Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type
File Type

Articles 275581 - 275610 of 1738202

Full-Text Articles in Entire DC Network

Screening Sars-Cov-2 Main Protease Inhibitory Activity Of Herbal Extracts And Development Of Alpha-Mangostin Loaded Polymeric Micelles, Su Sundee Myint Jan 2023

Screening Sars-Cov-2 Main Protease Inhibitory Activity Of Herbal Extracts And Development Of Alpha-Mangostin Loaded Polymeric Micelles, Su Sundee Myint

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The coronavirus disease 19 (COVID-19) is an infectious disease. The outbreak of COVID-19 that emerged in December 2019 has caused a serious pandemic and detrimental impacts on people worldwide. Both vaccinations and treatments are needed to achieve the comprehensive level of health care against COVID-19. Several novel vaccines and drugs have been discovered and developed, but the problem has not been fully resolved due to their associated adverse effects. Since traditional herbal medicines have been used for many years in various disease treatments due to their safety and efficacy, developing natural product-based drugs could be one of the most promising …


ประสบการณ์ทางจิตใจจากการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก, กันตพร สวนศิลป์พงศ์ Jan 2023

ประสบการณ์ทางจิตใจจากการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก, กันตพร สวนศิลป์พงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจจากการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก ด้วยระเบียบวิธีวิจัยการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกในชุดคำถามกึ่งโครงสร้าง ผู้เข้าร่วมวิจัยคือผู้เคยมีประสบการณ์การเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกตามเกณฑ์ได้แก่ เป็นการเขียนที่มีลักษณะของการสะท้อน สำรวจ ใคร่ครวญ เกี่ยวกับความคิดความรู้สึก เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้และเยียวยาตนเอง และเป็นการเขียนระหว่างที่ได้รับการบำบัดจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา จำนวน 6 ราย มีอายุระหว่าง 23-36 ปี ผลการวิจัยแบ่งได้เป็น 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) องค์ประกอบที่ชักนำให้สนใจการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก ประกอบด้วย ความคุ้นเคยกับการเขียนการอ่านและการจดบันทึก การขาด ‘พื้นที่ปลอดภัยทางความรู้สึก’ หล่อหลอมให้แสวงหาพื้นที่แสดงออก และ การกระตุ้นที่นำไปสู่การมองหาหนทางเยียวยา 2) ช่องทางและเวลาในการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก ประกอบด้วย เลือกใช้ช่องทางการเขียนที่ตนเองถนัดและตอบโจทย์ความต้องการ เขียนในพื้นที่และเวลาที่ให้บรรยากาศความเป็นส่วนตัว ใช้เวลากับการเขียนอย่างยืดหยุ่นตามระดับความต้องการภายใน 3) รูปแบบวิธีการเขียนและกระบวนการที่ดำเนินไประหว่างการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก ประกอบด้วย บอกเล่าเรื่องราวตามวิถีธรรมชาติของตนเอง เกิดกระบวนการสำรวจ กลั่นกรอง ใคร่ครวญ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวและตนเอง และเกิดความตระหนักรู้จากการ ‘ค้นพบ’ และ ‘มองเห็น’ โลกภายในตนเองได้แจ่มชัด) 4) ผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก ประกอบด้วยผลที่สังเกตได้หลังการลงมือเขียนแต่ละครั้ง และผลเมื่อทำซ้ำจนตกผลึกภายในตนเอง ผลที่สังเกตได้หลังการลงมือเขียนแต่ละครั้ง ได้แก่ ความปลอดโปร่งจากความทุกข์และความอึดอัดที่คลี่คลายลงไป เกิดความตระหนักและยอมรับความรู้สึกตนเองโดยไม่ตัดสิน เกิดความเข้าใจในความเป็นตนเองบนพื้นฐานประสบการณ์ส่วนตัว ตั้งสติและมองเห็นหนทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมแก่ตนเองได้ และรู้สึกอิ่มเอมจากการได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่มีความหมายและเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ผลเมื่อทำซ้ำจนตกผลึกภายในตนเอง ได้แก่ เกิดสัมพันธภาพและการสื่อสารภายในตนที่มีคุณภาพ เรียบเรียงความคิดความรู้สึกเพื่อสื่อสารกับคนรอบข้างได้ดีขึ้น รับรู้ถึงอำนาจและพลังการยืนยันภายในตนเอง เห็นความเชื่อมโยงภายในตนจากอดีตสู่ปัจจุบันและรับรู้ศักยภาพในการกำกับดูแลตนเอง และ กลับสู่ความเป็นตัวเองที่แท้ รู้สึกเติมเต็มภายในตนและเข้าใจธรรมชาติชีวิต 5) การรับรู้ประโยชน์ของการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกและการนำไปใช้ ประกอบด้วย เป็นพื้นที่ประคับประคองเยียวยาและทำความเข้าใจตนเองที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัว เป็นเครื่องมือสื่อสารทดแทนในเรื่องที่ยากหรือลำบากใจจะเอ่ย และ ต่อยอดเป็นงานสร้างสรรค์ที่ใช้วัตถุดิบภายในตน งานวิจัยนี้ช่วยเติมเต็มความเข้าใจเกี่ยวกับประสบการณ์การเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกในคนไทยว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกิดการสำรวจและตระหนักรู้ภายในตนเองได้ ผู้สนใจสามารถนำมาใช้ดูแลตนเองเบื้องต้น และนักจิตวิทยาการปรึกษาสามารถนำเครื่องมือนี้มาใช้ประกอบการให้คำปรึกษาเพื่อผลลัพธ์การทำงานร่วมกับผู้รับบริการที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


อิทธิพลของการเหนี่ยวนำให้ระลึกถึงพฤติกรรมเชิงศีลธรรมที่มีต่อภาพลักษณ์ทางศีลธรรมส่วนตนเเละพฤติกรรมโกง โดยมีความคลุมเครือของสถานการณ์เป็นตัวเเปรกำกับ, ภัทรพงศ์ สุทธิรัตน์ Jan 2023

