Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Technology and Innovation (320)
- Finance and Financial Management (274)
- Operations and Supply Chain Management (244)
- Social and Behavioral Sciences (114)
- Science and Technology Studies (113)
-
- Human Resources Management (69)
- Insurance (18)
- Accounting (12)
- Business Administration, Management, and Operations (10)
- Engineering (4)
- Computer Engineering (2)
- Computer Sciences (2)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (2)
- Physical Sciences and Mathematics (2)
- Real Estate (2)
- Advertising and Promotion Management (1)
- Agribusiness (1)
- Artificial Intelligence and Robotics (1)
- Databases and Information Systems (1)
- Economics (1)
- Entrepreneurial and Small Business Operations (1)
- Growth and Development (1)
- Hospitality Administration and Management (1)
- Industrial Engineering (1)
- Industrial Organization (1)
- Management Information Systems (1)
- Marketing (1)
- Medicine and Health Sciences (1)
- Public Health (1)
- Keyword
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 661 - 690 of 955
Full-Text Articles in Business
การเลือกทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมของคลังสินค้า: กรณีศึกษา บริษัท Abc จำกัดโดยใช้กระบวนการตัดสินใจแบบวิเคราะห์ลำดับชั้น, เพ็ญพิมล อยู่รุ่งเรืองศักดิ์
การเลือกทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมของคลังสินค้า: กรณีศึกษา บริษัท Abc จำกัดโดยใช้กระบวนการตัดสินใจแบบวิเคราะห์ลำดับชั้น, เพ็ญพิมล อยู่รุ่งเรืองศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการประยุกต์ใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (Analytic Hierarchy Process) ในการเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้า โดยมีกรณีศึกษาเป็นบริษัทที่ให้บริการเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซซื้อขายสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าตกแต่งบ้าน ตลอดจนให้บริการจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้าปลายทาง โดยมีการวิเคราะห์ปัจจัยทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ดังนี้ ค่าที่ดิน ค่าก่อสร้าง ค่าแรงงาน ระยะทางระหว่างคลังกับผู้ขาย ระยะทางระหว่างคลังกับลูกค้า ความพร้อมทางด้านคมนาคม ความพร้อมด้านสาธารณูปโภค สังคมและชุมชน และความเสี่ยงที่จะเกิดภัยทางธรรมชาติ เพื่อนำมาพิจารณาทางเลือกที่ตั้งคลังสินค้าจำนวน 4 ทำเล การวิจัยได้นำปัจจัยและทางเลือกมาพัฒนาเป็นโครงสร้างแผนภูมิลำดับชั้นตามกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ ผลการวิเคราะห์จากแบบสอบถามเรื่องปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้าพบว่า ผู้ตัดสินใจให้ความสำคัญกับปัจจัยตามลำดับความสำคัญเรียงจากมากไปหาน้อย ดังนี้ อันดับหนึ่งคือระยะทางระหว่างคลังกับลูกค้า (26.91%) รองลงมาคือระยะทางระหว่างคลังสินค้ากับผู้ขาย (19.20%) ความพร้อมด้ามคมนาคม (14.36%) ค่าที่ดิน (10.04%) ความพร้อมด้านสาธารณูปโภค (6.39%) ความเสี่ยงที่จะเกิดภัยทางธรรมชาติ (6.37%) ค่าแรงงาน (6.22%) ค่าก่อสร้าง (5.3%) สังคมและชุมชน (5.23%) เป็นลำดับสุดท้าย โดยสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวไปนำเสนอเป็นแนวทางในการตัดสินใจเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้าของบริษัทกรณีศึกษาในอนาคต
การเลือกที่ตั้งจุดจ่ายสินค้าที่เหมาะสม สำหรับอัตราค่าขนส่งคงที่กรณีศึกษา : ร้านค้าขนมหวานออนไลน์, ประภัสสร ตติปาณิเทพ
การเลือกที่ตั้งจุดจ่ายสินค้าที่เหมาะสม สำหรับอัตราค่าขนส่งคงที่กรณีศึกษา : ร้านค้าขนมหวานออนไลน์, ประภัสสร ตติปาณิเทพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาจุดจ่ายสินค้าที่เหมาะสม สำหรับสินค้าที่ Demand ไม่คงที่ โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อการตัดสิน (Optimization Modelling)เข้ามาวิเคราะห์ในฝั่งSupply ควบคู่ไปกับการจำลองสถานการณ์ฝั่ง Demand โดยใช้ Monte Carlo Simulation ผู้วิจัยใช้โปรแกรม Microsoft Excel เป็นซอฟแวร์หลักในการวิเคราะห์ทั้งสองฝั่ง ได้ผลสรุปว่า หากต้องการจะคิดอัตราค่าบริการขนส่งคงที่ 70 บาทจากลูกค้า ราคาเดียวทั่วกรุงเทพฯ จะต้องตั้งทั้งหมด 31 จุด โดยร้านค้าจะมีค่าใช้จ่ายในการกระจายสินค้าจากแหล่งผลิตไปยังจุดจ่ายสินค้าทั้งสิ้น 5272.41 บาทต่อวัน จุดคุ้มทุนอยู่ที่ 211 หน่วย
ปฏิกิริยาตอบสนองของผู้บริโภคต่อสินค้าขาด : กรณีศึกษาสินค้าประตูพีวีซีในร้านค้าโมเดิร์นเทรด, ธันย์ชนก พัฒน์ทอง
ปฏิกิริยาตอบสนองของผู้บริโภคต่อสินค้าขาด : กรณีศึกษาสินค้าประตูพีวีซีในร้านค้าโมเดิร์นเทรด, ธันย์ชนก พัฒน์ทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบที่เกิดจากปัญหาสินค้าขาดสต็อกเพื่อศึกษาปฏิกิริยาของผู้บริโภคเมื่อพบว่าสินค้าที่ต้องการขาดสต็อก ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมหรือปฏิกิริยาของผู้บริโภค รวมถึงผลกระทบและความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับผู้ผลิตเมื่อสินค้าขาด โดยใช้สินค้าประตูพีวีซีของบริษัทกรณีศึกษาผ่านทางช่องทางร้านค้าปลีกภายในเขตในกรุงเทพมหานครในการศึกษา ทำการศึกษาและรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคจำนวน 210 คน ในเขตกรุงเทพมหานคร จากนั้นทำการวิเคราะห์ทางสถิติด้วยวิธี Multinomial Logistics Regression จากผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า เมื่อสินค้าขาดสต็อกผู้บริโภคตัดสินใจเลือกเปลี่ยนร้านค้าร้อยละ 36.20% ตัดสินใจเลือกเปลี่ยนไปซื้อสินค้าใหม่ภายใต้ตราสินค้าเดิมร้อยละ 25.20% ถัดมาตัดสินใจเลือกหรือกลับมาซื้อสินค้าในคราวถัดไปร้อยละ 21.40% และที่เหลือตัดสินใจเลือกเปลี่ยนไปซื้อตราสินค้าอื่นทดแทน 17.10% ตามลำดับ นอกจากนี้ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อปฏิกิริยาของผู้บริโภคเมื่อสินค้าขาด ได้แก่ วัตถุประสงค์ของการซื้อประตูพีวีซี ระดับความเร่งด่วนในการใช้งานประตูพีวีซี และความภักดีในตราสินค้า โดยเฉลี่ยแล้วในระยะสั้นเมื่อเกิดสถานการณ์สินค้าขาดจะทำให้ผู้ผลิตสูญเสียกำไรทั้งสิ้น 271.62 บาท/คน
การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจในภาวะอุทกภัย กรณีศึกษา บริษัทในนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) และนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน, นพวรรณ มีแต้ม
การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจในภาวะอุทกภัย กรณีศึกษา บริษัทในนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) และนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน, นพวรรณ มีแต้ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ทุกๆ ปี ประเทศไทยประสบกับภัยพิบัติอุทกภัยมากมาย บ่อยครั้งที่การเกิดภัยพิบัติอุทกภัยส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานทางธุรกิจขององค์กร โดยอาจมีความรุนแรงเพียงเล็กน้อยหรือรุนแรงมากจนกระทั่งการดำเนินงานต้องหยุดชะงัก เหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายในระดับองค์กร แต่อาจสร้างความเสียหายต่อโซ่อุปทานของประเทศและของโลกได้ งานวิจัยนี้ได้เสนอแนวคิด การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจในระดับองค์กร (BCM) เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมขององค์กรต่อการรับมือกับภัยพิบัติอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยงานวิจัยนี้เริ่มต้นจากการศึกษาและทำความเข้าใจองค์กรซึ่งเป็นบริษัทในนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) และนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จำนวน 5 บริษัท วิเคราะห์และทบทวนความเสี่ยง วิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ และการกำหนดกลยุทธ์ความต่อเนื่องทางธุรกิจ เพื่อให้องค์กรกรณีศึกษาสามารถพัฒนาไปสู่แผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ และยังสามารถนำแนวทางการจัดทำ BCM ไปประยุกต์ใช้ได้ในอนาคต
การประเมินผลกระทบของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่มีต่อธุรกิจการขนส่งทางเรือ, มารวย ดุจธังกร
การประเมินผลกระทบของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่มีต่อธุรกิจการขนส่งทางเรือ, มารวย ดุจธังกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงผลกระทบของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ที่มีต่อธุรกิจทางเรือ ซึ่งมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้น และการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว ของทั้งการเดินเรือ และท่าเรือ โดยเครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัยคือแบบสอบถามการประเมินถึงผลกระทบที่ได้รับ โดยมีการเปรียบเทียบระหว่างผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกลุ่มตัวอย่างคือบริษัทสายเรือ หรือตัวแทนสายเรือในประเทศไทยที่เป็นสมาชิกของสมาคมเจ้าของเรือและตัวแทนเรือกรุงเทพ (BSAA) และ บริษัทรับจัดการขนส่งสินค้าที่เป็นสมาชิกของสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (TIFFA) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยสถิติที่ในการเปรียบเทียบความความแตกต่างของค่าเฉลี่ยรายกลุ่ม คือ สถิติ Independent sample t-test. ผลจากการศึกษาพบว่าทั้งสองกลุ่มตัวอย่างให้คะแนนผลกระทบที่เกิดขึ้นอยู่ในระดับที่มาก และ มากที่สุด มีระดับปานกลางเป็นส่วนน้อย ผลกระทบในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของการเดินเรือในระยะสั้น ที่ทั้งสองกลุ่มตัวอย่างมีความเห็นตรงกันว่ามีผลกระทบในระดับมากที่สุดคือด้านอัตราค่าระวางเรือสูงซึ่งอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาตรถูกจำกัด และ อุปสงค์,อุปทานที่ไม่ตรงกัน ส่วนผลกระทบที่มากที่สุดในด้านการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นที่เกิดขึ้นกับท่าเรือคือด้านปัญหาการขาดแคลนลานวางตู้คอนเทนเนอร์เนื่องจากความแออัด จากการสำรวจพบว่ามีความแตกต่างของผลกระทบที่เกิดขึ้นในบางด้านในการเปลี่ยนแปลงระยะสั้นของการเดินเรือและท่าเรือ คือ ถึงแม้ระดับของผลกระทบจะเท่ากัน แต่มีความแตกต่างกันอย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่ผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวที่เกิดขึ้นของการเดินเรือและท่าเรือจากการสำรวจไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
การปรับปรุงกระบวนการจัดการคำสั่งซื้อแบบโครงการ, อัจฉราพร นาคจู
การปรับปรุงกระบวนการจัดการคำสั่งซื้อแบบโครงการ, อัจฉราพร นาคจู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของงานวิจัยฉบับนี้คือ ปรับปรุงกระบวนการจัดการคำสั่งซื้อแบบโครงการภายในประเทศของบริษัทกรณีศึกษาเป็นบริษัทค้าปลีก จำหน่ายสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย โดยการประยุกต์ใช้แนวทางดำเนินงานวิจัยด้วยหลักซิกซ์ ซิกม่า (Six Sigma) ตามกระบวนการ Define – Measure – Analysis- Improve - Control เริ่มจากการศึกษาแผนภูมิองค์กรของหน่วยงานที่ดูแลคำสั่งซื้อแบบโครงการ แผนผังการไหลของกระบวนการ สอบถามพนักงานที่ปฏิบัติงานหน้างานจริง มุ่งเน้นหาสาเหตุของปัญหาการจัดส่งแบบ Late Full ทั้งหมด 6,044 คำสั่งซื้อ (36%) พบสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา 6 สาเหตุ และเสนอให้มีการปรับปรุงกระบวนการและการควบคุมแยกเป็นภายในองค์กรและคู่ค้า ภายในองค์กรมีการปรับปรุงการไหลเวียนของข้อมูล การกระจายข้อมูลไปยังผู้เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานได้อย่างทั่วถึง การลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าข้ามสาขาโดยการใช้รถเที่ยวเปล่า สามารถลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งได้ 51-73% การปรับกระบวนการ S&OP เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน วางแผนอย่างน้อย 12 เดือนยาวพอที่จะครอบคลุมระยะเวลาในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ส่วนคู่ค้าจะต้องให้ความสำคัญกับการเข้ามาใช้ระบบ VRM ของบริษัท เพื่อเข้าถึงข้อมูลต่างๆได้ และยอมรับผลการประเมิน เพื่อกำหนดกรอบการทำงานและออกแบบกระบวนการทำงานที่เหมาะสมต่อไป
การปรับปรุงระบบควบคุมสินค้าคงคลังร้านค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง, กันตินันท์ ทวีกิจนะวันชัย
การปรับปรุงระบบควบคุมสินค้าคงคลังร้านค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง, กันตินันท์ ทวีกิจนะวันชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องการปรับปรุงระบบควบคุมสินค้าคงคลังร้านค้าปลีกวัสดุก่อสร้างนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการสินค้าคงคลังของบริษัทกรณีศึกษา โดยการลดขั้นตอนการดำเนินงานภายในองค์กรและเพิ่มความถูกต้องของข้อมูล ซึ่งทำการศึกษาการจัดเก็บเอกสาร ข้อมูลการปฏิบัติงานจากการสัมภาษณ์และข้อมูลจากการสังเกตการณ์ระบบการควบคุมสินค้าคงคลังของบริษัทกรณีศึกษา จากนั้นได้ทำการวิเคราะห์ปัญหาของการจัดการระบบควบคุมสินค้าคงคลังที่เกิดขึ้น โดยใช้ทฤษฎีแผนภูมิการไหลของการดำเนินงานในการพิจารณาขั้นตอนการดำเนินงานที่ซ้ำซ้อน และใช้แผนผังสาเหตุและผล (Cause and Effect Diagram) ในการอธิบายปัญหาของการทำงานในปัจจุบันของบริษัทกรณีศึกษา และทำการหาแนวทางในการแก้ไขโดยการพัฒนาโปรแกรมควบคุมสินค้าคงคลังด้วยโปรแกรม Microsoft Access เพื่อสร้างระบบฐานข้อมูลและเพื่อควบคุมการปฏิบัติงานการควบคุมสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น จากผลการศึกษาขั้นตอนการดำเนินงานของบริษัทกรณีศึกษา พบว่า ระบบควบคุมสินค้าคงคลังที่พัฒนาขึ้นนั้นสามารถลดขั้นตอนในการดำเนินงานรวมทั้งหมดจาก 20 ขั้นตอน เหลือ 15 ขั้นตอน ซึ่งจะลดในขั้นตอนของการตรวจนับสินค้าคงคลังโดยวิธีตรวจนับด้วยระดับสายตามาใช้วิธีในการใช้ระบบสารสนเทศเข้ามาแทนการบันทึกข้อมูลสินค้าคงคลังด้วยวิธีการจดบันทึกลงกระดาษหรือสมุดและมีการเพิ่มขั้นตอนการตรวจนับสินค้าเพื่อให้ข้อมูลสินค้าคงคลังมีความถูกต้อง ง่ายต่อการตรวจสอบจำนวนสินค้าคงคลังให้ตรงกับในระบบ
การพยากรณ์ของผลิตภัณฑ์ยาในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาปฐมภูมิที่จำหน่ายในโรงพยาบาล และร้านขายยาทั่วไป, ศศิธร เปรมปราชญ์ชยันต์
การพยากรณ์ของผลิตภัณฑ์ยาในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาปฐมภูมิที่จำหน่ายในโรงพยาบาล และร้านขายยาทั่วไป, ศศิธร เปรมปราชญ์ชยันต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพยากรณ์ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของการทำงานที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางการแข่งขัน การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบการพยากรณ์แบบอนุกรมเวลาทั้ง 7 รูปแบบ ได้แก่ เทคนิคการพยากรณ์แบบเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average Forecasting) แบบ 3 เดือน และ 4 เดือน, เทคนิคการพยากรณ์เอ็กซ์โปเนนเชียลแบบปรับเรียบ (Exponential Smoothing Forecast) 4 วิธี Holt’s Two-Parameter Linear Exponential Smoothing, Brown’s Double exponential smoothing, Winter’s Three-Parameter Trend and Seasonality Method (Additive), Winter’s Three-Parameter Trend and Seasonality Method (Multiplicative) และการวิเคราะห์แบบแยกตัวประกอบ (Decomposition Method) เพื่อให้ได้รูปแบบที่มีความเหมาะสมกับแต่ละผลิตภัณฑ์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาปฐมภูมิที่จำหน่ายในโรงพยาบาล และร้านขายยาทั่วไป (Primary Care and OTC) ที่มีความคลาดเคลื่อนจากการพยากรณ์สูงที่สุดจากการศึกษาข้อมูลการสั่งสินค้าสำเร็จรูป (Finish Good) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 จนถึงพ.ศ. 2563 จากนั้นทำการวัดผลจากค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยสัมบูรณ์ (Mean Absolute Percent Error: MAPE) ผลการศึกษาพบว่า รูปการพยากรณ์แบบการแยกตัวประกอบเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผลิตภัณฑ์ L5 ให้ค่า MAPE อยู่ที่ 84.19%, รูปการพยากรณ์แบบเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 4 เดือน เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผลิตภัณฑ์ M1 ให้ค่า MAPE อยู่ที่ 63.89% และรูปการพยากรณ์ Brown’s Double exponential smoothing เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผลิตภัณฑ์ M2 ให้ค่า MAPE อยู่ที่ 32.90% ส่งผลให้ปริมาณการใช้ pallet ที่เกิดจากการพยากรณ์คลาดเคลื่อนจาก 18 pallets, 23 …
