Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type
File Type

Articles 201361 - 201390 of 1738760

Full-Text Articles in Entire DC Network

Stamper, James M., Carter County Genealogical Society Jan 2024

Stamper, James M., Carter County Genealogical Society

Carter County Genealogy Collection

Genealogy of the James M. Stamper family in Carter County, Kentucky.

James M. (1852-?) is the son of George W. Stamper and grandson of John R. 'Pewter John' Stamper.


Rayburn-Raybourn Misc. Volume 1, Carter County Genealogical Society Jan 2024

Rayburn-Raybourn Misc. Volume 1, Carter County Genealogical Society

Carter County Genealogy Collection

Miscellaneous genealogy of the Rayburn-Raybourn family in Carter County, Kentucky.


ประสบการณ์การรับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาของผู้เคยถูกกระทำความรุนแรงในความสัมพันธ์แบบคู่รัก, สาธิดา เต็มกุลเกียรติ Jan 2024

ประสบการณ์การรับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาของผู้เคยถูกกระทำความรุนแรงในความสัมพันธ์แบบคู่รัก, สาธิดา เต็มกุลเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์การรับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในผู้ที่เคยประสบกับความรุนแรงในความสัมพันธ์แบบคู่รัก เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ (IPA) เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวน 4 คน ที่เคยเข้ารับบริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยาด้วยประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความรุนแรงในความสัมพันธ์แบบคู่รัก โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันแบบเฉพาะเจาะจง (purposive homogeneous sampling) ร่วมกับการคัดเลือกแบบอ้างอิงด้วยบุคคล (snowball sampling) ผลการวิจัยประกอบไปด้วยสามประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การปรึกษาทำให้ตระหนักถึงสภาวะที่เผชิญในความสัมพันธ์ ประกอบไปด้วย 4 ประเด็นย่อยดังนี้ 1.1 การปรึกษาช่วยให้ตระหนักรู้มุมมองที่มีต่อปัญหา 1.2 การลดการกล่าวโทษตนเอง 1.3 การตระหนักรู้ถึงอุปสรรคในการออกจากความสัมพันธ์ และ 1.4 ความขัดแย้งในตนเองทำให้เลี่ยงการปรึกษาต่อ ประเด็นหลักที่ 2. ผู้ให้การปรึกษาควรยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นย่อยดังนี้ 2.1 จุดเน้นของการปรึกษาควรอยู่ที่ผู้รับบริการ 2.2 การเคารพในความไม่พร้อมทำให้ไว้วางใจที่จะปรึกษาต่อ และ 2.3 การนัดหมายควรเป็นการตกลงร่วมกัน และประเด็นหลักที่ 3. การปรึกษาช่วยให้มั่นคงในการยืนหยัดเพื่อตนเอง ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นย่อยดังนี้ 3.1 การปรึกษาช่วยสร้างขอบเขตในการอยู่ในความสัมพันธ์ 3.2 ความเปลี่ยนแปลงในใจจากการปรึกษาช่วยให้สามารถยุติความสัมพันธ์ได้ และ 3.3 การปรึกษาช่วยให้เกิดความมั่นคงในการยุติความสัมพันธ์ โดยสรุป ผลการวิจัยแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของการปรึกษาทางจิตวิทยาที่ส่งผลต่อการพัฒนาการตระหนักรู้ในตนเองเกี่ยวกับการเผชิญกับความรุนแรงในความสัมพันธ์แบบคู่รัก การยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลางในการให้การปรึกษา และการพัฒนาความมั่นคงทางจิตใจในการยืนหยัดในการออกจากความสัมพันธ์ที่รุนแรง ซึ่งผู้ให้คำปรึกษาสามารถนำข้อค้นพบนี้ไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานวิชาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะของผู้รับบริการกลุ่มนี้ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ที่เผชิญกับความรุนแรงได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อไป


The Effect Of Power And Status On Prosocial Behavior Mediated By Perspective Taking, Nattapat Simarangsarit Jan 2024

The Effect Of Power And Status On Prosocial Behavior Mediated By Perspective Taking, Nattapat Simarangsarit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Prosocial behavior is vital for human interaction and organizational success. While previous research has demonstrated the role of perspective-taking in promoting prosocial behavior, this research integrates social hierarchies, power and status, to explore their combined effect on perspective-taking and prosocial behavior in organizational contexts. Two studies were conducted: an experimental study (Study 1, n = 211) and a survey study (Study 2, n = 296). Results from Study 1 showed that although power and status did not significantly influence perspective-taking, their interaction had a significant effect on prosocial behavior; specifically, participants with high power and low status were least likely …


The Effect Of Systemic Antibiotics On Post-Surgical Complications And Patient-Reported Outcomes In Dental Implant Surgery With Simultaneous Sinus Floor Augmentation, Sutinee Tangamnuay Jan 2024

The Effect Of Systemic Antibiotics On Post-Surgical Complications And Patient-Reported Outcomes In Dental Implant Surgery With Simultaneous Sinus Floor Augmentation, Sutinee Tangamnuay

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Unnecessary antibiotic prescriptions can raise healthcare costs and affect the quality of life due to their related side effects. Objectives: Aim to assess the impact of antibiotic prophylaxis (AP) on the prevalence of postoperative complications in patients undergoing simultaneous implant placement with lateral sinus floor augmentation. Materials and Methods: A randomized, triple-blind, placebo-controlled trial was conducted involving 30 healthy patients. Participants were divided into two groups: one received 2g of amoxicillin before surgery and 500mg three times daily for three days post-surgery (antibiotic group, N=15), while the other received a placebo (N=15). Postoperative complications were evaluated at 2, 4, and …


The Influence Of Implant Thread Designs On The Secondary Stability Of Dental Implant, Rujira Charoenniwassakul Jan 2024

The Influence Of Implant Thread Designs On The Secondary Stability Of Dental Implant, Rujira Charoenniwassakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Objective: This study aimed to evaluate the secondary stability of aggressive thread design implant (BLX) comparing to nonaggressive thread design implant (BL) using Implant Stability Quotient (ISQ) values and Implant stability test (IST) values. Materials and Methods: Forty-five patients with healed edentulous areas were included and randomly allocated into test and control groups. Thirty-two BLX implants and thirty-two BL implants were used in the test and control groups, respectively. Dental implant stability was assessed using IST and ISQ values. IST values were measured immediately (T1), on day 2 (T2), and at 1 (T3), 2 (T4), 3 (T5), 4 (T6), 5 …


การได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ระหว่างการสมรส, นัศรา อาวรณ์ Jan 2024

การได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ระหว่างการสมรส, นัศรา อาวรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ลิขสิทธิ์ถือเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่มีบทบัญญัติกฎหมายบังคับใช้ไว้โดยเฉพาะ อันได้แก่ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แต่เมื่อผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์เป็นบุคคลผู้สมรสตามกฎหมาย หากพิจารณาตามเจตนารมณ์ของการให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ที่ได้มาระหว่างการสมรสนั้นควรถือว่าเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายที่เป็นผู้สร้างสรรค์ เนื่องจากนิยามของคำว่าลิขสิทธิ์ซึ่งได้กำหนดไว้ในมาตรา 4 หมายถึงสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะกระทำการใดตามพระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น แต่หากพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เมื่อลิขสิทธิ์เป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างการสมรสอาจถือเป็นสินสมรสได้ตามมาตรา 1474 ผู้เขียนได้ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายลิขสิทธิ์ และประมวลกฎหมายแพ่ง มลรัฐ Louisiana ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีแนวคำพิพากษาของศาลกรณีของลิขสิทธิ์ที่ได้มาระหว่างการสมรส ประมวลกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา และประมวลกฎหมายแพ่ง ของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีบทบัญญัติกฎหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับลิขสิทธิ์กรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นผู้สมรส เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์และเสนอแก้ไขปรับปรุงกฎหมายของประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า บทบัญญัติกฎหมายและแนวทางการพิจารณาเรื่องการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ระหว่างการสมรสของประเทศไทยยังไม่มีความชัดเจนและเหมาะสม การพิจารณานำเรื่องของอำนาจการจัดการสินสมรส และการแบ่งสินสมรสมาปรับใช้กับลิขสิทธิ์ในฐานะของสินสมรสกับกรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์นั้นไม่มีความเหมาะสมและส่งผลให้เกิดปัญหาความยุ่งยากตามมาผู้เขียนจึงเสนอให้ลิขสิทธิ์ที่ได้มาระหว่างการสมรสเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายที่เป็นผู้สร้างสรรค์ โดยให้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพิ่มเติม (5) ในมาตรา 1471 เกี่ยวกับสินส่วนตัว ได้แก่ “สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของโดยการสร้างสรรค์” ซึ่งจะหมายความรวมถึงลิขสิทธิ์ด้วย และเสนอแก้ไขโดยเพิ่มเติมมาตรา 15/1 ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 กำหนดให้สิทธิแต่ผู้เดียวตามมาตรา 15 เป็นสิทธิของคู่สมรสฝ่ายที่เป็นผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โดยการสร้างสรรค์ และไม่ถือเป็นสิทธิที่ได้มาระหว่างการสมรสในฐานะสินสมรส เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งการให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์


แนวทางการพัฒนามาตรฐานการจ้างแรงงานภาคเกษตรกรรม : ศึกษากรณีลูกจ้างในงานเพาะปลูก, อิทธิ วงษ์บุญธรรม Jan 2024

