Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type
File Type

Articles 118471 - 118500 of 791956

Full-Text Articles in Entire DC Network

Using A Memory-Based Strategy For Vocabulary Instruction Via Online Games To Enhance The Vocabulary Size Of Secondary School Students, Wipasinee Honboonherm Jan 2023

Using A Memory-Based Strategy For Vocabulary Instruction Via Online Games To Enhance The Vocabulary Size Of Secondary School Students, Wipasinee Honboonherm

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objectives of this current research were 1) To explore the effect of a memory-based strategy for vocabulary instruction via online games to enhance vocabulary size and 2) To investigate the students’ opinion towards a memory-based strategy for vocabulary instruction via online games to enhance vocabulary size. Purposive sampling was applied to grade ten 37 students in one of the Thai public schools in Chiang Rai province. The research instruments consisted of lesson plans that included vocabulary online games to correspond with each step of the memory-based framework. The vocabulary size pre and post-tests, student reflections, and semi-structured. The analysis …


ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้และการฟื้นตัวของนักเรียนจากการปิดเรียนเนื่องด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดของ Covid-19: การวิเคราะห์พหุระดับ Piecewise แบบเบย์, ธวัชชัย ขวัญเมือง Jan 2023

ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้และการฟื้นตัวของนักเรียนจากการปิดเรียนเนื่องด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดของ Covid-19: การวิเคราะห์พหุระดับ Piecewise แบบเบย์, ธวัชชัย ขวัญเมือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อวิเคราะห์ภาวะการถดถอยและการฟื้นตัวทางการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยระดับโรงเรียนที่มีความสัมพันธ์กับภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยใช้ข้อมูลผลคะแนน O-NET วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 – 2566 โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจากฐานข้อมูลสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จำนวนทั้งสิ้น 1,707 โรงเรียน การวิเคราะห์ภาวะถดถอยและและการฟื้นตัวทางการเรียนรู้วิเคราะห์ผ่านโมเดลพหุระดับพีซไวซ์แบบเบส์ การประมาณค่าแบบเบส์ที่ใช้ในการวิจัยจะประมาณการแจกแจงความน่าจะเป็นภายหลัง (posterior distribution) ของพารามิเตอร์ในโมเดลรวมทั้งค่าภาวะถดถอยและฟื้นตัวทางการเรียนรู้โดยจะประมาณด้วยกระบวนการลูกโซ่มาร์คอฟมอนติคาร์โล (Markov Chain Mote Carlo) โดยใช้อัลกอริทึมแฮมิลโทเนียน มอนติคาร์โล (Hamitonial Monte Carlo) และผู้วิจัยจะใช้สถิติบรรยาย ช่วงความน่าเชื่อถือ (credible interval) เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์การแจกแจงความน่าจะเป็นภายหลังและทดสอบนัยสำคัญของพารามิเตอร์ในโมเดลด้วยช่วงความเท่าเทียมกันในเชิงปฏิบัติ (Region of Practical Equivalence) ที่ 0.1 ถึง -0.1 การวิเคราะห์ปัจจัยระดับโรงเรียนที่มีความสัมพันธ์กับภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ โดยปัจจัยที่ใช้ในการวิเคราะห์ประกอบด้วย อัตราส่วนครูต่อนักเรียน อัตราส่วนครูต่อห้องเรียน ขนาดโรงเรียน พื้นที่ตั้งของโรงเรียน ร้อยละของนักเรียนฐานะยากจนในโรงเรียน โดยผู้วิจัยใช้โมเดลการเรียนรู้ของเครื่องจำนวน 3 โมเดล ได้แก่ 1) Decision Tree 2) Regularized Regression และ 3) Random Forest ในการเปรียบประสิทธิภาพโมเดลโดยพิจารณาจากค่าประสิทธิภาพจำนวน 4 ค่า ได้แก่ ค่าความถูกต้อง (Accuracy) ค่าวัดความสอดคล้องระหว่างค่าทำนายกับค่าจริง (Kappa) ค่าความไว (Sensitivity) และ ค่าความจำเพาะ (Specificity) เพื่อให้ได้โมเดลที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมที่สุดเป็นโมเดลในการวิเคราะห์ จากนั้นผู้วิจัยทำการวิเคราะห์ แผนภาพพาร์เชียล ดีเพนเดนซ์ (Partial Dependence Plot) ในการอธิบายความสัมพันธ์ ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ (1) จากโรงเรียนทั้งหมด 1,707 แห่ง พบเป็นโรงเรียนที่เกิดภาวะถดถอยทางการเรียนรู้มีจำนวน 542 แห่ง และมีจำนวนทั้งสิ้น 519 แห่ง …


การพัฒนาแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชันของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวคิดการประเมินการปฏิบัติ, นพล สระแก้ว Jan 2023

การพัฒนาแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชันของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวคิดการประเมินการปฏิบัติ, นพล สระแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชันสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวคิดการประเมินการปฏิบัติ และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยจำแนกระดับความฉลาดทางดิจิทัลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวคิดการประเมินการปฏิบัติผ่านเว็บแอปพลิเคชัน ตัวอย่างวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชัน ประกอบด้วย ภาระงานสำหรับนักเรียน (Task) ตามองค์ประกอบของความฉลาดทางดิจิทัล จำนวน 8 องค์ประกอบ และเกณฑ์การให้คะแนนสำหรับประเมินการปฏิบัติ (Scoring rubric) สำหรับประเมินภาระงานของนักเรียน ซึ่งมีลักษณะเป็นรูบริกแบบแยกองค์ประกอบ 2) แบบสอบถามปัจจัยที่ส่งผลต่อความฉลาดทางดิจิทัล เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และ3) แบบประเมินประสบการณ์ของผู้ใช้ (User Experience: UX) สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิใช้ประเมินคุณภาพของแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัล และแบบประเมินส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ (User Interface: UI) สำหรับตัวอย่างวิจัยใช้ประเมินคุณภาพของแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัล วิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือ ในด้านความตรงตามเนื้อหา ความตรงตามโครงสร้าง ความเที่ยง ความยาก และอำนาจจำแนก สถิติที่ใช้ ได้แก่ สถิติเชิงบรรยาย (Descriptive statistics) การวิเคราะห์จําแนกประเภท (Discriminant Analysis) การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory factor analysis) ทดสอบค่าที (Independent samples t-tests) และวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Pearson's Correlation Coefficient) ผลการวิจัย พบว่า 1.แบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชัน ครอบคลุมองค์ประกอบความฉลาดทางดิจิทัล ในระดับพลเมืองดิจิทัล จำนวน 8 องค์ประกอบ ประกอบด้วยภาระงาน 1 ชุด จำนวน 27 ข้อ คะแนนเต็ม 135 คะแนน มีเกณฑ์การให้คะแนนสำหรับประเมินการปฏิบัติ (Scoring rubric) เป็นแบบแยกองค์ประกอบ (Analytic Scoring Rubric) สำหรับกรรมการประเมินจำนวน จำนวน 1 ฉบับ โดยแบบวัดสามารถใช้งานผ่านเว็บบราวเซอร์ …


การวิเคราะห์กฎความสัมพันธ์และการทำนายความสำเร็จในการเรียนรายวิชาในระบบหลักสูตรออนไลน์แบบเปิดเพื่อมวลชน, ปณิธิ ทองมอญ Jan 2023

การวิเคราะห์กฎความสัมพันธ์และการทำนายความสำเร็จในการเรียนรายวิชาในระบบหลักสูตรออนไลน์แบบเปิดเพื่อมวลชน, ปณิธิ ทองมอญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนบนระบบ Thai MOOC ของผู้ใช้บริการที่สำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชาและผู้ใช้บริการที่ไม่สำเร็จ และสร้างโมเดลทำนายความสำเร็จในการเรียนโดยใช้พฤติกรรมการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการ ข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลทุติยภูมิของการลงทะเบียนบน Thai MOOC ที่ได้รับความอนุเคราะห์จากโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย ซึ่งเป็นประวัติการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการจำนวน 1,339,191 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ใช้บริการที่เรียนสำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชาคิดเป็นร้อยละ 48.47 จากผู้ใช้บริการทั้งหมดจำนวน 1,339,191 คน กลุ่มรายวิชาที่มีจำนวนครั้งและจำนวนผู้ใช้บริการที่ลงทะเบียนเรียนมากที่สุดคือกลุ่มรายวิชาคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี กลุ่มรายวิชาที่จำนวนครั้งและร้อยละของจำนวนผู้ใช้บริการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือกลุ่มรายวิชาสังคมการเมืองและการปกครอง ในส่วนของรายวิชาที่มีร้อยละความสำเร็จของผู้ใช้บริการมากที่สุดคือรายวิชาการสร้างเครือข่ายด้วยการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเท่ากับร้อยละ 96.80 จากผู้ลงทะเบียนเรียนจำนวน 54,214 คน ในขณะที่รายวิชาที่มีร้อยละความสำเร็จน้อยที่สุดคือรายวิชาการถ่ายภาพบุคคล ซึ่งเท่ากับร้อยละ 34.23 จากผู้ลงทะเบียนจำนวน 21,781 คน 2. อัลกอริทึมที่เหมาะสมกับชุดข้อมูลในทุกชุดคือ FPMAX โดยมีค่าสนับสนุนขั้นต่ำที่เหมาะสมกับชุดข้อมูลคือ 0.001 และ 0.005 ซึ่งกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนบนระบบ Thai MOOC ของผู้ใช้บริการทั้งหมดที่ได้มีจำนวน 217 กฎ โดยหลังจากที่ได้ตัดแต่งกฎความสัมพันธ์โดยใช้เกณฑ์คือค่า confidence และค่า lift สูงกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 ทำให้เหลือจำนวน 27 กฎ โดยมีค่า confident อยู่ในช่วง 0.53 - 0.83 และค่า lift อยู่ในช่วง 26.46 - 52.59 เท่า โดยที่รายวิชาที่ปรากฏภายในกฎพบว่าส่วนใหญ่เป็นรายวิชาในกลุ่มคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี 3. ผลการเปรียบเทียบกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการที่สำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชาและไม่สำเร็จ จากกฎความสัมพันธ์ที่ได้มาจำนวน 383 และ 327 ตามลำดับ หลังจากที่ได้ตัดแต่งกฎความสัมพันธ์โดยใช้เกณฑ์คือค่า confidence และค่า lift สูงกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 จะได้จำนวน 39 และ 32 กฎ ตามลำดับ โดยกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการที่เรียนสำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชามีความหลากหลายของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนมากกว่าของผู้ใช้บริการที่ยังเรียนไม่สำเร็จรายวิชาใด ๆ ในขณะที่กฎความสัมพันธ์รูปแบบการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการที่ยังเรียนไม่สำเร็จในรายวิชาใด ๆ …


หลักสูตรจิตรกรรมดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เพื่อส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการ เศรษฐกิจสร้างสรรค์, พิมพกานต์ มีไพฑูรย์ Jan 2023

หลักสูตรจิตรกรรมดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เพื่อส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการ เศรษฐกิจสร้างสรรค์, พิมพกานต์ มีไพฑูรย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางและพัฒนาหลักสูตรจิตรกรรมดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เพื่อส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การศึกษาแนวทางการพัฒนาหลักสูตร จากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์ ได้แก่ 1) ผู้เรียนระดับปริญญาตรี สาขาวิชาศิลปกรรมและศิลปศึกษา จำนวน 25 คน 2) ผู้บริโภคกลุ่มช่วงวัย 24 - 40 ปี จำนวน 20 คน และ3) ผู้เชี่ยวชาญ 5 ด้าน จำนวน 15 คน ประกอบด้วย 1) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างงานจิตรกรรมดิจิทัล 2) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ 3) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบหลักสูตร 4) ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้ประกอบการ 5) ผู้เชี่ยวชาญด้านการการสอนศิลปกรรม ระยะที่ 2 การพัฒนาหลักสูตร โดยการสังเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษาระยะที่ 1 และทดลองใช้หลักสูตรกับกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เรียนระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3-5 จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ผู้เรียนระดับปริญญาตรี แบบสัมภาษณ์ผู้บริโภค และแบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ระยะที่ 2 ได้แก่ แบบประเมินความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อหลักสูตร แบบสะท้อนความคิด และแบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน โดยการพัฒนาหลักสูตรครั้งนี้มีการประเมินรับรองคุณภาพหลักสูตร โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยจากการศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์ ได้แนวทางเป็นหลักสูตรระยะสั้นรูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended leaning) ผ่านกระบวนการคิดเชิงออกแบบและการจัดวางตำแหน่งสินค้า งานวิจัยนี้จึงได้พัฒนาหลักสูตรจิตรกรรมดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เพื่อส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มี 5 องค์ประกอบ ดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ …


Development Of T-Shaped Professional Framework For Enhancing Students’ Employability In 21st Century: Case Study Of Cambodian Undergraduate Students, Sokhoeum Chhoeung Jan 2023

Development Of T-Shaped Professional Framework For Enhancing Students’ Employability In 21st Century: Case Study Of Cambodian Undergraduate Students, Sokhoeum Chhoeung

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aims to develop a T-shaped professional framework to enhance the employability of Cambodian undergraduate students in the 21st century by addressing the need for both deep knowledge and mastery competencies to meet the evolving demands of the global job market. The sample 1) consisted of three HR professionals involved in recruiting staff from one international business firm, one NGO, and local private firm, along with two experts ; a Cambodian lecturer and an Educational Officer from the Department of Education in Australia; 2) 172 third- and fourth-year students from the Faculty of Language Arts, the Faculty of Management, …


การประยุกต์ใช้เครื่องมือดิจิทัลสำหรับครูเพื่อสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียน : การเปรียบเทียบระหว่างซีเอฟเอและอีเอสอีเอ็ม, วริศรา สารบูรณ์ Jan 2023

การประยุกต์ใช้เครื่องมือดิจิทัลสำหรับครูเพื่อสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียน : การเปรียบเทียบระหว่างซีเอฟเอและอีเอสอีเอ็ม, วริศรา สารบูรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบแบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู 2) เพื่อตรวจสอบโครงสร้างการวัดการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู 3) เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน 4) เพื่อศึกษาการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน และ 5) เพื่อประยุกต์ใช้เครื่องมือดิจิทัลสำหรับครูในการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู แบ่งการวิจัยเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาเครื่องมือวัดพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู เครื่องมือวิจัยที่พัฒนา คือ แบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียน ในรูปแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 50 ข้อ ที่พัฒนาขึ้นมีความตรงเชิงเนื้อหา (Ave-CVI = .91) และความเที่ยง (Cronbach’s alpha = .886 - .975; Omega = .990) ระยะที่ 2 การศึกษา เปรียบเทียบและตรวจสอบโครงสร้างการวัดการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู ตัวอย่างวิจัย ได้แก่ ครู สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 202 คน จากการเลือกแบบออนไลน์ (online sampling) เครื่องมือวิจัยที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียน ที่พัฒนาขึ้นจากระยะที่ 1 พบว่า พฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนที่ครูรับรู้อยู่ในระดับมาก (M = 3.77, SD = 0.65) ซึ่งค่าเฉลี่ยคะแนนการประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครูที่มีภูมิหลังต่างกันไม่แตกต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบโครงสร้างการวัดการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู ระหว่างวิธีวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และวิธี Exploratory Structural Equation Modeling (ESEM) พบว่า โครงสร้างการวัดการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู จากวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) มีความเหมาะสมสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์มากกว่า จากการตรวจสอบความไม่แปรเปลี่ยนของโครงสร้างการวัดการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน พบว่า โครงสร้างการวัดไม่มีความแปรเปลี่ยนในครูที่สอนในระดับชั้นต่างกัน และครูที่มีประสบการณ์การสอนต่างกัน แต่โครงสร้างการวัดมีความแปรเปลี่ยนในครูที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากสาขาวิชาที่ต่างกัน ระยะที่ 3 ศึกษาผลการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน ผู้ให้ข้อมูล คือ ครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีภูมิหลังแตกต่างกัน 10 คน ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive …


นวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำในตนเอง, วิชัย สีสุด Jan 2023

นวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำในตนเอง, วิชัย สีสุด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษา และกรอบแนวคิดภาวะผู้นำในตนเอง 2) ศึกษาระดับภาวะผู้นำในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาเอกชน 3) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำในตนเอง 4) พัฒนานวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำในตนเอง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Methods) จำนวน 4 ระยะ ประชากร คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จำนวน 795 โรงเรียน โดยสุ่มตัวอย่างวิจัย ได้จำนวนตัวอย่างขั้นต่ำเท่ากับ 259 โรงเรียน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้น และการสุ่มอย่างง่ายผู้ให้ข้อมูล แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) ผู้บริหารโรงเรียน ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน 2) รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ หรือผู้ช่วยผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการหรือหัวหน้างานหลักสูตร 3) ครูผู้สอน จำนวน 1 คน 4) นักเรียนระดับมัธยมศึกษา และ 5) ผู้ทรงคุณวุฒิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัด แบบประเมิน แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติใช้ความถี่ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาแบบจับประเด็น ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอน และ (3) การวัดและประเมินผล และกรอบแนวคิดภาวะผู้นำในตนเอง ประกอบด้วย 8 ด้าน คือ 1) การตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) 2) การจัดการตนเอง (Self-Management) 3) การรับรู้ศักยภาพในตนเอง (Self-Efficacy) 4) การมีคุณธรรมในตนเอง (Self-Integrity) 5) การสร้างแรงจูงใจในตนเอง (Self-Motivation) 6) การเป็นผู้ประกอบการด้วยตนเอง (Self-Entrepreneurship) 7) การสร้างนวัตกรรมด้วยตนเอง (Self-Innovation) …


การพัฒนาโมดูลเสริมสร้างปัจจัยขับเคลื่อนหลักสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตของครูโดยเน้นกรอบคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต นิสัยการเรียนรู้ และการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง, ธนพร ว่องวาณิช Jan 2023

