Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type
File Type

Articles 83671 - 83700 of 792966

Full-Text Articles in Entire DC Network

การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร, สรสิชา ระแบบเลิศ Jan 2024

การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร, สรสิชา ระแบบเลิศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างภูมิหลังส่วนบุคคลกับประสบการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ตลอดจนแนวทางการป้องกันผู้สูงอายุตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบผสมผสานโดยใช้เทคนิคการสำรวจโดยรวบรวมข้อมูลจากผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร จำนวน 461 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 12 คน ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการโรงเรียนผู้สูงอายุ จำนวน 7 คน และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมที่มีประสบการณ์การจับกุมคนหลอกลวงผู้สูงอายุจำนวน 1 คน ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่ากลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุเคยตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 29.7 โดยภาพรวม รูปแบบอาชญากรรมออนไลน์ที่พบบ่อยที่สุดคือ ฉ้อโกงการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ ผลการทดสอบไคสแควร์ยืนยันว่า อายุ ระดับการศึกษา เวลาการใช้โทรศัพท์มือถือเฉลี่ยต่อวัน และความคล่องแคล่วในการใช้โทรศัพท์มือถือมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์การตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพสอดคล้องกับผลการวิจัยเชิงปริมาณโดยพบว่าผู้สูงอายุคือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อฉ้อโกงซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์มากที่สุด ทั้งนี้แนวทางหรือวิธีการป้องกันผู้สูงอายุไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1) ผู้สูงอายุต้องดูแลและป้องกันตนเอง ผู้สูงอายุต้องมีสติ ไม่โลภ ไม่กลัว ไม่ไว้ใจใครง่าย แยกบัญชีการเงินออนไลน์ และจำกัดการถอนเงินต่อวัน และ 2) บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลและป้องกันผู้สูงอายุ บุคคลในครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิดให้ความรู้และช่วยเหลือผู้สูงอายุ โรงเรียนผู้สูงอายุจัดอบรมให้ความรู้และเตือนสติการหลอกลวงทางออนไลน์


แรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดและพกพาอาวุธปืน, วาทินี ตรีแดงน้อย Jan 2024

แรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดและพกพาอาวุธปืน, วาทินี ตรีแดงน้อย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบพฤติกรรมการเข้าถึงและการพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชน ที่กระทำผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมดังกล่าว และแนวทางการป้องกันการเข้าถึงและการพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชน โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) เด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน จำนวน 20 ราย และ 2) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบ พนักงานอัยการฯ พนักงานสอบสวนฯ นักจิตวิทยา ผู้ปกครอง และนักวิชาการฯ จำนวน 8 ราย ผลการศึกษาพบว่า เด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดมีอายุระหว่าง 13–17 ปี ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวแตกแยก ขาดการศึกษา ใช้สารเสพติด มีพฤติกรรมเสี่ยง และมีประวัติกระทำผิดเป็นครั้งแรก อีกทั้งบางรายมีแนวโน้มพกพาอาวุธปืนต่อเนื่องและใช้อาวุธปืน ในการก่อเหตุ ส่วนรูปแบบพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนนั้น พบว่า ส่วนใหญ่เด็กหรือเยาวชนเข้าถึงอาวุธปืนจากการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ รวมไปถึงการซื้อขายจากกลุ่มเพื่อนหรือรุ่นพี่ การประดิษฐ์อาวุธปืนขึ้นมาเองและการยืมจากสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งมักเป็นอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ที่ไม่มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากต้องการป้องกันตัวจากภัยคุกคาม ข่มขู่คู่อริหรือปกป้องเพื่อน ค่านิยมในกลุ่มเพื่อนหรือรุ่นพี่ ความชื่นชอบส่วนตัว และการขาดความเข้าใจในบทลงโทษทางกฎหมาย โดยพฤติกรรมการพกพาอาวุธ 4 รูปแบบ ได้แก่ การพกพาเป็นประจำ การพกพาอาวุธปืนเป็นครั้งคราว การพกพาเพื่อตอบโต้เหตุการณ์ และการพกพาเพียงครั้งเดียวตามสถานการณ์เฉพาะหน้า ทั้งนี้ แรงจูงใจทางสังคมมีอิทธิพลโดยตรงต่อพฤติกรรมดังกล่าว โดยพบว่า แรงจูงใจด้านความต้องการความมั่นคงปลอดภัยมักพบในกลุ่มที่เคยถูกคุกคามหรือมีปัญหากับคู่อริ แรงจูงใจด้านการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเกี่ยวข้องกับความพยายามได้รับการยอมรับในกลุ่มเพื่อน ขณะที่แรงจูงใจด้านการได้รับการยกย่อง มักสัมพันธ์กับความต้องการสร้างภาพลักษณ์ของอำนาจ ความกล้า หรือความโดดเด่นในกลุ่ม นอกจากนี้แนวทางการป้องกันที่ได้จากการศึกษานี้ชี้ว่า ควรเน้นมาตรการ เชิงบูรณาการ อาทิ การเสริมสร้างความสัมพันธ์และ การสื่อสารในครอบครัว การพัฒนาโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยและส่งเสริมทักษะชีวิต การใช้กลไกชุมชนในการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง การควบคุมช่องทางการเข้าถึงอาวุธออนไลน์อย่างจริงจัง และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถานศึกษา ครอบครัว และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบป้องกันการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน


การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี, ภูบดี สาระกูล Jan 2024

การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี, ภูบดี สาระกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากระบวนการเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อย (2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน และ (3) เสนอแนวทางพัฒนาการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขัง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 12 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ เจ้าหน้าที่เรือนจำ เครือข่ายภายนอก และผู้พ้นโทษ โดยใช้กรอบแนวคิดเชิงระบบเป็นโครงสร้างการวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการเตรียมความพร้อมฯ มีความเป็นระบบ ประกอบด้วยขั้นตอนคัดกรอง ฝึกอบรมทักษะชีวิต วิชาชีพ การศึกษา พัฒนาด้านจิตใจ และการติดตามผลหลังปล่อยตัว โดยมีปัจจัยนำเข้า ได้แก่ นโยบายระดับกรม บุคลากร งบประมาณ และเครือข่ายภายนอก ผลลัพธ์พบว่าผู้ต้องขังมีความพร้อมด้านทักษะและทัศนคติที่ดีขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดในการนำไปใช้จริงหลังพ้นโทษ ผลกระทบเชิงบวก ได้แก่ การปรับตัวสู่สังคมได้ดีขึ้นและลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ ส่วนผลกระทบเชิงลบ ได้แก่ การขาดการยอมรับจากสังคม และการว่างงานหลังปล่อย ปัญหาอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ งบประมาณไม่เพียงพอ บุคลากรจำกัด หลักสูตรไม่ทันสมัย และอุปกรณ์ฝึกอาชีพขาดแคลน ข้อเสนอแนะแนวทางพัฒนา ได้แก่ การเพิ่มงบประมาณ การพัฒนาหลักสูตรทักษะดิจิทัล การจัดตั้งศูนย์เตรียมความพร้อม และการประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งในและนอกเรือนจำ


กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในบริบทของการพัฒนากระบวนการและสถาบันประชาธิปไตย กรณีศึกษากลุ่ม ปาตานี บารู, ยามารุดดิน ทรงศิริ Jan 2024

กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในบริบทของการพัฒนากระบวนการและสถาบันประชาธิปไตย กรณีศึกษากลุ่ม ปาตานี บารู, ยามารุดดิน ทรงศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานและทวีความรุนแรงในช่วงปี พ.ศ. 2547 ซึ่งได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวางตลอด 20 ปีที่ผ่านมา โดยงานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของนักกิจกรรมทางการเมืองที่ผลักดันการกำหนดชะตากรรมตนเองและปราถานาเอกราชปาตานี สู่การก่อตั้งกลุ่ม ปาตานี บา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) อธิบายปรากฏการณ์การเปลี่ยนรูปแบบจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมสู่กลุ่มการเมืองเชิงสถาบัน และ 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มดังกล่าวกับพรรคการเมือง ผลการวิจัยชี้ว่า การก่อตั้งกลุ่มปาตานี บารู เป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้างทางการเมือง คือ การเปิดพื้นที่ทางการเมืองระดับชาติ ซึ่งสวนทางกับโครงสร้างทางการเมืองที่ยังคงปิดกั้นและจำกัดสิทธิในพื้นที่ปาตานี/จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยกฎหมายพิเศษ ด้านความสัมพันธ์กับพรรคการเมือง กลุ่มปาตานี บารู กำหนดเงื่อนไข 4 ประการในการพิจารณาร่วมงาน ได้แก่ การเป็นพรรคประชาธิปไตย ความสามารถในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับปาตานี อำนาจบริหารงานการเมืองในพื้นที่ และการสนับสนุนทรัพยากรในการเลือกตั้ง ทั้งนี้พบว่ากลุ่มปาตานี บารู ได้รับการยอมรับและบทบาทที่แตกต่างกันระหว่างพรรคการเมืองที่เคยร่วมงานด้วย


แนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ: กรณีศึกษาการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย, ธัญลักษณ์ เทียมสระคู Jan 2024

แนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ: กรณีศึกษาการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย, ธัญลักษณ์ เทียมสระคู

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติผ่านช่องทางการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย โดยมุ่งวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และเสนอแนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นที่มีประสิทธิภาพ งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) กับผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและองค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ สำนักงาน ป.ป.ส. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และสำนักงาน ยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ร่วมกับการวิเคราะห์เอกสารกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยใช้แนวคำถามการสัมภาษณ์ (Interview Guide) เป็นเครื่องมือหลัก ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นปัญหาและอุปสรรคที่มีนัยสำคัญ ได้แก่ ความหลากหลายและความซับซ้อนของรูปแบบการลักลอบ อุปสรรคด้านการประสานงานและระบบข่าวกรอง และข้อจำกัดด้านทรัพยากร เช่น บุคลากร งบประมาณ และเครื่องมือ ตลอดจนข้อจำกัดด้านกฎหมายทั้งในระดับภายในประเทศและระหว่างประเทศ รวมถึงอิทธิพลของบริบททางการเมืองที่ส่งผลต่อการกำหนดนโยบายยาเสพติด นอกจากนี้ ยังพบว่าโครงสร้างองค์กรและแนวทางปฏิบัติที่เน้นการตอบสนองเฉพาะหน้า ยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการสกัดกั้นเชิงระบบในระยะยาว เพื่อตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงเสนอแนวทางการพัฒนาใน 6 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การกำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุก เช่น การใช้กลยุทธ์การส่งมอบยาเสพติดภายใต้การควบคุม (Controlled Delivery) และการพัฒนาระบบคัดกรองและสุ่มตรวจในจุดเสี่ยง (2) การบูรณาการความร่วมมือภายในประเทศ ผ่านการจัดตั้งระบบฐานข้อมูลกลางด้านข่าวกรอง และการขยายโมเดลคณะทำงานสกัดกั้นยาเสพติดในพื้นที่ด่านหน้า (3) การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและการสืบสวน (4) การพัฒนาเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศ เช่น การใช้ AI และ Big Data วิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยง และการเสริมอุปกรณ์ตรวจสอบให้หน่วยงานภาคสนาม (5) การปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับลักษณะของอาชญากรรมข้ามชาติ และ (6) การเสริมสร้างศักยภาพองค์กรและบุคลากร ทั้งในด้านทักษะเฉพาะทาง และกลไกการตรวจสอบภายในองค์กร ที่เข้มแข็ง ข้อเสนอแนะจากการวิจัยครอบคลุมทั้งระดับปฏิบัติการและระดับนโยบาย โดยเน้นการยกระดับระบบตรวจสอบและข่าวกรอง การพัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่ การปรับปรุงกฎหมายให้สอดรับกับอาชญากรรมสมัยใหม่ และการออกแบบแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อรองรับปัญหาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ภายใต้การบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อสร้างกลไกการสกัดกั้นยาเสพติดที่มีความยืดหยุ่น เข้มแข็ง และยั่งยืน ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชนและนิติธรรม


เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร, กวิสรา ทศพะรินทร์ Jan 2024

เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร, กวิสรา ทศพะรินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลวัตของเส้นทางชีวิต รูปแบบการค้าบริการทางเพศ และแนวทางการป้องกันการค้าบริการทางเพศของผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยทางโครงสร้าง ปัจจัยทางสังคม และปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าสู่วงจรการค้าบริการทางเพศ งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญรวมจำนวนทั้งหมด 12 ราย ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่องค์กร NGO และองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ผู้บังคับใช้กฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ผลการวิจัยพบว่าเส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศมีความซับซ้อนและเปราะบางโดยมีปัจจัยผลักดันสำคัญอันได้แก่ การเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและการขาดโอกาสในการประกอบอาชีพอย่างถูกกฎหมาย การไม่ได้รับรองสิทธิความเป็นพลเมือง ผลจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและความจำเป็นในการเอาชีวิตรอดทำให้ผู้ลี้ภัยเกิดการตัดสินใจเข้าสู่วงจรการค้าบริการทางเพศ อีกทั้งยังพบว่ารูปแบบการค้าบริการทางเพศของคนกลุ่มนี้มีทั้งแบบอิสระและแบบพึ่งพาผู้อื่นในการจัดหาลูกค้า นอกจากนี้ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ผู้ลี้ภัยต้องเผชิญ เช่น การถูกละเมิดสิทธิแรงงาน การเลือกปฏิบัติและความรุนแรงทางเพศ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยและการคุ้มครองสิทธิ รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงสิทธิมนุษยชน การรับรองสถานะทางกฎหมาย การส่งเสริมทางเลือกทางอาชีพและการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและองค์กรภาคประชาสังคม


Access To Reproductive Health: Experiences Of Female Migrant Workers From Myanmar In Samut Sakhon, Thailand, Phutita Sriprapha Jan 2024

Access To Reproductive Health: Experiences Of Female Migrant Workers From Myanmar In Samut Sakhon, Thailand, Phutita Sriprapha

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Thailand remains a major destination for migrant workers from neighboring countries and hosts a large population of Myanmar migrants, including many women. Despite their contributions to local economic development, female migrant workers face persistent barriers to accessing reproductive healthcare. This study analyzes the structural, personal, and social dimensions of reproductive health access among Myanmar migrant women in Samut Sakhon province. Using the 4A framework, Availability, Accessibility, Acceptability, and Adaptability together with intersectionality, the study draws on 12 semi-structured interviews to explore how structural, personal, and social factors affect their reproductive healthcare access. Multiple dimensions of identity were also explored to …


The Socio-Economic Impacts Of Sport Tourism Development In Buriram: Challenges And Opportunities For Equitable Growth, Wanwanat Phromdecha Jan 2024

