Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type
File Type

Articles 59911 - 59940 of 1327524

Full-Text Articles in Entire DC Network

Developing Data Handling Guidelines For Open-Source Llm Training In Compliance With Section 37 Under Thailand’S Pdpa And Related Legal Provisions, Nattakrit Kawejaiboon Jan 2025

Developing Data Handling Guidelines For Open-Source Llm Training In Compliance With Section 37 Under Thailand’S Pdpa And Related Legal Provisions, Nattakrit Kawejaiboon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines the application of Section 37 under Thailand’s PDPA to the fine-tuning of Open-weight Models in decentralized LLM development. Data controllers are defined as developers responsible for their specific stages including collection, storage, fine-tuning, and deployment, excluding the original base model liability. Utilizing doctrinal analysis, international frameworks, and semi-structured interviews with Thai practitioners, the research proposes a practical guideline for LLM data handling. Designed to assist small-scale developer groups who possess foundational knowledge of LLM data handling, the guidelines aim not to replace existing practices, but to guide and align current workflows towards legal compliance. This ensures that …


Immunophenotype In Major Depressive Disorder Patient, Muanpetch Rachayon Jan 2025

Immunophenotype In Major Depressive Disorder Patient, Muanpetch Rachayon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Major Depressive Disorder (MDD) is associated with immune dysregulation, yet the combined effects of T-cell activation, T regulatory (Treg) cell deficits, and the failure of immune checkpoint mechanisms on illness severity remain unclear. This research investigated these factors in patients with acute MDD compared with healthy participants. Using multi-parameter flow cytometry, we analyzed T-cell markers of activation (CD40L, CD71), regulation (CD152, GARP), apoptosis (CD95), and exhaustion (TIM3) under unstimulated and stimulated conditions; cytokine levels were also measured. Patients showed increased activated T helper and cytotoxic T-cells (CD4+CD40L+, CD8+CD40L+) and reduced Tregs, with this imbalance strongly predicting depression severity. Lower CD95 …


การจัดสรรกำลังการผลิตอย่างเหมาะที่สุดสำหรับระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่เพื่อการซื้อขายพลังงานแบบหนึ่งวันล่วงหน้า, กรวิชญ์ ธนบำรุงกูล Jan 2025

การจัดสรรกำลังการผลิตอย่างเหมาะที่สุดสำหรับระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่เพื่อการซื้อขายพลังงานแบบหนึ่งวันล่วงหน้า, กรวิชญ์ ธนบำรุงกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มีความสำคัญมากขึ้นในตลาดการซื้อขายพลังงาน วิทยานิพนธ์นี้เสนอการจัดสรรกำลังการผลิตอย่างเหมาะที่สุดสำหรับระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่เพื่อให้ได้รายได้สุทธิต่อวันสูงสุดในการซื้อขายพลังงานแบบหนึ่งวันล่วงหน้า ใช้วิธีโปรแกรมเชิงเส้นแบบผสมจำนวนเต็มไบนารีในการหาค่าเหมาะที่สุด และพิจารณาปรับการทำงานของระบบ ณ เวลาจริง กับสัญญาแบบ Partial-firm ตามระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเอกชน ใช้ข้อมูลการพยากรณ์พลังงานแสงอาทิตย์แบบหนึ่งวันล่วงหน้าในการวางแผนและใช้ข้อมูลพลังงานแสงอาทิตย์จริงในการควบคุม ณ เวลาจริง เพื่อกำหนดการอัดและคายประจุของแบตเตอรี่และการจัดสรรกำลังผลิตสำหรับระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในการซื้อขายพลังงาน ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อขนาดของระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อให้ผลิตไฟฟ้าได้ตามเงื่อนไขของสัญญา คือ การเรียกใช้งานความพร้อมจ่ายไฟฟ้า ส่วนการควบคุม ณ เวลาจริง วิธีที่ทำรายได้สุทธิสูงสุดคือการควบคุมเชิงทำนายแบบจำลอง (MPC) โดยการหาค่าเหมาะที่สุดในทุกขั้นเวลาอย่างต่อเนื่อง ผลการศึกษากรณีสัญญา Partial-firm ขายไฟฟ้าที่ขนาด 10 เมกะวัตต์ พบว่าขนาดที่เหมาะสมของระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์คือ 18 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ที่ขนาด 35 เมกะวัตต์-ชั่วโมง


การพัฒนาฟิล์มบางซีเซียมไอโอไดด์ชนิดเอ็นเพื่อการวัดรังสีด้วยเทคนิคสปัตเตอริง, กฤตยชญ์ คูณคณะ Jan 2025

การพัฒนาฟิล์มบางซีเซียมไอโอไดด์ชนิดเอ็นเพื่อการวัดรังสีด้วยเทคนิคสปัตเตอริง, กฤตยชญ์ คูณคณะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ผลึกซีเซียมไอโอไดด์เป็นหนึ่งในวัสดุอัลคาไลฮาไลด์ที่มีประสิทธิภาพมากในการตรวจจับรังสี แม้ว่าคุณสมบัติความเป็นฉนวนโดยธรรมชาติของมันจะจำกัดการถ่ายเทประจุ ในการศึกษานี้ ฟิล์มบางซีเซียมไอโดไดด์ถูกเจือด้วยทองแดงบนฐานรองซิลิกอนโดยใช้เทคนิคสปัตเตอริงซีเซียมไอโอไดด์สำหรับกำลังการปลูกที่ 30 วัตต์ ทองแดงสำหรับกำลังการปลูกที่ 50 และ 80 วัตต์ สมบัติเชิงโครงสร้าง คุณสมบัติทางแสง คุณสมบัติทางไฟฟ้า และการตอบสนองต่อรังสีของฟิล์มบางเหล่านี้ได้รับการตรวจสอบอย่างครอบคลุม ผลการวิเคราะห์สมบัติทางโครงสร้างผลึกโดยเทคนิค GIXRD พบว่า ฟิล์มบางที่สัเคราะห์ได้นี้เป็นโครงสร้างผลึกของซีเซียมไอโอไดด์ที่เจือด้วยทองแดง ซึ่งฟิล์มซีเซียมไอโอไดด์นี้มีค่าแลตทิซของหน่วยผลึกแบบบีบอัดขนาด 4.4102 Å (80 วัตต์) และขนาด 4.4516 Å (50 วัตต์) และค่าความเครียดลดลงจาก 3.29% เป็น 2.38% การวิเคราะห์เชิงแสงโดยใช้วิธี Tauc–Kubelka–Munk ระบุช่องแถบพลังานของซีเซียมไอโอไดด์พลังงานที่ 3.25 อิเล็กตรอนโวลต์ การศึกษาลักษณะทางไฟฟ้า ได้ผลว่า ฟิล์มซีเซียมไอโอไดด์ที่เจือด้วยทองแดง มีความหนาแน่นของพาหะคือ -1.822×1012 cm-3 ความคล่องตัวคือ 2.436×107 cm² V-1s-1 และสภาพต้านทานไฟฟ้าคือ 0.1407 Ω·cm และเมื่อนำฟิล์มซีเซียมไอโอไดด์นี้พัฒนาต่อให้เป็นอุปกรณ์ไดโอดรอยต่อพีเอ็นที่มีชั้นเคลือบทองคำชั้นบนสุดของชิ้นงาน Au/p-CsI/n-CsI:Cu/n-Si มาทดสอบการตอบสนองทางรังสีต่าง ๆ คือ แสงสว่าง รังสีแกมมา และอนุภาคแอลฟา ที่สภาวะแวดล้อมแสงต่างกัน ซึ่งผลการตอบสนองรังสีเหล่านี้เบื้องต้นได้ผลสัญญาณวัดในฟังก์ชันเวลาที่แสดงความแตกต่างกันได้ค่อนข้างชัดเจน และผลการทดลองนี้สามารถเป็นแนวทางในการพัฒนาโครงสร้างวัสดุซีเซียมไอโอไดด์ที่เจือทองแดงนี้ต่อไปเป็นหัววัดรังสีแอลฟาและรังสีชนิดอื่น ๆ ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นได้ในอนาคตต่อไป


การพัฒนาระบบช่วยประเมินการอ่านแจกลูกสะกดคำไทยเพื่ออ่านโดยการปรับปรุงเทคนิคการประมวลผลภาษาธรรมชาติ, ภูริณัฐ กระจ่างศรี Jan 2025

