Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (188755)
- Education (118278)
- Arts and Humanities (84689)
- Medicine and Health Sciences (75809)
- Psychology (73879)
-
- Law (73784)
- Higher Education (35235)
- Sociology (32935)
- Business (29176)
- Communication (27312)
- History (18338)
- Life Sciences (17368)
- Physical Sciences and Mathematics (15379)
- Religion (15134)
- Public Health (14638)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (13999)
- Nursing (13809)
- Educational Administration and Supervision (12990)
- Teacher Education and Professional Development (12160)
- Curriculum and Instruction (11755)
- Mass Communication (11689)
- Library and Information Science (11221)
- Medical Specialties (11039)
- Mental and Social Health (10443)
- Journalism Studies (10400)
- Social Work (9761)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (9709)
- Psychiatry and Psychology (9595)
- English Language and Literature (9347)
- Political Science (8746)
- Institution
-
- Walden University (13138)
- University of Montana (13044)
- University of Nebraska - Lincoln (12551)
- University of South Florida (10833)
- San Jose State University (10826)
-
- Nova Southeastern University (10718)
- Western Michigan University (10437)
- University of Mississippi (10372)
- Brigham Young University (9792)
- University of North Dakota (9002)
- University of Central Florida (8800)
- Liberty University (8791)
- City University of New York (CUNY) (8660)
- University of New Mexico (8526)
- Eastern Illinois University (8498)
- University of Northern Iowa (8126)
- Bowling Green State University (7287)
- Georgia Southern University (7284)
- Utah State University (7163)
- Virginia Commonwealth University (6810)
- University of Dayton (6789)
- California State University, San Bernardino (6697)
- Louisiana State University (6213)
- University of South Carolina (6100)
- Edith Cowan University (6038)
- Southern Illinois University Carbondale (5947)
- Portland State University (5754)
- University of New Hampshire (5555)
- Loyola University Chicago (5462)
- Old Dominion University (5449)
- Keyword
-
- Newspaper (12787)
- Education (10071)
- Psychology (7571)
- Student newspaper (6304)
- Higher education (5634)
-
- Spartan Daily (5330)
- Bowling Green State University (4869)
- Mental health (4828)
- Faculty (4465)
- Depression (4410)
- Students (4322)
- Humans (4206)
- Gender (4105)
- EIU (4030)
- History (4024)
- Newsletter (3953)
- Leadership (3902)
- Eastern Illinois University (3665)
- Daily Eastern News (3580)
- BG News (3568)
- Student Newspaper (3531)
- COVID-19 (3506)
- Children (3381)
- Women (3287)
- College student newspapers and periodicals (3232)
- Anxiety (3205)
- Stress (3191)
- Communication (3051)
- Student newspapers (3002)
- Newspapers (2934)
- Publication Year
-
- 2026 (22344)
- 2025 (32872)
- 2024 (32745)
- 2023 (32034)
- 2022 (32240)
-
- 2021 (32527)
- 2020 (30532)
- 2019 (30719)
- 2018 (28838)
- 2017 (28503)
- 2016 (27165)
- 2015 (25229)
- 2014 (23344)
- 2013 (22034)
- 2012 (21156)
- 2011 (18329)
- 2010 (16440)
- 2009 (15245)
- 2008 (13067)
- 2007 (12160)
- 2006 (11223)
- 2005 (10202)
- 2004 (9339)
- 2003 (9068)
- 2002 (8322)
- 2001 (7978)
- 2000 (8061)
- 1999 (7459)
- 1998 (7402)
- 1997 (7111)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (22162)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (12036)
- Dissertations (11419)
- Electronic Theses and Dissertations (11133)
- Faculty Publications (6738)
-
- Doctoral Dissertations and Projects (5848)
- Masters Theses (5782)
- Spartan Daily (School of Journalism and Mass Communications) (4939)
- Master's Theses (4885)
- Faculty Scholarship (4597)
- Theses (4404)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (3976)
- Montana Kaimin, 1898-present (3863)
- Honors Theses (3715)
- Graduate Theses and Dissertations (3626)
- BG News (Student Newspaper) (3602)
- Daily Mississippian (all digitized issues) (3558)
- Articles (3261)
- Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD) (3024)
- Graduate Student Theses, Dissertations, & Professional Papers (2797)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (2655)
- Publications and Research (2615)
- Student Newspapers (2597)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (2556)
- Dissertations and Theses (2539)
- Journal of Criminal Law and Criminology (2498)
- Theses Digitization Project (2425)
- Commencement Programs (2390)
- All Graduate Theses and Dissertations, Spring 1920 to Summer 2023 (2259)
- Open Access Dissertations (2203)
- Publication Type
Articles 118561 - 118590 of 791957
Full-Text Articles in Entire DC Network
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมมิฟิเคชันและความเป็นจริงเสริมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบพึ่งพาตนเอง, มาณิการ์ พรหมสุข
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมมิฟิเคชันและความเป็นจริงเสริมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบพึ่งพาตนเอง, มาณิการ์ พรหมสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมมิฟิเคชันและความเป็นจริงเสริมสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมมิฟิเคชันและความเป็นจริงเสริมที่มีต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบพึ่งพาตนเอง และ 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมมิฟิเคชันและความเป็นจริงเสริม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 1 ห้องเรียน ทั้งหมด 30 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมมิฟิเคชันและความเป็นจริงเสริม 2) แบบวัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบพึ่งพาตนเอง 3) แบบสะท้อนคิดการเรียนรู้ และ 4) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับชุดกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ การแจกแจงความถี่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (Dependent T – Test) และการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมมิฟิเคชันและความเป็นจริงเสริมมีจำนวนทั้งหมด 5 ชุด ได้แก่ 1) Food and Drinks 2) A Lovely Town 3) Products 4) Warning Signs และ 5) Occupations แต่ละชุดกิจกรรมประกอบด้วย 1) กิจกรรมในชั้นเรียนซึ่งมีขั้นตอนการสอน 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นชี้แจงกติกาและภารกิจ ขั้นทำภารกิจสำรวจสื่อและแหล่งเรียนรู้ด้วยความเป็นจริงเสริม ขั้นทำภารกิจทางภาษาอังกฤษ และขั้นตรวจสอบความเข้าใจและให้ผลป้อนกลับ และ2) กิจกรรมฝึกฝนด้วยตนเองนอกห้องเรียนซึ่งมีขั้นตอนการสอน 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นการทบทวนความรู้และขั้นฝึกฝนภาษาอังกฤษด้วยตนเอง 2. ผลการศึกษาประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมมิฟิเคชันและความเป็นจริงเสริม พบว่า 1) คะแนนการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบพึ่งพาตนเองหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) นักเรียนมีความต้องการเรียนรู้และทำกิจกรรมภาษาอังกฤษที่ชัดเจนขึ้นเพื่อพัฒนาข้อบกพร่องของตนเอง และเริ่มตระหนักถึงประเด็นภาษาในกิจกรรมที่ทำและสื่อที่นำมาใช้มากขึ้น อีกทั้งยังเริ่มปรับปรุงเทคนิคการเรียนรู้ของตนเองโดยพิจารณาจากปัญหาหรือข้อบกพร่องที่พบในการเรียนรู้ด้วยเทคนิคเดิม 3. นักเรียนมีระดับความพึงพอใจเกี่ยวกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมมิฟิเคชันและความเป็นจริงเสริมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยนักเรียนมีความเห็นว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีความสนุกสนาน ท้าทาย มีสื่อที่น่าสนใจ ทันสมัยและแปลกใหม่ และช่วยให้จดจำได้ดีขึ้นจากการใช้ตัวอย่างที่พบได้จริงในชีวิตประจำวัน
แนวทางการพัฒนากรอบความคิดเติบโตเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในการเรียนออนไลน์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย: การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับ, วันวิสาข์ เสาว์สิงห์