The Socio-Economic Impacts Of Sport Tourism Development In Buriram: Challenges And Opportunities For Equitable Growth, Wanwanat Phromdecha

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis examines the socio-economic impacts and the challenges to equitable growth posed by sport tourism-led development in Buriram Province, Thailand. Over the past decade, Buriram has gained both national and international visibility by branding itself as a sport tourism destination, anchored by infrastructure such as the Chang Arena football stadium and the Buriram International Circuit. However, significant contradictions remain. According to the Thailand People Map (TPMAP), in 2022 Buriram had the highest number of people living in poverty in the northeastern region, totaling 45,356 individuals. Notably, the highest concentration of poverty is found in Mueang District, the same area …


รูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในระเทศไทย, กรกนก พุ่มพวง Jan 2024

รูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในระเทศไทย, กรกนก พุ่มพวง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องรูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สาเหตุการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย รูปแบบและแนวโน้มการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย โดยเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพและใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วยผู้เสียหายหรือผู้ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งเป็นกลุ่มตัวแทนผู้เสียหายจากอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสกุลเข้ารหัส กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำด้านการลงทุน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสินทรัพย์ดิจิทัล และกลุ่มพนักงานสอบสวนพิเศษ DSI จำนวนทั้งสิ้น 26 คนผลการศึกษาพบว่า สาเหตุการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย ได้แก่ 1) ความไม่รู้และความเข้าใจผิดของผู้ลงทุน 2) ความคาดหวังผลตอบแทนสูงโดยไม่ตรวจสอบ และ 3) ข้อจำกัดด้านกฎหมายและการปรับตัวของอาชญากร ในขณะที่รูปแบบและแนวโน้มการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย ได้แก่ 1) การฉ้อโกงผ่านแพลตฟอร์มเลียนแบบหรือแพลตฟอร์มเถื่อน 2) การฉ้อโกงผ่านการเสนอขายเหรียญดิจิทัล (ICO) โดยไม่ได้รับอนุญาต 3) Rug Pull และสัญญาอัจฉริยะ (Smart contract) ที่ฝังกลโกง 4) การใช้คริปโทเคอร์เรนซีเป็นช่องทางฟอกเงินหรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และ 5) การปกปิดข้อมูลและการโฆษณาเกินจริง


ว่าด้วยทรราชย์ในปรัชญาการเมืองของ Montesquieu และ Tocqueville, หัสนัย สุขเจริญ Jan 2024

ว่าด้วยทรราชย์ในปรัชญาการเมืองของ Montesquieu และ Tocqueville, หัสนัย สุขเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาทรราชย์ในทางปรัชญาการเมือง โดยเน้นศึกษาแนวคิดของ Montesquieu และ Alexis de Tocqueville วิทยานิพนธ์นี้เริ่มต้นจากปมปัญหาทรราชย์ที่พัฒนาจากทรราชที่เป็นตัวบุคคลในปรัชญาการเมืองคลาสสิก ไปสู่ทรราชย์ในเชิงสถาบันในปรัชญาการเมืองสมัยใหม่กลุ่มสัญญาประชาคม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ผู้ใช้อำนาจแบบทรราชย์มิได้เป็นแต่เฉพาะผู้ปกครองที่เป็นตัวบุคคลแต่เป็นเรื่องของระบอบหรือรูปแบบการปกครองโดยตัวมันเอง ประเด็นสำคัญก็คือว่า ถึงแม้นักปรัชญาการเมืองกลุ่มสัญญาประชาคมจะพยายามนิยามความหมายของทรราชย์ขึ้นมา ทว่าเมื่อพิเคราะห์รากฐานทางความคิดของปรัชญาการเมืองกลุ่มสัญญาประชาคมเอง กลับพบว่ารากฐานความคิดดังกล่าวอาจนำไปสู่การเกิดทรราชย์อีกชนิดหนึ่งโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอ Montesquieu และ Tocqueville ในฐานะนักปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ซึ่งมีรากฐานทางความคิดที่แตกต่างไปจากปรัชญาการเมืองกลุ่มสัญญาประชาคมและสามารถตอบปัญหาคั่งค้างที่บรรดาปรัชญาการเมืองกลุ่มสัญญาประชาคมทิ้งเอาไว้โดยเฉพาะประเด็นการวิเคราะห์ปัญหาทรราชย์และมีวิธีการยับยั้งทรราชย์ ข้อค้นพบของวิทยานิพนธ์คือ นักปรัชญาการเมืองทั้งสองมิได้วางรากฐานปรัชญาการเมืองจากการทดลองทางความคิด แต่ให้ความสำคัญกับลักษณะเฉพาะของสังคม เช่น กรณีของ Montesquieu กล่าวถึงจิตวิญญาณแห่งกฎหมาย และ Tocqueville กล่าวถึงความเสมอภาคของเงื่อนไขทางสังคม Montesquieu มองว่าทรราชย์เกิดจากความเสื่อมจากความไม่สมดุลทางการเมืองอันเนื่องมาแต่สภาพเงื่อนไขทางสังคมโดยตัวมันเอง ทั้งนี้ เนื่องจากมหาชนรัฐสมัยใหม่มีเป้าหมายคือเสรีภาพของพลเมืองภายในรัฐ เขาจึงเสนอแนวทางการแก้ปัญหาทรราชย์ผ่านการจัดโครงสร้างสถาบันการเมืองที่เน้นการแบ่งแยกอำนาจและการถ่วงดุลอำนาจเพื่อพิทักษ์เสรีภาพ แต่ในขณะที่ Montesquieu เน้นมาตรการเชิงสถาบันที่เป็นทางการ Tocqueville ได้ขยายการวิเคราะห์ปัญหาทรราชย์ไปสู่มิติทางสังคมและจิตวิทยาของผู้คน เขาสังเกตเห็นความเสมอภาคของเงื่อนไขทางสังคมอันเป็นข้อเท็จจริงพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยในอเมริกา และมีความกังวลเกี่ยวกับศักยภาพของประชาธิปไตยที่จะนำไปสู่ทรราชย์ของเสียงข้างมากหรือเผด็จการควบคุมความคิดจิตใจ ซึ่งมิได้ใช้การบังคับทางกายภาพ แต่ครอบงำความคิดและจิตใจของผู้คนผ่านความเห็นสาธารณะ สำหรับการแก้ปัญหาทรราชย์ดังกล่าวจึงต้องอาศัยศาสตร์ทางการเมืองใหม่ซึ่งมุ่งบ่มเพาะผลประโยชน์ส่วนตนที่เข้าใจกันอย่างถูกต้องโดยผ่านสถาบันทางสังคมที่ไม่เป็นทางการ


Emotion Recognition Through Advanced Signal Fusion And Kolmogorov-Arnold Networks, Aung Myo Thant Jan 2024

Emotion Recognition Through Advanced Signal Fusion And Kolmogorov-Arnold Networks, Aung Myo Thant

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Emotion recognition is an important aspect of affective computing that has many applications including human computer interaction and mental health care. In this thesis, Kolmogorov-Arnold Networks (KANs) are explored for the purpose of multimodal emotion recognition from EEG (Electroencephalogram) and eye movement signals of the SEED-V dataset. Both modalities were represented by Differential Entropy (DE) features and a two-branch KAN architecture was used which composed of seven KAN variants, namely, Efficient KAN, Jacobi KAN, Hermite KAN, Fourier KAN, Chebyshev KAN, RBF KAN, and Wavelet KAN (with different wavelet types including DOG, Morlet, Mexican hat, and Meyer). The strengths of two …


แนวทางการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศในโรงเรียน: การวิเคราะห์การก่อตัวโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม, ลดาวัลย์ ปัญตะยัง Jan 2024

แนวทางการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศในโรงเรียน: การวิเคราะห์การก่อตัวโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม, ลดาวัลย์ ปัญตะยัง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพการณ์ของระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับความเท่าเทียมทางเพศในโรงเรียน (2) วิเคราะห์โครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีผลต่อการเรียนรู้และการพัฒนาความเท่าเทียมทางเพศ และ (3) เสนอแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ที่สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากนักเรียน 540 คน และครู 432 คน ในโรงเรียนมัธยมศึกษา 6 ประเภท จำนวน 18 แห่งในเขตกรุงเทพมหานคร และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารและครู ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีทัศนคติเชิงบากต่อความเท่าเทียมทางเพศในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.41, S.D.= 0.90) ส่วนครูอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.06, S.D. = 0.91) โดยมีช่องว่างเชิงทัศนคติระหว่างรุ่นในประเด็นเรื่องการเลือกกิจกรรมตามความสนใจโดยไม่จำกัดเพศ (นักเรียน x̄ = 4.31, S.D. = 0.99; ครู x̄ = 3.82, S.D. = 0.83) และพบช่องว่างการรับรู้เกี่ยวกับสภาพการณ์ของระบบนิเวศการเรียนรู้ (นักเรียน x̄ = 4.07, S.D. = 0.64; ครู x̄ = 4.51, S.D. = 0.54) โดยเฉพาะในด้านกฎระเบียบและสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องน้ำสำหรับเพศหลากหลาย (นักเรียน x̄ = 2.90, S.D. = 1.33; ครู x̄ =3.43, S.D. = 1.51) ในกลุ่มนักเรียน ทัศนคติเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศมีความสัมพันธ์ทางบวกกับระบบนิเวศการเรียนรู้ในระดับปานกลางถึงสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.42 - 0.77) โดยเฉพาะด้านการมีส่วนร่วมและบทบาทที่เท่าเทียมกัน ในกลุ่มครูความสัมพันธ์อยู่ในระดับต่ำ (r = 0.13 - 0.27) และมิติที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมเสริมหลักสูตรรวมถึงการจัดสิ่งอำนวยความสะดวก มีความสัมพันธ์สูงกับทุกระบบของโครงสร้างภายนอก (r = …


แนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลังอำนาจ สตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้, ณัฐชานันท์ สุกแสง Jan 2024

แนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลังอำนาจ สตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้, ณัฐชานันท์ สุกแสง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพกระบวนการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อการเสริมพลังอำนาจสตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเงื่อนไขในการเสริมพลังอำนาจสตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลังอำนาจสตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้การสำรวจความคิดเห็นสตรีอสม.ดีเด่นระดับชาติ ระดับเขตสุขภาพ ระดับจังหวัดและระดับภาคในจังหวัดภาคใต้ จำนวน 415 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การสัมภาษณ์เชิงลึกอสม.ดีเด่นระดับชาติ 12 สาขา จำนวน 12 คน สัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอสม. จำนวน 12 คน และสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย เป็นดังนี้ 1) สภาพกระบวนการเรียนรู้ของสตรีอสม. พบว่ามีการเรียนรู้ ปรับใช้ แก้ปัญหาจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 2) ปัจจัยเงื่อนไขภายในพบว่า สตรีอสม. เห็นว่าตนเองมีความสามารถด้านประสบการณ์การเรียนรู้รายบุคคล อยู่ในระดับสูงที่สุด (x ̅ = 3.79, S.D. = 0.72) ส่วนความต้องการพัฒนาตนเองด้านการสื่อสารอยู่ในระดับสูงที่สุด (x ̅ = 4.86, S.D. = 0.84) ปัจจัยเงื่อนไขภายนอกพบว่า สตรีอสม. เห็นว่าการได้รับการยอมรับในคุณค่างานจิตอาสาอยู่ในระดับสูงที่สุด (x ̅ = 4.22, S.D. = 0.85) ส่วนความคาดหวังด้านการจัดการรถเร่ขายสินค้าปลอม อาหารเสริม อยู่ในระดับสูงที่สุด (x ̅ = 4.98, S.D. = 0.81) นอกจากนี้ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่าสตรีอสม. ต้องการพัฒนาทักษะเทคโนโลยี การสื่อสารเพื่อสร้างพันธมิตรสุขภาพมากที่สุดและเพื่อสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติงาน 3) แนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลังอำนาจสตรีอสม. ในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 1 ส่งเสริมสภาพการเรียนรู้ที่เหมาะสมโดยเป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการจากบริบทจริงในชุมชน ด้านที่ 2 พัฒนาและใช้ประโยชน์จากปัจจัยเงื่อนไขภายใน โดยเป็นการส่งเสริมให้สตรีอสม. ใช้ศักยภาพภายในในการเรียนรู้และเสริมพลังอำนาจหารปฏิบัติงานสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ …


รูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ, อรทยา สารมาศ Jan 2024

รูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ, อรทยา สารมาศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ และเพื่อศึกษาผลของการใช้รูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1) ศึกษาแนวคิดจากเอกสารเกี่ยวกับทฤษฎีงานวิจัยเกี่ยวกับสภาพปัญหาของผู้สูงอายุตลอดจนแนวทางการสอน พร้อมกับสัมภาษณ์ผู้สูงอายุ จำนวน 20 คน กับผู้เชี่ยวชาญ 4 ด้าน จำนวน 14 คน คือ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 3 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนแอปพลิเคชันศิลปะบนอุปกรณ์เคลื่อนที่สำหรับผู้สูงอายุ จำนวน 5 คน ผู้เชี่ยวชาญทางการออกแบบศิลปะดิจิทัล จำนวน 3 คน ผู้เชี่ยวชาญทางการออกแบบแอปพลิเคชัน จำนวน 3 คน พร้อมกับสังเกตการสอนจากโรงเรียนผู้สูงอายุจำนวน 3 แห่ง 2) พัฒนารูปแบบการสอน ฯ โดยนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เป็นรูปแบบศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ (AAWE - Art Applications for well-being of the Elderly) 3) นำชุดกิจกรรมไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างในการทดลองใช้กิจกรรม คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 - 80 ปี ที่มีร่างกายแข็งแรงเพียงพอที่จะช่วยเหลือตนเองได้ มีอุปกรณ์เคลื่อนที่เป็นของตนเอง และสามารถใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ในขั้นพื้นฐาน โดยรับสมัครผู้เข้าร่วมกิจกรรมแบบอาสาสมัคร จำนวน 43 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบประเมินสุขภาวะต่อกิจกรรมสำหรับผู้เรียนหลังเข้าร่วมกิจกรรม 2) แบบสอบถามผู้เรียนหลังเข้าร่วมกิจกรรม 3) แบบสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมโดยผู้สังเกตการสอน 4) แบบสัมภาษณ์ผู้เรียนหลังเข้าร่วมกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ได้รูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุที่มีสื่อดิจิทัลเป็นสิ่งเร้าให้เกิดสุนทรียภาพจนทำให้ผู้สูงอายุเกิดความเพลิดเพลินในการทำงานศิลปะได้อธิบายความหมาย ความทรงจำ พร้อมแสดงความรู้สึกนึกคิดออกมาเป็นผลงานศิลปะ ประกอบด้วย 3 หัวข้อหลักที่แบ่งประเด็นตามที่ผู้สูงอายุสนใจ ได้แก่ สถานที่ บุคคล และอาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะทางใจ และสังคม 2. ผลการศึกษาการทดลองใช้รูปแบบการสอน พบว่า 1) …


แนวทางการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, รีเบคก้า รัสเซลล์ Jan 2024

แนวทางการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, รีเบคก้า รัสเซลล์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในยุคที่บริบทของสังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เยาวชนจำเป็นต้องมี ความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพ เพื่อให้สามารถเข้าใจตนเอง กำหนดเป้าหมาย และเลือกเส้นทางชีวิตที่สอดคล้องกับศักยภาพและความฝันของตนเอง นำไปสู่การตัดสินใจทางการศึกษาและอาชีพที่เหมาะสม และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอาชีพได้ โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สำรวจระดับความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชนไทย (2) วิเคราะห์ปัจจัยเงื่อนไขที่สนับสนุนการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชนและ (3) นำเสนอแนวทางการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยในส่วนของข้อมูลเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเยาวชนจำนวน 637 คน เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) ผลการวิเคราะห์พบว่า โครงสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชนมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ประกอบด้วยสมรรถนะ 5 ด้าน ได้แก่ (1) การตั้งเป้าหมาย (Goal Setting) (2) การวางแผน (Planning) (3) การประเมินตนเอง (Self-Appraisal)(4) การแสวงหาข้อมูลด้านอาชีพ (Occupational Information)และ (5) การแก้ไขปัญหา (Problem Solving) โดยภาพรวม เยาวชนมีระดับความตระหนักรู้ในแต่ละด้านอยู่ในระดับมาก ในส่วนของข้อมูลเชิงคุณภาพ ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มกับครู ผู้ปกครอง นักเรียน และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์แก่นสาร นำไปสู่การพัฒนา แนวทางการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพ (BECKY Model) ที่แบ่งออกเป็น 5 แนวทางหลัก ได้แก่ (1) ความฝันที่ยิ่งใหญ่ (Big Dream) ที่ส่งเสริมแรงบันดาลใจและภาพอนาคต (2) แผนงานที่มีประสิทธิภาพ (Effective Roadmap) ที่เน้นการพัฒนาทักษะการวางแผนชีวิต (3) การสะท้อนเชิงวิพากษ์ (Critical Reflection) ที่สนับสนุนการคิดวิเคราะห์และการรู้จักตนเอง (4) แหล่งความรู้ (Knowledge Hub) ที่เอื้อต่อการเข้าถึงข้อมูลอาชีพอย่างเท่าทันและ (5) การตอบรับต่อการแก้ไขปัญหา (Yes to Solutions) ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนเรียนรู้จากอุปสรรคและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง แนวทาง BECKY Model ที่นำเสนอได้รับการตรวจสอบความเหมาะสมผ่านการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญ 9 ท่าน ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านนโยบายสาธารณะ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อและวัฒนธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมและการพัฒนาเยาวชน และนักการศึกษา …


โมเดลเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างการมีสติ การกำกับตนเอง พฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันและสุขภาวะทางการเงินในผู้ใหญ่วัยเริ่ม, พิริยะ พิริปุญโญ Jan 2024

โมเดลเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างการมีสติ การกำกับตนเอง พฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันและสุขภาวะทางการเงินในผู้ใหญ่วัยเริ่ม, พิริยะ พิริปุญโญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบโมเดลเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างการมีสติ การกำกับตนเอง พฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลัน และสุขภาวะทางการเงินในผู้ใหญ่วัยเริ่ม ด้วยวิธีการวิจัยเชิงสำรวจโดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบตัดขวาง เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามทางออนไลน์ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่วัยเริ่มจำนวน 249 คน โดยใช้การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและวิเคราะห์เส้นทางอิทธิพล ผลการวิจัยพบว่าการมีสติ (r = .295, p < .01) และการกำกับตนเอง (r = .451, p < .01) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับสุขภาวะทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่พฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันมีความสัมพันธ์ทางลบกับสุขภาวะทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = –.260, p < .01) สำหรับการวิเคราะห์เส้นทาง พบว่าการกำกับตนเองและพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันเป็นตัวแปรส่งผ่านในโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างสติและสุขภาวะทางการเงิน โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ดังค่าดัชนีต่อไปนี้ χ2 (36, N = 249) = 64.682, p = .002; CFI = .978; TLI = .960 และ RMSEA = .057 และโมเดลเชิงประจักษ์สามารถร่วมกันทำนายสุขภาวะทางการเงินได้ร้อยละ 17.4 จากการศึกษานี้อาจบ่งชี้ให้เห็นว่าการมีสติและการกำกับตนเองสามารถเอื้อต่อการลดพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลันและเอื้อต่อการมีความมั่นคงทางการเงินได้ โดยผลการวิจัยนี้ช่วยเติมเต็มความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาวะทางการเงิน และมีผลที่สอดคล้องเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ เป้าหมายที่ 1, 3, 10 และ 16


อิทธิพลกํากับของคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติต่อความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลและ การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ, สุวัจณีย์ เจริญยิ่ง Jan 2024

อิทธิพลกํากับของคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติต่อความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลและ การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ, สุวัจณีย์ เจริญยิ่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความวิตกกังวลส่งผลทั้งในทางบวกและลบต่อพฤติกรรมการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ แม้ว่า “ทฤษฎีการจัดการความหวาดกลัว” (Terror management theory) จะชี้ให้เห็นว่าผู้คนมักหลีกเลี่ยงการคิดเกี่ยวกับภัยพิบัติเพื่อลดความวิตกกังวล การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในผู้ใหญ่ชาวไทย นอกจากนี้ยังศึกษาบทบาทของลักษณะบุคลิกภาพตามกรอบแนวคิดคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติ (Power to Live with Disaster) ได้แก่ ความเป็นผู้นำ ทักษะการแก้ไขปัญหา ความเห็นแก่ผู้อื่น ความยืนหยัดไม่ย่อท้อ การยึดมั่นในขนบธรรมเนียม การควบคุมอารมณ์ การก้าวพ้นตนเอง และสุขภาวะเชิงรุก ในฐานะตัวแปรกำกับ โดยกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ใหญ่ชาวไทยจำนวน 700 คน อายุระหว่าง 18–59 ปี (M = 25.3, SD = 7.8) ซึ่งทั้งหมดเคยมีประสบการณ์เผชิญภัยพิบัติมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ผู้เข้าร่วมตอบแบบสอบถามออนไลน์ ซึ่งประกอบด้วยมาตรวัดคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติฉบับภาษาไทย แบบวัดความวิตกกังวลทั่วไป 7 ข้อ และแบบสอบถามการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวล องค์ประกอบแต่ละด้านของคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติ และพฤติกรรมการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติได้รับการวิเคราะห์โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยแบบมีตัวแปรกำกับ ผลการวิเคราะห์พบว่า ความวิตกกังวลมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ (r = .150, p<.001) ความเห็นแก่ผู้อื่น ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณลักษณะนักจัดการภัยพิบัติมีบทบาทเป็นตัวแปรกํากับที่มีนัยสําคัญใน ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลและการเตรียมพร้อม (β = .099, p < .05) กล่าวคือ ผู้ที่มีความวิตกกังวล และระดับความเห็นแก่ผู้อื่นสูงมักมีแนวโน้มที่จะเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ข้อค้นพบนี้เน้น ยํ้าถึงความสําคัญของกลยุทธ์ที่อิงจากบุคลิกภาพในการส่งเสริมความพร้อมรับมือภัยพิบัติในประเทศไทย


