Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2024

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 194071 - 194100 of 194210

Full-Text Articles in Entire DC Network

Abrams, Sebastian B. - Volume 2, Carter County Genealogical Society Jan 2024

Abrams, Sebastian B. - Volume 2, Carter County Genealogical Society

Carter County Genealogy Collection

Genealogy of the Sebastian Basil Abrams family in Carter County, Kentucky.


Fannin, Nancy Jane, Carter County Genealogical Society Jan 2024

Fannin, Nancy Jane, Carter County Genealogical Society

Carter County Genealogy Collection

Genealogy of the Nancy Jane Stamper Fannin family in Carter County, Kentucky.

Nancy is the ninth child of John R. 'Pewter John' and Sarah 'Sallie Stamper'


Abrams, Sebastian B. - Volume 1, Carter County Genealogical Society Jan 2024

Abrams, Sebastian B. - Volume 1, Carter County Genealogical Society

Carter County Genealogy Collection

Genealogy of the Sebastian Basil Abrams family in Carter County, Kentucky.


บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย:กรณีศึกษา เทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี, ชิดชนก พวงเพ็ชร์ Jan 2024

บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย:กรณีศึกษา เทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี, ชิดชนก พวงเพ็ชร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้มุ่งเน้นการสำรวจบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อทำความเข้าใจสภาพปัญหา อุปสรรค และความท้าทายที่องค์กรต้องเผชิญ รวมถึงนำเสนอแนวทางการปรับปรุงการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ การศึกษาวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัย และข้อมูลภาคสนามผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักในเขตเทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุในพื้นที่ และบุคลากรผู้ปฎิบัติงานร่วมกับเทศบาลตำบลธัญบุรี เพื่อทำความเข้าใจบทบาทขององค์กรในการดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงสภาพปัญหาและอุปสรรคที่พบในกระบวนการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อสังเคราะห์ข้อค้นพบที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและเสนอแนะแนวทางปรับปรุงการดำเนินงานในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ ผลการศึกษาพบว่า การดำเนินงานของเทศบาลครอบคลุมด้านการจัดสรรบริการด้านสุขภาพ การพัฒนาทักษะผู้สูงอายุ และการสร้าง สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต แต่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มที่ขาดความพร้อมทางเทคโนโลยี ข้อเสนอแนะจากการวิจัยนี้ประกอบด้วยการเพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชน การพัฒนาความสามารถของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพของการบริหารจัดการและตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุในพื้นที่อย่างยั่งยืน ผลลัพธ์จากการวิจัยสามารถนำไปปรับใช้ในการวางแผนและกำหนดนโยบายในระดับท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้มีสุขภาพดี มีความสุข และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาชุมชนต่อไปในอนาคต


Abrams - Misc. Volume 1, Carter County Genealogical Society Jan 2024

Abrams - Misc. Volume 1, Carter County Genealogical Society

Carter County Genealogy Collection

Volume 1 of the miscellaneous genealogy of the Abrams family in Carter County, Kentucky.


Stamper - Misc. Volume 4, Carter County Genealogical Society, Betty Stamper Wellman, Gladys Stamper Meyers Jan 2024

Stamper - Misc. Volume 4, Carter County Genealogical Society, Betty Stamper Wellman, Gladys Stamper Meyers

Carter County Genealogy Collection

Volume 4 of the miscellaneous genealogy of the Stamper family in Carter County, Kentucky


การดำเนินการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรบริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด, ณพัฒน์ สุขสวัสดิ์ Jan 2024

การดำเนินการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรบริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด, ณพัฒน์ สุขสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา การดำเนินการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรบริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด เพื่อรวบรวมปัญหา วิเคราะห์ และจัดทำข้อเสนอแนะ ด้านต่าง ๆ โดยศึกษาการดำเนินกิจกรรมที่ดำเนินการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร มีประสิทธิผลอย่างไรในเชิงลึก โดยงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้บริหาร ผู้จัดการและพนักงานในบริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด ซึ่งทำหน้าที่ต่างบทบาทกันในเรื่องกากำหนดกลยุทธ์ในการดำเนินกิจกรรม การรับนโยบายจากผู้บริหารถ่ายทอดกิจกรรมและการดำเนินการกิจกรรม รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมและนำกิจกรรมไปประยุกต์ใช้ โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่าการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรในกรณีศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในระดับหนึ่ง โดยกิจกรรมต่าง ๆ ช่วยสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วม ความภาคภูมิใจ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพนักงานในทิศทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การวางแผน การสื่อสาร อย่างไรก็ตาม การประเมินผลยังคงเป็นจุดที่ควรปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการเปลี่ยนแปลงและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ยังพบข้อจำกัดในด้านการออกแบบกิจกรรมที่ไม่ตอบโจทย์บริบทเฉพาะของพนักงานและขาดการเชื่อมโยงกับบริบทภายนอก และต้องการปรับปรุงกิจกรรมให้เหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายในเชิงกลยุทธ์ จะช่วยเพิ่มผลลัพธ์เชิงบวกและสร้างความยั่งยืนในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรได้ในระยะยาว


Stamper, Stephen M., Carter County Genealogical Society Jan 2024

Stamper, Stephen M., Carter County Genealogical Society

Carter County Genealogy Collection

Genealogy of the Stephen M. Stamper family in Carter County, Kentucky.


ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี, ญาศินี มิถุนา Jan 2024

ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี, ญาศินี มิถุนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี เพื่อให้ทราบถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ปัญหาและอุปสรรค รวมทั้งแนวทางการพัฒนาปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี โดยใช้รูปแบบการศึกษาด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก โดยมีประชากรกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารระดับสูงในระดับจังหวัดและอำเภอ ผู้ปฏิบัติงานหลัก ผู้ปฏิบัติงานลำดับรอง และผู้สนับสนุนการปฏิบัติงาน รวมทั้งสิ้น จำนวน 11 ท่าน ผลการศึกษาภายใต้กรอบแนวคิดปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และลักษณะการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่-NPM พบว่า การทำงานของปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองพันธกิจของกรมการปกครอง และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ภายใต้ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ปัจจัยจูงใจ และปัจจัยค้ำจุน ที่ส่งผลต่อให้เกิดการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ อาทิเช่น ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ความสำเร็จในการปฏิบัติงาน การได้รับการยอมรับนับถือ ลักษณะของงาน ความก้าวหน้าในอาชีพ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากร ความมั่นคงในงาน ค่าจ้างและผลตอบแทน นอกจากนี้ การปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี ยังเป็นไปตามลักษณะการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่-NPM โดยพบว่ามีตัวชี้วัดที่ชัดเจน มีการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมาใช้ในการปฏิบัติงานและให้บริการแก่ประชาชน มีการทำงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี ยังพบว่ามีปัญหา อุปสรรคในด้านความเพียงพอของบุคลากรและงบประมาณ ซึ่งหากได้รับปรับปรุงพัฒนาการปฏิบัติงานตามแนวทาง ข้อเสนอแนะโดยการออกระเบียบ หรือแนวทางปฏิบัติงานที่มีความชัดเจน ไม่คลุมเครือเพื่อลดขั้นตอนและภาระงานแก่ผู้ปฏิบัติงาน มีการบริหารจัดการงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ มีการพัฒนาทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยที่สนับสนุน ส่งเสริมให้การปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป


Erwin, John L. - Volume 2, Carter County Genealogical Society Jan 2024

Erwin, John L. - Volume 2, Carter County Genealogical Society

Carter County Genealogy Collection

Volume 2 of the genealogy of the John Leander and Elizabeth (Dickenson) Erwin family in Carter County, Kentucky.


Stamper, Andrew Jackson - Volume 3, Carter County Genealogical Society, Betty Stamper Wellman Jan 2024

Stamper, Andrew Jackson - Volume 3, Carter County Genealogical Society, Betty Stamper Wellman

Carter County Genealogy Collection

Genealogy of the Andrew Jackson Stamper family in Carter County, Kentucky.

Andrew Jackson Stamper is the fifth child of John R. 'Pewter John' and Sarah 'Sallie' Stamper


แรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการ สังกัดกรมการปกครอง จังหวัดนนทบุรี, ณัฐกฤตา นันตา Jan 2024

แรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการ สังกัดกรมการปกครอง จังหวัดนนทบุรี, ณัฐกฤตา นันตา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการสังกัด กรมการปกครอง จังหวัดนนทบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับแรงจูงใจและระดับความผูกพันต่อองค์กร ของข้าราชการสังกัดกรมการปกครอง จังหวัดนนทบุรี และ 2) ศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อ ความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการสังกัดกรมการปกครอง จังหวัดนนทบุรี โดยมีข้าราชการระดับปฏิบัติงาน ระดับชำนาญงาน ระดับปฏิบัติการ และระดับชำนาญการ สังกัดกรมการปกครอง จังหวัดนนทบุรี ประกอบด้วย ข้าราชการอำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอปากเกร็ด อำเภอบางบัวทอง อำเภอบางใหญ่ อำเภอบางกรวย อำเภอไทรน้อย และที่ทำการปกครองจังหวัดนนทบุรี รวมจำนวน 170 คน เป็นประชากรกลุ่มตัวอย่าง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามอิเล็กทรอนิกส์ผ่านช่องทาง Google form และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละที่ใช้ได้ ค่าเฉลี่ย ค่ามากสุด ค่าน้อยสุด และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และสถิติวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานในภาพรวมทั้ง 2 ปัจจัย อยู่ในระดับ สูงที่สุด โดยแรงจูงใจของปัจจัยจูงใจมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ 4.37 (S.D.= 0.393) 2) ระดับความผูกพันต่อองค์กร อยู่ในระดับสูงที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.31 (S.D. = 0.4117) และ 3) แรงจูงใจที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร คือ แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุน ซึ่งมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความผูกพันต่อองค์กร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยแรงจูงใจของปัจจัยค้ำจุนมีอิทธิพลที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความมั่นคงของชีวิต ด้านเงินเดือนและสิ่งตอบแทน และด้านนโยบายการบริหารงาน ของหน่วยงาน ด้วยค่าอิทธิพล 0.296, 0.196 และ 0.176 ตามลำดับ ซึ่งปัจจัยค้ำจุนทุกด้านสามารถร่วมกันพยากรณ์ความแปรปรวนของความผูกพันต่อองค์กรได้ร้อยละ 46.6 และแรงจูงใจของปัจจัยจูงใจมีอิทธิพลที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร 1 ด้าน คือด้านลักษณะของงานที่ได้รับผิดชอบ ด้วยค่าอิทธิพล 0.257 ซึ่งปัจจัยจูงใจ ทุกด้านสามารถร่วมกันพยากรณ์ความแปรปรวนของความผูกพันต่อองค์กรได้ร้อยละ 37.5


Abrams - Misc. Volume 2, Carter County Genealogical Society Jan 2024

Abrams - Misc. Volume 2, Carter County Genealogical Society

Carter County Genealogy Collection

Volume 2 of the miscellaneous genealogy of the Abrams family in Carter County, Kentucky.