แนวทางการพัฒนามาตรฐานการจ้างแรงงานภาคเกษตรกรรม : ศึกษากรณีลูกจ้างในงานเพาะปลูก, อิทธิ วงษ์บุญธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงกรอบแนวคิด และหลักการทั่วไปเกี่ยวกับมาตรฐานการจ้างแรงงานภาคเกษตรที่มีลักษณะการทำงานพิเศษเฉพาะตามฤดูกาล โดยศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศที่มีการรับรองสิทธิแรงงานและให้การคุ้มครองแรงงานภาคเกษตร ได้แก่ ประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า หลักการกำหนดเงื่อนไขการจ้างแรงงาน และการคุ้มครองแรงงานภาคเกษตรของประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศไทย มีองค์ประกอบของการคุ้มครองสิทธิแรงงาน โดยปัญหาที่พบจากการศึกษาในบริบทการจ้างแรงงานภาคเกษตรของประเทศไทย คือ การกำหนดเงื่อนไขการจ้างแรงงานภาคเกษตร เช่น งานเพาะปลูก ซึ่งมีลักษณะต้องผันแปรตามภูมิอากาศทั่วไป และความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งบริบทเรื่องสิ่งแวดล้อมที่สำคัญจำเป็น ได้แก่ ดิน น้ำ อากาศ เหตุปัจจัยที่กล่าวมาเป็นมาตรที่บ่งชี้เงื่อนไขการจ้างงานในเรื่อง เวลาการทำงาน เวลาพัก วันหยุด ค่าจ้าง สวัสดิการ ความปลอดและอาชีวอนามัย รวมทั้งแรงงานหญิงและเด็ก ดังนั้น ปัญหาของการกำหนดเงื่อนไขการจ้างงาน อาจเกิดจากนายจ้างบางรายมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามสิทธิทางแรงงานที่ลูกจ้างพึงมี ซึ่งตามหลักการและทางปฏิบัติมักมีปัจจัยที่ทำให้ลักษณะการทำงานแตกต่างไปจากงานประเภทอื่น การนี้เองทำให้เงื่อนไขการจ้างงานเคร่งครัดเข้มงวดไปกับลักษณะของงานเกษตรบางประเภท เช่น งานเพาะปลูก ในส่วนของเงื่อนไขการคุ้มครองแรงงานภาคเกษตร มีพื้นฐานมาจากสิทธิแรงงาน ซึ่งสิทธิแรงงานยังไม่มีความเสมอภาคควรมีการแก้ไขในประการนี้ให้สอดคล้องกับหลักดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ กฎหมายแรงงานภาคเกษตรจึงควรได้รับการพัฒนาโดยการกำหนดมาตรฐานการจ้างแรงงานให้แตกต่างไปจากงานประเภทอื่น


สิทธิได้รับค่าชดเชยของเจ้าหน้าที่องค์การมหาชนในกรณีเกษียณอายุ, ภัทรกร การะพิมพ์ Jan 2024

สิทธิได้รับค่าชดเชยของเจ้าหน้าที่องค์การมหาชนในกรณีเกษียณอายุ, ภัทรกร การะพิมพ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาประเด็นสิทธิได้รับค่าชดเชยของเจ้าหน้าที่องค์การมหาชนซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ในกรณีเกษียณอายุมาเป็นประเด็นในการศึกษา อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2452 ได้ยกเว้นมิให้องค์การมหาชนอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน แต่ให้เจ้าหน้าที่องค์การมหาชนต้องได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าสิทธิที่กำหนดไว้ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งยังมีประเด็นการตีความที่แตกต่างกันอยู่ทั้งคำพิพากษาของศาลปกครอง คำพิพากษาของศาลยุติธรรมและการวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยใช้การศึกษาด้วยการวิจัยเอกสาร ผลจากการศึกษาหลักการการคุ้มครองแรงงานทั้งภายในประเทศและต่างประเทศและอนุสัญญาระหว่างประเทศเรื่องหลักการการเลิกจ้างพบว่า การจ่ายเงินค่าชดเชยไม่ว่าจะด้วยเหตุให้ออกจากงาน สิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเกษียณอายุนั้นมีความสำคัญในการคุ้มครองและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่องค์การมหาชนในฐานะแรงงานภาครัฐ เจ้าหน้าที่องค์การมหาชนจึงควรมีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยในกรณีสิ้นสุดสัญญาจ้างด้วยเหตุเกษียณอายุในการศึกษาคำพิพากษาของศาลปกครองพบว่า ศาลปกครองได้มุ่งผลประโยชน์ทั้งหมดที่เจ้าหน้าที่องค์การมหาชนได้รับเมื่อเกษียณอายุเทียบกับอัตราเงินชดเชยตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ขณะที่คำพิพากษาของศาลยุติธรรมเน้นเรื่องการปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับขององค์การมหาชนที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายผลประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่ในกรณีเกษียณอายุ และส่วนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา ระบุว่า คณะกรรมการขององค์การมหาชนมีอำนาจตามกฎหมายที่จะกำหนดสิทธิประโยชน์ให้กับเจ้าหน้าที่องค์การมหาชนในอัตราที่ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานได้โดยไม่ต้องขออนุมัติต่อรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี การศึกษานี้ได้ข้อเสนอแนะให้องค์การมหาชนพิจารณาทบทวนระเบียบ ข้อบังคับที่มีอยู่ โดยให้มีการกำหนดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการจ่ายเงินสิทธิผลประโยชน์ของทั้งผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่องค์การมหาชนในกรณีเกษียณอายุให้ไม่น้อยกว่าอัตราที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์อันแท้จริงของพระราชบัญญัติองค์การมหาชน และในขณะเดียวกันก็เป็นการป้องกันการนำคดีขึ้นสู่ศาล อันจะกระทบต่อการจัดทำบริการสาธารณะขององค์การมหาชนด้วย ประกอบกับหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ดังนั้นองค์การมหาชนควรมีกองทุนบำเหน็จบำนาญสำหรับพนักงานของรัฐทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นองค์การมหาชนที่จัดขึ้นตามพระราชบัญญัติเฉพาะซึ่งรวมถึงมหาวิทยาลัยในกำกับ และองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา ให้ได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนบำเหน็จบำนาญของพนักงานของรัฐ อย่างในประเทศฝรั่งเศส หรือประเทศเยอรมัน ที่กฎหมายบังคับให้หน่วยงานของรัฐในฐานะที่เป็นนายจ้างต้องจัดให้มีกองทุนบำเหน็จบำนาญ เพื่อให้พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐมีสิทธิได้รับบำนาญ ช่วยให้พนักงานสามารถมีเงินไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณอย่างมั่นคงและเพียงพอ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเงินออมส่วนตัวเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่ครอบคลุม เช่น เงินสงเคราะห์และเงินชดเชย ซึ่งช่วยให้ครอบครัวของผู้รับบำเหน็จบำนาญที่ถึงแก่ความตายหรือทุพพลภาพได้รับเงินช่วยเหลืออีกด้วย


The Importance Of Protecting Depositors In The Banking Industry In Myanmar, Hnin Shwe Sin Htet Jan 2024

The Importance Of Protecting Depositors In The Banking Industry In Myanmar, Hnin Shwe Sin Htet

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Economic shocks have been precipitated by financial instability, which has impeded economic advancement and adversely affected numerous emerging nations. The financial sector is considered indispensable to the growth of an economy due to the repercussions of financial instability. As a result, numerous nations have enhanced their regulatory and supervisory frameworks to ensure that banks operate in a stable economic environment and maintain the stability of the financial system. Furthermore, in order to bolster the prudential oversight and supervision that central banks provide, as well as their role as lenders of last resort, numerous countries have implemented deposit insurance schemes. In …


ปัญหากฎหมายในธุรกิจเช่าซื้อตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565, อธิวัฒน์ สินสิริวาณิชย์ Jan 2024

ปัญหากฎหมายในธุรกิจเช่าซื้อตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565, อธิวัฒน์ สินสิริวาณิชย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางและมาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลสัญญาเช่าซื้อ เนื่องจากปัจจุบันแม้ธุรกรรมการเช่าซื้อรถยนต์จะมีการเติบโตอย่างรวดเร็วและเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่กลับคงปัญหาหนี้เสียสะสมเป็นระดับต้น ๆ ของประเภทหนี้เสียทั้งหมด ทั้งการกำกับดูแลธุรกิจเช่าซื้อภายใต้ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565 ยังคงขาดความชัดเจน และเป็นการสร้างภาระแก่ผู้ประกอบธุรกิจจนเกินควร ไม่สอดคล้องกับกลไกตลาด ส่งผลให้ผู้บริโภคยังไม่ได้รับความคุ้มครองที่ควรเป็น และต้องเผชิญภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบธุรกิจที่สะท้อนกลับมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาและเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายที่กำกับดูแลสัญญาเช่าซื้อให้สอดคล้องกับกลไกตลาดและสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภคและการลดภาระแก่ผู้ประกอบธุรกิจ จึงเห็นควรให้มีการพิจารณาทบทวน ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้การประกอบธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565 ดังนี้ (1) มีมาตรการในการสร้างความตระหนักรู้ทางด้านการเงินแก่ผู้เช่าซื้อถึงค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นภายหลังเข้าทำสัญญา (2) ยกเลิกกฎเกณฑ์ที่เป็นการจำกัดสิทธิผู้ประกอบธุรกิจในการเรียกเก็บมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อภายหลังการขายทอดตลาด (3) ทบทวนอัตราส่วนลดดอกเบี้ยปิดบัญชีเช่าซื้อล่วงหน้าให้เป็นดุลพินิจของผู้ประกอบธุรกิจ และ (4) มีมาตรการในการสร้างความตระหนักถึงความเสี่ยงและผลอันเลวร้ายของสัญญาค้ำประกัน


ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการออกกำลังกายเพิ่มของผู้สูงอายุในกลุ่มที่คิดว่าการออกกำลังกายไม่เพียงพอในประเทศไทย, ภารดี ศิริวรรณ์ Jan 2024

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการออกกำลังกายเพิ่มของผู้สูงอายุในกลุ่มที่คิดว่าการออกกำลังกายไม่เพียงพอในประเทศไทย, ภารดี ศิริวรรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความตั้งใจในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นกลุ่มที่ตระหนักว่าตนเองมีการออกกำลังกายไม่เพียงพอ ข้อมูลที่ใช้มาจากการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพประชากรปี 2564 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และวิเคราะห์ด้วยวิธีถดถอยโลจิสติกแบบทวิภาค (Binary Logistic Regression) เพื่อระบุปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความตั้งใจในการออกกำลังกายผลการศึกษาพบว่าปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพทางเศรษฐกิจ และพื้นที่อยู่อาศัย ส่งผลต่อความตั้งใจในการออกกำลังกายอย่างมีนัยสำคัญ ผู้สูงอายุที่มีการศึกษาสูง มีสถานภาพทางเศรษฐกิจที่ดี และอาศัยในเขตเมือง มีแนวโน้มที่จะตั้งใจออกกำลังกายมากกว่า นอกจากนี้ การสนับสนุนทางสังคมจากครอบครัวและชุมชน เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มและชมรมสุขภาพ ยังเป็นแรงจูงใจสำคัญที่เพิ่มความตั้งใจในการออกกำลังกาย ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุที่มีบริการให้คำแนะนำเฉพาะทาง ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจด้วยโครงการออกกำลังกายชุมชน เพิ่มโอกาสในการออกกำลังกายตามระดับการศึกษา ส่งเสริมกิจกรรมออกกำลังกายแบบกลุ่มในชุมชนเมืองและชนบท และสร้างเครือข่ายชุมชนเพื่อสนับสนุนการออกกำลังกาย ข้อเสนอแนะทางวิชาการควรมุ่งศึกษารูปแบบการออกกำลังกายเฉพาะกลุ่ม วิเคราะห์ปัจจัยทางสังคมและจิตวิทยาที่มีผลต่อการออกกำลังกาย และศึกษาการเปลี่ยนแปลงของความตั้งใจในการออกกำลังกายตามช่วงเวลาเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกสำหรับการพัฒนานโยบายที่มีประสิทธิภาพ


ปัญหาการตีความรายได้ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีศึกษารายได้ Youtubers, จิรวรรณ จิณณธนพงษ์ Jan 2024

ปัญหาการตีความรายได้ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีศึกษารายได้ Youtubers, จิรวรรณ จิณณธนพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาการตีความรายได้ของ YouTubers เนื่องจากรายได้บริการที่เข้าเงื่อนไขการเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามคำนิยามของประมวลรัษฎากรมีความหมายที่ค่อนข้างกว้าง ทำให้เกิดข้อถกเถียงว่ารายได้ของ YouTubers เป็นรายได้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามคำนิยามของประมวลรัษฎากรหรือไม่ เพราะรายได้ของ Youtubers มีรูปแบบที่หลากหลายและกรมสรรพากรยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนสำหรับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากรายได้เหล่านี้ จากการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากรายได้ของ YouTubers ในประเทศอินเดีย แคนาดา และนิวซีแลนด์ พบว่าแต่ละประเทศได้ออกมาตรการทางกฎหมายหรือแนวปฏิบัติที่ชัดเจน กำหนดให้รายได้ของ YouTubers เป็นรายได้ที่เข้าเงื่อนไขและต้องเสียภาษีสินค้าและบริการ (GST) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้ YouTubers ผู้มีรายได้สามารถทำความเข้าใจและปฏิบัติตามได้ นอกจากนี้ หน่วยงานสรรพากรของแต่ละประเทศยังสามารถปฏิบัติตามและจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพผู้เขียนเสนอให้กรมสรรพากร ปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและสร้างความชัดเจนในทางปฏิบัติสำหรับทั้งเจ้าหน้าที่และผู้เสียภาษี โดยแนะนำให้ใช้แนวทางปฏิบัติจากประเทศแคนาดาและนิวซีแลนด์เป็นต้นแบบในการดำเนินการในระยะสั้น โดยกรมสรรพากรควรออกคำสั่งกรมสรรพากร (คำสั่ง ป.) เพื่อกำหนดให้ YouTubers เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมทั้งกำหนดรูปแบบรายได้และเกณฑ์ในการเสียภาษีให้ครอบคลุมรูปแบบรายได้ที่หลากหลายของ YouTubers ซึ่งจะช่วยให้ผู้มีรายได้และเจ้าหน้าที่สรรพากรสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามได้ และเพื่อสร้างความชัดเจนและความครอบคลุมทางกฎหมายในระยะยาว กรมสรรพากรควรมีการปรับปรุง คำนิยาม ‘บริการทางอิเล็กทรอนิกส์’ ในมาตรา 77/1 (10/1) ประมวลรัษฎากร โดยใช้แนวปฏิบัติจากประเทศอินเดียเป็นกรอบอ้างอิง โดยเพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้บริการของ YouTubers ถูกระบุเป็นหนึ่งในรูปแบบของบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ การปรับปรุงกฎหมายและแนวทางปฏิบัติเหล่านี้จะช่วยให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มมีความชัดเจน สอดคล้องกับรูปแบบรายได้ที่เปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล และลดข้อขัดแย้งในการตีความที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต


มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย, ชนัฏฐา วงศ์สุวรรณ Jan 2024

มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย, ชนัฏฐา วงศ์สุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายในการควบคุมบุหรี่ในประเทศไทย เนื่องจาก ในประเทศไทยบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่บุหรี่ไฟฟ้ามีการเข้าถึงและเป็นที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เยาวชน และคนทั่วไป โดยมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นและในอนาคตมีการคาดการณ์ว่าอาจจะเข้ามาแทนที่บุหรี่มวนแบบจุดสูบ ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากวิวัฒนาการที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปตามนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสมัยของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็น “สินค้าต้องห้าม" ในการนำเข้าตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2557 แต่ก็มิได้ทำให้ความนิยมในการสูบบุหรี่ไฟฟ้าลดลงแต่อย่างใด ในทางกลับกัน บุหรี่ไฟฟ้ากลับมามีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ประเทศไทยได้มีการควบคุมการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามาหลายปีแล้ว แต่ปัจจุบันยังไม่เป็นที่ประจักษ์ว่าจะควบคุมได้สำเร็จ ดังนั้น การพิจารณาศึกษากฎหมายและมาตรการในการควบคุมกำกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย เพื่อหาแนวทางในการดำเนินการให้ถูกต้อง ศึกษารายละเอียดในด้านต่าง ๆ อย่างรอบคอบ ครบถ้วน สมบูรณ์ในทุกมิติ ตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำจะช่วยเป็นกลไกที่จะใช้ควบคุม โดยให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้กำกับดูแลภายใต้การบริหารจัดการอย่างเหมาะสม จากการศึกษาเอกัตศึกษาฉบับนี้ ทำให้ทราบว่า ประเทศไทยมีมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าที่แตกต่างกัน และไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ประเทศไทยจึงควรมีกฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าโดยตรง ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นว่า ประเทศไทยควรมีมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาความไม่ชัดเจนและข้อกฎหมายที่ปัจจุบันมีการบังคับอยู่หลายฉบับ โดยเห็นควรจัดให้กฎหมายในระดับพระราชบัญญัติขึ้นใหม่ เพื่อกำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมายแบบเบ็ดเสร็จ โดยรวมหลักการและมาตรการควบคุมทุกมิติไว้ในกฎหมายฉบับดังกล่าว อาทิ การห้ามการผลิต การนำเข้า การจำหน่าย การโฆษณา การสื่อสารการตลาด การโฆษณาชวนเชื่อ การครอบครอง การสูบ เป็นต้น เพื่อยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนปิดช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย


การใช้มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Esg Bond), โซเฟีย แดงงาม Jan 2024

การใช้มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Esg Bond), โซเฟีย แดงงาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สถานการณการปลอยกาซเรือนกระจกของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จึงกอใหความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change ทำให้นานาประเทศได้มีการรับรองอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) เมื่อปี พ.ศ. 2535 และประเทศไทย ได้ร่วมลงนามในพิธีสารเกียวโตเมื่อปี พ.ศ.2548 (Kyoto Protocol 2005) จึงเกิดความผูกพันในการปฏิบัติตามข้อตกลงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเด็นปัญหาสำคัญที่นำมาสู่การศึกษาครั้งนี้คือ แนวทางรัฐบาลไทยในการสนับสนุนและเพื่อสร้างความร่วมมือของทั้งภาครัฐและเอกชนในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตเพื่อให้บรรลุตามข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งมีความต้องการระดมทุนจำนวนมาก ดังนั้นภาคการเงินที่เป็นตัวกลางจัดสรรสภาพคล่องหรือ "เงิน" ในระบบเศรษฐกิจ จึงมีความจำเป็นเพื่อสนับสนุนการบริโภคและการลงทุนที่ยั่งยืน ผู้เขียนจึงเสนอแนวทางการลงทุนผ่านการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน แต่อย่างไรก็ตามผู้วิจัยพบประเด็นในการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนประกอบด้วยปัจจัย 3 ด้าน ได้แก่ การส่งสัญญาณสู่ตลาดทุน (Market signal)การบิดเบือนภาพลักษณ์ว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Washing) และ ต้นทุนของเงินทุน (Cost of Capital) ผู้วิจัยจึงเสนอให้นำมาตรการจูงใจทางภาษีในการส่งเสริมการลงทุนสำหรับประเทศไทยด้วยการให้เครดิตภาษีแทนการจ่ายดอกเบี้ยแก่ผู้ถือตราสารหนี้โดยมีการ เพิ่มข้อลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตาม มาตรา 47 ของประมวลรัษฎากรสำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ก) ผลตอบแทนจากการลงทุน (ดอกเบี้ย) สำหรับผู้ถือพันธบัตรและเพิ่มเพิ่มเติมแนวทางในการกำกับดูแลการออกตราสารหนี้ด้านความยั่งยืน สำหรับการพิจารณาตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนที่เข้าคุณสมบัติ (Eligible Green) โดยกรมสรรพากร โดยใช้หลักการสากลมาตรฐานตราสารหนี้ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Bond Standard) เป็นการยืนยันตราสารเพื่อความยั่งยืน สำหรับ ตราสารหนี้ สินเชื่อ หรือตราสารแห่งหนี้อื่น