อิทธิพลของการเหนี่ยวนำให้ระลึกถึงพฤติกรรมเชิงศีลธรรมที่มีต่อภาพลักษณ์ทางศีลธรรมส่วนตนเเละพฤติกรรมโกง โดยมีความคลุมเครือของสถานการณ์เป็นตัวเเปรกำกับ, ภัทรพงศ์ สุทธิรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แม้จะมีงานวิจัยจำนวนมากที่แสดงให้เห็นปรากฏการณ์การให้สิทธิพิเศษทางศีลธรรมแก่ตนเอง ซึ่งหมายถึงการที่บุคคลอ้างอิงคุณงามความดีในอดีตเพื่อกระทำสิ่งที่ผิดศีลธรรมได้ แต่งานวิจัยใดที่ศึกษากลไกทางจิตวิทยาที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวยังมีน้อย งานวิจัยนี้จึงต้องการศึกษาพฤติกรรมการให้สิทธิพิเศษทางศีลธรรมแก่ตนเอง และเปรียบเทียบว่าระหว่างแบบจำลองเครดิตทางศีลธรรมและการรับรองทางศีลธรรม กลไกใดที่ช่วยอธิบายการเกิดพฤติกรรมการให้สิทธิพิเศษทางศีลธรรมแก่ตนเองได้ดีกว่า ผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป จำนวน 177 คน ที่ร่วมทำแบบสอบถามออนไลน์ โดยถูกสุ่มเข้าสู่เงื่อนไขที่ได้รับการเหนี่ยวนำความทรงจำศีลธรรม หรือ เงื่อนไขควบคุม แล้วตอบมาตรวัดภาพลักษณ์ทางศีลธรรมส่วนตน จากนั้นได้เล่นเกมสุ่มเลขเพื่อรับรางวัลซึ่งมีโอกาสโกงได้ โดยสุ่มผู้เข้าร่วมการทดลอง ครึ่งหนึ่งเข้าสู่สถานการณ์ที่คลุมเครือ ซึ่งไม่มีการย้ำเตือนกติกาการเล่นเกม อีกครึ่งหนึ่งอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คลุมเครือซึ่งมีการย้ำเตือนกติกาการเล่นเกมอย่างชัดเจน แล้วบันทึกว่าผู้เข้าร่วมการทดลองเล่นเกมเกินที่กติกากำหนดไปกี่ครั้ง จากนั้นตอบมาตรภาพลักษณ์ทางศีลธรรมส่วนตนที่แทรกอยู่ในแบบประเมินอีกชุดหนึ่งอีกครั้งหนึ่ง ผลการวิเคราะห์สมมุติฐานที่ 1 ด้วย independent sample t-test พบว่า กลุ่มที่ได้รับการเหนี่ยวนำความทรงจำศีลธรรมมีแนวโน้มที่จะโกงน้อยกว่ากลุ่มควบคุม แต่ความแตกต่างที่พบไม่ถึงระดับนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นจึงไม่พบหลักฐานที่สนับสนุนปรากฏการณ์ให้สิทธิพิเศษทางศีลธรรมแก่ตนเอง ส่วนการทดสอบสมมุติฐานที่ 2 พบว่าอิทธิพลทางทางอ้อมของการเหนี่ยวนำความทรงจำทางศีลธรรมส่งผ่านของภาพลักษณ์ทางศีลธรรมส่วนตนไม่มีนัยสำคัญ พบเพียงว่าการเหนี่ยวนำความทรงจำศีลธรรมกระตุ้นให้บุคคลมีภาพลักษณ์ทางศีลธรรมส่วนตนที่สูงขึ้น แต่ระดับภาพลักษณ์ทางศีลธรรมไม่สัมพันธ์กับพฤติกรรมโกง ส่วนการวิเคราะห์สมมุติฐานที่ 3 พบว่าความคลุมเครือของสถานการณ์ไม่มีอิทธิพลกำกับอิทธิพลทางอ้อมของการเหนี่ยวนำความทรงจำศีลธรรมที่ส่งผ่านภาพลักษณ์ทางศีลธรรมส่วนตนไปยังพฤติกรรมโกง นอกจากนี้ เพื่อทดสอบสมมุติฐานที่ 4 กลไกที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์การให้สิทธิพิเศษทางศีลธรรมแก่ตนเองเป็นไปตามแบบจำลองเครดิตทางศีลธรรมหรือแบบจำลองการรับรองทางศีลธรรม ผู้วิจัยนำข้อมูลเฉพาะผู้ที่แสดงพฤติกรรมโกงไปทดสอบความแปรปรวนสามทาง ระหว่าง 2(การเหนี่ยวนำความทรงจำศีลธรรม) x 2(ความคลุมเครือของสถานการณ์) และ 2(ช่วงเวลาที่วัดภาพลักษณ์ทางศีลธรรม) ผลพบว่าโดยรวมคะแนนภาพลักษณ์ทางศีลธรรมลดลงหลังจากการโกงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ไม่มีอิทธิพลปฏิสัมพันธ์ตัวใดมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม ผลวิเคราะห์อิทธิพลหลักย่อยพบว่า มีเพียงเงื่อนไขที่มีการเหนี่ยวนำความทรงจำศีลธรรมเท่านั้นที่คะแนนภาพลักษณ์ทางศีลธรรมลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่คลุมเครือหรือไม่ แม้จะไม่พบหลักฐานพฤติกรรมการให้สิทธิพิเศษทางศีลธรรมแก่ตนเอง แต่ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า ตัวตนทางศีลธรรมสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อถูกเหนี่ยวนำให้นึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับพฤติกรรมศีลธรรม และการเหนี่ยวนำความทรงจำเกี่ยวกับพฤติกรรมศีลธรรมอาจทำให้บุคคลทำพฤติกรรมที่ผิดศีลธรรมน้อยลง ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในการออกแบบสถานการณ์หรือการแทรกแซงที่ช่วยลดพฤติกรรมโกงได้


ความสัมพันธ์ระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงาน และความผูกพันในงาน โดยมีอายุทางอัตวิสัย และการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านในกลุ่มบุคลากรอาวุโส, มนัส อุ่นใจ Jan 2023

ความสัมพันธ์ระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงาน และความผูกพันในงาน โดยมีอายุทางอัตวิสัย และการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านในกลุ่มบุคลากรอาวุโส, มนัส อุ่นใจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลส่งผ่านของการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการและอายุทางอัตวิสัยต่อความสัมพันธ์ระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงานและความผูกพันในงานของบุคลากรอาวุโส โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างบุคลากรอาวุโสที่ปฏิบัติงานกับองค์กรเอกชนในประเทศไทย จำนวน 208 คน มีอายุระหว่าง 40 ถึง 65 ปี ใช้แบบสอบถามออนไลน์ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน รวมทั้งการวิเคราะห์สถิติการทดสอบตัวแปรส่งผ่าน ผลการวิจัยพบว่า ความสนุกในสถานที่ทำงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความผูกพันในงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .54, SE = .09, 95% ของช่วงชั้นความเชื่อมั่น [.464, .815], p < .01) การเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงานและความผูกพันในงาน (β = .10, SE = .04, 95% ของช่วงชั้นความเชื่อมั่น [.023, .196]) ในขณะที่ อายุทางอัตวิสัยไม่ใช่ตัวแปรส่งผ่านระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงานและความผูกพันในงาน สรุปได้ว่าการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านบางส่วนระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงานและความผูกพันในงานในบุคลากรอาวุโส เมื่อความสนุกในสถานที่ทำงานสูงบุคลากรอาวุโสมีแนวโน้มที่จะเกิดการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการและส่งผลไปยังความผูกพันในงานในที่สุด ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับองค์การเพื่อนำไปออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงานและพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการให้เหมาะสมกับบุคลากรอาวุโส


นโยบายต่างประเทศในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) หลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112, กานต์ธิดา ทวีคูณ Jan 2023

นโยบายต่างประเทศในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) หลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112, กานต์ธิดา ทวีคูณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาและวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศของสยามในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ในช่วงเกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ตลอดจนเสด็จประพาสยุโรป ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงล่าอาณานิคมจักรวรรดิชาติตะวันตก สยามเองถูกภัยคุกคามจากประเทศมหาอำนาจที่เข้ามาล่าอาณานิคมในแถบอินโดจีนได้แก่ อังกฤษและฝรั่งเศส ส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 เป็นกรณีพิพาทระหว่างสยามกับฝรั่งเศสเหนือดินแดนด้านตะวันออกของสยามบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากต่างฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนดังกล่าวนำไปสู่กรณีพิพาทที่มีการใช้กำลัง แม้ว่าความขัดแย้งเรื่องดินแดนแถบแม่น้ำโขงนั้นไม่ได้ถูกยกระดับให้กลายเป็นสงคราม แต่ถือเป็นความท้าทายความมั่นคง ส่งผลให้รัชกาลที่ 5 เปลี่ยนแปลงประเทศให้มีความทันสมัย รวมไปถึงดำนเนินนโยบายต่างประเทศแบบเชิงรุกเสด็จประพาสต่างประเทศได้แก่ ประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในอาณานิคมของมหาอำนาจประเทศในยุโรป เพื่อให้สยามมีสถานะในระบบสังคมโลก และเป็นที่รู้จักรวมไปถึงไปดูความเจริญที่เกิดขึ้นในประเทศแถบยุโรปและนำมาปรับให้ในสยาม ไม่ให้ประเทศใดอ้างความล้าหลังในการเข้ามายึดครองได้ โดยการวิจัยนี้ใช้กรอบแนวคิดสำนักอังกฤษ (English School) มาใช้ในการวิเคราะห์งานวิจัย


อิทธิพลของทุนทางจิตวิทยา การตีตรา และการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษ, กุลชาติ รังสิมันต์ Jan 2023

อิทธิพลของทุนทางจิตวิทยา การตีตรา และการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษ, กุลชาติ รังสิมันต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของทุนทางจิตวิทยาและการตีตราที่มีต่อการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษ ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการส่งเสริมการให้โอกาสแก่ผู้พ้นโทษในด้านการจ้างงาน โดยผู้วิจัยได้ทำการวิจัยเชิงปริมาณ ทำการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามในรูปแบบออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีความสามารถในการจ้างงาน จำนวนทั้งสิ้น 380 คน ผลการวิจัยพบว่า ทุนทางจิตวิทยานั้นมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ ส่วนการตีตรานั้นก็มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษเช่นเดียวกัน โดยการตีตรามีขนาดอิทธิพลมากกว่าทุนทางจิตวิทยา นอกจากนี้ยังพบว่าทุนทางจิตวิทยามีความสัมพันธ์ในทางบวกกับการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การตีตรามีความสัมพันธ์ในทางลบกับการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และอายุมีความสัมพันธ์กันในทางบวกกับทุนทางจิตวิทยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับข้อเสนอแนะ คือ ภาครัฐอาจมีมาตรการนำร่องในการส่งเสริมการจ้างงานผู้พ้นโทษในกลุ่มผู้สูงวัยที่มีความต้องการจ้างแรงงาน โดยมีมาตรการและสิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น มาตรการด้านลดหย่อนภาษี มาตรการด้านการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้จ้างงานและทรัพย์สินต่าง ๆ เพื่อเป็นการจูงใจและสร้างความมั่นใจให้กับผู้จ้างงาน จากนั้นจึงค่อยขยายผลส่งเสริมการจ้างงานผู้พ้นโทษไปสู่กลุ่มช่วงอายุอื่น ๆ ต่อไป


บทบาทภาครัฐในการส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม: กรณีศึกษา โครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, แคทลียา ศรีสวัสดิ์ Jan 2023

