Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (6434)
- Medicine and Health Sciences (5985)
- Education (3236)
- Sociology (2865)
- Higher Education (1900)
-
- Gerontology (1816)
- Nursing (1783)
- Psychology (1302)
- Life Sciences (1101)
- Social Work (1046)
- Arts and Humanities (1036)
- Medical Specialties (1036)
- Public Health (949)
- Law (832)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (788)
- Communication (701)
- Family, Life Course, and Society (674)
- Rehabilitation and Therapy (616)
- Educational Administration and Supervision (552)
- Higher Education Administration (512)
- Mental and Social Health (495)
- Medical Sciences (476)
- Business (448)
- Geriatrics (417)
- Library and Information Science (369)
- Geriatric Nursing (332)
- History (328)
- Occupational Therapy (314)
- Physical Sciences and Mathematics (313)
- Counseling (294)
- Institution
-
- Western Michigan University (790)
- Sigma Theta Tau International Honor Society of Nursing (713)
- Nova Southeastern University (661)
- Bowling Green State University (587)
- University of Alabama at Birmingham (551)
-
- Virginia Commonwealth University (548)
- University of South Florida (532)
- University of Massachusetts Boston (531)
- University of Nebraska at Omaha (450)
- University of Rhode Island (410)
- University of Northern Iowa (385)
- Eastern Michigan University (373)
- The Texas Medical Center Library (354)
- Washington University School of Medicine (338)
- Eastern Illinois University (337)
- University of Nebraska - Lincoln (329)
- University of North Dakota (324)
- Portland State University (312)
- California State University, San Bernardino (290)
- Western Kentucky University (267)
- Lindenwood University (260)
- University of Kentucky (255)
- Edith Cowan University (249)
- Walden University (248)
- San Jose State University (245)
- Georgia Southern University (242)
- Illinois State University (240)
- University of Montana (237)
- Universitas Indonesia (231)
- Lingnan University (228)
- Keyword
-
- Aging (756)
- Older adults (641)
- Dementia (458)
- Newsletter (403)
- Bowling Green State University (380)
-
- Humans (367)
- Elderly (360)
- Faculty (350)
- Aged (288)
- UAB (283)
- Gerontology (269)
- EReporter (266)
- Staff (255)
- Depression (232)
- Female (225)
- Male (225)
- Nursing (220)
- Higher education (210)
- Education (196)
- Bulletin (170)
- Newspaper (164)
- COVID-19 (161)
- Commencement ceremonies (155)
- Geriatrics (154)
- BG News (153)
- Older Adults (148)
- Commencement (147)
- Minutes (143)
- Exercise (141)
- Health (141)
- Publication Year
- Publication
-
- Theses and Dissertations (370)
- International Nursing Research Congress (INRC) (271)
- eReporter (campus newsletter) (266)
- Dissertations (231)
- The Journal of Sociology & Social Welfare (226)
-
- Faculty Publications (224)
- Commencement Programs (219)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (203)
- Course Catalogs (200)
- Monitor (173)
- Doctor of Nursing Practice Projects (167)
- Faculty, Staff and Student Publications (166)
- Western News (1972-2018) (163)
- Browse All News (160)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (160)
- BG News (Student Newspaper) (155)
- USF Graduation and Convocation Programs (147)
- Electronic Theses and Dissertations (141)
- Theses Digitization Project (134)
- 1996-2009, University Reporter (131)
- Biennial Convention (CONV) (129)
- Jurnal Ilmu Kesejahteraan Sosial (127)
- Masters Theses (122)
- Undergraduate Student Symposium (120)
- Focus EMU (119)
- Spartan Daily (School of Journalism and Mass Communications) (118)
- All Approved Curriculum (115)
- Center for Social and Demographic Research on Aging Publications (112)
- All ETDs from UAB (104)
- Gerontology Institute Publications (103)
- Publication Type
- File Type
Articles 4021 - 4050 of 25168
Full-Text Articles in Entire DC Network
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด, ปรียาภรณ์ หงส์พิมลมาศ
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด, ปรียาภรณ์ หงส์พิมลมาศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงพรรณนา นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ และความสัมพันธ์ระหว่างอายุ เพศ ระดับAlbuminในเลือด ชนิดของโรค ระยะของโรคมะเร็ง จำนวนครั้งที่ได้รับเคมีบำบัด โรคร่วม พฤติกรรมการดูแลตนเอง และกิจกรรมทางกาย กับภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่มาใช้บริการในแผนกผู้ป่วยนอกคลินิกโลหิตวิทยา โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จำนวน 114 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด และแบบสอบถามกิจกรรมทางกาย โดยแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด และแบบสอบถามกิจกรรมทางกาย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีคุณภาพดีทั้งความตรงเชิงเนื้อหาและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยการใช้สถิติถดถอยโลจิสติค ผลการวิจัยพบว่าผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัดเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ร้อยละ 34.2 และส่วนใหญ่เกิดในครั้งแรกของการได้รับยาเคมีบำบัด ร้อยละ 48.7 และเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำเพียง 1 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 84.6 โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำมากขึ้น ได้แก่ เพศหญิง ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ระดับอัลบูมินในเลือดต่ำ (< 3.5 g/dL) เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะแพร่กระจาย จำนวนครั้งที่ได้รับยาเคมีบำบัด และการมีโรคร่วม (OR=5.43, 1.68, 4.76, 1.62, 1.83, 2.33 ตามลำดับ p<.05) ส่วนปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ท่าให้เกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่าลดลงในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน่าเหลือง ได้แก่ กิจกรรมทางกาย (OR= 0.58, p<.05) และปัจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่า ได้แก่ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และ ชนิดของโรคมะเร็ง (OR=0.62, 1.15 ตามล่าดับ p>.05)
ปัจจัยทำนายความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, ผกายรัตน์ สหเจริญชัย
ปัจจัยทำนายความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, ผกายรัตน์ สหเจริญชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายเพื่อศึกษาอำนาจการทำนายความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มตัวอย่างเป็น ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองชนิดแตก ตีบตัน ครั้งแรก/เป็นซ้ำ ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 114 ราย ที่มารับการตรวจติดตามการรักษา ณ แผนกผู้ป่วยนอกหน่วยตรวจโรคประสาทศัลยศาสตร์และอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลตำรวจ และสถาบันประสาทวิทยา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน แบบประเมินภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล แบบประเมินโรคร่วม แบบประเมินความเหนื่อยล้า และแบบประเมินระดับความพิการ แบบสอบถามหาค่าความตรงเชิงเนื้อหาได้เท่ากับ .88,1, .99 และ 1 ตามลำดับ ส่วนแบบประเมินระดับความพิการซึ่งเป็นแบบประเมินมาตรฐาน มีการนำมาใช้ในการวิจัยอย่างแพร่หลายดังนั้นผู้วิจัยจึงไม่ทำการทดสอบซ้ำ และได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .87, .88, .89, .97 และ .78 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบเป็นขั้นตอน ผลการศึกษา พบว่า 1. ผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง มีความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 86.40 (SD = 21.56) 2. ปัจจัยที่สามารถทำนาย ความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองได้สูงสุด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ระดับความพิการ (beta = .447) รองลงมา คือ ภาวะโรคร่วม (beta = .310) ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล (beta = .251) และ ความเหนื่อยล้า (beta = .155) ตามลำดับ โดยตัวแปรทำนายทั้ง 4 ตัวแปร สามารถทำนายความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ได้ร้อยละ 78.1 (Adjusted R2 = .781, F = 187.420, p<. 05) อย่ำงมีนัยสำคัญทำงสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของผู้ที่เป็นมะเร็ง, พนิดา ตึกหิน
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของผู้ที่เป็นมะเร็ง, พนิดา ตึกหิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของผู้ที่เป็นมะเร็ง และความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ เพศ ระยะของโรค ชนิดของโรคมะเร็ง สัมพันธภาพในครอบครัว ความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย สมรรถนะแห่งตน ภาระค้างคา ความรุนแรงของอาการกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของ ผู้ที่เป็นมะเร็ง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นมะเร็งทุกระยะและทุกชนิดที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ที่เข้า รับการรักษาแผนกผู้ป่วยนอกมะเร็งของโรงพยาบาลตติยภูมิ เขตกรุงเทพมหานคร 2 แห่ง จำนวน 181 คน เครื่องมือที่ใช้งานวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย แบบประเมินสัมพันธภาพในครอบครัว แบบสอบถามภาระค้างคา แบบสอบถามความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย แบบสอบถามสมรรถนะแห่งตน และแบบประเมิน ความรุนแรงของอาการ เครื่องมือดังกล่าวมีคุณภาพทั้งทางตรงและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาเพียร์สัน และอีต้า ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ที่เป็นมะเร็งมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายในระดับสูง คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 46.11 (SD = 10.80) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย ได้แก่ ระยะของโรคมะเร็ง ภาระค้างคา ความรุนแรงของอาการ และชนิดของโรค มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r= .77, r= .86, r= .55; Eta= .34, p
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ, พรธิรา บุญฉวี
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ, พรธิรา บุญฉวี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองนี้เป็นแบบวัดผลก่อนหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ ทั้งเพศหญิงและชาย ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดครั้งแรก สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ไม่มีประวัติสมองเสื่อม สามารถเข้าใจ สื่อสารภาษาไทยได้ มีความสมัครใจ มีโทรศัพท์มือถือที่สามารถติดต่อสื่อสารได้ และเข้ารับการรักษาในหน่วยตรวจอายุรกรรมเฉพาะโรค หอผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 30 คน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติและกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.93 และ 0.87 ตามลำดับ ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ 0.71 และ 0.86 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในกลุ่มทดลองภายหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ สูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, ภิญโญ เจริญสุข