การพัฒนาระบบช่วยประเมินการอ่านแจกลูกสะกดคำไทยเพื่ออ่านโดยการปรับปรุงเทคนิคการประมวลผลภาษาธรรมชาติ, ภูริณัฐ กระจ่างศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแจกลูกสะกดคำถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเริ่มจัดให้มีการเรียนการสอนและการประเมินตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แต่ด้วยอัตราส่วนอาจารย์และนักเรียนที่แตกต่างกันมากอาจส่งผลให้อาจารย์ไม่สามารถประเมินการอ่านออกเสียงแจกลูกสะกดคำของนักเรียนได้อย่างทั่วถึง งานวิทยานิพนธ์นี้จึงพัฒนาระบบช่วยประเมินการอ่านแจกลูกสะกดคำไทย ด้วยความซับซ้อนของอักขรวิธีภาษาไทย ซึ่งแตกต่างจากภาษาอังกฤษ ทำให้เกิดปัญหาในการแบ่งกลุ่มตัวอักษรเพื่อสร้างคำอ่านแจกลูกสะกดคำที่ถูกต้องและการถอดข้อความจากเสียงเพื่อประเมินความถูกต้อง งานวิทยานิพนธ์นี้ได้นำเสนอการปรับปรุงเทคนิคการประมวลผลภาษาธรรมชาติ โดยการพัฒนาขั้นตอนวิธีการแบ่งกลุ่มตัวอักษรในคำไทยแต่ละคำอย่างแม่นยำโดยการสร้างพจนานุกรมรูปสระ และใช้การคำนวณทางสถิติของระยะห่างเลเวนชเตย์นในการเลือกโครงสร้างพยางค์ที่เหมาะสมที่สุด หลังจากนั้นระบบได้นำ แบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ มาใช้ในการถอดข้อความเสียงการอ่านของผู้เรียน และใช้ขั้นตอนวิธีเกสตัลท์ในการประเมินความถูกต้องของเสียงอ่านอย่างละเอียด พบว่าวิธีการแบ่งกลุ่มตัวอักษรที่เสนอมีความถูกต้องสูงถึง 100% ในชุดข้อมูลคำไทย 708 คำ จากบัญชีคำพื้นฐาน และระบบสามารถจำแนกเสียงอ่านที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีค่า ความแม่นยำ 89.17%, ความเที่ยง 94.02%, และความไว 89.67% อีกทั้งยังตรวจจับข้อผิดพลาดประเภทวรรณยุกต์และการอ่านเกิน/ไม่อ่านได้แม่นยำ ระบบที่พัฒนาขึ้นมีความได้เปรียบด้านความถูกต้อง ความสม่ำเสมอ และความรวดเร็วเมื่อเทียบกับการประเมินโดยมนุษย์ จึงสามารถช่วยลดภาระการประเมินและเพิ่มโอกาสให้นักเรียนได้รับการสนับสนุนการเรียนรู้การอ่านออกเสียง สำหรับในอนาคตควรมีการปรับปรุงแบบจำลองรู้จำเสียงพูดสำหรับภาษาไทยด้วยข้อมูลเสียงของเด็กประถม การขยายชุดคำทดสอบให้ครอบคลุมคำที่ซับซ้อนขึ้น การพัฒนาในรูปแบบแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์พกพา และการประเมินผลในระดับพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนเพื่อยืนยันผลทางการศึกษา


การหาระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับประมาณค่าคลาดเคลื่อนทางดิ่งในชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์แบบใกล้ปัจจุบันด้วยเทคนิคการประมวลผลแบบจุดเดี่ยวความละเอียดถูกต้องสูง, รติกร ไกรวิจิตร Jan 2025

การหาระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับประมาณค่าคลาดเคลื่อนทางดิ่งในชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์แบบใกล้ปัจจุบันด้วยเทคนิคการประมวลผลแบบจุดเดี่ยวความละเอียดถูกต้องสูง, รติกร ไกรวิจิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดช่วงเวลาการประมวลผลที่เหมาะสมสำหรับการประมาณค่า Zenith Total Delay (ZTD) แบบใกล้ปัจจุบัน (Near Real-Time) ในประเทศไทย โดยใช้เทคนิค Precise Point Positioning (PPP) ร่วมกับข้อมูลวงโคจรแบบ Ultra-Rapid และแนวคิด Sliding Window ในการประมวลผลข้อมูลจากสถานี CORS จำนวน 20 แห่ง โดยใช้ข้อมูลตัวแทนสภาพอากาศในเดือนมกราคม มีนาคม และสิงหาคม พ.ศ. 2565 การประมวลผลด้วยซอฟต์แวร์ GipsyX กำหนดขนาด Window 30–540 นาที เลื่อนทุก 15 นาที และเฉลี่ยค่าภายใน Window ด้วยวิธี Weighted Least Squares ผลการศึกษาพบว่า ค่า RMSE ของความต่างของค่า ZTD ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 30–100 นาที และคงที่ที่ประมาณ 5–10 มม. เมื่อ Window มากกว่า 250 นาที โดยส่วนใหญ่ลดค่า RMSE ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ 13 มม. ที่ใช้ในงาน Numerical Weather Prediction (NWP) ได้เมื่อ Window ประมาณ 120 นาที แม้บางสถานีต้องใช้เวลานานกว่าเนื่องจากความแปรผันเชิงพื้นที่ ด้านวิเคราะห์ช่วงเวลาเฉลี่ย พบว่าค่าเฉลี่ยเวลาประมวลผลอยู่ที่ 90.1 ± 40 นาที และลดลงเหลือ 79 ± 20 นาที เมื่อทำการตัดค่าผิดปกติที่อยู่นอกช่วงความเชื่อมั่น 95% ซึ่งช่วยเพิ่มความเชื่อถือได้ของผลลัพธ์อย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิเคราะห์บ่งชี้ว่าช่วงเวลาประมาณ 59–99 นาที (79 ± 20 นาที) ให้ความแม่นยำระดับใช้งานได้จริง และเมื่อพิจารณาร่วมกับแนวโน้มค่า RMSE …


แบบจำลองเชิงรูปนัยของกระบวนการจัดการโครงการในมาตรฐาน Iso/Iec29110 โดยใช้คัลเลอร์เพทริเน็ต, วรันณ์ธร ศิริกระจาย Jan 2025

แบบจำลองเชิงรูปนัยของกระบวนการจัดการโครงการในมาตรฐาน Iso/Iec29110 โดยใช้คัลเลอร์เพทริเน็ต, วรันณ์ธร ศิริกระจาย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอแนวทางการตรวจสอบความถูกต้องเชิงรูปแบบ (Formal Verification) ร่วมกับกรอบการประเมินผลผ่านระบบเว็บแอปพลิเคชันสำหรับองค์กรขนาดเล็กประเมินตนเอง เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติตามกระบวนการบริหารโครงการ (Project Management: PM) ของมาตรฐาน ISO/IEC 29110 สำหรับองค์กรขนาดเล็กมาก (Very Small Entities: VSEs) โดยใช้แบบจำลอง Colored Petri Nets (CPNs) ในการนิยามและจำลองกระบวนการหลักของ PM ได้แก่ การวางแผน การดำเนินโครงการ การควบคุม และการปิดโครงการ พร้อมทั้งตรวจสอบคุณสมบัติที่สำคัญของกระบวนการเหล่านี้อย่างเป็นระบบและระบบเว็บแอปพลิเคชันถูกพัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูล เรียกใช้การจำลอง และนำเสนอผลการประเมิน ข้อมูลที่ได้รับจากผู้ใช้จะถูกแปลงให้อยู่ในรูปของโทเคน เพื่อนำไปประเมินผ่านแบบจำลอง CPN และเชื่อมโยงผลลัพธ์กับระดับการปฏิบัติตามมาตรฐานในแต่ละกระบวนการของ ISO/IEC 29110 PM การทดลองใช้งานระบบยืนยันถึงความถูกต้อง ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ และประสิทธิภาพในการดำเนินงานของระบบที่นำเสนอ การผสานรวมระหว่างแบบจำลองเชิงรูปแบบกับระบบอัตโนมัติผ่านเว็บแอปพลิเคชันนี้ เป็นทางเลือกที่มีความยืดหยุ่นและเชื่อถือได้ โดยช่วยเสริมสร้างความเข้มงวดในการตรวจสอบ การประเมินกระบวนการอย่างเป็นระบบ และรองรับการนำไปใช้งานจริงผ่านส่วนติดต่อผู้ใช้ที่เข้าใจง่ายและเหมาะสมกับองค์กรพัฒนาซอฟต์แวร์ขนาดเล็กก่อนรับการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบ


ความสัมพันธ์ระหว่างความทุ่มเทในการทำงาน ความมุ่งมั่นต่องานมากเกินไป ความกดดันจากทางไกลในที่ทำงาน และสุขภาวะที่ดีของพนักงาน โดยมีการทำงานนอกเวลางานเป็นตัวแปรส่งผ่าน, จีระนุช รัชโพธิ์ Jan 2025

ความสัมพันธ์ระหว่างความทุ่มเทในการทำงาน ความมุ่งมั่นต่องานมากเกินไป ความกดดันจากทางไกลในที่ทำงาน และสุขภาวะที่ดีของพนักงาน โดยมีการทำงานนอกเวลางานเป็นตัวแปรส่งผ่าน, จีระนุช รัชโพธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การทำงานนอกเวลางาน (Leaveism) หมายถึงการที่พนักงานใช้วันลา เวลาส่วนตัว หรือช่วงเวลานอกเหนือจากเวลาทำงานปกติในการปฏิบัติงาน ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาวะของพนักงาน งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาอิทธิพลของความทุ่มเทในการทำงาน ความมุ่งมั่นต่องานมากเกินไป และความกดดันจากทางไกลในที่ทำงาน ต่อสุขภาวะที่ดีของพนักงาน โดยมีการทำงานนอกเวลางานเป็นตัวแปรส่งผ่าน การเก็บข้อมูลทำโดยใช้แบบสอบถามกับพนักงานบริษัทเอกชนในประเทศไทย จำนวน 199 คน ซึ่งมีชั่วโมงการทำงานตามสัญญาที่ชัดเจน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฏิบัติการจนถึงระดับผู้บริหารระดับกลาง ผลการวิจัยพบว่า การทำงานนอกเวลางานไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อสุขภาวะที่ดีของพนักงาน (β = –.043, p = .520) อย่างไรก็ตาม ความทุ่มเทในการทำงานและความมุ่งมั่นต่องานมากเกินไปมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการทำงานนอกเวลางานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .364, p < .01; β = .603, p < .001) ขณะที่ความกดดันจากทางไกลในที่ทำงานไม่พบความสัมพันธ์ดังกล่าว (β = –.065, p = .197) การทดสอบตัวแปรส่งพบว่า ความทุ่มเทในการทำงานและความมุ่งมั่นต่องานมากเกินไปมีอิทธิพลทางตรงต่อสุขภาวะที่ดีของพนักงานโดยไม่ผ่านการทำงานนอกเวลางาน ในขณะที่ความกดดันจากทางไกลในที่ทำงานไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อสุขภาวะที่ดีของพนักงาน โดยค่าผลทั้งหมดมีช่วงความเชื่อมั่นที่คร่อมศูนย์ ได้แก่ a1b = –.0155, a2b = –.0258, และ a3b = –.0035 จากผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยเชิงพฤติกรรมของพนักงาน เช่น ความทุ่มเทและความมุ่งมั่นเกินพอดี มีบทบาทต่อสุขภาวะมากกว่าพฤติกรรมการทำงานนอกเวลางานโดยตรง องค์การจึงควรพิจารณาออกแบบกลยุทธ์การดูแลพนักงาน ผ่านการออกแบบนโยบายหรือแนวทางปฏิบัติที่ส่งเสริมสุขภาวะของพนักงานให้ครอบคลุมปัจจัยเชิงพฤติกรรมเหล่านี้มากขึ้น


ผลของกลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแนวปัญญาพฤติกรรมนิยมต่อการกํากับอารมณ์ในผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีอาการออทิสติก, กนกนาฎ โค้วอารีย์ Jan 2025

ผลของกลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแนวปัญญาพฤติกรรมนิยมต่อการกํากับอารมณ์ในผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีอาการออทิสติก, กนกนาฎ โค้วอารีย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของกลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแนวปัญญาพฤติกรรมนิยมต่อการกำกับอารมณ์ในผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีอาการออทิสติก กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคคลที่ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ามีอาการออทิสติก กลุ่มตัวอย่างมีอายุ 18 – 29 ปี มีคะแนนการกำกับอารมณ์ทางความคิดด้านที่เหมาะสมตามเกณฑ์คัดเข้า โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 20 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 10 คน และกลุ่มควบคุม 10 คน กลุ่มทดลองเข้ากลุ่มการปรึกษากลุ่มเชิงจิตวิทยาแนวปัญญาพฤติกรรมนิยมเพื่อเสริมสร้างการกำกับอารมณ์ทางบวกรวม 8 ครั้งๆ ละ 90 นาที และทั้งสองกลุ่มตอบแบบสอบถามการกำกับอารมณ์ทางความคิดก่อนและหลังการเข้าร่วมการวิจัย เพื่อทดสอบสมมติฐานว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนการกำกับอารมณ์ด้านที่เหมาะสมในช่วงหลังการทดลองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และในช่วงหลังการทดลองนี้ กลุ่มทดลองมีคะแนนการกำกับอารมณ์ด้านที่เหมาะสมสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยสนับสนุนผลการศึกษาที่วางไว้ กล่าวคือภายหลังการเข้ากลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแนวทางปัญญาพฤติกรรมนิยม กลุ่มทดลองมีคะแนนการกำกับอารมณ์ด้านที่เหมาะสมเพิ่ม ขึ้นกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t(9) = 2.87, p = .009) และภายหลังการเข้ากลุ่ม กลุ่มทดลองมีคะแนนการกำกับอารมณ์ทางความคิดด้านที่เหมาะสมสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t(18) = 2.31, p < .05)


ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ภาระงานและภาวะหมดไฟในการทำงาน โดยมีพฤติกรรมการมาทำงานด้วยร่างกายที่ไม่สมบูรณ์เป็นตัวแปรส่งผ่านและการรับรู้ความเห็นอกเห็นใจของผู้นำเป็นตัวแปรกำกับ, ภัทราพร เศรษฐวงศ์ Jan 2025

ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ภาระงานและภาวะหมดไฟในการทำงาน โดยมีพฤติกรรมการมาทำงานด้วยร่างกายที่ไม่สมบูรณ์เป็นตัวแปรส่งผ่านและการรับรู้ความเห็นอกเห็นใจของผู้นำเป็นตัวแปรกำกับ, ภัทราพร เศรษฐวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภาวะหมดไฟในการทำงาน เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาวะของพนักงาน โดยมีการรับรู้ภาระงานเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้อง และอาจเกิดจากการมีพฤติกรรมการมาทำงานด้วยร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ด้วยเช่นกัน ขณะที่การรับรู้ความเห็นอกเห็นใจของผู้นำเป็นทรัพยากรที่ช่วยลดผลกระทบเชิงลบดังกล่าว งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ภาระงานและภาวะหมดไฟในการทำงาน โดยพฤติกรรมการมาทำงานด้วยร่างกายที่ไม่สมบูรณ์เป็นตัวแปรส่งผ่าน และการรับรู้ความเห็นอกเห็นใจของผู้นำเป็นตัวแปรกำกับ จากการศึกษาพนักงานประจำในองค์การภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชนในประเทศไทย จำนวน 149 คน เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลแบบถดถอยเชิงพหุคูณผ่าน PROCESS Macro Model 8 ใน SPSS ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ภาระงานมีอิทธิพลเชิงบวกต่อภาวะหมดไฟในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และพฤติกรรมการมาทำงานด้วยร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านบางส่วน (partial mediation) ในความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ภาระงานและภาวะหมดไฟในการทำงาน อย่างไรก็ตามการรับรู้ภาระงานไม่พบอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมการมาทำงานด้วยร่างกายที่ไม่สมบูรณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่การรับรู้ความเห็นอกเห็นใจของผู้นำมีบทบาทกำกับเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ภาระงานและพฤติกรรมการมาทำงานด้วยร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ แต่ไม่พบอิทธิพลกำกับความสัมพันธ์จากการรับรู้ภาระงานไปสู่ภาวะหมดไฟในการทำงานที่มีตัวแปรกำกับแบบครบโมเดล (moderated mediation model) งานวิจัยครั้งนี้ช่วยช่วยเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาวะของพนักงานและตอกย้ำความสำคัญของภาวะผู้นำที่มีความเห็นอกเห็นใจ เพื่อสนับสนุนแนวทางการพัฒนานโยบายด้านสุขภาวะและการบริหารภาระงานในองค์การ


ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ในหลักสูตรอบรมออนไลน์วิชาภาษาอังกฤษของพนักงานโดยมีอารมณ์เชิงบวกเป็นตัวแปรส่งผ่าน และการรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกเป็นตัวแปรกำกับ, วรรณชนก อยู่ถมยา Jan 2025

ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ในหลักสูตรอบรมออนไลน์วิชาภาษาอังกฤษของพนักงานโดยมีอารมณ์เชิงบวกเป็นตัวแปรส่งผ่าน และการรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกเป็นตัวแปรกำกับ, วรรณชนก อยู่ถมยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ โดยมีอารมณ์เชิงบวกเป็นตัวแปรส่งผ่าน และการรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกเป็นตัวแปรกำกับ กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่เข้าร่วมการอบรมหลักสูตรออนไลน์วิชาภาษาอังกฤษแบบสอนสด จำนวน 120 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณโดยใช้โปรแกรม Process Macro ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนมีความสัมพันธ์ทางบวกกับอารมณ์เชิงบวก และอารมณ์เชิงบวกมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ไม่พบอิทธิพลทางตรงของการรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ อีกทั้งไม่พบอิทธิพลส่งผ่านของอารมณ์เชิงบวกภายใต้เงื่อนไขของการรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวก กล่าวคือ การรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแปรกำกับที่ช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนและอารมณ์เชิงบวก แต่เมื่อวิเคราะห์แบบไม่รวมตัวแปรกำกับ พบว่าอารมณ์เชิงบวกมีบทบาทเป็นตัวแปรส่งผ่านอย่างสมบูรณ์ ผลการศึกษาสะท้อนว่า อารมณ์เชิงบวกเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ แม้ว่าการรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกในบริบทการเรียนออนไลน์อาจยังไม่สามารถเพิ่มอิทธิพลของกลไกการส่งผ่านได้อย่างมีนัยสำคัญ ข้อค้นพบนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเสริมสร้างการรับรู้ความสามารถของผู้เรียน กระตุ้นอารมณ์เชิงบวก และพัฒนาการให้ข้อมูลย้อนกลับ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ในหลักสูตรอบรมพนักงาน


แนวทางการพัฒนากฎหมายเพื่อลดความยากจนหลายมิติของประเทศไทย, สุพักตร์ ม่วงเล็ก Jan 2025

