Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (13330)
- Social and Behavioral Sciences (11263)
- Arts and Humanities (7296)
- Education (6896)
- Life Sciences (5222)
-
- Physical Sciences and Mathematics (5222)
- Law (4702)
- Engineering (4479)
- Medical Specialties (3912)
- Business (3034)
- Medical Sciences (2924)
- Psychology (2482)
- Computer Sciences (1993)
- Public Health (1878)
- Sociology (1823)
- Nursing (1806)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (1731)
- Higher Education (1726)
- History (1690)
- Religion (1315)
- Political Science (1217)
- Art and Design (1170)
- Communication (1116)
- Economics (954)
- Environmental Sciences (947)
- Diseases (944)
- Artificial Intelligence and Robotics (941)
- Curriculum and Instruction (927)
- Oncology (921)
- International and Area Studies (882)
- Institution
-
- The Texas Medical Center Library (2486)
- Walden University (1647)
- University of Texas at Arlington (1556)
- Edith Cowan University (1297)
- Liberty University (1138)
-
- Sultan Qaboos University (1065)
- Universitas Indonesia (1048)
- Sigma Theta Tau International Honor Society of Nursing (993)
- Purdue University (941)
- University of New Mexico (917)
- University of Plymouth (870)
- Changsha University of Science and Technology (847)
- Singapore Management University (835)
- University of Arkansas, Fayetteville (783)
- Design Research Society (744)
- Utah State University (732)
- TÜBİTAK (731)
- University of South Florida (719)
- Brigham Young University (704)
- KLE Academy of Higher Education and Research (703)
- Thomas Jefferson University (696)
- Association of Arab Universities (686)
- Missouri University of Science and Technology (677)
- Asbury Theological Seminary (666)
- University of Kentucky (629)
- Old Dominion University (623)
- University of Mississippi (622)
- Nova Southeastern University (617)
- Universitas Negeri Malang (614)
- Western Kentucky University (607)
- Keyword
-
- Humans (2237)
- Female (1493)
- Male (1380)
- Middle Aged (815)
- Adult (811)
-
- Aged (672)
- Education (547)
- Animals (530)
- Artificial intelligence (525)
- ICTS (Institute of Clinical and Translational Sciences) (472)
- Mental health (433)
- COVID-19 (418)
- Machine learning (390)
- United States (353)
- Adolescent (345)
- Child (339)
- Higher education (338)
- Mice (336)
- Artificial Intelligence (280)
- Leadership (279)
- Sustainability (266)
- Young Adult (257)
- AI (244)
- Depression (238)
- Retrospective Studies (236)
- Machine Learning (229)
- Social media (226)
- Anxiety (225)
- Climate change (225)
- Resilience (225)
- Publication
-
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1527)
- Faculty, Staff and Student Publications (1270)
- Research outputs 2022 to 2026 (1233)
- Theses and Dissertations (1050)
- Faculty, Staff and Students Publications (945)
-
- Doctoral Dissertations and Projects (709)
- Indian Journal of Health Sciences and Biomedical Research KLEU (703)
- Neutrosophic Sets and Systems (674)
- Faculty Publications (606)
- 2020-Current year OA Pubs (575)
- Syllabi (534)
- Food and Machinery (495)
- IASDR Conference Series (456)
- Faculty Scholarship (438)
- International Journal of Exercise Science: Conference Proceedings (424)
- Research Collection School Of Computing and Information Systems (408)
- International Nursing Research Congress (INRC) (400)
- Honors Theses (394)
- CIB Conferences (391)
- Baghdad Science Journal (359)
- Sultan Qaboos University Journal For Science (327)
- Electronic Theses and Dissertations (325)
- Dissertations (313)
- The Shorthorn Newspaper Collection: 1970s (302)
- The Journal of Engineering Research (301)
- Biennial Convention (CONV) (294)
- The Shorthorn Newspaper Collection: 1940s (291)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (271)
- Theses (264)
- Coal Geology & Exploration (252)
- Publication Type
Articles 70501 - 70530 of 71302
Full-Text Articles in Entire DC Network
ความสัมพันธ์ระหว่างความทุ่มเทในการทำงาน ความมุ่งมั่นต่องานมากเกินไป ความกดดันจากทางไกลในที่ทำงาน และสุขภาวะที่ดีของพนักงาน โดยมีการทำงานนอกเวลางานเป็นตัวแปรส่งผ่าน, จีระนุช รัชโพธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การทำงานนอกเวลางาน (Leaveism) หมายถึงการที่พนักงานใช้วันลา เวลาส่วนตัว หรือช่วงเวลานอกเหนือจากเวลาทำงานปกติในการปฏิบัติงาน ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาวะของพนักงาน งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาอิทธิพลของความทุ่มเทในการทำงาน ความมุ่งมั่นต่องานมากเกินไป และความกดดันจากทางไกลในที่ทำงาน ต่อสุขภาวะที่ดีของพนักงาน โดยมีการทำงานนอกเวลางานเป็นตัวแปรส่งผ่าน การเก็บข้อมูลทำโดยใช้แบบสอบถามกับพนักงานบริษัทเอกชนในประเทศไทย จำนวน 199 คน ซึ่งมีชั่วโมงการทำงานตามสัญญาที่ชัดเจน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฏิบัติการจนถึงระดับผู้บริหารระดับกลาง ผลการวิจัยพบว่า การทำงานนอกเวลางานไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อสุขภาวะที่ดีของพนักงาน (β = –.043, p = .520) อย่างไรก็ตาม ความทุ่มเทในการทำงานและความมุ่งมั่นต่องานมากเกินไปมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการทำงานนอกเวลางานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .364, p < .01; β = .603, p < .001) ขณะที่ความกดดันจากทางไกลในที่ทำงานไม่พบความสัมพันธ์ดังกล่าว (β = –.065, p = .197) การทดสอบตัวแปรส่งพบว่า ความทุ่มเทในการทำงานและความมุ่งมั่นต่องานมากเกินไปมีอิทธิพลทางตรงต่อสุขภาวะที่ดีของพนักงานโดยไม่ผ่านการทำงานนอกเวลางาน ในขณะที่ความกดดันจากทางไกลในที่ทำงานไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อสุขภาวะที่ดีของพนักงาน โดยค่าผลทั้งหมดมีช่วงความเชื่อมั่นที่คร่อมศูนย์ ได้แก่ a1b = –.0155, a2b = –.0258, และ a3b = –.0035 จากผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยเชิงพฤติกรรมของพนักงาน เช่น ความทุ่มเทและความมุ่งมั่นเกินพอดี มีบทบาทต่อสุขภาวะมากกว่าพฤติกรรมการทำงานนอกเวลางานโดยตรง องค์การจึงควรพิจารณาออกแบบกลยุทธ์การดูแลพนักงาน ผ่านการออกแบบนโยบายหรือแนวทางปฏิบัติที่ส่งเสริมสุขภาวะของพนักงานให้ครอบคลุมปัจจัยเชิงพฤติกรรมเหล่านี้มากขึ้น
ประสบการณ์ของผู้ให้คำปรึกษาที่ประสบกับการเสียชีวิตของผู้รับบริการโดยไม่คาดคิด, ทิฆัมพร เสาร์วิบูลย์
ประสบการณ์ของผู้ให้คำปรึกษาที่ประสบกับการเสียชีวิตของผู้รับบริการโดยไม่คาดคิด, ทิฆัมพร เสาร์วิบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การประสบกับการเสียชีวิตของผู้รับบริการโดยไม่คาดคิดก่อให้เกิดผลกระทบทั้งทางอารมณ์และต่อความมั่นคงของอัตลักษณ์ทางวิชาชีพของผู้ให้คำปรึกษา แต่ยังมีงานวิจัยที่อธิบายประสบการณ์ดังกล่าวค่อนข้างจำกัด งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและทำความเข้าใจประสบการณ์ของผู้ให้คำปรึกษาที่เผชิญการเสียชีวิตของผู้รับบริการโดยไม่คาดคิด โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกในผู้ให้คำปรึกษา 4 ราย และวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ (Interpretative Phenomenological Analysis: IPA) ผลการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ใจความสำคัญหลัก ได้แก่ 1) ความสั่นคลอนตัวตนจากการสูญเสีย 2) การเยียวยาตนเองเพื่อฟื้นคืนความสามารถในการให้บริการ และ 3) การมีทรัพยากรรองรับเพื่อรับมือกับความสูญเสีย ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การเสียชีวิตของผู้รับบริการโดยไม่คาดคิดก่อให้เกิดอารมณ์ทางลบอย่างรุนแรงและการโทษตนเอง แต่ผู้ให้คำปรึกษาสามารถฟื้นคืนความมั่นคงทางใจผ่านการดูแลตนเอง การตระหนักว่าตนได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว และการได้รับการสนับสนุนจากบุคคลรอบข้าง ทั้งยังตอกย้ำความสำคัญของการมีทรัพยากรและสวัสดิการที่ช่วยเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความสูญเสีย โดยได้นำเสนอการอภิปรายผลผ่านทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางในการเสริมสร้างการดูแลใจของผู้ให้คำปรึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ
ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีการเผชิญปัญหาและปัญหาสุขภาพจิตของนักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิก โดยมีการฟื้นคืนพลังเป็นตัวแปรส่งผ่าน, ธีมาพร ฉิมหลวง
ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีการเผชิญปัญหาและปัญหาสุขภาพจิตของนักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิก โดยมีการฟื้นคืนพลังเป็นตัวแปรส่งผ่าน, ธีมาพร ฉิมหลวง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของระหว่างกลวิธีการเผชิญปัญหาและปัญหาสุขภาพจิตของนักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิก โดยมีการฟื้นคืนพลังเป็นตัวแปรส่งผ่าน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิก ที่มีอายุตั้งแต่ 19 ปีขึ้นไป จำนวน 246 คน เครื่องมือในการวิจัย คือแบบประเมินกลวิธีในเผชิญกับความเครียดแบบสั้นฉบับภาษาไทย (α = 0.70) แบบประเมินการฟื้นคืนพลัง (α = 0.90) และแบบประเมิน Thai General Health Questionnaire-12 (α = 0.84) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ตัวแปรส่งผ่าน ด้วยโปรแกรม PROCESS Macro for SPSS (Model 4) โดยใช้เทคนิค Bootstrapping จำนวน 5,000 ครั้ง และกำหนดช่วงความเชื่อมั่นที่ 95%ผลการวิจัย พบว่า กลวิธีการเผชิญปัญหาโดยมุ่งเน้นที่อารมณ์ที่สนับสนุนการแก้ไขปัญหา ไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อปัญหาสุขภาพจิต (β = 0.069, p =.338) แต่มีอิทธิพลทางอ้อมต่อปัญหาสุขภาพจิตผ่านการฟืนคืนพลัง (β = -0.174, p
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความสุขของผู้สูงอายุตอนต้นในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, มนันชยา คงแก้ว
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความสุขของผู้สูงอายุตอนต้นในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, มนันชยา คงแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับความสุขของผู้สูงอายุตอนต้นในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่ การเห็นคุณค่าในตนเอง การรับรู้การสนับสนุนทางสังคม ความถี่การมีส่วนร่วมทางสังคม ความพึงพอใจการมีส่วนร่วมทางสังคม การมองโลกในแง่ดี และการจัดการกิจกรรมในชีวิตประจำวัน โดยมีสมมติฐานการวิจัยว่าปัจจัยที่สัมพันธ์ทั้งหมดดังกล่าวสามารถร่วมทำนายความสุขของผู้สูงอายุได้ การวิจัยนี้เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุตอนต้นอายุ 60-69 ปี ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 200 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณแบบนำตัวแปรเข้าทุกตัวแปร ผลการวิเคราะห์พบว่า จากตัวแปรทำนายทั้งหมดจำนวน 6 ตัวแปร มี 4 ตัวแปรที่สามารถร่วมกันทำนายความสุขของผู้สูงอายุได้ร้อยละ 56 โดยการเห็นคุณค่าในตนเอง สามารถทำนายได้มากที่สุด (β=.419, p < .01) รองลงมาคือ ความพึงพอใจการมีส่วนร่วมทางสังคม (β = .211, p < .01) การมองโลกในแง่ดี (β = .178, p < .01) และ การรับรู้การสนับสนุนทางสังคม (β = .167, p < .01) ตามลำดับ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การเห็นคุณค่าในตนเอง ความพึงพอใจการมีส่วนร่วมทางสังคม การมองโลกในแง่ดี และการรับรู้การสนับสนุนจากสังคม มีผลต่อความสุขของผู้สูงอายุตอนต้นในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จึงควรมีการส่งเสริมกิจกรรมที่สร้างการเห็นคุณค่าในตนเอง การมองโลกในแง่ดี รวมถึงการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมร่วมกับบุคคลในครอบครัว เพื่อนฝูง และชุมชน โดยไม่เน้นที่การออกไปทำกิจกรรมบ่อย ๆ แต่ควรเป็นการได้ทำกิจกรรมที่ตนเองพึงพอใจโดยไม่ต้องฝืนใจ
การนำหลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรมาใช้ในการตีความและอุดช่องว่างในการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ, กฤษณ์ วงศ์วิเศษธร
การนำหลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรมาใช้ในการตีความและอุดช่องว่างในการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ, กฤษณ์ วงศ์วิเศษธร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้ศึกษาเกี่ยวกับการนำหลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรมาใช้เพื่อตีความและอุดช่องว่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีปัญหาสามข้อที่วิทยานิพนธ์เล่มนี้ต้องค้นหาคำตอบได้แก่ 1. หลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรมีความหมายและลักษณะตลอดจนมีบทบาทอย่างไรต่อรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร 2. เราสามารถใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาว่าการใช้หลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ และ 3. ศาลรัฐธรรมนูญไทยมีการนำเอาหลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรมาใช้โดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ จากการศึกษาพบว่าหลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร หมายถึงบรรดาแบบแผนเชิงบรรทัดฐานที่มีลักษณะทั่วไป อันเป็นแนวกำหนดนำ (guideline) หรือเป็นเหตุผลในทางปฏิบัติที่ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจขององค์กรรัฐเกี่ยวกับการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ โดยหลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรมีบทบาทและความสัมพันธ์กับรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรในลักษณะเป็นเครื่องมือในการตีความหรืออุดช่องว่างบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อการบังคับใช้รัฐธรรมนูญอย่างมีประสิทธิภาพ เกณฑ์ที่ใช้ในการตรวจสอบว่าการนำหลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรมาบังคับใช้โดยศาลรัฐธรรมนูญชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่อาจตรวจสอบได้จากสองหลักเกณ์ คือ 1.เป็นการใช้หลักการทางรัฐธรรมนูญเพื่อตีความหรืออุดช่องว่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญอันมีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และ 2.เป็นการนำหลักการทางรัฐธรรมนูญมาบังคับใช้แล้วเกิดผลเป็นการกระทบกระเทือนโครงสร้างและหลักพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ โดยเรียกเกณฑ์ในการตรวจสอบนี้ว่า “การใช้หลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ”ผลจากการศึกษาเกี่ยวกับการนำหลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรมาใช้โดยศาลรัฐธรรมนูญไทยภายใต้กรอบวิเคราะห์เรื่องการใช้หลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญพบว่า ศาลรัฐธรรมนูญไทยมีการนำหลักการทางรัฐธรรมนูญมาบังคับใช้อันมีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและกระทบต่อโครงสร้างและหลักพื้นฐานของรัฐธรรมนูญอยู่ในหลายคดีด้วยกันโดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการขยายเขตอำนาจศาลในการวินิจฉัยคดีต่าง ๆ วิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงมีข้อเสนอแนะว่า 1.ศาลรัฐธรรมนูญควรนำหลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรมาใช้เมื่อมีกรณีปัญหาที่ต้องอาศัยการตีความหรืออุดช่องว่างเกิดขึ้นเท่านั้น โดยศาลต้องค้นหาและสกัดหลักการทางรัฐธรรมนูญจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือโครงสร้างและหลักพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ 2.ศาลรัฐธรรมนูญควรชั่งน้ำหนักคุณค่าและปรับใช้หลักการทางรัฐธรรมนูญภายใต้หลักความได้สัดส่วน 3.ควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 72 กำหนดแบบในคำวินิจฉัยให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องอธิบายที่มาและเนื้อหาทุกครั้งที่มีการใช้หลักการทางรัฐธรรมนูญ 4. ควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 5 วรรคสอง โดยกำหนดวิธีการและชื่อของแบบแผนเชิงบรรทัดฐานในทางรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ลักษณะและผลทางกฎหมายของเหตุสุดวิสัยในสัญญาก่อสร้างของรัฐ, กอเตย แก้วนิล