Stamper, Andrew Jackson - Volume 5, Carter County Genealogical Society Jan 2024

Stamper, Andrew Jackson - Volume 5, Carter County Genealogical Society

Carter County Genealogy Collection

Genealogy of the Andrew Jackson Stamper family in Carter County, Kentucky.

Andrew Jackson Stamper is the fifth child of John R. 'Pewter John' and Sarah 'Sallie' Stamper


Erwin, John L. - Volume 1, Carter County Genealogical Society Jan 2024

Erwin, John L. - Volume 1, Carter County Genealogical Society

Carter County Genealogy Collection

Volume 1 of the genealogy of the John Leander and Elizabeth (Dickenson) Erwin family in Carter County, Kentucky.


Gee - Misc. Volumes 2 And 3, Carter County Genealogical Society, Betty Stamper Wellman, Gladys Stamper Meyers Jan 2024

Gee - Misc. Volumes 2 And 3, Carter County Genealogical Society, Betty Stamper Wellman, Gladys Stamper Meyers

Carter County Genealogy Collection

Miscellaneous genealogy of the Gee family in Carter County, Kentucky.


ทัศนคติต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานระยะไกลและภาพลักษณ์ในอุดมคติของบุคลากรในสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการเป็นหน่วยงานนำร่องระบบราชการดิจิทัล: กรณีศึกษา กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากทุนทางปัญญา และกลุ่มนโยบายการบริหารงานบุคคลอุดมศึกษาและทุนทางปัญญา, ณัฐชวาล สัตยวินิจ Jan 2024

ทัศนคติต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานระยะไกลและภาพลักษณ์ในอุดมคติของบุคลากรในสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการเป็นหน่วยงานนำร่องระบบราชการดิจิทัล: กรณีศึกษา กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากทุนทางปัญญา และกลุ่มนโยบายการบริหารงานบุคคลอุดมศึกษาและทุนทางปัญญา, ณัฐชวาล สัตยวินิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ภาพลักษณ์ของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ในฐานะหน่วยงานนำร่องสำหรับการดำเนินงานในรูปแบบการทำงานระยะไกล ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบราชการดิจิทัล งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการสำรวจความคิดเห็นและทัศนคติของบุคลากรในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับศึกษาประสิทธิภาพ ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานรูปแบบให ม่นี้ การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึกและเทคนิคการสนทนากลุ่มกับกลุ่มตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากภายในและภายนอกหน่วยงาน ผลการศึกษาพบว่า การทำงานระยะไกลส่งผลดีต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรหลายประการ เช่น ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานจากการเลือกสถานที่ปฏิบัติงานที่พึงพอใจที่สุดได้ ลดปัญหาด้านสุขภาพกายและจิตใจ ลดความตึงเครียดหรือความกดดันจากที่ทำงาน รวมถึงสนับสนุนสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวร่วมกับสมาชิกในครอบครัว อีกทั้งยังช่วยปรับปรุงคุณภาพงานให้ดียิ่งขึ้น ปริมาณงานที่บุคลากรสามารถดำเนินการได้มากขึ้นในระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงลดเวลาในการเดินทางเพิ่มเวลาในการทำงาน และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติงานระยะไกลยังเผชิญปัญหา เช่น ความไม่เชื่อมั่นของผู้บริหารต่อผู้ปฏิบัติงาน การขาดระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย และความรู้ด้านเทคโนโลยีที่ไม่เท่าเทียมกันในกลุ่มบุคลากรต่างวัย ทั้งนี้ งานวิจัยเสนอให้ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่มีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน สนับสนุนและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ และเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับการทำงานระยะไกล เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของระบบราชการดิจิทัลอย่างมีประสิทธิผล


การพัฒนาบุคลากรสายงานข้าราชการธุรการเจนเนอเรชั่นวายในระบบราชการ 4.0 สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 4 สำนักงานอัยการสูงสุด, เดชาวุฒิ ทองพาศน์ Jan 2024

การพัฒนาบุคลากรสายงานข้าราชการธุรการเจนเนอเรชั่นวายในระบบราชการ 4.0 สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 4 สำนักงานอัยการสูงสุด, เดชาวุฒิ ทองพาศน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การทำวิจัยในครั้งนี้มีจุดประสงค์ เพื่อศึกษาการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรกลุ่มเจนเนอเรชั่นวายในการปฏิบัติงานของข้าราชการธุรการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 4 ภายใต้ระบบราชการ 4.0 ซึ่งกำหนดเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรกลุ่มเจนเนอเรชั่นวายในการปฏิบัติงานของข้าราชการธุรการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 4 สำนักงานอัยการสูงสุด ให้มีความเหมาะสมกับบริบทระบบราชการ 4.0 นั้น จำเป็นต้องมีการสนับสนุน ส่งเสริม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถบุคลากร ให้สอดคล้องกับรูปแบบการปฏิบัติงานในปัจจุบัน โดยจากการศึกษาพบว่า ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะอื่นที่จำเป็น ดังนี้ 1.) ทักษะด้านดิจิทัล ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่สำนักงานอัยการสูงสุดนำมาใช้ในการปฏิรูปการทำงานเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เป็นไปตามแนวทางของระบบราชการ 4.0 2.) ทักษะการปรับตัวและเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นความสามารถในการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม 3.) ทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ สามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการเขียน การพูดและการนำเสนอ การทำงานร่วมกับทีม มีทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่นทั้งในองค์กรและระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ 4.ความคิดสร้างสรรค์ การเสนอแนวคิดใหม่สามารถคิดค้นและเสนอแนวทางใหม่ ๆ ในการพัฒนางานหรือบริการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการให้บริการแก่ประชาชน 5.ความมุ่งมั่นต่อการบริการประชาชน การให้บริการที่มีคุณภาพ มีแนวคิดในการให้บริการที่มุ่งเน้นความพึงพอใจของประชาชนเป็นหลัก โดยคำนึงถึงความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 6.จริยธรรมและความรับผิดชอบจริยธรรมในการทำงานโดยยึดมั่นในความถูกต้อง ความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการให้บริการ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ 7.ความเป็นผู้นำและการสร้างเครือข่าย สามารถเป็นผู้นำในการปฏิบัติงานหรือโครงการต่าง ๆ โดยมีการสร้างแรงบันดาลใจและสนับสนุนผู้อื่นในการปฏิบัติงาน สามารถสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลทั้งภายในองค์กรและภายนอกองค์กร เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกันให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ8.ความยืดหยุ่นและการปรับตัวการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงในองค์กรและสภาพแวดล้อมการทำงานได้ดี และ 9.ทักษะการบริหารจัดการเวลาการวางแผนและจัดลำดับความสำคัญ สามารถจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ


สมรรถนะสำหรับนักทรัพยากรบุคคล กองการเจ้าหน้าที่ กรมการปกครอง, ณัฐพงษ์ รุกชาติ Jan 2024

สมรรถนะสำหรับนักทรัพยากรบุคคล กองการเจ้าหน้าที่ กรมการปกครอง, ณัฐพงษ์ รุกชาติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่อง “สมรรถนะสำหรับนักทรัพยากรบุคคล กองการเจ้าหน้าที่ กรมการปกครอง” มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมของสมรรถนะ (Competency) ข้าราชการตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล ในกองการเจ้าหน้าที่ สังกัดกรมการปกครอง และเสนอแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาสมรรถนะสำหรับนักทรัพยากรบุคคลให้สามารถปฏิบัติหน้าที่เกิดประสิทธิผลสูงสุดต่อองค์กร ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณโดยการใช้วิธีเชิงสำรวจจากแบบสอบถาม เพื่อนำมาอธิบายความรู้ ความเข้าใจ และความคาดหวังต่อสมรรถนะของข้าราชการตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์รายบุคคลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญผลการศึกษาพบว่าระดับสมรรถนะของนักทรัพยากรบุคคลที่เป็นจริงในปัจจุบันทั้งด้านทักษะการปฏิบัติงาน และด้านอารมณ์และพฤติกรรมอยู่ในระดับดี โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.7143 และ 3.8929 ตามลำดับ แต่ยังต่ำกว่าสมรรถนะที่คาดหวัง ในด้านทักษะการปฏิบัติงานค่าเฉลี่ยที่ 4.1771 และด้านอารมณ์และพฤติกรรม 4.2643 โดยผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้อธิบายปัญหาเกี่ยวกับสมรรถนะของนักทรัพยากรบุคคลว่า ยังขาดองค์ความรู้พื้นฐานการบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรบุคคล ขาดความรู้ความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยี รวมถึงการประเมินผลและติดตามการปฏิบัติงานและพัฒนาตนเองยังไม่ชัดเจน ตลอดจนสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาตนเอง ดังนั้น ได้เสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะสำหรับนักทรัพยากรบุคคล 5 แนวทาง ได้แก่ 1.การพัฒนาฝึกอบรมหลักสูตรเฉพาะสำหรับนักทรัพยากรบุคคล เน้นการสร้างองค์ความรู้การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล ตลอดจนการปลูกฝังทัศนคติที่เหมาะสม 2.ปรับปรุงการประเมินผล กำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนและกำหนดแผนพัฒนารายบุคคล (IDP) 3.ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ สนับสนุนการศึกษาต่อและการฝึกอบรมที่จำเป็น 4.การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงาน เพิ่มการใช้เครื่องมือดิจิทัล เช่น AI, HRIS ในกระบวนการบริหารจัดการ 5.การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง (On the job training) รวมถึงการพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศเพื่อเปิดโอกาสในการศึกษาเทคนิคใหม่ ๆ จากต่างประเทศ


การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) สำหรับของที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท ของสำนักงานศุลกากร ตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ธราดล กมุทา Jan 2024

การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) สำหรับของที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท ของสำนักงานศุลกากร ตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ธราดล กมุทา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับของที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท ของสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับของที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท และเพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนาการปฏิบัติงานการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับของที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 ท่าน คือ ผู้บังคับบัญชา เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ระบบสารสนเทศของกรมศุลกากร ไม่ว่าจะเป็นระบบการออกใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากร (กศก. 122) ที่ยังมิสามารถออกใบเสร็จแยกรายผู้นำเข้าได้ ระบบผ่านพิธีการศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับของเร่งด่วน (e-Express) ซึ่งหน่วงและขาดเสถียรภาพ ประกอบกับการประชาสัมพันธ์ของกรมศุลกากรที่ยังบกพร่องและไม่ครอบคลุม ผู้นำเข้าและประชาชนจำนวนมากไม่ทราบถึงการมีอยู่ของมาตรการการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับของที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท โดยผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่เห็นว่าในการพัฒนาการปฏิบัติงาน การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนา แก้ไข และปรับปรุงระบบสารสนเทศของ กรมศุลกากร ให้มีความทันสมัย รวดเร็ว และมีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้การปฏิบัติงาน การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า อำนวยความสะดวกในการดำเนินพิธีการศุลกากรต่อผู้ประกอบการและประชาชน


ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดและประสิทธิภาพในการทำงานของพยาบาลด้านจักษุกรรม, ทัสตา เหมือนเสน Jan 2024

