Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (27181)
- Social and Behavioral Sciences (20636)
- Arts and Humanities (19473)
- Education (14335)
- Physical Sciences and Mathematics (13986)
-
- Life Sciences (13561)
- Law (10960)
- Medical Specialties (9450)
- Engineering (9240)
- Medical Sciences (6554)
- Business (4740)
- Public Health (4171)
- Higher Education (4149)
- Psychology (4143)
- History (4096)
- Computer Sciences (3700)
- Creative Writing (3529)
- Sociology (3485)
- Earth Sciences (3164)
- Religion (3064)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2967)
- Plant Sciences (2949)
- Oncology (2771)
- Diseases (2656)
- Biomedical Informatics (2632)
- English Language and Literature (2574)
- Nursing (2500)
- Environmental Sciences (2411)
- Bioinformatics (2313)
- Art and Design (2264)
- Institution
-
- University of South Florida (34951)
- The Texas Medical Center Library (5987)
- University of Kentucky (3628)
- University of Montana (3027)
- Chulalongkorn University (2432)
-
- University of Texas at Arlington (2237)
- University of Nebraska - Lincoln (2066)
- Liberty University (2028)
- New Jersey Institute of Technology (1977)
- Walden University (1867)
- Utah State University (1859)
- University of New Hampshire (1810)
- University of Alabama at Birmingham (1764)
- Washington University School of Medicine (1702)
- Brigham Young University (1701)
- University of Texas Rio Grande Valley (1680)
- Ateneo de Manila University (1609)
- Sigma Theta Tau International Honor Society of Nursing (1478)
- University of Arkansas, Fayetteville (1424)
- University of New Mexico (1417)
- Kennesaw State University (1355)
- University of South Carolina (1316)
- University of Plymouth (1311)
- Purdue University (1303)
- Louisiana State University (1287)
- Singapore Management University (1283)
- University of Mississippi (1280)
- Universitas Indonesia (1279)
- Georgia Southern University (1248)
- Villanova University Charles Widger School of Law (1220)
- Keyword
-
- Humans (5707)
- Female (2844)
- Male (2486)
- Animals (1724)
- Adult (1500)
-
- ICTS (Institute of Clinical and Translational Sciences) (1411)
- Middle Aged (1398)
- UAB (1352)
- English (1274)
- Aged (1190)
- Mice (1166)
- Undergraduate (1051)
- Education (1026)
- Literary (971)
- Litmag (969)
- COVID-19 (930)
- Child (763)
- United States (743)
- Mental health (708)
- Machine learning (707)
- Adolescent (671)
- Artificial intelligence (638)
- Condolence notes (548)
- Higher education (524)
- Climate change (513)
- Retrospective Studies (492)
- Sustainability (484)
- Leadership (476)
- Young Adult (462)
- Poetry (433)
- Publication
-
- The Auk (22791)
- Faculty, Staff and Student Publications (3560)
- Theses and Dissertations (3288)
- North American Bird Bander (2833)
- Eastern Bird Banding Association News (2766)
-
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (2283)
- Faculty, Staff and Students Publications (1890)
- IGC Proceedings (1977-2023) (1881)
- Journal of Raptor Research (1843)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1780)
- Faculty Publications (1774)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (1768)
- 2020-Current year OA Pubs (1680)
- Doctoral Dissertations and Projects (1268)
- Defensive Publications Series (1136)
- Dissertations (1100)
- 2024 Decisions (1098)
- Electronic Theses and Dissertations (1091)
- Marine Ornithology (1089)
- Research outputs 2022 to 2026 (1037)
- Faculty Scholarship (821)
- Kritika Kultura (813)
- Theses (764)
- McKinney and Milam Family Papers (700)
- PoemMemoirStory (literary magazine) (694)
- Leadership Connection (682)
- Ontario Birds (673)
- Honors Theses (655)
- Articles (619)
- Meacham-Carter Papers (616)
- Publication Type
Articles 189241 - 189270 of 193041
Full-Text Articles in Entire DC Network
กลวิธีการเป่าปี่ชวาในบทเพลงเพื่อการแสดงอาวุธของครูปี๊บ คงลายทอง (ศิลปินแห่งชาติ), ธีระรัตน์ คมขำ