แนวทางการพัฒนากรอบความคิดเติบโตเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในการเรียนออนไลน์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย: การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับ, วันวิสาข์ เสาว์สิงห์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อสำรวจสภาพกรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์ของนักเรียน 2) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลพหุระดับของปัจจัยที่ส่งผลต่อกรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์ของนักเรียน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนากรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์ของนักเรียน ตัวอย่างวิจัยประกอบด้วยครูจำนวน 63 คน และนักเรียน จำนวน 1,201 คน กำหนดตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอนจากโรงเรียนในสังกัด สพฐ. เก็บข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ 2 ฉบับ คือ แบบสอบถามสำหรับครูและสำหรับนักเรียน ส่วนข้อมูลสำหรับการออกแบบแนวทางการพัฒนากรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์ของนักเรียนเก็บรวบรวมโดยใช้วิธีการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายในการบรรยายสภาพกรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์และปัจจัยต่าง ๆ ในขณะที่การวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยที่ส่งผลต่อกรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์ของนักเรียนจะวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับ (2 ระดับ) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพจะวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่ากรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์ของนักเรียนภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกตามขนาดโรงเรียนพบว่าโรงเรียนทุกขนาดมีกรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์ของนักเรียนอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาผลการวิเคราะห์ MSEM พบว่าโมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของกรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์ของนักเรียนสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ2 = 121.477, df = 66, p = .000, CFI = .996, TLI = .988, RMSEA = .026) ผลการวิเคราะห์ปัจจัยระดับนักเรียนพบว่าแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์มีอิทธิพลต่อกรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์สูงที่สุด นอกจากนี้แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ยังส่งผ่านอิทธิพลของการรับรู้ความสามารถของตนเองที่มีต่อกรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์ ส่วนการสนับสนุนของเพื่อนมีอิทธิพลทางบวกในขณะที่การสนับสนุนของผู้ปกครองมีอิทธิพลทางลบต่อกรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ผลการวิเคราะห์ปัจจัยระดับครูพบว่าทั้งการจัดการเรียนรู้ของครูและการสนับสนุนของครูมีอิทธิพลต่อกรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์ตามลำดับอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 จากผลการวิจัยเชิงปริมาณและข้อมูลเชิงคุณภาพสามารถนำมาใช้ออกแบบแนวทางในการเรียนออนไลน์ของนักเรียนที่มุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้เชิงรุก การประเมินระหว่างทาง และการให้ข้อมูลป้อนกลับ แนวทางที่นำเสนอในงานวิจัยครั้งนี้แบ่งเป็น 2 แนวทางย่อย คือ 1) การส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของตนเองและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ผ่านกิจกรรมในชั้นเรียนออนไลน์ และ 2) การประสานความร่วมมือระหว่างบ้านและโรงเรียนในการส่งเสริมกรอบความคิดเติบโตในการเรียนออนไลน์
การพัฒนาแบบวัดและหลักการออกแบบต้นแบบการปรับความเชื่อด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนักศึกษาครู, อนุรักษ์ นิลหุต
การพัฒนาแบบวัดและหลักการออกแบบต้นแบบการปรับความเชื่อด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนักศึกษาครู, อนุรักษ์ นิลหุต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความเชื่อด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นแนวคิดของครูที่ยอมรับและยึดถือเกี่ยวกับลักษณะธรรมชาติของความรู้ และลักษณะวิธีการเข้าถึงความรู้วิทยาศาสตร์ การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาแบบวัดความเชื่อด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนิสิตศึกษาครู 2) วิเคราะห์และจัดประเภทของความเชื่อด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนิสิตนักศึกษาครู 3) พัฒนาหลักการออกแบบ และสร้างต้นแบบวิธีการปรับความเชื่อด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนิสิตนักศึกษาครูให้เหมาะสมกับประเภทของความเชื่อด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ 4) ตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำต้นแบบวิธีปรับความเชื่อไปปฏิบัติ ในขั้นแรกเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ประกอบด้วยการพัฒนาเครื่องมือวัด และวิเคราะห์ประเภทของความเชื่อโดยใช้การวิเคราะห์จัดกลุ่ม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือแบบสอบถามที่พัฒนาขึ้น มีตัวอย่างวิจัย คือ นิสิตครูวิทยาศาสตร์ 4 วิชาเอก จำนวน 120 คน ขั้นตอนต่อมาเป็นการวิจัยการออกแบบ เพื่อพัฒนาหลักการออกแบบ และต้นแบบของวิธีการปรับความเชื่อด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนิสิตนักศึกษาครู ผลการวิจัยมีดังนี้ 1. แบบวัดความเชื่อด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนิสิตศึกษาครู เป็นลักษณะแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีทั้งหมด 28 ข้อ ประกอบไปด้วย 4 มิติ ได้แก่ ความแน่นอนของความรู้ พัฒนาการความรู้ แหล่งความรู้ และ การให้เหตุผลเพื่อให้ได้ความรู้ มีตรงเชิงเนื้อหาจากการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ มีความเที่ยงในระดับที่เหมาะสม และมีความตรงเชิงโครงสร้างจากผลการตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัดความเชื่อด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square (3, N =130) = 3.292, p = .348; CFI = .998 TLI = .997, RMSEA = .027, SRMR = .182) 2. การจัดประเภทของความเชื่อด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนิสิตนักศึกษาครู ด้วยเทคนิค Hierarchical cluster analysis และ k- mean clustering สามารถแบ่งความเชื่อด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1) ความเชื่อด้านความรู้วิทยาศาสตร์เรียบง่าย 2) ความเชื่อด้านความรู้วิทยาศาสตร์แบบยึดมั่นในความรู้และแหล่งความรู้ 3) ความเชื่อด้านความรู้วิทยาศาสตร์ซับซ้อนแบบยึดมั่นในความรู้ 4) ความเชื่อด้านความรู้วิทยาศาสตร์ซับซ้อนแบบยึดมั่นในผู้รู้ 3. ผลการวิจัยเอกสารนำไปสู่การพัฒนาหลักการออกแบบประกอบไปด้วยข้ออ้างเชิงเหตุผล 3 ข้อ คือ 1) ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงแนวคิด …
การออกแบบสถานีงานพุททูไลท์สำหรับศูนย์กระจายสินค้า วัสดุตกแต่งบ้าน, กิตาการ จิตรเอื้ออารีย์กุล
การออกแบบสถานีงานพุททูไลท์สำหรับศูนย์กระจายสินค้า วัสดุตกแต่งบ้าน, กิตาการ จิตรเอื้ออารีย์กุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากภาวะขาดแคลนแรงงาน บริษัทค้าปลีกหลายแห่งประยุกต์ระบบขนถ่ายวัสดุแบบกึ่งอัตโนมัติในศูนย์กระจายสินค้าเช่นเดียวกับบริษัทค้าปลีกวัสดุก่อสร้างกรณีศึกษาซึ่งนำระบบหยิบสินค้าด้วยแสง หรือ พุททูไลท์ (Put-to-Light) ซึ่งเป็นระบบขนวัสดุประเภทตะกร้าและระบุจำนวนที่ต้องการหยิบสำหรับพนักงาน ระบบดังกล่าวประกอบด้วยหลายสถานีงานซึ่งใช้สายพานร่วมกัน ในแต่ละสถานีงานประกอบไปด้วยตำแหน่งวางตะกร้าซึ่งระบุร้านสาขากับประเภทสินค้า รวมถึงลูกค้าในช่องทางอีคอมเมิร์ซ การวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่าจำนวนการหยิบสินค้าเฉลี่ยต่อชั่วโมงแรงงานต่ำกว่าเป้าหมายประมาณ 5-10% เนื่องจากนโยบายการคัดสรรสินค้าในสถานีงาน การกีดขวางของตะกร้าสินค้าซึ่งมีการใช้สายพานร่วมกัน และประสิทธิภาพการหยิบของพนักงานรายบุคคล ดังนั้นงานวิจัยชิ้นนี้จึงนำเสนอชุดนโยบายด้านการดำเนินงาน ซึ่งครอบคลุม จำนวนและการกำหนดสถานีงาน การจัดการลูกค้าในช่องทางอีคอมเมิร์ซและประเภทตะกร้าสินค้า ความจุของตะกร้า และ ประสิทธิภาพของพนักงาน หลังจากการวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลในอดีตได้ถูกประยุกต์เข้ากับแบบจำลองสถานการณ์แบบ Monte Carlo เพื่อทดลองและเปรียบเทียบนโยบาย การทดลองพบว่าตำแหน่งของตะกร้าและการกำหนดสาขามีผลต่อจำนวนการกีดขวางและการเผาผลาญพลังงาน อย่างไรก็ตามความจุตะกร้าและประสิทธิภาพของพนักงานมีอิทธิพลเหนือปัจจัยอื่น ๆ โดยลดการกีดขวาง 39%, เวลาดำเนินงาน 16%, และการเผาผลาญพลังงาน 9% ข้อสรุปดังกล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรในระบบพุททูไลท์
New Approaches For Classical Theatre Performance Through The Application Of The Principles Of No.60 :A Case Study Of August Strinderg’S Miss Julie (1888), Sarinya Inger Olsson
New Approaches For Classical Theatre Performance Through The Application Of The Principles Of No.60 :A Case Study Of August Strinderg’S Miss Julie (1888), Sarinya Inger Olsson