บทบาทภาครัฐในการส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม: กรณีศึกษา โครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, แคทลียา ศรีสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาบทบาทของภาครัฐในการส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม ผ่านโครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการดำเนินการของภาครัฐไทยในการยกระดับผลไม้แปรรูป 2. เพื่อวิเคราะห์ผลการดำเนินการและความท้าทายของภาครัฐไทยในการยกระดับผลไม้แปรรูป โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ และใช้กรอบแนวคิดการเป็นผู้ประกอบการทางนโยบาย (Policy Entrepreneurs) มาประกอบการวิเคราะห์ จากการศึกษาพบว่า ภาครัฐ โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้ประกอบการนโยบายที่มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมผลไม้แปรรูป มีภารกิจในการพัฒนาบุคลากรให้เข้าสู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม เพิ่มผลิตภาพและคุณภาพสินค้าเกษตรแปรรูปด้วยเครื่องจักร เทคโนโลยี นวัตกรรม และการจัดการ ให้มีความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังมีบทบาทในการส่งเสริมการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ การประกอบการนโยบายของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม อาศัยอิทธิพลของกระแสหน้าที่ กระแสนโยบาย และกระแสปัญหา ทำให้ภาครัฐต้องพัฒนานโยบายและโครงการที่เน้นการแปรรูปผลไม้ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมและสร้างความสามารถในการแข่งขัน


การกำหนดกำลังรบทางเรือของสหรัฐอเมริกาเพื่อรักษาความเป็นมหาอำนาจนำระดับโลก :กรณีศึกษาสถานการณ์จำลองยุทธ์บริเวณช่องแคบไต้หวัน, เจนยุทธ นิมา Jan 2023

การกำหนดกำลังรบทางเรือของสหรัฐอเมริกาเพื่อรักษาความเป็นมหาอำนาจนำระดับโลก :กรณีศึกษาสถานการณ์จำลองยุทธ์บริเวณช่องแคบไต้หวัน, เจนยุทธ นิมา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ สำรวจเอกสารยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาผ่านมุมมองทฤษฎีสัจนิยมเชิงรุก (Offensive Realism) ในประเด็นการแสวงหาอำนาจให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นการรับประกันการอยู่รอดที่ดีที่สุด และเชื่อมโยงการคาดการณ์ของทฤษฎีสัจนิยมเชิงรุกที่ชี้ว่ามีโอกาสสูงที่จะเกิดสงครามระหว่างมหาอำนาจ ไปสู่สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน โดยหยิบยกกรณีศึกษาสถานการณ์จำลองยุทธ์บริเวณช่องแคบไต้หวัน เพื่อวิเคราะห์ว่าสหรัฐฯ กำหนดกำลังรบทางเรืออย่างไร เพื่อรักษาความได้เปรียบในสถานการณ์รบบริเวณช่องแคบไต้หวัน ในยุคสมัยประธานาธิบดี โจ ไบเดน และนำไปสู่ข้อเสนอในการกำหนดกำลังรบทางเรือในอนาคตต่อไป จากการศึกษาพบว่า สหรัฐฯ มีนโยบายในการแสวงหาอำนาจให้ได้มากที่สุดตามทฤษฎีสัจนิยมเชิงรุก 6 วิธี ได้แก่ การเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ (internal balancing) การข่มขู่และการบีบบังคับ (blackmail) การถ่วงดุลอำนาจนอกชายฝั่ง (offshore balancing) การแสวงหาพันธมิตร (external balancing) การทำสงคราม (war) และการกัดเซาะอำนาจ (bloodletting) รวมทั้งการไม่ดำเนินยุทธศาสตร์เข้าร่วมเป็นพวก (bandwagoning) และไม่ดำเนินนโยบายโอนอ่อนผ่อนตาม (appeasement) กับมหาอำนาจคู่แข่ง และผลจากการจำลองยุทธ์บริเวณช่องแคบไต้หวันนั้น สหรัฐฯ เป็นฝ่ายชนะจีนและกำลังทางเรือของสหรัฐฯ ยังคงความได้เปรียบทั้งจำนวนอาวุธปล่อยนำวิถีและขีดความสามารถของเรือดำน้ำ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ต้องการเวลาล่วงหน้าเพื่อเคลื่อนกำลังเข้าสู่พื้นที่การรบ ดังนั้น การข่าวกรองเกี่ยวกับการบุกไต้หวันจึงเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ และในกรณีที่การรบยืดเยื้อ สหรัฐฯ ควรสร้างฐานทัพเรือส่วนหน้าใกล้กับเกาะไต้หวัน เพื่อลดเวลาในการเดินทางเข้าพื้นที่การรบ และเป็นฐานส่งกำลังบำรุงเมื่อเกิดความขัดแย้งในบริเวณนี้


ปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาลฮุน เซน ปี 1997, จุฑารัตน์ พ่วงขุมทรัพย์ Jan 2023

ปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาลฮุน เซน ปี 1997, จุฑารัตน์ พ่วงขุมทรัพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาล ฮุน เซน ปี 1997 ถึงแม้ว่า หลังจากการรัฐประหาร ฮุน เซน จะถูกมองว่าขาดความชอบธรรมทางการเมือง ถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร จึงทำให้ ฮุน เซน ดำเนินนโยบายต่างประเทศเอนเอียงเข้าหาจีน เนื่องจากจีนเป็นประเทศแรกที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองของกัมพูชา จีนให้ความชอบธรรม ให้ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และให้การสนับสนุนระบบอุปถัมภ์ของ ฮุน เซน ซึ่งการช่วยเหลือของจีนมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อกัมพูชา ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและจีนใกล้ชิดกันมากขึ้น ผลจากการศึกษาพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อนโยบายของกัมพูชาที่เอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาล ฮุน เซน ปี 1997 แบ่งออกเป็น ปัจจัยภายนอก ได้แก่ 1) แรงกดดันจากนานาชาติ และ 2) ท่าทีของประเทศที่ยอมรับรัฐบาล ฮุน เซน และ ปัจจัยภายใน ได้แก่ 1) การรักษาความชอบธรรมทางการเมือง 2) การกำจัดคู่แข่งทางการเมือง และ 3) การพึ่งพาจีนเพื่อเสริมสร้างผลประโยชน์ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของ ฮุน เซน โดยสิ่งที่กล่าวไปข้างต้นเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้นโยบายของกัมพูชาเอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น


ทุนนิยมโลกและจีนในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในช่วงยุคศตวรรษที่ 21, ชิดณรงค์ หงษ์เขียว Jan 2023

ทุนนิยมโลกและจีนในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในช่วงยุคศตวรรษที่ 21, ชิดณรงค์ หงษ์เขียว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษาความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนผ่านยุทธศาสตร์และนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศร่วมสมัยท่ามกลางระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกเพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนในฐานะแกนกลางและประเทศในแอฟริกาในฐานะชายขอบตามทฤษฎีระบบโลก (World Systems) โดยสารนิพนธ์จะนำเสนอบทบาทความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก เพื่อเป็นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานะความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนผ่านมุมมองของทฤษฎีเป็นส่วนแรกก่อนนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับยุทธศาสตร์และนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศร่วมสมัยของจีนเพื่อทราบถึงบทบาทความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนในภูมิภาคแอฟริกาภายใต้บริบทโครงสร้างการเมืองโลก ซึ่งมีความสำคัญต่อการศึกษาในส่วนสุดท้ายคือ การศึกษาวิเคราะห์จีนในฐานะแกนกลางที่ดำเนินความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในแอฟริกา โดยส่วนวิเคราะห์จะสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและข้อได้เปรียบทางโครงสร้างการเมืองโลก รวมถึงการสถาปนาความสัมพันธ์ของแกนกลางและชายขอบผ่านยุทธศาสตร์ร่วมสมัยในแต่ละมิติ ซึ่งมีลักษณะที่เป็นพลวัตเชิงมิติที่หลากหลายผ่านกรอบของทฤษฎีระบบโลก


นโยบายต่างประเทศของเวียดนามต่อจีนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์หลังสงครามเย็น : การขึ้นต่อกันระหว่างเวียดนามและจีน (ค.ศ.1991 - 2023), ณัฐพงษ์ ตระกูลเกียรติ Jan 2023