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, ภิญโญ เจริญสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยติดตามย้อนหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่ อายุ เพศ ภาวะอ้วน ภาวะขาดสารอาหาร ภาวะซีด ภาวะโรคร่วม ทัศนคติในการดูแลแผลผ่าตัด อัตราการกรองของไต การบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด และประเภทการผ่าตัด กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ทั้งเพศชายและหญิง ได้รับการผ่าตัดระยะตั้งแต่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม จำนวน 81 คน คือ กลุ่มศึกษา หมายถึง กลุ่มผู้ป่วยที่พบการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก จำนวน 27 คน และ กลุ่มควบคุม หมายถึง กลุ่มผู้ป่วยที่ไม่พบการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก จำนวน 54 คน ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ในกรุงเทพมหานคร เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบบันทึกปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก 3) แบบประเมินทัศนคติในการดูแลแผลผ่าตัด และ 4) แบบประเมินการวินิจฉัยการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก เครื่องมือผ่านการตรวจสอบ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.86 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และสถิติถดถอยแบบพหุลอจิสติก ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อัตราการกรองของไต Thai eGFR < 60 ml/min (aOR 3.29 [95 % CI 1.22-8.89], p = 0.02) และระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด HbA1C ≥ 6.5 % (aOR 2.96 [95 % CI 1.08-8.12] , p = 0.04)
ปัจจัยทำนายระยะเวลาการตัดสินใจในการมารับการรักษาของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด St-Segment ไม่ยก, ศราวุธิ ปลอดฤทธิ์
ปัจจัยทำนายระยะเวลาการตัดสินใจในการมารับการรักษาของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด St-Segment ไม่ยก, ศราวุธิ ปลอดฤทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระยะเวลาการตัดสินใจในการ มารับการรักษาและปัจจัยทำนายระยะเวลาการตัดสินใจในการมารับการรักษาของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด ST-segment ไม่ยก กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด ST-segment ไม่ยก เพศชายและหญิง อายุ 40 ปีขึ้นไป ที่มารับการรักษาในหอผู้ป่วยสามัญอายุรกรรม หอผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรม และหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจ โรงพยาบาลสระบุรี และโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา จำนวน 100 ราย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ในการใช้เก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและการเจ็บป่วย 2) แบบสอบถามภาวะโรคร่วม 3) แบบสอบถามการรับรู้ความเจ็บป่วย 4) แบบสอบถามความวิตกกังวล และ 5) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม เครื่องมือมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาในชุดที่ 2 – 5 เท่ากับ 0.95, 1.00, 0.75, และ 1.00 ตามลำดับ และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.84, 0.87, 0.85, และ 0.91 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า 1. ระยะเวลาที่ใช้ในการตัดสินใจในการมารับการรักษาของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด ST-segment ไม่ยก มีค่ามัธยฐานเท่ากับ 90 นาที ( x = 122.35, SD = 102.86) 2. ปัจจัยทำนายระยะเวลาการตัดสินใจในการมารับการรักษาของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด ST-segment ไม่ยก ได้สูงสุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ การรับรู้ความเจ็บป่วย (β = -.294, p < .01) รองลงมาคือ ความวิตกกังวล (β = -.237, p < .05) ภาวะโรคร่วม (β = .229, p < .05) การสนับสนุนทางสังคม (β = -.207, p < .05) การใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน (β = .125, p < .05) และประสบการณ์การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล (β = .117, p < .05) ตามลำดับ โดยปัจจัยทั้ง 6 ปัจจัย สามารถร่วมทำนายระยะเวลาการตัดสินใจ ในการมารับการรักษาของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด ST-segment ไม่ยก ได้ร้อยละ 75.70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Adjusted R2 = .757, p < .05)
ปัจจัยทำนายภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน, สุภาวดี แก้วสินธุ์
ปัจจัยทำนายภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน, สุภาวดี แก้วสินธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาอัตราการเกิดภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน และเพื่อศึกษาปัจจัยทำนายภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน ได้แก่ ภาวะการรู้คิดบกพร่อง ประวัติโรคหลอดเลือดสมอง ระยะเวลาการเข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน ความปวด ภาวะเลือดออกในสมอง และภาวะซึมเศร้า กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉินและอุบัติเหตุโรงพยาบาลของรัฐระดับตติยภูมิ จำนวน 3 แห่งในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 220 คน โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะสับสนเฉียบพลัน แบบคัดกรองภาวะสมองเสื่อม แบบประเมินความปวด โดยใช้มาตรวัดแบบตัวเลข และในกรณีผู้สูงอายุที่ไม่สามารถบอกระดับความเจ็บปวดได้ ใช้แบบประเมินความเจ็บปวดสำหรับผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม ผ่านการตรวจสอบการหาค่าความเที่ยง โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค มีความเที่ยงเท่ากับ .83 และ .79 ตามลำดับ และหาค่าความเที่ยงของแบบประเมินที่ใช้ในการวิจัยโดยวิธีการวัดซ้ำ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .77 และ .97 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติไคสแคว์ (Chi-square) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบพอยท์ไบซีเรียล (Point biserial correlation coefficient) และ สถิติถดถอยโลจิสติกทวิ (binary logistic regression) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน มีภาวะสับสนเฉียบพลัน จำนวน 34 คน จากจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 220 คน คิดเป็นร้อยละ 15.45 2. ภาวะการรู้คิดบกพร่อง ประวัติโรคหลอดเลือดสมอง ระยะเวลาการเข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน ระดับความปวด ภาวะเลือดออกในสมอง และภาวะซึมเศร้า มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (X2= 9.277, 10.020, rpb= .216, X2= 9.000, 9.568, 3.874 ตามลำดับ) 3. ตัวแปรที่สามารถร่วมกันทำนายภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉินได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ ภาวะการรู้คิดบกพร่อง (AOR=7.25, 95% CI …