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objective of this study is to examine the practical application of the principle of No.60 in acting techniques to effectively embody and portray the intricate nature of the character Miss Julie. The researcher's identified issue in their acting practice is the lack of freedom in utilizing their body to convey the character's emotions during performances, leading to a sense of internal conflict that hinders their expressive abilities. Consequently, the researcher tends to rely more on their upper body rather than fully utilizing their entire physique while performing. The researcher believes that the principles of No.60 can significantly enhance their …
Information Structure In Moklen, Daniel Peter Loss
Information Structure In Moklen, Daniel Peter Loss
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates aspects of information structure in Moklen, an endangered Austronesian language of Southern Thailand. The two objectives were to study the syntactic and informational properties of intonation units and to study the relationship between information status and changes in word-form. With respect to the first objective, Hypothesis 1 held that clausal intonation units would conform to the one-new-idea constraint, while Hypothesis 2 held that variations in argument structure could be accounted for by the given-before-new principle. Regarding changes in word-form, Hypothesis 3 held that use of monosyllabic alternants would correspond to “given” information statuses. To assess these hypotheses, …
การใช้เทคนิคของ อูทา ฮาเก็น และ รูดอล์ฟ ฟอน ลาบานในการพัฒนาทักษะการแสดงละครสุขนาฏกรรม : กรณีศึกษาตัวละครผู้หญิงในเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรงต์ (1987), ชญาณี วรพงศ์พินิจ
การใช้เทคนิคของ อูทา ฮาเก็น และ รูดอล์ฟ ฟอน ลาบานในการพัฒนาทักษะการแสดงละครสุขนาฏกรรม : กรณีศึกษาตัวละครผู้หญิงในเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรงต์ (1987), ชญาณี วรพงศ์พินิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์เทคนิคของ อูทา ฮาเก็น และ รูดอล์ฟ ฟอน ลาบาน เพื่อนำมาใช้พัฒนาทักษะการแสดงละครสุขนาฏกรรมผ่านตัวละครผู้หญิง ในบทละครเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ (Laughing Wild) เนื่องจากผู้วิจัยยังมีประสบการณ์ด้านการแสดงละครสุขนาฏกรรมไม่มาก ทำให้ประสบปัญหาในการแสดง 2 ประการ คือ 1) มีความเชื่อในแบบตัวละครที่ไม่มากพอ และ 2) มักใช้ร่างกายในรูปแบบเดิม ทำให้ไม่สามารถสวมบทบาทเป็นตัวละครและถ่ายทอดออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยมีสมมติฐานว่าเมื่อนำเทคนิคการแสดงของอูทา ฮาเก็น และรูดอล์ฟ ฟอน ลาบาน มาใช้ในการแสดงละครสุขนาฏกรรมเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ ผ่านตัวละครผู้หญิงจะทำให้นักแสดงมีความเชื่อในแบบตัวละครมากพอจนสามารถถ่ายทอดตัวละครผ่านร่างกายและสามารถหาพฤติกรรมของตัวละครได้ ผู้วิจัยทดลองนำ 2 เทคนิคนี้มาใช้ในงานวิจัยแบ่งเป็น 3 กระบวนการ คือ 1) วิเคราะห์บทละครและตัวละคร 2) กระบวนการซ้อม และ 3) นำเสนอผลวิจัยผ่านการจัดแสดง โดยเลือกวิธีเก็บผลวิจัย ดังนี้ จดบันทึกการทำงานของผู้วิจัย บันทึกวิดีโอฝึกซ้อมบางช่วง บันทึกวิดีโอวันแสดงจริง แบบสอบถามผู้ชม การประเมินจากผู้กำกับและผู้เชี่ยวชาญด้านการแสดง ผลการวิจัยพบว่าเทคนิคของฮาเก็นและลาบานเป็นเทคนิคที่ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อนักแสดงสามารถผ่อนคลายและปล่อยวางอันเป็นพื้นฐานของนักแสดงได้แล้ว การฝึกฝนเทคนิคของฮาเก็นจะช่วยทำให้นักแสดงมีความเชื่อในแบบตัวละครที่แข็งแรงมากพอจนนำไปสู่ความต้องการของตัวละครได้และการฝึกฝนเทคนิคของลาบานจะช่วยให้นักแสดงสามารถเชื่อมโยงความรู้สึกภายในของตัวละครกับการเคลื่อนไหวร่างกายภายนอกให้เป็นหนึ่งเดียวกันจนสามารถถ่ายทอดพฤติกรรมของตัวละครได้
ปัจจัยด้านวรรณยุกต์และโน้ตดนตรีที่มีต่อการใช้เสียงก้องพร่าในการร้องเพลงภาษาไทย, ธนกร อัยกร
ปัจจัยด้านวรรณยุกต์และโน้ตดนตรีที่มีต่อการใช้เสียงก้องพร่าในการร้องเพลงภาษาไทย, ธนกร อัยกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยระดับเสียงของวรรณยุกต์และโน้ตดนตรีที่ทำให้เกิดเสียงก้องพร่าในการร้องเพลงภาษาไทยโดยใช้เทคนิคโวคอลฟราย และ 2) ศึกษาลักษณะทางกลสัทศาสตร์ของเสียงก้องพร่าที่ปรากฏในการร้องเพลงภาษาไทยโดยใช้เทคนิคโวคอลฟราย เก็บข้อมูลจากผู้ร่วมวิจัยที่ประกอบอาชีพร้องเพลง ทั้งหมด 10 คน เพศชาย 5 คน เพศหญิง 5 คน อายุตั้งแต่ 20 – 30 ปี บันทึกเสียงผู้ร่วมการทดลอง จากการร้องเพลงภาษาไทยที่ผู้วิจัยแต่งขึ้นใหม่ที่มีการควบคุมวรรณยุกต์อย่างสมดุล ผู้ร่วมวิจัยได้รับอนุญาตให้ออกแบบวิธีการร้องด้วยตนเอง และให้เลือกใช้เสียงก้องพร่า (รู้จักในชื่อเทคนิคโวคอลฟราย) ได้ตามอัธยาศัย จำแนกเสียงก้องพร่าจากการฟังประกอบการพิจารณาแผนภาพคลื่นเสียงเพื่อวิเคราะห์การปรากฏในแต่ละวรรณยุกต์และโน้ตดนตรี ใช้วิธีการทางสถิติด้วย Man – Whitney U Test เพื่อยืนยันข้อแตกต่างที่พบ ศึกษาลักษณะทางกลสัทศาสตร์ของเสียงก้องพร่าทั้งหมด เพื่อระบุประเภทย่อยซึ่งอ้างอิงจากการศึกษาของ Keating et al (2015) รวมถึงวัดค่าระยะเวลาเสียงก้องพร่าจากเสียงสระทั้งหมด ผลการศึกษาปฏิสัมพันธ์ของวรรณยุกต์และโน้ตดนตรีต่อการเกิดเสียงก้องพร่าในการร้องเพลงไทย พบว่า เสียงก้องพร่านั้นสามารถปรากฏได้ในทุกช่วงระดับเสียง แต่ปรากฏในช่วงโน้ตเสียงต่ำมากที่สุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และโดยภาพรวม ผู้ร่วมวิจัยเพศชายมีการเลือกใช้เสียงก้องพร่ามากกว่าในทุกช่วงระดับเสียง นอกจากนี้ ในช่วงโน้ตเสียงต่ำ เสียงก้องพร่าปรากฏมากที่สุดกับกลุ่มวรรณยุกต์ต่ำสำหรับผู้ร่วมวิจัยทั้งสองกลุ่ม แต่ในช่วงโน้ตเสียงกลาง ผู้ร่วมวิจัยเพศหญิงใช้เสียงก้องพร่าในกลุ่มวรรณยุกต์สูงมากที่สุด ผลการศึกษาลักษณะทางกลสัทศาสตร์ของเสียงก้องพร่าในการร้องเพลงไทย พบว่า โน้ตดนตรีมีอิทธิพลต่อการปรากฏของเสียงก้องพร่าในแต่ละวรณยุกต์ ส่งผลให้ประเภทย่อยของเสียงก้องพร่าค่อนข้างกระจายตัว เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับระดับเสียงที่แตกต่างกัน ทั้งในแง่ของระดับเสียงโน้ตดนตรีและระดับเสียงของวรรณยุกต์ และถึงแม้มีการกระจายตัวค่อนข้างมาก แต่โดยภาพรวม เสียงก้องพร่าแบบโวคอลฟราย ปรากฏในสัดส่วนที่มากที่สุด ซึ่งผู้ร่วมวิจัยทุกคนใช้เสียงก้องพร่าแบบโวคอลฟรายในช่วงโน้ตเสียงต่ำ อีกทั้งโน้ตดนตรียังส่งผลให้ค่าระยะเวลาเสียงก้องพร่าแตกต่างกัน นอกจากนี้ ในช่วงโน้ตเสียงต่ำและกลาง วรรณยุกต์เอกและโท ส่งผลให้ระยะเวลาเสียงก้องพร่ามากกว่าวรรณยุกต์อื่นๆ แต่ในช่วงโน้ตเสียงสูงกลับพบว่าวรรณยุกต์ตรี ส่งผลให้ระยะเวลาของเสียงก้องพร่านั้นมากกว่าในวรรณยุกต์อื่นๆ
การพัฒนาทักษะด้านความเชื่อและจินตนาการของนักแสดง: กรณีศึกษา แมรี่ แอนน์ ในบทละครเรื่อง ฤกษ์รัก ของ นิค เพย์น, ธัญวรัตน์ แสงสุวรรณ์
การพัฒนาทักษะด้านความเชื่อและจินตนาการของนักแสดง: กรณีศึกษา แมรี่ แอนน์ ในบทละครเรื่อง ฤกษ์รัก ของ นิค เพย์น, ธัญวรัตน์ แสงสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษา “การพัฒนาทักษะด้านความเชื่อและจินตนาการของนักแสดง: กรณีศึกษา แมรี่แอนน์ ในบทละคร เรื่อง ฤกษ์รัก ของ นิค เพย์น” เป็นการศึกษาหลักการแสดงที่ใช้พัฒนาทักษะการแสดงทางด้านความเชื่อ และจินตนาการแก่นักแสดง เพื่อเข้าถึงบทบาทการแสดงมากขึ้น ผู้วิจัยตั้งสมมติฐานว่า การฝึกทักษะด้านความเชื่อและจินตนาการจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการแสดง ทำให้นักแสดงเข้าถึงบทบาทของตัวละคร แมรี่แอนน์ ในบทละครเรื่อง ฤกษ์รัก ได้อย่างลึกซึ้ง ผู้วิจัยวิเคราะห์และตีความบทบาทของตัวละคร โดยฝึกซ้อมผ่านแบบฝึกหัดการแสดง ได้แก่ มนต์สมมติ ของคอนสแตนตินสตานิสลาฟสกี เทคนิคการแสดงของไมเคิล เชคอฟ และการด้นสด ผู้วิจัยใช้วิธีสังเกตพัฒนาการแสดงของตนเองผ่านการบันทึกวีดิทัศน์ทั้งช่วงซ้อม และช่วงแสดง ประกอบกับจดบันทึกในตารางฝึกซ้อม และเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม สำรวจความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญสาขาการแสดงละคร รวมถึงประสบการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวผู้วิจัยเมื่อได้ทดลองแบบฝึกหัดดังกล่าว ผลการวิจัยจากแบบสอบถามของผู้ชมการแสดง จำนวน 65 คน พบว่า ผู้ชมเข้าใจตัวละคร ผู้วิจัยเข้าถึงเงื่อนไขของตัวละคร สามารถส่งความเชื่อและจินตนาการไปถึงผู้ชม ผู้ชมให้ค่าเฉลี่ยที่ 3.98 แสดงให้เห็นว่าแบบฝึกหัดหลักที่นำมาใช้มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้นักแสดงเกิดความเชื่อและจินตนาการ ผลจากการฝึกทักษะเชิงปฏิบัติการ พบว่า มนต์สมมติ เป็นกลวิธีที่สามารถช่วยให้นักแสดงเข้าถึงบทบาทของตัวละครมากที่สุด เมื่อใช้ร่วมกับการด้นสด และเทคนิคของการแสดงของเชคอฟ ช่วยให้นักแสดงถ่ายทอดการแสดงออกมาได้อย่างลึกซึ้ง
การพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระกับการเสริมสร้างทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่น, พิชญ์ไกร ไชยเดช
การพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระกับการเสริมสร้างทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่น, พิชญ์ไกร ไชยเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ: (1) เพื่อพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระโดยผสมผสานศาสตร์ศิลปะการละคร ศิลปะการแสดงเข้ากับศาสตร์การสอนเชิงบรรยาย และ (2) เพื่อเสริมสร้างทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่น ณ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 2 จังหวัดราชบุรี ผู้เข้าร่วมจำนวน 46 คน ประเมินผลการเปลี่ยนแปลงทักษะพลังแห่งการฟื้นตัว ตามกระบวนการวิจัยกึ่งทดลอง แบบ Single-Group Pretest-Posttest Design ด้วยแบบประเมินความเข้มแข็งทางจิตใจในเด็ก Resilience Scale (RS - 48, 13 - 18 years) การพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระฯ ครั้งนี้ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ (1) วิเคราะห์บริบทของกลุ่มเป้าหมาย (2) พัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระในฐานะเครื่องมือ (3) ทดสอบรูปแบบการแสดงสื่อสาระ (4) พัฒนาบทแสดงสื่อสาระฉบับสมบูรณ์ และ (5) กำหนดแผนงานและนำสู่การปฏิบัติ บทการแสดงออกแบบด้วยแนวทางบูรณาการโครงสร้างละครแบบ 3 องก์ ดำเนินเรื่องด้วยแนวคิดละครโศกนาฎกรรมร่วมกับการตั้งคำถามและสร้างบทสนทนาเพื่อการสืบค้นตามทฤษฎีพัฒนาการจิตสังคมและวิกฤตแห่งตัวตน ผนวกแนวคิดการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง กำหนดเป็นโปรแกรมการแสดงสื่อสาระ 4 ครั้ง (ครั้งละ 3 ชั่วโมง) รวม 12 ชั่วโมง ผลการวิจัย พบว่า หลังโปรแกรมการแสดงเสร็จสิ้นลงทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (คะแนนมาตรฐาน 7.73) เมื่อประเมินด้วยแบบประเมินความเข้มแข็งทางใจในเด็ก (Resilience Scale – RS-48) และเมื่อวิเคราะห์ตามองค์ประกอบ พบว่า ความสามารถทางสังคม ความสามารถในการแก้ไขปัญหา และความสามารถในการตั้งจุดมุ่งหมายในชีวิต มีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ยกเว้น ความสามารถในการดูแลและความคุมตัวเอง ที่มีทิศทางเพิ่มขึ้นเพียงเล็นน้อย แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ การแสดงสื่อสาระฯ สามารถลดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างที่มีทักษะแห่งการฟื้นตัวในระดับต่ำจาก ร้อยละ 13.04 เป็นร้อยละ 4.35 และลดสัดส่วนระดับปานกลางจากร้อยละ 86.96 เป็น ร้อยละ 71.74 ขณะเดียวกัน การแสดงสื่อสาระฯสามารถเพิ่มสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่มีทักษะแห่งการฟื้นตัวในระดับสูง จากที่ไม่ปรากฏในการประเมินก่อนแสดง เป็นร้อยละ 23.91% …
การใช้มาส์ก เทคนิค ของ ฌาค เลอคอก เพื่อพัฒนาความสามารถของนักแสดงเพื่อเข้าสู่การเป็นตัวละคร : กรณีศึกษา เดนีซ ซาเวจ ในบทละครเรื่อง ซาเวจ อิน ลิมโบ ของ จอห์น แพทริค แชนลีย์, ภรินทร์ลดา อาภาภิรม
การใช้มาส์ก เทคนิค ของ ฌาค เลอคอก เพื่อพัฒนาความสามารถของนักแสดงเพื่อเข้าสู่การเป็นตัวละคร : กรณีศึกษา เดนีซ ซาเวจ ในบทละครเรื่อง ซาเวจ อิน ลิมโบ ของ จอห์น แพทริค แชนลีย์, ภรินทร์ลดา อาภาภิรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ฌาค เลอคอก เป็นหนึ่งในนักการละครที่ริเริ่มนำเอาหน้ากากเข้ามาปรับใช้ในการฝึกฝนนักแสดงเพื่อเสริมสร้างทักษะทางอวัจนภาษาและพัฒนาศักยภาพร่างกายของนักแสดง เลอคอกเชื่อว่าทักษะทางอวัจนภาษาจะช่วยเพิ่มพลังให้กับคำพูดของตัวละคร หรือกล่าวโดยง่ายคือ ช่วยให้สิ่งที่ตัวละครพูดถึงมีความหมายและชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ตัวละครมีมิติและเป็นเอกลักษณ์อีกด้วย ผู้วิจัยได้ทดลองนำแบบฝึกหัด มาส์ก เทคนิค ของเลอคอกมาใช้ในการเข้าสู่การเป็นตัวละคร เดนีซ ซาเวจ จากบทละครเรื่อง ซาเวจ อิน ลิมโบ ซึ่งเป็นตัวละครที่แตกต่างจากผู้วิจัยอย่างมากไม่ว่าจะเป็น ปูมหลัง บุคลิก อุปนิสัย บริบททางสังคม ยุคสมัย และวัฒนธรรมที่ไกลตัว โดยมีสมมติฐานว่า การใช้ มาส์ก เทคนิค ของเลอคอกจะช่วยให้ผู้วิจัยเข้าสู่การเป็นตัวละครได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น และสื่อสารสภาวะอารมณ์ ความรู้สึกที่ซับซ้อนของตัวละครผ่านอวัจนภาษาได้อย่างชัดเจนมากขึ้น โดยผู้วิจัยใช้ มาส์ก เทคนิค ใน 4 ลักษณะคือ 1) การสร้างสรรค์ตัวละคร 2) ค้นหาแก่นของตัวละคร 3)สร้างบุคลิกและอุปนิสัยภายนอก และ 4) พัฒนาศักยภาพของร่างกายและจิตใจ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์และประเมินผลจากการปฏิบัติจริง พร้อมทั้งบันทึกกระบวนการทำงาน การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางการแสดง แบบสอบถามจากผู้ชม และการชมวีดีโอบันทึกการแสดง ผลการวิจัยพบว่าการฝึกฝน มาส์ก เทคนิค อย่างต่อเนื่องจะช่วยขยายศักยภาพร่างกายของนักแสดง ได้ค้นพบอิสรภาพทั้งในการเคลื่อนไหวและเสียง ได้รู้จักร่างกายของตนเองมากขึ้น และเข้าใจหลักการของอวัจนภาษาบนเวทีมากขึ้น ซึ่งช่วยให้นักแสดงเข้าบทบาทเป็นตัวละครได้สมบูรณ์ขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน มาส์ก เทคนิคเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือดังนั้นก่อนที่จะเข้าสู่การใช้แบบฝึกหัด นักแสดงควรต้องวิเคราะห์ตัวละครอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อน
Covid-19 Infodemic And Social Media Platforms In Thailand, Abhibhu Kitikamdhorn
Covid-19 Infodemic And Social Media Platforms In Thailand, Abhibhu Kitikamdhorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to fill a knowledge void on disinformation in a non-western context by examining the infodemic phenomenon in Thailand covering an extensive period from 31 December 2019 to 31 July 2021. The research examines how disinformation about COVID-19 spreads on Facebook and Twitter in Thailand, as well as the effectiveness of counter-disinformation approaches, and policy gaps in addressing the infodemic. Data collection relies on these methodologies—content analysis, sentiment analysis, social network analysis, in-depth interviews, and document analysis. Content analysis of sampled data shows that herbal medicine claims, and politicized COVID-19 information, especially about censorship, are prevalent. Contextual factors …
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), ชุติกาญจน์ ทรงมิตร
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), ชุติกาญจน์ ทรงมิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานะการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในปัจจุบัน วิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของ สศช. และจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนา สศช. สู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ มีระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการแจกแบบสอบถามให้กับข้าราชการพลเรือน สังกัด สศช. ทั้งในสายงานหลักและสายงานสนับสนุน ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวม สถานะการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของ สศช. ในปัจจุบันอยู่ในระดับมาก โดยระบบย่อยพลวัตรการเรียนรู้เป็นด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ ระบบย่อยการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในองค์การ ระบบย่อยการมอบอำนาจคน ระบบย่อยการจัดการความรู้ และระบบย่อยการปรับเปลี่ยนองค์การ ตามลำดับ สำหรับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ พบว่า ปัจจัยด้านการบริหารทั้ง 12 ปัจจัย มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยมีเพียง 4 ปัจจัย ที่มีอิทธิพลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของ สศช. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ กระบวนการเรียนรู้ วิสัยทัศน์และกลยุทธ์ เทคโนโลยี และวัฒนธรรมองค์การ จากข้อค้นพบดังกล่าวนำมาสู่ข้อเสนอแนะ ดังนี้ (1) การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการองค์การ (2) การดำเนินการตามวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติราชการ สศช. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 - 2570 ให้เห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม (3) การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และการทำงานของบุคลากร และ (4) การส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (Lifelong Learning Culture)
การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ในเรื่องการปรากฏของความไม่มีอยู่จริงในสังคมไทย, วรวรรณ ปิ่นรัตนากร
การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ในเรื่องการปรากฏของความไม่มีอยู่จริงในสังคมไทย, วรวรรณ ปิ่นรัตนากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและแนวคิดที่ได้หลังจากการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากการปรากฏของความไม่มีอยู่จริงในสังคมไทยโดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ การทดลอง และวิจัยสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะการแสดง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย การสำรวจข้อมูลเชิงเอกสาร การสัมภาษณ์ สื่อสารสนเทศ การสังเกตการณ์ ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้วิจัย และเกณฑ์การสร้างมาตรฐานในการยกย่องบุคคลต้นแบบทางด้านนาฏยศิลป์ นำข้อมูลมาตรวจสอบ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างสรรค์ผลงานนาฏยศิลป์ตามกระบวนการที่กำหนดไว้ ผลการวิจัยพบว่าการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากการปรากฏของความไม่มีอยู่จริงในสังคมไทยมีรูปแบบในการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ทั้งสิ้น 8 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) บทการแสดง ออกแบบบทการแสดงจากประเด็นที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย แบ่งออกเป็น 3 องก์การแสดง ประกอบด้วย องก์ที่ 1 การเกิดปัญหา (Problems Arising) องก์ที่ 2 การแก้ไขปัญหา (Problem Solving) องก์ที่ 3 การหยั่งรู้ (Discernment) 2) ลีลานาฏยศิลป์ ใช้ลีลาการเคลื่อนไหวแบบนาฏยศิลป์สมัยใหม่ (Modern Dance) การเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน (Everyday Movement) และ บัลเล่ต์ (Ballet) 3) นักแสดง ใช้การคัดเลือกนักแสดงที่มีทักษะการแสดงที่หลากหลายรวมทั้งรูปร่าง สีผิว เพศ 4) เครื่องแต่งกายและการแต่งหน้า ใช้เครื่องแต่งกายที่เรียบง่ายแบบมินิมอลลิสม์ (Minimalism) และการแต่งหน้าแบบในชีวิตประจำวัน 5) อุปกรณ์ประกอบการแสดง ออกแบบโดยคำนึงถึงบทการแสดง ความหมาย และความเชื่อของการแสดงในแต่ละองก์ 6) เสียงและดนตรีประกอบการ ใช้รูปแบบการประพันธ์ดนตรีโดยการสังเคราะห์เสียง (Synthesis Music) ร่วมกับเสียงที่บันทึกจากสถานที่ต่าง ๆ 7) ฉากและพื้นที่การแสดง ออกแบบพื้นที่การแสดงเพื่อสร้างสรรค์ผลงานแบบศิลปะเฉพาะที่ (Site-specific Arts) 8) แสง ใช้แสงธรรมชาติในพื้นที่แบบศิลปะเฉพาะที่ (Site-specific Arts) และคัดเลือกช่วงเวลาของแสงให้สัมพันธ์กับบทการแสดง นอกจากนี้พบว่ามีแนวคิดที่ได้หลังจากการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากการปรากฏของความไม่มีอยู่จริงในสังคมไทย 5 ประการ ได้แก่ 1) การปรากฏของความไม่มีอยู่จริงในสังคมไทย 2) แนวคิดทางด้านมานุษยวิทยา 3) แนวคิดและทฤษฎีทางด้านทัศนศิลป์ นาฏยศิลป์ และดุริยางคศิลป์ 4) การใช้สัญลักษณ์ในผลงานนาฏยศิลป์ 5) ความคิดสร้างสรรค์ทางด้านนาฏยศิลป์ …
The Effect Of Water Temperature And Carbohydrate Drink On Intestinal Epithelial Injury, Endotoxemia, Splanchnic Perfusion, And Core Temperature, During Running In The Heat, Warot Rangsimahariwong
The Effect Of Water Temperature And Carbohydrate Drink On Intestinal Epithelial Injury, Endotoxemia, Splanchnic Perfusion, And Core Temperature, During Running In The Heat, Warot Rangsimahariwong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Prolonged exercise can result in splanchnic hypoperfusion and elevated core body temperature (Tcore), which can contribute to gastrointestinal injury and endotoxemia. The effects of fluid temperature and carbohydrate consumption during exercise on these variables are less clear. Objectives: The study aimed to determine the effects of the temperature of water and carbohydrate drinks on intestinal epithelial injury, endotoxemia, splanchnic perfusion, and Tcore during 60-minute of moderate-intensity running. Methods: Ten participants completed four 60-minute running trials at 70% VO2max with different types of hydration: no water (NW), ambient temperature water (ATW), cold water (CW), and cold carbohydrate water (CW+CHO). Doppler …
กิจกรรมและนโยบายการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคไม่ติดต่อในสถานประกอบการของงานทรัพยากรบุคคล ประเทศไทย, เตชิต เตชะมโนดม
กิจกรรมและนโยบายการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคไม่ติดต่อในสถานประกอบการของงานทรัพยากรบุคคล ประเทศไทย, เตชิต เตชะมโนดม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถานประกอบการมีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ วิถีชีวิต และเป็นสถานที่ที่มีโอกาสจะโน้มน้าวพฤติกรรม รวมทั้งสร้างเสริมสุขภาพของพนักงาน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินการ และนโยบายด้านการสร้างเสริมสุขภาพในที่ทำงานของสถานประกอบการเอกชน งานวิจัยนี้เป็นการการศึกษาแบบภาคตัดขวาง โดยดำเนินการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถาม จากผู้บริหาร และบุคลากรฝ่ายทรัพยากรบุคคลในบริษัท 814 แห่งในประเทศไทย ระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม พ.ศ. 2566 พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ ได้แก่ ระยะเวลาดำเนินงานของสถานประกอบการ ขนาดสถานประกอบการ และการจัดสรรงบประมาณ เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบสองตัวแปรระหว่างข้อมูลทั่วไปของสถานประกอบการ และนโยบายด้านการสร้างเสริมสุขภาพในที่ทำงานของสถานประกอบการ พบว่าปัจจัยเรื่องการจัดสรรงบประมาณ มีความสัมพันธ์กับการกำหนดนโยบายในทุกหัวข้อ การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าระยะเวลาการดำเนินงานของสถานประกอบการ ขนาดสถานประกอบการ และการจัดสรรงบประมาณมีบทบาทสำคัญในความสำเร็จในการดำเนินการและความเป็นไปได้ของนโยบายสร้างเสริมสุขภาพของพนักงานภายในสถานประกอบการ
ความเครียดจากการทำงานและภาวะสุขภาพจิตของพนักงานขับรถโดยสารประจำทางในองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ, ชยุตม์ ต่างวิวัฒน์
ความเครียดจากการทำงานและภาวะสุขภาพจิตของพนักงานขับรถโดยสารประจำทางในองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ, ชยุตม์ ต่างวิวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาความเครียดจากการทำงานและภาวะสุขภาพจิตของพนักงานขับรถโดยสารประจำทางในองค์การ กลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานขับรถโดยสารประจำทาง จำนวน 329 คน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลในเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน พ.ศ.2566 โดยการใช้แบบประเมินความเครียดจากการทำงาน (Thai JCQ-45) และแบบประเมินภาวะสุขภาพจิต (Thai GHQ-12) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ระหว่างสองตัวแปรและวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบโลจิสติก ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่าง มีความเครียดจากการทำงานสูง ร้อยละ 30.4 และมีความเสี่ยงในการมีปัญหาสุขภาพจิต ร้อยละ 19.5 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันกับความเครียดจากการทำงาน ได้แก่ เพศหญิง (aOR= 2.37, 95%CI: 1.17-4.80) การทำอาชีพเสริม (aOR= 4.04, 95%CI: 1.03-15.80) ผู้ที่มีการเรียกร้องจากงานด้านกายภาพสูง (aOR= 7.49, 95%CI: 3.98-14.10) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับความเครียดจากการทำงาน ได้แก่ การออกกำลังกาย (aOR= 0.35, 95%CI: 0.12-0.98) ความมั่นคงของงานสูง (aOR= 0.27, 95%CI: 0.08-0.97) และการสนับสนุนทั้งสังคมสูง (aOR= 0.09, 95%CI: 0.03-0.32) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันกับความเสี่ยงในการมีปัญหาสุขภาพจิต ได้แก่ ชั่วโมงการทำงาน (aOR= 2.08, 95%CI: 1.06-4.07 ) อันตรายในงานสูง (aOR=, 95%CI: 1.90-7.66) และผู้ที่มีความเครียดจากการทำงานสูงมีความเสี่ยงในการมีปัญหาสุขภาพจิตเป็น 1.77 เท่า (95%CI: 1.01-3.11) ดังนั้นหน่วยงานควรส่งเสริมมาตรการในการป้องกันความเครียดจากการทำงานและปัญหาสุขภาพจิต
คุณภาพการนอนหลับและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของเจ้าพนักงานและพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในกรุงเทพมหานคร, นันท์นภัส ปิยชัยเศรษฐ์
คุณภาพการนอนหลับและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของเจ้าพนักงานและพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในกรุงเทพมหานคร, นันท์นภัส ปิยชัยเศรษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยพรรณนาเชิงภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพการนอนหลับและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของเจ้าพนักงานและพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเป็นเจ้าพนักงานและพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในกรุงเทพมหานคร จำนวน 472 คน คัดเลือกโดยใช้วิธีสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ทำการศึกษาระหว่าง เดือน มกราคม ถึง มีนาคม พ.ศ. 2566 แบบสอบถามประกอบด้วย ข้อมูลปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยด้านการทำงาน ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม และละแบบประเมินคุณภาพการนอนหลับฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ประกอบด้วยการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างตัวแปรสองตัว และวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มที่คุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดี จำนวน 208 คน (ร้อยละ 44.1) เมื่อควบคุมตัวกวนแล้วพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดีในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่มีความขัดแย้งกัน (OR=1.78, 95%CI:1.09-2.93) การทำงานเสริมช่วงเวลาระหว่าง 8.00 - 20.00 น. (OR=2.36, 95%CI:1.27-4.39) การทำงานเสริมหลังเวลา 20.00 น. (OR=4.26, 95%CI:1.08-16.73) ห้องพักเวรที่มีเสียงดัง (OR=1.72, 95%CI:1.07-2.76) และห้องพักเวรที่มีความไม่สะดวกของเครื่องนอนขณะนอนหลับ (OR=2.98, 95%CI:1.82-4.91) ดังนั้นองค์กรควรส่งเสริมนโยบายการพัฒนาคุณภาพการนอนหลับ โดยมุ่งเน้นในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะดังกล่าว ได้แก่ ผู้ที่ทำงานเสริม ควรส่งเสริมกิจกรรมเกี่ยวกับสุขอนามัยการนอนหลับที่ดี เพื่อให้บุคลากรมีคุณภาพการนอนหลับที่ดีต่อไป
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, นิภาภรณ์ เที่ยงหนู
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, นิภาภรณ์ เที่ยงหนู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงทำนายครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง และศึกษาปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ที่มารับการรักษาที่แผนกตรวจผู้ป่วยนอก ในสถาบันประสาทวิทยา และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 120 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินคุณภาพชีวิต แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน แบบประเมินภาระการดูแล แบบประเมินภาวะซึมเศร้า แบบประเมินสัมพันธภาพในครอบครัว และแบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม โดยเครื่องมือมีคุณภาพทั้งความตรงตามเนื้อหาและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สัมประสิทธิ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคุณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองมีคุณภาพชีวิตปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 95.89 (S.D. = 11.48) ปัจจัยที่ทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคม (β = .34, <.001) ภาวะซึมเศร้า (β = -.47, p <.001) และ ความสามารถในการทำกิจวัตร ประจำวันของผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง (β = .33, p =.005) สามารถร่วมกันทำนาย คุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ได้ร้อยละ 33 โดยการสนับสนุนทางสังคมถือเป็นปัจจัยหลักในการทำนายคุณภาพชีวิตผู้ดูแลในครอบครัว
ปัจจัยทำนายความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, ผกายรัตน์ สหเจริญชัย
ปัจจัยทำนายความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, ผกายรัตน์ สหเจริญชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายเพื่อศึกษาอำนาจการทำนายความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มตัวอย่างเป็น ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองชนิดแตก ตีบตัน ครั้งแรก/เป็นซ้ำ ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 114 ราย ที่มารับการตรวจติดตามการรักษา ณ แผนกผู้ป่วยนอกหน่วยตรวจโรคประสาทศัลยศาสตร์และอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลตำรวจ และสถาบันประสาทวิทยา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน แบบประเมินภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล แบบประเมินโรคร่วม แบบประเมินความเหนื่อยล้า และแบบประเมินระดับความพิการ แบบสอบถามหาค่าความตรงเชิงเนื้อหาได้เท่ากับ .88,1, .99 และ 1 ตามลำดับ ส่วนแบบประเมินระดับความพิการซึ่งเป็นแบบประเมินมาตรฐาน มีการนำมาใช้ในการวิจัยอย่างแพร่หลายดังนั้นผู้วิจัยจึงไม่ทำการทดสอบซ้ำ และได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .87, .88, .89, .97 และ .78 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบเป็นขั้นตอน ผลการศึกษา พบว่า 1. ผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง มีความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 86.40 (SD = 21.56) 2. ปัจจัยที่สามารถทำนาย ความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองได้สูงสุด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ระดับความพิการ (beta = .447) รองลงมา คือ ภาวะโรคร่วม (beta = .310) ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล (beta = .251) และ ความเหนื่อยล้า (beta = .155) ตามลำดับ โดยตัวแปรทำนายทั้ง 4 ตัวแปร สามารถทำนายความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ได้ร้อยละ 78.1 (Adjusted R2 = .781, F = 187.420, p<. 05) อย่ำงมีนัยสำคัญทำงสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของผู้ที่เป็นมะเร็ง, พนิดา ตึกหิน
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของผู้ที่เป็นมะเร็ง, พนิดา ตึกหิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของผู้ที่เป็นมะเร็ง และความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ เพศ ระยะของโรค ชนิดของโรคมะเร็ง สัมพันธภาพในครอบครัว ความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย สมรรถนะแห่งตน ภาระค้างคา ความรุนแรงของอาการกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของ ผู้ที่เป็นมะเร็ง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นมะเร็งทุกระยะและทุกชนิดที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ที่เข้า รับการรักษาแผนกผู้ป่วยนอกมะเร็งของโรงพยาบาลตติยภูมิ เขตกรุงเทพมหานคร 2 แห่ง จำนวน 181 คน เครื่องมือที่ใช้งานวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย แบบประเมินสัมพันธภาพในครอบครัว แบบสอบถามภาระค้างคา แบบสอบถามความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย แบบสอบถามสมรรถนะแห่งตน และแบบประเมิน ความรุนแรงของอาการ เครื่องมือดังกล่าวมีคุณภาพทั้งทางตรงและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาเพียร์สัน และอีต้า ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ที่เป็นมะเร็งมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายในระดับสูง คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 46.11 (SD = 10.80) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย ได้แก่ ระยะของโรคมะเร็ง ภาระค้างคา ความรุนแรงของอาการ และชนิดของโรค มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r= .77, r= .86, r= .55; Eta= .34, p
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับการทำพินัยกรรมชีวิตในผู้ที่เป็นมะเร็ง, อธิพงศ์ มุณีโน
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับการทำพินัยกรรมชีวิตในผู้ที่เป็นมะเร็ง, อธิพงศ์ มุณีโน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำพินัยกรรมชีวิตของผู้ที่เป็นมะเร็ง และศึกษาความสัมพันธ์ของ อายุ ระยะของโรค ความรุนแรงของอาการ ความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย การสนับสนุนทางสังคม กับการทำพินัยกรรมชีวิตของผู้ที่เป็นมะเร็ง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคมะเร็ง และรับบริการในแผนกหอผู้ป่วยนอกโรคมะเร็งของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 180 คน เครื่องมือที่ใช้งานวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการทำพินัยกรรมชีวิต แบบประเมินความรุนแรงของอาการ แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย และแบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม โดยค่าความเที่ยงแบบประเมินความรุนแรงของอาการ แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย และแบบประเมินการสนับสนุนทางสังคมมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .88, .90 และ .89 ตามลำดับ ส่วนแบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต มีค่า KR-20 เท่ากับ .81 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา และการถดถอยโลจิสติค ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่เป็นมะเร็งมีการทำพินัยกรรมชีวิตเพียงร้อยละ 37.2 โดยส่วนใหญ่ทำด้วยวิธีการบอกกล่าวร้อยละ 49.2 โดยปัจจัยที่ทำให้ผู้ที่เป็นมะเร็งทำพินัยกรรมชีวิตมากขึ้น ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นมะเร็งระยะลุกลาม ความรุนแรงของอาการ และ ความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต (OR= 2.63, 7.59, 1.05, 1.79 ตามลำดับ, p<.05) และปัจจัยที่ทำให้ผู้ที่เป็น มะเร็งทำพินัยกรรมชีวิตลดลง ได้แก่ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย (OR= 0.87, p<.05)
Sexual Orientation Microaggressions And Mental Health Concerns: A Conditional Process Modeling Of Protective Effects Of Microaffirmations, Rapinpat Yodlorchai
