศึกษาการพัฒนา Model …
นวัตกรรมแบบจำลองการบริหารจัดการหลักสูตรแบบบูรณาการสำหรับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย, ปราลี มณีรัตน์
นวัตกรรมแบบจำลองการบริหารจัดการหลักสูตรแบบบูรณาการสำหรับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย, ปราลี มณีรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจัดการหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษา เป็นหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย ในปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) กำหนดกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (Thailand Qualification Framework: TQF) ขึ้นมาบังคับใช้ แต่ไม่ได้อธิบายกระบวนงานจัดการหลักสูตรไว้อย่างชัดเจน มหาวิทยาลัยต่างๆ จึงดำเนินการโดยพัฒนาระบบบันทึกข้อมูลลงในแบบฟอร์มตามที่สกอ.กำหนดขึ้น เช่น มคอ 2 ถึง มคอ 7 อาจารย์ส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และความเข้าใจในการบริหารจัดการหลักสูตร งานวิจัยนี้ได้สร้างนวัตกรรมแบบจำลองการบริหารจัดการหลักสูตรแบบบูรณาการสำหรับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย โดยใช้แนวคิดการจัดการกระบวนงานที่มีความสามารถ (Capability process) ของแบบจำลอง Capability Maturity Model Integration (CMMI) ที่พัฒนาโดยสถาบันวิศวกรรมซอฟต์แวร์แห่งมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน เพื่อให้กระบวนงานจัดการหลักสูตรมีระดับความสามารถ (Capability level) ที่ระดับ 3 และมีหัวข้อปฏิบัติด้านจัดการที่จำเป็นครบถ้วนและสอดคล้องกับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ การวิจัยนี้ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึกด้วยการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญมหาวิทยาลัยรัฐบาลและเอกชน จำนวน 12 คน เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์กระบวนงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องการการบริหารจัดการหลักสูตรประกอบด้วย กระบวนงานแต่งตั้งคณะกรรมการ กระบวนงานวางแผนและจัดทำหลักสูตร กระบวนงานการสื่อสารหลักสูตร กระบวนงานรับนักศึกษา กระบวนงานวางแผนการสอนประจำปีการศึกษา กระบวนงานพัฒนาอาจารย์ กระบวนงานจัดการเรียนการสอน กระบวนงานสอนและรายงานผลการสอน และกระบวนงานรายงานผลการดำเนินงานของหลักสูตร ผลจากงานวิจัยนี้ ทำให้ได้กระบวนงานบริหารจัดการหลักสูตรที่มีคุณภาพและสามารถปรับปรุงกระบวนการสอนได้อย่างต่อเนื่อง ผลการยอมรับคู่มือและแบบจำลองต้นแบบให้อาจารย์ทดลองใช้ปฏิบัติงานจริง ยอมรับในระดับมากที่สุด เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดเวลาในการทำงาน
นวัตกรรมตัวแบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทยประยุกต์, องอาจ ชาญประสิทธิ์ชัย
นวัตกรรมตัวแบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทยประยุกต์, องอาจ ชาญประสิทธิ์ชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้เพื่อศึกษาองค์ประกอบและขั้นตอนชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือน เพื่อพัฒนานวัตกรรมตัวแบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือน การทดลองใช้นวัตกรรมระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือน และการประเมินผลการยอมรับและนำนวัตกรรมระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทยที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ไปใช้งาน โดยการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์อาจารย์ผู้สอนทางด้านการแพทย์แผนไทยประยุกต์ จำนวน 15 ราย ข้อมูลจากการสัมภาษณ์นำมาวิเคราะห์ด้วย Nvivo10 เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบและขั้นตอนในการออกแบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือน ร่วมกับการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อสภาพความต้องการและแนวทางการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทย จากนิสิตแพทย์แผนไทยประยุกต์ จำนวน 303 ราย และทดสอบการยอมรับระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนด้วยทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี พร้อมทั้งศึกษาความเป็นไปได้เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ ผลการศึกษาองค์ประกอบและขั้นตอนระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทย ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ คน พื้นที่การเรียนรู้ ศาสตร์การสอน เทคโนโลยี และขั้นตอน 5 ขั้น คือ การเตรียมความพร้อม การสร้างกรอบความคิด การตรวจสอบความจริง การหาข้อสรุปและการอภิปรายจากนำระบบไปทดลองใช้พบว่า ผู้เรียนที่เรียนตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนผ่านระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาและการทำงานร่วมกันของผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทย โดยภาพรวมมีคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาแยกความสามารถแต่ละด้าน พบว่า ความสามารถในการแก้ปัญหาของนิสิตทุกด้านมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการประเมินความสามารถในการทำงานร่วมกัน พบว่า มีคุณภาพการปฏิบัติอยู่ในระดับดี ผลการทดสอบการยอมรับพบว่ามีเหมาะสมง่ายต่อการใช้งาน มองเห็นประโยชน์และต้องการนำระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทยไปใช้งาน จากการศึกษาความเป็นไปได้ทางด้านการเงิน ระยะเวลาโครงการ 5 ปี มีค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ที่ได้จากการลงทุนเท่ากับ 7,583,549.86 บาท และอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (IRR) จากการลงทุนเท่ากับร้อยละ 32.54% จะคืนทุนภายในปีที่ 4 จากเงินลงทุนเริ่มแรกที่ 7,325,000 บาท
นวัตกรรมแอปพลิเคชันเพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก, สาหร่าย เพชรอักษร
นวัตกรรมแอปพลิเคชันเพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก, สาหร่าย เพชรอักษร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมแอปพลิเคชันBrighter Daysเพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก โดยนำเอาความรู้ทางด้านจิตวิทยามาประยุกต์กับวิทยาศาสตร์ในด้านของเทคโนโลยี เพื่อที่จะพัฒนาเครื่องมือแอปพลิเคชันที่ช่วยเหลือจิตใจซึ่งสามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการของผู้ที่ผิดหวังจากความรักในการใช้งาน ศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีและวัดความพึงพอใจในนวัตกรรมแอปพลิเคชัน Brighter Days เพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก อีกทั้งยังวางแผนนำนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ โดยกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัย เป็นชายและหญิงที่มีประสบการณ์การผิดหวังจากความรักจำนวน 436 คน อายุ 18 – 29 ปี และมีขั้นตอนการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะและมีผลการวิจัยดังนี้ การวิจัยระยะที่ 1 เป็นการศึกษาจากผู้ที่ผิดหวังจากความรักจำนวน 400 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 38.25 ต้องการใช้แอปพลิเคชันเพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก โดยกลุ่มตัวอย่างต้องการให้แอปพลิเคชันมีคุณลักษณะหลากหลายรูปแบบ ต่อมาการวิจัยระยะที่ 2 พัฒนาแอปพลิเคชัน Brighter Days เพื่อฟื้นฟูจิตใจตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก โดยให้มีลักษณะตรงตามความต้องการของกลุ่มตัวอย่าง