ผลของโปรแกรมกระตุ้นการรู้คิดต่อการรู้คิดและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุไทยที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย, เพ็ญพิชชา ชูชื่น Jan 2024

ผลของโปรแกรมกระตุ้นการรู้คิดต่อการรู้คิดและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุไทยที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย, เพ็ญพิชชา ชูชื่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมนี้ นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของ CSP จำนวน 8 ครั้งต่อการรู้คิดและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุไทยที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (MCI) โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน 66 คน ถูกสุ่มแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง (n=32) และกลุ่มควบคุม (n=34) โดยใช้แบบประเมินการรู้คิด ได้แก่ MMSE, CERAD, Color Trails Test และ Digit Span รวมทั้งแบบประเมินคุณภาพชีวิต QOL-AD มีการวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก (PCA) เพื่อรวบคะแนนแบบทดสอบการรู้คิดจำแนกตามโดเมลการรู้คิด ข้อมูลส่วนบุคคลพื้นฐานเปรียบเทียบด้วยการทดสอบไคสแควร์และ t-test และใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA) เพื่อวิเคราะห์ผลลัพธ์หลักด้านการรู้คิดและผลลัพธ์รองด้านคุณภาพชีวิต ผลการวิจัย: หลังการให้โปรแกรมกระตุ้นการรู้คิด กลุ่มทดลองแสดงคะแนนการรู้คิดและคุณภาพชีวิตสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การวิเคราะห์ ANCOVA พบว่าตัวแปรกลุ่ม เพศ อายุ ระดับการศึกษา และคะแนนก่อนการทดลอง เป็นปัจจัยทำนายการเปลี่ยนแปลงของผลลัพธ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ กลุ่มทดลองมีคะแนนการรู้คิดเพิ่มขึ้น (F(1, 58) = 4.75, p = .033, ηp² = .076) และคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้น (F(1, 58) = 6.05, p = .017, ηp² = .094) อย่างมีนัยสำคัญ สรุป: โปรแกรมกระตุ้นการรู้คิด (CSP) จำนวน 8 ครั้ง ช่วยส่งเสริมการรู้คิดและคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุไทยที่มีภาวะ MCI ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยใช้เครื่องมือประเมินทางประสาทจิตวิทยาและแบบประเมิน QOL-AD ที่ครอบคลุม


Development Of The Social And Emotional Health Survey Among Thai Adolescents, Nithikorn Laoritthikrai Jan 2024

Development Of The Social And Emotional Health Survey Among Thai Adolescents, Nithikorn Laoritthikrai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In response to growing concerns about youth depression in Thailand, positive psychology has emerged as a promising field for nurturing inner strengths and well-being. Guided by the concept of Covitality, efforts have been made to enhance positive psychological resources; however, comprehensive assessments in this area remain limited. This study aimed to develop and validate the Thai version of the Social and Emotional Health Survey-Secondary (SEHS-S) by examining its psychometric properties. Participants included 502 high school students in Bangkok, with 337 males and 165 females between the ages of 15 and 18. A Structural Equation Modeling (SEM) was employed to test …


การกล่าวโทษเหยื่อ : อิทธิพลของความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรม โดยมีอคติที่มีต่อกลุ่มคนข้ามเพศและการยอมรับมายาคติของการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อเป็นตัวแปรส่งผ่าน, บุณยาพร อนะมาน Jan 2024

การกล่าวโทษเหยื่อ : อิทธิพลของความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรม โดยมีอคติที่มีต่อกลุ่มคนข้ามเพศและการยอมรับมายาคติของการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อเป็นตัวแปรส่งผ่าน, บุณยาพร อนะมาน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรมที่มีต่อการกล่าวโทษเหยื่อในอาชญากรรมทางเพศที่เกิดขึ้นกับหญิงข้ามเพศ โดยมีอคติต่อกลุ่มคนข้ามเพศและการยอมรับมายาคติของการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อเป็นตัวแปรส่งผ่านของความสัมพันธ์ในกลุ่มตัวอย่างเพศชายอายุ 18 - 55 ปี จำนวน 186 คน มีเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาจำนวน 5 เครื่องมือ คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป, แบบสอบถามความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรม, แบบสอบถามอคติที่มีต่อกลุ่มคนข้ามเพศ, แบบสอบถามการยอมรับมายาคติเกี่ยวกับการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อ และแบบสอบถามการกล่าวโทษเหยื่อ ผ่านการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรมไม่ส่งผลโดยตรงต่อการกล่าวโทษเหยื่อ (β = -.04, p = .55) ทว่าพบการส่งผลทางอ้อมโดยมีอคติต่อกลุ่มคนข้ามเพศเป็นตัวแปรส่งผ่าน (β = .05, p < .05) และพบการส่งผลทางอ้อมโดยมีการยอมรับมายาคติของการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อเป็นตัวแปรส่งผ่าน (β = .19, p < .01) จึงอาจสรุปได้ว่า อคติต่อกลุ่มคนข้ามเพศและการยอมรับมายาคติของการข่มขืนที่ถูกนำเสนอโดยสื่อ มีความสามารถในการเป็นตัวแปรส่งผ่านสมบูรณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อเรื่องโลกมีความยุติธรรมและการกล่าวโทษเหยื่อในกลุ่มตัวอย่างเพศชาย


ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ตราบาป การรับรู้การสนับสนุนทางสังคม และเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ ของข้าราชการทหาร, สิรีนนุช อุดมศรี Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ตราบาป การรับรู้การสนับสนุนทางสังคม และเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ ของข้าราชการทหาร, สิรีนนุช อุดมศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการรับรู้ตราบาป การรับรู้การสนับสนุนทางสังคม และเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือจากนักวิชาชีพ และศึกษาอิทธิพลของการรับรู้ตราบาปและการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมต่อเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือจากนักวิชาชีพ กลุ่มตัวอย่างคือข้าราชการทหารจำนวน 126 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ มาตรวัดการรับรู้ตราบาป มาตรวัดการรับรู้การสนับสนุนทางสังคม มาตรวัดเจตคติต่อการแสวงหาความช่วยเหลือจากนักวิชาชีพ ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ตราบาปของข้าราชการทหาร มีความสัมพันธ์สัมพันธ์ทางลบกับเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ (r = -0.328) ที่นัยสำคัญทางสถิติ การรับรู้การสนับสนุนทางสังคมของข้าราชการทหารมีความสัมพันธ์อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติกับเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ และผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่าการรับรู้ตราบาปและการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมมีอิทธิพลต่อเจตคติในการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยาจากนักวิชาชีพ ได้ร้อยละ 10.8 (R²=0.108, p<0.001) โดยมีเพียงการรับรู้ตราบาปเท่านั้นที่พบนัยสำคัญทางสถิติ


Effect Of A Mindfulness-Based Program On Executive Function In Preschool Children, Suwattanee Lerskunakorn Jan 2024

Effect Of A Mindfulness-Based Program On Executive Function In Preschool Children, Suwattanee Lerskunakorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The purpose of this study was to examine the effects of a mindfulness-based program on executive function (EF) and attention flexibility in preschool children. This study employed a quasi-experimental pretest-posttest control group design. Executive function was assessed using the Thai version of the Head-Toes-Knees-Shoulders (Thai HTKS) task, while attention flexibility was measured using the Early Years Toolbox (EYT). The participants were 48 children in Kindergarten Year 2. Children were paired based on similar EF scores and randomly assigned to either the experimental or control group, one pair at a time. The experimental group participated in a mindfulness-based program for 12 …