ลักษณะและผลทางกฎหมายของเหตุสุดวิสัยในสัญญาก่อสร้างของรัฐ, กอเตย แก้วนิล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานก่อสร้างของหน่วยงานรัฐภายใต้พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ถูกกำหนดให้ใช้แบบสัญญาก่อสร้างมาตรฐาน (แบบสัญญาก่อสร้างของรัฐ) เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันในการกำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา อย่างไรก็ดีปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นคือการบังคับใช้หลักเกณฑ์เกี่ยวกับ “เหตุสุดวิสัย” ยังขาดความชัดเจนและครอบคลุมทั้งในแง่ของลักษณะของเหตุสุดวิสัย และผลทางกฎหมายของเหตุสุดวิสัย อันประกอบด้วยกรณี 1) เหตุสุดวิสัยทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ตามสัญญาก่อสร้างได้ชั่วคราว ซึ่งส่งผลกระทบต่อความล่าช้าและค่าใช้จ่ายในระหว่างการเกิดเหตุสุดวิสัย 2) เหตุสุดวิสัยทำให้การชำระหนี้ตามสัญญาก่อสร้างกลายเป็นพ้นวิสัย 3) เหตุที่ไม่อาจคาดหมายทำให้การชำระหนี้ในสัญญาก่อสร้างไม่ถึงกับพ้นวิสัยแต่เป็นภาระหนักขึ้น และ 4) เหตุสุดวิสัยทำให้งานก่อสร้างของรัฐได้รับความเสียหาย ก่อให้เกิดปัญหาการความไม่ชัดเจนและครอบคลุมในการปรับใช้ข้อสัญญา การวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้อง และภาระความเสี่ยงที่ผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบงานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาลักษณะและผลทางกฎหมายของเหตุสุดวิสัยในแบบสัญญาก่อสร้างของรัฐ รวมถึงบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำพิพากษาศาลฎีกา คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด แนวทางการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการพิจารณาเปรียบเทียบกับแบบสัญญาก่อสร้างมาตรฐานของต่างประเทศ โดยเสนอให้มี (1) การแก้ไขผลทางกฎหมายกรณีเหตุสุดวิสัยทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ในสัญญาก่อสร้างได้ชั่วคราว (2) การกำหนดผลทางกฎหมายกรณีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน (3) การกำหนดผลทางกฎหมายกรณีเหตุสุดวิสัยทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย (4) การกำหนดผลทางกฎหมายกรณีเหตุที่ไม่อาจคาดหมายได้ทำให้การชำระหนี้ในสัญญาก่อสร้างไม่ถึงกับพ้นวิสัยแต่เป็นภาระหนักขึ้น และ (5) การกำหนดหน้าที่ของผู้รับจ้างเพิ่มเติมเพื่อให้มีความครอบคลุม ชัดเจนและเป็นธรรมต่อคู่สัญญา
หน้าที่และความรับผิดของนิติบุคคลอาคารชุดต่อเจ้าของห้องชุด: ศึกษากรณีความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของนิติบุคคลอาคารชุดเกี่ยวกับการจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง, พรรณอร หว่างตระกูล
หน้าที่และความรับผิดของนิติบุคคลอาคารชุดต่อเจ้าของห้องชุด: ศึกษากรณีความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของนิติบุคคลอาคารชุดเกี่ยวกับการจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง, พรรณอร หว่างตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาขอบเขตหน้าที่และความรับผิดของนิติบุคคลอาคารชุดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 โดยวิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้างของกฎหมายที่ส่งผลให้การจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางยังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งศึกษากฎหมายเปรียบเทียบของประเทศสิงคโปร์และมลรัฐฟลอริดา ซึ่งมีกลไกด้านมาตรฐานการบริหารจัดการอาคารชุดที่พัฒนากว่า ผลการศึกษาพบว่า พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 กำหนดหน้าที่ของนิติบุคคลอาคารชุดไว้เพียงในระดับ ‘กรอบวัตถุประสงค์’ โดยยังขาดหลักเกณฑ์เชิงปฏิบัติที่ชัดเจนและกลไกการบังคับใช้ที่มีประสิทธิผล ทำให้หน้าที่ดังกล่าวไม่สามารถเกิดผลในทางปฏิบัติได้จริงอย่างสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จัดตั้งนิติบุคคลอาคารชุดขึ้นเพื่อคุ้มครองเจ้าของห้องชุดทั้งหมดให้ได้รับประโยชน์ร่วมในการใช้ทรัพย์ส่วนกลางอย่างดีที่สุด นอกจากนี้ยังพบปัญหาข้อจำกัดในการเยียวยาความเสียหาย ซึ่งทำให้ภาระสุดท้ายมักย้อนกลับไปสู่เจ้าของห้องชุดเอง โดยไม่มีกลไกป้องกันภาระดังกล่าว เช่น ระบบประกันภัยภาคบังคับที่ช่วยกระจายความเสี่ยงให้แก่เจ้าของห้องชุด ขณะที่กฎหมายว่าด้วยอาคารชุดของประเทศสิงคโปร์และมลรัฐฟลอริดา ได้กำหนดหน้าที่ในเชิงปฏิบัติอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม ตลอดจนมีกลไกบังคับใช้ที่เข้มแข็งกว่า รวมทั้งมีระบบการเยียวยาความเสียหายที่สามารถลดภาระของเจ้าของห้องชุดได้ซึ่งคือระบบประกันภัยภาคบังคับ จากผลการศึกษา ผู้เขียนเสนอให้ปรับปรุงพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 โดยออก กฎกระทรวงกำหนด ‘สาระสำคัญขั้นต่ำ’ ที่ต้องปรากฏในข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุด เช่น หน้าที่ตรวจสอบอาคาร การจัดทำแผนบำรุงรักษาทรัพย์ส่วนกลาง การประเมินเงินกองทุนสำรองให้สอดคล้องกับสภาพของทรัพย์ส่วนกลาง การจัดทำประกันภัยภาคบังคับ และหลักเกณฑ์การทำสัญญาบริหารจัดการ นอกจากนี้ ผู้เขียนเสนอให้มีการกำหนดโทษอาญาต่อผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดเพื่อสร้างสภาพบังคับของหน้าที่ตามกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุด รวมทั้งเสนอแนวคิดการจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลอาคารชุด เพื่อทำหน้าที่การกำกับดูแลและติดตามการบริหารจัดการอาคารชุด ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ บังคับใช้กฎหมาย และระงับข้อพิพาทเฉพาะด้านระหว่างเจ้าของห้องชุดกับนิติบุคคลอาคารชุด
ปัญหามาตรการคุ้มครองชั่วคราวในชั้นอนุญาโตตุลาการ, วราลี โยธาวิจิตร
ปัญหามาตรการคุ้มครองชั่วคราวในชั้นอนุญาโตตุลาการ, วราลี โยธาวิจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
มาตรการคุ้มครองชั่วคราว เป็นมาตรการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนพิจารณา ก่อนที่คณะอนุญาโตตุลาการจะออกคำชี้ขาด อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีการตีความให้คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจในการออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว แต่ด้วยลักษณะสำคัญของมาตรการคุ้มครองชั่วคราว จำเป็นต้องใช้อำนาจรัฐในการบังคับแก่คู่พิพาทฝ่ายหนึ่ง ดังนั้นผู้ศึกษาจึงมุ่งศึกษาถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจในการออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวและการบังคับตามคำสั่งระหว่างคณะอนุญาโตตุลาการและศาล ตลอดจนการการควบคุมการตรวจสอบการใช้อำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่คู่พิพาททั้งสองฝ่าย จากการศึกษาพบว่า มาตรการดังกล่าวไม่ใช่บทบัญญัติที่มีลักษณะเด็ดขาด คู่พิพาทสามารถตกลงให้คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวได้ตามหลักความประสงค์ของคู่ความ (Party Autonomy) แต่การใช้อำนาจนี้มีลักษณะเป็นการกระทำของศาล (un acte juridictionnel) เช่นเดียวกัน ดังนั้นการใช้อำนาจดังกล่าวจึงจำเป็นต้องมีการควบคุมตรวจสอบและกำหนดหลักเกณฑ์การออกคำสั่ง เพื่อป้องกันไม่ให้คณะอนุญาโตตุลาการออกคำสั่งตามอำเภอใจ อันอาจกระทบต่อสิทธิของคู่พิพาทฝ่ายที่ต้องถูกบังคับตามคำสั่งในระหว่างที่ยังไม่มีการชี้ขาด นอกจากนี้คณะอนุญาโตตุลาการไม่มีอำนาจในการบังคับเช่นเดียวกันกับศาล ทำให้มาตรการคุ้มครองชั่วคราวที่ออกมามีปัญหาในแง่ของการบังคับใช้ ทั้งนี้พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ไม่ปรากฎว่ามีบทบัญญัติใดให้อำนาจแก่คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว รวมถึงการบังคับตามคำสั่งดังกล่าว ดังนั้นผู้ศึกษาเห็นว่า หากประเทศไทยต้องการพัฒนากฎหมายอนุญาโตตุลาการ โดยให้คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว เพื่อเป็นมาตรการหนึ่งในการดึงดูดนักลงทุน จึงจำเป็นที่อย่างยิ่งที่จะต้องมีการกำหนดการควบคุมขอบเขตการใช้อำนาจ รวมถึงการตรวจสอบคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของคณะอนุญาโตตุลาการ ซึ่งนอกจากจะเป็นการคุ้มครองสิทธิของคู่พิพาทแล้ว ยังช่วยส่งเสริมความน่าเชื่อถือของกระบวนการอนุญาโตตุลาการ