การพัฒนาโมดูลเสริมสร้างปัจจัยขับเคลื่อนหลักสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตของครูโดยเน้นกรอบคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต นิสัยการเรียนรู้ และการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง, ธนพร ว่องวาณิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยในอดีตมักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับครูโดยตรง แต่วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ต้องการส่งเสริมการเรียนรู้ของครูประถมศึกษาผ่านตัวแปรปัจจัยขับเคลื่อนหลักสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต 3 ตัวแปร ได้แก่ กรอบคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต นิสัยการเรียนรู้ และการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง โดยใช้การวิจัยการออกแบบ จำแนกการศึกษาเป็น 3 ระยะ ระยะแรก ใช้การวิจัยเชิงบรรยายเพื่อวิเคราะห์ระดับการเรียนรู้และตัวแปรภูมิหลังของครูที่อธิบายผลที่เกิดขึ้น โดยการสำรวจสภาพการเรียนรู้ของครูประถมศึกษาที่ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นจำนวน 943 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 35 ข้อ ผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ มีค่าดัชนีความตรงรายฉบับ (S-CVI) เท่ากับ .97 ความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายในมีค่าระหว่าง .925 ถึง .963 และเครื่องมือมีความตรงเชิงโครงสร้างจากการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และความตรงตามสภาพจากการใช้วิธีกลุ่มรู้ชัด ระยะที่สอง เป็นการออกแบบและพัฒนาโมดูลเสริมสร้างปัจจัยขับเคลื่อนหลักสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตของครู โดยพัฒนาหลักการออกแบบจากแนวคิดทฤษฎีที่นำมาเป็นข้ออ้างเชิงเหตุผล และพัฒนาต้นแบบกิจกรรมในโมดูลเสริมสร้างปัจจัยขับเคลื่อนหลักสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยตรวจสอบความเหมาะสมของต้นแบบกิจกรรมก่อนนำไปทดลองใช้จากผู้ทรงคุณวุฒิ ระยะที่สาม เป็นการนำต้นแบบกิจกรรมไปทดลองปฏิบัติกับครู 39 คน ในโรงเรียนที่เป็นกรณีศึกษาจำนวน 6 โรงเรียนจำแนกตาม 3 สังกัด คือ สังกัด สพฐ. สช. และกทม. เป็นโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง 4 โรงเรียน และโรงเรียนขนาดใหญ่ 2 โรงเรียน ระยะเวลาในการทดลอง 4 เดือน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. โดยเฉลี่ยครูมีกรอบคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต นิสัยการเรียนรู้ และการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองสูง โดยกรอบคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตสูงกว่าอีกสองตัวแปร นิสัยการเรียนรู้ และการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองมีความแตกต่างกันตามตัวแปรเพศ ประสบการณ์ทำงาน และสังกัดโรงเรียน 2. แนวคิดทฤษฎีที่นำมาใช้ในการสร้างหลักการออกแบบกิจกรรมในโมดูล คือ Growth Mindset (Dweck, 2006), Atomic Habits (Clear, 2018), Self-Directed Learning (Knowles, 1975), Teaching Coaching and Mentoring Approach (Ali, Wahi & Yamat, 2018) ผลการวิจัยได้ต้นแบบโมดูลเสริมสร้างปัจจัยขับเคลื่อนหลักสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตตามหลักการออกแบบจำนวน 5 หลักการ …


ชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมายเพื่อสร้างเสริมจริยธรรมการกีฬาและการจัดการตนเองของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, มนัสวี แขดวง Jan 2023

ชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมายเพื่อสร้างเสริมจริยธรรมการกีฬาและการจัดการตนเองของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, มนัสวี แขดวง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง ชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมายเพื่อสร้างเสริมจริยธรรมการกีฬาและการจัดการตนเองของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมายสร้างเสริมจริยธรรมการกีฬาและความสามารถการจัดการตนเองของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต และ2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมายสร้างเสริมจริยธรรมการกีฬาและความสามารถการจัดการตนเองของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต โดยงานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบการวิจัยและพัฒนา (Research & Development) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นิสิตนักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยในกระทรวงการอุดมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นิสิตนักศึกษาปริญญาตรี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ปีการศึกษา 2566 จำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple Random Sampling) และทดสอบก่อนเรียนเพื่อทำการจับคู่ (Matching) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) ชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมาย (2) แบบทดสอบวัดความรู้เกี่ยวกับจริยธรรมการกีฬา (3) แบบประเมินจริยธรรมการกีฬา และ (4) แบบประเมินความสามารถการจัดการตนเอง คุณภาพเครื่องมือวิจัยมีค่าดัชนีความสอดคล้องเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.00 0.98 1.00 และ0.99 ตามลำดับ สถิติที่ใช้เก็บข้อมูล คือ หาค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) เปรียบเทียบค่าคะแนนค่าเฉลี่ยคะแนนด้วยการทดสอบ t-test โดยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Paired Samples t-test เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ก่อนและหลังการทดลอง และ Independent t-test เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง และวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ด้วย Chi-Square ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมาย ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ คือ (1) ชื่อชุดการเรียนรู้ (2) หลักการตามแนวคิดทฤษฎีที่ (3) วัตถุประสงค์ของชุดการเรียนรู้ (4) คําชี้แจงหรือคู่มือการใช้ชุดการเรียนรู้ (5) ระยะเวลาที่ใช้ชุดการเรียนรู้ (6) เนื้อหาสาระของชุดการเรียนรู้ (7) กิจกรรมประกอบการปฏิบัติเพื่อการเรียนรู้ (8) การประเมินผล 2. ประสิทธิผลของชุดการเรียนรู้ฯ สามารถสรุปได้ ดังนี้ 2.1) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เกี่ยวกับจริยธรรมการกีฬาและความสามารถในการจัดการตนเองกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ2.2) ค่าเฉลี่ยคะแนนจริยธรรมการกีฬาและความรู้เกี่ยวกับความสามารถในการจัดการตนเองหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง …


แนวทางการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาภายใต้ภาวะวิกฤต, รัชนก อุ้ยเฉ้ง Jan 2023

แนวทางการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาภายใต้ภาวะวิกฤต, รัชนก อุ้ยเฉ้ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาภายใต้วิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และ 2) นำเสนอแนวทางในการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาภายใต้ภาวะวิกฤต การวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ใช้การศึกษาแบบพหุกรณีในการเรียนรู้จากนักเรียนมัธยมศึกษาที่มีความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาในจังหวัดภูเก็ต จำนวน 3 กรณี โดยมีครูที่ปรึกษา ผู้ปกครอง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ จำนวน 9 คน เป็นผู้ร่วมให้ข้อมูล วิธีการสำคัญในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลคือการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการวิเคราะห์แก่นสาระตามลำดับ การวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ใช้แก่นสาระที่ค้นพบในการจัดทำแนวทางฉบับร่างและใช้ข้อเสนอแนะที่ได้จากการสนทนากลุ่มของผู้ทรงคุณวุฒิในการพัฒนาแนวทางดังกล่าวให้มีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น แก่นสาระที่ค้นพบ ได้แก่ 1) คุณลักษณะด้านการมุ่งเน้นความสำเร็จ 2) ปณิธานที่แน่วแน่ 3) ความสามารถในการปรับตัวที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 4) การเรียนรู้แบบนำตนเองในโลกดิจิทัล 5) การทำหน้าที่ของครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ 6) บุคคลต้นแบบ และ 7) การสนับสนุนทางสังคมในบริบทของวัฒนธรรมการให้ แก่นสาระเหล่านี้นำเสนอปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยในสภาพแวดล้อมทางสังคมจำนวนมากที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษา แนวทางสำคัญในการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาภายใต้ภาวะวิกฤตที่การวิจัยครั้งนี้นำเสนอ คือ 1) เสริมสร้างความตระหนักและความรู้ในเชิงสหวิทยาการด้านการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง 2) พัฒนาคุณลักษณะและสมรรถนะที่ส่งเสริมการปรับตัวเชิงบวกให้กับนักเรียน และ 3) ลดผลกระทบเชิงลบจากภาวะวิกฤตผ่านการช่วยเหลือเชิงรูปธรรมและนามธรรม ผู้ที่มีบทบาทในการพัฒนาและช่วยเหลือนักเรียนมีแนวโน้มในการนำแนวทางไปใช้เป็นหลัก แต่การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ที่มีต่อความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, จักรกฤษณ์ ปรินทอง Jan 2023

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ที่มีต่อความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, จักรกฤษณ์ ปรินทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 60 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้ของบรูเนอร์ จำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้พลศึกษาแบบปกติ จำนวน 30 คน ดำเนินการทดลองระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน วันละ 60 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองประกอบด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ ร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้ของบรูเนอร์ จำนวน 8 แผน (IOC=0.87) 2) แบบทดสอบความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ ซึ่งเป็นแบบทดสอบที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นตามแนวคิดของ Newton (2009) (IOC = 0.96) การวิจัยนี้แสดงผลเป็นค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้สถิติ paired t-test เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ independent t-test เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์หลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยตั้งค่านัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์รวมทุกองค์ประกอบของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์รวมทุกองค์ประกอบก่อนการทดลองกับหลังการทดลองไม่แตกต่างกัน 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์รวมทุกองค์ประกอบหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนารูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา, จุฑาทิพย์ เงินบำรุง Jan 2023

การพัฒนารูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา, จุฑาทิพย์ เงินบำรุง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา และ 2) ตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนที่ไม่ได้จบการศึกษาจากคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ วิชาเอกดนตรีไทย ที่สอนทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าในระดับประถมศึกษา ไม่เกิน 5 ปี จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา รูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา และคู่มือการใช้งานรูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษาที่พัฒนาขึ้นโดยใช้การฝึกอบรมและการใช้เทคโนโลยีผ่านเว็บไซต์ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ (1) ขั้นเตรียม เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับครูผู้สอนเพื่อทำความเข้าใจการเข้าใช้งานรูปแบบ (2) ขั้นดำเนินการ ผู้ใช้งานสามารถดำเนินการเรียนรู้และเข้าใช้งานได้ด้วยตนเอง โดยการทำแบบวัดสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่า ก่อนเรียน และเข้าเรียนรู้ตามด้านต่าง ๆ จนครบ 3 ด้าน พร้อมทำคำถามท้ายคลิปแต่ละคลิป หลังจากนั้นทำแบบวัดฯ หลังเรียนที่มีลักษณะเป็นแบบทดสอบคู่ขนาน โดยผลการทดสอบจะแสดงเป็นร้อยละของคะแนนทั้งหมด และสามารถตรวจสอบคำตอบหลังทำแบบทดสอบทันที รวมถึงสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมระหว่างการใช้งานรูปแบบฯ ได้ (3) ขั้นประเมินและสรุปผล เป็นการทำแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ผลการประเมิน ถอดบทเรียนและสรุปผล 2. ผลการตรวจสอบคุณภาพรูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษาตามมาตรฐานการประเมินของ Stufflebeam 4 ด้าน พบว่า โดยภาพรวมผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินคุณภาพคู่มือการใช้งานรูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา พบว่า โดยรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินความพึงพอใจในการใช้รูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา พบว่า โดยรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับมาก และผลการประเมินสมรรถนะในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมาก


การพัฒนาระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่อง Ph ของสารละลายกรด-เบส สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ชยุตม์ มุทุวงศ์ Jan 2023

การพัฒนาระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่อง Ph ของสารละลายกรด-เบส สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ชยุตม์ มุทุวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพแบบสอบวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่อง pH ของสารละลายกรด-เบส 2) พัฒนาระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่อง pH ของสารละลายกรด-เบส และ 3) ตรวจสอบคุณภาพของระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่อง pH ของสารละลายกรด-เบส สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยแบ่งการดำเนินงานวิจัยออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพแบบสอบวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่องpH ของสารละลายกรด-เบส ระยะที่ 2 การพัฒนาระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อวิเคราะห์มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่อง pH ของสารละลายกรด-เบส และระยะที่ 3 การตรวจสอบคุณภาพของระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่อง pH ของสารละลายกรด-เบส ตัวอย่างวิจัยทั้งหมด คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 1,364 คน เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย แบบตรวจสอบรายการ แบบสอบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ระบบการทดสอบออนไลน์ และแบบประเมิน การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย การตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างเมทริกซ์คิวด้วยดัชนี IOC การตรวจสอบคุณภาพเมทริกซ์คิวด้วยดัชนี PVAF การตรวจสอบคุณภาพแบบสอบตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม การตรวจสอบคุณภาพแบบสอบโดยใช้โมเดลจีไดนา และตรวจสอบความเที่ยงของแบบสอบด้วยค่าความเที่ยงในการจำแนก (pc) ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. ผลการพัฒนาแบบสอบวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่อง pH ของสารละลายกรด-เบส พบว่า แบบสอบวินิจฉัยมโนทัศน์ เรื่อง pH ของสารละลายกรด-เบสทั้งสองฉบับ ประกอบด้วยข้อสอบแบบเลือก 4 ตัวเลือก จำนวน 25 ข้อ โดยแต่ละข้อมีการให้คะแนนเป็นแบบ 0 และ 1 กล่าวคือ ตอบผิดได้ 0 คะแนน ตอบถูกได้ 1 คะแนน ส่วนผลการตรวจสอบคุณภาพแบบสอบวินิจฉัยมโนทัศน์ทั้งสองฉบับ พบว่า มีค่าดัชนีอำนาจจำแนกผ่านเกณฑ์ 41 ข้อ ผลตรวจสอบคุณภาพเมทริกซ์คิวด้วยดัชนี PVAF พบว่าข้อสอบที่สามารถจำแนกคุณลักษณะของผู้สอบได้ถูกต้อง …


ความสัมพันธ์ระหว่างการออกกำลังกายและการนอนหลับกับสุขภาพจิตของครู, ณัฏฐกิตต์ บุรทิพาพงศ์ Jan 2023

ความสัมพันธ์ระหว่างการออกกำลังกายและการนอนหลับกับสุขภาพจิตของครู, ณัฏฐกิตต์ บุรทิพาพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการออกกำลังกาย การนอนหลับ และสุขภาพจิตของครูในประเทศไทย 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยลักษณะทั่วไปของประชากรกับการออกกำลังกาย การนอนหลับ และสุขภาพจิตของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการออกกำลังกายและการนอนหลับกับสุขภาพจิตของครูในประเทศ และ 4) เปรียบเทียบระดับของสุขภาพจิตของครู ตามช่วงอายุ สังกัด และกลุ่มสาระการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างเป็นครูในประเทศไทยจำนวน 360 คน โดยสุ่มด้วยวิธีแบบแบ่งชั้น คัดเลือกครูที่เป็นตัวแทนในแต่ละภูมิภาคและแบ่งตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามออนไลน์ การออกกำลังกาย การนอนหลับ และสุขภาพจิตของครูในประเทศไทย มีค่าความเที่ยง 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยแจกแจงความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติไคว์สแคว สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า1) ระดับการออกกำลังกายของครู อยู่ในระดับน้อย คุณภาพการนอนหลับอยู่ระดับดี ภาวะสุขภาพจิตของครูด้านความเครียดและภาวะซึมเศร้า อยู่ในระดับปกติ ในขณะที่ความวิตกกังวลอยู่ในระดับเล็กน้อย 2) ความสัมพันธ์กับปัจจัยลักษณะทั่วไปของประชากรพบว่า การออกกำลังกายของครู มีความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้ สังกัด และภูมิภาค สุขภาพจิต ด้านความเครียด มีความสัมพันธ์กับอายุ ระดับชั้นที่สอนและภูมิภาค สุขภาพจิต ด้านความวิตกกังวล มีความสัมพันธ์กับอายุและภูมิภาค 3) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการออกกำลังกายและการนอนหลับกับสุขภาพจิต พบว่า การออกกำลังกายมีความสัมพันธ์เชิงลบกับสุขภาพจิต ในระดับต่ำมาก (r=-.133, -.105 และ -.107) และ การนอนหลับมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับสุขภาพจิต ด้านความเครียด ความวิตกกังวล และภาพวะซึมเศร้า ในระดับต่ำ (r=.278 , .263 และ .255) 4) ผลการเปรียบเทียบระดับสุขภาพจิตจำแนกตามสังกัด พบว่า ด้านความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าของครูที่อยู่โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนและ ครูที่อยู่ในโรงเรียนสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม มีระดับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าแตกต่างกับครูที่อยู่ในโรงเรียนสังกัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


พลังความมหาศาล, สิริยา จิตพิมลมาศ Jan 2023

พลังความมหาศาล, สิริยา จิตพิมลมาศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พลังความมหาศาล เป็นศิลปะวิดีทัศน์จัดวางที่นำมโนทัศน์ความงามอันหาที่เปรียบมิได้ของอิมมานูเอล ค้านท์ มาสร้างประสบการณ์เชิงสุนทรียศาสตร์ผ่านวัตถุศิลปะ โดยนำเสนอปรากฏการณ์ธรรมชาติผ่านหน้าจอ Cycloramic ขนาด 14 x 5 เมตร ด้วยเทคนิค Video Projection วิดีทัศน์เป็นภาพซูมช้า ๆ เข้าสู่ใจกลางพายุสายฟ้าที่ดำเนินไปเรื่อย ๆ สู่ความอนันตภาพ โดยมีความน่าสะพรึงกลัวของสายฟ้า พลังพสุธากัมปนาท และบรรยากาศเสียงสายลมพายุ ผลงานชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเผชิญหน้ากับพายุบนยอดอาคารสูงระฟ้าประสบการณ์เหล่านี้ได้เผยออกให้เห็นความไร้ขอบเขตและความกว้างใหญ่ไพศาล ในขณะที่ความรู้สึกน่าสะพรึงกลัวถูกปกคลุมด้วยพลังของธรรมชาติที่มีอำนาจเหนือกว่า ความรู้สึกเหนื่อยล้าจากความประหวั่นพรั่นพรึงและความวิตกกังวลต่อพลังการทำลายล้างอันมหาศาล สภาวการณ์ที่ความงามอันหาที่เปรียบมิได้ที่ปรากฏขึ้นนี้ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์เชิงเสมือนจริง และประสบการณ์ทางสุนทรียศาสตร์ขึ้น ในขณะที่ความรู้สึกรื่นรมย์ต่อสภาวการณ์ดังกล่าวก็ปรากฏให้เห็นในงานศิลปะ และจินตนาการที่เป็นอิสระไร้ขอบเขต


การออกแบบภาพประกอบโดยใช้แนวคิดการออกแบบเชิงบวก เพื่อส่งเสริมคุณค่าชุมชน สำหรับย่านเมืองเก่าที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเมือง กรณีศึกษาชุมชนย่านบางลำพู, คณิตา มีชูบท Jan 2023