อิทธิพลของทักษะทางสังคมและอารมณ์ที่มีต่อความเครียดและสุขภาวะทางจิตของนิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยมีการฟื้นพลังและการรับรู้ความสามารถของตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่าน, นิธิกานต์ หนองห้าง Jan 2024

อิทธิพลของทักษะทางสังคมและอารมณ์ที่มีต่อความเครียดและสุขภาวะทางจิตของนิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยมีการฟื้นพลังและการรับรู้ความสามารถของตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่าน, นิธิกานต์ หนองห้าง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบโมเดลอิทธิพลของทักษะทางสังคมและอารมณ์ที่มีต่อความเครียดและสุขภาวะทางจิตของนิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูโดยมีการฟื้นพลังและการรับรู้ความสามารถของตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่าน กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยคือนิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูระดับปริญญาบัณฑิตที่กำลังอยู่ในระหว่างการลงทะเบียนเรียนในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการสอน และมีกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติการสอนอย่างน้อย 1 ภาคการศึกษา จำนวน 262 คน เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามรูปแบบกระดาษและแบบสอบถามออนไลน์โดยใช้ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) มาตรวัดทักษะทางสังคมและอารมณ์ (α = .93) 3) มาตรวัดการฟื้นพลัง (α = .87) 4) มาตรวัดการรับรู้ความสามารถของตนเอง (α = .90) 5) มาตรวัดความเครียด (α = .79) และ 6) มาตรวัดสุขภาวะทางจิต (α = .77) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เส้นทาง (Path analysis) ผลการวิจัยสนับสนุนโมเดลสมมติฐาน ค่าดัชนีความสอดคล้องของโมเดลโดยรวมแสดงถึงความสอดคล้องระหว่างโมเดลสมมติฐานกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ 2 (20, N = 262) = 51.86, p<.001, χ 2/df = 2.593, CFI = .973, TLI = .951, RMSEA = .078) โดยการฟื้นพลังและการ รับรู้ความสามารถของตนเองมีบทบาทในการเป็นตัวแปรส่งผ่านของความสัมพันธ์ในโมเดลอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติผลจากการวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะทางสังคมและ อารมณ์การฟื้นพลัง และการรับรู้ความสามารถของตนเอง เพื่อเป็นปัจจัยช่วยส่งเสริมสุขภาวะทาง จิตและลดความเสี่ยงต่อความเครียดให้แก่นิสิตนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูต่อไป


ความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับตนเองทางเพศ บรรยากาศภายในที่ทำงาน และสุขภาวะทางจิตของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ, พินิศใจ บำรุงกฤษฎา Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับตนเองทางเพศ บรรยากาศภายในที่ทำงาน และสุขภาวะทางจิตของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ, พินิศใจ บำรุงกฤษฎา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับตนเองทางเพศ (self-acceptance of sexuality) สุขภาวะทางจิต (psychological well-being) และบรรยากาศภายในที่ทำงาน (workplace climate) ในกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) โดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานที่มีความหลากหลายทางเพศที่ทำงานประจำในองค์กรในประเทศไทย จำนวน 147 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการแบบเจาะจง และเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ มาตรวัดการยอมรับตนเองทางเพศ (α = .89) มาตรวัดบรรยากาศภายในที่ทำงานของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (α = .91) และมาตรวัดสุขภาวะทางจิตตามแนวคิดของความสุขจากภายในตนเอง (α = .86) โดยผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ พบว่า การยอมรับตนเองทางเพศมีความสัมพันธ์ทางบวกกับสุขภาวะทางจิต (r = .42, p < .001) และบรรยากาศภายในที่ทำงาน (r = .32, p < .001) ขณะที่สุขภาวะทางจิตมีความสัมพันธ์ทางบวกกับบรรยากาศภายในที่ทำงานเช่นกัน (r = .21, p = .011) อย่างไรก็ตาม ผลการวิเคราะห์การกำกับอย่างง่ายด้วย PROCESS Model 1 พบว่า บรรยากาศภายในที่ทำงานไม่มีอิทธิพลกำกับที่มีนัยสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับตนเองทางเพศกับสุขภาวะทางจิต (β = -.023, p = .752) ข้อค้นพบดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การส่งเสริมการยอมรับตนเองทางเพศอาจมีส่วนช่วยพัฒนาสุขภาวะจิตของบุคลากร LGBTQ+ ได้ ขณะที่บทบาทของบรรยากาศภายในที่ทำงานควรได้รับการศึกษาเพิ่มเติมในบริบทที่หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ในการพัฒนานโยบายและสิ่งแวดล้อมที่เกื้อหนุนความหลากหลายทางเพศในองค์กรอย่างยั่งยืน


ประสบการณ์ทางจิตใจของนักกีฬาผู้พิการที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ, ณัฐวรา ปฏิทัศน์ Jan 2024

ประสบการณ์ทางจิตใจของนักกีฬาผู้พิการที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ, ณัฐวรา ปฏิทัศน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจของนักกีฬาผู้พิการที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลเป็นนักกีฬาคนพิการจำนวน 6 รายโดยคัดเลือกแบบการสุ่มตัวอย่างแบบอ้างอิงด้วยบุคคลและผู้เชี่ยวชาญ (snowball sampling) และเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ความท้าทายที่ผู้พิการต้องเผชิญ ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นย่อย คือ ความท้าทายทางด้านร่างกาย ความท้าทายทางจิตใจ และความท้าทายในฐานะนักกีฬาผู้พิการ 2) ปัจจัยเกื้อหนุนจากรอบข้างภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ประกอบไปด้วย 2 ประเด็นย่อย คือ ได้รับการสนับสนุนในการเป็นนักกีฬาอาชีพ และ การมีสังคมรอบข้างที่ดี 3) การมองเห็นสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ขาด ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นย่อย คือ มองความพิการอย่างเข้มแข็ง มองเห็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวเอง และยอมรับตัวเองในแบบที่เป็น


ประสิทธิภาพของการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกต่อความวิตกกังวลและความสามารถในการฟื้นพลังในนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย, ณัชพล ศิริชัยนฤมิตร Jan 2024

ประสิทธิภาพของการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกต่อความวิตกกังวลและความสามารถในการฟื้นพลังในนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย, ณัชพล ศิริชัยนฤมิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของการนำโปรแกรมการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกมาปรับใช้กับนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย ระดับปริญญาบัณฑิต เพื่อลดความวิตกกังวลและเพิ่มความสามารถในการฟื้นพลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาบัณฑิต อายุระหว่าง 18 - 25 ปี และมีค่าคะแนนความวิตกกังวลอยู่ในระดับตั้งแต่ปานกลางขึ้นไปจำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 11 คน กลุ่มควบคุม active 14 คน และกลุ่มควบคุม passive 15 คน วัสดุและวิธีการ ประกอบด้วย (1) โปรแกรมการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก (2) มาตรวัดความวิตกกังวล จากแบบสำรวจความกดดัน ความกังวล ความเครียดของตนเอง หรือ DASS-42 โดยมีค่าความเที่ยงอยู่ที่ .84 และ (3) แบบวัดความเข้มแข็งสร้างสรรค์ หรือ CD-RISC-25 โดยมีค่าความเที่ยงอยู่ที่ .85 ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก กลุ่มทดลองมีคะแนนความวิตกกังวลลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการเข้าร่วม และมีคะแนนความสามารถในการฟื้นพลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระดับ p .05 ในส่วนของคะแนนความสามารถในการฟื้นพลังพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระดับ p < .001 สรุปข้อค้นพบจากการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปปรับใช้โดยนักจิตวิทยาที่สนใจนำการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกมาปรับใช้กับกลุ่มนิสิตนักศึกษา เพื่อส่งเสริมการมีสุขภาพจิตที่ดีได้ และสามารถนำไปปรับใช้กับกลุ่มตัวอย่างอื่น ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลจิตใจให้กับผู้ที่จะนำไปปรับใช้ต่อไป