แนวทางการพัฒนากฎหมายเพื่อลดความยากจนหลายมิติของประเทศไทย, สุพักตร์ ม่วงเล็ก
แนวทางการพัฒนากฎหมายเพื่อลดความยากจนหลายมิติของประเทศไทย, สุพักตร์ ม่วงเล็ก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาสถานการณ์ความยากจนหลายมิติของโลกและประเทศไทย มาตรฐานสากลและมาตรฐานทางกฎหมายของประเทศไทยในการขจัดความยากจนหลายมิติผ่านการวิเคราะห์กฎหมายใน 4 มิติความยากจน ได้แก่ มิติการศึกษา, มิติการใช้ชีวิตในแบบที่ดีต่อสุขภาพ, มิติความเป็นอยู่ และมิติความมั่นคงทางการเงิน รวมทั้งนโยบายและมาตรการที่สร้างกลไกสนับสนุนกฎหมายเพื่อลดความยากจนหลายมิติดังกล่าว ผ่านเกณฑ์ความสอดคล้องของกฎหมายต่อการบรรลุเป้าหมาย SDGs รวมทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 เพื่อจัดทำข้อเสนอเป็นแนวทางการพัฒนากฎหมายเพื่อลดความยากจนหลายมิติที่เหมาะสมกับบริบทประเทศไทยและสอดคล้องกับบริบทโลก จากการศึกษาพบว่ากฎหมายลดความยากจนหลายมิติที่บังคับใช้ในประเทศไทยยังไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย SDG1 และหมุดหมายที่ 9 ของแผนการพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 อยู่หลายประการ โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่กฎหมายลดความยากจนหลายมิติของประเทศไทยยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานอย่างการคุ้มครองทางสังคมขั้นพื้นฐาน (SPF) และหลักประกันการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน (Basic Services) ขาดการวางกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนกฎหมายอย่างการระดมทุนจากหลากหลายแหล่งที่มา ขั้นตอนการรับความช่วยเหลือที่ยังไม่เอื้อต่อคนยากจน กฎหมายซ้ำซ้อนในรูปแบบของการให้เงินอุดหนุนเพื่อความช่วยเหลือในระยะสั้น นำมาสู่แนวทางการพัฒนากฎหมายลดความยากจนหลายมิติถึง 15 แนวทาง โดยมีแนวทางที่สำคัญ ได้แก่ ยกเลิกระเบียบเงินอุดหนุนที่ซ้ำซ้อนและรวมงบประมาณเป็นเงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีจำนวนเงินเท่ากับเส้นความยากจนมอบแก่คนยากจนขั้นรุนแรงก่อนเป็นกลุ่มแรก เป็นไปตามหลักการพื้นฐานของ SDGs และยังเป็นการเพิ่มเสถียรภาพความมั่นคงทางการคลังให้กับประเทศได้อีกด้วย ยกเลิกระบบลงทะเบียนและเปลี่ยนมาเป็นระบบการยืนยันตัวตนเพื่อพัฒนาขั้นตอนรับความช่วยเหลือให้เหมาะสมกับข้อจำกัดของคนยากจนเพื่อให้คนยากจนเข้าถึงสิทธิได้ยิ่งขึ้น แก้ไขระเบียบที่กำหนดจำนวนเงินช่วยเหลือนักเรียนยากจนให้มีจำนวนไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจนโดยต้องจ่ายตรงแก่ผู้ปกครองเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน SPF และพัฒนากฎหมายด้านที่อยู่อาศัยให้ครอบคลุมการพื้นที่ชนบทเพื่อให้คนยากจนเข้าถึง Basic Services ได้ครบถ้วน นอกจากนี้ผู้ศึกษายังได้เสนอแนวทางการจัดทำกฎหมายหรือมาตรการที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่จัดหางานที่เหมาะสมกับข้อจำกัดของคนยากจนแต่ละมิติเพื่อให้คนยากจนได้พึ่งพาตนเอง อันเป็นการแก้ปัญหาความยากจนที่ต้นเหตุในระยะยาว การพัฒนากฎหมายเช่นนี้ย่อมช่วยให้คนยากจนในประเทศไทยเข้าถึงสิทธิและมีศักดิ์ศรีเสมอภาคกับบุคคลอื่นในสังคมได้
หลักประโยชน์สูงสุดของเด็กตามกฎหมายระหว่างประเทศ: ศึกษากรณีการทดลองทางการแพทย์ในเด็ก, สุภาภรณ์ แสงก่ำ
หลักประโยชน์สูงสุดของเด็กตามกฎหมายระหว่างประเทศ: ศึกษากรณีการทดลองทางการแพทย์ในเด็ก, สุภาภรณ์ แสงก่ำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์นั้นได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยกลไกสำคัญก็คือการทดลอง ทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการทดลองทางด้านการผลิตยารักษาโรค การทดลองเกี่ยวกับขั้นตอนวิธีการรักษา การทดลองเกี่ยวกับการตรวจวินิจฉัยโรค เป็นต้น โดยเฉพาะสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19)จะเห็นได้ว่าการทดลองทางการแพทย์เกี่ยวกับวัคซีน ยารักษาโรคและวิธีการรักษา เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการรักษาชีวิตผู้คนมากมายทั่วโลก การทดลองทางการแพทย์ในเด็ก ซึ่งเด็กเป็นผู้มีความสามารถอย่างจำกัด ด้วยเหตุที่สติปัญญาและร่างกายยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ ไม่สามารถทำความเข้าใจในข้อมูลเกี่ยวกับการทดลองที่ได้รับได้อย่างถ่องแท้ จึงจักต้องได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษ และในทางระหว่างประเทศได้รับการคุ้มครองตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) ซึ่งมีหลักการที่สำคัญในการให้ความคุ้มครองตามหลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก (The Best Interest of the Child) ในมาตรา 3(1) นั้น การทดลองทางการแพทย์ที่ด้วยวัตถุประสงค์ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ถูกทดลองโดยตรง อีกทั้งเป็นการกระทำที่กระทบต่อร่างกาย มีโอกาสเกิดความเสียหายและผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของผู้เข้าร่วมทดลองโดยตรง เมื่อพิจารณาตามหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กแล้ว การทดลอง ทางการแพทย์ในเด็กขัดกับหลักการดังกล่าวหรือไม่ และมีแนวทางในการคุ้มครองเด็กในการทดลองทางการแพทย์อย่างไร เพื่อป้องกันมิให้เกิดการละเมิดสิทธิเด็กตามกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
ความรับผิดทางอาญาอันเกิดจากการใช้รถยนต์อัตโนมัติ, อังสุดา ตั้งใจ
ความรับผิดทางอาญาอันเกิดจากการใช้รถยนต์อัตโนมัติ, อังสุดา ตั้งใจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางในการกำหนดความรับผิดทางอาญาแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ผู้วิจัยมุ่งศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยเปรียบเทียบแนวความเห็นของนักวิชาการของต่างประเทศ รวมถึงมาตรการทางกฎหมายในต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์และเสนอแนวทางในการกำหนดความรับผิดทางอาญาแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) มาใช้ในระบบการขับเคลื่อนรถยนต์อัตโนมัติเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันอาจมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยในการใช้รถยนต์ประเภทดังกล่าว โดยยังคงมีข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้งซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น หากมีความเสียหายอันเกิดจากการใช้งานรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติในประเทศไทยสามารถนำประมวลกฎหมายอาญามาปรับใช้ได้อยู่บ้าง แต่อาจยังไม่เพียงพอเนื่องจากการใช้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติมีเทคโนโลยีซับซ้อนกว่ารถยนต์ทั่วไป ดังนั้น วิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงเสนอให้ผู้ขับขี่และผู้ประกอบการรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติมีความรับผิดทางอาญาสำหรับกรณีดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะโดยกำหนดให้ผู้ขับขี่มีหน้าที่ดูแลรักษารถยนต์ก่อนนำมาใช้งานและหน้าที่ในการควบคุมหรือแทรกแซงรถยนต์ขณะใช้งาน ส่วนผู้ประกอบการมีหน้าที่ผลิตรถยนต์ให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านความปลอดภัย โดยกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะที่ 6/1 อันเป็นลักษณะความผิดเกี่ยวกับรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ เพื่อทำให้เกิดความชัดเจน แน่นอน และสามารถอำนวยความยุติธรรมให้กับสังคมได้เหมาะสมยิ่งขึ้น
ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชันต่ออาการหายใจลำบากในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว, ประกายกาญจน์ สุขเทศ
ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชันต่ออาการหายใจลำบากในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว, ประกายกาญจน์ สุขเทศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนอาการหายใจลำบากของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน และเพื่อเปรียบเทียบคะแนนอาการหายใจลำบากของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวก่อนและหลังการได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวทั้งเพศชายและเพศหญิงมีอายุระหว่าง 18 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ มีระดับ NYHA Class II - III มีสติสัมปชัญญะการรับรู้ดี อ่านออกเขียนได้สามารถให้ข้อมูลได้ด้วยตนเอง และมาติดตามการรักษา ณ หอผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยการเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 33 คน กำหนดให้กลุ่มตัวอย่างมีลักษณะใกล้เคียงกันโดยการจับคู่ (Matched pairs) ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีโรคร่วมเป็น COPD และ NYHA Functional class กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ โดยใช้ระยะเวลา 6 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย โปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน คู่มือการใช้โปรแกรมฯ ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลสุขภาพ แบบประเมินอาการหายใจลําบาก และเครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบสัมภาษณ์การจัดการอาการหัวใจล้มเหลว ทำการทดสอบค่าความเที่ยงด้วยการวัดซ้ำได้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันเท่ากับ .71 และ .85 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Wilcoxon signed rank test และ Mann-Whitney U test ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการทดลองผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน มีคะแนนอาการหายใจลำบากน้อยกว่าก่อนทดลอง และน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ผลของโปรแกรมสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยต่อความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกในห้องฉุกเฉิน, สุมาลี สีส่วน
ผลของโปรแกรมสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยต่อความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกในห้องฉุกเฉิน, สุมาลี สีส่วน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยต่อความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกในห้องฉุกเฉิน โดยกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้คือ สมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกที่นำส่งผู้ป่วยมารับบริการที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน โดยคัดเลือกตามแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด โปรแกรมรูปธรรม-ปรนัย และแบบสอบถาม ผ่านผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่าความเที่ยง 0.84 โปรแกรมการสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม–ปรนัยต่อความวิตกกังวล มีเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และแบบประเมินความวิตกกังวลขณะเผชิญ (The State Anxiety Inventory (STAI) Form Y) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบ Independent t-test และสถิติ paired t-test ผลการวิจัย: ผลการวิจัยพบว่าสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ห้องฉุกเฉิน ในกลุ่มทดลอง ภายหลังได้รับโปรแกรมคะแนนความวิตกกังวลตํ่ากว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) และคะแนนความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยในกลุ่มทดลองภายหลังได้รับโปรแกรมตํ่ากว่าในสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)
การประยุกต์ใช้การเรียนรู้ของเครื่องร่วมกับดัชนีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในการพยากรณ์ความผันผวนของราคาฟิวเจอร์สสินค้าเกษตร, เจตณัฐ รอดประเสริฐ
การประยุกต์ใช้การเรียนรู้ของเครื่องร่วมกับดัชนีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในการพยากรณ์ความผันผวนของราคาฟิวเจอร์สสินค้าเกษตร, เจตณัฐ รอดประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของดัชนีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk Index: GPR) ต่อความผันผวนของราคาฟิวเจอร์สสินค้าเกษตร และเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแบบจำลองทางสถิติและแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องในการพยากรณ์ โดยใช้ข้อมูลรายเดือนของราคาฟิวเจอร์สข้าวโพดและถั่วเหลืองจากตลาดซื้อขายล่วงหน้าระดับโลก 3 แห่ง ได้แก่ Chicago Mercantile Exchange (CME), Brasil Bolsa Balcão (B3) และ Dalian Commodity Exchange (DCE) ในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2558 ถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2568 แบบจำลองที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ SARIMAX, GARCHX และ Long Short-Term Memory (LSTM) โดยมีดัชนี Geopolitical Risk (GPR), Geopolitical Threats (GPRT), Geopolitical Acts (GPRA), Country-Specific GPR (GPRC) และปริมาณการซื้อขายของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าข้าวโพดและถั่วเหลืองเป็นตัวแปรภายนอกในการอธิบายความผันผวนของราคา ทั้งนี้ใช้ค่าความคลาดเคลื่อนเปอร์เซ็นต์สัมบูรณ์เฉลี่ย (Mean Absolute Percentage Error: MAPE) เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพหลัก ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าแบบจำลอง LSTM ที่มีการรวมตัวแปรภายนอกนั้นมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการคาดการณ์ความผันผวนของราคาฟิวเจอร์สสินค้าการเกษตร โดยในฟิวเจอร์สข้าวโพด แบบจำลอง LSTM (lookback = 12) ให้ผลการคาดการณ์ที่แม่นยำที่สุด ในตลาด CME ตัวแปรภายนอกที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดคือ GPRC BRAZIL ในขณะที่ตลาด B3 มีตัวแปรภายนอกที่ดีที่สุดคือ GPRC USA และสำหรับตลาด DCE ตัวแปรภายนอกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือ GPRC RUSSIA ขณะที่ในฟิวเจอร์สถั่วเหลือง แบบจำลอง LSTM (lookback = 6) แสดงถึงความแม่นยำสูงสุด โดยตลาด B3 นั้นมีตัวแปรภายนอกที่ได้ผลดีที่สุดคือ GPRA และสำหรับตลาด DCE ตัวแปรภายนอกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือ GPRC …
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานโมไบล์แบงก์กิ้งอย่างต่อเนื่อง, รตน รัตนพรเจริญ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานโมไบล์แบงก์กิ้งอย่างต่อเนื่อง, รตน รัตนพรเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การใช้บริการโมไบล์แบงก์กิ้ง ในประเทศไทยมีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่องภายใต้การสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมากลับพบว่าผู้ใช้จำนวนมากยังคงใช้งานเพียงบางฟังก์ชันพื้นฐาน เช่น การโอน-จ่าย-รับเงิน เท่านั้น (ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2567) และประสบการณ์กับมิจฉาชีพและความเชื่อมั่นในระบบก็ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมหลังการยอมรับและใช้งานโมไบล์แบงกิ้งกับการเปิดใจใช้บริการการเงินดิจิทัลอื่น ๆ ของผู้ใช้บริการบริโภค ซึ่งยังขาดการศึกษาในเชิงลึกโดยเฉพาะด้านปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานอย่างต่อเนื่อง และการเปิดรับฟังก์ชันใหม่ทั้งจากผู้ให้บริการโมไบล์แบงกิ้งและผู้ให้บริการอื่น ๆ ภายใต้ บริบทของการรับรู้ประโยชน์, และคุณภาพการบริการงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานโมไบล์แบงก์กิ้งอย่างต่อเนื่อง ความตั้งใจใช้ฟังก์ชันที่ไม่เคยใช้งานและความตั้งใจใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันทางการเงินอื่น โดยอิงกรอบแนวคิดจากทฤษฎีความตั้งใจใช้งานต่อเนื่อง (Continuance Intention Model) รวมถึงการวิเคราะห์ผลจากประสบการณ์กับมิจฉาชีพต่างกัน กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจำนวน 434 คนถูกรวบรวมโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากผู้ใช้โมไบล์แบงก์กิ้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ข้อมูลถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression Analysis)โดยผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านการรับรู้ประโยชน์ ความพึงพอใจ และความเชื่อมั่นในผู้ให้บริการ ส่งผลเชิงบวกต่อความตั้งใจในการใช้งานต่อเนื่องและการเปิดรับฟังก์ชันใหม่ทั้งจากธนาคารและผู้ให้บริการภายนอก ในขณะที่ประสบการณ์กับมิจฉาชีพมีแนวโน้มส่งผลให้ความตั้งใจใช้งาน แต่ไม่ส่งผลต่อการเปิดรับฟังก์ชันใหม่ การศึกษาปัจจัยด้านคุณภาพสารสนเทศทั้งสามมิติพบผลกระทบเชิงบวกต่อความพึงพอใจของผู้ใช้ และการศึกษาด้านความเชื่อมั่นพบผลกระทบเชิงบวกจากความสามารถ ความหวังดี และความซื่อสัตย์ของผู้ให้บริการ ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้พัฒนาแนวทางในการส่งเสริมการใช้งานฟังก์ชันของแอปพลิเคชันทางการเงินให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ทั้งในมิติการออกแบบระบบและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน การสร้างความเชื่อมั่น และการออกนโยบายจัดการความเสี่ยงจากมิจฉาชีพ อีกทั้งยังสามารถขยายผลเชิงวิชาการในด้านการประยุกต์ใช้โมเดลพฤติกรรมผู้บริโภคในบริบทเทคโนโลยีทางการเงิน ซึ่งยังเป็นพื้นที่วิจัยที่เปิดกว้างและท้าทายในประเทศไทย
Neural-Network Based K-Value Prediction In Clustering Problems Without Distance Computation, Rohhan Rabari
Neural-Network Based K-Value Prediction In Clustering Problems Without Distance Computation, Rohhan Rabari
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Clustering remains a pivotal component of unsupervised learning, central to tasks such as data exploration and pattern discovery. However, most conventional clustering algorithms are parametric in nature, requiring one or more parameters to be specified in advance—most notably the number of clusters (k). These predefined parameters can drastically alter the outcome of clustering, leading to unstable or misleading results, particularly when the true structure of the data is unknown. This thesis introduces a novel framework that transforms raw input into a latent vector representation, enabling a neural network to automatically predict the optimal number of clusters without any prior parameter …
Robust Palm Print For Mobile Authentication System, Son Nguyen
Robust Palm Print For Mobile Authentication System, Son Nguyen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Smartphones are gateways to financial, health, and personal data; consequently, mobile authentication must be accurate, fast, privacy-preserving, and scalable. This thesis presents an end-to-end palmprint authentication framework that addresses a practical trilemma: label-efficient learning, on-device efficiency, and cloud-scale identification. We pretrain a ResNet-18 encoder with self-supervised contrastive learning on unlabeled palm images, distill its representation to a lightweight MobileNetV3 student for real-time inference on phones, and support both 1:1 on-device verification and 1:N cloud identification using FAISS/HNSW. On public datasets, the system attains 99.2% accuracy, a 0.15% equal-error rate (EER), and ~87 ms end-to-end latency on iPhone-class hardware. FAISS scales …
Challenges Of Korean Novel Translation : The Case Study Of Love In The Big City, Ana Catarina Lopes
Challenges Of Korean Novel Translation : The Case Study Of Love In The Big City, Ana Catarina Lopes
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the challenges of translating Korean literary fiction for international audiences, with a focus on Park Sang Young’s Love in the Big City and Anton Hur’s English translation of the novel. While K-pop and K-dramas have become global cultural phenomena, Korean novels have not achieved the same level of recognition, often due to the complexities of cultural translation. This research examines how translation choices shape the way English readers experience Korean fiction, focusing on how culture, society, and emotion are mediated across languages. It also compares this with the accessibility of screen adaptations, understood here as the relative …
Investigation On The Tribological Properties Of Al2o3-Tic Substrates In Fixed Abrasive Lapping For Data Storage Application, Benjie Fernandez
Investigation On The Tribological Properties Of Al2o3-Tic Substrates In Fixed Abrasive Lapping For Data Storage Application, Benjie Fernandez
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Alumina titanium-carbide (Al2O3-TiC) or simply AlTiC substrates were widely used in the magnetic recording industry for their superior mechanical and tribological properties. This study investigated the effect of AlTiC substrate properties in slider lapping tribology. Two types of AlTiC substrates, Type-A AlTiC and Type-B AlTiC equipped with an electro lapping guide (ELG), fully functional reader and writer devices were used in the study. Type-A AlTiC was found to have higher hardness and lower coefficient of friction resulting to lower lapping material removal rate and smoother surface finish. The difference in mechanical properties were attributed to the crystal structure and chemical …
Social Integration In International Marriages Between Russian Women And Korean Men In Urban South Korea, Evgeniia Shakirova
Social Integration In International Marriages Between Russian Women And Korean Men In Urban South Korea, Evgeniia Shakirova
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis explores the everyday social integration experiences of Russian women married to Korean men and living in urban South Korea. Drawing on the theoretical frameworks of Everyday Multiculturalism and Multicultural Space Making, the study investigates how cultural differences are negotiated in daily life through practices such as language use, food preparation, parenting, household routines and everyday social interactions. Using a qualitative research design, a number of in-depth interviews and supplementary observations were conducted with interlocutors residing in Seoul, Suwon, and Incheon. Thematic analysis revealed how these women actively shape their domestic, neighbourhood and digital environments to maintain cultural continuity …
A Comparative Case Study Of Face-To-Face Vs Virtual Fortune Telling In Bangkok In The Aftermath Of Covid-19 : Relevance And Adaptation, Jade Evalyn Di Donato
A Comparative Case Study Of Face-To-Face Vs Virtual Fortune Telling In Bangkok In The Aftermath Of Covid-19 : Relevance And Adaptation, Jade Evalyn Di Donato
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study explores the adaptation of Thai fortune telling practices, specifically astrology and tarot card reading, in response to increasing digitization and the impact of the Covid-19 pandemic. While the practice has been traditionally rooted in face-to-face interactions, it has transformed in recent years with the growing prevalence of online consultations. Utilizing Catherine Bell's theory of ritualization alongside the Transfer of Ritual theory, this research analyzes how the ritual meaning and symbolism of Thai fortune telling are preserved across digital and physical spaces, especially in a post-pandemic world. Relying on a comparative case study of two female fortune tellers—one who …