การออกแบบภาพประกอบโดยใช้แนวคิดการออกแบบเชิงบวก เพื่อส่งเสริมคุณค่าชุมชน สำหรับย่านเมืองเก่าที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเมือง กรณีศึกษาชุมชนย่านบางลำพู, คณิตา มีชูบท

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาคุณค่าชุมชนในย่านเมืองเก่าที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเมือง โดยแนวคิดการออกแบบเชิงบวก 2) เพื่อสร้างหลักการออกแบบภาพประกอบในการส่งเสริมคุณค่าชุมชน สำหรับย่านเมืองเก่าที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเมืองโดยใช้แนวคิดการออกแบบเชิงบวก กรณีศึกษาชุมชนย่านบางลำพู โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ และมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ 1) ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาชุมชน จำนวน 8 คน 2) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบภาพประกอบ จำนวน 5 คน 3) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านพื้นที่ชุมชน จำนวน 6 คน 4) กลุ่มผู้ประเมินผลการออกแบบจากกลุ่มคนที่อาศัยในชุมชนและนักท่องเที่ยว จำนวน 30 คน โดยเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก อภิปรายกลุ่ม และแบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า มรดกทางวัฒนธรรมที่ได้คะแนนตามแนวคิดการออกแบบเชิงบวกมากที่สุด มีดังนี้ 1) ป้อมพระสุเมรุและสวนสันติชัยปราการ 2) มูลนิธิดุริยประณีต 3) พิพิธบางลำพู 4) วิธีการทำพานเงิน 5) วิธีการปักชุดโขน 6) มัสยิดจักรพงษ์ 7) ต้นลำพู 8) การทำข้าวต้มน้ำวุ้น 9) วัดบวรนิเวศวิหาร 10) การตีทองคำเปลว จากนั้นจึงนำมรดกวัฒนธรรมมาใช้ในการออกแบบภาพประกอบเพื่อส่งเสริมคุณค่าชุมชน โดยการหาองค์ประกอบการออกแบบภาพประกอบเฉพาะพื้นที่ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบภาพประกอบ ซึ่งผลการวิจัยได้เป็น 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) วิธีเล่าเรื่องด้วยภาพ 2) รูปแบบ 3) เทคนิค 4) สื่อ ซึ่งทั้งหมดนี้ที่มีส่วนช่วยในการสื่อสารเรื่องราวประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และคุณค่าชุมชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากนั้นจึงหาพื้นที่ชุมชนที่เหมาะสมในการออกแบบภาพประกอบเฉพาะพื้นที่ โดยการอภิปรายกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านพื้นที่ชุมชน ต่อไปจึงนำผลการวิจัยประยุกต์ใช้ในการออกแบบ แล้วจึงนำไปวัดประสิทธิภาพผลงานภาพประกอบเชิงบวก โดยการจัดนิทรรศการในชุมชนเพื่อประเมินความพึงพอใจและวัดประสิทธิภาพโดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งได้รับผลประเมินจากผู้ชมนิทรรศการว่า ภาพประกอบสามารถกระตุ้นทำให้เกิดอารมณ์เชิงบวกที่มีต่อชุมชนได้เป็นอย่างดี


การออกแบบแอปพลิเคชันเพื่อไฮเปอร์โลคัลอีมาร์เก็ตเพลสสำหรับกลุ่มเจเนอเรชันวาย, ปวรงค์ บุญช่วย Jan 2023

การออกแบบแอปพลิเคชันเพื่อไฮเปอร์โลคัลอีมาร์เก็ตเพลสสำหรับกลุ่มเจเนอเรชันวาย, ปวรงค์ บุญช่วย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อหาแนวทางการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้สำหรับแอปพลิเคชันอีมาร์เก็ตเพลสเพื่อธุรกิจไฮเปอร์โลคัลบนอุปกรณ์ประเภทสมาร์ตโฟนสำหรับกลุ่มเจเนอเรชันวาย โดยมุ่งเน้นไปที่การหาแนวทางการออกแบบโครงร่าง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในกระบวนการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ เพื่อที่จะนำคำตอบไปใช้เป็นพื้นฐานในการออกแบบทางภาพในกระบวนการออกแบบส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ โดยดำเนินการวิจัยอิงไปตามกระบวนการคิดเชิงออกแบบ โดยตั้งต้นจากการวิจัยผู้ใช้ไปสู่กระบวนการวิจัยสร้างสรรค์ และนำผลงานการออกแบบโครงร่างไปทดสอบการใช้งานกับกลุ่มผู้ใช้เป้าหมายเป็นระยะ จากนั้นนำต้นแบบโครงร่างมาใช้ในการสร้างต้นแบบของแอปพลิเคชันโดยเลือกย่านถนนจันทน์เป็นกรณีศึกษา และใช้แนวคิดอัตลักษณ์ถิ่นที่ในการวิเคราะห์ย่านเป้าหมาย เพื่อหาแนวทางการกำหนดบุคลิกภาพและการใช้องค์ประกอบทางเรขศิลป์เพื่อแสดงถึงการประยุกต์ใช้คำตอบของงานวิจัยมาใช้ในการออกแบบจริง โดยได้คำตอบตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัยดังนี้ วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ได้คำตอบออกมาเป็นแนวทางการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ คือ 1) เน้นความง่าย มีองค์ประกอบเท่าที่จำเป็น ให้ข้อมูลครบถ้วน และเอื้อต่อการกวาดสายตาดูเร็ว ๆ 2) ลำดับข้อมูล และองค์ประกอบเชิงโต้ตอบเป็นสัดส่วนสมเหตุสมผล การทำงานของสายตาและนิ้วหัวแม่มือสอดคล้องกัน 3) เอื้อต่อการใช้งานด้วยมือข้างเดียว และ 4) ให้ประสบการณ์ที่ดีในการใช้งาน วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ได้คำตอบเป็นแนวทางการออกแบบโครงร่างแอปพลิเคชัน โดยได้ผลลัพธ์เป็นต้นแบบโครงร่างที่แสดงถึงการประยุกต์ใช้แนวคิดและทฤษฎี 3 กลุ่มในการออกแบบ ได้แก่ 1) แนวคิดทางการยศาสตร์ด้านกายภาพ 2) แนวคิดทางการยศาสตร์ด้านการมองเห็น และ 3) แนวคิดทางจิตวิทยา วัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ได้ต้นแบบของแอปพลิเคชันที่แสดงตัวอย่างการประยุกต์ใช้โครงร่างในการออกแบบจริง


การพัฒนารูปแบบมาตรฐานการออกแบบสื่อดิจิทัลสำหรับวิสาหกิจรายย่อยโดยใช้แนวคิดแบบทดสอบประเภทบุคลิกภาพของไมเออร์ส-บริกส์, ภัทระ สุขสิริกูร Jan 2023

การพัฒนารูปแบบมาตรฐานการออกแบบสื่อดิจิทัลสำหรับวิสาหกิจรายย่อยโดยใช้แนวคิดแบบทดสอบประเภทบุคลิกภาพของไมเออร์ส-บริกส์, ภัทระ สุขสิริกูร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งประเภทบุคลิกภาพต่างๆ ของวิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprise) ของไทยโดยใช้แนวคิดแบบทดสอบประเภทบุคลิกภาพ Myers-Briggs Type Indicator (MBTI) ซึ่งนิยามตาม (สสว. ฉบับที่ 3, 2563) วิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprise) หมายถึงธุรกิจขนาดเล็กที่มีจำนวนการจ้างงานไม่เกิน 5 คน และมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ส่วน MBTI หมายถึงแบบทดสอบประเภทบุคลิกภาพของไมเออร์ส-บริกส์ (Myers-Briggs Type Indicator) เป็นเครื่องมือประเมินบุคลิกภาพที่แบ่งคนออกเป็น 16 ประเภท ถูกพัฒนาโดย Katharine Cook Briggs และ Isabel Briggs Myers โดยอ้างอิงทฤษฎีของ Carl Jung งานวิจัยนี้มุ่งแบ่งประเภทบุคลิกภาพของวิสาหกิจรายย่อยไทยโดยประยุกต์ใช้แนวคิด MBTI ผ่านวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการวิจัยเอกสาร การสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยแบ่งบุคลิกภาพออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ แม่ค้ามือทอง พ่อค้าหน้าหยก พ่อค้าอินดี้ และแม่ค้าปากแจ๋ว โดยมีการพรรณนาคุณสมบัติของแต่ละประเภทเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเชื่อมโยงและประยุกต์ใช้กับตนเองได้ ผลการวิจัยนี้นำไปสู่การพัฒนารูปแบบมาตรฐาน (เทมเพลต) สื่อดิจิทัลสำหรับวิสาหกิจรายย่อยไทย และมีประโยชน์ในการช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจตนเองมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นแนวทางสำหรับหน่วยงานภาครัฐในการออกแบบนโยบายสนับสนุนที่เหมาะสม ตลอดจนสร้างความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับความหลากหลายของบุคลิกภาพผู้ประกอบการวิสาหกิจรายย่อยในประเทศไทย ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและส่งเสริมวิสาหกิจรายย่อยไทยให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับศักยภาพและบุคลิกภาพของผู้ประกอบการแต่ละราย


การออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยจากแนวคิดจักรราศีตะวันตก, สเตเฟนนี่ ไพลิน ทีล Jan 2023

การออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยจากแนวคิดจักรราศีตะวันตก, สเตเฟนนี่ ไพลิน ทีล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาแนวทางการออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยที่เหมาะสมกับแนวคิดจักรราศีตะวันตกแต่ละราศี โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสานโดยการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในเรื่องบุคลิกภาพของแบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยและบุคลิกภาพของแต่ละราศีเพื่อนำไปสร้างเครื่องมือวิเคราะห์ผลหาความเชื่อมโยงโดยการสนทนากลุ่มเป็นวิจัยเชิงคุณภาพ และใช้การวิจัยเชิงปริมาณในการวิเคราะห์และคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างการออกแบบแบรนด์โดยการสุ่มอย่างเป็นระบบแล้วจึงนำกลุ่มตัวอย่างที่ได้มาสร้างเครื่องมือวิจัยด้วยการสนทนาแบบกลุ่ม เพื่อคัดเลือกตัวอย่างแบรนด์ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคลิกภาพของแต่ละราศี จากนั้น ผู้วิจัยนำผลของกลุ่มตัวอย่างแบรนด์มาวิเคราะห์แนวทางการออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์ เพื่อสร้างเป็นคู่มือแนวทางการออกแบบแบรนด์สำหรับนักออกแบบ ผลสรุปของงานวิจัยพบว่าบุคลิกภาพของแต่ละราศี สามารถเชื่อมโยงกับบุคลิกภาพแบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือย ทั้งโดยตรงและสอดคล้องกัน จนทำให้เกิดความแตกต่างกันทางบุคลิกภาพอย่างมีนัยยะสำคัญในแต่ละราศี นำมาซึ่งผลลัพธ์ทางการออกแบบแบรนด์ โดยในบางกลุ่มราศีมีความแตกต่างกันในทุกด้านอย่างมีนัยยะสำคัญ และบางกลุ่มราศีมีความคล้ายกันของคำตอบในบางด้านทางการออกแบบ ผลการวิจัยนี้เป็นแนวทางใหม่ทางการออกแบบแบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยให้กับนักออกแบบ และผู้ประกอบการด้านสินค้าฟุ่มเฟือยที่มองหาแนวทางที่สร้างสรรค์แปลกใหม่สำหรับการสร้างอัตลักษณ์ให้กับสินค้า โดยแนวทางการออกแบบที่แตกต่างกันไปในแต่ละราศียังสามารถสร้างการสื่อสารเรื่องราวทางการตลาด คุณค่าของสินค้า ความเป็นมาแบรนด์ ได้อย่างมีทิศทางที่แปลกใหม่ สามารถนำเสนอแนวทางที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์จากแนวทางการออกแบบได้มากขึ้นอีกด้วย


แนวทางการออกแบบข้อมูลเชิงภาพสำหรับเป้าหมายการเล่าเรื่องของเเบรนด์, อรรคพล ล่าม่วง Jan 2023

แนวทางการออกแบบข้อมูลเชิงภาพสำหรับเป้าหมายการเล่าเรื่องของเเบรนด์, อรรคพล ล่าม่วง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แบรนด์ที่มีเป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์ที่ชัดเจน รวมถึงเลือกการใช้วิธีดำเนินการเล่าเรื่องของแบรนด์ที่เหมาะสมสามารถช่วยให้แบรนด์สื่อสารกับผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ตามแบรนด์ส่วนใหญ่ยังขาดวิธีดำเนินการเล่าเรื่องเพื่อการออกแบบสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม วิจัยเล่มนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อระบุเป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์ที่เหมาะสมในการสร้างข้อมูลเชิงภาพ (2) เพื่อหาวิธีดำเนินการเล่าเรื่องที่เหมาะสมกับแต่ละประเภทของเป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์ และ (3) เพื่อสร้างแนวทางการออกแบบข้อมูลเชิงภาพจากเป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์ โดยผู้วิจัยชิ้นนี้ดำเนินการในรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มในรูปแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ผลสรุปงานวิจัยพบว่า 6 เป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์ ได้แก่ (1) เป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์เพื่อให้องค์ความรู้ (2) เพื่อการอธิบาย (3) เพื่อให้ความบันเทิง (4) เพื่อแสดงความเอาใจใส่ หรือ การเห็นอกเห็นใจ (5) เพื่อให้สำรวจและสืบค้นเอง และ (6) เพื่อรับรองและสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งสามารถนำมาเชื่อมโยงกับวิธีดำเนินการเล่าเรื่องเพื่อหาแนวทางการออกแบบข้อมูลเชิงภาพที่หลายหลายและเหมาะสมกับข้อมูลนั้นๆ ของแบรนด์ได้ โดยในขั้นตอนการออกแบบจำเป็นตั้งต้นจากเป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์และอัตลักษณ์ของแบรนด์ โดยผลของงานวิจัยครั้งนี้สามารถอำนวยความสะดวกแก่นักออกแบบและผู้รับผิดชอบแบรนด์ในการออกแบบข้อมูลเชิงภาพและสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ของแบรนด์ต่อไป


กระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสร้างแบบจำลองตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรน, ณัฐพัฒฐ์ มุกดา Jan 2023

กระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสร้างแบบจำลองตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรน, ณัฐพัฒฐ์ มุกดา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมสมรรถนะการสร้างแบบจำลองของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรน และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมสมรรถนะการสร้างแบบจำลองตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ ของไพร-ไคเรน กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เลือกโดยใช้การเลือกแบบเจาะจง จำนวน 35 คน ระยะเวลาดำเนินการทดลอง 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดสมรรถนะการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ และแบบสังเกตพฤติกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าทีแบบ t-test dependent และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. กระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรน ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นดึงความรู้และประสบการณ์เดิม 2) ขั้นสังเกตหาข้อคาดการณ์ 3) ขั้นจัดโครงสร้าง 4) ขั้นนำไปใช้ และ 5) ขั้นขยายความคิด 2. การศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอน พบว่า 1) สมรรถนะการสร้างแบบจำลองของนักเรียนที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมสมรรถนะการสร้างแบบจำลอง ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี ไคเรน มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ผู้เรียนมีการเปลี่ยนแปลงของสมรรถนะการสร้างแบบจำลองทั้งในภาพรวมและในแต่ละองค์ประกอบของสมรรถนะการสร้างแบบจำลองไปในทิศทางที่ดีขึ้น


โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ, อรวิภา ดุรงค์ธรรม Jan 2023

โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ, อรวิภา ดุรงค์ธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และ 2) เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ การดำเนินการวิจัย แบ่งออกเป็น 6 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาปัญหาและความต้องการจำเป็น 2) การพัฒนาโปรแกรม 3) การศึกษานำร่อง 4) การพัฒนาโปรแกรมฉบับใช้ทดลอง 5) การทดลองใช้โปรแกรม และ 6) การสรุปผล การปรับปรุงโปรแกรม และการจัดทำโปรแกรม ฉบับสมบูรณ์ เป้าหมายของการทดลองได้แก่ นักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพผู้สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้แต่ขาดความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึก ชั้นปีที่ 2 จำนวน 25 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ทำการทดลองใช้โปรแกรม เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบทดสอบความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึก และแบบบันทึกการเรียนรู้ ใช้สถิติเชิงบรรยาย สถิติเปรียบเทียบด้วยการทดสอบ Wilcoxon Signed Rank Test การทดสอบ Wilcoxon Rank Sum Test การวิเคราะห์เนื้อหาด้วยวิธีการจัดกลุ่มข้อมูลและการเปรียบเทียบข้อมูล ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ เป็นโปรแกรมที่ออกแบบตามหลักการของแนวคิดการใช้ละครเป็นฐานในการเรียนรู้ผสานกับหลักการของแนวคิดการแก้ปัญหาคู่ตามโมเดลการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ ประกอบไปด้วย 3 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ 1) ภาษาอังกฤษเพื่อการสัมภาษณ์ผู้ป่วยในการวินิจฉัย 2) ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารระหว่างการรักษา และ 3) ภาษาอังกฤษเพื่อการแนะนำหลังการรักษา ประกอบไปด้วยการปฐมนิเทศและบทเรียน 8 บทเรียน ได้แก่ 1) การรับผู้ป่วยใหม่ 2) การซักประวัติผู้ป่วย 3) การซักประวัติผู้ป่วยที่ยากต่อการสื่อสาร 4) การแจ้งและการอธิบายผลการตรวจ 5) การอธิบายวิธีการรักษา 6) การอภิปรายวิธีการรักษา 7) การแจ้งข่าวร้าย และ 8) การแนะนำหลังการรักษา ความยาว 60 ชั่วโมง ใช้เวลา 20 สัปดาห์ 2. ผลของการใช้โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ พบว่าคะแนนความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกในภาพรวมหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาองค์ประกอบย่อย พบว่า …


แนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูจากการเข้าร่วมโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู, นิษฐ์รตี โชติวัฒน์คุณาธร Jan 2023

แนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูจากการเข้าร่วมโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู, นิษฐ์รตี โชติวัฒน์คุณาธร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะของหลักสูตรในโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู 2) เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบการเรียนรู้ของครูจากการเข้าร่วมหลักสูตรในโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครูที่แตกต่างกัน 3) เพื่อจัดทำแนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูสำหรับโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์ลักษณะของหลักสูตรโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู ตัวอย่าง คือ เอกสารหลักสูตรโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครูที่สถาบันคุรุพัฒนาให้การรับรอง ปีการศึกษา 2561 – 2562 ได้ตัวอย่างทั้งสิ้น 44 หลักสูตร ผู้วิจัยใช้แบบวิเคราะห์เอกสาร ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณใช้การวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงบรรยาย ระยะที่ 2 การวิเคราะห์การเรียนรู้ของครูจากการเข้าร่วมในโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู ตัวอย่าง คือ ครูประจำการระดับชั้นปฐมวัย ประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา ใช้การสุ่มแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) รวมจำนวนตัวอย่าง 400 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย ระยะที่ 3 ร่างแนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูสำหรับโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู ใช้ข้อมูลที่ได้จากระยะ 1 และ 2 นำมาเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 7 คน โดยการสนทนากลุ่มเพื่อปรับแก้ไขแนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูสำหรับโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ลักษณะหลักสูตรการพัฒนาครู พิจารณาใน 3 ประเด็น คือ 1) เนื้อหาหลักสูตร ในปีการศึกษา 2561 ส่วนใหญ่เป็นสาระวิทยาศาสตร์ จำนวน 13 หลักสูตร (ร้อยละ 59.09) แตกต่างกับปีการศึกษา 2562 ส่วนใหญ่เป็นสาระบูรณาการสาระ จำนวน 13 หลักสูตร (ร้อยละ 45.46) 2) ด้านรูปแบบกิจกรรม แบ่งเป็น 2 ด้าน ได้แก่ 2.1) ประเภทหลักสูตร โดยปีการศึกษา 2561 เป็นหลักสูตรประเภทปกติทั้งหมดจำนวน 22 หลักสูตร (ร้อยละ 100) ปีการศึกษา 2562 ส่วนใหญ่เป็นประเภทปกติ จำนวน 16 หลักสูตร …


พฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลที่มีต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน: การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบพหุระดับ, ชานนท์ พูลสุขเสริม Jan 2023

พฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลที่มีต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน: การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบพหุระดับ, ชานนท์ พูลสุขเสริม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจสภาพการฟื้นพลังทางดิจิทัล กรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัล และการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลนักเรียน 2) สำรวจสภาพพฤติกรรมของครูในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัล และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับนักเรียนและระดับครูที่มีต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1,089 คน และครู จำนวน 43 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามภูมิภาคและขนาดโรงเรียน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามออนไลน์ที่พัฒนาให้มีคุณสมบัติการวัดเชิงจิตมิติทางด้านความตรงและความเที่ยง ข้อคำถามในงานวิจัยนี้มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (I-CVI) ตั้งแต่ 0.80 ถึง 1.00 และมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเชิงโครงสร้าง (S-CVI) เท่ากับ 0.83 ค่าสัมประสิทธิ์ Cronbach’s Alpha ของแต่ละตัวบ่งชี้มีค่าตั้งแต่ 0.610 ถึง 0.865 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างด้วยโปรแกรม R และ Mplus ผลการศึกษาพบว่า โมเดลสมการโครงสร้างสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square (121) = 318.904, p < .001, RMSEA = 0.039, CFI = 0.985, TLI = 0.978, SRMRW = 0.018, SRMRB = 0.079, AIC = 18935.931, BIC = 19395.289) โดยมีรายละเอียดผลการวิจัยดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับนักเรียน แสดงให้เห็นว่ากรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลและการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDGM->DRS = .548, p < .001; BDGM->DSE = .902, p < .001) ในขณะที่การรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDSE->DRS = .399, p = .005) นอกจากนี้ยังพบว่ากรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลผ่านการรับรู้ความสามารถของตนเองทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDGM->DSE->DRS = .360, p = .005) โดยคิดเป็นอิทธิพลโดยรวมเท่ากับ .908 2. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับครู แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (B TSC->DSE = .657, p < .001) รวมถึงมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BTSC->DRS = .811, p < .001) นอกจากนี้ยังอิทธิพลทางอ้อมต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนผ่านการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BTSC->DSE->DRS = .085, p < .001) โดยคิดเป็นอิทธิพลโดยรวมเท่ากับ .896 ข้อค้นพบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมให้นักเรียนมีการฟื้นพลังทางดิจิทัลต้องเริ่มส่งเสริมจากการสร้างกรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัล และการรับรู้ความสามารถของตนเองทางดิจิทัลให้เกิดขึ้นกับนักเรียน นอกจากนี้ยังพบว่าครูที่ปรึกษามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนอีกด้วย


การพัฒนาเครื่องมือประเมินความยึดมั่นผูกพันและความท้อถอยทางการเรียนในวิชาชีพครูของนักศึกษาครู, บัณฑิต โชคอำนวยกิจ Jan 2023

การพัฒนาเครื่องมือประเมินความยึดมั่นผูกพันและความท้อถอยทางการเรียนในวิชาชีพครูของนักศึกษาครู, บัณฑิต โชคอำนวยกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบและพัฒนาเครื่องมือวัดความยึดมั่นผูกพันและความท้อถอยทางการเรียนในวิชาชีพครูของนักศึกษาครู 2) วัดระดับความยึดมั่นผูกพันและความท้อถอยทางการเรียนในวิชาชีพครูของนักศึกษาครู และ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความยึดมั่นผูกพันทางการเรียน ความท้อถอยทางการเรียน ความเชื่อในวิชาชีพครู และความตั้งใจที่จะประกอบวิชาชีพครูของนักศึกษาครู ตัวอย่างวิจัย คือ นักศึกษาครูระดับปริญญาบัณฑิต จำนวน 359 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเบ้ ความโด่ง การวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) ความยึดมั่นผูกพันทางการเรียน ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ความกระตือรือร้นทางการเรียน 2) ความทุ่มเทอุทิศตนในการเรียน และ 3) ความหลงใหลในการเรียน ความท้อถอยทางการเรียน ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ความอ่อนล้าในการเรียน 2) ทัศนคติเชิงลบต่อการเรียน และ 3) ความรู้สึกไร้ความสามารถในการเรียน แบบวัดความยึดมั่นผูกพันและความท้อถอยทางการเรียนในวิชาชีพครูของนักศึกษาครู มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วย 55 ข้อคำถาม มีคุณภาพด้านความตรงเชิงเนื้อหา (IOC > .60) มีคุณภาพด้านความเที่ยง (ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบาค = .960 และมีค่าสัมประสิทธิ์โอเมกา = .959) และมีความตรงเชิงโครงสร้าง โดยโมเดลการวัดความยึดมั่นผูกพันทางการเรียน และความท้อถอยทางการเรียน มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 2) นักศึกษาครูที่เป็นตัวอย่างวิจัยมีค่าเฉลี่ยความยึดมั่นผูกพันทางการเรียนอยู่ในระดับมาก และความท้อถอยทางการเรียนอยู่ในระดับน้อย 3) ความยึดมั่นผูกพันทางการเรียนมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับความเชื่อในวิชาชีพครู และความตั้งใจที่จะประกอบวิชาชีพครู แต่มีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำกับความท้อถอยทางการเรียน นอกจากนี้ความท้อถอยทางการเรียน ยังมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำกับความเชื่อในวิชาชีพครู และความตั้งใจที่จะประกอบวิชาชีพครู


การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ: การวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยน, ปภาวี ฐิติมโนวงศ์ Jan 2023

การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ: การวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยน, ปภาวี ฐิติมโนวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ 2) เพื่อทดสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) เพื่อทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้นตามกลุ่มสถาบันในสังกัดกระทรวงกลาโหม และสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ด้วยวิธีการประมาณค่าความน่าจะเป็นสูงสุด ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาพยาบาล จำนวน 235 คน จากวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก และวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พระพุทธบาท เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ แบบประเมินตนเองของนักศึกษาพยาบาลต่อสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประมาณค่าพารามิเตอร์ในโมเดลด้วยวิธีการประมาณค่าความน่าจะเป็นสูงสุด จากโปรแกรม LISREL 8.72 1. โมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 12 ตัวบ่งชี้ ประกอบด้วย องค์ประกอบที่ 1 ความสามารถด้านความเข้าใจบุคคลและเหตุการณ์ แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การประยุกต์ใช้ความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร ความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุ องค์ประกอบที่ 2 ความสามารถในการให้การพยาบาล แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ ความสามารถด้านการพยาบาล ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น และการปฏิบัติการพยาบาลด้วยหลักจริยธรรม องค์ประกอบที่ 3 ความสามารถด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจ แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การมีเจตคติที่ดีต่อผู้สูงอายุ การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีการตัดสินใจและปฏิบัติในสิ่งที่เหมาะสม และฝึกทักษะและพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุและครอบครัวในการดูแลตนเอง องค์ประกอบที่ 4 ความสามารถด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การจัดกิจกรรมส่งเสริมให้กับผู้สูงอายุ ทักษะการให้คำปรึกษาทางสุขภาพ และทักษะการส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพและป้องกันโรค 2. โมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ2(29)=37.94, p=.124, RMSEA=.036, CFI=.999, NFI=.995, NNFI=.997) โดยความสามารถในการให้การพยาบาลมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบสูงที่สุด (B=.996) รองลงมาคือความสามารถด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจ (B=.954) ความสามารถด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (B=.944) และความสามารถด้านความเข้าใจบุคคลและเหตุการณ์ (B=.862) ตามลำดับ 3. ผลการวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุของนักศึกษาพยาบาลในสังกัดกระทรวงกลาโหม และสังกัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่าโมเดลไม่แปรเปลี่ยนตามสังกัดทั้งในรูปแบบและน้ำหนักองค์ประกอบ แต่พบว่าเมริกซ์ความแปรปรวน-ความแปรปรวนร่วมของพารามิเตอร์ความคลาดเคลื่อนจากการวัดแปรเปลี่ยนตามสังกัด