แนวทางการพัฒนากฎหมายเพื่อลดความยากจนหลายมิติของประเทศไทย, สุพักตร์ ม่วงเล็ก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาสถานการณ์ความยากจนหลายมิติของโลกและประเทศไทย มาตรฐานสากลและมาตรฐานทางกฎหมายของประเทศไทยในการขจัดความยากจนหลายมิติผ่านการวิเคราะห์กฎหมายใน 4 มิติความยากจน ได้แก่ มิติการศึกษา, มิติการใช้ชีวิตในแบบที่ดีต่อสุขภาพ, มิติความเป็นอยู่ และมิติความมั่นคงทางการเงิน รวมทั้งนโยบายและมาตรการที่สร้างกลไกสนับสนุนกฎหมายเพื่อลดความยากจนหลายมิติดังกล่าว ผ่านเกณฑ์ความสอดคล้องของกฎหมายต่อการบรรลุเป้าหมาย SDGs รวมทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 เพื่อจัดทำข้อเสนอเป็นแนวทางการพัฒนากฎหมายเพื่อลดความยากจนหลายมิติที่เหมาะสมกับบริบทประเทศไทยและสอดคล้องกับบริบทโลก จากการศึกษาพบว่ากฎหมายลดความยากจนหลายมิติที่บังคับใช้ในประเทศไทยยังไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย SDG1 และหมุดหมายที่ 9 ของแผนการพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 อยู่หลายประการ โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่กฎหมายลดความยากจนหลายมิติของประเทศไทยยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานอย่างการคุ้มครองทางสังคมขั้นพื้นฐาน (SPF) และหลักประกันการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน (Basic Services) ขาดการวางกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนกฎหมายอย่างการระดมทุนจากหลากหลายแหล่งที่มา ขั้นตอนการรับความช่วยเหลือที่ยังไม่เอื้อต่อคนยากจน กฎหมายซ้ำซ้อนในรูปแบบของการให้เงินอุดหนุนเพื่อความช่วยเหลือในระยะสั้น นำมาสู่แนวทางการพัฒนากฎหมายลดความยากจนหลายมิติถึง 15 แนวทาง โดยมีแนวทางที่สำคัญ ได้แก่ ยกเลิกระเบียบเงินอุดหนุนที่ซ้ำซ้อนและรวมงบประมาณเป็นเงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีจำนวนเงินเท่ากับเส้นความยากจนมอบแก่คนยากจนขั้นรุนแรงก่อนเป็นกลุ่มแรก เป็นไปตามหลักการพื้นฐานของ SDGs และยังเป็นการเพิ่มเสถียรภาพความมั่นคงทางการคลังให้กับประเทศได้อีกด้วย ยกเลิกระบบลงทะเบียนและเปลี่ยนมาเป็นระบบการยืนยันตัวตนเพื่อพัฒนาขั้นตอนรับความช่วยเหลือให้เหมาะสมกับข้อจำกัดของคนยากจนเพื่อให้คนยากจนเข้าถึงสิทธิได้ยิ่งขึ้น แก้ไขระเบียบที่กำหนดจำนวนเงินช่วยเหลือนักเรียนยากจนให้มีจำนวนไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจนโดยต้องจ่ายตรงแก่ผู้ปกครองเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน SPF และพัฒนากฎหมายด้านที่อยู่อาศัยให้ครอบคลุมการพื้นที่ชนบทเพื่อให้คนยากจนเข้าถึง Basic Services ได้ครบถ้วน นอกจากนี้ผู้ศึกษายังได้เสนอแนวทางการจัดทำกฎหมายหรือมาตรการที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่จัดหางานที่เหมาะสมกับข้อจำกัดของคนยากจนแต่ละมิติเพื่อให้คนยากจนได้พึ่งพาตนเอง อันเป็นการแก้ปัญหาความยากจนที่ต้นเหตุในระยะยาว การพัฒนากฎหมายเช่นนี้ย่อมช่วยให้คนยากจนในประเทศไทยเข้าถึงสิทธิและมีศักดิ์ศรีเสมอภาคกับบุคคลอื่นในสังคมได้


ความรับผิดทางอาญาอันเกิดจากการใช้รถยนต์อัตโนมัติ, อังสุดา ตั้งใจ Jan 2025

ความรับผิดทางอาญาอันเกิดจากการใช้รถยนต์อัตโนมัติ, อังสุดา ตั้งใจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางในการกำหนดความรับผิดทางอาญาแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ผู้วิจัยมุ่งศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยเปรียบเทียบแนวความเห็นของนักวิชาการของต่างประเทศ รวมถึงมาตรการทางกฎหมายในต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์และเสนอแนวทางในการกำหนดความรับผิดทางอาญาแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) มาใช้ในระบบการขับเคลื่อนรถยนต์อัตโนมัติเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันอาจมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยในการใช้รถยนต์ประเภทดังกล่าว โดยยังคงมีข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้งซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น หากมีความเสียหายอันเกิดจากการใช้งานรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติในประเทศไทยสามารถนำประมวลกฎหมายอาญามาปรับใช้ได้อยู่บ้าง แต่อาจยังไม่เพียงพอเนื่องจากการใช้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติมีเทคโนโลยีซับซ้อนกว่ารถยนต์ทั่วไป ดังนั้น วิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงเสนอให้ผู้ขับขี่และผู้ประกอบการรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติมีความรับผิดทางอาญาสำหรับกรณีดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะโดยกำหนดให้ผู้ขับขี่มีหน้าที่ดูแลรักษารถยนต์ก่อนนำมาใช้งานและหน้าที่ในการควบคุมหรือแทรกแซงรถยนต์ขณะใช้งาน ส่วนผู้ประกอบการมีหน้าที่ผลิตรถยนต์ให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านความปลอดภัย โดยกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะที่ 6/1 อันเป็นลักษณะความผิดเกี่ยวกับรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ เพื่อทำให้เกิดความชัดเจน แน่นอน และสามารถอำนวยความยุติธรรมให้กับสังคมได้เหมาะสมยิ่งขึ้น


ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการด้วยวิธีการอมน้ำแข็งกระเจี๊ยบต่ออาการกระหายน้ำของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน, ธัญชนก ปัททุม Jan 2025

ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการด้วยวิธีการอมน้ำแข็งกระเจี๊ยบต่ออาการกระหายน้ำของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน, ธัญชนก ปัททุม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบทดลองเพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการด้วยวิธีการอมน้ำแข็งกระเจี๊ยบต่อความรุนแรงของอาการกระหายน้ำของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 30 ราย กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ส่วนกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการด้วยวิธีการอมน้ำแข็งกระเจี๊ยบ ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้แนวคิดการจัดการอาการของ Dodd และคณะ (2001) ซึ่งครอบคลุมการประเมินอาการ การให้ความรู้ และการจัดการกับอาการ โดยโปรแกรมผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลทางคลินิก และเครื่องมือประเมินอาการกระหายน้ำแบบตัวเลขซึ่งได้ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงด้วยวิธี test-retest และคำนวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันได้ค่า r = 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยใช้สถิติ Independent t-test และ Repeated-measures ANOVA โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความรุนแรงของอาการกระหายน้ำของกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมที่เวลา 11.00 น. และ 17.00 น. ต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) และค่าเฉลี่ยคะแนนความรุนแรงของอ าการกระหายน้ำของกลุ่มทดลองที่เวลา 11.00 น. และ 17.00 น. ต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)


ผลของโปรแกรมเพิ่มการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษาต่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาในผู้ป่วยจิตเภท, ธีรศักดิ์ ทรายคำ Jan 2025

ผลของโปรแกรมเพิ่มการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษาต่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาในผู้ป่วยจิตเภท, ธีรศักดิ์ ทรายคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ 1) พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทก่อนและหลังได้รับโปรแกรมเพิ่มการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษา และ 2) พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมเพิ่มการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษากับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยจิตเภทมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดและเข้ารับการรักษาแผนกผู้ป่วยในระยะคงสภาพเตรียมจำหน่ายที่โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จำนวน 40 คน ได้รับการจับคู่ให้ผู้ป่วยจิตเภทมีคุณลักษณะที่ใกล้เคียงกันในเรื่องเพศและระยะเวลาการเจ็บป่วยแล้วถูกสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเพิ่มการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษาและกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมเพิ่มการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษา 2) แบบประเมินพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษา และ 3) แบบประเมินการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษา โดยเครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน เครื่องมือชุดที่ 2 และ 3 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .81 และ .88 ตามลำดับ และมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .82 และ .81 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทหลังได้รับโปรแกรมเพิ่มการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษาสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมเพิ่มการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษาสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การกำหนดรูปแบบชุดข้อมูลระบบปรับอากาศจากแบบจำลอง (As-Built Bim) ไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรกายภาพ (Bim-Fm) กรณีศึกษา อาคารสถานศึกษา, สุภัทรา จิตต์ธีรภาพ Jan 2025

การกำหนดรูปแบบชุดข้อมูลระบบปรับอากาศจากแบบจำลอง (As-Built Bim) ไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรกายภาพ (Bim-Fm) กรณีศึกษา อาคารสถานศึกษา, สุภัทรา จิตต์ธีรภาพ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประยุกต์ใช้แบบจำลอง As-Built BIM ในงานบริหารทรัพยากรกายภาพ (BIM-FM) เป็นหลักการที่เชื่อถือได้ว่า เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการอาคาร โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่พัฒนาในระดับ Level of Development (LOD) ที่สอดคล้องกับกรอบความต้องการข้อมูล (Level of Information Need: LOIN) ของฝ่ายบริหารทรัพยากรกายภาพ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการทดลองการจัดการข้อมูล As-Built BIM สำหรับสนับสนุนงาน BIM-FM ในอาคารสถานศึกษา จำนวน 3 อาคาร ซึ่งมีลักษณะพื้นที่ใช้งานและกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ พื้นที่หอพัก ห้องประชุม ห้องสมุด ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ และสำนักงาน โดยมุ่งเน้นในระบบปรับอากาศซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญหนึ่งในการพิจารณาประสิทธิภาพการใช้งานของอาคารใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานจากการทบทวนมาตรฐานสากลด้าน Level of Development (LOD), Level of Information Need (LOIN) การจัดทำข้อมูลในแบบจำลอง As-Built BIM ระดับ LOD 400 และการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารอาคาร เพื่อวิเคราะห์และกำหนดชุดข้อมูลที่เหมาะสมต่อการพัฒนาโมเดลไปเป็น BIM-FM สำหรับการบำรุงรักษาระบบปรับอากาศของผู้บริหารอาคาร ผลการทดลองพบว่า ผู้บริหารอาคารให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิงเทคนิคที่จำเป็นต่อการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ได้แก่ ค่าน้ำยาทำความเย็น (Refrigerant) ค่าแรงดันไฟฟ้า (Voltage) ค่าความดันด้านแรงดันสูง (High Pressure Side) รวมถึงตัวชี้วัดด้านพลังงาน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการประเมินสภาพระบบ วางแผนบำรุงรักษา และใช้สำหรับเตรียมการก่อนดำเนินงานซ่อมบำรุงอย่างเป็นระบบอย่างไรก็ตาม การใช้กรอบ Level of Information Need (LOIN) เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการกำหนดข้อมูล As-Built BIM ให้รองรับการใช้งานจริง จึงจำเป็นต้องผสานข้อมูลบำรุงรักษาที่เกิดขึ้นจริงจากผู้บริหารอาคาร งานวิจัยนี้เสนอให้จัดเก็บบันทึกการบำรุงรักษาระบบปรับอากาศหลังเปิดใช้อาคาร และนำมาบูรณาการกับ As-Built BIM เพื่อพัฒนาเป็น BIM-FM ที่มีความเป็นปัจจุบัน เชื่อมโยงการใช้งานจริง และสนับสนุนการบริหารทรัพยากรกายภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ.