Sexual Orientation Microaggressions And Mental Health Concerns: A Conditional Process Modeling Of Protective Effects Of Microaffirmations, Rapinpat Yodlorchai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Mental health disparities existed globally for sexual minority populations compared to heterosexuals. Experiences of subtle discrimination called microaggressions contributed to poor mental health outcomes. Conversely, microaffirmations may buffer these negative effects. To further study these processes among lesbian, gay, bisexual, queer/questioning (LGBQ+) Thais, culturally validated tools were needed to quantify microaggression and microaffirmation experiences within Thailand's high-context culture. Objectives: This two-part study aimed to: 1) develop and validate Thai language scales measuring microaggressions and microaffirmations related to sexual orientation; and 2) test a conceptual moderated mediation model elucidating relationships between microaggressions, microaffirmations, sexual orientation concealment, internalized heterosexism, and mental …
ประสบการณ์ทางจิตใจจากการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก, กันตพร สวนศิลป์พงศ์
ประสบการณ์ทางจิตใจจากการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก, กันตพร สวนศิลป์พงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจจากการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก ด้วยระเบียบวิธีวิจัยการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกในชุดคำถามกึ่งโครงสร้าง ผู้เข้าร่วมวิจัยคือผู้เคยมีประสบการณ์การเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกตามเกณฑ์ได้แก่ เป็นการเขียนที่มีลักษณะของการสะท้อน สำรวจ ใคร่ครวญ เกี่ยวกับความคิดความรู้สึก เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้และเยียวยาตนเอง และเป็นการเขียนระหว่างที่ได้รับการบำบัดจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา จำนวน 6 ราย มีอายุระหว่าง 23-36 ปี ผลการวิจัยแบ่งได้เป็น 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) องค์ประกอบที่ชักนำให้สนใจการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก ประกอบด้วย ความคุ้นเคยกับการเขียนการอ่านและการจดบันทึก การขาด ‘พื้นที่ปลอดภัยทางความรู้สึก’ หล่อหลอมให้แสวงหาพื้นที่แสดงออก และ การกระตุ้นที่นำไปสู่การมองหาหนทางเยียวยา 2) ช่องทางและเวลาในการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก ประกอบด้วย เลือกใช้ช่องทางการเขียนที่ตนเองถนัดและตอบโจทย์ความต้องการ เขียนในพื้นที่และเวลาที่ให้บรรยากาศความเป็นส่วนตัว ใช้เวลากับการเขียนอย่างยืดหยุ่นตามระดับความต้องการภายใน 3) รูปแบบวิธีการเขียนและกระบวนการที่ดำเนินไประหว่างการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก ประกอบด้วย บอกเล่าเรื่องราวตามวิถีธรรมชาติของตนเอง เกิดกระบวนการสำรวจ กลั่นกรอง ใคร่ครวญ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวและตนเอง และเกิดความตระหนักรู้จากการ ‘ค้นพบ’ และ ‘มองเห็น’ โลกภายในตนเองได้แจ่มชัด) 4) ผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก ประกอบด้วยผลที่สังเกตได้หลังการลงมือเขียนแต่ละครั้ง และผลเมื่อทำซ้ำจนตกผลึกภายในตนเอง ผลที่สังเกตได้หลังการลงมือเขียนแต่ละครั้ง ได้แก่ ความปลอดโปร่งจากความทุกข์และความอึดอัดที่คลี่คลายลงไป เกิดความตระหนักและยอมรับความรู้สึกตนเองโดยไม่ตัดสิน เกิดความเข้าใจในความเป็นตนเองบนพื้นฐานประสบการณ์ส่วนตัว ตั้งสติและมองเห็นหนทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมแก่ตนเองได้ และรู้สึกอิ่มเอมจากการได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่มีความหมายและเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ผลเมื่อทำซ้ำจนตกผลึกภายในตนเอง ได้แก่ เกิดสัมพันธภาพและการสื่อสารภายในตนที่มีคุณภาพ เรียบเรียงความคิดความรู้สึกเพื่อสื่อสารกับคนรอบข้างได้ดีขึ้น รับรู้ถึงอำนาจและพลังการยืนยันภายในตนเอง เห็นความเชื่อมโยงภายในตนจากอดีตสู่ปัจจุบันและรับรู้ศักยภาพในการกำกับดูแลตนเอง และ กลับสู่ความเป็นตัวเองที่แท้ รู้สึกเติมเต็มภายในตนและเข้าใจธรรมชาติชีวิต 5) การรับรู้ประโยชน์ของการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกและการนำไปใช้ ประกอบด้วย เป็นพื้นที่ประคับประคองเยียวยาและทำความเข้าใจตนเองที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัว เป็นเครื่องมือสื่อสารทดแทนในเรื่องที่ยากหรือลำบากใจจะเอ่ย และ ต่อยอดเป็นงานสร้างสรรค์ที่ใช้วัตถุดิบภายในตน งานวิจัยนี้ช่วยเติมเต็มความเข้าใจเกี่ยวกับประสบการณ์การเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกในคนไทยว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกิดการสำรวจและตระหนักรู้ภายในตนเองได้ ผู้สนใจสามารถนำมาใช้ดูแลตนเองเบื้องต้น และนักจิตวิทยาการปรึกษาสามารถนำเครื่องมือนี้มาใช้ประกอบการให้คำปรึกษาเพื่อผลลัพธ์การทำงานร่วมกับผู้รับบริการที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
การสำรวจความเชื่อทางจรรยาบรรณของผู้ให้บริการทางสุขภาพจิตในประเทศไทย, พรพรหม ลิขิตโฆษิตกุล
การสำรวจความเชื่อทางจรรยาบรรณของผู้ให้บริการทางสุขภาพจิตในประเทศไทย, พรพรหม ลิขิตโฆษิตกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลด้านความเชื่อทางจรรยาบรรณของผู้ให้บริการทางสุขภาพจิตในประเทศไทยจำแนกตามเพศ ช่วงวัย อาชีพ และประเภทชุมชนที่ปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ให้บริการทางสุขภาพจิต ผู้มีหน้าที่ในการดูแลหรือรักษาบุคคลทั่วไปหรือผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านจิตใจ อารมณ์ และพฤติกรรม โดยใช้กระบวนการจิตบำบัดหรือการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 160 คน อายุเฉลี่ย 35.5 ปี (SD = 9.54 ปี) เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย คือ แบบสอบถามความเชื่อทางจรรยาบรรณของผู้ให้บริการทางสุขภาพที่พัฒนาจากการศึกษาก่อนหน้า จำนวน 78 ข้อ นำผลที่ได้มาหาค่าความเชื่อมั่นด้วยวิธีการของ Cronbach’s Alpha ซึ่งผลที่ได้จากการคำนวณพบว่า ค่าความเที่ยง = .96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่ามี 12 ข้อที่ผู้ให้บริการทางสุขภาพจิตเชื่อว่าเป็นพฤติกรรมที่ผิดจรรยาบรรณอย่างแน่นอน มี 1 ข้อที่ผู้ให้บริการทางสุขภาพจิตเชื่อว่าเป็นพฤติกรรมที่ถูกจรรยาบรรณอย่างแน่นอน และมี 9 ข้อเป็นพฤติกรรมที่ผู้ให้รับบริการทางสุขภาพจิตส่วนใหญ่ตอบว่าไม่รู้หรือไม่แน่ใจ และผลการวิเคราะห์ความแตกต่างพบว่าผู้ให้บริการทางสุขภาพจิตที่มีเพศ อาชีพ และประเภทชุมชนที่ปฏิบัติงานแตกต่างกันมีความเชื่อทางจรรยาบรรณโดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้ผู้ให้บริการทางสุขภาพจิตที่มีช่วงวัยแตกต่างกัน มีความเชื่อทางจรรยาบรรณโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ประสบการณ์ในการฝึกปฏิบัติของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดชาวไทยในต่างประเทศ, พิศาลสินท์ กอสนาน
ประสบการณ์ในการฝึกปฏิบัติของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดชาวไทยในต่างประเทศ, พิศาลสินท์ กอสนาน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้คือ เพื่อศึกษาประสบการณ์การฝึกปฏิบัติในห้องบำบัดของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดชาวไทยในต่างประเทศ ผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นคนไทยที่มีประสบการณ์ในการฝึกปฏิบัติในฐานะนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดในต่างประเทศ เช่น อังกฤษ สกอตแลนด์ และสหรัฐอเมริกา จำนวนทั้งหมด 6 คน รวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงกึ่งโครงสร้างเชิงลึกโดยใช้การวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์เชิงตีความ (IPA) เป็นแนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยเน้นสามประเด็นหลัก: (1) ความท้าทายในการฝึกปฏิบัติ (2) การรับมือกับความท้าทายในการฝึกปฏิบัติ และ (3) การพัฒนาส่วนบุคคลและวิชาชีพ จากผลการวิจัยสามารถสรุปได้ว่านักฝึกหัดที่ปรึกษาชาวไทยเผชิญกับความท้าทายระหว่างการฝึกปฏิบัติในต่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อกระบวนการบำบัดความท้าทายเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ทั้งกลยุทธ์การรับมือในเชิงบวกและเชิงลบ ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาเชิงวิชาชีพและส่วนบุคคล ดังนั้นหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษาควรเตรียมความพร้อมในการเพิ่มศักยภาพและทักษะที่จำเป็นเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาข้ามวัฒนธรรมแก่นักศึกษาจิตวิทยาการปรึกษาและสร้างระบบสนับสนุนที่เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งเชิงบุคคลและเชิงวิชาชีพ
อิทธิพลของการเหนี่ยวนำให้ระลึกถึงพฤติกรรมเชิงศีลธรรมที่มีต่อภาพลักษณ์ทางศีลธรรมส่วนตนเเละพฤติกรรมโกง โดยมีความคลุมเครือของสถานการณ์เป็นตัวเเปรกำกับ, ภัทรพงศ์ สุทธิรัตน์