และการวิจัยระยะที่ 3 ศึกษาจากผู้ที่ผิดหวังจากความรักจำนวน 36 คน ที่ได้ทดลองใช้แอปพลิเคชัน Brighter Days เพื่อศึกษาการยอมรับนวัตกรรมแอปพลิเคชันและการนำนวัตกรรมออกสู่เชิงพาณิชย์ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ผลการวิจัยพบว่า ผู้ใช้มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก และการยอมรับเทคโนโลยีก็อยู่ในระดับการยอมรับที่มากเช่นกัน นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้เสนอแผนการตลาดในการนำนวัตกรรมนวัตกรรมแอปพลิเคชัน Brighter Days ออกสู่การใช้งานในเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งเสนอการวางแผนงบการเงินสำหรับการลงทุน ซึ่งสามารถคืนทุนได้ภายใน 1 ปี
การพัฒนาเครื่องมือสําหรับคัดกรองบุคคลที่มีศักยภาพประสบความสําเร็จในธุรกิจเครือข่าย, รัตนา หิรัญพงศ์
การพัฒนาเครื่องมือสําหรับคัดกรองบุคคลที่มีศักยภาพประสบความสําเร็จในธุรกิจเครือข่าย, รัตนา หิรัญพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันธุรกิจเครือข่ายขยายตัวอย่างต่อเนื่องไปทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทยด้วยทั้งในเรื่องของยอดขายและจำนวนคนที่เข้าสู่ธุรกิจเครือข่าย แต่อย่างไรก็ตามบุคคลที่เข้าสู่ธุรกิจนี้และประสบความสำเร็จนั้นมีจำนวนน้อยมาก ซึ่งสาเหตุหนึ่งของความล้มเหลว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่นักธุรกิจเครือข่ายไม่สามารถสรรหาบุคคลที่มีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จเข้าสู่เครือข่ายของตนได้ ดังนั้นเพื่อช่วยให้นักธุรกิจเครือข่ายและบริษัทที่ทำธุรกิจเครือข่ายสามารถสรรหาบุคคลเข้าสู่ธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น งานศึกษานี้จึงมุ่งที่จะพัฒนาเครื่องมือคัดกรองบุคคลที่มีศักยภาพประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจเครือข่าย โดยแบบจำลองสมการเชิงโครงสร้างถูกพัฒนาขึ้นเพื่อศึกษาและยืนยันเกณฑ์หลักและเกณฑ์รองที่จะนำไปใช้การคัดกรอง จากนั้นกระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้นแบบฟัซซี่ถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อคัดกรองผู้มุ่งหวังบนฐานเกณฑ์หลักและเกณฑ์รองที่พัฒนาขึ้น ผลการวิเคราะห์จากแบบจำลองสมการเชิงโครงสร้าง พบว่า แบบจำลองที่พัฒนาขึ้นสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยในแบบจำลองประกอบด้วยตัวแปรแฝงจำนวน 3 ตัวแปร คือ 1) การไม่ยอมรับช่องว่างระหว่างสิ่งที่มีกับสิ่งที่ปรารถนา และ ความไม่มีประสิทธิภาพของทางเลือกที่เป็นไปได้ทั้งหมดในการลดช่องว่างระหว่างสิ่งที่มีกับสิ่งที่ปรารถนา 2) พลานุภาพ และ 3) การยืนหยัดในการตัดสินใจแม้บุคคลสำคัญรอบข้างเป็นอุปสรรค จากนั้นนำเกณฑ์ที่ได้ไปวิเคราะห์ต่อโดยใช้กระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้นแบบฟัซซี่ ซึ่งจากการทดสอบจะเห็นว่ากระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้นแบบฟัซซี่นั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดี
Innovative Wind Energy Micro-Generation System: A Case Study For Rooftop Turbine Ventilator, Ponnson Kaewtip
Innovative Wind Energy Micro-Generation System: A Case Study For Rooftop Turbine Ventilator, Ponnson Kaewtip
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Wind micro-generation has become an approach for new age wind energy. Whereas, the conventional and centralized wind farms only work well with wind speed beyond 8 m/s, these are only capable when locating within the remote wind zones. To develop wind-power generation that can generate electricity right at point of uses, will reduce transmission and distribution losses and minimize investment costs. This study uses innovative approach to develop Vertical Axis Wind Turbine (VAWT), through redesign and modification an internal frame of standard rooftop ventilators, transforming into Rooftop Turbine Ventilator (RTV) micro-generation system, based on VAWT. In order to cope with …
นวัตกรรมการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล, พัชรินทร์ วงศ์รักมิตร
นวัตกรรมการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล, พัชรินทร์ วงศ์รักมิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริการสุขภาพมีการปรับตัวตามกระแสโลกาภิวัฒน์ คุณภาพบริการได้กลายมาเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างความเปรียบในการแข่งขันขององค์กรที่ให้บริการสุขภาพในปัจจุบัน วัตถุประสงค์ของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้เพื่อศึกษา พัฒนาตัวแบบและระบบนวัตกรรมการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล (HSQ-MS) เพื่อศึกษาว่าคุณภาพบริการโรงพยาบาลมีอิทธิพลต่อความพึงพอใจบริการ และส่งผลต่อพฤติกรรมการรับบริการ การวิจัยเริ่มจากการศึกษาแนวคิดคุณภาพบริการทางด้านการตลาดของ Groonroos (1984) และ Parazuraman et.al.(1988) และคุณภาพบริการทางการแพทย์ของ Donabedian (1988) ผนวกเข้ากับการรับรู้คุณภาพบริการในมุมมองผู้รับบริการและแนวคิดเรื่องความพึงพอใจผู้ป่วย ซึ่งเป็นการนำแนวคิดคุณภาพในมุมมองผู้ให้บริการและผู้รับบริการมาพัฒนาเป็นกรอบแนวคิดพื้นฐาน และนำเสนอโครงสร้างการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล โดยศึกษาองค์ประกอบย่อยภายใต้มิติคุณภาพของการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการ ด้วยตัวแบบคาโน เพื่อจัดแบ่งประเภทความสำคัญคุณลักษณะคุณภาพที่ทำให้เกิดความพึงพอใจในมุมมองของผู้รับบริการ และพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจผู้รับบริการในทุกคุณลักษณะคุณภาพอย่างมีนัยสำคัญคือความแตกต่างของเชื้อชาติ เมื่อได้คุณลักษณะคุณภาพภายใต้องค์ประกอบมิติคุณภาพแล้ว จึงนำแนวคิดตัวแบบการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล ไปศึกษาในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญคุณภาพบริการโรงพยาบาลด้วย เดลไฟล์เทคนิค เพื่อจัดกลุ่มมิติคุณภาพของตัวแบบการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล ได้องค์ประกอบมิติคุณภาพ 6 ด้านคือ มิติคุณภาพด้านสิ่งอำนวยความสะดวก มิติคุณภาพด้านบุคลากร มิติคุณภาพด้านการบริการในเชิงวิชาชีพ มิติคุณภาพด้านบริการหลักของโรงพยาบาล (ผลิตภัณฑ์) มิติคุณภาพด้านกระบวนการ และมิติคุณภาพด้านประสิทธิผลกระบวนการ ในขั้นตอนสุดท้าย ตัวแบบการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล นี้ได้นำไปปรับปรุงและยืนยันตัวแบบในด้านโมเดลการวัด และโมเดลโครงสร้างโดยใช้ การวิเคราะห์สมการโครงสร้าง ตัวแบบการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล สุดท้ายประกอบด้วย มิติคุณภาพ 6 มิติและคุณลักษณะคุณภาพ 28 ข้อ ได้รับการยืนยันว่าโมเดลการวัดมีความตรงเชิงภาวะสันนิษฐาน ความน่าเชื่อถือ และมีดัชนีความสอดคล้องซึ่งยืนยันตัวแบบที่นำเสนอซึ่งทำให้ได้ ตัวแบบการวัดคุณภาพบริการที่ต่างจากมุมมองด้านการตลาดของ Parazuraman ซึ่งมีความชัดเจนในมิติของบริการหลักซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของบริการนั้นโดยเฉพาะในเชิงวิชาชีพของบริการที่ต้องการความน่าเชื่อถือระดับสูง อีกทั้งการรับรู้คุณภาพบริการซึ่งอาจไม่มีความคาดหวังในบริการนั้นมาก่อนเนื่องจากคนทั่วไปอาจไม่มีความรู้ความเข้าใจในบริการที่มีความฉพาะเจาะจง