การลดความสูญเสียในโซ่อุปทานของการส่งออกชิ้นส่วนประกอบรถยนต์, วิศรุตา พูนพิพัฒน์กุล
การลดความสูญเสียในโซ่อุปทานของการส่งออกชิ้นส่วนประกอบรถยนต์, วิศรุตา พูนพิพัฒน์กุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานของ บริษัทกรณีศึกษา ส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อลดปัญหาการส่งมอบสินค้าที่ไม่ตรงความต้องการของลูกค้า การศึกษานี้ได้ปรุะยุกต์ใช้แนวคิด ลีน ซิกซ์ ซิกมา (Lean Six Sigma) และดำเนินการผ่านกระบวนการที่เรียกว่า DMAIC (Define-Measure-Analysis-Improve-Control) จากข้อมูลข้อร้องเรียนปัญหาคุณภาพสินค้าศึกษาพบว่าอาการสำคัญของปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ปัญหาทันที คือ ปัญหาสินค้าจัดส่งไม่ครบ หรือเกินจำนวน ซึ่งจะอาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่ผู้จัดหาวัตถุดิบไปยังลูกค้า แต่เนื่องจากข้อจำกัด ในการรวบรวมข้อมูลภาคสนามเนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ขอบเขตของการศึกษาจำกัดเฉพาะขั้นตอนการทำงานในคลังสินค้า กาวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงจะระบุสาเหตุหลักดังต่อไปนี้ 1) ภาระงานไม่เพียงพอ 2) การฝึกอบรมที่ไม่ดี 3) อุปกรณ์ชั่งน้ำหนักที่ไม่ดี และการเสนอแนวทางปรับปรุงพนักงาน ได้แก่ 1) การปรับสมดุลกำลังคนและการใช้งานล่วงเวลา 2) โปรแกรมการฝึกอบรมใหม่ 3) พัฒนาการควบคุมภาพเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่สถานีชั่งน้ำหนักและปรับปรุงอุปกรณ์น้ำหนัก คาดว่าการดำเนินการแก้ไขที่เสนอจะนำไปสู่การลดต้นทุนพนักงานชั่วคราว 11% และปัญหาการจัดส่งลดลง 75%
การลดเวลาการให้บริการกรณีศึกษาร้านอาหารญี่ปุ่น Xxx, ณัฐชัย ศิริแสงชัยกุล
การลดเวลาการให้บริการกรณีศึกษาร้านอาหารญี่ปุ่น Xxx, ณัฐชัย ศิริแสงชัยกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งได้ดำเนินธุรกิจเป็นเวลากว่า 5 ปี มีรูปแบบการขายอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ ทางร้านพบว่ายังมีลูกค้าบางส่วนที่ไม่ประทับใจในการให้บริการของทางร้านเนื่องจากลูกค้าได้รับอาหารนาน ที่ทางร้านจะได้รับเป็นข้อเสนอตามเว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่นในการสังคมออนไลน์ จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าสาเหตุหลักที่ทำให้กระบวนการออกอาหารช้า คือ การทำอาหารใช้เวลานาน และตารางพนักงานที่ไม่เหมาะสม ผู้ศึกษาจึงเสนอวิธีแก้ปัญหาดัง 2 วิธี คือ 1. ลดความจุต่อจานของอาหารประเภทซูชิและซาชิมิ และ 2.จัดตารางพนักงานใหม่ โดยคาดหวังในสามารถลดเวลาในการให้บริการเฉลี่ยได้ 1 นาที และรักษาระดับอรรถประโยชน์ของพนักงานไว้ที่ไม่เกิน 70 % ในช่วงเวลา 11:00-16:00 น. ของวันเสาร์และอาทิตย์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ลูกค้ามากที่สุดของทางร้าน ผู้ศึกษาได้ใช้แบบจำลองสถานการณ์ผ่านโปรแกรม Arena โดยใช้ข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2563 ถึง พ.ศ. 2564 พบว่า วิธีที่ 2 หรือวิธีการจัดตารางพนักงานใหม่โดยพิจารณาข้อมูลจำนวนลูกค้าเข้าในแต่ละช่วงเวลาที่เกิดขึ้นในอดีต และจัดตารางพนักงานให้สอดคล้องลูกค้าที่เข้ามาเป็นวิธีที่ได้ผลในการลดเวลาในการให้บริการเฉลี่ยโดยสามารถลดได้ถึง 3.15 นาที ดีกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ในขณะที่การลดความจุต่อจานของอาหารประเภทซูชิและซาชิมิสามารถลดได้เวลาในการให้บริการเฉลี่ยได้ 0.935 นาทีซึ่งไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ อย่างไรก็ดีทั้ง 2 วิธีสามารถรักษาระดับอรรถประโยชน์พนักงานไว้ที่ 70%
การวิเคราะห์การจัดเส้นทางการให้บริการหลังการขายด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ : กรณีศึกษา บริษัท Xyz, ธมนวรรณ พูลพุฒ
การวิเคราะห์การจัดเส้นทางการให้บริการหลังการขายด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ : กรณีศึกษา บริษัท Xyz, ธมนวรรณ พูลพุฒ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันการแข่งขันในธุรกิจบอร์ดแบนด์อินเทอร์เน็ต การได้กำไรในด้านการบริการหลังการขาย คือการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานหรือการลดระยะการเดินทางการให้บริการของช่างที่ไปบ้านลูกค้ากรณีมีเหตุแจ้งเสีย งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การจัดเส้นทางบริการหลังการขาย เพื่อยกระดับการดำเนินงานในปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นประหยัดต้นทุนด้านการบริการหลังการขาย คือลดระยะเส้นทางการดำเนินงานให้น้อยลง โดยพิจารณาจากตำแหน่งลูกค้าที่ต้องให้บริการ เวลาที่ลูกค้านัดหมาย และระยะทางในการเดินทางของช่าง โดยนำระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์มาประยุกต์ในการจำลองเส้นทางการทำงานแบบเดิม โดยให้วิเคราะห์แบบคงลำดับการทำงานแบบเดิม (ฟังก์ชัน Route) และวิเคราะห์เส้นทางการทำงานแบบใหม่ที่เหมาะสม โดยให้จัดลำดับลูกค้าใหม่ได้ (ฟังก์ชัน Vehicle Routing Problem หรือ VRP) ผลการวิจัยพบว่า สามารถลดจำนวนเส้นทางการให้บริการของช่างได้ถึง 15 เส้นทาง คิดเป็นลดลงร้อยละ 6.12 สามารถลดระยะการทำงานได้ถึง 1,730.83 กิโลเมตร คิดเป็นลดลงร้อยละ 20.59 แต่ในส่วนของการตรงต่อเวลานัดหมายลดลงจากเดิม 3.31% ซึ่งเป็นการล่าช้าในเวลาไม่เกิน 10 นาที
การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการลงทุนคลังสินค้าอัตโนมัติ, พิชามญชุ์ พัฒนจิรานันท์
การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการลงทุนคลังสินค้าอัตโนมัติ, พิชามญชุ์ พัฒนจิรานันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบระบบคลังสินค้าแบบเดิมซึ่งใช้แรงงานคนเป็นหลักและออกแบบระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ รวมทั้งทำการเปรียบเทียบระบบคลังสินค้าทั้ง 2 แบบเพื่อประเมินความเป็นไปได้ของการลงทุนในระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ การศึกษามุ่งเน้นไปที่ความต้องการคลังสินค้าของบริษัทค้าปลีกอุปกรณ์กีฬา โดยมีขั้นตอนการออกแบบคลังสินค้าทั้งหมด 10 ขั้นตอน คือ 1. กำหนดวัตถุประสงค์ 2. เก็บรวมรวมข้อมูล 3. พิจารณาความเป็นไปได้ของ Unit Loads 4. กำหนดขั้นตอนการปฏิบัติงานและวิธีการ 5. พิจารณาอุปกรณ์ที่เป็นไปได้ทั้งประเภทและลักษณะการใช้งาน 6. เตรียมผังคลังสินค้าที่เป็นไปได้ 7. คำนวณจำนวนเครื่องจักรอุปกรณ์และจำนวนพนักงาน 8. ทำการประเมินความเป็นไปได้ และ 9. ทำการเปรียบเทียบเพื่อประเมินความเป็นไปได้ของการลงทุน ผลการดำเนินการวิจัยพบว่าคลังสินค้าซึ่งใช้แรงงานคนเป็นหลักใช้พื้นที่คลังสินค้ามากกว่าคลังสินค้าอัตโนมัติอยู่ที่ 42% ทั้งยังใช้จำนวนรถยกและพนักงานที่ต้องการต่อ 1 กะในอัตราที่มากกว่า 4 เท่าของคลังสินค้าอัตโนมัติ แต่คลังสินค้าซึ่งใช้แรงงานคนเป็นหลักนั้นลงทุนเครื่องจักรอุปกรณ์น้อยกว่า โดยเมื่อทำการเปรียบเทียบระหว่างค่าจ้างพนักงาน ค่าอุปกรณ์เครื่องจักร ค่าเช่าที่ดิน และค่าก่อสร้างอาคารคลังสินค้า จะเห็นได้ว่าการลงทุนในคลังสินค้าอัตโนมัติมีความคุ้มค่ามากกว่าในการลงทุนของคลังสินค้าซึ่งใช้แรงงานคนเป็นหลักถึง 29.59% และจากการวิเคราะห์ความไวของโครงการเพื่อพิจารณาและคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่ต้นทุนคลังสินค้ามีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างพนักงาน หรือค่าเครื่องจักรอุปกรณ์ที่มีต้นทุนเปลี่ยนไปนั้นจะเห็นได้ว่าการลงทุนในคลังสินค้าอัตโนมัติมีความคุ้มค่ากว่าไม่ว่าต้นทุนคลังสินค้าจะเปลี่ยนแปลงก็ตาม
การวิเคราะห์ตำแหน่งวินรถจักรยานยนต์รับจ้างเป้าหมายเพื่อการให้บริการที่ครอบคลุมด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ : บริษัทกรณีศึกษา Xyz, ยุพเรศรัตน์ สุทธิวรรณ