Chilean Perceptions Of Thailand As Seen Through Social Media (2015 – 2024), Nicolas Agustin Castillo Aldunce
Chilean Perceptions Of Thailand As Seen Through Social Media (2015 – 2024), Nicolas Agustin Castillo Aldunce
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis has two main objectives: 1) to examine the perception of Thailand as seen in Chilean social media between 2015 and 2024 and 2) to identify the prevailing narratives and stereotypes and underline the factors responsible for these perceptions. 120 social media posts about Thailand from 11 institutional and independent Chilean content creators are collected and analyzed and Richard Gregory’s theory of perception is applied as its theoretical framework. It is found that there was an increase in online contents related to Thailand since 2015 after the ratification of Chile-Thailand Free Trade Agreement, particularly between 2022 to 2024 when …
An Empirical Study Of Immersive Technology Using Desktop Augmented Reality Software For Primary School In Thailand, Orakarn Laoharutanun
An Empirical Study Of Immersive Technology Using Desktop Augmented Reality Software For Primary School In Thailand, Orakarn Laoharutanun
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research investigates learner engagement and reuse intention in immersive learning environments through the development and evaluation of a Desktop Augmented Reality (Desktop AR) application designed for primary school students in Thailand. Grounded in the 5E instructional model and the immersive engagement framework, the study identifies four key experiential factors—presence, embodiment, enjoyment, and novelty—that influence engagement and reuse intention in immersive learning. A multi-phase mixed-method design was employed. Phase I developed and tested a theoretical model using structural equation modelling with primary students aged 11 (Pratom6). Phase II involved designing a Desktop AR learning application, followed by expert validation of …
Boxa-Calcium Phosphate Nanoparticle As The Treatment For Pulmonary Fibrosis In Rat Model, Rathasapa Patarat
Boxa-Calcium Phosphate Nanoparticle As The Treatment For Pulmonary Fibrosis In Rat Model, Rathasapa Patarat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Pulmonary fibrosis is a suffocating disease. The patients whose diagnosed by it mostly have periodic difficulty breathing or long-term experience of shortness of breath on daily basis which resulted in decreased in quality of life. The median survival rate is 3 years after diagnosis in the severe cases. One of the most common severe forms of pulmonary disease is the Idiopathic Pulmonary Fibrosis (IPF). There is currently no consensus on the precise mechanism of the pulmonary fibrosis. The cause of the pulmonary fibrosis can be varying from simple lung infection or mechanical injury to autoimmune disease or radiation exposure. All …
Comparison Of Vat Exemptions In Korea And Thailand, Youngun Lim
Comparison Of Vat Exemptions In Korea And Thailand, Youngun Lim
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The Value Added Tax (VAT) is a relatively recent innovation compared to traditional taxes such as income and property taxes. Nevertheless, it has been rapidly adopted across jurisdictions worldwide due to its efficiency and revenue-generating capacity. As a general consumption tax, VAT is levied on most goods and services. However, exemptions are commonly granted in many jurisdictions for reasons of social equity, economic policy, or administrative simplicity. This study conducts a comprehensive comparative analysis of VAT exemption regimes in two major Asian economies—South Korea and Thailand—both of which have established mature VAT systems. The research focuses on examining each country’s …
ปัจจัยด้านการทำงานและปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือในการใช้ยาในผู้ป่วยวัยทำงานโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ณ โรงพยาบาลตติยภูมิ แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร, ปาลิตา ราชมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาเชิงภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือในการใช้ยาและระดับความร่วมมือในการใช้ยาในผู้ป่วยวัยทำงานที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ณ โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจำนวน 402 คน คัดเลือกโดยวิธีสุ่มตัวอย่างอย่างเป็นระบบ เก็บข้อมูลในช่วงเดือน พฤษภาคม ถึง มิถุนายน พ.ศ. 2568 แบบสอบถามประกอบด้วยข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล, ปัจจัยด้านการใช้ยา, ปัจจัยด้านการทำงาน และความร่วมมือในการใช้ยา ซึ่งได้จากแบบประเมิน Medication Adherence Questionnaire-20 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ประกอบด้วยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบสองตัวแปร และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบหลายตัวแปร ด้วยสถิติการถดถอยโลจิสติกเชิงพหุ จากผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความร่วมมือในการใช้ยาในระดับเพียงพอร้อยละ 89.80 เมื่อควบคุมปัจจัยอื่นที่มีอิทธิพลแล้ว พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงข้ามกับความร่วมมือในการใช้ยามีดังนี้ ระยะเวลาในการป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง (6-10 ปี) การสูบบุหรี่ วิธีการลดการบริโภคเกลือ โดยการเลือกซื้ออาหาร และเวลาในการรับประทานอาหารไม่สม่ำเสมอในวันทำงาน ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงควรมีโปรแกรมหรือระบบที่ออกแบบเฉพาะสำหรับผู้ป่วยที่มีระยะเวลาป่วยนาน ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้ควรแตกต่างจากโปรแกรมสำหรับผู้ป่วยใหม่ นอกจากนี้ ผู้ให้บริการสุขภาพควรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการเลิกบุหรี่ และเน้นย้ำถึงผลกระทบจากการสูบบุหรี่ต่อการควบคุมความดันโลหิต รวมถึงการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับปริมาณโซเดียมที่แฝงในอาหารแปรรูปและวิธีการอ่านฉลากโภชนาการอย่างถูกต้อง และควรจัดเตรียมแผนการใช้ยาที่ยืดหยุ่นและคำแนะนำในการจัดการกับกิจวัตรประจำวันเพื่อเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยาและผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้น
ชุมชนแห่งการปฏิบัติดนตรีไทย : กรณีศึกษาครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล, กิตติภพ พินิชการ