นโยบายต่างประเทศของเวียดนามต่อจีนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์หลังสงครามเย็น : การขึ้นต่อกันระหว่างเวียดนามและจีน (ค.ศ.1991 - 2023), ณัฐพงษ์ ตระกูลเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและจีนที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อันเนื่องมาจากการมีประวัติศาสตร์ร่วมกันตั้งแต่ในอดีต ความคล้ายคลึงกันทางอุดมการณ์ และความใกล้ชิดทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังสิ้นสุดสงครามเย็นความสัมพันธ์ ทั้ง 2 ประเทศ เรียกได้ว่าเป็นการขึ้นต่อกัน (Interdependence) ซึ่งมีลักษณะของการร่วมมือและการแข่งขัน สารนิพนธ์ฉบับนี้จะสำรวจมิติต่าง ๆ ของความสัมพันธ์ดังกล่าว และปัจจัยในการดำเนินนโยบายของเวียดนามต่อจีน เวียดนามและจีนมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน ทั้ง 2 ประเทศมีความเกี่ยวพันกันมาหลายศตวรรษ โดยจีนมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีช่วงของความขัดแย้งและความตึงเครียดเป็นระยะ ๆ รวมถึงข้อพิพาทดินแดนในทะเลจีนใต้ที่ยังดำเนินอยู่ การสิ้นสุดของสงครามเย็นส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและจีน เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายและสหรัฐฯ กลายเป็นมหาอำนาจเดี่ยว ทั้งเวียดนามและจีนต้องทบทวนลำดับความสำคัญด้านนโยบายต่างประเทศ การขึ้นต่อกันระหว่างเวียดนามและจีนในยุคหลังสงครามเย็น ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง และวัฒนธรรม แม้ว่าทั้ง 2 ประเทศจะมีผลประโยชน์ร่วมกัน แต่ยังมีความท้าทายและความตึงเครียดสำคัญที่ต้องบริหารจัดการ ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและจีนยังคงได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ พลวัตความมั่นคงในภูมิภาค และอิทธิพลของประชาชน การจัดการความสัมพันธ์นี้จะต้องอาศัยการทูตอย่างระมัดระวัง การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ และความเต็มใจในการมีส่วนร่วมการเจรจาและความร่วมมือ แม้ในยามที่เผชิญกับความท้าทายและความขัดแย้ง


การจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการและความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบัน ​กรณีศึกษาสวัสดิการกรมทรัพยากรน้ำ, ดลพร พิมลพันธุ์ Jan 2023

การจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการและความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบัน ​กรณีศึกษาสวัสดิการกรมทรัพยากรน้ำ, ดลพร พิมลพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษางานวิจัยนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อวิเคราะห์และอธิบายรูปแบบสวัสดิการข้าราชการและสวัสดิการภายในส่วนราชการ 2. เพื่อวิเคราะห์และอธิบายความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบัน 3. เพื่อวิเคราะห์และอธิบายการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ และ 4. เพื่อเสนอแนะการจัดสวัสดิการที่เหมาะสมต่อความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบัน โดยเป็นการศึกษาโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 14 คน ผลการศึกษา พบว่า 1) สวัสดิการข้าราชการสามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือ สวัสดิการที่ไม่มีเงื่อนไขและสวัสดิการที่มีเงื่อนไข ในขณะที่สวัสดิการกรมทรัพยากรน้ำเป็นสวัสดิการที่มีการกำหนดเงื่อนไข โดยเน้นไปที่การสงเคราะห์เป็นหลัก 2) ความต้องการสวัสดิการของข้าราชการในปัจจุบันแบ่งได้เป็น 3 ด้าน คือ สวัสดิการเกี่ยวกับตนเอง สวัสดิการด้านเงินทุน และสวัสดิการยืดหยุ่น 3) การจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการของกรมทรัพยากรน้ำเป็นการดำเนินการโดยคณะกรรมการการจัดสวัสดิการ ซึ่งมีข้อจำกัดที่สำคัญคือ การจัดหารายได้ และจำนวนเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการไม่เพียงพอ 4) การจัดสวัสดิการส่วนใหญ่เป็นรูปแบบที่มีการกำหนดเงื่อนไขการขอรับสิทธิ์ จึงทำให้สมาชิกบางคนไม่สามารถขอใช้สิทธิ์ได้ ดังนั้นการจัดสวัสดิการจึงต้องให้ความสำคัญกับการกำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสม ประกอบกับการจัดหารายได้เพิ่มเติม เพื่อให้การจัดสวัสดิการสามารถตอบสนองความต้องการของทุกคนได้มากที่สุด


ภาพยนตร์ฟอร์เรสท์ กัมพ์ กับการประกอบสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองอเมริกัน, ธนภัทร จตุรชัยเดช Jan 2023

ภาพยนตร์ฟอร์เรสท์ กัมพ์ กับการประกอบสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองอเมริกัน, ธนภัทร จตุรชัยเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาบทบาทของภาพยนตร์เรื่อง "ฟอร์เรสท์ กัมพ์" ในการประกอบสร้าง สร้างความตระหนักรู้และอัตลักษณ์ทางการเมืองผ่านการฉายภาพ อุดมคติ และค่านิยมให้กับชาวอเมริกัน มีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบคำถามว่า "Forrest Gump" กำหนดเอกลักษณ์ทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาในยุคหลังสงครามเย็นได้อย่างไร โดยใช้กรอบแนวคิด "วัฒนธรรมสมัยนิยมและอัตลักษณ์ทางการเมือง" และ "บทบาทและวัตถุประสงค์ของภาพยนตร์" การศึกษาพบว่ายุคหลังสงครามเย็นซึ่งถูกมองว่าเป็นยุคแห่งชัยชนะของอเมริกา สอดคล้องกับความเชื่อที่ว่าอเมริกาเป็นชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรร อย่างไรก็ตาม อย่างไรก็ดี การไม่มีศัตรูจากภายนอกไม่ได้ทำให้ขวัญกำลังใจของชาติดีขึ้นแต่อย่างใด ประกอบกับความล้มเหลวในสงครามเวียดนามหรือที่เรียกว่า "เวียดนามซินโดรม" ชาวอเมริกันจึงต้องการบางสิ่งบางอย่างเพื่อปลุกขวัญกำลังใจ ภาพยนตร์ฟอร์เรสท์กัมพ์ เติมเต็มความต้องการนี้ด้วยการสร้างประวัติศาสตร์ที่เรียบง่ายขึ้นมาใหม่ โดยเปลี่ยนเรื่องราวที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องราวทางศีลธรรมเพื่อสร้างฉันทามติทางสังคมใหม่ กระบวนการนี้เกิดขึ้นภายในบริบทของศีลธรรมที่แตกร้าวในโลกยุคหลังสงครามเย็น


ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์, ธมนวรรณ สายวัฒนาสุข Jan 2023

ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์, ธมนวรรณ สายวัฒนาสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการขยายอิทธิพลของจีนในทะเลจีนใต้ส่งผลอย่างไรต่อยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ที่มีเป้าหมายคือการรักษาสมดุลของอำนาจในทะเลจีนใต้ โดยใช้กรอบทฤษฎีสัจ-นิยมเชิงป้องกันมาใช้ประกอบการวิเคราะห์ปัจจัยการปรับทิศทางการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ผ่านระบบพันธมิตรที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายด้านความมั่นคงของฟิลิปปินส์ ผลการศึกษาพบว่าการขยายอิทธิพลของจีนที่เพิ่มมากขึ้นในทะเลจีนใต้เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการปรับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทหารของฟิลิปปินส์ โดยการขยายอิทธิพลของจีนดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิของฟิลิปปินส์ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในทะเลจีนใต้ นำมาซึ่งความต้องการของฟิลิปปินส์ที่จะรักษาอาณาเขตของฟิลิปปินส์และเสถียรภาพในทะเลจีนใต้ ส่งผลให้ฟิลิปปินส์ภายใต้การนำของประธานาธิบดี มาร์กอส จูเนียร์ ปรับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงโดยอาศัยการถ่วงดุลอำนาจทั้งจากภายในและภายนอก อาทิ การเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและการรวมกลุ่มพันธมิตรอย่างการกลับมากระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความมั่นคงของฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ แนวทางการสร้างสมดุลของอำนาจในอนาคต ฟิลิปปินส์ควรสร้างสมดุลให้มากขึ้นผ่านการเพิ่มความร่วมมือกับมหาอำนาจระดับกลางอย่างอินเดียและการผลักดันการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ภายใต้กรอบกลไกของอาเซียน


การเปลี่ยนแปลงท่าทีของเกาหลีใต้ต่อประเด็นเกาหลีเหนือในสมัยรัฐบาลมุนแจอินกับยุนซอกยอล, ธิดารัตน์ กลิ่นหอม Jan 2023