ผลลัพธ์บริการมีการศึกษาเพิ่มเติมให้มีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบจากการศึกษาของ Parazuraman and Groonroos ซึ่งในทางการแพทย์ตามแนวคิดของ Donabedian ได้ปรับเอาแนวคิดการรับรู้คุณภาพบริการของผู้ป่วยจากการศึกษาทางด้านการตลาดกลายเป็นประสิทธิผลบริการที่ผู้ป่วยสามารถรับรู้และประเมินได้ นอกจากนั้นการศึกษายังพบว่า คุณภาพบริการส่งผลต่อความพึงพอใจผู้รับบริการอย่างมีนัยสำคัญ (β=0.99) และความพึงพอใจผู้รับบริการส่งผลต่อความตั้งใจพฤติกรรมการรับบริการ อย่างมีนัยสำคัญ (β =0.92) ตัวแบบนี้จึงได้นำมาใช้ในการพัฒนาระบบนวัตกรรมการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล (HSQ-MS) เพื่อช่วยให้โรงพยาบาลสามารถใช้ในการวัดคุณภาพบริการ การติดตามควบคุมประสิทธิภาพบริการ และการวางแผนปรับปรุงพัฒนาอย่างเหมาะสม
นวัตกรรมต้นแบบของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมกระบวนการสำหรับบริการสินไหมทดแทนธุรกิจประกันภัยรถยนต์ในประเทศไทย, ชูพรรณ โกวานิชย์
นวัตกรรมต้นแบบของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมกระบวนการสำหรับบริการสินไหมทดแทนธุรกิจประกันภัยรถยนต์ในประเทศไทย, ชูพรรณ โกวานิชย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาทฤษฎีและต้นแบบของการพัฒนากระบวนการ 2. การพัฒนานวัตกรรมต้นแบบของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมกระบวนการสำหรับบริการสินไหมทดแทนธุรกิจประกันภัยรถยนต์ในประเทศไทย 3. ศึกษาการยอมรับการใช้งานของนวัตกรรมต้นแบบ 4. การนำนวัตกรรมต้นแบบไปสู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์ วิธีวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะที่ 1 (Phase) คือ การสร้างนวัตกรรมต้นแบบจำลอง; โดยการทบทวนวรรณกรรมและการสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้างกับผู้เชี่ยวชาญระดับบริหารจำนวน 10 คนจากบริษัทประกันภัยและประกันชีวิตชั้นนำอันดับ 1 ใน 10 สถาบันการเงินและบริษัทพัฒนาระบบให้ประกันภัย ขั้นตอน; ระยะที่ 2 (Phase II) การพัฒนานวัตกรรมต้นแบบจำลองและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสำเร็จในการนำนวัตกรรมต้นแบบไปสู่การปฏิบัติ โดยนำนวัตกรรมต้นแบบเพื่อการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) 3 กรณีศึกษาและศึกษาวิจัยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสำเร็จโดยใช้สอบถามกับกลุ่มประชากร 50 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ระบบ SPSS ศึกษาวิเคราะห์ปัจจัย (Factor Analysis) โดยโปรแกรม AMOS; ระยะที่ 3 (Phase III) การปรับปรุงนวัตกรรมต้นแบบและการทดสอบการยอมรับเพื่อการใช้งาน (TAM) โดยใช้แบบสอบถามและสัมภาษณ์กับสมาชิกของทีมงานที่นำนวัตกรรมต้นแบบวิจัยเชิงปฏิบัติการจำนวน 7 ราย; ระยะที่ 4 (Phase IV) การศึกษาการไปสู่ธุรกิจการพาณิชย์และสรุปผลวิจัย อภิปรายผล เสนอแนะและการศึกษาวิจัยในอนาคต ผลการวิจัยพบว่า นวัตกรรมต้นแบบของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมกระบวนการสำหรับสินไหมทดแทนธุรกิจประกันภัยรถยนต์ในประเทศไทย ได้รับการยอมรับเพื่อใช้งานจริงจากกลุ่มประชากรเป้าหมาย ทั้งหมดด้วยเหตุผลคือ เข้าใจง่าย มีขั้นตอนการทำงานชัดเจนเข้าใจง่าย สามารถนำไปใช้ได้จริง และสามารถสร้างนวัตกรรมได้ จากการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) พบว่า เกิดความเร็ว (Speed) ในการพิจารณาอนุมัติสินไหมทดแทนประกันภัยรถยนต์ได้เกิดกว่า 79% มีคุณภาพ (Quality) ในการให้บริการและความถูกต้อง (Accuracy) จนสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า (Customer Satisfaction) ในระยะยาว สามารถการใช้จริงเพื่อพลิกโฉมให้เกิดนวัตกรรมการให้บริการ (Service Innovation) ในธุรกิจประกันภัยไทยต่อไป