การวิเคราะห์ตำแหน่งวินรถจักรยานยนต์รับจ้างเป้าหมายเพื่อการให้บริการที่ครอบคลุมด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ : บริษัทกรณีศึกษา Xyz, ยุพเรศรัตน์ สุทธิวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากแนวคิดเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) ทำให้เกิดธุรกิจบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน (Ride-Hailing) ซึ่งวินจักรยานยนต์รับจ้างเป็นรูปแบบขนส่งที่นิยมในการเดินทางสั้น ๆ เชื่อมต่อไปยังที่ทำงานหรือสถานีรถไฟฟ้า เนื่องจากมีความรวดเร็ว คล่องตัวสูง จากความนิยมดังกล่าว ทำให้บริษัทกรณีศึกษาสนใจเข้าร่วมธุรกิจการให้บริการยานพาหนะผ่านทางแอปพลิเคชัน หรือ(Ride-Hailing) แต่ปัญหาเกิดจากทางบริษัทต้องการผู้ที่มีใบขับขี่สาธารณะเป็นคนขับในระบบ ซึ่งได้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านทางโซเชียลมีเดียช่องทางต่าง ๆ จากผลการสมัครที่ผ่านมาคนขับสมัครเข้ามาในระบบน้อยมาก บริษัทจึงต้องการทำกลยุทธ์เชิงรุกโดยการส่งพนักงานเพื่อหาสมาชิกในพื้นที่ที่สามารถเข้าลูกค้าได้ภายใน 5 นาที เพื่อให้การลงพื้นที่เป็นไปอย่างมีเป้าหมายช่วยลดต้นทุนด้านเวลาและค่าใช้จ่าย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการนำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์มาวิเคราะห์เพื่อกำหนดตำแหน่งวินจักรยานยนต์รับจ้างที่จะเป็นพื้นที่เป้าหมายนอกเขตพื้นที่บริการในการลงพื้นที่เพื่อหาสมาชิกเพิ่มเติมที่จะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ภายใน 5 นาทีด้วยโปรแกรม ArcGIS Pro โดยวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลโครงข่าย (Network Analysis) ซึ่งผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตพื้นที่ศึกษา 3 เขต ได้แก่ เขตคลองเตย เขตพระโขนง เขตวัฒนา ผลการศึกษาพบว่าบริษัทกรณีศึกษาควรเพิ่มจุดวินจักรยานยนต์รับจ้างเป้าหมายทั้งหมด 4 จุด เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ภายใน 5 นาทีและครอบคลุมพื้นที่ศึกษาในเขตพระโขนง คลองเตย วัฒนา ได้ทั้งหมด โดย 4 จุดวินจักรยานยนต์เป้าหมาย ได้แก่ วินอ่อนนุช 44 หน้าโรงเรียนวชิรธรรมสาธิต วินวชิรธรรมสาธิต34 วินแฟลตกระทรวงกลาโหม วินพึ่งมี 29 มีจำนวนผู้ให้บริการทั้งหมด 128 คน สามารถเข้าถึงจุดตำแหน่งลูกค้า 819 จุด คิดเป็นร้อยละ 100
การวิเคราะห์ปัจจัยและพื้นที่ศึกษา สำหรับสร้างโรงงานผลิตท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ด้วยกระบวนการ Ahp ร่วมกับระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ Gis, ธนา ภัทรจรรยานันท์
การวิเคราะห์ปัจจัยและพื้นที่ศึกษา สำหรับสร้างโรงงานผลิตท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ด้วยกระบวนการ Ahp ร่วมกับระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ Gis, ธนา ภัทรจรรยานันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิเคราะห์หาพื้นที่เหมาะสมเพื่อเป็นที่ตั้งโรงงานผลิตท่อส่งก๊าซธรรมชาติ LNG บริเวณพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังและนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและขนส่งสินค้า เนื่องจากตัวสินค้ามีลักษณะเฉพาะ พร้อมทั้งช่วยลดระยะเวลาในการคัดเลือกพื้นที่ซึ่งอาจกระทบต่อระยะเวลาในสัญญารับเหมาก่อสร้าง ผู้วิจัยได้ทำการรวบรวมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และวิศวกรผู้ปฏิบัติงานจริงจำนวน 7 ท่าน ในการประเมินลำดับความสำคัญของปัจจัยหลักซึ่งแบ่งตามทฤษฎี 7R Logistics และปัจจัยรองภายในกลุ่มปัจจัยหลักเดียวกัน ด้วยกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (Analytical Hierarchy Process; AHP) จากนั้นจึงทำผลที่ได้มานำเสนอร่วมกับ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาเลือกพื้นที่ต่อไป ผลจากการวิเคราะห์ลำดับสำคัญของปัจจัยพบว่า กลุ่มปัจจัยหลักที่ได้รับลำดับความสำคัญของปัจจัยค่อนข้างสูง ได้แก่ ความสมบูรณ์ของสินค้า (Right Conviction) 31.74% , ความถูกต้องเหมาะสมทางภูมิศาสตร์และความพร้อมของพื้นที่ (Right Place) 28.04% และ ความถูกต้องด้านปริมาณสินค้า (Right Quantity) 20.87% ส่วนกลุ่มปัจจัยหลักที่ได้รับลำดับความสำคัญค่อนข้างน้อยได้แก่ ความถูกต้องเหมาะสมด้านต้นทุน (Right Cost) 10.66% และ ความถูกต้องในเรื่องระยะเวลา (Right Time) 8.69% ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติของพื้นที่ศึกษาพบว่าบริเวณพื้นที่นิคมอุสาหกรรมแหลมฉบังมีคุณสมบัติตรงตามกลุ่มปัจจัยที่มีลำดับความสำคัญสูง มากกว่าบริเวณพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ส่วนกลุ่มปัจจัยที่มีความสำคัญค่อนข้างน้อยทั้งสองพื้นที่มีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกันทั้งสองพื้นที่
การวิเคราะห์ผลการประเมินการดำเนินงานของบริษัทตัวแทนรับจัดการขนส่ง (Freight Forwarder) และระดับความสำคัญของปัจจัยการดำเนินงาน, ณัฐพล สว่างแจ้ง
การวิเคราะห์ผลการประเมินการดำเนินงานของบริษัทตัวแทนรับจัดการขนส่ง (Freight Forwarder) และระดับความสำคัญของปัจจัยการดำเนินงาน, ณัฐพล สว่างแจ้ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพการให้บริการของบริษัทรับจัดการขนส่ง (Freight Forwarder) ตัวอย่าง ปัจจัยการดำเนินงานที่ส่งผลต่อผลกำไรที่บริษัทตัวอย่างจะได้รับจากลูกค้า ปัจจัยการดำเนินงานที่ลูกค้ากลุ่มต่างๆ ให้ความสำคัญผ่านการวิเคราะห์แบบสอบถามการสำรวจความพึงพอใจที่บริษัทตัวอย่างเก็บข้อมูลจากลูกค้าจำนวน 6 ปีย้อนหลังด้วยเครื่องมือทางสถิติต่างๆ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) การวิเคราะห์ความถดถอย (Regression Analysis) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบจำแนกทางเดียว (One-Way ANOVA) เพื่อนำมาสรุปถึงแนวทางการปรับปรุงการดำเนินงานของบริษัทตัวอย่างผ่านการใช้เมทริกซ์การปรับปรุงการบริการ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลกำไรที่บริษัทตัวอย่างจะได้รับจากลูกค้า คือ ความสุภาพและความเต็มใจในการให้บริการของบริการลูกค้าสัมพันธ์ และปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อกำไรในลูกค้ากลุ่มต่างๆ ได้แก่ ความรวดเร็วในการให้บริการของพนักงานขาย ความถูกต้องรวดเร็วในการจัดทำใบขนของการบริการดำเนินพิธีการศุลกากร ข่าวสารการตลาดที่ส่งทางอีเมล์ และความสุภาพในการให้บริการของบริการงานเอกสารในลูกค้าที่มีความสำคัญสูง ความสุภาพอ่อนน้อมในการเจรจาติดตามหนี้ในลูกค้าที่มีความสำคัญปานกลาง ความถูกต้องและรวดเร็วในการรับบรรจุสินค้าแบบ LCL และความสุภาพเต็มใจในการให้บริการของบริการลูกค้าสัมพันธ์ในลูกค้าที่มีความสำคัญต่ำ และผลการวิจัยพบว่าลูกค้าที่มีความสำคัญสูงให้ความสำคัญกับพนักงานขาย บริการลูกค้าสัมพันธ์ กิจกรรมทางการตลาด และการจัดการข้อร้องเรียนมากกว่าลูกค้ากลุ่มอื่นๆ ในขณะที่ลูกค้าที่มีความสำคัญต่ำให้ความสำคัญกับความถูกต้องและรวดเร็วในการออกเอกสาร และความสามารถ รวมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาของบริการดำเนินพิธีการศุลกากรมากกว่าลูกค้ากลุ่มอื่นๆ
การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลัง กรณีศึกษา บริษัท Abc, ชาธินี ศรีงาม
การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลัง กรณีศึกษา บริษัท Abc, ชาธินี ศรีงาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและปรับปรุงรูปแบบการสั่งซื้อสินค้าในปริมาณที่เหมาะสม โดยนำเทคนิคการพยากรณ์เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล และเพื่อช่วยลดต้นทุนสินค้าที่เกิดจากการบริหารสินค้าคงคลัง จากการศึกษาพบว่าบรืษัทกรณีศึกษายังไม่มีระบบจัดการสินค้าคงคลังที่เหมาะสม และไม่มีมาตราการกำหนดปริมาณการสั่งซื้อสินค้าที่เหมาะสม ปัจจุบันอาศัยเพียงประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวในการกำหนด ทำให้บริษัทประสบปัญหาปริมาณสินค้าคงคลังมากเกินความต้องการ (Over Stock) ส่งผลให้มีต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าที่สูง ผู้วิจัยรวบรวมและนำข้อมูลยอดขายสินค้า ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2561 - เดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 มาวิเคราะห์หาระดับความสำคัญของสินค้าแต่ละชนิดโดยใช้วิธีการแบ่งกลุ่มสินค้าแบบ ABC Classification พบว่า กลุ่ม A มีสินค้าจำนวน 7 รายการ มูลค่ารวมคิดเป็น 73.11 % ของยอดขายสินค้าทั้งหมด มูลค่าเท่ากับ 19,613,390.00 บาท จากนั้นเลือกใช้วิธีการพยากรณ์ด้วยเทคนิคอนุกรมเวลา (Time Series Forecasting) แบบมีฤดูกาลจำนวน 3 วิธี ซึ่งประกอบด้วย การพยากรณ์ข้อมูลที่มีอิทธิพลของฤดูกาลเพียงอย่างเดียว (Simple Seasonal Exponential Smoothing method), การพยากรณ์ข้อมูลที่มีอิทธิพลของฤดูกาลและแนวโน้มเชิงบวก (Holt-Winters’ Additive Seasonal Smoothing Method) และการพยากรณ์ข้อมูลที่มีอิทธิพลของฤดูกาลและแนวโน้มเชิงคูณ (Holt-Winters' Multiplication Seasonal Smoothing Method) มาวิเคราะห์และพยากรณ์ความต้องการสินค้าในอนาคต หลังจากนั้น คำนวณหาปริมาณการสั่งซื้ออย่างประหยัด (EOQ) จุดสั่งซื้อใหม่ (ROP) และต้นทุนรวมสินค้าคงคลังที่ต่ำที่สุด ผลการวิจัยพบว่า การสั่งซื้อรูปแบบที่นำเสนอสามารถช่วยลดต้นทุนรวมสินค้าคงคลังของบริษัทกรณีศึกษา ได้เท่ากับ 1,220,824.64 บาท หรือเท่ากับ 44% เมื่อเทียบกับนโยบายปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าการสั่งซื้อในรูปแบบใหม่ที่นำเสนอช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนสินค้าของบริษัทกรณีศึกษาได้ดียิ่งขึ้น