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดและประสิทธิภาพในการทำงานของพยาบาลด้านจักษุกรรม, ทัสตา เหมือนเสน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความเครียดของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในแผนกพยาบาลจักษุกรรม (2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของความเครียดและความผูกพันในองค์กรของพยาบาลแผนกพยาบาลจักษุกรรม (3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพยาบาลแผนกพยาบาลจักษุกรรม วิธีวิจัยประกอบด้วยการวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มตัวอย่างมีทั้งสิ้น 31 ราย คือ พยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลแผนกพยาบาลจักษุกรรม โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง ผลการวิจัยพบว่าพยาบาลเกิดความเครียดในการทำงาน เนื่องจากปัจจัยด้าน อายุ ระยะเวลาการปฏิบัติงาน สถานภาพสมรส ภาระงานและความเหนื่อยล้า ค่าตอบแทน สวัสดิการ ความก้าวหน้าในอาชีพ และสัมพันธภาพระหว่างเพื่อน ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ส่งผลถึงความเครียดและประสิทธิภาพในการทำงาน แม้ยังมีความผูกพันต่อองค์กรจากสวัสดิการที่ได้รับ อย่างไรก็ตามพยาบาลยังคงทำงานในองค์กรต่อเนื่องจากการมีค่านิยมในการรับราชการ การให้คุณค่าของตำแหน่งและความภาคภูมิใจในการได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในองค์กร ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (1) ปรับภาระงานให้เหมาะสม โดยมีจำนวนพยาบาลที่เหมาะสมกับจำนวนผู้ป่วย (2) หน่วยงานควรจัดอบรมการจัดการความเครียดและให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยา (3) ส่งเสริมการพัฒนาองค์กร โดยให้พยาบาลมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบงานและกระบวนการทำงาน เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและเพิ่มความผูกพันในองค์กร


แรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าพนักงานปกครอง กรณีศึกษาสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง, นิติศักดิ์ ปานปรุง Jan 2024

แรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าพนักงานปกครอง กรณีศึกษาสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง, นิติศักดิ์ ปานปรุง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศึกษาความคิดเห็นของเจ้าพนักงานปกครองเกี่ยวกับปัจจัยจูงใจในการทำงานและแรงจูงใจในการบริการสาธารณะที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน กรณีศึกษา สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง และแรงจูงใจที่ส่งผลประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าพนักงานปกครอง ตลอดจนเสนอแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาปัจจัยต่าง ๆ ที่จะสร้างแรงจูงใจที่ ช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงานให้กับเจ้าพนักงานปกครอง สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง ผลการศึกษาพบว่า แรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าพนักงานปกครองในสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดนอย่างมีนัยสำคัญ แบ่งเป็น ปัจจัยจูงใจในการทำงาน ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา ลักษณะงาน และความรับผิดชอบ ส่วนแรงจูงใจในการบริการสาธารณะ ได้แก่ ความมุ่งมั่นในการรับผิดชอบต่อผลประโยชน์สาธารณะ ความเห็นอกเห็นใจ และความเสียสละ ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะควรให้หน่วยงานมีแนวทางในการปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการทำงานของผู้บังคับบัญชาให้มีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้น เปิดโอกาสการรับฟังความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติงาน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างการสื่อสารที่มีความชัดเจน ทั้งนี้ จะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับเจ้าพนักงานปกครอง และส่งผลไปสู่ประสิทธิภาพในการทำงาน


การกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่น Pm2.5 กรณีศึกษา จังหวัดแม่ฮ่องสอน, นนทพัทธ์ เผือกพูลผล Jan 2024

การกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่น Pm2.5 กรณีศึกษา จังหวัดแม่ฮ่องสอน, นนทพัทธ์ เผือกพูลผล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยชิ้นนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่มีผลต่อการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่น PM2.5 กรณีศึกษา จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 17 คน 1) ผู้บริหารจังหวัดแม่ฮ่องสอน หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการระดับผู้ปฏิบัติงาน ผู้นำชุมชน ประชาชนในพื้นที่ และ NGO ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า ปัญหาและอุปสรรคที่มีผลต่อการขับเคลื่อนการดำเนินงานฯ ได้แก่ 1) ประชาชนหรือเกษตรกรยังไม่ค่อยมีความสนใจในการปูลกพืชเศรษฐกิจ 2) งบประมาณในการดำเนินแผนงานโครงการที่สนับสนุนป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า รวมถึงโครงการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเกษตรแบบยั่งยืน ยังมีไม่เพียงพอและไม่ครอบคลุม 3) ทรัพยากรบุคคลไม่เพียงพอในการดำเนินงาน เนื่องจากพื้นที่ป่ามีขนาดใหญ่ และเป็นภูเขาที่มีความลาดชัน 4) ระบบการสั่งการยังไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน และการปฏิบัติในระดับท้องที่จริงทำได้ยาก โดยแนวทางในการพัฒนาและยกระดับแนวทางการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประกอบด้วย 1) การเร่งรัดการดำเนินโครงการจัดที่ดินทำกินให้กับประชาชน 2) ส่งเสริมและสนับสนุนงบประมาณในส่วนของการทำเกษตรที่ยั่งยืนให้มากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการทำไร่หมุนเวียนซึ่งเป็นสาเหตุของการเผาพื้นที่ 3) การจัดสรรงบประมาณภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันเพื่อลดฝุ่นละออง PM2.5 โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน 4) เชิญชวนทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง เพื่อให้เกิดการรับผิดชอบทรัพยากรป่าไม้ร่วมกัน 5) รัฐบาลควรมีการสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว


หัวข้อวิจัย : ความรู้และทัศนคติของบุคลากรสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ต่อการดำเนินการด้านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity And Transparency Assessment : Ita)กรณีศึกษา : ความรู้และทัศนคติของบุคลากรสังกัดศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงมหาดไทย ต่อการดำเนินการตามแบบวัดการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Open Data Integrity And Transparency Assessment : Oit), นิธิศ พงษ์ชุติสรา Jan 2024

หัวข้อวิจัย : ความรู้และทัศนคติของบุคลากรสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ต่อการดำเนินการด้านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity And Transparency Assessment : Ita)กรณีศึกษา : ความรู้และทัศนคติของบุคลากรสังกัดศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงมหาดไทย ต่อการดำเนินการตามแบบวัดการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Open Data Integrity And Transparency Assessment : Oit), นิธิศ พงษ์ชุติสรา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความรู้ ความเข้าใจ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และเพื่อศึกษาทัศนคติของบุคลากรสังกัดศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงมหาดไทย ที่ได้รับมอบหมายดำเนินการขับเคลื่อนการประเมิน ITA ต่อการดำเนินการตามแบบวัดการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Open Data Integrity and Transparency Assessment : OIT) รวมทั้งศึกษาค่านิยมเรื่องการต่อต้านการทุจริตภายในหน่วยงาน ของบุคลากรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อนำไปสู่แนวทางพัฒนาการดำเนินการและการกำหนดมาตรการป้องกัน การทุจริตภายในหน่วยงาน เพื่อยกระดับการดำเนินการด้านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือการประเมิน ITA ของหน่วยงานในปีงบประมาณถัดไป ให้ดียิ่งขึ้น โดยใช้รูปแบบการศึกษาด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้านความรู้และทัศนคติ โดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้บริหารและบุคลากรศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงมหาดไทย ที่ได้รับมอบหมายดำเนินการขับเคลื่อนการประเมิน ITA ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จำนวน 5 คน และเก็บข้อมูลด้านค่านิยมเรื่องการต่อต้านการทุจริตภายในหน่วยงานของบุคลากรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยวิธีการสัมภาษณ์ทั่วไป (General Interview) กับบุคลากรสังกัดสำนัก/กอง ที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก/ร่วม ในการดำเนินการตามแบบวัดการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (OIT) ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จำนวน 17 คน ผลการศึกษาภายใต้กรอบแนวคิดความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม (Knowledge Attitude and Practice Theory : KAP) รูปแบบที่ 3 ของ Singh โดยความรู้ (K) และ ทัศนคติ (A) ต่างทำให้เกิดการปฏิบัติ (P) โดยที่ความรู้และทัศนคติไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กัน พบว่า ความรู้ ทัศนคติของบุคลากรสังกัดศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงมหาดไทย ที่ได้รับมอบหมายดำเนินการขับเคลื่อน การประเมิน ITA รวมถึงค่านิยมเรื่องการต่อต้านการทุจริตภายในหน่วยงานของบุคลากรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย คือ ดำเนินการขับเคลื่อนการประเมิน ITA โดยศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงาน (สำนัก/กอง) ร่วมดำเนินการตามเเบบวัด OIT จนทำให้คะเเนนการประเมิน ITA ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้ยังมีข้อค้นพบที่สำคัญ …


การศึกษาเปรียบเทียบกลยุทธ์การสร้าง Soft Power ระหว่างประเทศเกาหลีใต้กับประเทศไทยผ่านอุตสาหกรรมภาพยนตร์, ปภาวินท์ นนทวงค์ Jan 2024

การศึกษาเปรียบเทียบกลยุทธ์การสร้าง Soft Power ระหว่างประเทศเกาหลีใต้กับประเทศไทยผ่านอุตสาหกรรมภาพยนตร์, ปภาวินท์ นนทวงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง การศึกษาเปรียบเทียบกลยุทธ์การสร้าง Soft Power ระหว่างประเทศเกาหลีใต้กับประเทศไทยผ่านอุตสาหกรรมภาพยนตร์ มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่ออธิบายแนวคิดการสร้าง Soft Power แนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และแนวคิดกลยุทธ์ และเพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบกลยุทธ์การสร้าง Soft Power ระหว่างประเทศเกาหลีใต้กับประเทศไทยผ่านอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซึ่งใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยทำการวิจัยเชิงเอกสาร ผลการศึกษาพบว่า รัฐบาลเกาหลีมีนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยการยกเลิกระบบการควบคุมเนื้อหา กลไกขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่สำคัญคือ Korean Film Council (KOFIC) โดย KOFIC ได้มีกลยุทธ์ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในหลายด้าน ได้แก่ การสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ การสนับสนุนเงินลงทุนในการสร้างภาพยนตร์ และการสร้างระบบนิเวศเพื่อการเติบโตของภาพยนตร์ สำหรับประเทศไทย เริ่มให้ความสำคัญและสนับสนุน Soft Power เมื่อไม่นานมานี้ โดยมีการกลยุทธ์การส่งเสริมภาพยนตร์ในหลายด้าน ซึ่งกลยุทธ์ไม่ต่างจากเกาหลีมากนัก แต่ภาครัฐไทยยังคงจำกัดเสรีภาพในการเผยแพร่ภาพยนตร์ ทำให้ผู้สร้างภาพยนตร์ถูกปิดกั้นไม่มีพื้นที่ให้ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ ผู้สร้างภาพยนตร์ไม่กล้าที่จะสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ แตกต่างจากเกาหลีที่สามารถสร้างสรรค์ภาพยนตร์ที่สามารถดึงดูดใจผู้ชมได้อยู่เสมอ


การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวของประชาชนกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, เบญญาภา รักท้วม Jan 2024

การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวของประชาชนกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, เบญญาภา รักท้วม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวของประชาชนกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางในการกระตุ้นการท่องเที่ยวของประชาชนกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ในรูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยการสำรวจความคิดเห็นและใช้การจัดเก็บข้อมูลจากแบบสอบ จากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน ที่มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Sampling) จากประชาชนกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครให้ครบตามจำนวนที่กำหนด จากนั้นนำมาประมวลผลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS และใช้การวิเคราะห์ สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) ด้วยวิธีแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าสูงสุด (Maximum) ค่าต่ำสุด (Minimum) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) อีกทั้งในกรณีวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน (Inference Statistics) ได้เลือกใช้เทคนิค One Way ANOVA เพื่อวิเคราะห์ความแตกต่าง และ Pearson’s Correlation เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวมผู้ตอบแบบสอบถาม มีความคิดเห็นต่อปัจจัยในการตัดสินใจท่องเที่ยว เมื่อวิเคราะห์แยกรายตัวพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุด คือ ด้านความปลอดภัยอยู่ในระดับมาก รองลงมา คือ ด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับมาก และน้อยที่สุด คือ ด้านสังคมอยู่ในระดับปานกลาง ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์ ความแตกต่างของปัจจัยส่วนบุคลต่อปัจจัยในการตัดสินใจท่องเที่ยวพบว่า เพศ สถานภาพ รายได้ส่วนบุคคล ต่อเดือน (ก่อนหักภาษี) อาชีพ และการศึกษาที่แตกต่างกัน มีปัจจัยในการตัดสินใจท่องเที่ยวในด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน แต่จำนวนคนในครอบครัวไม่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยในการตัดสินใจท่องเที่ยว


ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะความเครียดจากการทำงานกับภาวะหมดไฟของข้าราชการกรมท่าอากาศยาน, ปริพัตร์ วงศ์กาฬสินธุ์ Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะความเครียดจากการทำงานกับภาวะหมดไฟของข้าราชการกรมท่าอากาศยาน, ปริพัตร์ วงศ์กาฬสินธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะความเครียดจากการทำงานกับภาวะหมดไฟของข้าราชการกรมท่าอากาศยาน ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ในรูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยทำการสำรวจความคิดเห็นและการใช้การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 191 คน ที่มาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการแบบชั้นภูมิตามสัดส่วน (Proportional Stratified Random Sampling) จากข้าราชการกรมท่าอากาศยานส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้ครบตามจำนวนที่กำหนด ด้วยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม จากนั้นนำข้อมูลมาประมวลผลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ (Statistical Package for the Social Science : SPSS) โดยใช้การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณา ด้วยวิธีแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาณ ได้เลือกใช้เทคนิคการทดสอบด้วยวิธีการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Linear Regression Analysis) เพื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหมดไฟของข้าราชการกรมท่าอากาศยาน ผลการศึกษา พบว่า ระดับภาวะความเครียดจากการทำงานของข้าราชการกรมท่าอากาศยานโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และระดับภาวะหมดไฟของข้าราชการกรมท่าอากาศยานโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ภาวะความเครียดจากการทำงานด้านลักษณะงาน ด้านความสำเร็จและความก้าวหน้าในอาชีพ ด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคคล และด้านโครงสร้างนโยบายและบรรยากาศขององค์การ มีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟของข้าราชการกรมท่าอากาศยาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีความสัมพันธ์กันในเชิงบวก ซึ่งหากนำมาพิจารณารายด้านทั้ง 4 ด้าน พบว่า ด้านลักษณะงานมีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านความสำเร็จและความก้าวหน้าในอาชีพ และด้านโครงสร้างนโยบายและบรรยากาศ และด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคคลมีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟน้อยที่สุด อยู่ในระดับต่ำ


กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล, ณัฐวุฒิ จันทร์โสภา Jan 2024

กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล, ณัฐวุฒิ จันทร์โสภา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร และกรอบแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล 2) ศึกษาระดับความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัลของเด็กปฐมวัย 3) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล และ 4) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล ใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสมวิธีพหุระยะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนที่เปิดสอนระดับชั้นอนุบาล สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 207 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และครู รวม 621 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย 4 งาน ได้แก่ (1) ด้านหลักสูตร (2) ด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ (3) ด้านสื่อ สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ และ (4) ด้านประเมินพัฒนาการ กรอบแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก 12 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ องค์ประกอบที่ (1) ความฉลาดรู้ด้านข้อมูล ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบย่อย คือ การเข้าถึงและเข้าใจสื่อ การคิดวิเคราะห์และใช้ข้อมูลสารสนเทศ องค์ประกอบที่ (2) ความฉลาดรู้ด้านเทคโนโลยี ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบย่อย คือ ความรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ความสามารถในการใช้และเข้าใจผลกระทบของเทคโนโลยี องค์ประกอบที่ (3) ความฉลาดรู้เกี่ยวกับมนุษย์ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบย่อย คือ ความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ทักษะอารมณ์และสังคม ความสามารถในการสื่อสารและประสานความร่วมมือ ความสามารถในการคิดและเรียนรู้ การมีมนุษยธรรม องค์ประกอบที่ (4) ทักษะพื้นฐาน ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบย่อย คือ ความฉลาดรู้การเงิน …


การพัฒนาระบบการประเมินตนเองและการจัดการความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่องเป็นฐาน, ศิริปรียา ใจบุญมา Jan 2024