กลวิธีการเป่าปี่ชวาในบทเพลงเพื่อการแสดงอาวุธของครูปี๊บ คงลายทอง (ศิลปินแห่งชาติ), ธีระรัตน์ คมขำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องกลวิธีการเป่าปี่ชวาในบทเพลงเพื่อการแสดงอาวุธของครูปี๊บ คงลายทอง (ศิลปินแห่งชาติ) เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทเพลงเพื่อการแสดงอาวุธและกลวิธีการเป่าปี่ชวาในบทเพลงเพื่อการแสดงอาวุธ ผลการวิจัยพบว่า บทเพลงเพื่อการแสดงอาวุธมีจำนวน 6 บทเพลง ได้แก่ เพลงกระบี่ลีลา สองชั้น เพลงโยนดาบ สองชั้น เพลงมอญรำดาบ สองชั้น เพลงโลม สองชั้น และเพลงลงสรง สองชั้น เพลงสองชั้นใช้สำหรับไหว้ครูประจำแต่ละอาวุธ และเพลงโยน-แปลง ใช้สำหรับทุกการแสดงในช่วงเดินแปลงและเข้าต่อสู้ กลวิธีการเป่าปี่ชวาในบทเพลงเพื่อการแสดงอาวุธจะต้องปรับกลุ่มเสียงเพื่อให้ปี่ชวาดำเนินทำนองได้สะดวกทั้งการใช้นิ้วและการใช้ลม อีกทั้งเพื่อให้พบทำนองที่เอื้อต่ออารมณ์ให้มีความฮึกเหิม เพลงที่จะต้องปรับกลุ่มเสียง ได้แก่ เพลงโยนดาบ สองชั้น เพลงมอญรำดาบ สองชั้น เพลงโลม สองชั้น เพลงลงสรง สองชั้น และเพลงที่ไม่ต้องปรับกลุ่มเสียง ได้แก่ เพลงกระบี่ลีลา สองชั้น นอกจากการปรับกลุ่มเสียงเพื่อความสะดวกในการบรรเลงปี่ชวา จะต้องใช้กลวิธีพิเศษเพื่อเพิ่มอรรถรสให้แก่ทำนอง ได้แก่ การตอดลิ้นโดยเป่าลมสั้น การตอดลิ้นตัดลม การตอดลิ้นติดกัน 2 ครั้ง การตอดลมโดยเป่าลมสั้น การปริบ การโปรยเสียง การตีนิ้ว การสะบัด การรวบทำนอง และการกระทบเสียง ซึ่งกลวิธีดังกล่าวในการเป่าปี่ชวาในแต่ละบทเพลงจะต้องศึกษาแบบตัวต่อตัวเพื่อให้ได้รับองค์ความรู้ที่ถูกต้องตามแบบแผนเนื่องจากกลวิธีใช้นิ้วและลมในการเป่าปี่ชวามีรายละเอียดที่ซับซ้อน
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม, ศุภชัย ไตรไทยธีระ
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม, ศุภชัย ไตรไทยธีระ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมและเพื่อนำเสนอกลไกสนับสนุนการเรียนรู้ฐานสมรรถนะสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิจัยเชิงปฏิบัติการกลุ่มเป้าหมายในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนอุบลราชธานี ประกอบด้วย ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ 10 คน และเด็กและเยาวชน 30 คน ผลการวิจัยพบว่า การออกแบบการเรียนรู้ที่กำหนดเองที่สอดคล้องกับการพัฒนาสมรรถนะของเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมต้องออกแบบบนหลักสามประการคือ ความยืดหยุ่น การออกแบบการเรียนรู้แบบไม่เป็นเส้นตรง และการให้ความสำคัญกับการสะท้อนกลับจากผู้เรียน ซึ่งเป็นรูปแบบสำคัญของการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม จากการวิจัย สามารถแบ่งเด็กได้เป็นสี่กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มเด็กและเยาวชนปกติทั่วไป มีแนวโน้มที่จะบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้เนื่องจากผู้เรียนรู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของการเรียนรู้ 2) กลุ่มผู้เรียนที่มีภาวะจิตเวช เด็กและเยาวชนเริ่มยอมรับในปัญหาของตนเองและเข้าสู่กระบวนการบำบัดเยียวยา แต่ปัญหาสภาวะจิตใจทำให้การเรียนรู้หยุดชะงักไม่ต่อเนื่อง 3) กลุ่มเรียนรู้ช้า ผู้เรียนสนใจการเรียนรู้จากการปฏิบัติ เมื่อออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความถนัดและความต้องการทำให้ผู้เรียนมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และ 4) กลุ่มที่ถูกตัดสินให้อยู่นานกลุ่มนี้มีแรงจูงใจน้อยกว่ากลุ่มอื่น การเปิดโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์จริงช่วยสร้างแรงจูงใจเพิ่มขึ้น ซึ่งจะต้องอาศัยการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ซึ่งเป็นกลไกสนับสนุนการเรียนรู้สี่ประการด้วยกันคือ 1) ครูมีบทบาทในการเป็นเพื่อนคู่คิดเพื่อลดช่องว่างกับผู้เรียน 2) ทรัพยากรการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเรียนรู้รายบุคคล 3) เครือข่ายสนับสนุนการเรียนรู้จากภายนอก และ 4) กลไกเชิงนโยบายที่สนับสนุนการจัดการเรียนรู้และกลไกโอบอุ้มคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางให้สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม
การพัฒนารูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, ชณทัต บุญชูวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียน 2) เพื่อพัฒนารูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 3) เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต และ 4) เพื่อนำเสนอรูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ คือนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตจำรวน 426 คน และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้คือ 1) แบบสอบถามสภาพปัญหาและความต้องการเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 2) แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับรูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบฯ คือ นักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต จำนวน 35 คน และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) เว็บรูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันฯ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันฯ 3) แบบวัดการรู้สารสนเทศดิจิทัล 4) เกณฑ์ประเมินแบบรูบริคส์การรู้สารสนเทศดิจิทัล 5) แบบประเมินตนเองการยึดมั่นผูกพันในการเรียน 6) เกณฑ์ประเมินแบบรูบริคส์การยึดมั่นผูกพันในการเรียน 7) แบบสอบถามความคิดเห็นต่อการใช้รูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันฯ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-Way Repeated Measure ANOVA) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมี 4 องค์ประกอบได้ แก่ 1) องค์ประกอบด้านกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกัน 2) องค์ประกอบด้านโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกัน 3) องค์ประกอบด้านเกมิฟิเคชัน และ 4) องค์ประกอบด้านการวัดและประเมินผล โดยมี 4 ขั้นตอนการเรียนรู้ได้แก่ 1) ขั้นที่ 1 การวางแผน 2) ขั้นที่ 2 การสืบสอบส่วนบุคคล 3) ขั้นที่ 3 การสืบสอบร่วมกัน และ 4) ขั้นที่ 4 ผลของกลุ่ม 2. ผลการทดลองการใช้รูปแบบฯ พบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยการรู้สารสนเทศดิจิทัลหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำแสดงให้เห็นว่าคะแนนเฉลี่ยการรู้สารสนเทศดิจิทัลในแต่ละครั้งมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ …
แนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร, ปกกสิณ ชาทิพฮด
แนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร, ปกกสิณ ชาทิพฮด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร 2) เพื่อวิเคราะห์การสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร โดยเลือกแบบเจาะจงผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เป็นกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนครจำนวน 5 กลุ่มชน ได้แก่ โย้ย, ญ้อ, ไท-ลาว,กะเลิง และผู้ไทย และเลือกผู้ที่มีบทบาทในกระบวนการผลิตผ้าครามตั้งแต่กระบวนการผลิตขั้นแรกไปจนถึงกระบวนการทอผ้าครามเสร็จสิ้นเป็นผืนผ้า ใช้วิธีดำเนินการวิจัยตามวัตถุประสงค์ร่วมกับการศึกษาเอกสาร การศึกษาข้อคิดเห็นจากผู้ใช้ผ้าครามด้วยแบบสอบถาม การศึกษาภาคสนามด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และการอภิปรายกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า คุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนครจากเจ้าของภูมิปัญญา มีคุณค่า 5 ด้าน ประกอบด้วย (1) คุณค่าด้านจริยศาสตร์ สะท้อนผ่านการไหว้ครูครามและการบูชาหม้อคราม (2) คุณค่าด้านสุนทรียศาสตร์ สะท้อนผ่านลวดลายผ้าครามและสีครามธรรมชาติ, (3) คุณค่าด้านสังคมและวัฒนธรรม สะท้อนผ่านในด้านการใช้ผ้าครามในโอกาสต่าง ๆ และภูมิปัญญาภาษาและคำศัพท์ผ้าคราม, (4) คุณค่าด้านเศรษฐกิจ สะท้อนจากเศรษฐกิจในระดับครอบครัว ชุมชน และประเทศจากการแปรรูปผลิตภัณฑ์และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าคราม และ (5) คุณค่าด้านสิ่งแวดล้อม สะท้อนจากคุณลักษณะพิเศษของครามที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและกระบวนการผลิตใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ และ คุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามจากผู้ใช้ผ้าคราม เป็นคุณค่าจากการให้นิยามความหมาย และการใช้ผ้าครามในบริบทต่าง ๆ ของกลุ่มเยาวชนในจังหวัดสกลนคร ด้านการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร พบว่า มีองค์ประกอบทั้งสิ้น 4 ส่วน ประกอบด้วย (1) ผู้สืบสานภูมิปัญญา ส่วนใหญ่เป็นครูภูมิปัญญา ปราชญ์และผู้รู้ผ้าครามที่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับครามและผ้าครามโดยใช้การส่งต่อองค์ความรู้หลายวิธี ได้แก่ การบอก การชี้แนะ การสาธิต และการให้ลงมือปฏิบัติ (2) ผู้รับการสืบสานภูมิปัญญา มีทั้งผู้รับการสืบสานที่เป็นคนในครอบครัว และผู้รับการสืบสานที่เป็นคนนอกครอบครัว (3) วิธีการสืบสานภูมิปัญญา ประกอบด้วย รูปแบบของการสืบสาน วิธีการสืบสานภูมิปัญญา ชุดข้อมูลของการสืบสานภูมิปัญญา และ (4) เนื้อหาของการสืบสานภูมิปัญญา ส่วนใหญ่เป็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับคราม เส้นใยฝ้ายและไหม การสร้างลวดลายผ้าคราม การย้อมสีด้วยคราม การทอผ้าคราม และ 3) แนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร พบว่า (1) การสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามผ่านรูปแบบการศึกษาตลอดชีวิตผ่านสถาบันครอบครัว ด้วยการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย (2) วิธีดำเนินการตามแนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร ได้แก่ การวิจัยและพัฒนา …
โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี, อโณทัย พลเยี่ยม เพชรแสง
โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี, อโณทัย พลเยี่ยม เพชรแสง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี และ 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี เป้าหมายของการทดลองเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ที่เรียนหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตหรือศึกษาศาสตรบัณฑิต ในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง จำนวน 78 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) การดำเนินการวิจัย แบ่งออกเป็น 5 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาข้อมูลพื้นฐานและการเตรียมการ 2) การพัฒนาโปรแกรม 3) การศึกษานำร่องและการพัฒนาโปรแกรมฉบับทดลองใช้ 4) การทดลองใช้โปรแกรม และ 5) การปรับปรุงโปรแกรม และการจัดทำโปรแกรมฉบับสมบูรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความบากบั่นพากเพียร และแบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับความบากบั่นพากเพียร วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้การทดสอบข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระจากกัน (t-test Dependent) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี มี 8 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) หลักการของโปรแกรม 2) วัตถุประสงค์ของโปรแกรม 3) ผลลัพธ์การเรียนรู้ของโปรแกรม 4) เนื้อหาสาระและกิจกรรมของโปรแกรม 5) กำหนดการดำเนินงานในโปรแกรม 6) โครงสร้างการจัดประสบการณ์ของโปรแกรม 7) บทบาทของผู้สอนและผู้เรียน และ 8) การวัดและประเมินผลของโปรแกรม โดยมี 3 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ 1) การกำกับตนเองในชีวิตประจำวัน 2) การกำกับตนเองในการเรียน และ 3) การกำกับตนเองเพื่อพัฒนาตนเอง ใช้เวลาในการเข้าร่วมโปรแกรมทั้งหมด 15 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 33 ชั่วโมง ระยะเวลาดำเนินการโดยรวม 10 สัปดาห์ 2. ผลของการใช้โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี พบว่า ความบากบั่นพากเพียรของนักศึกษาหลังการเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งในภาพรวมและแต่ละองค์ประกอบ และในระหว่างการทดลองใช้โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี นักศึกษาทั้งในกลุ่มที่มีความบากบั่นพากเพียรในระดับสูง กลาง และต่ำ มีการเปลี่ยนแปลงของความบากบั่นพากเพียรไปในทิศทางที่ดีขึ้นทั้งในภาพรวมและแต่ละองค์ประกอบ
โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของสมดุลชีวิตและงานของครูในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล: การวิเคราะห์อิทธิพลการส่งผ่านพหุระดับที่มีพหุตัวแปรส่งผ่าน, มาลัยวรรณ แก้วอาสา
โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของสมดุลชีวิตและงานของครูในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล: การวิเคราะห์อิทธิพลการส่งผ่านพหุระดับที่มีพหุตัวแปรส่งผ่าน, มาลัยวรรณ แก้วอาสา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพสมดุลชีวิตและงานของครูในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล และ 2) วิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรวัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือ การใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น และการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงานที่มีอิทธิพลต่อสมดุลชีวิตและงานของครู ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ ครูมัธยมศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 250 คน และผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 18 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามช่วงชั้น (มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย) และภูมิภาค การเก็บข้อมูลใช้แบบสอบถามออนไลน์ซึ่งมีคุณสมบัติเชิงจิตมิติทั้งด้านความตรงและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับด้วยโปรแกรม Mplus ผลการศึกษาพบว่า โมเดลสมการโครงสร้างสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (c2 = 63.871, df = 49, p = 0.0752, RMSEA = 0.035, CFI = 0.985, TLI = 0.979, SRMRW = 0.053, SRMRB = 0.434, AIC = 3255.831, BIC = 3428.382) โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์สภาพสมดุลชีวิตและงานของครูในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลพบว่า สมดุลชีวิตและงานของครูในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.020, SD = 0.594) โดยครูมีการจัดการเวลาอย่างสมดุลในระดับปานกลาง ในขณะที่การให้ความสำคัญกับงานและชีวิตส่วนตัวและความพึงพอใจในการรักษาสมดุลชีวิตและงานอยู่ใน ระดับมาก (M = 3.110 และ 3.210, SD = 0.693 และ 0.789 ตามลำดับ) 2. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรในโมเดลวิจัยระดับครู พบว่า การบูรณาการกิจรรมระหว่างชีวิตและงาน (INT) มีอิทธิพลทางตรงต่อสมดุลชีวิตและงาน (WLB) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (B = 0.974, p <.001) 3. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลทางตรงของตัวแปรในโมเดลวิจัยระดับโรงเรียน พบว่า วัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือ (CUL) มีอิทธิพลทางตรงต่อการใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) (B = 0.285, p = 0.001) และการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงาน (INT) (B = 0.303, p = 0.044) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ในขณะที่การใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) มีอิทธิพลทางตรงต่อสมดุลชีวิตและงานของครู (WLB) (B = 0.936, p B = 0.862, p 4. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลรวมและอิทธิพลทางอ้อมในโมเดลวิจัยระดับโรงเรียนพบว่า วัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือ (CUL) มีอิทธิพลรวมต่อสมดุลชีวิต และงานของครู (WLB) เท่ากับ 0.801 และมีอิทธิพลทางอ้อมผ่านการใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) (B = 0.267, p = 0.004) และการบูรณาการกิจกรรม ระหว่างชีวิตและงาน (INT) (B = 0.295, p = 0.046) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้วัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือ (CUL) มีอิทธิพลทางอ้อมต่อสมดุลชีวิต และงานของครูผ่านการใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) และการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงาน (INT) (B = 0.239, p = 0.009) อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 ในขณะที่การใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) มีอิทธิพลรวมต่อสมดุลชีวิตและงานของครู (WLB) เท่ากับ 1.776 และมีอิทธิพลทางอ้อมต่อ สมดุลชีวิตและงานของครูผ่านการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงาน ( INT) (B = 0.840, p ข้อค้นพบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมให้ครูมีสมดุลชีวิตและงาน ต้องเริ่มจากการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงาน นอกจากนี้ยังพบว่าโรงเรียนมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสมดุลชีวิตและงานของครูโดยการใช้นโยบายการบริหาร โรงเรียนแบบยืดหยุ่นและส่งเสริมการสร้างวัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือเพื่อสนับสนุนให้ครูสามารถบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงานได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งจะส่งผล ให้ครูมีสมดุลชีวิตและงานที่ดียิ่งขึ้น
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะหลักของครูด้วยกระบวนการศึกษานอกระบบแบบมีส่วนร่วม, ธีระศักดิ์ ทั่งสุวรรณ