การกำกับดูแลการใช้ Program Trading สำหรับซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทย, ชลธิชา นวสถาพร Jan 2024

การกำกับดูแลการใช้ Program Trading สำหรับซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทย, ชลธิชา นวสถาพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำกับดูแลการนำเทคโนโลยีมาใช้ในตลาดหลักทรัพย์ ในรูปแบบการซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้ Program Trading ให้มีความโปร่งใสและเท่าเทียมกันระหว่างนักลงทุน และทำให้ตลาดหลักทรัพย์มีสถาพคล่องที่ดีและมีประสิทธิภาพ โดยได้ศึกษาเกณฑ์การกำกับดูแลการใช้ Program Trading รวมถึงได้ศึกษากฎหมายและระเบียบการกำกับดูแลการใช้งานที่เกี่ยวข้องและศึกษาผลกระทบต่อนักลงทุน ซึ่งการวิจัยนี้ใช้วิธีวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารของหลักทรัพย์ สถิติและข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ บทความและระเบียบต่าง ๆ บนเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและเว็บไซต์ของต่างประเทศ เป็นต้น รวมถึงบทสัมภาษณ์จากผู้มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในการซื้อขายและดูแลหลักทรัพย์ และศึกษากฎหมาย แนวทางการกำกับดูแลของต่างประเทศ เพื่อนำมาเปรียบเทียบมาตราการการกำกับดูแลการใช้งาน จากการศึกษาพบว่าหลักเกณฑ์การกำกับดูแลของตลาดหลักทรัพย์ไทยในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ เช่น การไม่มีกฎหมายดูแลเฉพาะสำหรับการใช้ Program Trading แบบรายงานของลักษณะการซื้อขายด้วยความถี่สูงซึ่งเป็นสาเหตุในการก่อให้เกิดความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ในตลาด บทลงโทษที่ยังไม่เข้มงวดมากเท่ากับต่างประเทศ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานในประเทศที่มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด เช่น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และสาธารณรัฐประชาชนจีน พบว่าของประเทศไทยยังไม่คลอบคลุมผู้เขียนจึงได้ศึกษาและเทียบเคียงแนวทางการกำกับดูแลจากต่างประเทศ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย และเสนอว่าควรมีการเพิ่มและแก้ไขกฎเกณฑ์การกำกับดูแลและกฎหมายให้ครอบคลุมในด้านการซื้อขายด้วยความถี่สูง ด้านการกำหนดระยะเวลาการระงับการซื้อขายชั่วคราวเพื่อชะลอความตื่นตระหนกของตลาด ด้านแบบรายงานที่ต้องแจ้งให้กับตลาดหลักทรัพย์รับทราบเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยง รวมถึงด้านการกำหนดบทลงโทษที่มีความเข้มงวดมากขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในตลาดหลักทรัพย์ และพัฒนากลไกที่ช่วยรองรับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในอนาคต และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนตลาดหุ้นไทย


แนวทางการพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว, ชนิสรา ญาณประภาศิริ Jan 2024

แนวทางการพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว, ชนิสรา ญาณประภาศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลให้ความต้องการสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีกระทรวงสาธารณสุขบังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานด้านสถานที่ฯ พ.ศ. 2563 กับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวทั้งหมด ทั้งที่สภาพแวดล้อมของสถานดูแลผู้สูงอายุรยะยาวแตกต่างกัน ดังนั้นงานวิจัยนี้มุ่งเน้นการศึกษากฎหมายและมาตรฐานด้านสภาพแวดล้อมของไทยและต่างประเทศ รวมถึงศึกษาสภาพแวดล้อมของสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในไทย เพื่อพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวที่เหมาะสมกับบริบทของไทยงานวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งประกอบด้วยการศึกษาวิเคราะห์เอกสารกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง การศึกษาสังเกตสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว และการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่าสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวประกอบด้วยพื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่พักอาศัย และพื้นที่สนับสนุน รวมถึงชี้ให้เห็นว่าไทยสามารถพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมได้ด้วยการเพิ่มเติมข้อกำหนดให้ครอบคลุมมากขึ้น ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนะมาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมได้ทั้งหมด 12 หมวด นอกจากนี้ผู้วิจัยได้เสนอแนะว่าควรมีการแบ่งระดับมาตรฐานขั้นต่ำเป็น 3 แนวทางคือ แบ่งตามการก่อสร้าง แบ่งตามขนาดอาคาร และแบ่งตามประเภทผู้ใช้บริการ


Architectural Design Criteria For Achieving Feng Shui Balance For Chinese Immigrant Houses In Chonburi, Thailand, Yu Peng Huang Jan 2024

Architectural Design Criteria For Achieving Feng Shui Balance For Chinese Immigrant Houses In Chonburi, Thailand, Yu Peng Huang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis examines how Form School Feng Shui principles can guide residential design for Chinese migrant workers in Chonburi, Thailand. The study addresses the problem of cultural and environmental incongruence in local townhouse layouts, particularly in the arrangement of Yin and Yang spaces and natural ventilation, which are essential to creating a balanced living environment in Feng Shui. The work is significant as it adapts Feng Shui architecture—a system deeply rooted in Chinese philosophy—to a modern context, fostering cultural familiarity and comfort for migrants. Using a comparative analysis of traditional Chaoshan courtyard houses and townhouses in Chonburi, the research evaluates …


ผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นของบริษัทที่อยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการในประเทศไทย : การปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายเพื่อความเป็นธรรมระหว่างเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น, แดนิกา นิติศรวุฒิ Jan 2024

ผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นของบริษัทที่อยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการในประเทศไทย : การปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายเพื่อความเป็นธรรมระหว่างเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น, แดนิกา นิติศรวุฒิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบที่มีต่อเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นของบริษัทจากการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ตลอดจนวิเคราะห์ความเหมาะสมของมาตรการทางกฎหมาย ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นในการเข้าฟื้นฟูกิจการของบริษัทภายใต้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 รวมถึงปัญหาและข้อจำกัดของมาตรการดังกล่าว โดยศึกษาเทียบเคียงกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และประเทศสิงคโปร์ เพื่อแสวงหาแนวทางในการกำหนดมาตรการเกี่ยวกับผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นภายหลังการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในประเทศไทยที่มีความเหมาะสมและเป็นธรรมกับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายการจัดทำเอกัตศึกษาฉบับนี้ ใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าและรวมรวมข้อมูลผ่านการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในอดีตและปัจจุบันทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงสำหรับใช้ในการศึกษา วิเคราะห์ เปรียบเทียบ และนำเสนอแนวทางในการกำหนดมาตรการเกี่ยวกับผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเจ้าหนี้จากการศึกษาพบว่า กระบวนการฟื้นฟูกิจการของประเทศไทยมีความไม่เท่าเทียมกันในผลกระทบที่มีต่อเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นซึ่งเกิดจากกระบวนการฟื้นฟูกิจการ โดยในกรณีที่บริษัทยังไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้อย่างครบถ้วน เจ้าหนี้ต้องยอมรับความเสียหายจากการปรับโครงสร้างหนี้ในกระบวนการเพื่อให้ลูกหนี้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ แต่ผู้ถือหุ้นกลับไม่ได้รับผลกระทบนอกเหนือไปจากการถูกระงับสิทธิชั่วคราวในระหว่างกระบวนการฟื้นฟูกิจการเท่านั้น ทั้งยังมีโอกาสได้รับประโยชน์จากผลการดำเนินงานของกิจการลูกหนี้ในอนาคต ซึ่งเห็นได้ว่าผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทในกระบวนการฟื้นฟูกิจการได้รับผลกระทบที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นที่มาของเอกัตศึกษาฉบับนี้ ในการศึกษาเกี่ยวกับสิทธิในการดำรงสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมภายหลังการฟื้นฟูกิจการ โดยในต่างประเทศมีการกำหนดเกี่ยวกับลำดับการชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งกำหนดสิทธิในการได้รับชำระหนี้และประโยชน์อื่น ๆ ของเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น เพื่อให้ความคุ้มครอง และให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้และผู้มีส่วนได้เสียอื่นของกิจการดังนั้น กฎหมายฟื้นฟูกิจการของประเทศไทยจึงควรมีบทบัญญัติเกี่ยวกับลำดับการชำระหนี้ ซึ่งกำหนดสิทธิของเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นในการได้รับชำระหนี้หรือประโยชน์อื่น ๆ ซึ่งรวมถึงสิทธิในการดำรงสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นภายหลังการฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการฟื้นฟูกิจการของประเทศไทยให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียของกิจการ


มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคศึกษากรณีการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์, ธรรศปริชณ์ พุทธวรคุณ Jan 2024

มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคศึกษากรณีการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์, ธรรศปริชณ์ พุทธวรคุณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษา เรื่อง มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคศึกษากรณีการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากฎหมายสำหรับการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการใช้บอท (bot) ซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์ โดยศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะเพื่อให้คุ้มครองบริโภคได้รับความเป็นธรรม รวมทั้งแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการจำหน่ายบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์มีประสิทธิภาพในอนาคตจากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับการห้ามใช้บอท (bot) ซื้อบัตรคอนเสิร์ตจำนวนมากเพื่อขายต่อในราคาสูงกว่าปกติ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมปัญหาและไม่มีอำนาจลงโทษผู้ที่นำบัตรมาจำหน่ายในราคาสูงกว่าปกติได้ จากการศึกษากฎหมายต่างประเทศพบว่า สหรัฐอเมริกา เช่น รัฐนิวยอร์ก และรัฐแอริโซนานั้นมีกฎหมายการควบคุมการใช้บอท (bot) เป็นเครื่องมือในการซื้อบัตรชมการแสดงต่าง ๆ ที่ส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย เช่น ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการเข้าถึงบัตรชมการแสดง ปัญหาการนำบัตรชมการแสดงมาขายในราคาที่สูงกว่าปกติ เห็นได้ว่าสหรัฐอเมริกาได้มีความพยายามที่จะคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม เช่นมีการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือการออกกฎหมายเพื่อเข้ามาควบคุมและลงโทษการกระทำที่ใช้บอทในการซื้อบัตรบัตรที่เกินกว่าที่กำหนด นอกจากนี้สาธารณรัฐเกาหลีได้แก้ไขกฎหมายกรณีผู้กระทำความผิดที่ใช้โปรแกรมอัตโนมัติซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตเพื่อจำหน่ายต่อ โดยกำหนดโทษจำคุกและโทษปรับด้วย และมีมาตรการป้องกันมิให้มีการกระทำความผิดอีก เช่น การให้บัตรเข้าชมฟรีแก่แฟนคลับที่รายงานผู้ขายบัตรเกินราคา รวมถึงนำวิธีการต่าง ๆ มาใช้ เช่น โปรแกรมป้องกันมาโคร และการเฝ้าระวังการขายบัตร เป็นต้นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย สำหรับภาครัฐ ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรายงานการกระทำที่เป็นความผิดผ่านระบบออนไลน์ นอกจากนี้ภาคธุรกิจ(ผู้ประกอบการ) ควรพัฒนาปรับปรุงระบบแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีให้มีความทันสมัย และส่งเสริมกิจกรรมให้บัตรเข้าชมคอนเสิร์ตให้ฟรีแก่แฟนคลับที่รายงานผู้ที่ใช้บอทในการซื้อบัตรและหรือนำบัตรไปเก็งกำไรขายต่อเกินราคาที่กำหนดไว้ ในส่วนของภาคประชาชน (ผู้บริโภค) ควรสร้างความตระหนักรู้ไม่สนับสนุนการใช้บอทในการซื้อบัตร สำหรับข้อเสนอแนะทางกฎหมาย ควรบัญญัติกฎหมายการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์เป็นการเฉพาะ โดยกำหนดคำนิยาม “บอทที่ใช้ในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ต" ควรกำหนดลักษณะความผิด และบทลงโทษกรณีการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค และทำลายโครงสร้างอุตสาหกรรมคอนเสิร์ต


มาตรการเพื่อส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืช, ณัฏฐา สงวนพงษ์ Jan 2024

มาตรการเพื่อส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืช, ณัฏฐา สงวนพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อมีมาตรการ หรือแนวคิดริเริ่มเพื่อส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืชในประเทศไทยให้เติบโตมากขึ้น เพื่อสร้างประโยชน์ในระยะยาวให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน ประโยชน์ของธุรกิจดังกล่าวส่งผลกระทบในด้านต่าง ๆ ดังนี้ (1) ประโยชน์ด้านสุขภาพ สามารถช่วยให้มีสุขภาพดีขึ้น รวมถึงลดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ (2) ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม การรับประทานอาหารทางเลือกจากพืชใช้ทรัพยากรต่าง ๆ เช่น ที่ดิน แหล่งน้ำ และพลังงาน น้อยกว่าอาหารที่มีส่วนผสมจากเนื้อสัตว์ จึงถือเป็นการประหยัดพลังงานและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี (3) ประโยชน์ด้านความมั่นคงทางอาหาร สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนอาหาร เนื่องจากกระบวนการผลิตอาหารทางเลือกจากพืชใช้ทรัพยากรด้านต่าง ๆ น้อยกว่าผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และ (4) ประโยชน์ด้านสวัสดิภาพสัตว์ การรับประทานอาหารทางเลือกจากพืชถือเป็นการคุ้มครองสัตว์ เพราะเป็นการลดการผลิตผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ในฟาร์มเอกัตศึกษาฉบับนี้ มีการดำเนินการวิจัยด้วยวิธีการศึกษาเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยการศึกษาค้นคว้า รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล จากหนังสือ บทความ ตำรา วิทยานิพนธ์ เอกัตศึกษา เอกสารสิ่งพิมพ์ หลักภาษีอากร โดยมีการใช้ฐานข้อมูลออนไลน์ ที่มีบุคคลอื่นได้บันทึกหรือตีพิมพ์เผยแพร่ไว้เกี่ยวกับมาตรการเพื่อส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืช ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ จากนั้นนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาทำการศึกษา เรียบเรียง และวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เพื่อเสนอแนวทางการสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืชจากการศึกษา พบว่า ในปัจจุบัน ไทยยังขาดมาตรการส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืชที่ชัดเจนและครอบคลุม เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และสิงคโปร์ ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืชในไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควรมีการดำเนินการดังนี้ (1) จัดทำแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติ และกฎหมายเฉพาะเพื่อส่งเสริมอาหารทางเลือกจากพืช: กำหนดเป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน (2) บูรณาการนโยบาย เชื่อมโยงนโยบายด้านอาหารกับนโยบายอื่น ๆ เช่น สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ รวมถึงการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง (3) ส่งเสริมด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืช ทั้งในส่วนที่ส่งผลกับอาหารทางเลือกจากพืชโดยตรง เช่น การพิจารณาปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับอาหารทางเลือกจากพืช และส่วนที่เกี่ยวข้องกับการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีทางอ้อม เช่น การหักค่าใช้จ่ายที่ใช้สำหรับการวิจัย (4) สร้างความตระหนักรู้ และประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของอาหารจากพืช ทั้งต่อผู้บริโภคเอง และต่อสังคมในภาพรวม (5) สนับสนุนเกษตรกร และส่งเสริมการปลูกพืชที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารจากพืชการดำเนินการเหล่านี้จะช่วยให้ไทยมีอุตสาหกรรมอาหารทางเลือกจากพืชที่แข็งแกร่ง สามารถแข่งขันในตลาดโลก และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นอกจากนี้ …


ธรรมาภิบาลองค์กรกับแนวทางในการปรับใช้ "สิทธิของลูกจ้างที่จะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้าง" ของสถานประกอบการในประเทศไทย, บวร ตันจิตติวัฒน์ Jan 2024