การพัฒนาระบบการประเมินตนเองและการจัดการความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่องเป็นฐาน, ศิริปรียา ใจบุญมา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา นิสิตส่วนมากจำเป็นต้องรับผิดชอบทั้งการเรียนและการทำงาน หากไม่สามารถจัดการต่อความรับผิดชอบให้สมดุล อาจเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษา ที่นำไปสู่ภาวะความท้อแท้ในการเรียนได้ การวิจัยครั้งนี้จึงดำเนินการ (1) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของภาวะความท้อแท้ในการเรียนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา (2) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะและจัดกลุ่มภาวะความท้อแท้ในการเรียนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา (3) เพื่อพัฒนาโมเดลทำนายความท้อแท้ในการเรียนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา และ (4) เพื่อพัฒนาระบบการประเมินตนเองและการจัดการความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา แบ่งการวิจัยเป็น 3 ระยะ ในระยะแรกคือ การศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ และการวิเคราะห์การจัดกลุ่มภาวะความท้อแท้ในการเรียนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา ต่อมาคือการพัฒนาโมเดลทำนายภาวะความท้อแท้ในการเรียนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา และระยะสุดท้ายคือการพัฒนาข้อเสนอแนะต่อการจัดการต่อความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาและการพัฒนาระบบการประเมินตนเองและการจัดการความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษา ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ พบว่า โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของภาวะความท้อแท้ในการเรียนโดยมีความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาเป็นตัวแปรส่งผ่าน มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square(6, N = 160) = 20.678, p < .01, RMSEA = .124, SRMR = .075, CFI = .905, TLI = .793) 2) ผลวิเคราะห์การจัดกลุ่มลักษณะภาวะความท้อแท้ในการเรียนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา ด้วยการวิเคราะห์กลุ่มแฝง พบว่า สามารถจัดกลุ่มลักษณะของภาวะความท้อแท้ในการเรียนได้จำนวน 4 กลุ่ม (Entropy = 0.950, LL=-2989.508, AIC=6125.016, BIC=6349.504) 3) ผลการพัฒนาโมเดลทำนายภาวะความท้อแท้ในการเรียนของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา พบว่า โมเดลการทำนายมีความแม่นยำ (accuracy) เป็นร้อยละ 90.90 มีความไว (sensitivity) ต่อการระบุกลุ่มเป็นร้อยละ 87.50 มีความจำเพาะ (specificity) ร้อยละ 97.28 มีความถูกต้องแม่นยำในการทำนาย (precision) ร้อยละ 89.28 และมีคะแนน F1-score เป็น .8557 4) ผลการพัฒนาระบบการประเมินตนเองและการจัดการความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา ได้ทดลองใช้กับนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาจำนวน 84 คน พบว่า ระบบมีคะแนนประสิทธิภาพเป็น 72.17 คะแนน และนิสิตระบุว่าระบบการประเมินตนเองอยู่ในช่วงที่ยอมรับได้ (acceptable) จำนวน 50 คน (ร้อยละ 59.52)


นวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น, ญาณาริณ พากเพียร Jan 2024

นวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น, ญาณาริณ พากเพียร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมไทยในกลุ่มวัยรุ่นตอนต้นลดลงอย่างชัดเจน เนื่องจากอิทธิพลของวัฒนธรรมต่างชาติผ่านสื่อออนไลน์ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความต้องการของวัยรุ่นตอนต้นที่มีต่อการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย 2) พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น และ 3) ศึกษาผลการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ที่ใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาความต้องการการเรียนรู้ของวัยรุ่นตอนต้น และความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทย 2) พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น 3) ทดลองใช้และพัฒนาเครื่องมือวิจัย และ 4) ศึกษาผลการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น โดยใช้เครื่องมือในการวิจัย จำนวน 6 ชุด ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพความต้องการของวัยรุ่นตอนต้นที่มีต่อการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย 2) แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญในด้านการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น 3) แบบประเมินการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย 4) แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคลขณะทำกิจกรรม 5) แบบสะท้อนคิดหลังจากทำกิจกรรม และ 6) แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้สื่อการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ศึกษาโดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ผลการวิจัย พบว่า 1) วัยรุ่นตอนต้นสนใจศิลปวัฒนธรรมไทยในระดับปานกลาง (ร้อยละ 57.50) โดยส่วนใหญ่ต้องการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทยในลักษณะของการออกแบบอย่างสร้างสรรค์ เมื่อสอบถามถึงประเภทประติมากรรมที่ชอบมากที่สุด พบว่า ส่วนใหญ่เลือกประเภทสัตว์ (ร้อยละ 62.50) รองลงมา คือ ตุ๊กตา (ร้อยละ 50) ด้านกระบวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่า ส่วนใหญ่ต้องการทำกิจกรรมทั้งในรูปแบบเดี่ยวและรูปแบบกลุ่ม (ร้อยละ 55) และต้องการทำกิจกรรมระยะเวลาประมาณ 30 นาที (ร้อยละ 62.50) ด้านสื่อการเรียนรู้ที่วัยรุ่นตอนต้นสนใจมากที่สุด คือ ของเล่นส่งเสริมการเรียนรู้ (ร้อยละ 62.50) รองลงมา คือ เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน VR (ร้อยละ 57.50) และเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม AR (ร้อยละ 52.50) 2) การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้ ใช้ประติมากรรมเป็นกรณีศึกษา เนื่องจากช่วยส่งเสริมการรับรู้ที่มีความเป็นรูปธรรมและง่ายต่อการเชื่อมโยงการอธิบายองค์ประกอบของเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมไทยในแต่ละสาขา นอกจากนี้การเลือกใช้ประติมากรรมศิลปะแบบสุโขทัย มีงมีความเหมาะสมกับการนำมาใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทยเพราะมีรูปแบบศิลปะที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจพื้นฐานของศิลปวัฒนธรรมไทยได้อย่างชัดเจน …