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับการทำพินัยกรรมชีวิตในผู้ที่เป็นมะเร็ง, อธิพงศ์ มุณีโน
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับการทำพินัยกรรมชีวิตในผู้ที่เป็นมะเร็ง, อธิพงศ์ มุณีโน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำพินัยกรรมชีวิตของผู้ที่เป็นมะเร็ง และศึกษาความสัมพันธ์ของ อายุ ระยะของโรค ความรุนแรงของอาการ ความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย การสนับสนุนทางสังคม กับการทำพินัยกรรมชีวิตของผู้ที่เป็นมะเร็ง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคมะเร็ง และรับบริการในแผนกหอผู้ป่วยนอกโรคมะเร็งของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 180 คน เครื่องมือที่ใช้งานวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการทำพินัยกรรมชีวิต แบบประเมินความรุนแรงของอาการ แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย และแบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม โดยค่าความเที่ยงแบบประเมินความรุนแรงของอาการ แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย และแบบประเมินการสนับสนุนทางสังคมมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .88, .90 และ .89 ตามลำดับ ส่วนแบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต มีค่า KR-20 เท่ากับ .81 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา และการถดถอยโลจิสติค ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่เป็นมะเร็งมีการทำพินัยกรรมชีวิตเพียงร้อยละ 37.2 โดยส่วนใหญ่ทำด้วยวิธีการบอกกล่าวร้อยละ 49.2 โดยปัจจัยที่ทำให้ผู้ที่เป็นมะเร็งทำพินัยกรรมชีวิตมากขึ้น ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นมะเร็งระยะลุกลาม ความรุนแรงของอาการ และ ความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต (OR= 2.63, 7.59, 1.05, 1.79 ตามลำดับ, p<.05) และปัจจัยที่ทำให้ผู้ที่เป็น มะเร็งทำพินัยกรรมชีวิตลดลง ได้แก่ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย (OR= 0.87, p<.05)
ความสัมพันธ์ระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงาน และความผูกพันในงาน โดยมีอายุทางอัตวิสัย และการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านในกลุ่มบุคลากรอาวุโส, มนัส อุ่นใจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลส่งผ่านของการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการและอายุทางอัตวิสัยต่อความสัมพันธ์ระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงานและความผูกพันในงานของบุคลากรอาวุโส โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างบุคลากรอาวุโสที่ปฏิบัติงานกับองค์กรเอกชนในประเทศไทย จำนวน 208 คน มีอายุระหว่าง 40 ถึง 65 ปี ใช้แบบสอบถามออนไลน์ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน รวมทั้งการวิเคราะห์สถิติการทดสอบตัวแปรส่งผ่าน ผลการวิจัยพบว่า ความสนุกในสถานที่ทำงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความผูกพันในงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .54, SE = .09, 95% ของช่วงชั้นความเชื่อมั่น [.464, .815], p < .01) การเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงานและความผูกพันในงาน (β = .10, SE = .04, 95% ของช่วงชั้นความเชื่อมั่น [.023, .196]) ในขณะที่ อายุทางอัตวิสัยไม่ใช่ตัวแปรส่งผ่านระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงานและความผูกพันในงาน สรุปได้ว่าการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านบางส่วนระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงานและความผูกพันในงานในบุคลากรอาวุโส เมื่อความสนุกในสถานที่ทำงานสูงบุคลากรอาวุโสมีแนวโน้มที่จะเกิดการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการและส่งผลไปยังความผูกพันในงานในที่สุด ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับองค์การเพื่อนำไปออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงานและพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการให้เหมาะสมกับบุคลากรอาวุโส
Music Reminiscence In Music Therapy For Elderly Population: A Scoping Review Of The Literature, Jugyodsapatn Kwankeeree
Music Reminiscence In Music Therapy For Elderly Population: A Scoping Review Of The Literature, Jugyodsapatn Kwankeeree
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The purpose of this scoping review was to summarize the specific music interventions and clinical goals utilized in music-based reminiscence for elderly population with and without neurocognitive disorders. Fourteen articles meeting the inclusion criteria were selected in this review. The results showed music-based reminiscence interventions were conducted by both music therapists and non-music therapists. Interventions implemented by music therapists showed a greater diversity based on numerous goal domains compared to non-music therapists. Music therapists assess various domains of health comprehensively, while other professionals mostly used music-based reminiscence intervention to address mainly the cognitive domain. The most frequently utilized music intervention …
ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคของบุคลากรด้านสาธารณสุขในสังกัดกองทัพอากาศ, ปรมัตถ์ กัลยาวุฒิพงศ์
ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคของบุคลากรด้านสาธารณสุขในสังกัดกองทัพอากาศ, ปรมัตถ์ กัลยาวุฒิพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้บุคลากรมีสุขภาพที่ดี โดยบุคลากรด้านสาธารณสุขเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันและสนับสนุนเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพภายในองค์กร การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบพรรณนาภาคตัดขวางเพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคของบุคลากรด้านสาธารณสุขสังกัดกองทัพอากาศจำนวน 14 หน่วยงาน ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลสุขภาพของบุคลากรในกองทัพอากาศเป็นหลัก ได้แก่ กองเวชศาสตร์ป้องกัน สถาบันเวชศาสตร์การบิน โรงพยาบาลกองบินและ หน่วยงานสร้างเสริมสุขภาพในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคในบุคลากรสาธารณสุข ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ประกอบด้วย 20 คำถาม 5 ทักษะ แจกให้กับบุคลากรด้านสาธารณสุขทุกคนในหน่วยงานที่กำหนด ได้รับการตอบกลับ 235 ตัวอย่าง คิดเป็นอัตราตอบกลับร้อยละ 60.41 ผลการศึกษาพบว่าคะแนนความรอบรู้ ฯ เฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่ร้อยละ 74.46 ซึ่งอยู่ในระดับมีปัญหา โดยทักษะที่มีปัญหามากที่สุดคือทักษะการนำไปใช้ และพบว่ากลุ่มที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพฯสูง ได้แก่ ช่วงอายุ 19-30 ปี จบการศึกษาระดับสูง มีการการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และอาชีพเภสัชกร โดยสรุปบุคลากรด้านสาธารณสุขในกองทัพอากาศบางส่วนอาจมีแนวทางในการจัดการตนเองที่ดียังไม่มากพอ ดังนั้นแต่ละหน่วยงานควรมีกิจกรรมเพื่อให้บุคลากรสามารถจัดการตนเองในเรื่องสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น เช่น จัดกิจกรรมให้บุคลากรมาแลกเปลี่ยนวิธีดูแลสุขภาพของตนกับผู้อื่น เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจและนำไปสู่การประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับตนต่อ
Analysis Of Fall Risk Factors In A Thai Cohort Of Older Adults, Gulnaz Magauina
Analysis Of Fall Risk Factors In A Thai Cohort Of Older Adults, Gulnaz Magauina
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Introduction: Falls are the leading cause of injury in older adults, resulting in worsening comorbidities, bone fractures, post-fall syndrome, and soft tissue injuries. This retrospective study aims to investigate the association between fall risk and the Montreal Cognitive Assessment (MoCA) scores, as well as other risk factors, among older adults in Thailand. Methods: Data on patients who experienced a fall within a 12-month period were collected from medical records at the Geriatric Excellence Center, King Chulalongkorn Memorial Hospital. Potential fall risk factors available in the medical records included ability to perform activities of daily living, level of dependency, depression, cognitive …
Household Debt On Retirement Preparedness For Thai Population, Sutudta Phainoun
Household Debt On Retirement Preparedness For Thai Population, Sutudta Phainoun
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Thailand household debt problem are key barriers to retirees achieving financial freedom. This study aims to access the relationship between mortgage debt, credit card debt and education debts with the retirement preparedness of working-age population aged 30-60 years old in Thailand by utilizing multiple linear regression analysis. The findings revealed that Thai populations are at a moderate level of retirement preparedness. The private sector is particularly concerned about the lack of savings for later life. Moreover, not all kinds of debts are bad debt, mortgage debt could fall into the category of good debt since it may be tax-deductible, credit …
การสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ, สมรักษ์ เจียมธีรสกุล
การสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ, สมรักษ์ เจียมธีรสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง "การสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายในสังคมไทย การให้ความหมายเรื่องความตายของผู้สูงอายุ และพฤติกรรมการสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้แบบสัมภาษณ์ชนิดมีโครงสร้างเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้สูงอายุกรณีศึกษา 18 คน การเตรียมตัวตายเป็นพฤติกรรมสังคม และพฤติกรรมวัฒนธรรม ผู้สูงอายุคิดวางแผนเตรียมตัวตายโดยใช้การสื่อสารเป็นเครื่องมือ การสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายเป็นกระบวนการในการสร้างความหมายร่วมกันระหว่างผู้ร่วมกระทำการสื่อสารซึ่งมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ปฏิสัมพันธ์ในที่นี้มีขอบเขตตั้งแต่ระดับภายในตนเอง ปฏิสัมพันธ์ต่อบุคคลใกล้ชิด ต่อกลุ่ม และต่อสาธารณะ ผู้สูงอายุให้ความหมายความตาย 5 ความหมาย ได้แก่ ความตายคือการไม่มีชีวิตอยู่ ความตายคือการเคลื่อนย้ายของจิต ความตายคือการเปลี่ยนภพตามพระประสงค์ของพระเจ้า ความตายคือการเดินทางครั้งใหม่-การเกิด ความตายคือการพลัดพรากหรือถูกทำให้พลัดพรากจากที่เป็นอยู่ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุมี 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยตัวบุคคล ปัจจัยศาสนา ปัจจัยด้านสังคมวัฒนธรรม และปัจจัยสถานภาพทางสังคมเศรษฐกิจ สื่อและช่องทางการสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ ได้แก่ สื่อบุคคล สื่อเฉพาะกิจ สื่อเชิงวัฒนธรรม สื่อวัตถุ และสื่อสังคม
การสื่อสารการสอนของครูสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ, บงกชกร มนตรีวิวัฒน์