ธรรมาภิบาลองค์กรกับแนวทางในการปรับใช้ "สิทธิของลูกจ้างที่จะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้าง" ของสถานประกอบการในประเทศไทย, บวร ตันจิตติวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อทราบถึงความเป็นมาและสถานการณ์ในปัจจุบันของการคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างจะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้างในประเทศไทย เพื่อทราบถึงขอบเขตของกฎหมายและแนวทางสากลเกี่ยวกับสิทธิที่ลูกจ้างจะยุติการสื่อสารนอกเวลางานกับนายจ้าง และเพื่อทราบแนวทางที่เหมาะสมในการปรับใช้สิทธิที่ลูกจ้างจะยุติการสื่อสารนอกเวลางานกับนายจ้างในกฎหมายไทย เนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรนา(โควิด 19) ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนในการใช้ชีวิตประจำวัน และการขับเคลื่อนองค์กรธุรกิจผ่านเทคโนโลยีออนไลน์เพิ่มขึ้นแบบมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้ประกอบการในปัจจุบันมีการประยุกต์ใช้การปฏิบัติงานนอกสถานที่ทำงานร่วมกับการดำเนินการบริหารธุรกิจ รัฐบาลไทยได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับ 8) พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นการเพิ่มกฎหมายมาตรา 23/1 ที่เกี่ยวข้องกับการที่นายจ้างให้ลูกจ้างหรือพนักงานสามารถปฏิบัติงานนอกสถานที่ทำงาน มาตรา 23/1 ที่เพิ่มมานี้ในวรรค 3 ได้กล่าวถึงสิทธิของลูกจ้างที่จะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้าง (Right to disconnect) ซึ่งกล่าวถึงหลักการไว้อย่างสั้น ๆ ไม่ได้ระบุแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน ทำให้เกิดความหลากหลายในการนำมาใช้ปฏิบัติในองค์กรธุรกิจตามความเข้าใจของนายจ้างซึ่งทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับลูกจ้าง ดังนั้นจึงควรกำหนดแนวทางในการปรับใช้สิทธิที่ลูกจ้างจะยุติการสื่อสารนอกเวลางานกับนายจ้างให้มีความชัดเจนจากการศึกษาเอกัตศึกษานี้แนวทางในการพัฒนาของกฎหมายไทยในเรื่องสิทธิของลูกจ้างที่จะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้างมีดังนี้ ควรมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าสิทธิของลูกจ้างที่จะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้างจะถูกบังคับใช้ในองค์กรที่มีจำนวนลูกจ้างตั้งแต่ 50 ตนขึ้นไป ในข้อนี้สามารถอ้างอิงจากเกณฑ์การแบ่งขนาดธุรกิจกันโดยกระทรวงอุตสาหกรรมที่กำหนดว่าองค์กรธุรกิจขนาดกลางจะมีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไปแต่ไม่เกิน 200 คน และพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 45 ซึ่งวางหลักว่าให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไปสามารถจัดตั้งคณะกรรมการลูกจ้างได้ เพื่อลดปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ต้องมีการกำหนดขอบเขตของการใช้สิทธินี้ให้มีความชัดเจนมากขึ้นงโดยการนำขอบเขตในการใช้สิทธิของประเทศออสเตรเลียที่ปรับใช้ตามความสมเหตุสมผลของ เหตุผลในการติดต่อ วิธีการติดต่อที่เกิดขึ้น ลูกจ้างได้รับค่าตอบแทน เมื่อลูกจ้างสามารถปฏิบัติงานได้ในช่วงเวลาที่ได้รับการติดต่อ หรือลูกจ้างสามรถทำงานนอกเวลาเพิ่มเติมจากเวลางานปกติ บทบาทกับความรับผิดชอบของลูกจ้างในองค์กร และสถานการณ์ส่วนบุคคลของพนักงาน ซึ่งจะทำให้เกิดความสมดุล ได้สัดส่วน เป็นธรรมแก่นายจ้างอีกด้วย มีการกำหนดค่าชดเชยชัดเจนเมื่อมีการละเมิดสิทธิของลูกจ้างที่จะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้าง การกำหนดค่าชดเชยก็ควรให้เป็นไปตามมาตรา 61 62 และ 63 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และเมื่อนายจ้างไม่ชดเชยค่าเสียเวลา นายจ้างจะได้บทลงโทษใโดยอ้างอิงจากมาตรา 144 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 สุดท้ายให้นายจ้างยึดหลักธรรมาภิบาลองค์กรซึ่งให้ความสำคัญกับสิทธิของลูกจ้างโดยกำหนดให้เป็นข้อบังคับในการทำงานซึ่งมีผลบังคับใช้กับนายจ้างและลูกจ้าง ในเรื่องความโปร่งใส ที่ทำให้ลูกจ้างเข้าใจสิทธิของตนเองได้ดีขึ้น รวมถึงเรื่องความยุติธรรม ที่ การมีกระบวนการในการแก้ไขปัญหาที่เป็นธรรม และการให้โอกาสลูกจ้างได้แสดงความคิดเห็น


มาตรการทางภาษีเพื่อช่วยเหลือการปรับปรุงที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ, ธนชัย จันทร์เลิศธนา Jan 2024

มาตรการทางภาษีเพื่อช่วยเหลือการปรับปรุงที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ, ธนชัย จันทร์เลิศธนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุและผู้พิการเพิ่มขึ้น ซึ่งกลุ่มของผู้สูงอายุและผู้พิการถือเป็นกลุ่มบุคคลที่ต้องได้รับการดูแลและช่วยเหลือมากกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายที่ถดถอย ทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันภายในที่พักอาศัยที่มีสภาพแวดล้อมแบบเดิมมีความลำบากมากขึ้น การปรับปรุงที่พักอาศัยให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม จำนวนเงินที่ใช้ในการปรับปรุงค่อนข้างสูงและประเทศไทยยังขาดมาตรการทางภาษีเพื่อช่วยเหลือการปรับปรุงที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ มีเพียงนโยบายช่วยเหลือของภาครัฐตามโครงการการปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกของผู้สูงอายุและผู้พิการให้เหมาะสมและปลอดภัย ซึ่งมีเงื่อนไขหลักคือผู้สูงอายุและผู้พิการมีฐานะยากจน ผู้สูงอายุและผู้พิการที่ไม่ได้มีฐานะยากจนแต่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงที่พักอาศัยไม่สามารถใช้สิทธิตามนโยบายดังกล่าวได้ เกิดเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ที่พักอาศัยไม่ได้รับการปรับปรุงอย่างเหมาะสม ส่งผลให้เกิดปัญหาที่มีผลกระทบทั้งในด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและผู้พิการ รวมไปถึงภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลและบริการสาธารณสุขเพิ่มขึ้น จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงที่พักอาศัยพบว่า การปรับปรุงที่พักอาศัยให้มีความปลอดภัยมีผลทำให้อัตราการหกล้มของผู้สูงอายุและผู้พิการลดลง ผู้วิจัยจึงได้ศึกษามาตรการทางภาษีของประเทศแคนาดา ซึ่งพบว่าประเทศแคนาดามีมาตรการช่วยเหลือทางภาษีในการปรับปรุงที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ โดยสามารถนำจำนวนเงินที่ใช้ในการปรับปรุงที่พักอาศัยที่มีลักษณะเป็นการถาวรและเข้าเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ในมาตรการมาใช้บรรเทาภาระภาษีได้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวสามารถช่วยให้ผู้สูงอายุและผู้พิการมีความสะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นจากการดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการได้ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการส่งเสริมการปรับปรุงที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ปลอดภัย ประเทศไทยควรเพิ่มมาตรการช่วยเหลือทางภาษีโดยการนำมาตรการของประเทศแคนาดามาเป็นแนวทางในการปรับใช้ ซึ่งควรพิจารณาปรับเงื่อนไขในมาตรการทางภาษีให้สอดคล้องกับบริบทและกฎหมายของประเทศไทย ทั้งในส่วนของจำนวนสิทธิประโยชน์ทางภาษี เงื่อนไขผู้สูงอายุและผู้พิการ บุคคลที่สามารถใช้สิทธิ รูปแบบมาตรการทางภาษี ที่พักอาศัยและค่าใช้จ่ายที่เข้าเงื่อนไข รวมถึงพิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อให้มาตรการทางภาษีที่กำหนดขึ้นสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือการปรับปรุงที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการได้ ส่งผลให้ผู้สูงอายุและผู้พิการสามารถดำเนินชีวิตประจำวันภายในที่พักอาศัยได้อย่างสะดวก ปลอดภัย ลดโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุ บรรเทาภาระภาษี รวมถึงพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้สูงอายุและผู้พิการ


แนวทางแก้ไขปรับปรุงกฎหมายไทยเพื่อรองรับร่างพันธกรณีภายใต้ความตกลงEu-Thailand Fta เรื่อง Remanufactured Goods, ธีรนาฏ รอดสม Jan 2024

แนวทางแก้ไขปรับปรุงกฎหมายไทยเพื่อรองรับร่างพันธกรณีภายใต้ความตกลงEu-Thailand Fta เรื่อง Remanufactured Goods, ธีรนาฏ รอดสม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เกิดปริมาณการผลิตสินค้าจำนวนมาก ก่อให้เกิดการทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น กระบวนการผลิตสินค้า Remanufactured Goods หรือการนำเข้าวัสดุจากสินค้าใช้แล้วจากประเทศภาคีภายใต้ความตกลงต่าง ๆ มาผลิตเป็นสินค้าใหม่ โดยมีกระบวนการตรวจสอบการผลิตและการวัดมาตรฐานสินค้าที่เข้มงวดเพื่อให้ได้มาตรฐานเทียบเท่ากับสินค้าใหม่จึงเป็นที่นิยมมากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ หรือโลหะพลาสติก ฯลฯดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมกระบวนการผลิตภายในประเทศไทยและรักษาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว การนำเข้าวัสดุเพื่อผลิตสินค้าในรูปแบบดังกล่าวจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในกระบวนการผลิตสำหรับยุคสมัยใหม่ แต่ในปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่เคยมีการรับรองพันธกรณีดังกล่าวภายใต้ความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศใด อีกทั้ง กฎหมายและข้อบังคับภายในประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตสินค้า Remanufactured Goods ยังไม่ครอบคลุมและชัดเจนเพียงพอ นอกจากนี้ บางข้อกฎหมายอาจไม่สอดคล้องกับพันธกรณีดังกล่าว เช่น ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การกำหนดให้รถยนต์ใช้แล้วเป็นสินค้าที่ต้องห้ามหรือต้องขออนุญาตในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2562 หรือ ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2563 ทำให้เกิดข้อจำกัดในการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เนื่องจาก ความตกลงระหว่างประเทศหลายฉบับมีการบัญญัติพันธกรณีดังกล่าวมากขึ้น เช่นเดียวกับความตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศไทย (EU-Thailand FTA) ที่กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจา ซึ่งมีการเสนอพันธกรณีเรื่อง Remanufactured Goods ระบุอยู่ด้วย ดังนั้น เพื่อรองรับพันธกรณีภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ประเทศไทยควรมีการกำหนดคำนิยามสินค้า Remanufactured Goods ให้ละเอียด ชัดเจน ตลอดจนปรับปรุงแก้ไขข้อบทกฎหมาย และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตสินค้าดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดความเสียเปรียบประเทศภาคีอื่น ๆ ในภาคการผลิต ซึ่งต้องศึกษาผลประโยชน์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นภายใต้กระบวนการผลิตสินค้าดังกล่าวอย่างละเอียดรอบคอบ และระมัดระวังให้มากที่สุด และอาจมีการพิจารณานโยบายอื่น ๆ ที่ช่วยป้องกันและควบคุมผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมภายในประเทศไทยเอาไว้ด้วย จากการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายภายใน กฎระเบียบ และข้อบังคับของประเทศต่าง ๆ ที่ได้มีการรับรองพันธกรณีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตสินค้า Remanufactured Goods ภายใต้ความตกลงการค้าระหว่างประเทศแล้ว อาทิ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และประเทศเวียดนาม พบว่า ประเทศเหล่านี้มีกฎหมายและระเบียบข้อบังคับหลายฉบับที่ครอบคลุมและเพียงพอต่อการนำเข้าวัสดุจากสินค้าใช้แล้วเพื่อนำมาผลิตสินค้าดังกล่าวอย่างเหมาะสม ดังนั้น หากประเทศไทยตกลงรับพันธกรณีเรื่อง Remanufactured Goods ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี EU-Thailand FTA จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายภายในประเทศที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายรับรองมาตรฐานการผลิตสินค้า การติดฉลาก การรับประกันสินค้า การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ตลอดจนกฎหมายควบคุมกระบวนการผลิตในด้านสิ่งแวดล้อม และด้านการควบคุมหรือจำกัดการนำเข้าสินค้าใช้แล้ว โดยต้องกำหนดให้มาตรการที่ใช้บังคับสำหรับสินค้าใช้แล้วทั่วไปจะไม่สามารถใช้กับสินค้า Remanufactured Goods ได้ เพื่อป้องกันมิให้การควบคุมหรือจำกัดการนำเข้าสินค้าใช้แล้วทั่วไปมีผลใช้บังคับกับสินค้าประเภทดังกล่าว …


ผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการซื้อประกันชีวิต, ปุณิกา ธีรทัพเทวัญ Jan 2024

ผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการซื้อประกันชีวิต, ปุณิกา ธีรทัพเทวัญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์ผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทย โดยเน้นศึกษาพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคและกระบวนการขายประกันที่เปลี่ยนแปลงไปหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ทั้งนี้ยังมีการเปรียบเทียบกระบวนการก่อนและหลังการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว เพื่อให้เห็นความแตกต่างในด้านประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น ขอบเขตการศึกษาครอบคลุมถึงการวิเคราะห์ผลกระทบเชิงลึกจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อการดำเนินธุรกิจประกันชีวิต โดยเปรียบเทียบกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในต่างประเทศ เช่น GDPR ของสหภาพยุโรป และ PDPA ของสิงคโปร์ เพื่อพิจารณาความแตกต่างด้านการปฏิบัติและผลกระทบในบริบทที่หลากหลาย นอกจากนี้ การศึกษายังมุ่งเสนอแนวทางการปรับปรุง PDPA ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยเน้นการลดความซับซ้อนของกระบวนการที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนให้ธุรกิจประกันชีวิตสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรอบกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโต ผลการศึกษานี้คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทยอย่างยั่งยืน


ปัญหาและอุปสรรคต่อการดำเนินการตามพระราชบัญญัติสถาบันการเงินประชาชน พ.ศ. 2562, ฉัตรเฉลิม องอาจธานศาล Jan 2024

ปัญหาและอุปสรรคต่อการดำเนินการตามพระราชบัญญัติสถาบันการเงินประชาชน พ.ศ. 2562, ฉัตรเฉลิม องอาจธานศาล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคการดำเนินการของสถาบันการเงินประชาชนตามพระราชบัญญัติสถาบันการเงินประชาชน พ.ศ. 2562 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทางปฏิบัติ ผู้เขียนทำการศึกษามาตรการการกำกับดูแล หลักเกณฑ์ เงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินประชาชน เทียบเคียงกับหลักเกณฑ์เงื่อนไขขององค์กรการเงินระดับฐานรากในประเทศไทยและต่างประเทศ และการวิเคราะห์ในเชิงเศรษฐศาสตร์เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของพระราชบัญญัติสถาบันการเงินประชาชน พ.ศ. 2562 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งนำหลักเกณฑ์ขององค์กรการเงินในระดับฐานรากต่างประเทศ มาเป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาหลักเกณฑ์ให้มีความชัดเจนและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น จากการศึกษาและวิเคราะห์พบว่าหลักเกณฑ์การกำกับดูแลของสถาบันการเงินประชาชนในปัจจุบันโดยเฉพาะในประเด็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลสถาบันการเงินประชาชน และประเด็นการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้รายใหญ่ยังไม่มีความชัดเจน ไม่เหมาะสม มีข้อจำกัดในทางปฏิบัติบางประการ ส่งผลให้การดำเนินงานของสถาบันการเงินประชาชนมีข้อจำกัด ขาดประสิทธิภาพ สมาชิกไม่สามารถเข้าถึงแหล่งบริการทางการเงินได้ ไม่สามารถเป็นที่พึ่งของชุมชนได้อย่างแท้จริง เอกัตศึกษานี้เสนอให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้มีความชัดเจนและเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นโดยเสนอให้ (1) แยกหน่วยงานที่ทำหน้าที่ด้านกำกับดูแลสถาบันการเงินประชาชน กับด้านแผนและนโยบายของสถาบันการเงินประชาชนออกจากกัน (2) หลักเกณฑ์การให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้รายใหญ่ เกณฑ์บุคคลพิจารณาเฉพาะผู้ขอสินเชื่อและคู่สมรสตามกฎหมาย และเพิ่มเกณฑ์ทุนกิจการโดยกำหนดมิให้ปล่อยสินเชื่อเกินรายได้จากการดำเนินงานเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี * 15% * 12.5 สำหรับเกณฑ์เรื่องพื้นที่การดำเนินงานของสถาบันการเงินประชาชนต้องไม่เกินเขตตำบลหรือแขวงที่ตั้งของสถาบันการเงินประชาชนและเขตหมู่บ้านตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ที่ติดกับตำบลหรือแขวงอันเป็นที่ตั้งของสถาบันการเงินประชาชนที่กำหนดในปัจจุบันมีความเหมาะสมแล้ว และมีข้อเสนอแนะหลักเกณฑ์เพิ่มเติมในประเด็น (1) เพิ่มมาตรการการกำกับดูแลสถาบันการเงินประชาชนที่ประสบปัญหาทางการเงิน และ(2) เพิ่มมาตรการการคุ้มครองเงินฝากของสมาชิกสถาบันการเงินประชาชนเพื่อประโยชน์ต่อสมาชิกสถาบันการเงินประชาชนอันสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้


แนวทางการจัดสรรภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อนำไปใช้อุดหนุนรายจ่ายด้านสาธารณสุขของรัฐ : กรณีศึกษาภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล, นันทวัฒน์ อวยสินประเสริฐ Jan 2024

แนวทางการจัดสรรภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อนำไปใช้อุดหนุนรายจ่ายด้านสาธารณสุขของรัฐ : กรณีศึกษาภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล, นันทวัฒน์ อวยสินประเสริฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาแนวทางการนำเครื่องมือภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะมาใช้เพื่อกันเงินจากเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลแก่หน่วยงานทางด้านสาธารณสุข โดยถึงแม้ว่าการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลจะมีส่วนสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ต่อผู้บริโภคให้คำนึงถึงโทษจากการบริโภคน้ำตาลตามแนวคิดรัฐผู้พิทักษ์ แต่อย่างไรก็ดี เจตนารมณ์ของภาษีชนิดนี้จะมีความชัดเจนมากขึ้นหากมีกลไกในการจัดสรรเงินภาษีแก่หน่วยงานที่มีภารกิจด้านสุขภาพเหมือนกับกรณีภาษีสุราและภาษียาสูบ ซึ่งในเอกัตศึกษาฉบับนี้จะหยิบยกแนวทางการจัดเก็บและการกันเงินภาษีเครื่องดื่มของประเทศฟิลิปปินส์ และเมืองเบิร์กลีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา มาปรับใช้เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มของประเทศไทยให้เกิดความเป็นธรรมทางภาษีเพิ่มขึ้นจากการศึกษาพบว่า แนวทางการกันเงินจากภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลจะประสบผลสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อภาครัฐสามารถดำเนินการผ่านแนวคิดบันได 3 ขั้น อันประกอบด้วย (1) “การสร้างรากฐานที่มั่นคง" ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลของไทยให้มีความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ (2) “การสร้างการยอมรับ" ต่อการนำเครื่องมือกันเงินภาษีเพื่อวัตถุประสงค์มาใช้ในทางปฏิบัติ และ (3) “การมุ่งสู่เป้าหมายที่แข็งแกร่ง" ด้วยการกันเงินจากภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลแก่หน่วยงานด้านสาธารณสุข โดยผู้วิจัยมีข้อเสนอให้นำแนวคิดการกันเงินภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะแบบอ่อน (Soft Earmarking) มาใช้เนื่องจากสามารถสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ที่จัดเก็บและค่าใช้จ่ายตามภารกิจด้านสาธารณสุขได้อย่างชัดเจน มีความยืดหยุ่นสูงในการใช้บังคับเพราะสามารถยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ตามนโยบายของรัฐบาล อีกทั้งยังช่วยให้การจัดสรรงบประมาณผ่านพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่ได้รับผลกระทบในระยะยาว โดยในการนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอให้กันเงินภาษีดังกล่าวไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปของเงินอุดหนุนแก่กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ควรสร้างกลไกการถ่วงดุลอำนาจเพื่อป้องกันไม่ให้กองทุนนำเงินที่ได้รับไปใช้จ่ายโดยขาดการควบคุม เช่น กำหนดให้กองทุนมีหน้าที่ต้องประเมินผลสัมฤทธิ์ผ่านการจัดทำรายงานประจำปีและเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาเป็นประจำทุกปี หรือกำหนดให้มีการทบทวนอัตราการนำส่งและเพดานการนำส่งเงินกันเป็นระยะ ๆ


แนวทางการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ กรณีขายพ่วงผลิตภัณฑ์การเงิน, พัฒน์ พัฒโน Jan 2024

แนวทางการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ กรณีขายพ่วงผลิตภัณฑ์การเงิน, พัฒน์ พัฒโน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากรอบกฎหมายและแนวทางการกำกับดูแลของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยเกี่ยวกับการขายพ่วงผลิตภัณฑ์ทางการเงิน รวมถึงการเปรียบเทียบกับแนวทางของสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา เพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมและแนวปฏิบัติที่เป็นธรรมในการกำกับดูแลการขายพ่วงผลการศึกษาพบว่าประเทศไทยมีการกำกับดูแลผ่านแนวทาง การให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market Conduct) ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการป้องกันการบังคับขายพ่วงที่ไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์ดังกล่าวยังมีความคลุมเครือในบางประเด็น เช่น การกำหนดนิยามของความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ และข้อกำหนดที่ห้ามการบังคับให้ลูกค้าทำประกันภัยกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งเปิดโอกาสให้ธนาคารใช้แรงจูงใจทางอ้อม เช่น การเสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษหรือเงื่อนไขสินเชื่อที่เอื้อประโยชน์เฉพาะผู้ที่ซื้อประกันภัยผ่านธนาคาร เมื่อเปรียบเทียบกับแนวทางในสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา พบว่ากฎหมายของสหภาพยุโรปและประเทศสหรัฐอเมริกามีข้อกำหนดที่ชัดเจนกว่า ซึ่งให้เหตุผลของการอนุญาตขายพ่วงอย่างชัดเจน และกำหนดให้สถาบันการเงินต้องเสนอทางเลือกที่แท้จริงแก่ลูกค้า ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงมีช่องว่างในด้าน ความชัดเจนของหลักเกณฑ์การกำกับดูแล และการตีความข้อกำหนด ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ดังนั้น งานวิจัยนี้เสนอแนะให้มีการปรับปรุงแนวทางการขายพ่วงที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะ การกำหนดผลิตภัณฑ์ที่สามารถขายพ่วงได้อย่างชัดเจน พร้อมเหตุผลที่สอดคล้องกับความจำเป็นทางธุรกิจ และข้อกำหนดที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมและป้องกันการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค อันจะส่งผลให้ตลาดการเงินมีความโปร่งใสและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบธนาคารพาณิชย์ในระยะยาว


มาตรการควบคุมสินค้านำเข้าจากประเทศจีนเพื่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทย, วศินี ปิยะตรึงส์ Jan 2024

มาตรการควบคุมสินค้านำเข้าจากประเทศจีนเพื่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทย, วศินี ปิยะตรึงส์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแข่งขันทางธุรกิจในไทยมีความรุนแรงขึ้นมากในยุคปัจจุบันสืบเนื่องจากการมีช่องทางการขายสินค้าที่หลากหลายขึ้น และการค้าที่เปิดกว้างอย่างเสรีทั้งออฟไลน์และออนไลน์ กล่าวได้ว่าการค้าแบบปัจจุบันเป็นการค้าแบบไม่มีพรมแดนไปแล้ว การค้าเช่นนี้มีส่วนในการเปิดช่องให้สินค้าจีนราคาถูกไหลเข้ามาประเทศไทยอย่างล้นหลามและแย่งตลาดของผู้ประกอบการไทยด้วยการสร้างสมรภูมิด้านราคา เมื่อการแข่งขันสูงขึ้นทั้งในด้านต้นทุนการผลิตและราคาขาย อุตสาหกรรมภายในประเทศไทยโดยเฉพาะกลุ่มSMEsจึงมีการชะลอตัวลงทำให้แรงงานส่วนหนึ่งมีความเสี่ยงที่จะตกงาน แม้จะมีการออกนโยบายป้องกันเบื้องต้นแล้วก็ตาม แต่ทางปฏิบัติยังไม่รวดเร็วและเพียงพอต่อการสะกัดสินค้าจีนที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องการตลาดแบบเชิงรุกของสินค้าจีนเกิดจากการที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ รัฐบาลจีนจึงออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้กับประเทศโดยการสนับสนุนเทคโนโลยีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซให้ทันสมัย และเน้นการผลิตสินค้าจำนวนมากในราคาที่ต่ำเพื่อส่งออกไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว เมื่อสินค้ามีมากเกินความต้องการทำให้เกิดอุปทานส่วนเกินที่จีนนำเอามาเป็นอาวุธในการทุ่มราคา ประเทศไทยจึงประสบสถานการณ์การขาดดุลการค้ากับจีนที่ย่ำแย่ลง แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยจำนนต่อสินค้าที่เข้ามาจากประเทศจีนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากจีนมีทั้งความหลากหลายของสินค้า และราคาที่ถูกปัญหาสำคัญคือที่ผ่านมาคือรัฐบาลไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการปกป้องผู้ประกอบการไทย ทำให้สินค้าจีนทะลักเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นวิกฤติที่ส่งกระทบเป็นวงกว้าง ขณะที่ในต่างประเทศได้ออกมาตรการป้องกันหลายรูปแบบเพื่อปกป้องธุรกิจในประเทศจากการค้าที่ไม่เป็นธรรม ประเทศไทยจึงควรหาวิธีจัดการปัญหาสินค้านำเข้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นให้รัดกุมและรวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ และมีการจัดระเบียบการเข้ามาของนักลงทุนจีนในช่องทางต่างๆให้อยู่ในกรอบของกฎหมายไทย รวมถึงใช้มาตรการควบคุมรูปแบบต่างๆให้เหมาะสมหากพบว่ามีความเสี่ยงเกี่ยวกับสินค้านำเข้า หน่วยงานรัฐบาลอย่างกองปกป้องและตอบโต้ทางการค้าภายใต้กรมการค้าต่างประเทศย่อมมีข้อมูลที่ละเอียดและสามารถตัดสินใจได้แม่นยำกว่าเอกชน จึงควรมีการเฝ้าสังเกตอย่างใกล้ชิด และเน้นการปฏิบัติเชิงรุกมากขึ้นเพื่อลดภาระของผู้ประกอบการในการยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้านำเข้า และสามารถคัดกรองปัญหาได้อย่างทันท่วงที


แนวทางแก้ไขผลกระทบของการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามเสาหลักที่สอง (Pillar 2) ของความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการกัดกร่อนฐานภาษีและการโยกย้ายกำไร (Base Erosionand Profit Shifting) (Beps) – ศึกษากรณีกิจการที่ได้รบการส่งเสริมการลงทุน, สิริพร สิริจินดาเลิศ Jan 2024

แนวทางแก้ไขผลกระทบของการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามเสาหลักที่สอง (Pillar 2) ของความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการกัดกร่อนฐานภาษีและการโยกย้ายกำไร (Base Erosionand Profit Shifting) (Beps) – ศึกษากรณีกิจการที่ได้รบการส่งเสริมการลงทุน, สิริพร สิริจินดาเลิศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประเทศไทยได้ดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายรูปแบบตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและส่งเสริมการจ้างงานในประเทศ รวมทั้งพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆ เช่น การยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมทั้งการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบเพื่อการส่งออก โดยหวังว่าการให้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวจะเป็นแรงจูงใจสำคัญให้บริษัทข้ามชาติมาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นปัจจุบันอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 20 สามารถยกเว้นหรือปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน อย่างไรก็ตามเมื่อพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป โดยการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มนั้นคำนึงถึงการคำนวณอัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มบริษัท ดังนั้นการที่บริษัทได้รับการยกเว้นหรือปรับลดอัตราภาษีจากการส่งเสริมการลงทุน จะส่งผลให้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวไม่สามารถดึงดูดการลงทุนได้ตามที่คาดหวัง การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลให้นักลงทุนพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่า ซึ่งอาจส่งผลให้ประเทศไทยสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกรณีที่ประเทศอื่นมีระบบภาษีที่เอื้อต่อการลงทุนมากกว่า การศึกษามาตรการของประเทศสิงคโปร์และแคนาดาพบว่า ทั้งสองประเทศได้ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม โดยเน้นการให้เครดิตภาษี (Qualified Refundable Tax Credits: QRTC) ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์ OECD ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์คืนเครดิตภาษีจากการลงทุน จากการลงทุนในกิจกรรมเศรษฐกิจมูลค่าสูง ส่วนประเทศแคนาดาให้เครดิตภาษีสำหรับเทคโนโลยีสะอาดและการวิจัยพัฒนา แนวทางนี้ช่วยส่งเสริมการลงทุน พัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และรักษาอัตราภาษีที่แท้จริงไว้ ดังนั้นประเทศไทยควรพิจารณาปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยนำแนวทางการให้เครดิตภาษีจากการลงทุนของประเทศสิงคโปร์และแคนาดามาใช้ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการดึงดูดการลงทุนและยังคงรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว ทั้งนี้การให้เครดิตภาษีจากการลงทุนจะไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาษีส่วนเพิ่ม แต่ยังส่งเสริมการลงทุนในกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนของประเทศด้วย