การเลือกตำแหน่งที่ตั้งโรงงานและคลังสินค้าแห่งใหม่ ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล: กรณีศึกษา บริษัทแสตมป์ปิ้งฟอยล์, วิภาวี จันทร์แก้ว
การเลือกตำแหน่งที่ตั้งโรงงานและคลังสินค้าแห่งใหม่ ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล: กรณีศึกษา บริษัทแสตมป์ปิ้งฟอยล์, วิภาวี จันทร์แก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริษัทกรณีศึกษามีโรงงานสำหรับแปรรูปสินค้าและคลังสินค้าตั้งอยู่ในพื้นที่เขตคลองเตย กรุงเทพฯ มีแนวคิดที่จะลงทุนซื้อเครื่องจักรเพิ่มและขยายธุรกิจเพื่อรองรับยอดขายในอนาคต จึงจำเป็นต้องหาพื้นที่ที่สามารถจัดตั้งโรงงานได้ตามกฎหมาย งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะวิเคราะห์หาพื้นที่ที่เหมาะสมสร้างโรงงานและคลังสินค้าแห่งใหม่ ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลของบริษัทกรณีศึกษา โดยมุ่งเน้นถึงประสิทธิภาพด้านระยะทางการขนส่งเป็นหลัก งานวิจัยนี้จึงพิจารณาระยะทางจากสนามบินหรือท่าเรือสำหรับการนำเข้าสินค้า และระยะทางในการขนส่งสินค้าไปยังลูกค้าให้น้อยที่สุด ในการดำเนินงานวิจัย ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ในการหาพื้นที่ที่เหมาะสม โดยใช้เทคนิคการซ้อนทับ (Overlay Function) เพื่อหาพื้นที่จำนวนหนึ่งตามเกณฑ์ที่กำหนด ร่วมกับเทคนิควิเคราะห์เมทริกซ์ต้นทุนระหว่างต้นทางและปลายทาง (Origin-Destination Cost Matrix) เพื่อคำนวณระยะทางถ่วงน้ำหนักของแต่ละเส้นทาง และใช้เทคนิคกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ ในการหาค่าน้ำหนักของแต่ละปัจจัย เพื่อนำไปกำหนดระดับความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญให้ค่าน้ำหนักของปัจจัยที่สำคัญมากที่สุดคือ ปัจจัยด้านราคาที่ดิน รองลงมาคือ ปัจจัยด้านพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ปัจจัยด้านระบบสาธารณูปโภค และปัจจัยด้านระยะห่างจากถนนสายหลัก เป็นลำดับสุดท้าย ผลการศึกษาพบว่าพื้นที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับสร้างโรงงานและคลังสินค้าแห่งใหม่มากที่สุด คือ พื้นที่บริเวณแขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร
ปัจจัยทางโลจิสติกส์ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกเช่าที่อยู่อาศัย, วรรณพร ม้าคนอง
ปัจจัยทางโลจิสติกส์ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกเช่าที่อยู่อาศัย, วรรณพร ม้าคนอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาปัจจัยทางโลจิสติกส์ใดบ้างที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเช่าที่อยู่อาศัย โดยสำรวจจากประชากรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และมีกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจำนวน 424 คน การศึกษาครั้งนี้เป็นเชิงปริมาณ (Quantitative study) โดยมีเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็น แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยในการที่ตัดสินใจเช่าที่อยู่อาศัย มีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบ และ แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การวิเคราะห์ความถดถอยโลจิสติก (Logistic Regression Analysis) ผลวิเคราะห์ความถดถอยโลจิสติก (Logistic Regression Analysis) พบว่า ปัจจัยทางโลจิสติกส์ที่มีผลต่อการตัดสินใจเช่าที่อยู่อาศัย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัย 0.05 คือ 1) ระยะทางระหว่างที่พักกับสถานที่ทำงาน หรือสถานศึกษา 2)การมีรถประจำทางให้บริการในบริเวณใกล้เคียง และปัจจัยทางโลจิสติกส์มีอิทธิพลสุดสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ระยะทางหว่างที่พักกับสถานที่ทำงาน หรือสถานศึกษา นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนมากเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวและรถประจำทาง ทำให้ปัจจัยทำเลที่ตั้งใกล้สถานีรถไฟฟ้าและอัตราโดยสารรถไฟฟ้าไม่มีผลต่อการตัดสินใจเช่าที่อยู่อาศัย ทำเลที่ตั้งใกล้ห้างสรรพสินค้า หรือตลาดเป็นแหล่งชุมชนมาผู้สัญจรไปมาเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดความแออัด และความไม่เป็นส่วนตัวให้แก่ผู้ที่พักอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นทำให้ผู้เช่า หรือผู้ที่ต้องการเช่าที่อยู่อาศัยไม่เลือกอยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าว และเนื่องจากกลุ่มตัวอย่างส่วนมากเป็นกลุ่มวัยรุ่นยังไม่เห็นถึงความสำคัญของโรงพยาบาล จึงไม่คำนึงถึงทำเลที่ตั้งให้โรงพยาบาล
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ (Authorized Economic Operator (Aeo) Programme) : กรณีศึกษา ผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออกที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, สาธิกา โพธิ์ประสิทธิ์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ (Authorized Economic Operator (Aeo) Programme) : กรณีศึกษา ผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออกที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, สาธิกา โพธิ์ประสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการสมัครเข้าร่วมโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอของผู้ประกอบการประเภทผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออกที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม งานวิจัยเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ที่ใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างอย่างเป็นระบบในการส่งแบบสอบถามให้แก่ผู้ประกอบการประเภทผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออกที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งยังไม่ได้สมัครเข้าร่วมโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ ซึ่งสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การคำนวณค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation: S.D.) และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยเรื่องการวางหลักทรัพย์ค้ำประกันที่เป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคาร (1 ล้านบาท) หลังจากได้รับอนุมัติสถานภาพ และปัจจัยเรื่องการมีมาตรการในการคัดเลือกพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานอย่างชัดเจน เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอตามลำดับ โดยสามารถพยากรณ์ระดับความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และมีข้อเสนอแนะต่อโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอในการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการทราบถึงรายละเอียดและประโยชน์ในการเข้าร่วมโครงการฯ มากขึ้น และเห็นควรให้ลดขั้นตอนในการดำเนินการสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ให้สั้นลง