การสื่อสารการสอนของครูสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ, บงกชกร มนตรีวิวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง “การสื่อสารการสอนของครูสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณลักษณะของครูสอนเพลงและเนื้อหาในการสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ และ 2) การสื่อสารการสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ออกแบบเครื่องมือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) โดยศึกษาข้อมูลเอกสาร บทความ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทำการสัมภาษณ์ครูสอนร้องเพลงที่มีประสบการณ์การสอนร้องเพลงผู้เรียนหลากหลายช่วงวัยเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี และมาจากสถาบันที่แตกต่างกัน เพื่อออกแบบแผนการสอนและแบบคำถามสะท้อนความคิด (reflection) ตรวจสอบเครื่องมือวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีบำบัด การสอน และผู้สูงอายุ ปรับแก้ไขเครื่องมือวิจัย แล้วจึงทำการทดลองด้วยวิธี Transformative learning กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุในชมรมดนตรีในสวน หมู่บ้านปัฐวิกรณ์ ผัง ก เพศหญิงและชาย จำนวน 10 คน อายุระหว่าง 60-90 ปี โดยทำการสอนแบบตัวต่อตัว เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ และวัดผลด้วยการบันทึกข้อมูลสะท้อนความคิด (reflection) ของผู้เรียนที่มีต่อตัวเอง ต่อผู้สอน และต่อเนื้อหา ของตัวผู้สอนที่มีต่อการสอนของตนเอง ต่อผู้เรียน และต่อเนื้อหา และของผู้สังเกตการณ์ที่มีต่อการเรียนในภาพรวม ผลการศึกษาพบว่า ผู้สอนต้องมีคุณลักษณะของครูสอนร้องเพลงครบทั้ง 4 คุณลักษณะ ได้แก่ คุณลักษณะของผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านดนตรีและการร้องเพลง คุณลักษณะของผู้ที่เข้าใจธรรมชาติและความต้องการของผู้สูงอายุ คุณลักษณะของผู้ที่มีทักษะการสื่อสารการสอนที่มีประสิทธิภาพ และคุณลักษณะของผู้ที่มีบุคลิกภาพการสื่อสารที่ดี มีการสอนเนื้อหาการสอนร้องเพลงครบทั้ง 2 เรื่อง ได้แก่ เรื่องการออกเสียง และ เรื่องการสื่อสารเพลงและการแสดง รวมถึงมีการสื่อสารการสอนในขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ครบทั้ง 3 ช่วง ได้แก่ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ต้องมีการสื่อสารเพื่อสร้างความผ่อนคลาย และการสื่อสารเพื่อกำหนดเป้าหมายหรือเหตุผลในการเรียน ขั้นจัดการเรียนรู้ ต้องมีการสื่อสารในการเลือกเพลง และต้องมีการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ร่วมกันและการสื่อสารเพื่อให้กำลังใจและ/หรือสร้างแรงจูงใจไปตลอดทั้งขั้นจัดการเรียนรู้และขั้นสรุป จึงจะส่งผลให้ผู้สูงอายุมีความภูมิใจในตนเองเพิ่มขึ้นได้
Preimplantation Genetic Testing For Neurobehavioral Traits, Peter K. Zeller
Preimplantation Genetic Testing For Neurobehavioral Traits, Peter K. Zeller
Cal Poly Humboldt theses and projects
Differences in behavioral and mental health traits result from unique interactions of genetic and environmental factors. Genetic information has improved along with technological advancements allowing for more data points to be established and increased data resolution. Because of this, there is a greater ability to identify embryos that carry genetic risk. The approach of Preimplantation Genetic Testing (PGT) is routine for certain genetic diseases but has not been widely used for psychiatric or behavioral traits. This paper critically examines the potential application of PGT-P by focusing on one main example, Alzheimer’s disease (AD). AD is the most prevalent form of …
Dining Layout Effects On Attendance, Communication, And Happiness In Older Adults, Juliana Lia Bertolucci
Dining Layout Effects On Attendance, Communication, And Happiness In Older Adults, Juliana Lia Bertolucci
Cal Poly Humboldt theses and projects
Our growing national age and the unique challenges presented by the COVID-19 pandemic stress the importance of conducting applied research that identifies effective systems of support for older adults as they age. Behavioral Gerontology is a promising field that applies behavior-analytic procedures to age-related issues. The current behavioral research has primarily focused on older adults in assisted living or nursing homes with major neurocognitive disorders. The current study hopes to add to behavioral gerontological research by applying previous research methods to novel populations. Direct observations were used to examine the effects of manipulating the physical dining layouts on the attendance, …
Self-Determination Theory And Exercise Performance For Individuals With Autism., Martin Calderon
Self-Determination Theory And Exercise Performance For Individuals With Autism., Martin Calderon
Cal Poly Humboldt theses and projects
Individuals with Autism Spectrum Disorder (ASD) tend to demonstrate low levels of physical activity and exercise when compared to their developing peers. Low physical activity levels are associated with multiple factors, including lack of understanding of how to perform exercise movements and low intrinsic motivation. Token economy reward systems have shown to be practical in behavior analysis for changing behaviors however, there is limited research on the effects of token economy reward systems in an exercise setting. The purpose of this study was to determine the impact of a token economy board combined with self-determination theory (SDT) on the exercise …
Skeletochronology In Long Tubular Bones Of The Javan Water Monitor Lizard, Varanus Salvator Bivittatus In The Juvenile Stage (Lacertilia: Varanidae), Hellen Kurniati, Ni Luh Putu Rischa Phadmacanty, Gono Semiadi
Skeletochronology In Long Tubular Bones Of The Javan Water Monitor Lizard, Varanus Salvator Bivittatus In The Juvenile Stage (Lacertilia: Varanidae), Hellen Kurniati, Ni Luh Putu Rischa Phadmacanty, Gono Semiadi
Turkish Journal of Zoology
Age estimation of the juvenile stage of Varanus salvator bivittatus using limb bones, namely the big long tubular bones (femur, tibia, humerus) and the small long tubular bones (fibula, radius, ulna, phalanx), was performed using the skeletochronological method. Samples were from Java Island, Indonesia and provided by the pet exporters. Lines of arrested growth (LAG) were present and the first growth mark was visible on a female with a snout-vent length (SVL) of 18.8 cm, and a male with SVL of 19.3 cm. The process of resorption begins in the juvenile stage, and resorption occurs in all long tubular bones. …