Relationships Among Employee Turnover Intention And Perception Of Employees On Organisational Readiness For Change, Transformational Leadership, And Usability Of Flexible Work Arrangement: Mediating Role Of Organisational Commitment In Technology-Related Industries In Thailand, Siraprapa Meerat Jan 2024

Relationships Among Employee Turnover Intention And Perception Of Employees On Organisational Readiness For Change, Transformational Leadership, And Usability Of Flexible Work Arrangement: Mediating Role Of Organisational Commitment In Technology-Related Industries In Thailand, Siraprapa Meerat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Challenges in retaining employees within Thailand's technology industries, where adaptability to global changes is essential, have intensified, leading to higher turnover intentions. This study examines how organizational readiness for change, transformational leadership, and flexible work arrangements influence turnover intention, with organizational commitment as a mediating factor. Using a survey of 229 employees in Thailand’s technology sector and mediation analysis through the PROCESS tool in SPSS, the study revealed distinct patterns of influence. Transformational leadership showed both a direct negative effect on turnover intention (b = -0.5768, p < .01) and an indirect effect through organizational commitment (b = -0.1573, 95% CI [-0.2478, -0.0842]), indicating partial mediation. Organizational readiness had a direct negative effect on turnover intention (b = -0.2988, p < .05) without a mediating role. Flexible work arrangements did not have a direct effect on turnover intention (b = 0.0506, p = .4576) but exhibited a significant indirect effect through reduced organizational commitment (b = 0.0394, 95% CI [-0.0781, -0.0107]), indicating full mediation. These findings provide strategic insights into how leadership practices, organizational preparedness, and flexible work design each play a distinct role in influencing employee commitment and retention. The results offer valuable guidance for human resource professionals seeking to strengthen leadership capability, improve change communication, and implement flexible work policies that support employee engagement and reduce turnover intention.


ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหมดไฟในการเรียนและความพึงพอใจในชีวิตในวัยรุ่นตอนต้น: โมเดลอิทธิพลส่งผ่านแบบมีเงื่อนไขโดยการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดเป็นตัวแปรส่งผ่านและการมีสติเป็นตัวแปรกำกับ, อภิชญา ศาสนจรรยา Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหมดไฟในการเรียนและความพึงพอใจในชีวิตในวัยรุ่นตอนต้น: โมเดลอิทธิพลส่งผ่านแบบมีเงื่อนไขโดยการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดเป็นตัวแปรส่งผ่านและการมีสติเป็นตัวแปรกำกับ, อภิชญา ศาสนจรรยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหมดไฟในการเรียนกับระดับความพึงพอใจในชีวิตของนักเรียนวัยรุ่น โดยมีการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดเป็นตัวแปรส่งผ่านและการมีสติเป็นตัวแปรกำกับ ผู้เข้าร่วมการวิจัยคือวัยรุ่นตอนต้น อายุ 12-15 ปี จำนวนทั้งสิ้น 358 คน ผู้วิจัยได้พัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) มาตรวัดภาวะหมดไฟในการเรียน 3) มาตรวัดความพึงพอใจในชีวิต 4) มาตรวัดการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิด และ 5) มาตรวัดการมีสติ การวิจัยนี้วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบมีเงื่อนไข ผลการวิจัยพบว่าภาวะหมดไฟในการเรียนมีความสัมพันธ์ทางลบกับความพึงพอใจในชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = -0.369, p < .05) อย่างไรก็ตาม การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านระหว่างความสัมพันธ์ของภาวะหมดไฟในการเรียนและความพึงพอใจในชีวิต (β = 0.026, p = .62) ในขณะที่การมีสติสามารถกำกับอิทธิพลทางอ้อมระหว่างภาวะหมดไฟในการเรียนและความพึงพอใจในชีวิตโดยมีการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดเป็นตัวแปรส่งผ่านภายใต้เงื่อนไขการมีสติในระดับต่ำ (β = -0.200, p < .05) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการมีสติในระดับต่ำอาจทำให้การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดกลายเป็นกลไกระหว่างความสัมพันธ์ของภาวะหมดไฟและลดความพึงพอใจในชีวิต อย่างไรก็ตามไม่พบกลไกดังกล่าวภายใต้เงื่อนไขการมีสติระดับปานกลางและระดับสูง ข้อค้นพบนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของการมีสติในการลดผลกระทบของการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดต่อความพึงพอใจในชีวิต และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาการมีสติในกลุ่มนักเรียนวัยรุ่นตอนต้นเพื่อลดผลกระทบด้านลบของพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดได้


ความเข้าใจและประสบการณ์ต่อการมีความสอดคล้องของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ใช้แนวคิดการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง, ภาสชัย แก้วสนธิ Jan 2024

ความเข้าใจและประสบการณ์ต่อการมีความสอดคล้องของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ใช้แนวคิดการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง, ภาสชัย แก้วสนธิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความสอดคล้องถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง เนื่องจากช่วยส่งเสริมสัมพันธภาพเชิงบำบัดและประสิทธิภาพของกระบวนการให้คำปรึกษา อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเชิงประจักษ์เกี่ยวกับประสบการณ์ความสอดคล้องของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดยังมีจำกัด โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทย งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดเกี่ยวกับความสอดคล้องในการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดการปรึกษาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับนักจิตวิทยาฝึกหัดจำนวน 5 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ ผลการวิจัยประกอบด้วย 4 ใจความสำคัญหลัก ได้แก่ 1) ความไม่มั่นใจในความสามารถของตนเองก่อให้เกิดความไม่สอดคล้อง 2) การยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไขสำคัญต่อการเกิดความสอดคล้อง 3) ความตระหนักรู้สำคัญต่อการเกิดความสอดคล้อง และ 4) ความสอดคล้องต้องอาศัยการบ่มเพาะ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการภายในของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดในการพัฒนาความสอดคล้อง ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการฝึกอบรมและนิเทศเพื่อส่งเสริมความสอดคล้องในวิชาชีพของนักจิตวิทยาการปรึกษา


Relationships Between Workload And Team Performance: Mediating Role Of Shared Mental Model Of Air Traffic Controllers At Suvarnabhumi Control Tower, Thailand, Wichanat Phoompiew Jan 2024

Relationships Between Workload And Team Performance: Mediating Role Of Shared Mental Model Of Air Traffic Controllers At Suvarnabhumi Control Tower, Thailand, Wichanat Phoompiew

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objective of this research was to examine the relationships among workload, perceived shared mental model, and team performance of air traffic controllers at Suvarnabhumi Air Traffic Control Tower, Thailand, focusing on how workload related to team performance and the mediating role of perceived shared mental model. Data were collected from 126 air traffic controllers using actual air traffic operational records at Suvarnabhumi Airport, and data analysis was conducted using SPSS and the PROCESS Macro for mediation analysis. The key finding indicated that Workload on Team Performance is fully mediated by the Perceived Shared Mental Model. Consequently, this research highlighted …