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้กระบวนการศุลกากรล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึง (Pre-Arrival Processing) ของผู้นำเข้าสินค้า ณ สำนักงานตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, อรกนก วัฒนาเลิศรักษ์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้กระบวนการศุลกากรล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึง (Pre-Arrival Processing) ของผู้นำเข้าสินค้า ณ สำนักงานตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, อรกนก วัฒนาเลิศรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาปัญหา อุปสรรค ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้กระบวนการศุลกากรล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึง (Pre-Arrival Processing) ของผู้นำเข้าสินค้า ณ สำนักงานตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเสนอแนะแนวทางการปรับปรุง พัฒนากระบวนการทางศุลกากรล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีรูปแบบการศึกษาที่เป็นการวิจัยแบบสำรวจ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล และทำการวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ ประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน คือ การวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยที่มีความสำคัญ ได้แก่ อันดับ 1 คือ ความรู้ความเข้าใจในขั้นตอนโดยรวมของกระบวนการศุลกากรล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึง อันดับ 2 คือ การนำเข้าสินค้าด้วยกระบวนการศุลกากรล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึงสามารถช่วยลดต้นทุนสินค้าคงคลัง อันดับ 3 คือ กระบวนการผู้นำของเข้าต้องจัดทำใบขนสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ของกรมศุลกากรล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึง และอันดับ 4 คือ การนำเข้าสินค้า ด้วยกระบวนการศุลกากรล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึงสามารถช่วยลดระยะเวลาในการนำเข้าสินค้า นอกจากนี้ สามารถนำผลการวิจัยครั้งนี้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนา ปรับปรุงกระบวนการได้ดังนี้ 1) การให้ความรู้ขั้นตอนโดยรวมของกระบวนการศุลกากรล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึง 2) การปรับปรุงแบบฟอร์มใบขนสินค้าให้เรียบง่าย เพื่อสนับสนุนการจัดทำใบขนสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ล่วงหน้า 3) การประชาสัมพันธ์ประโยชน์ด้านการลดระยะเวลาและต้นทุนสินค้าคงคลังจากการนำเข้าสินค้าด้วยกระบวนการศุลกากรล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึง และ 4) พิจารณาความเหมาะสมในการปรับปรุงกระบวนงานและกฎระเบียบในกรณีมีการให้ข้อมูลผิดพลาดในขั้นตอนการจัดทำใบขนสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ล่วงหน้า
แนวทางการพัฒนากระบวนการศุลกากรสำหรับสินค้าผ่านแดนอาเซียน, นารถฤดี โจลัตสาห์กุล
แนวทางการพัฒนากระบวนการศุลกากรสำหรับสินค้าผ่านแดนอาเซียน, นารถฤดี โจลัตสาห์กุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุปสรรคในการดำเนินกระบวนการศุลกากรผ่านแดนภายใต้ระบบศุลกากรผ่านแดนอาเซียน ปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าร่วมโครงการนำร่องระบบศุลกากรผ่านแดนอาเซียน และแนวทางในการพัฒนากระบวนการศุลกากรผ่านแดนอาเซียน เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวมรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการที่ได้ลงทะเบียนเป็นผู้ขอผ่านแดนในระบบทะเบียนผู้มาติดต่อของกรมศุลกากร สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน คือ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลของการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้าร่วมโครงการนำร่องระบบศุลกากรผ่านแดนอาเซียน ได้แก่ 1) ความยุ่งยากในกระบวนการจัดทำหรือส่งคืนใบขนสินค้าชนิดพิเศษสำหรับยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่งสินค้าผ่านแดนในการดำเนินพิธีการศุลกากรผ่านแดนขาออก ซึ่งกระบวนการดังกล่าวไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินกระบวนการศุลกากรผ่านแดน 2) การแสดงผลของสถานะใบขนสินค้าผ่านแดนอาเซียนสามารถแสดงผลได้อย่างเป็นปัจจุบัน โดยปัจจัยดังกล่าวเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมกระบวนการศุลกากรผ่านแดนภายใต้ระบบศุลกากรผ่านแดนอาเซียน และ 3) ความยุ่งยากในการแก้ไขข้อมูลในใบขนสินค้าผ่านแดนอาเซียนผ่านระบบศุลกากรผ่านแดนอาเซียน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการศุลกากรผ่านแดนภายใต้ระบบศุลกากรผ่านแดนอาเซียน นอกจากนี้ มีข้อเสนอแนะจากการศึกษา ดังนี้ 1) ปรับลดระเบียบและขั้นตอนในการดำเนินกระบวนการศุลกากรผ่านแดน 2) ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับระบบศุลกากรผ่านแดนอาเซียนมากขึ้น 3) พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ และ 4) ประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐมากขึ้น
การศึกษามาตรการสากลในการควบคุมการทิ้งขยะพลาสติกทางน้ำของประเทศไทยผ่านหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย, ปิยวัฒน์ วิริยะนันทวงศ์
การศึกษามาตรการสากลในการควบคุมการทิ้งขยะพลาสติกทางน้ำของประเทศไทยผ่านหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย, ปิยวัฒน์ วิริยะนันทวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำเอามาตรการสากลในการควบคุมการทิ้งขยะพลาสติกทางน้ำมาใช้ในประเทศไทยโดยเปรียบเทียบกับต่างประเทศ และเสนอแนะในการนำหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา รวมทั้งแนวทางการปรับปรุงและการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมการทิ้งขยะพลาสติกทางน้ำในประเทศไทย โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ การศึกษาวิจัยเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก จากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีการนำเอามาตรการสากลในการควบคุมการทิ้งขยะพลาสติกทางน้ำมาใช้หลายอย่าง แต่เป็นการกำหนดขอบเขตอย่างกว้าง ไม่มีการระบุรายละเอียดในการควบคุมการทิ้งขยะพลาสติกทางน้ำอย่างชัดเจน มีเพียงแนวทางเพื่อการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเลจากกิจกรรมบนบก ค.ศ.1995 (GPA) ที่ได้ระบุถึงเรื่องการควบคุมการทิ้งขยะพลาสติกทางน้ำไว้ โดยประเทศไทยได้มีมาตรการที่เกี่ยวข้องอยู่ในรูปแบบของค่าปรับในการไม่ปฏิบัติตาม แต่ยังมีปัญหาในการปฏิบัติของทางเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้ เนื่องจากคนที่ลักลอบทิ้งขยะพลาสติกอาจใช้วิธีการเลี่ยงไม่ให้มองเห็นได้อย่างง่าย ทั้งนี้ ประเทศไทยได้มีการจัดประชุมโดยมีการระดมความคิดจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อผลักดันการนำมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ผ่านหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายมาบังคับใช้ ซึ่งเป็นเพียงการพูดคุยกันแต่ยังไม่มีการนำมาปฏิบัติให้เห็นผล โดยปริมาณขยะพลาสติกยังไม่ลดลงเหมือนในต่างประเทศ จึงไม่เป็นแนวทางในการแก้ป้ญหาและแนวทางการปรับปรุงและการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมการทิ้งขยะพลาสติกทางน้ำในประเทศไทย
การพัฒนาระบบการจัดการผู้รับเหมาขนาดเล็กที่ทำงานต่อเติมหรือปรับปรุงโครงสร้างเดิมสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ, ปรัณยา ธารณเจษฎา