Pectoralis Muscle Index Might Be A Factor Associated With Frailty In Older Women With Breast Cancer, Muhammet Cemal Kizilarslanoğlu, M. Ali̇ Eryilmaz, Betül Çi̇ğdem Yortanli, İlknur Rahi̇me Ünal, Bariş Can Ünal, Nahi̇de Baran, Ayşegül Altunkeser, Nergi̇s Aksoy
Pectoralis Muscle Index Might Be A Factor Associated With Frailty In Older Women With Breast Cancer, Muhammet Cemal Kizilarslanoğlu, M. Ali̇ Eryilmaz, Betül Çi̇ğdem Yortanli, İlknur Rahi̇me Ünal, Bariş Can Ünal, Nahi̇de Baran, Ayşegül Altunkeser, Nergi̇s Aksoy
Turkish Journal of Medical Sciences
Background/aim: To investigate the possible relationship between pectoralis muscle (PM) measurement and frailty in older women with breast cancer (BC) (preoperatively defined as stage 1, 2, and 3 diseases). Materials and methods: This retrospective, observational study was conducted at Konya Training and Research Hospital between June and December 2020. A total of 102 patients [median age 62.5 years, median follow-up period two years] were included in the study. PM measurements were obtained from thorax computerized tomography (CT). Pectoralis muscle index (PMI) was calculated by dividing the PM area by the height square of the patients (cm2/m2). Pectoralis muscle density (PMD) …
Multimethod Process Evaluation Of A Community Paramedic Delivered Care Transitions Intervention For Older Emergency Department Patients, Gwen Costa Jacobsohn, Apoorva P Maru, Rebecca K Green, Angela N Gifford, Matthew D Lukasik, Tikiri Bandara, Thomas V Caprio, Amy L Cochran, Jeremy T Cushman, Courtney M C Jones, Amy J H Kind, Michael Lohmeier, Manish N Shah
Multimethod Process Evaluation Of A Community Paramedic Delivered Care Transitions Intervention For Older Emergency Department Patients, Gwen Costa Jacobsohn, Apoorva P Maru, Rebecca K Green, Angela N Gifford, Matthew D Lukasik, Tikiri Bandara, Thomas V Caprio, Amy L Cochran, Jeremy T Cushman, Courtney M C Jones, Amy J H Kind, Michael Lohmeier, Manish N Shah
Faculty, Staff and Student Publications
OBJECTIVE: We assessed fidelity of delivery and participant engagement in the implementation of a community paramedic coach-led Care Transitions Intervention (CTI) program adapted for use following emergency department (ED) visits.
METHODS: The adapted CTI for ED-to-home transitions was implemented at three university-affiliated hospitals in two cities from 2016 to 2019. Participants were aged ≥60 years old and discharged from the ED within 24 hours of arrival. In the current analysis, participants had to have received the CTI. Community paramedic coaches collected data on program delivery and participant characteristics at each transition contact via inventories and assessments. Participants provided commentary on …
Exploring The Definition Of Resilience: A Convergent Parallel Mixed Methods Study In Adults Over The Age Of 65, Sara J. Blessington
Exploring The Definition Of Resilience: A Convergent Parallel Mixed Methods Study In Adults Over The Age Of 65, Sara J. Blessington
Antioch University Dissertations & Theses
The definition of a word helps us understand its context and how it is meant to be used in daily life or research. When a word lacks a universal definition, it is hard to know how to use it. “Resilience” is that type of word. The resilience community in psychological research does not have a concrete, universal definition for this word. It takes on whatever characteristics are useful to the investigator. This study began with seeking a universal definition for the domain known as resilience. This study used a convergent parallel design with adults aged 60 and older living independently …
Nurses' Perceptions Of Music Therapy In Skilled Nursing Facilities: A Survey, Teressa Sambolin
Nurses' Perceptions Of Music Therapy In Skilled Nursing Facilities: A Survey, Teressa Sambolin
Theses & Dissertations
This study examined nurses’ perceptions of music therapy in skilled nursing facilities. Twentytwo nurses who work in these facilities were surveyed utilizing a descriptive survey design. There is a need for research on nurses’ perceptions of music therapy within these settings to communicate the benefits of music therapy within the skilled nursing population. Data were analyzed through statistical analysis performed by Survey Planet© which produced descriptive statistics. Results indicated that nurses were likely to refer patients to music therapy, but there was uncertainty to if their music therapist is a music entertainer. Furthermore, most residents within skilled nursing attend music …
Bilingual Interactional Contexts Predict Executive Functions In Older Adults, Hwajin Yang, Yue Qi Germaine Tng, Gilaine Rui Ng, Wee Qin Ng
Bilingual Interactional Contexts Predict Executive Functions In Older Adults, Hwajin Yang, Yue Qi Germaine Tng, Gilaine Rui Ng, Wee Qin Ng
Research Collection School of Social Sciences