การเปลี่ยนแปลงท่าทีของเกาหลีใต้ต่อประเด็นเกาหลีเหนือในสมัยรัฐบาลมุนแจอินกับยุนซอกยอล, ธิดารัตน์ กลิ่นหอม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เกาหลีใต้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ทุก ๆ 5 ปี เป็นที่ทราบกันดีว่าหากเกาหลีใต้ในรัฐบาลแนวก้าวหน้าอย่างเช่น ในสมัยของมุนแจอินมีท่าทีที่เป็นมิตรต่อเกาหลีเหนือและพยายามลดการพึ่งพาจากประเทศมหาอำนาจ ขณะที่หากเกาหลีใต้ภายใต้รัฐบาลแนวอนุรักษ์นิยมมีท่าทีแข็งกร้าวต่อเกาหลีเหนือและสร้างความใกล้ชิดกับประเทศมหาอำนาจมากขึ้น ในขณะเดียวกันเกาหลีเหนือปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์โดยคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดเพียงคนเดียวเป็นเวลายาวนาน ต่างก็มีท่าทีต่อเกาหลีใต้เปลี่ยนไปตามแต่ละสมัยของรัฐบาลเกาหลีใต้เช่นกัน โดยสารนิพนธ์ฉบับนี้สำรวจถึงเหตุปัจจัยที่ส่งผลกับท่าทีของเกาหลีใต้ต่อประเด็นเกาหลีเหนือระหว่างรัฐบาลมุนแจอินและรัฐบาลยุนซอกยอลในปัจจุบันซึ่งมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกัน ผ่านแนวคิดสัจนิยมคลาสสิกใหม่ (Neoclassical Realism) ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยภายใน ได้แก่ อุดมการณ์ทางการเมือง ทัศนคติ ความคิด ความเชื่อของตัวผู้นำ รวมถึงระบอบการเมืองในประเทศ พรรคการเมือง สถานการณ์ในประเทศที่เผชิญอยู่ หรือแม้แต่ค่านิยมของประชาชน ส่งผลต่อการดำเนินนโยบายของเกาหลีใต้ต่อเกาหลีเหนือไม่น้อยไปกว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศระหว่างเกาหลีใต้และประเทศมหาอำนาจ


ประสิทธิภาพของระบบรับแจ้งความออนไลน์เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ปรัชญาพร บุญทูล Jan 2023

ประสิทธิภาพของระบบรับแจ้งความออนไลน์เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ปรัชญาพร บุญทูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐก่อนและหลังการใช้ระบบรับแจ้งความออนไลน์เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งการสำรวจปัญหาและอุปสรรคเพื่อพัฒนาเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อไป การศึกษาครั้งนี้นับว่าเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการวิจัยทางเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยคำถามแบบกึ่งโครงสร้าง โดยเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ บุคลากรสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน และประชาชนผู้เสียหายจากคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ขณะเดียวกันผู้วิจัยได้ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาพรรณนาบรรยายข้อมูลภายใต้กรอบแนวคิดที่กำหนดขึ้น ผลการวิจัยพบว่า ระบบรับแจ้งความออนไลน์เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีก่อให้เกิดประสิทธิภาพการบริการภาครัฐ กล่าวคือ กระบวนการทำงานที่มีแบบแผนมีขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานมากขึ้น ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดของมนุษย์ มีการใช้เทคนิควิธีที่เอื้อต่อการปฏิบัติงานให้ถูกต้อง รวดเร็ว อีกทั้งเป็นการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนผู้เสียหายสามารถแจ้งเหตุได้ทุกที่และทุกเวลา อันก่อให้เกิดความพึงพอใจต่อผู้รับบริการ นอกจากนี้ การลงทุนในการพัฒนาระบบ e-Service นี้จะส่งผลให้เกิดความคุ้มค่าในระยะยาว ทั้งนี้ ปัญหาอุปสรรคที่ค้นพบ อาทิ การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลที่ยังไม่สมดุลกับปริมาณคดี ความไม่เสถียรของระบบ การสื่อสารและประชาสัมพันธ์การใช้งานระบบยังไม่ครอบคลุมกับประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ยังมีข้อจำกัดในทางกฎหมายอยู่บ้าง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ควรได้รับการแก้ไขเพื่อให้การบริการประชาชนและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินไปอย่างไร้รอยต่อ


ซีรีส์เรื่อง D.P. (Deserter Pursuit) กับระบบการเกณฑ์ทหารของเกาหลีใต้, ปัญญวัชร์ วัชรกาฬ Jan 2023

ซีรีส์เรื่อง D.P. (Deserter Pursuit) กับระบบการเกณฑ์ทหารของเกาหลีใต้, ปัญญวัชร์ วัชรกาฬ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วัฒนธรรมในระบบการเกณฑ์ทหารของกองทัพประเทศเกาหลีใต้ ผ่านการวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่อง Deserter Pursuit ศึกษาจุดแข็งจุดอ่อนของค่านิยมและวัฒนธรรมอันทำให้เกิดการกระทำความผิด การหนีทหาร และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกองทัพเกาหลีใต้ ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพเชิงเอกสารและสื่อภาพยนตร์เป็นหลัก โดยเน้นในส่วนของวัฒนธรรม และค่านิยมของคนเกาหลีใต้ มาประกอบการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า บทของภาพยนตร์เรื่อง Deserter Pursuit อาจเป็นเครื่องมือของผู้กำกับและอุตสาหกรรมภาพยนตร์เชิงสะท้อนสังคม ในการตีแผ่ภาพลักษณ์ด้านลบของกองทัพ แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวนั้นก็ทำให้กองทัพในฐานะตัวแสดงของรัฐ มีท่าทีโต้ตอบ ในแบบของการแก้ไขเพิ่มเติมนโยบาย ข้อกฎหมาย ทางความมั่นคงของประเทศ เพื่อแสดงให้เห็นว่ากองทัพเกาหลีใต้สามารถปรับปรุง เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของการเข้ารับราชการทหารให้อยู่ในกรอบของสิทธิมนุษยชน มีมนุษยธรรมภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย จึงนับเป็นความท้าทายทั้งต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์สะท้อนสังคมและกองทัพเกาหลีใต้ ที่ต้องเดินหน้าปรับปรุงนโยบายเพื่อให้สามารถรักษาดุลยภาพระหว่างความมั่นคงแห่งชาติและสิทธิมนุษยชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การยืนกรานในการอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ในการดำเนินยุทธศาสตร์การต่างประเทศของจีน, พสุพิชญ์ ดิษฐบรรจง Jan 2023

การยืนกรานในการอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ในการดำเนินยุทธศาสตร์การต่างประเทศของจีน, พสุพิชญ์ ดิษฐบรรจง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้มุ่งศึกษาถึงเหตุผลเบื้องหลังการที่จีนยืนหยัดที่จะใช้การอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ (South China Sea: SCS) ซึ่งเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงระหว่างนโยบายต่างประเทศของจีนกับการเมืองภายในประเทศและยุทธศาสตร์ทางภูมิรัฐศาสตร์ การยืนหยัดในสิทธิทางประวัติศาสตร์ที่ฝังรากลึกนี้เป็นหัวใจสำคัญของท่าทีที่เด็ดขาดของจีนในภูมิภาค ทั้งยังสะท้อนถึงความทะเยอทะยานในภูมิรัฐศาสตร์ของจีนที่ขยายตัวอีกด้วย งานวิจัยนี้จึงแบ่งออกเป็นสี่ส่วนหลักที่อธิบายมุมมองต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงเหตุผลและปัจจัยของการอ้างสิทธิ์ของจีนอย่างยาวนาน และศึกษาวิวัฒนาการของนโยบายต่างประเทศจีนที่เกี่ยวข้องกับทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เกิดความตึงเครียดกับฟิลิปปินส์และประเทศอื่นๆในข้อขัดแย้ง ที่จีนยังคงใช้เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์เพื่อสนับสนุนอธิปไตยของตน แม้คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการในปี 2016 จะยืนยันว่าข้อเรียกร้องของจีนขัดต่อกฎหมายทะเลของสหประชาชาติ แต่จีนก็ยังยึดมั่นในข้ออ้างของตนอย่างแข็งกร้าว นำไปสู่การศึกษาการเมืองภายในของจีนตั้งแต่ยุคการเปลี่ยนผ่านผู้นำของจีนอย่างหูจิ่นเทาจนถึงสมัยยุคปัจจุบันของสีจิ้นผิง โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงทางอุดมการณ์และยุทธวิธีทางการเมืองของผู้นำจีนคนปัจจุบันที่มุ่งรวมอำนาจโดยเชื่อมโยงการเมืองภายในกับนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวในทะเลจีนใต้ การกระทำเชิงรุกที่อ้างสิทธิเหนือดินแดนนี้แสดงถึงความพยายามสร้างความชอบธรรมทางการเมืองของจีนภายในประเทศและยุทธศาสตร์ความเป็นผู้นำของสีจิ้นผิง ผ่านการปลุกกระแสชาตินิยมและเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์เพื่อสร้างการสนับสนุนจากสาธารณชนและเสริมสร้างฐานอำนาจ กลยุทธ์นี้สะท้อนท่าทีของนโยบายต่างประเทศจีนที่ไม่ยอมถอยในประเด็นทะเลจีนใต้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติก็ตาม โดยสรุปสารนิพนธ์นี้จึงสรุปถึงปัจจัยของการยืนยันในการอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ทางทะเลจีนใต้จากประโยชน์ที่จีนได้รับ เช่น การควบคุมทรัพยากรทางทะเล การใช้ลัทธิชาตินิยมเพื่อรวบรวมการสนับสนุนจากสาธารณชน และการรักษาเสถียรภาพของพรรคคอมมิวนิสต์จีน การอ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้นำจีนใช้เพื่อรวมอำนาจ สารนิพนธ์นี้ผสานการวิเคราะห์ระหว่างนโยบายต่างประเทศ การเมืองภายใน และยุทธศาสตร์ความเป็นผู้นำ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างครอบคลุมว่าทำไมจีนยังคงยืนหยัดในข้ออ้างทางประวัติศาสตร์ของตนในทะเลจีนใต้ โดยแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยภายในและความทะเยอทะยานระหว่างประเทศของจีนที่ทำให้ข้อเรียกร้องนี้ยังคงเป็นประเด็นสำคัญต่อไป


บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านการสาธารณสุขกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย, พิชญ์พล วราภรณ์นิลอุบล Jan 2023

บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านการสาธารณสุขกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย, พิชญ์พล วราภรณ์นิลอุบล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษา บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านการสาธารณสุขกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย โดยอธิบายการสร้างบรรทัดฐานระหว่างประเทศขององค์การระหว่างประเทศ ซึ่งนอกจากจะสร้างบรรทัดฐานแล้ว องค์การระหว่างประเทศยังผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตาม ประเทศที่นำบรรทัดฐานเหล่านี้ไปปฏิบัติจะต้องพบเจอกับการปะทะระหว่างบรรทัดฐานเดิมกับบรรทัดฐานใหม่ รวมถึงการถกเถียงจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย สารนิพนธ์ฉบับนี้เน้นวิเคราะห์อิทธิพลขององค์การระหว่างประเทศในฐานะผู้สร้างบรรทัดฐานระหว่างประเทศต่อการกำหนดนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทย จากการศึกษาพบว่า บรรทัดฐานระหว่างประเทศซึ่งได้รับการผลักดันโดยองค์การอนามัยโลกก่อให้เกิดความสำเร็จในการจัดตั้งหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่เข้มแข็ง ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้มงวด แต่ผลลัพธ์ของการนำนโยบายที่เข้มงวดมาบังคับใช้กลับไม่ได้มีประสิทธิภาพดังที่หน่วยงานสาธารณสุขคาดหวังไว้ ทำให้หน่วยงานเหล่านี้ต้องการเพิ่มระดับความเข้มงวดในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งความพยายามดังกล่าวอาจมองได้ว่าใช้ต้นทุนมากจนเกินไป และสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังอาจขัดกับบรรทัดฐานระหว่างประเทศในด้านอื่น โดยเฉพาะด้านการค้า ทั้งนี้ช่วงทศวรรษ 2020 ปัญหาเรื่องนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกทำให้เป็นประเด็นการเมือง ปรากฏเห็นด้วยว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มคัดค้านกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น ทำให้เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลไทยในการจัดการปัญหาภายในประเทศ ควรอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยจะต้องทบทวนความคุ้มค่าของการกำหนดนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกครั้ง โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพตามหลัก SAFER เพื่อหามาตรการที่คุ้มทุนและมีประสิทธิผล การนำหลัก SAFER มาประยุกต์ใช้กับการออกแบบนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศจะหยั่งผลได้ดีกว่าเพื่อส่งเสริมทั้งการสาธารณสุขและเศรษฐกิจ


หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านไซเบอร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับออสเตรเลีย, พีรทร พิทักษ์เกียรติยศ Jan 2023

หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านไซเบอร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับออสเตรเลีย, พีรทร พิทักษ์เกียรติยศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านไซเบอร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับออสเตรเลีย โดยอาศัยกรอบทฤษฎีสัจนิยมคลาสสิคใหม่ เพื่อนำมาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงที่ช่วยส่งเสริมให้สหรัฐฯ ตัดสินใจเลือกออสเตรเลียเป็นส่วนสำคัญในยุทธศาสตร์ความมั่นคงระดับภูมิภาค รวมถึงการส่งเสริมให้ออสเตรเลียก้าวขึ้นมาเป็นรัฐที่มีขีดความสามารถทางไซเบอร์ขั้นสูง ผลการศึกษาพบว่า ความร่วมมือด้านไซเบอร์ระหว่างสหรัฐฯ กับออสเตรเลีย เกิดจากความร่วมมือด้านความมั่นคงที่มีมายาวนานและเป็นไปอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และเนื่องด้วยสหรัฐฯ ประสบกับภัยคุกคามจากมหาอำนาจในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิกที่ต้องการก้าวขึ้นมามีอิทธิพลเหนือสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯ ต้องหันกลับมาให้ความสำคัญแก่พันธมิตรดั้งเดิมในภูมิภาคโดยเฉพาะออสเตรเลีย การที่สหรัฐฯ สนับสนุนขีดความสามารถด้านไซเบอร์ให้แก่ออสเตรเลีย เป็นไปเพื่อให้ทั้งสหรัฐฯ และออสเตรเลียสามารถตอบสนองภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล


การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน, รัชดาภรณ์ โชติธนมิตรหิรัญ Jan 2023

การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน, รัชดาภรณ์ โชติธนมิตรหิรัญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลัก คือเพื่อศึกษาการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน การศึกษานี้ใช้กรอบทฤษฎีประกอบสร้างวิเคราะห์ความท้าทายและข้อจำกัดของการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีดังกล่าว รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบังคับใช้กฎหมาย ผลการศึกษาพบว่า ความพยายามในการใช้กฎหมายระหว่างประเทศเพื่อจัดการกับความขัดแย้งนี้ปรากฏในหลากหลายรูปแบบ เช่น การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และการประณามผ่านเวทีสหประชาชาติ อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนทางการเมืองและการตอบโต้จากรัสเซียทำให้การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศไม่สามารถเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จ การศึกษานี้จึงมุ่งเน้นการประเมินกลไกของสหประชาชาติและบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ เช่น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ และองค์การความร่วมมือว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป ซึ่งสรุปได้ว่าการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีนี้มีความท้าทายไม่น้อย สะท้อนให้เห็นว่าโลกแตกแยกทางการเมืองเพียงใด


ศึกษาการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย, วริศกิตติ์ อัครเดชารัชช์ Jan 2023

ศึกษาการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย, วริศกิตติ์ อัครเดชารัชช์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น 2) เพื่อศึกษาความเป็นมาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย 3) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย โดยใช้รูปแบบวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการศึกษาการบริหารจัดการพิพิธตลาดน้อย ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในชุมชนตลาดน้อย เขตสัมพันธ์วงศ์ กรุงเทพมหานครฯ เริ่มทำการศึกษาในเดือนเดียวกับที่พิพิธตลาดน้อยเพิ่งเปิดทำการอย่างเป็นทางการ คือเดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 พิพิธตลาดน้อยตั้งอยู่บนพื้นที่ราชพัสดุริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมทีเป็นโรงกลึงเก่าถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มประสิทธิภาพ คนในชุมชนจึงจัดประชุมและยื่นหนังสือต่อกรมธนารักษ์ในการขอพื้นที่เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์โดยได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย กรมธนารักษ์เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จึงเข้ามาพัฒนาพื้นที่สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นและส่งมอบให้กองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐบริหารจัดการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ผสานความร่วมมือกับชุมชนตามความต้องการของชุมชน เก็บรวมรวบข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ สังเกต พร้อมทั้งเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรกองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐ คนในชุมชนตลาดน้อย กลุ่มเครือข่ายสนับสนุนต่างๆ จากการศึกษาพบว่า พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจะก่อตั้งขึ้นมาได้ต้องมีรากฐานที่มั่นคงคือคนในชุมชน พิพิธภัณฑ์ต้องอาศัยความร่วมมือของชุมชนในการดำเนินภารกิจงานพิพิธภัณฑ์มิเช่นนั้นพิพิธภัณฑ์จะไร้ซึ่งชีวิตและชุมชนก็ต้องการพิพิธภัณฑ์ในลักษณะของพื้นที่สาธารณะที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน ให้เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำกิจกรรมทางสังคม ข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการพิพิธตลาดน้อยควรมีความยืดหยุ่นในการจัดการเตรียมพร้อมปรับตัว เพื่อรับมือกับปัญหาและตอบสนองความต้องการของชุมชนในฐานะพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีส่วนในการพัฒนา และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน


แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานโครงการนำร่องการให้บริการขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Extension) ภายใต้สังกัดกองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, สรารินทร์ สงวนศรี Jan 2023

แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานโครงการนำร่องการให้บริการขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Extension) ภายใต้สังกัดกองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, สรารินทร์ สงวนศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ผลการดำเนินงานโครงการนำร่องการให้บริการ ขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้สังกัดกองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินโครงการ อันจะนำไปสู่การสังเคราะห์แนวทางในการพัฒนาการดำเนินโครงการดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยงานศึกษานี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ที่รวบรวมข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสาร ประกอบกับการใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง จำนวน 10 ท่าน ด้วยการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและใช้คำถามในลักษณะปลายเปิด เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และประมวลผลตามรูปแบบการประเมินโครงการแบบจำลองแบบซิปป์ (CIPP Model) ผลการศึกษาพบว่า (1) สภาวะแวดล้อมของโครงการ มีความเชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐบาลและหน่วยเหนือ รวมถึงมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการเป้าหมาย (2) ปัจจัยนำเข้าของโครงการ ในส่วนของข้าราชการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองระดับผู้บริหารและระดับผู้ปฏิบัติการส่วนใหญ่ มีศักยภาพ ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการเป็นอย่างดี ในส่วนของงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการ ได้รับความร่วมมือจากบริษัท VFS Global และในส่วนของเครื่องมือวัสดุอุปกรณ์และสถานที่ มีเพียงพอต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ (3) กระบวนการของโครงการ สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้บริการในระดับหนึ่ง (4) ผลผลิตของโครงการ ในแง่การลดระยะเวลาในการรอรับบริการยังไม่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการ ในแง่ของการลดขั้นตอนการให้บริการสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นอย่างดี และในส่วนของการลดความแออัดของผู้รับบริการในพื้นที่ มีแนวโน้มที่จะไม่บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดด้วยค่าตัวชี้วัด สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินโครงการ พบปัญหาในด้านบุคลากร ด้านการจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนโครงการจากทางภาครัฐ และด้านความร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบาย โดยหน่วยงานควรเพิ่มการสนับสนุนในด้านการพัฒนาบุคลากร และด้านงบประมาณในการดำเนินโครงการ รวมถึงกระชับความร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายยิ่งขึ้น


ญี่ปุ่นกับการตอบรับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศด้านภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจากสมัยรัฐบาล ซินโซ อาเบะ ถึงปัจจุบัน, สุธิตา ประดิษฐ์ Jan 2023

ญี่ปุ่นกับการตอบรับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศด้านภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจากสมัยรัฐบาล ซินโซ อาเบะ ถึงปัจจุบัน, สุธิตา ประดิษฐ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานโยบายของญี่ปุ่นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพื่อศึกษาปัจจัยที่ผลักดันให้ญี่ปุ่นดำเนินการกำหนดนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันนำมาสู่การตออบคำถามว่า ญี่ปุ่นในช่วงสมัยรัฐบาลซินโซะ อาเบะ จนถึงปัจจุบัน มีท่าทีต่อกรอบ UNFCCC อย่างไร? และอะไรเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ญี่ปุ่นมีท่าทีดังกล่าว? โดยใช้ทฤษฎีระบอบระหว่างประเทศ (International Regime Theory) เป็นแนวทางวิเคราะห์ จากการศึกษายังพบว่า ญี่ปุ่นได้มีการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อให้สอดรับกับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศภายใต้กรอบ UNFCCC เช่น การกำหนดโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การกำหนดนโยบายการ ซื้อขายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ET) การเก็บภาษีคาร์บอน โครงการ Cool Earth 50 การฟื้นฟูนโยบายพลังงานของญี่ปุ่น เป็นต้น แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นมีความตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์ภายใต้กรอบ UNFCCC เนื่องจากปัจจัย อันได้แก่ ปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอกของญี่ปุ่น ทั้งนี้ญี่ปุ่นยังมีรูปแบบลักษณะของ Neoliberalism หรือทฤษฎีเสรีนิยมใหม่ ซึ่งการดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบกติกา เพื่อนําไปสู่การบรรลุเป้าหมายร่วมกัน งานวิจัยนี้จึงมีความสำคัญในการเพิ่มความเข้าใจถึงบทบาทและท่าทีของญี่ปุ่นต่อการตอบรับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศด้านภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง รวมทั้งการรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลกของญี่ปุ่น ในช่วงสมัย รัฐบาลซินโซ อาเบะ จนถึงปัจจุบัน


การส่งเสริมการสร้างภาพลักษณ์ประเทศโดยใช้เทศกาลภาพยนตร์: กรณีศึกษา การจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพมหานคร, อนันตชัย เจริญจิตต์ Jan 2023

การส่งเสริมการสร้างภาพลักษณ์ประเทศโดยใช้เทศกาลภาพยนตร์: กรณีศึกษา การจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพมหานคร, อนันตชัย เจริญจิตต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้อาศัยกรอบแนวคิดการทูตเชิงวัฒนธรรม (Cultural Diplomacy) และกรอบแนวคิดการสร้างภาพลักษณ์ให้กับประเทศ (Nation Branding) เพื่อศึกษาการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของรัฐบาลผ่านการดำเนินโครงการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพมหานคร ประจำปี พ.ศ. 2558 - 2566 ในฐานะเครื่องมือทางนโยบายเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ ผลจากการศึกษาพบว่าการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนได้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย กล่าวคือ การดำเนินการตลอดระยะเวลาร่วมทศวรรษที่ผ่านมาได้สร้างให้กรุงเทพมหานคร รวมถึงงานเทศกาลภาพยนตร์เอง ส่งผลให้ไทยกลายเป็น “ศูนย์กลาง” ด้านภาพยนตร์ของภูมิภาคอาเซียนไปโดยปริยาย จากการที่ “กรุงเทพมหานคร” ในนามของ “ประเทศไทย” เป็นที่รับรู้และรู้จักในฐานะที่เป็นสถานที่และพื้นที่แห่งเดียวในภูมิภาคและในโลกที่ได้มีการนำภาพยนตร์ประเภทต่าง ๆ จากประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มาจัดฉายและรวบรวมกันไว้ด้วยกันในที่เดียวกัน โดยที่ไม่มีเมือง ประเทศ หรือพื้นที่อื่น ๆ ที่มีการดำเนินกิจกรรมในลักษณะเดียวกันนี้อย่างจริงจัง และเป็นไปโดยไร้การเลือกปฏิบัติ ทั้งนี้ หากนโยบายนี้ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม เทศกาลภาพยนตร์อาเซียนฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างสร้างอัตลักษณ์ทางด้านภาพยนตร์ให้กับกรุงเทพมหานครและภาพลักษณ์เชิงบวกต่อประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ดังที่หลาย ๆ ประเทศที่จัดงานเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกประสบความสำเร็จและสร้างเกียรติภูมิในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของตนเองและทำให้ประเทศเป็นที่รู้จัก รับรู้ และยอมรับในมิติดังกล่าว


ปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง, สุภาวดี ขุนพินิจ Jan 2023

ปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง, สุภาวดี ขุนพินิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม โดยแจกแบบสอบถามให้กับข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราวที่ปฏิบัติงานในกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลางจำนวน 287 คน โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาด้วยตารางแจกแจงความถี่ และค่าร้อยละ เพื่ออธิบายปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคล ใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล และการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบหาค่าความแตกต่าง ANOVA เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคลกับการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง รวมถึงทิศทางความสัมพันธ์ของตัวแปรที่เกิดขึ้น เพื่อนำมาอธิบายข้อสรุปให้กับงานวิจัยในครั้งนี้ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง คือ ปัจจัยด้านกระบวนการ ปัจจัยด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัจจัยด้านผู้นำองค์กร ปัจจัยด้านผู้ปฏิบัติงาน และปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด


หมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในกลุ่มผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีสถานะทางอัตลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ, พรปวีณ์ ฤทัยมณีเกษม Jan 2023

หมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในกลุ่มผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีสถานะทางอัตลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ, พรปวีณ์ ฤทัยมณีเกษม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในสถานะทางอัตลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ ในกลุ่มผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีอายุระหว่าง 18-25 ปี อายุเฉลี่ย 20.90 ปี จำนวน 341 คน จากการวิเคราะห์การจัดกลุ่มพบว่าสามารถจัดกลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์ของกลุ่มตัวอย่างได้ทั้งหมด 6 รูปแบบ ได้แก่ 1) สถานะทางอัตลักษณ์การปักหลักตัวตนตามผู้อื่น 2) สถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตน 3) สถานะทางอัตลักษณ์การค้นพบตัวตน 4) สถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตนอีกครั้ง 5) สถานะทางอัตลักษณ์แบบสับสนแต่กังวล และ 6) สถานะทางอัตลักษณ์แบบสับสนแต่ไม่กังวล และมีการพัฒนามาตรวัดหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ฉบับภาษาไทยเพื่อให้เหมาะสมกับการศึกษาในบริบทประเทศไทย จำนวนข้อกระทง 34 ข้อ และเมื่อศึกษาความสัมพันธ์ของรูปแบบสถานะทางอัตลักษณ์ และหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ พบว่ากลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์ 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตนอีกครั้งและกลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์การค้นพบตัวตนที่มีคะแนนเฉลี่ยของหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่สูงที่สุด เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ จากผลการศึกษานี้ พบผลที่เพิ่มเติมจากสมมติฐานงานวิจัยที่ระบุว่ากลุ่มที่มีสถานะทางอัตลักษณ์การค้นพบตัวตนจะมีคะแนนเฉลี่ยของหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่สูงสุด เนื่องจากบุคคลที่มีสถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตนอีกครั้งได้ประสบความสำเร็จในการค้นพบตัวตนไปแล้วในช่วงเวลาก่อนหน้า ดังนั้นจึงอนุมานได้ว่าบุคคลมีการดำเนินการทำหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในประเด็นต่าง ๆ ได้สำเร็จเช่นเดียวกันกับบุคคลที่เพิ่งค้นพบตัวตนเป็นครั้งแรก


ผลของโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรมของเด็กวัยอนุบาล, ภรัณยา กาญจนรุจิ Jan 2023

ผลของโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรมของเด็กวัยอนุบาล, ภรัณยา กาญจนรุจิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลา ต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรม (EF) โดยรวม และแยกตามองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ ความจําเพื่อใช้งาน การยับยั้งพฤติกรรม และการยืดหยุ่นทางความคิด ของเด็กวัยอนุบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กชั้นอนุบาล 2 จำนวน 56 คน แบ่งกลุ่มโดยการจับสลากแยกกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จับคู่เด็กที่มีคะแนน EF โดยรวมก่อนเข้าร่วมโปรแกรมใกล้เคียงกันเข้าสู่การวิเคราะห์ข้อมูล เด็กทั้ง 2 กลุ่มใช้อุปกรณ์ทำศิลปะและภาพมันดาลาแบบเดียวกัน จัดกิจกรรมกลุ่มละ 21 ครั้งเช่นเดียวกัน ต่างกันเพียงกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่ง ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเพื่อการเสริมสร้าง EF ในขณะที่กลุ่มควบคุมเข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบไม่มีคำสั่ง หลังเริ่มการวิจัยเด็กกลุ่มทดลองลาออกจากโรงเรียน 1 คน จึงเหลือกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 55 คน เก็บข้อมูลก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม โดยใช้แบบประเมิน หัว-เท้า-เข่า-ไหล่ ในการประเมิน EF โดยรวม และชุดแบบประเมิน Early Years Toolbox (EYT) สำหรับการประเมินองค์ประกอบ 3 ด้านของ EF วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติความแปรปรวนสองทางแบบผสม และวิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni ผลการวิจัยพบว่า หลังกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่ง เด็กมีคะแนน การยืดหยุ่นทางความคิด (Mean = 5.37, SD = 4.72) เพิ่มสูงขึ้นกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (Mean = 4.04, SD = 4.71) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ในทางตรงกันข้าม กลุ่มควบคุมที่เข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบไม่มีคำสั่ง ไม่พบความเปลี่ยนแปลงของคะแนนการยืดหยุ่นทางความคิดหลังการเข้าร่วมโปรแกรม นอกจากนี้ยังพบว่า ทั้งโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่ง และแบบไม่มีคำสั่ง ไม่ส่งผลต่อคะแนน EF โดยรวม และองค์ประกอบ EF ด้านความจําเพื่อใช้งาน หรือการยับยั้งพฤติกรรม ของเด็กทั้ง 2 กลุ่ม ผลการวิจัยสรุปได้ว่า โปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่งเพื่อการเสริมสร้าง EF ช่วยให้เด็กมีคะแนนองค์ประกอบ EF ด้านการยืดหยุ่นทางความคิด เพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และการวิจัยนี้ได้แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีอุปกรณ์หรือของเล่นที่ดีสำหรับเด็ก …


อิทธิพลของความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน: การวิเคราะห์อิทธิพลกำกับของความปลอดภัยด้านจิตใจ, ระพีพร ม่วงศรี Jan 2023

อิทธิพลของความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน: การวิเคราะห์อิทธิพลกำกับของความปลอดภัยด้านจิตใจ, ระพีพร ม่วงศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

รูปแบบการทำงานในสังคมปัจจุบันมีการพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น การปรับตัวของพนักงานอาจส่งผลให้เกิดความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีในการทำงานที่นำไปสู่ความเครียด ความกังวล และความเหนื่อยล้าที่เชื่อมโยงทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นสัญญาณของการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน เห็นได้จากในปัจจุบันที่พบว่าอัตราการเกิดภาวะหมดไฟในการยังคงสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น การศึกษาในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาว่าความปลอดภัยด้านจิตใจ จะสามารถเป็นตัวแปรกำกับที่ช่วยลดความสัมพันธ์ของความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานได้หรือไม่ ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างพนักงานในองค์การภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และสตาร์ทอัพ ในกรุงเทพและปริมณฑล ที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้นภายหลังจากการเกิดสถานการณ์โรคระบาด จำนวน 175 คน จากการตอบแบบสอบถามออนไลน์ โดยประกอบด้วยแบบวัดความเครียดจากการใช้เทคโนโลยี แบบวัดภาวะหมดไฟในการทำงาน และแบบวัดความปลอดภัยด้านจิตใจ ใช้มาตรวัดความรู้สึกจากคะแนนเต็ม 5 คะแนน ผลการวิจัยพบว่าความเครียดจากการใช้เทคโนโลยี มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน และพบว่าความปลอดภัยด้านจิตใจ มีอิทธิพลกำกับที่ช่วยลดความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากการใช้เทคโนโลยี เฉพาะมิติของความไม่แน่นอนของเทคโนโลยีต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นำไปสู่ข้อเสนอแนะของการวิจัยต่อองค์การที่ควรให้ความสำคัญต่อการสนับสนุนให้เกิดความปลอดภัยด้านจิตใจในที่ทำงาน ทั้งในระดับบรรยากาศการทำงานและระดับบุคคล


การจดจ่อและการรับรู้พื้นที่ผ่านเสียง, สรัญญา เตรัตน์ Jan 2023

การจดจ่อและการรับรู้พื้นที่ผ่านเสียง, สรัญญา เตรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอิทธิพลของการจดจ่อจากการกลอกตาและการชี้นิ้วต่อความแตกต่างของการรับรู้การจดจ่อ (valid - invalid) ในการระบุแหล่งที่มาของเสียงในแนวตั้ง และ 2) ศึกษาปฏิสัมพันธ์ของการกลอกตา การชี้นิ้ว และการรับรู้การจดจ่อต่อการระบุแหล่งที่มาของเสียงแนวตั้ง ผู้เข้าร่วมการวิจัยในครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 30 คน อายุอยู่ในช่วงระหว่าง 20 – 33 ปี (M = 25.57 ปี, SD = 4.28) และมีการได้ยินปกติ ผลการศึกษา พบว่า ในทุกเงื่อนไขของการเคลื่อนไหวร่างกาย (ได้แก่ เงื่อนไขที่มีการกลอกตา-มีการชี้นิ้ว เงื่อนไขที่มีการกลอกตา-ไม่มีการชี้นิ้ว เงื่อนไขที่ไม่มีการกลอกตา-มีการชี้นิ้ว รวมถึง เงื่อนไขที่ไม่มีการกลอกตา-ไม่มีการชี้นิ้ว) เมื่อได้สัญญาณเสียงที่ถูกต้อง (valid) ทำให้ระบุตำแหน่งของเสียงได้เร็วกว่าได้สัญญาณที่ผิด (invalid) เมื่อพิจารณาอิทธิพลของการจดจ่อจากการกลอกตาและการชี้นิ้วต่อความแตกต่างของการรับรู้การจดจ่อ (valid - invalid) ในการระบุแหล่งที่มาของเสียงในแนวตั้ง พบว่า การกลอกตามีอิทธิพลต่อความเร็วในการระบุตำแหน่งของเสียง ในขณะที่ ไม่พบอิทธิพลของการชี้นิ้ว และไม่พบปฏิสัมพันธ์ระหว่างการกลอกตาและการชี้นิ้วต่อความเร็วในการระบุตำแหน่งของเสียง สำหรับความถูกต้องในการระบุตำแหน่งของเสียง พบว่า การจดจ่อจากการกลอกตาและการชี้นิ้วไม่มีอิทธิพลและไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อความถูกต้องในการระบุตำแหน่งของเสียงในแนวตั้ง