การพัฒนาระบบการจัดการผู้รับเหมาขนาดเล็กที่ทำงานต่อเติมหรือปรับปรุงโครงสร้างเดิมสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ, ปรัณยา ธารณเจษฎา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการพัฒนาแพลตฟอร์มการจัดการผู้รับเหมาโครงการก่อสร้างขนาดเล็กที่ทำงานต่อเติมหรือปรับปรุงโครงสร้างเดิมสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยมุ่งเน้นในส่วนของการประเมินราคาและระยะเวลาในการทำโครงการก่อสร้าง ใช้เครื่องมือในการวิจัยคือ การสัมภาษณ์เชิงลึกตัวแทนผู้ใช้สุดขั้ว จากตัวแทนเจ้าของโครงการหรือผู้ว่าจ้างและผู้รับเหมา จำนวน 8 คน เพื่อเข้าใจปัญหา วิธีการทำงาน และเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาโดยทำการออกแบบต้นแบบแพลตฟอร์มที่ใช้งานได้อย่างเหมาะสมกับลักษณะกิจกรรมของโครงการก่อสร้างประเภทนี้ หลังจากนั้นได้ศึกษาการตอบสนองและการยอมรับต่อแพลตฟอร์มหรือแอพพลิเคชั่น โดยทำการวิจัยเชิงปริมาณส่งสอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่างจำนวน 80 แบบสอบถาม พบว่าแพลตฟอร์มควรมีฟังก์ชันการประเมินราคาและระยะเวลา ในส่วนของการเตรียมงานในพื้นที่ของผู้รับเหมา (Shop work) และการติดตั้งชิ้นงานที่หน้างาน (Site work) แยกออกจากกัน เพราะมีรูปแบบการทำงาน ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอกและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกแตกต่างกัน โดยกำหนดหน่วยที่ใช้ในการประเมินราคา (Unit price) ของแต่ละกิจกรรมลงไปเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงของข้อมูลในขั้นตอนของการดึงข้อมูลไปวิเคราะห์ ทั้งนี้จะใช้รายงานความคืบหน้าประจำวันเก็บข้อมูลของทรัพยากรและเวลาที่ใช้ในการทำงานจริง เพื่อปรับปรุงวิธีการวิเคราะห์ผลให้มีความแม่นยำมากขึ้นสำหรับการประเมินโครงการในอนาคต ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างให้การยอมรับต้นแบบแพลตฟอร์มว่าสามารถประเมินค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการทำโครงการก่อสร้างได้ในระดับสูง
การพัฒนาแพลตฟอร์ม ไลน์มินิแอพ สำหรับแพลตฟอร์มการทำบุญบริจาค, ธนภัทร กิจล่ำลือกุล
การพัฒนาแพลตฟอร์ม ไลน์มินิแอพ สำหรับแพลตฟอร์มการทำบุญบริจาค, ธนภัทร กิจล่ำลือกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การทำบุญบริจาคนับเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน จากการประเมิน ของธนาคารไทยพาณิชย์ ตลาดนี้มีมูลค่านับแสนล้านบาท โดย 96% ของครัวเรือนไทยมีการใช้จ่าย เพื่อการกุศล เฉลี่ยครอบครัวละไม่ต่ำกว่า 6,000 บาทต่อปี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันจะมีข่าวเกี่ยวกับการทุจริต ไม่โปร่งใส เกิดขึ้นกับการทำบุญบริจาคตลอด ซึ่งเป็นเพราะการขาดการเชื่อมโยงของข้อมูล ไม่สามารถตรวจสอบได้ง่าย แทบจะไม่มีการนำเทคโนโลยี ทางสารสนเทศมาประยุกต์ใช้เท่าไหร่นัก ทางผู้จัดทำโครงการได้เล็งเห็นปัญหาในจุดนี้ จึงได้ออกแบบงานวิจัยนี้ เพื่อพัฒนาต้นแบบ ของแพลตฟอร์มการทำบุญ ใน ecosystem ของไลน์ อันประกอบไปด้วย line mini app, line official account, line chat bot เพราะทางผู้จัดทำเห็นว่าถ้าสามารถพัฒนาระบบใน line ที่มีฐานผู้ใช้งาน 45 ล้านคนในไทย จะช่วยในการหาผู้ใช้งานได้มาก และ สามารถใช้งานได้ง่ายกว่าการเข้าไปใช้เว็ปไซด์ แบบดั้งเดิม ในการออกแบบในโครงการนี้ได้ใช้วิธีสัมภาษณ์จากผู้ใช้งาน 47 คน และ พัฒนาต้นแบบไปให้ ผู้ใช้งาน ลองทดสอบอีก 5 คน เพื่อวิเคราะห์ความต้องการที่แท้จริง จากนั้นนำมาปรับปรุงและ ออกแบบจริง ใน program adobe xd จนออกมาเป็นผลงานที่เสร็จสมบูรณ์ พร้อมสำหรับต่อยอดไป จ้างทีมพัฒนาระบบต่อไป
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของการขายผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกที่ผ่านกระบวนการไมโครเอนแคปซูเลชันแก่โรงงานรับจ้างผลิตอาหารเสริม, อลิสา กนกโชติวรการ
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของการขายผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกที่ผ่านกระบวนการไมโครเอนแคปซูเลชันแก่โรงงานรับจ้างผลิตอาหารเสริม, อลิสา กนกโชติวรการ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของการขายผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกที่ผ่านกระบวนการไมโครเอนแคปซูเลชันแก่โรงงานรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เนื่องจากค่านิยมเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพส่งผลให้มีการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารออกมาจำนวนมาก ส่งผลให้โรงงานรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลายเป็นช่องทางที่น่าสนใจในการส่งมอบเทคโนโลยีไมโครเอนแคปซูเลชันที่ช่วยรักษาจำนวนจุลินทรีย์โพรไบโอติกให้เหลือรอดจากกระบวนการผลิต จนกระทั่งผ่านไปถึงลำไส้ใหญ่ได้มากขึ้นนี้เข้าสู่ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของไทย โดยผู้วิจัยเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์โรงงานรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบ ODM จำนวน 4 โรงงานและเจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทโพรไบโอติกจำนวน 3 บริษัท ผลการศึกษาพบว่าโรงงานในประเทศไทยยังไม่มีความพร้อมในการผลิตเชื้อจุลินทรีย์โพรไบโอติกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอาหารเอง จำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบประเภทโพรไบโอติกจากต่างประเทศ จึงควรส่งต่อเทคโนโลยีไมโครเอนแคปซูเลชันให้กับบริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบในต่างประเทศแทน
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของการนำวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมกัญชงมาพัฒนาเป็นผนังแซนวิชโครงสร้างไฟเบอร์ซีเมนต์ (Ssp), กองเพ็ช ภูมิสวัสดิ์
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของการนำวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมกัญชงมาพัฒนาเป็นผนังแซนวิชโครงสร้างไฟเบอร์ซีเมนต์ (Ssp), กองเพ็ช ภูมิสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการนำแกนลำต้นกัญชงซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมกัญชง มาพัฒนาเป็นผนังแซนวิชโครงสร้างไฟเบอร์ซีเมนต์ (SSP) ซึ่งสอดรับกับนโยบาย Bio Circular Green (BCG) Economy และค้นหาการยอมรับผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ในกลุ่มผู้บริโภคและ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์และวัสดุก่อสร้างที่เกี่ยวข้อง ผู้ศึกษาแบ่งการศึกษาเป็นสองส่วนคือ 1.) กระบวนการผลิต ส่วนผสมและการทดสอบคุณสมบัติเบื้องต้นของผิวที่ทำมาจากไม้สังเคราะห์ชนิดพลาสติกคอมโพสิทผสมแกนกัญชง (WPC) และ ศึกษาส่วนของแกนกลางของผนังแซนวิชโครงสร้างที่ทำมาจากไฟเบอร์ซีเมนต์ผสมแกนกัญชง จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.) การสำรวจความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ จัดเก็บข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายที่สนใจเรื่องตกแต่งที่อยู่อาศัยและกำลังวางแผนสร้างบ้านจำนวน 320 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก จากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 10 คน ผลการศึกษาพบว่า แกนลำต้นกัญชงซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งนี้มีความเป็นไปได้ในการนำมาเป็นส่วนผสมในผนังแซนวิชโครงสร้างไฟเบอร์ซีเมนต์ผิวไม้สังเคราะห์(SSP) ทั้งในส่วนของผิวที่เป็นไม้สังเคราะห์ (WPC) และส่วนของแกนกลางที่ทำมาจากไฟเบอร์ซีเมนต์ ผลจากการสำรวจความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์พบว่ากลุ่มตัวอย่างรู้จักผนังแซนวิชโครงสร้างในระดับน้อย โดยคุณสมบัติที่กลุ่มตัวอย่างต้องการจากผนังโครงสร้างบ้านคือผนังที่มีความแข็งแรง ความสามารถในการทนน้ำไม่บวมน้ำ คุณสมบัติทนไฟและไม่ลามไฟ และป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอก มีความสนใจในเส้นใยกัญชงมาเป็นส่วนผสมของผนังโครงสร้างบ้านในระดับสูงเป็นอันดับที่สอง และยินยอมจ่ายเพื่อใช้วัสดุดังกล่าวแพงขึ้น 5-10% เมื่อเปรียบเทียบกับผนังโครงสร้างแบบทั่วไป
การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย, วิรัญญา เที่ยวมาพบสุข
การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย, วิรัญญา เที่ยวมาพบสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชาชนโดยส่วนมากใช้ยานพาหนะส่วนบุคคลในการเดินทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะทางอากาศภายในประเทศ อันมาจากก๊าซไอเสียที่ปล่อยออกมาจากรถเครื่องยนต์สันดาปภายในซึ่งประกอบไปด้วยก๊าซที่ก่อให้เกิดมลพิษ ด้วยเหตุนี้ทางรัฐบาลไทยได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ชาติที่จะปรับอุตสาหกรรมยานยนต์จากเครื่องยนต์สันดาปภายในให้กลายเป็นยานยนต์ไฟฟ้าให้ได้ภายในปี 2578 แต่ทั้งนี้ในแผนยุทธศาสตร์ที่กำหนดขึ้นมาในปัจจุบันนั้นได้มีการมุ่งไปที่การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสถานีชาร์จประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้นซึ่งสำหรับจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้มีการติดตั้งอยู่ทั่วกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดแล้ว แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้านั้นต้องใช้วิธีการชาร์จประจุที่แตกต่างจากรถยนต์ ดังนั้นเพื่อที่จะเป็นการแนะนำแนวทางเบื้องต้นเพื่อที่จะหาวิธีการแก้ปัญหาดังกล่าว จึงได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงสร้างสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและประเมินความเป็นได้ขั้นพื้นฐาน ในที่นี้วิธีการศึกษาจะเป็นการศึกษาจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากทั้งในประเทศ และต่างประเทศที่ได้มีการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยนแบตเตอรี่อย่างแพร่หลายแล้ว ตลอดจนการเก็บข้อมูลจากผลการประชุมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องผ่านคณะทำงานยานยนต์ไฟฟ้าสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดภาพรวมระบบนิเวศน์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าพร้อมกับทรัพยากรหลักที่จำเป็นต่างๆในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจากการศึกษาสามารถสรุปได้ว่า เพื่อที่จะเป็นการเร่งให้เกิดการยอมรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยได้นั้น ภาครัฐต้องเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในการขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา Social Listening Platform เพื่อรวบรวมแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่, รัตติยา บุญรินทร์
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา Social Listening Platform เพื่อรวบรวมแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่, รัตติยา บุญรินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก โดยผู้บริโภคจะแสดงความคิดเห็นต่อสิ่งรอบตัวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเทคโนโลยี Social listening มีความสามารถในการเข้าไปเก็บข้อมูล หัวข้อ คำสำคัญ และข้อมูลที่เป็นกระแสบนช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อนำไปวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภค งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาต้นแบบแพลตฟอร์ม Social listening ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยได้ทำการทบทวนงานวิจัย บทความ และศึกษาแพลตฟอร์มที่มีอยู่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยแบ่งช่วงการเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์เเละพัฒนาเเพลตฟอร์ม เป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 เพื่อทราบถึงขั้นตอนการทำงานออกแบบและมุมมองที่มีต่อ Social listening ระยะที่ 2 เพื่อทราบความเห็นหลังจากการทดลองใช้ต้นแบบของแพลตฟอร์ม ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความสนใจใช้งาน และให้ความเห็นว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวช่วยลดเวลาในการค้นหาข้อมูล เข้าถึงข้อมูลความคิดเห็นของผู้บริโภคบนสื่อสังคมออนไลน์ได้สะดวกในช่องทางเดียว โดยเเนวทางในการนำเทคโนโลยีไปใช้ในเชิงพาณิชย์คือ การพัฒนาแพลตฟอร์ม Social listening ที่เพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามคำสำคัญบนสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยการกำหนดกลุ่มคำและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบ เพื่อสร้างแนวความคิดใหม่ ๆ รวมไปถึงการสนับสนุนแนวคิดของงานที่มีตลาดรองรับ
การศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างนวัตกรรมการให้ทุนการศึกษา : กรณีศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศิริพงษ์ วรรักษา
การศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างนวัตกรรมการให้ทุนการศึกษา : กรณีศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศิริพงษ์ วรรักษา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในแต่ละสถาบันการศึกษาของไทยมีทุนการศึกษาจำนวนมากให้กับผู้เรียนที่ขาดแคลน แต่การศึกษาพบว่ามีผู้เข้าเรียนที่ขาดแคลนจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงทุนการศึกษาเหล่านี้ได้ จากขั้นตอนการคัดกรองผู้สมัครที่ซับซ้อน และแตกต่างกันไป ทำให้ทั้งผู้ขอทุน และผู้ให้ทุนต้องใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมากในการดำเนินการตลอดกระบวนการให้ทุนการศึกษา จากการวิจัยเชิงปริมาณของกลุ่มตัวอย่างผู้ขอทุนจากสถาบันการศึกษาในไทยพบกว่า ร้อยละ 50 ของการขอทุนยังดำเนินการในรูปแบบของการยื่นเอกสาร ร้อยละ 62.5 ของผู้ขอรับทุนมีปัญหาในการรับทราบข่าวสาร การกรอกเอกสาร และระยะเวลาในการรอเข้าสัมภาษณ์ และอีกร้อยละ 92.5 ของผู้ขอทุนมั่นใจว่าหากการขอทุนสามารถดำเนินการบนระบบออนไลน์ทั้งหมดจะจะช่วยอำนวยความสะดวกได้อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด สำหรับมุมมองของผู้ให้ทุน ผลจากการทดลองทางสถิติ (Mann–Whitney U test) พบความสัมพันธ์ของปัจจัยระหว่างประสบการณ์ ในการสัมภาษณ์ทุนกับระดับความความพึงพอใจในกระบวนการให้ทุนการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของแนวทางในการสัมภาษณ์ทุน และแนวทางซึ่งปัจจัยและความต้องการดังกล่าว ได้ถูกนำมาพัฒนาต้นแบบระบบนวัตกรรมการให้ทุนการศึกษา ในรูปแบบโปรแกรมประยุกต์บนเว็บ โดยมีระบบสนับสนุนการตัดสินใจในการช่วยประเมินความเหมาะสมของผู้สมัครขอทุนล่วงหน้า และการแนะนำคำถามที่เหมาะสมในการคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมในการได้รับทุน ผู้วิจัยได้นำต้นแบบนวัตกรรมไปทดสอบการยอมรับเทคโนโลยี และพบกว่ากลุ่มตัวอย่างของผู้ขอทุน และกลุ่มผู้ให้ทุนทั้งสองกลุ่มมีความพึงพอใจต่อความง่ายในการใช้งานนวัตกรรม และรับรู้ถึงประโยชน์ของนวัตกรรม ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยนำนวัตกรรมการให้ทุนการศึกษาไปทำการศึกษาต่อยอดถึงความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจต่อไป
การศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้งานนวัตกรรมการระบุตัวตนด้วยแคปช่าเพื่อการรักษาความปลอดภัยบนโมบายแบงก์กิ้ง, สุชัย รื่นสำราญ
การศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้งานนวัตกรรมการระบุตัวตนด้วยแคปช่าเพื่อการรักษาความปลอดภัยบนโมบายแบงก์กิ้ง, สุชัย รื่นสำราญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในยุคที่ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานมีความสำคัญและมีความเสี่ยงที่เกิดการรั่วไหล ผู้ไม่หวังดีสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการโจมตีด้านไซเบอร์ในขั้นตอนการระบุตัวตนบนโมบายแบงก์กิ้ง ด้วยการใช้เครื่องมืออัตโนมัติ ด้วยเหตุนี้บางสถาบันการเงินจึงมีการเพิ่มขั้นตอนในการระบุตัวตนให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น แต่ในที่สุดก็ยังเกิดกรณีที่มีการบุกรุกจากการทำงานของมนุษย์ด้วยกันเอง ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงได้เสนอวิธีแก้ไขปัญหาของการระบุตัวตนอัตโนมัติและการป้องกันการบุกรุกจากการทำงานของมนุษย์รูปแบบใหม่ โดยใช้แคปช่าเชิงข้อความที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะบุคคลด้วยการจับจังหวะการพิมพ์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้งานและเพิ่มปัจจัยที่ธนาคารสามารถตรวจสอบการพฤติกรรมการระบุตัวตนที่มาจากบุคคลอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างประชากรออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้บริหารขั้นสูงผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายในเรื่องที่สำคัญเกี่ยวกับการดำเนินงานของสถาบันการเงิน จำนวน 6 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้งานโมบายแบงก์กิ้งทั่วไป ทั้งชาย หญิง และ LGBTQ+ จำนวน 100 คน ผลการศึกษาใช้วิธีการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) พบว่า กลุ่มผู้บริหารขั้นสูงมีความสนใจในการทดลองใช้งาน คิดเป็นร้อยละ 66.7 และกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปมีความสนใจในการทดลองใช้งาน คิดเป็นร้อยละ 53