แนวทางการส่งเสริมความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของกลุ่มครูวิทยาศาสตร์ที่มีโปรไฟล์ต่างกัน, กัญญ์รวี บ่อสุวรรณ Jan 2023

แนวทางการส่งเสริมความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของกลุ่มครูวิทยาศาสตร์ที่มีโปรไฟล์ต่างกัน, กัญญ์รวี บ่อสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งสำคัญซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ และการเรียนรู้ของนักเรียน จึงควรมีแนวทางการส่งเสริมความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ที่เป็นประโยชน์ มีความเฉพาะของกลุ่มอย่างเหมาะสม และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสังเคราะห์ตัวบ่งชี้ความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ 2) เพื่อจัดกลุ่มครูตามระดับความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือน โดยวิธีการวิเคราะห์โปรไฟล์แฝง และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมความพร้อมการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของกลุ่มครูวิทยาศาสตร์ที่มีโปรไฟล์ต่างกัน งานวิจัยนี้แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนในการจัดการเรียนการสอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 8 ท่าน ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ระยะที่ 2 การวิเคราะห์ความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างวิจัยเป็นครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ในเขตภาคกลาง จำนวน 144 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบ 2 ขั้นตอน โดยใช้แบบสอบถาม ตรวจคุณภาพของเครื่องมือในด้านความตรงเชิงเนื้อหา และความเที่ยงแบบพหุมิติ (Omega=.971 - .984) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์โปรไฟล์แฝง (latent profile analysis) ด้วยโปรแกรม Mplus และระยะที่ 3 การพัฒนาแนวทางการส่งเสริมความพร้อมการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของกลุ่มครูวิทยาศาสตร์ที่มีโปรไฟล์ต่างกัน โดยใช้ผลการวิจัยในระยะที่ 2 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ตัวบ่งชี้ความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย 3 ตัวบ่งชี้ คือ 1) สมรรถนะทางเทคโนโลยีตามโมเดล TPACK 2) ทัศนคติต่อการใช้เทคโนโลยี และ3) ทรัพยากรห้องปฏิบัติการเสมือน โดยสร้างเครื่องมือวัดความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ แบบลิเคิร์ท ตั้งแต่ 1 - 5 (ไม่เห็นด้วยน้อยที่สุดจนถึงเห็นด้วยมากที่สุด) จำนวน 42 ข้อ 2. ผลการจัดกลุ่มครูตามโปรไฟล์ ครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยม เขตภาคกลาง ตามความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ สามารถจำแนกครูได้เป็น 3 กลุ่ม (VLMR =219.881, p=0.0965) และ (AIC =2,628.07, BIC=2,740.923 , Adjusted …


การเปรียบเทียบวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูโดยใช้ตัวแปรแทนและการรายงานตนเอง, กัญฐิมาภรณ์ นุตระ Jan 2023

การเปรียบเทียบวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูโดยใช้ตัวแปรแทนและการรายงานตนเอง, กัญฐิมาภรณ์ นุตระ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อวิเคราะห์ตัวแปรแทนประสิทธิภาพการใช้ครูที่เหมาะสมกับสภาพการทำงานในปัจจุบัน 2) เพื่อออกแบบเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูโดยใช้ตัวแปรแทน และ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลของการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ตัวแปรแทนและการรายงานตนเอง โดยวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ศึกษาด้วยการสัมภาษณ์สภาพการทำงานของครูในปัจจุบันกับครูจำนวน 8 คน วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ศึกษาด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลกับผู้ทรงคุณวุฒิ ครู และผู้อำนวยการโรงเรียน และวัตถุปะสงค์ข้อที่ 3 ศึกษาด้วยการเปรียบเทียบผลของการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูระหว่างการรายงานตนเองและตัวแปรแทนกับครู 23 คน ผลการวิจัยมีดังนี้ 1) หลักฐานของการเป็นตัวแปรแทนแบ่งได้ 3 ลักษณะ ได้แก่ หลักฐานรูปธรรมสามารถจับต้องได้ เช่น คำสั่งปฏิบัติงานและภาพถ่ายการทำงาน หลักฐานแบบพฤติกรรม เช่น การพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานและการเข้าห้องสอนตรงเวลา และหลักฐานนามธรรม เช่น ความรู้สึก/พฤติกรรมเกี่ยวกับความสำเร็จของครู และเป้าหมายในชีวิต 2) ตัวแปรแทนแบ่งได้เป็น 2 ประเภทตามลักษณะของข้อมูล ได้แก่ ข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น วิธีการมอบหมายงานและเป้าหมายในการเป็นครู ข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น จำนวนครั้งที่ทำงานสอนและงานอื่น ๆ ได้ถูกต้อง ครบถ้วน และส่งตรงเวลา ส่วนระบบเก็บรวบรวมข้อมูลของตัวแปรแทนแบ่งเป็น 3 หน้าหลักได้แก่ หน้ากรอกข้อมูลของครู ประกอบด้วย ปุ่มเชื่อมหน้า ช่องกรอกข้อมูลแบบต่าง ๆ และตัวนำทาง ฯลฯ หน้าแสดงข้อมูลของครูรายบุคคลและหน้าแสดงข้อมูลของครูในภาพรวม ประกอบด้วย แถบเมนู ปุ่มเข้าสู่ระบบ และส่วนแสดงผลแบบต่าง ๆ ฯลฯ 3) ผลการเปรียบเทียบผลของการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างตัวแปรแทนและการรายงานตนเองแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ข้อมูลจากตัวแปรแทนกับการรายงานตนเองสอดคล้องกันและสามารถใช้แทนกันได้ กลุ่มที่ข้อมูลจากตัวแปรแทนกับการรายงานตนเองความสอดคล้องกันบางส่วน ซึ่งการนำตัวแปรไปใช้จำเป็นต้องพิจารณาความต้องการใช้ประโยชน์จากสารสนเทศ และกลุ่มที่ข้อมูลจากตัวแปรแทนกับการรายงานตนเองไม่สอดคล้องกัน ยังไม่เหมาะสมกับการใช้เป็นตัวแปรแทน หรือใช้แทนกัน


แนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ, ญาณิพัชญ์ อาภรณ์แสงวิจิตร Jan 2023

แนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ, ญาณิพัชญ์ อาภรณ์แสงวิจิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาสาระระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ 2) เพื่อศึกษาสภาพการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธีประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม จากกลุ่มเป้าหมาย ครูผู้สอนทุกกลุ่มสาระรายวิชา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 จำนวน 445 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบสองขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ ครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 ที่ให้ข้อมูลจำนวน 10 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. เนื้อหาสาระระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) ความตระหนักรู้และยอมรับในอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง 2) การประเมินตนเองตามเพศวิถี 3) ความเชื่อมั่นในตนเองและการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย และ 4) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและครอบครัว 2. ผลการศึกษาสภาพการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ ของทั้ง 4 องค์ประกอบ และศึกษาใน 3 ด้าน คือ 1) ด้านเนื้อหาสาระ 2) ด้านประสบการณ์การเรียนรู้ และ 3) ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ พบว่า ค่าเฉลี่ยระดับการปฏิบัติของทั้ง 4 ประกอบและในแต่ละด้าน อยู่ที่ระดับการปฏิบัติค่อนข้างมาก ยกเว้นในระดับรายข้อที่พบระดับการปฏิบัติค่อนข้างน้อย คือ การกำหนดเนื้อหาเกี่ยวกับเพศกำเนิด ในองค์ประกอบที่ 1 ด้านเนื้อหาสาระ เนื่องจากพบว่ามีการจัดการเรียนการสอนเฉพาะในรายวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา 3. แนวทางการจัดการเรียนการสอน 1) ด้านเนื้อหาสาระ ควรกำหนดเนื้อหาสาระครอบคลุมตัวบ่งชี้ของทั้ง 4 องค์ประกอบ โดยสอดแทรกเนื้อหาสาระตามตัวชี้วัดที่ปรากฎในหลักสูตรปัจจุบันทุกกลุ่มสาระรายวิชาในลักษณะบูรณาการการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม 2) ด้านประสบการณ์การเรียนรู้ ครูควรใช้วิธีอภิปรายกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการตั้งคำถาม สืบค้น สะท้อนกลับ ตระหนักถึงการแสดงออกทางเพศสภาวะ และการประยุกต์ใช้ความรู้ให้เหมาะสมกับประสบการณ์ของแต่ละคน และ 3) ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ควรจัดสภาพแวดล้อมครอบคลุมทั้งทางกายภาพและทางจิตวิทยา