อิทธิพลของการเหนี่ยวนำให้ระลึกถึงพฤติกรรมเชิงศีลธรรมที่มีต่อภาพลักษณ์ทางศีลธรรมส่วนตนเเละพฤติกรรมโกง โดยมีความคลุมเครือของสถานการณ์เป็นตัวเเปรกำกับ, ภัทรพงศ์ สุทธิรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แม้จะมีงานวิจัยจำนวนมากที่แสดงให้เห็นปรากฏการณ์การให้สิทธิพิเศษทางศีลธรรมแก่ตนเอง ซึ่งหมายถึงการที่บุคคลอ้างอิงคุณงามความดีในอดีตเพื่อกระทำสิ่งที่ผิดศีลธรรมได้ แต่งานวิจัยใดที่ศึกษากลไกทางจิตวิทยาที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวยังมีน้อย งานวิจัยนี้จึงต้องการศึกษาพฤติกรรมการให้สิทธิพิเศษทางศีลธรรมแก่ตนเอง และเปรียบเทียบว่าระหว่างแบบจำลองเครดิตทางศีลธรรมและการรับรองทางศีลธรรม กลไกใดที่ช่วยอธิบายการเกิดพฤติกรรมการให้สิทธิพิเศษทางศีลธรรมแก่ตนเองได้ดีกว่า ผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป จำนวน 177 คน ที่ร่วมทำแบบสอบถามออนไลน์ โดยถูกสุ่มเข้าสู่เงื่อนไขที่ได้รับการเหนี่ยวนำความทรงจำศีลธรรม หรือ เงื่อนไขควบคุม แล้วตอบมาตรวัดภาพลักษณ์ทางศีลธรรมส่วนตน จากนั้นได้เล่นเกมสุ่มเลขเพื่อรับรางวัลซึ่งมีโอกาสโกงได้ โดยสุ่มผู้เข้าร่วมการทดลอง ครึ่งหนึ่งเข้าสู่สถานการณ์ที่คลุมเครือ ซึ่งไม่มีการย้ำเตือนกติกาการเล่นเกม อีกครึ่งหนึ่งอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คลุมเครือซึ่งมีการย้ำเตือนกติกาการเล่นเกมอย่างชัดเจน แล้วบันทึกว่าผู้เข้าร่วมการทดลองเล่นเกมเกินที่กติกากำหนดไปกี่ครั้ง จากนั้นตอบมาตรภาพลักษณ์ทางศีลธรรมส่วนตนที่แทรกอยู่ในแบบประเมินอีกชุดหนึ่งอีกครั้งหนึ่ง ผลการวิเคราะห์สมมุติฐานที่ 1 ด้วย independent sample t-test พบว่า กลุ่มที่ได้รับการเหนี่ยวนำความทรงจำศีลธรรมมีแนวโน้มที่จะโกงน้อยกว่ากลุ่มควบคุม แต่ความแตกต่างที่พบไม่ถึงระดับนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นจึงไม่พบหลักฐานที่สนับสนุนปรากฏการณ์ให้สิทธิพิเศษทางศีลธรรมแก่ตนเอง ส่วนการทดสอบสมมุติฐานที่ 2 พบว่าอิทธิพลทางทางอ้อมของการเหนี่ยวนำความทรงจำทางศีลธรรมส่งผ่านของภาพลักษณ์ทางศีลธรรมส่วนตนไม่มีนัยสำคัญ พบเพียงว่าการเหนี่ยวนำความทรงจำศีลธรรมกระตุ้นให้บุคคลมีภาพลักษณ์ทางศีลธรรมส่วนตนที่สูงขึ้น แต่ระดับภาพลักษณ์ทางศีลธรรมไม่สัมพันธ์กับพฤติกรรมโกง ส่วนการวิเคราะห์สมมุติฐานที่ 3 พบว่าความคลุมเครือของสถานการณ์ไม่มีอิทธิพลกำกับอิทธิพลทางอ้อมของการเหนี่ยวนำความทรงจำศีลธรรมที่ส่งผ่านภาพลักษณ์ทางศีลธรรมส่วนตนไปยังพฤติกรรมโกง นอกจากนี้ เพื่อทดสอบสมมุติฐานที่ 4 กลไกที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์การให้สิทธิพิเศษทางศีลธรรมแก่ตนเองเป็นไปตามแบบจำลองเครดิตทางศีลธรรมหรือแบบจำลองการรับรองทางศีลธรรม ผู้วิจัยนำข้อมูลเฉพาะผู้ที่แสดงพฤติกรรมโกงไปทดสอบความแปรปรวนสามทาง ระหว่าง 2(การเหนี่ยวนำความทรงจำศีลธรรม) x 2(ความคลุมเครือของสถานการณ์) และ 2(ช่วงเวลาที่วัดภาพลักษณ์ทางศีลธรรม) ผลพบว่าโดยรวมคะแนนภาพลักษณ์ทางศีลธรรมลดลงหลังจากการโกงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ไม่มีอิทธิพลปฏิสัมพันธ์ตัวใดมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม ผลวิเคราะห์อิทธิพลหลักย่อยพบว่า มีเพียงเงื่อนไขที่มีการเหนี่ยวนำความทรงจำศีลธรรมเท่านั้นที่คะแนนภาพลักษณ์ทางศีลธรรมลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่คลุมเครือหรือไม่ แม้จะไม่พบหลักฐานพฤติกรรมการให้สิทธิพิเศษทางศีลธรรมแก่ตนเอง แต่ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า ตัวตนทางศีลธรรมสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อถูกเหนี่ยวนำให้นึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับพฤติกรรมศีลธรรม และการเหนี่ยวนำความทรงจำเกี่ยวกับพฤติกรรมศีลธรรมอาจทำให้บุคคลทำพฤติกรรมที่ผิดศีลธรรมน้อยลง ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในการออกแบบสถานการณ์หรือการแทรกแซงที่ช่วยลดพฤติกรรมโกงได้
ความสัมพันธ์ระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงาน และความผูกพันในงาน โดยมีอายุทางอัตวิสัย และการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านในกลุ่มบุคลากรอาวุโส, มนัส อุ่นใจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลส่งผ่านของการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการและอายุทางอัตวิสัยต่อความสัมพันธ์ระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงานและความผูกพันในงานของบุคลากรอาวุโส โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างบุคลากรอาวุโสที่ปฏิบัติงานกับองค์กรเอกชนในประเทศไทย จำนวน 208 คน มีอายุระหว่าง 40 ถึง 65 ปี ใช้แบบสอบถามออนไลน์ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน รวมทั้งการวิเคราะห์สถิติการทดสอบตัวแปรส่งผ่าน ผลการวิจัยพบว่า ความสนุกในสถานที่ทำงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความผูกพันในงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .54, SE = .09, 95% ของช่วงชั้นความเชื่อมั่น [.464, .815], p < .01) การเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงานและความผูกพันในงาน (β = .10, SE = .04, 95% ของช่วงชั้นความเชื่อมั่น [.023, .196]) ในขณะที่ อายุทางอัตวิสัยไม่ใช่ตัวแปรส่งผ่านระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงานและความผูกพันในงาน สรุปได้ว่าการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านบางส่วนระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงานและความผูกพันในงานในบุคลากรอาวุโส เมื่อความสนุกในสถานที่ทำงานสูงบุคลากรอาวุโสมีแนวโน้มที่จะเกิดการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการและส่งผลไปยังความผูกพันในงานในที่สุด ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับองค์การเพื่อนำไปออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงานและพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการให้เหมาะสมกับบุคลากรอาวุโส
การพัฒนาโมเดลสมการโครงสร้างของความงอกงามภายหลังเหตุการณ์สะเทือนใจของนักศึกษาที่เศร้าโศกจากการสูญสียบุคคลอันเป็นที่รักจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ของประเทศไทย, วัฒนะ พรหมเพชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบโมเดลสมการโครงสร้างของความงอกงามภายหลังเหตุการณ์สะเทือนใจของนักศึกษาที่เศร้าโศกจากสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ รวมทั้งการศึกษาอิทธิพลของเหตุปัจจัยที่มีต่อความงอกงามภายหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 281 คนเป็นนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี ปีการศึกษา 2563 และมีประสบการณ์การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามเพื่อการวิจัยแบบออนไลน์ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์โมเดลสมการเชิงโครงสร้างโดย Program R และ LISREL เวอร์ชั่น 8.72 ผลวิจัยพบว่า โมเดลสมการโครงสร้างของความงอกงามภายหลังเหตุการณ์สะเทือนใจที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square = 66.07, df = 59, p = .25, GFI = .96, AGFI = .95, RMR = .69, RMSEA = .02) สามารถอธิบายความแปรปรวนของความงอกงามภายหลังเหตุการณ์สะเทือนใจได้ร้อยละ 27 โดยที่ปัจจัยสติและการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมมีอิทธิพลทางตรงด้านบวกต่อความงอกงามภายหลังเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีขนาดอิทธิพลเท่ากับ .32 และ .31 ตามลำดับ การประยุกต์ใช้โมเดลเพื่อการพัฒนาความงอกงามภายหลังเหตุการณ์สะเทือนใจของนักศึกษาที่เศร้าโศกจากการสูญเสีย ควรส่งเสริมการฝึกสติและสร้างการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมเป็นสำคัญ ส่วนปัจจัยปัญญาควรมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป
Music Reminiscence In Music Therapy For Elderly Population: A Scoping Review Of The Literature, Jugyodsapatn Kwankeeree
Music Reminiscence In Music Therapy For Elderly Population: A Scoping Review Of The Literature, Jugyodsapatn Kwankeeree
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The purpose of this scoping review was to summarize the specific music interventions and clinical goals utilized in music-based reminiscence for elderly population with and without neurocognitive disorders. Fourteen articles meeting the inclusion criteria were selected in this review. The results showed music-based reminiscence interventions were conducted by both music therapists and non-music therapists. Interventions implemented by music therapists showed a greater diversity based on numerous goal domains compared to non-music therapists. Music therapists assess various domains of health comprehensively, while other professionals mostly used music-based reminiscence intervention to address mainly the cognitive domain. The most frequently utilized music intervention …