การพัฒนาชุดตรวจสารพันธุกรรมแบบอ่านผลด้วยตาเปล่าอย่างรวดเร็วสําหรับตรวจเชื้อ Mycobacterium Tuberculosis Complex และ Nontuberculous Mycobacteria, ภานุวัฒน์ เสถียรพิทยากุล Jan 2025

การพัฒนาชุดตรวจสารพันธุกรรมแบบอ่านผลด้วยตาเปล่าอย่างรวดเร็วสําหรับตรวจเชื้อ Mycobacterium Tuberculosis Complex และ Nontuberculous Mycobacteria, ภานุวัฒน์ เสถียรพิทยากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัณโรค (TB) ซึ่งมีสาเหตุเกิดจากเชื้อ Mycobacterium tuberculosis (MTB) และโรคติดเชื้อกลุ่ม Non-tuberculous mycobacteria (NTM) เป็นโรคติดเชื้อที่มีความสำคัญซึ่งเกิดจากเชื้อกลุ่ม Mycobacteria ส่งผลกระทบต่อปอดและอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย แม้ว่าสาเหตุของการก่อโรคต่างกัน แต่อย่างไรก็ตามอาการแสดงมีความคล้ายคลึงกัน เช่น ไอ มีไข้ น้ำหนักลด และอ่อนเพลีย แนวทางในการรักษาวัณโรคและโรคติดเชื้อกลุ่ม NTM นั้นเป็นการรักษาโดยการใช้ยาต้านเชื้อ Mycobacteria หลายชนิดผสมผสานกัน แต่อย่างไรก็ตามแนวทางในการรักษาและระยะเวลาที่ใช้ในการรักษาแตกต่างกันระหว่างโรคดังกล่าว ดังนั้นวิธีการวินิจฉัยที่มีความรวดเร็วและจำเพาะในการจำแนกการติดเชื้อระหว่างสองกลุ่มจึงมีความจำเป็น เพื่อที่ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาและการจัดการกับผู้ป่วยที่เหมาะสมต่อไป การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนา Primer ในการจำแนกเชื้อกลุ่ม NTM จาก MTB และพัฒนาชุดตรวจแถบตรวจสารพันธุกรรมต้นแบบที่สามารถอ่านผลการทดสอบได้ด้วยตาเปล่าจากการเพิ่มประมาณสารพันธุกรรมที่อุณหภูมิเดียวซึ่งจำเพาะต่อยีน IS1081 และ ku ของเชื้อ MTB และ NTM ตามลำดับ แถบตรวจที่ผลิตพัฒนาขึ้นซึ่งผลิตจาก Nitrocellulose MTB/NTM strip สามารถตรวจจับผลผลิต Multiplex-recombinase polymerase amplification (M-RPA) ได้ โดยผลการทดสอบเบื้องต้นพบว่า Primer ที่ออกแบบขึ้นมานั้นสามารถเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมและจำแนก DNA ที่สกัดได้จากโคโลนีของเชื้อ MTB และ NTM ได้อย่างถูกต้อง โดยปฏิกิริยาบ่มที่อุณหภูมิ 37 ˚C เป็นระยะเวลา 30 นาที และเวลาในการอ่านผลของแถบตรวจ MTB/NTM strip คือ 15 นาที โดยตรวจสอบความเข้มข้นของเชื้อที่น้อยที่สุดที่ตรวจวัดได้ด้วยเทคนิค M-RPA ร่วมกับแถบตรวจ MTB/NTM strip สำหรับโคโลนีของเชื้อ MTB และ NTM คือ 1.97 x 104 CFU/mL และไม่พบปฏิกิริยาข้ามกลุ่มสำหรับเชื้อแบคทีเรียก่อโรคทั่วไปสายพันธุ์อื่น รวมถึงเชื้อกลุ่ม Higher bacteria เทคนิค M-RPA ร่วมกับแถบตรวจ MTB/NTM strip ได้นำมาประเมินกับ DNA …


วชิรญาณ กับบทบาทในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมวรรณศิลป์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 5, ชนะพล สมบูรณ์ Jan 2025

วชิรญาณ กับบทบาทในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมวรรณศิลป์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 5, ชนะพล สมบูรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ลักษณะเด่นและบทบาทของ วชิรญาณ ซึ่งเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ของหอพระสมุดวชิรญาณ ช่วง พ.ศ. 2427-2448 ในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมวรรณศิลป์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยศึกษาจาก วชิรญาณ ที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์รายเดือน วชิรญาณวิเศษ ที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์รายสัปดาห์ และสื่อสิ่งพิมพ์ของหอพระสมุดวชิรญาณในวาระพิเศษต่าง ๆ ผลการวิจัยพบว่า วชิรญาณ มีลักษณะเด่น 3 ประการ ได้แก่ 1) การมีกระบวนการคัดเลือกงานเขียนที่เน้นคุณค่าด้านสาระประโยชน์ ความถูกต้องของอักขระวิธี และความสุภาพเรียบร้อย ครอบคลุมทั้งความเรียงร้อยแก้ว บันเทิงคดี และร้อยกรอง 2) การเปิดโอกาสให้ผู้สร้างงานหลากหลายกลุ่ม ทั้งพระมหากษัตริย์ เจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการสมัยใหม่ พระภิกษุสงฆ์ และสตรี ได้เข้ามาสร้างตัวตนนักเขียนในพื้นที่สาธารณะ และ 3) พลวัตของรูปแบบการนำเสนอที่ปรับเปลี่ยนไปตามบริบท จากการนำเสนอเนื้อหาที่หลากหลายในยุคแรก สู่การจัดระเบียบหมวดหมู่ที่ชัดเจน และพัฒนาไปสู่การเน้นตีพิมพ์วรรณกรรมเรื่องยาวเพื่อการอนุรักษ์ในช่วงท้าย ในด้านบทบาทต่อวัฒนธรรมวรรณศิลป์ไทย วชิรญาณ มีบทบาทสำคัญ 3 ด้าน คือ 1) บทบาทด้านการรวบรวมวรรณกรรมและการสืบทอดขนบวรรณศิลป์ โดยทำหน้าที่ตรวจสอบชำระวรรณคดีโบราณ สืบทอดขนบการเฉลิมพระเกียรติ การเผยแผ่พุทธศาสนา และการรักษาฉันทลักษณ์และธรรมเนียมการประพันธ์ของไทย 2) บทบาทด้านการสร้างสรรค์งานวรรณกรรมประเภทใหม่ โดยเป็นพื้นที่ทดลองงานเขียนที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก เช่น บันเทิงคดีร้อยแก้วแนวใหม่ ข้อขำขัน ร้อยกรองขนาดสั้น และข้อเขียนเชิงวิพากษ์ และ 3) บทบาทด้านการสร้างชุมชนวรรณกรรม (literary community) ผ่านการสร้างระบบบรรณาธิการกิจ การเปิดพื้นที่ให้ผู้อ่านมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบ การจัดกิจกรรมปุจฉา-วิสัชนา การส่งเสริมการวิจารณ์ผ่านงานเขียน การสื่อสารภายในชุมชน และการส่งเสริมกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับวรรณกรรมและหนังสือ ซึ่งเปลี่ยนวิถีการสร้างเสพวรรณกรรมจากวงจำกัดมาสู่พื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ การศึกษานี้จึงแสดงให้เห็นว่า วชิรญาณ มิได้เป็นเพียงสื่อสิ่งพิมพ์ที่เผยแพร่ความรู้ แต่มีความสำคัญทางวรรณกรรมที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมจากอดีตเข้ากับโลกสมัยใหม่ และวางรากฐานสำคัญให้กับวัฒนธรรมหนังสือและวงวรรณกรรมไทย และเป็นส่วนหนึ่งของ “จิตวิญญาณแห่งยุคสมัย” ที่ผู้คนในสมัยรัชกาลที่ 5 ตื่นตัวและสนใจใฝ่รู้ในการเขียนและอ่านวรรณกรรมอย่างกว้างขวางในสังคม


การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์เมืองและการวิเคราะห์แผนการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ กรณีศึกษาเกาะสีชัง, วิศรุจน์ โรจน์ฤทธิไกร Jan 2025

การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์เมืองและการวิเคราะห์แผนการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ กรณีศึกษาเกาะสีชัง, วิศรุจน์ โรจน์ฤทธิไกร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กิจกรรมในเขตเมืองมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึงร้อยละ 70 ของการปล่อยทั่วโลก การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ระดับเมืองจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการระบุแหล่งปล่อยหลักและกำหนดนโยบายลดก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตาม การศึกษาของประเทศไทยยังขาดความต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเฉพาะทางภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ เช่น เทศบาลตำบลเกาะสีชัง วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแหล่งกำเนิดและปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับเมืองในพื้นที่เทศบาลตำบลเกาะสีชัง และเสนอแนะแผนการพัฒนาเมืองตามแนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ การศึกษาได้ประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกในปี พ.ศ. 2566 โดยใช้แนวทาง GPC (Global Protocol for Community-Scale Greenhouse Gas Inventories) ครอบคลุมภาคพลังงาน ภาคการคมนาคมขนส่ง ภาคการจัดการของเสีย ภาคกระบวนการอุตสาหกรรม และภาคการเกษตร ป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่อหัวของเทศบาลอยู่ที่ 22.38 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อคน ซึ่งมีค่าสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศ แหล่งกำเนิดหลักมาจาก ภาคพลังงาน (เนื่องจากเครื่องปั่นไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงดีเซล) และ ภาคการคมนาคมขนส่ง รวมถึงการจัดการขยะที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ หากไม่มีมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกที่เสนอเพื่อบรรลุเป้าหมายสุทธิเป็นศูนย์ ได้แก่ การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์, การเปลี่ยนเรือโดยสารและรถจักรยานยนต์เป็นระบบไฟฟ้า, การส่งเสริมการคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิลและผลิตเชื้อเพลิงขยะ (RDF) การติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว มาตรการเหล่านี้มีศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ถึง 104.2% ซึ่งจะช่วยให้เทศบาลตำบลเกาะสีชังสามารถเข้าสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ก่อนปี พ.ศ. 2593


การทำงานในวิชาชีพพยาบาลของพยาบาลรุ่นอายุแซดที่ลาออกไปประกอบอาชีพอื่น: การวิจัยเชิงคุณภาพแบบเล่าเรื่อง, อุมาพร จันทมาตย์ Jan 2025

การทำงานในวิชาชีพพยาบาลของพยาบาลรุ่นอายุแซดที่ลาออกไปประกอบอาชีพอื่น: การวิจัยเชิงคุณภาพแบบเล่าเรื่อง, อุมาพร จันทมาตย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์การทำงานของพยาบาลรุ่นอายุแซดที่ลาออกไปประกอบอาชีพอื่น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบเล่าเรื่อง ผู้ให้ข้อมูลคือพยาบาลรุ่นอายุแซดจำนวน 17 คน มีอายุระหว่าง 23-29 ปี ซึ่งเคยปฏิบัติงานในโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธี Thematic analysis ผลการวิจัยพบประสบการณ์ 5 ระยะ ดังต่อไปนี้ ระยะที่ 1 : การเริ่มต้นเข้าสู่วิชาชีพพยาบาล ประกอบด้วย 1) เหตุผลในการเลือกเรียนพยาบาล และ 2) มุมมองหลังสำเร็จการศึกษา ระยะที่ 2 : การเข้าสู่การทำงานเป็นพยาบาลวิชาชีพ ประกอบด้วย 1) การการเผชิญโลกการทำงานจริงครั้งแรก 2) การรับบทบาทพยาบาลเต็มตัว และ ความจริงของภาระงานพยาบาล ระยะที่ 3 : ความท้าทายเมื่อทำงานในโลกของความเป็นจริง ประกอบด้วย 1) ความซับซ้อนของงานพยาบาล 2) ความคาดหวังจากหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงาน 3) ความไม่ยุติธรรมในระบบบริหาร 4) ความเหนื่อยล้าและภาระทางอารมณ์ 5) เวรผลัดที่ไม่มิตรกับชีวิตส่วนตัว 5) การไม่ถูกยอมรับจากทีม และ 6) การเรียนรู้งานเพื่อการอยู่รอดในวิชาชีพ ระยะที่ 4 : การตัดสินใจลาออกจากงานพยาบาล ประกอบด้วย 1) แรงผลักดันให้ตัดสินใจลาออก และ 2) แรงดึงดูดจากอาชีพอื่น ระยะที่ 5 : มุมมองต่อวิชาชีพพยาบาลและการทำงานอาชีพอื่น ประกอบด้วย 1) ภาพอนาคตในงานพยาบาล และ 2) การพิจารณากลับเข้าสู่วิชาชีพพยาบาล การศึกษานี้ทำให้เกิดความเข้าใจถึงบริบทที่นำไปสู่การลาออกจากวิชาชีพของพยาบาลรุ่นอายุแซด ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นข้อมูลสำหรับผู้บริหารทางการพยาบาลกำหนดนโยบายและพัฒนากลยุทธ์การบริหารทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อบริหารองค์กรที่บุคลากรขาดแคลนในปัจจุบันและธำรงรักษาพยาบาลไว้ในวิชาชีพต่อไป


ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานโมไบล์แบงก์กิ้งอย่างต่อเนื่อง, รตน รัตนพรเจริญ Jan 2025

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานโมไบล์แบงก์กิ้งอย่างต่อเนื่อง, รตน รัตนพรเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การใช้บริการโมไบล์แบงก์กิ้ง ในประเทศไทยมีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่องภายใต้การสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมากลับพบว่าผู้ใช้จำนวนมากยังคงใช้งานเพียงบางฟังก์ชันพื้นฐาน เช่น การโอน-จ่าย-รับเงิน เท่านั้น (ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2567) และประสบการณ์กับมิจฉาชีพและความเชื่อมั่นในระบบก็ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมหลังการยอมรับและใช้งานโมไบล์แบงกิ้งกับการเปิดใจใช้บริการการเงินดิจิทัลอื่น ๆ ของผู้ใช้บริการบริโภค ซึ่งยังขาดการศึกษาในเชิงลึกโดยเฉพาะด้านปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานอย่างต่อเนื่อง และการเปิดรับฟังก์ชันใหม่ทั้งจากผู้ให้บริการโมไบล์แบงกิ้งและผู้ให้บริการอื่น ๆ ภายใต้ บริบทของการรับรู้ประโยชน์, และคุณภาพการบริการงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานโมไบล์แบงก์กิ้งอย่างต่อเนื่อง ความตั้งใจใช้ฟังก์ชันที่ไม่เคยใช้งานและความตั้งใจใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันทางการเงินอื่น โดยอิงกรอบแนวคิดจากทฤษฎีความตั้งใจใช้งานต่อเนื่อง (Continuance Intention Model) รวมถึงการวิเคราะห์ผลจากประสบการณ์กับมิจฉาชีพต่างกัน กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจำนวน 434 คนถูกรวบรวมโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากผู้ใช้โมไบล์แบงก์กิ้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ข้อมูลถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression Analysis)โดยผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านการรับรู้ประโยชน์ ความพึงพอใจ และความเชื่อมั่นในผู้ให้บริการ ส่งผลเชิงบวกต่อความตั้งใจในการใช้งานต่อเนื่องและการเปิดรับฟังก์ชันใหม่ทั้งจากธนาคารและผู้ให้บริการภายนอก ในขณะที่ประสบการณ์กับมิจฉาชีพมีแนวโน้มส่งผลให้ความตั้งใจใช้งาน แต่ไม่ส่งผลต่อการเปิดรับฟังก์ชันใหม่ การศึกษาปัจจัยด้านคุณภาพสารสนเทศทั้งสามมิติพบผลกระทบเชิงบวกต่อความพึงพอใจของผู้ใช้ และการศึกษาด้านความเชื่อมั่นพบผลกระทบเชิงบวกจากความสามารถ ความหวังดี และความซื่อสัตย์ของผู้ให้บริการ ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้พัฒนาแนวทางในการส่งเสริมการใช้งานฟังก์ชันของแอปพลิเคชันทางการเงินให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ทั้งในมิติการออกแบบระบบและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน การสร้างความเชื่อมั่น และการออกนโยบายจัดการความเสี่ยงจากมิจฉาชีพ อีกทั้งยังสามารถขยายผลเชิงวิชาการในด้านการประยุกต์ใช้โมเดลพฤติกรรมผู้บริโภคในบริบทเทคโนโลยีทางการเงิน ซึ่งยังเป็นพื้นที่วิจัยที่เปิดกว้างและท้าทายในประเทศไทย


เส้นทางสู่วาระท้ายของชีวิตผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ, วิกานดา แหชัย Jan 2025