Drawing on the adaptive control hypothesis, we examined whether older adults' bilingual interactional contexts of conversational exchanges would predict important indices of executive functions (EF). We assessed participants' engagement in each bilingual interactional context - single-language, dual-language, and dense code-switching - and their performance on a series of nonverbal EF measures. Sixty-nine healthy older adults (M-age = 70.39 years; ages 60-93) were recruited from local community centers. We found that the dense code-switching context was associated with enhanced overall EF, but not individual facets of EF (inhibitory control, shifting, and updating). These findings held true when we controlled for a …
Advance (Fall 2023), Georgia Southern Division Of Continuing And Professional Education
Advance (Fall 2023), Georgia Southern Division Of Continuing And Professional Education
Division of Continuing & Professional Education
- Job Projections
- Information Technology
- International Trade
- Career in the Medical Field
- Medical Certifications
- Retain Your Talent
- Customized Training Options
- Leadership
- SHRM Certification Courses
- Manufacturing
- Process Improvement
- Personal Enrichment
- Upcoming Conferences
The Taiwan Version Of The Milestones 2.0 Project For Physical Medicine And Rehabilitation Residents, Kai-Hua Chen, Shin-Liang Pan, Wen-Hsuan Hou, Nai-Hsin Meng, Jan-Wei Chiu, Huan-Jui Yeh, Hung-Chou Chen, Yu-Chi Huang, Ming-Miau Tsai, Yen-Nung Lin, Hung Yu Cheng, Tsan-Hon Liou, Chung Chao Liang, Simon Tang, Wai-Keung Lee, Chung-Lan Kao, Jiunn-Horng Kang, Yu-Tai Chang, Co Yih Siow, Jin-Shin Lai
The Taiwan Version Of The Milestones 2.0 Project For Physical Medicine And Rehabilitation Residents, Kai-Hua Chen, Shin-Liang Pan, Wen-Hsuan Hou, Nai-Hsin Meng, Jan-Wei Chiu, Huan-Jui Yeh, Hung-Chou Chen, Yu-Chi Huang, Ming-Miau Tsai, Yen-Nung Lin, Hung Yu Cheng, Tsan-Hon Liou, Chung Chao Liang, Simon Tang, Wai-Keung Lee, Chung-Lan Kao, Jiunn-Horng Kang, Yu-Tai Chang, Co Yih Siow, Jin-Shin Lai
Rehabilitation Practice and Science
Background: Milestones provide a framework for evaluating the trajectory of residency performance, which is one of the important works promoted by the Joint Commission of Taiwan for improving the quality of residency training. The current report aims to (1) introduce the translation and modification of the Taiwan version of the Milestones 2.0 Project for Physical Medicine and Rehabilitation Residents (Taiwan PMR Milestones 2.0 Project), (2) document the preliminary data in the first year and (3) highlight the ongoing and future plan. Methods: In January 2022, the Taiwan Academy of Physical Medicine and Rehabilitation organised a Milestones working group consisting of …
Social Vulnerability And The Prevalence Of Opioid Use Disorder Among Older Medicare Beneficiaries In U.S. Counties, Tse-Chuan Yang, Seulki Kim, Stephen A. Matthews, Carla Shoff
Social Vulnerability And The Prevalence Of Opioid Use Disorder Among Older Medicare Beneficiaries In U.S. Counties, Tse-Chuan Yang, Seulki Kim, Stephen A. Matthews, Carla Shoff
Department of Sociology: Faculty Publications
Objectives: Recent research has investigated the factors associated with the prevalence of opioid use disorder (OUD) among older adults (65+), which has rapidly increased in the past decade. However, little is known about the relationship between social vulnerability and the prevalence of OUD, and even less about whether the correlates of the prevalence of OUD vary across the social vulnerability spectrum. This study aims to fill these gaps. Methods: We assemble a county-level data set in the contiguous United States (U.S.) by merging 2021 Medicare claims with the CDC’s social vulnerability index and other covariates. Using the total number of …
Keeping Employees Safe During Health Crises: The Effects Of Media Exposure, Hr Practices, And Age, Shuqi Li, Henry R Young, Majid Ghorbani, Byron Y Lee, Daan Van Knippenberg, Russell E Johnson
Keeping Employees Safe During Health Crises: The Effects Of Media Exposure, Hr Practices, And Age, Shuqi Li, Henry R Young, Majid Ghorbani, Byron Y Lee, Daan Van Knippenberg, Russell E Johnson
Faculty, Staff and Student Publications
Occupational health and safety are critical in promoting the wellness of organizations and employees. The COVID-19 pandemic is one of the most life-threatening viruses encountered in recent history, providing a unique opportunity for research to examine factors that drive employee safety behavior. Drawing from terror management theory, we propose and test a moderated mediation model using data collected from employees working during a peak of the pandemic. We identify two sources of influence - one external (i.e., media exposure), and one internal (i.e., HR practices) to the organization - that shape employees' mortality salience and safety behaviors. We find that …
Editorial: Interplay Between Epigenetic Modifiers And Transcription Factors In Driving Cancer Progression, Yongyong Yang, Annalisa Di Ruscio, Satoshi Inoue, Guocan Wang, Shuai Gao
Editorial: Interplay Between Epigenetic Modifiers And Transcription Factors In Driving Cancer Progression, Yongyong Yang, Annalisa Di Ruscio, Satoshi Inoue, Guocan Wang, Shuai Gao
Faculty, Staff and Student Publications
No abstract provided.
The Flame, 2022-2023, Mennonite College Of Nursing
The Flame, 2022-2023, Mennonite College Of Nursing
The Flame (1985-present)
The Flame is a newsletter of Illinois State University's Mennonite College of Nursing