ชุมชนแห่งการปฏิบัติดนตรีไทย : กรณีศึกษาครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล, กิตติภพ พินิชการ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา “ชุมชนแห่งการปฏิบัติดนตรีไทยบ้านครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล” ในฐานะบ้านครูดนตรีไทยในปัจจุบันที่เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายวัยและอาชีพผ่านการเรียนรู้ซอสามสาย การรวมวงดนตรีไทย และการพบปะทางสังคม โดยใช้กรอบแนวคิดชุมชนแห่งการปฏิบัติ (Communities of Practice) เป็นกรอบสำคัญในการศึกษา 3 ประเด็น ได้แก่ 1) ศึกษาที่มา ขอบเขตขององค์ความรู้และเป้าหมายร่วมกันของชุมชนแห่งการปฏิบัติดนตรีไทยของครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล 2) ศึกษาลักษณะของความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชนแห่งการปฏิบัติดนตรีไทยของครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล 3) ศึกษากระบวนการเรียนรู้และแนวปฏิบัติร่วมภายในชุมชนแห่งการปฏิบัติดนตรีไทยของครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัย เชิงคุณภาพแบบชาติพันธุ์วรรณา (Ethnography) ในลักษณะกรณีศึกษา โดยศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และเก็บข้อมูลภาคสนามด้วยการสังเกตแบบมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมทุกวันเสาร์ ณ บ้านครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล และสมาชิกชุมชนจำนวน 25 คน วิเคราะห์ข้อมูลและสร้างข้อสรุปแบบอุปนัยผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านที่มา ขอบเขตองค์ความรู้และเป้าหมาย (Domain) ชุมชนก่อรูปขึ้นจาก การรวมตัวของผู้มีใจรักและสนใจในดนตรีไทย โดยมีซอสามสายเป็นองค์ความรู้หลัก และมีเป้าหมายร่วมกัน ในการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดดนตรีไทยผ่านการปฏิบัติและเรียนรู้ร่วมกัน 2) ด้านลักษณะของความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของสมาชิก (Community) โครงสร้างความสัมพันธ์มีลักษณะเป็นกัลยาณมิตรที่เอื้ออาทร เกื้อกูล และให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกัน โดยครูเสนีย์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของความปลอดภัยทางใจ และมีเครือข่ายผู้สนับสนุนทั้งภายในและภายนอกเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรม 3) ด้านกระบวนการเรียนรู้และแนวปฏิบัติร่วม (Practice) กระบวนการเรียนรู้เกิดผ่านการต่อเพลง การบรรเลงรวมวง การแลกเปลี่ยน การรับประทานอาหารร่วมกัน ตลอดจนการใช้สื่อสังคมออนไลน์และเวทีการแสดงเพื่อสร้าง อัตลักษณ์ ความภาคภูมิใจ และสร้างการรับรู้ต่อสังคม งานวิจัยนี้ได้นำเสนอภาพระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ได้จากการถอดบทเรียน เพื่ออธิบายองค์ประกอบและเงื่อนไขในการจัดการดนตรีศึกษาแบบตามอัธยาศัยแบบหนึ่งในบริบทดนตรีไทยในปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของบ้านดนตรีไทยในกรอบ บ้าน วัด วัง สู่รูปแบบ ชุมชนแห่งกัลยาณมิตรทางการปฏิบัติ ที่เน้นการเรียนรู้อย่างเปิดกว้างควบคู่กับการหล่อหลอมคุณธรรมจริยธรรม
ผลของวิธีการสอนโดยการใช้เทคนิคการตั้งคำถามที่มีต่อการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ณัฐดนัย นิรุตติ์เมธีกุล
ผลของวิธีการสอนโดยการใช้เทคนิคการตั้งคำถามที่มีต่อการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ณัฐดนัย นิรุตติ์เมธีกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการตั้งคำถาม และ (2) วิเคราะห์ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการตั้งคำถาม ที่มีต่อทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน ตัวอย่างวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งอยู่ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ภาคการศึกษาต้น ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1 ห้องเรียน 29 คน ระยะเวลาในการวิจัย คือ 15 คาบเรียน คาบเรียนละ 50 นาที โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการตั้งคำถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที และการจัดกลุ่มข้อมูล เพื่อเสนอข้อค้นพบของการวิจัยผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้(1) นักเรียนที่่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการใช้เทคนิคการตั้งคำถาม พบว่า คะแนนเฉลี่ยของทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเฉพาะทักษะด้านการวิเคราะห์และการประเมิน อย่างไรก็ตามทักษะด้านการแปลความ การอนุมาน และการอธิบาย ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(2) การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการตั้งคำถาม ที่มีต่อทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน แบ่งเป็น 2.1) ขั้นการตั้งคำถาม ไม่สามารถส่งเสริมทักษะการแปลความของนักเรียนได้ หากปราศจากความรู้พื้นฐานในประเด็นที่ศึกษา 2.2) ขั้นการพัฒนาคำถาม สามารถส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน ผ่านกิจกรรมการจำแนกประเภทคำถามปลายเปิดและปลายปิด 2.3) ขั้นการจัดลำดับความสำคัญของคำถาม สามารถส่งเสริมทักษะการประเมินของนักเรียน ผ่านกิจกรรมการคัดเลือกคำถามที่มีคุณภาพ ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ แต่ไม่สามารถส่งเสริมทักษะการอธิบาย อย่างเป็นเหตุเป็นผลได้ 2.4) ขั้นการสะท้อนความคิดและการนำไปใช้ สามารถส่งเสริมทักษะการควบคุมตนเองได้ ผ่านกิจกรรมการสะท้อนการเรียนรู้ของตนเอง
แนวทางการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา, ณัฐพรรษ สอนประสาร
แนวทางการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา, ณัฐพรรษ สอนประสาร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพ และปัญหาการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนรวมวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา 2) นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการคำนวณโดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) และการสุ่มแบบเป็นชั้นภูมิ (แบ่งชั้น) (Stratified Sampling) โดยจำแนกโรงเรียนตามภูมิภาคทั้ง 4 ภาค และใช้การจัดสรรกลุ่มตัวอย่างตามสัดส่วน (Proportional Allocation) ดำเนินการส่งแบบสอบถามไปยังครูที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด 285 ฉบับ และได้รับการตอบกลับมาอย่างสมบูรณ์จำนวน 228 ฉบับ คิดเป็น ร้อยละ 80 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบสอบถามเกี่ยวกับแนวทางการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.6-1.0 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) โรงเรียนส่วนใหญ่มีความตั้งใจจัดการเรียนรวมวิชาพลศึกษา แต่ยังขาดบุคลากรเฉพาะทางและระบบการบริหารจัดการที่ชัดเจน จึงต้องพึ่งพารูปแบบที่ยืดหยุ่นมากกว่ารูปแบบมาตรฐาน (SEAT Framework) 2) แนวทางการเรียนรวมตาม SEAT Framework มีจุดเด่นด้านการจัดการเรียนรวมวิชาพลศึกษาให้กับผู้เรียนและกิจกรรมการเรียนการสอน ที่ได้รับการสนับสนุนจากครูผู้สอนเป็นอย่างดี แต่ยังมีจุดด้อยด้านสภาพสิ่งแวดล้อม ด้านเครื่องมือ โดยเฉพาะอุปกรณ์เฉพาะในการเรียนวิชาพลศึกษาของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ และด้านครูการศึกษาพิเศษที่มีจำนวนน้อย บางโรงเรียนไม่มีครูเหล่านี้ จึงเป็นแนวทางที่ควรปรับปรุงอย่างเร่งด่วน
พหุกรณีศึกษาเชิงเปรียบเทียบเกี่ยวกับความเชื่อทางญาณวิทยาวิทยาศาสตร์และแนวปฏิบัติของครูวิทยาศาสตร์ชาวไทยและชาวต่างชาติ, ณิชา ทีทา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อเปรียบเทียบความเชื่อทางญาณวิทยาวิทยาศาสตร์ของครูวิทยาศาสตร์ไทยและครูชาวต่างชาติและ 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อทางญาณวิทยาวิทยาศาสตร์และแนวปฏิบัติของครูแต่ละกลุ่ม กลุ่มที่ศึกษาคือ ครูไทย 5คน และครูชาวต่างชาติ 4 คน ในจังหวัดขอนแก่น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกตชั้นเรียน แบบวิเคราะห์แผน และแบบสอบถาม ซึ่งเครื่องมือทั้งหมดมีค่า IOC 0.50 ขึ้นไป เมื่อ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาโดยนำผลจากข้อมูลมาเปรียบเทียบเพื่อหาความคล้ายคลึงและความแตกต่างระหว่างครูไทยและครูชาวต่างชาติ ผลการวิจัยพบว่า (1) ครูไทยมีความเชื่อทางญาณวิทยาซับซ้อนน้อยกว่าครูชาวต่างชาติที่มีความเชื่อที่ซับซ้อนกว่าเกือบทุกองค์ประกอบ (2) แนวปฏิบัติของครูไทยค่อนข้างเน้นครูเป็นศูนย์กลางและถูกจำกัดด้วยบริบทโรงเรียน ในขณะที่ครูชาวต่างชาติเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและใช้วิธีการสืบสอบมากกว่า (3) ความเชื่อของครูไทยไม่ส่งผลต่อแนวปฏิบัติโดยตรง เนื่องจากข้อจำกัดด้านหลักสูตร เวลา และการประเมินผล แสดงให้เห็นความไม่สอดคล้องระหว่างความเชื่อและการปฏิบัติ ในขณะที่ครูชาวต่างชาติระบุว่าความเชื่อส่งผลต่อแนวปฏิบัติ และมีความสอดคล้องสูงกว่า การวิจัยชี้ให้เห็นว่าบริบทมีอิทธิพลสำคัญต่อการนำความเชื่อไปสู่การปฏิบัติของครูไทย