เส้นทางสู่วาระท้ายของชีวิตผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ, วิกานดา แหชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง “เส้นทางสู่วาระท้ายของผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่มุ่งสะท้อนประสบการณ์ของผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายผ่านการสร้างเรื่องเล่า (Narrative) เพื่อทำความเข้าใจสภาวะและความหมายของการดำรงอยู่ในช่วงวาระสุดท้ายภายใต้ข้อจำกัดของเรือนจำ ผู้วิจัยดำเนินการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Study) ทั้งหนังสือ บทความทางวิชาการ รายงานการวิจัย และวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในและต่างประเทศ โดยเน้นประเด็นด้านแนวคิดและทฤษฎีการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) สิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขังตามหลักสิทธิมนุษยชน มาตรฐานสากลด้านสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องขัง ตลอดจนกรอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเป็นฐานในการวิเคราะห์ นอกจากนี้ งานวิจัยยังพิจารณาปัจจัยเชิงระบบที่มีผลต่อการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้าย เช่น ความแออัดของเรือนจำ โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข ความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ และข้อจำกัดด้านทรัพยากร ตลอดจนศึกษาแนวปฏิบัติในต่างประเทศซึ่งมีการพัฒนาระบบการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า ได้แก่ ประเทศสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีรูปแบบบริการด้านการดูแลประคับประคองในเรือนจำตั้งแต่การจัดตั้งหน่วยดูแลเฉพาะทาง การพัฒนาอาสาสมัครผู้ต้องขัง ไปจนถึงกลไกการปล่อยตัวด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม การเก็บข้อมูลภาคสนามใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) ได้แก่ แพทย์ พยาบาลวิชาชีพ นักทัณฑวิทยาที่มีประสบการณ์ดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้าย และผู้ต้องขังจำนวน 2 นายที่กำลังเผชิญภาวะป่วยระยะสุดท้าย ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างภาพรวมของประสบการณ์ในวาระสุดท้ายของผู้ต้องขังในด้านร่างกาย จิตใจ จิตสังคม และจิตวิญญาณ รวมถึงอุปสรรคที่พบในการเข้าถึงบริการสุขภาพภายในเรือนจำ ผลการศึกษาคาดว่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญของการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร โครงสร้างพื้นที่ และระบบบริการสาธารณสุขในเรือนจำ อาทิ การดูแลรักษาที่ไม่ต่อเนื่อง การขาดบริการเฉพาะทางด้านประคับประคอง และความจำกัดในการตอบสนองความต้องการทางจิตใจและจิตวิญญาณของผู้ต้องขัง นอกจากนี้ การศึกษายังมุ่งเสนอแนวทางพัฒนาระบบการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายในเรือนจำไทยให้มีลักษณะครอบคลุมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเน้นความสำคัญของการดูแลแบบองค์รวม การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการสนับสนุนให้ผู้ต้องขังมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต


ความเข้าใจและการยอมรับพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีผลต่อพฤติกรรมเชิงจริยธรรม: กรณีศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัด, สหภัค จันทศร Jan 2025

ความเข้าใจและการยอมรับพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีผลต่อพฤติกรรมเชิงจริยธรรม: กรณีศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัด, สหภัค จันทศร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาแนวโน้มความเข้าใจพระราชบัญญัติมาตรฐาทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ที่ประกอบด้วยความรู้เชิงจริยธรรมจากมิติความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริงและการตีความกฎหมาย และเหตุผลเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด 2) เพื่อศึกษาแนวโน้มการยอมรับพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ที่ประกอบด้วยทัศนคติเชิงจริยธรรม และปัจจัยการกำหนดตนเอง (Self-Determination Theory: SDT) ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัด 3) เพื่อศึกษาแนวโน้มพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัดต่อพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 4) เพื่อศึกษาแนวโน้มพัฒนาการจริยธรรมของ Kohlberg จากเหตุผลเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัดตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 5) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านความรู้เชิงจริยธรรมจากมิติความรู้ ที่เป็นข้อเท็จจริงและการตีความกฎหมาย ด้านเหตุผลเชิงจริยธรรม และด้านปัจจัยการกำหนดตนเอง (Self-Determination Theory: SDT) ที่มีผลต่อทัศนคติเชิงจริยธรรม และ 6) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านความรู้เชิงจริยธรรม ด้านทัศนคติเชิงจริยธรรม และด้านเหตุผลเชิงจริยธรรมที่มีผลต่อพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัดต่อพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณจากการสำรวจจากแบบสอบถามเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 18 แห่งทั่วประทศ โดยมีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 543 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ จากการทบทวนวรรณกรรมและเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เจาะลึก จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 คน ผลการวิจัย มีดังนี้ 1) แนวโน้มเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ตอบแบบสอบมีความเข้าใจพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 จากความรู้เชิงจริยธรรมที่มาจากมิติความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถตอบข้อคำถามถูกมากกว่าร้อยละ 70 ทุกข้อ และเจ้าหน้าที่ของรัฐส่วนใหญ่ร้อยละ 96.13 มีผลคะแนนผ่านเกณฑ์การทดสอบความรู้ความสามารถทั่วไป (ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60) ด้านการตีความกฎหมายส่วนใหญ่คิดว่าพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มีความชัดเจน สามารถอ่านแล้วเข้าใจได้ ร้อยละ 57.09 ไม่มีความซ้ำซ้อนของเนื้อหา ร้อยละ 76.06 และสามารถอธิบายความหมายได้ทั้งหมด ส่วนด้านเหตุผลเชิงจริยธรรมภาพรวมต่อการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ร้อยละ 80.48 คือ เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ของรัฐพึงปฏิบัติ 2) แนวโน้มการยอมรับพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 จากทัศนคติเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐทัศนคติที่ค่อนข้างเห็นด้วย …


ข้อพิจารณาการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังป่วยระยะสุดท้าย, สุชัญญา คันศร Jan 2025

ข้อพิจารณาการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังป่วยระยะสุดท้าย, สุชัญญา คันศร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระบบข้อพิจารณาในการปล่อยตัวผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย 2) ศึกษาระบบการดูแลผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย และ 3) เสนอแนะแนวทางระบบการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 6 คน ที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับระบบราชทัณฑ์และการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ได้แก่ นักทัณฑวิทยา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ นักทัณฑปฏิบัติ นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาลวิชาชีพ จากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และศูนย์มิตรอาทร โรงพยาบาลตำรวจ ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบการพิจารณาการปล่อยตัวผู้ต้องขังที่ป่วยระยะสุดท้าย มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ต้องขังที่ป่วยระยะสุดท้าย หลักเกณฑ์นี้ช่วยให้ผู้ต้องขังได้รับโอกาสกลับไปอยู่กับครอบครัวและชุมชน ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเป้าหมายด้านความปลอดภัยของสังคมผ่านกระบวนการคัดกรองและประเมินความเสี่ยงอย่างเหมาะสม 2) ระบบการดูแลผู้ต้องขังที่ป่วยระยะสุดท้าย มีเป้าหมายหลักในการบรรเทาความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ การดูแลนี้ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยจนถึงวาระท้ายชีวิต และยังรวมถึงการดูแลครอบครัวในช่วงการสูญเสีย แต่ยังเผชิญกับข้อจำกัดในเชิงโครงสร้าง ทรัพยากรบุคคล 3) แนวทางระบบการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย ในด้านกายภาพของสถานพยาบาลในเรือนจำ ออกแบบจัดสรรพื้นที่เฉพาะสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Palliative Care Zone) ปรับรูปแบบการเยี่ยมที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าผู้ต้องขังทั่วไป และการสร้างทีม Palliative care ให้แข็งแรงในการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care)


การสังเคราะห์แกรฟีนควอนตัมดอตฐานกรดฮิวมิกและการประยุกต์เป็นสารเคลือบเซนเซอร์ตรวจจับความเครียด, ปริตตา จูฑาภักติ Jan 2025

การสังเคราะห์แกรฟีนควอนตัมดอตฐานกรดฮิวมิกและการประยุกต์เป็นสารเคลือบเซนเซอร์ตรวจจับความเครียด, ปริตตา จูฑาภักติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แกรฟีนควอนตัมดอต (GQDs) ถูกสังเคราะห์จากกรดฮิวมิก (HA) ที่เป็นสารตั้งต้นด้วยการใช้หม้อทอดไฟฟ้าด้วยวิธีไฮโดรเทอร์มอล ซึ่งในงานวิจัยนี้มุ่งเน้นการศึกษาตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ GQDs ด้วยการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนของกรดฮิวมิกที่ใช้สังเคราะห์และศึกษาผลของตัวโดป จากผลการศึกษาพบว่าตัวโดปที่ใช้ในการะบวนการสังเคราะห์ GQDs ที่เหมาะสมคือ เอทิลีนไดเอมีน (EDA) และจากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า GQDs ที่ใช้ EDA มีความเข้มแสงฟลูออเรสเซนต์สูงสุดที่ 66 หน่วยที่ความยาวคลื่น 467 นาโนเมตร (ช่วงแสงเขียวอมฟ้า) เมื่ออัตราส่วนกรดฮิวมิกต่อเอทิลีนไดอะมีนเท่ากับ 10 : 0.5 (มิลลิกรัม : มิลลิลิตร) ขนาดเฉลี่ยของอนุภาคอยู่ที่ 6.68 นาโนเมตร ซึ่งถูกวิเคราะห์โดยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน และการวัดขนาดอนุภาค เทคนิคสเปกตรัมฟลูออเรสเซนซ์ และการดูดกลืนรังสี ตามลำดับ โครงสร้างกราฟิติกของ GQDs ถูกยืนยันด้วยสเปกโทรสโกปีรามาน ดังนั้นในงานวิจัยนี้จึงสนใจที่จะนำ GQDs ที่ใช้ EDA เป็นตัวโดปไปประยุกต์ใช้งานเป็นสารเคลือบเรืองแสงที่นำไปเคลือบลงบนยางซิลิโคนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้เป็นสารเคลือบเซนเซอร์ตรวจจับความเครียด พบว่า ความเข้มของแสงฟลูออเรสเซนต์ของสารเคลือบเรืองแสง GQDs มีแนวโน้มลดลงเมื่อเวลาเวลาผ่านไป แต่สามารถหดกลับคืนใกล้เคียงสภาพเดิมเมื่อปล่อยการให้แรง และเมื่อเทียบค่าความเข้มของแสงฟลูออเรสเซนต์ของแต่ละอัตราส่วน พบว่า ที่อัตราส่วนกรดฮิวมิกต่อเอทิลีนไดอะมีนเท่ากับ 50 : 0.5 (มิลลิกรัม : มิลลิลิตร) มีค่าเข้มแสงของแสงฟลูออเรสเซนต์สูงที่สุด


ผลการสอนซ่อมเสริมภาษาไทยโดยใช้วิธีดิกโทกลอสที่มีต่อการฟังเพื่อความเข้าใจของนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์, กุลสตรี มันทิกะ Jan 2025

ผลการสอนซ่อมเสริมภาษาไทยโดยใช้วิธีดิกโทกลอสที่มีต่อการฟังเพื่อความเข้าใจของนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์, กุลสตรี มันทิกะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการฟังเพื่อความเข้าใจของนักเรียน ก่อนและหลังได้รับการสอนซ่อมเสริมภาษาไทยโดยใช้วิธีดิกโทกลอสทั้งในภาพรวมและจำแนกตามระดับการฟัง และ 2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการฟังเพื่อความเข้าใจของนักเรียนระหว่างได้รับการสอนซ่อมเสริมภาษาไทยโดยใช้วิธีดิกโทกลอส ตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 จำนวน 25 คน โดยใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการฟัง เพื่อความเข้าใจและแผนการจัดกิจกรรม ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการฟังเพื่อความเข้าใจโดยภาพรวมหลังได้รับการสอนซ่อมเสริมสูงกว่าก่อนได้รับการสอนซ่อมเสริมอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาจำแนกตามระดับการฟังเพื่อความเข้าใจ พบว่า ทั้ง 5 ระดับ มีคะแนนเฉลี่ยหลังได้รับการสอนซ่อมเสริมสูงกว่าก่อนได้รับการสอนซ่อมเสริมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการฟังเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนระหว่างได้รับการสอนซ่อมเสริมภาษาไทยโดยใช้วิธีดิกโทกลอส พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการฟังเพื่อความเข้าใจหลังการสอนสูงกว่าก่อนการสอนในทุกระดับการฟัง


การพัฒนารูปแบบการสอนภาษาโดยใช้ภาระงานเป็นฐานร่วมกับการให้ข้อมูลป้อนกลับด้วยปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงวิพากษ์และการมีส่วนร่วมของนักเรียน, ณัฐวุฒิ จิโนวัฒน์ Jan 2025

การพัฒนารูปแบบการสอนภาษาโดยใช้ภาระงานเป็นฐานร่วมกับการให้ข้อมูลป้อนกลับด้วยปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงวิพากษ์และการมีส่วนร่วมของนักเรียน, ณัฐวุฒิ จิโนวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการสอนภาษาโดยใช้ภาระงานเป็นฐานร่วมกับการให้ข้อมูลป้อนกลับด้วยปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงวิพากษ์และการมีส่วนร่วมของนักเรียน 2) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการสอนฯ และ 3) เพื่อรับรองรูปแบบการสอนฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบ คือ ผู้เชี่ยวชาญ 2 ด้าน ได้แก่ ด้านภาษาไทย จำนวน 3 คน และด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา จำนวน 2 คน รวมจำนวน 5 คน โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นสำหรับผู้เชี่ยวชาญ 2) แบบประเมินรูปแบบการสอนฯ 3) แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการสอนฯ 4) แบบประเมินทักษะการเขียนเชิงวิพากษ์ 5) แบบประเมินตนเองในการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และ 6) แบบประเมินรับรองรูปแบบการสอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติ Repeated Measurement ANOVA และ Post-Hocผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการสอนฯ ที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบสำคัญ 7 ประการ ได้แก่ ภาระงานการเขียน ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง ข้อมูลป้อนกลับ เกมมิฟิเคชัน ผู้สอน ผู้เรียน และการประเมิน และมีขั้นตอนสำคัญ 3 ขั้น ได้แก่ ขั้นก่อนปฏิบัติภาระงาน ขั้นปฏิบัติภาระงาน และขั้นหลังปฏิบัติภาระงาน ผลการทดลองใช้รูแบบการสอนฯ พบว่า คะแนนทักษะการเขียนเชิงวิพากษ์ของผู้เรียนหลังเรียนมีค่าสูงกว่าทั้งช่วงก่อนเรียน และระหว่างเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และผลการสังเกตพฤติกรรมทั้ง 4 ด้าน พบว่านักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ มีทักษะการคิดวิเคราะห์และสามารถนำข้อมูลป้อนกลับจากปัญญาประดิษฐ์ไปพัฒนางานเขียนของตนเองได้อย่างสร้างสรรค์ ทั้งยังมีส่วนร่วมกับเพื่อนและกิจกรรมในระดับสูง


ความชุกและความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บในนักดนตรีซอไทย, พฤฒิธเรศ แสงศิรินาวิน Jan 2025

ความชุกและความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บในนักดนตรีซอไทย, พฤฒิธเรศ แสงศิรินาวิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาปัญหาความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและโครงกระดูกที่เกี่ยวข้องกับการเล่นดนตรี (Playing-Related Musculoskeletal Disorders: PRMDs) ในกลุ่มนักดนตรีซอไทย (ซออู้ ซอด้วง และซอสามสาย) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงอีกทั้งยังมีข้อมูลเชิงประจักษ์ด้านการบาดเจ็บเฉพาะกลุ่มนักดนตรีซอในประเทศไทยค่อนข้างจำกัด งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาความชุกของอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นในนักดนตรีซอไทย และ 2) เพื่อประเมินความเสี่ยงทางกายรศาสตร์ต่อการบาดเจ็บจากท่าทางการบรรเลงใช้ระเบียบวิธีวิจัยพหุวิธีแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional Multimethod Design) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่าน 3 เครื่องมือหลัก ได้แก่ 1) การสำรวจความชุกด้วยแบบสอบถามที่ประยุกต์จาก Nordic Questionnaire ในกลุ่มตัวอย่างนักดนตรีซอไทยจำนวน 61 คน 2) การสัมภาษณ์เชิงลึกในกลุ่มผู้ที่มีประวัติการรักษาทางการแพทย์จำนวน 9 คน เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยและผลกระทบเชิงลึก และ 3) การประเมินความเสี่ยงทางกายรศาสตร์ด้วยวิธี Rapid Entire Body Assessment (REBA) ในกลุ่มตัวอย่างผู้เรียนจำนวน 19 คน เพื่อวิเคราะห์ท่าทางการบรรเลง พร้อมทั้งวิเคราะห์เปรียบเทียบความเสี่ยงกับท่าทางขณะนั่งเก้าอี้ ที่ปรากฏในกลุ่มตัวอย่างบางส่วน จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลความชุก (Prevalence) ด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ด้วย thematic analysis และสรุประดับความเร่งด่วนในการปรับปรุงจากเกณฑ์ Action level ของ REBAผลการวิจัยพบว่า นักดนตรีซอไทยมีอัตราความชุกของอาการบาดเจ็บสูงถึงร้อยละ 98.4 โดยเฉพาะในกลุ่มนักดนตรีซอด้วงและซอสามสายที่พบประวัติอาการบาดเจ็บถึงร้อยละ 100 บริเวณร่างกายที่พบอาการบาดเจ็บสูงสุดขณะบรรเลง คือ นิ้วมือ (ร้อยละ 91.8) รองลงมาคือ ขา (ร้อยละ 85.2) และมือ (ร้อยละ 83.6) ทั้งนี้ "ขา" เป็นตำแหน่งที่พบระดับความเจ็บปวดรุนแรงที่สุด ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับวัฒนธรรมการนั่งพับเพียบผลการประเมินความเสี่ยงด้วย REBA ชี้ให้เห็นว่า ท่าทางการนั่งพับเพียบขณะบรรเลงมีความเสี่ยงอยู่ในระดับ "สูงมาก" (Very High Risk) มีคะแนนเฉลี่ย 11.00 คะแนน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขทันที สาเหตุหลักเกิดจากการนั่งพับเพียบและการรับน้ำหนักแบบคงที่ (Static Loading) …


Social Media Acceptance Among Myanmar Migrants In Thailand, Thet Myat Noe Thu Jan 2025

Social Media Acceptance Among Myanmar Migrants In Thailand, Thet Myat Noe Thu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objectives of this research are to examine the acceptance of social media, Facebook in particular, among Myanmar migrant workers in Thailand by applying the Technology Acceptance Model (TAM). Specifically, the study investigates five key variables, namely perceived usefulness (PU), perceived ease of use (PE), attitude toward usage (ATU), trustworthiness (TW), and intention to continue using (INT), and their interrelationships. Data were collected through a self-administered online and personal survey from 236 Myanmar migrants aged between 20 to 45 years old, who have been residing in Thailand for at least one year and actively using Facebook for a minimum of …


Chinese Audiences' Perceptions And Responses To Crisis Communication In Thai Romantic Drama Series, Xiaoyun Ying Jan 2025

Chinese Audiences' Perceptions And Responses To Crisis Communication In Thai Romantic Drama Series, Xiaoyun Ying

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The study was to explore Chinese audiences’ perceptions, attitudes, and behavioral intentions toward crisis response strategies in Thai Boys’ Love (BL) romantic drama series. A quantitative approach was employed using an online survey with 200 respondents who are Chinese, living outside mainland China, aged 18-45, and have watched Thai BL series at least once in the last three months. The results indicated that the overall level of respondents’ perceptions is moderate (M = 4.23) toward crisis response strategies. Additionally, the level of respondents’ perceptions is moderate to high to trust the organization and view the information as credible and transparent …