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะหลักของครูด้วยกระบวนการศึกษานอกระบบแบบมีส่วนร่วม, ธีระศักดิ์ ทั่งสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะหลักของครูในปัจจุบัน และสมรรถนะหลักของครูที่ควรได้รับการพัฒนา 2) พัฒนาการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบแบบมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะหลักของครู และ 3) ศึกษาผลการจัดกิจกรรมและข้อเสนอแนะในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบแบบมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะหลักของครู การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครูโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาของรัฐแห่งหนึ่ง จำนวน 85 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ แบบสนทนากลุ่ม แบบสอบถาม แผนกิจกรรมการเรียนรู้ แบบสังเกตและแบบประเมินความพึงพอใจ ผลการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่าเครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการวิจัย มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน พร้อมทั้งใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานและการทำงานเป็นทีมเป็นสมรรถนะที่สำคัญและจำเป็นต้องได้รับการพัฒนามากที่สุด จึงได้พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยบูรณาการสมรรถนะทั้งสองด้านผ่านโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างสมรรถนะหลักการมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานด้วยกระบวนการทำงานเป็นทีม (Team Boost Excellence Initiative) ระยะเวลารวม 2 วัน (12 ชั่วโมง) โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกต และการสะท้อนผล บูรณาการร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและกระบวนการกลุ่ม ผลการจัดกิจกรรมพบว่าสามารถกระตุ้นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เข้าร่วมมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.86, S.D. = 0.37) และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้จริง โดยผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความคิดเห็นในเชิงบวก เสนอให้ขยายผลการจัดกิจกรรมทั้งในระดับโรงเรียน สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรภายนอก และเพิ่มระยะเวลาการจัดกิจกรรม นอกจากนี้ควรศึกษาปฏิทินกิจกรรมของโรงเรียน สร้างเครือข่ายบุคคลสำคัญ พัฒนาระบบติดตามผลระยะยาว และปรับปรุงระบบการสังเกตให้ครอบคลุมปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ นอกจากนี้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป และข้อเสนอแนะทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
การ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงด้วยการเรียนรู้แบบค้นพบเพื่อส่งเสริมการรู้สิ่งแวดล้อม, จุติกรานต์ อังคพนมไพร
การ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงด้วยการเรียนรู้แบบค้นพบเพื่อส่งเสริมการรู้สิ่งแวดล้อม, จุติกรานต์ อังคพนมไพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและพัฒนาการ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงด้วยการเรียนรู้แบบค้นพบเพื่อส่งเสริมการรู้สิ่งแวดล้อม 2) เพื่อศึกษาผลการใช้งานการ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงด้วยการเรียนรู้แบบค้นพบเพื่อส่งเสริมการรู้สิ่งแวดล้อม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวน 30 คนโดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purpose sampling) เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่ การ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง, แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แบบประเมินคุณภาพการ์ดเกมฯ และแบบวัดการรู้สิ่งแวดล้อม สถิติที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test Dependent) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) การ์ดเกมที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบ ได้แก่ เนื้อหา การจำลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริง การ์ดเกม และการเรียนรู้แบบค้นพบ การพัฒนาการ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงฯ ประกอบด้วย 6 ขั้นตอนได้แก่ การศึกษาเอกสาร การรวบรวมข้อมูล การสังเคราะห์ การพัฒนา การประเมิน และการปรับปรุงแก้ไข โดยผลการประเมินรับรองคุณภาพการ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงด้วยการเรียนรู้แบบค้นพบ พบว่าภาพรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับคุณภาพดีมาก (Mean=4.68, S.D.=0.51) 2) ผลการใช้การ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงฯ พบว่าคะแนนเฉลี่ยความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยเจตคติด้านสิ่งแวดล้อม หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ผลการศึกษาพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม พบว่า หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาเกมเพื่อการสอนตีความบทเพลงขับร้องสำหรับผู้เรียนวัย 9-11 ปี, จิรภิญญา ศิริกุล
การพัฒนาเกมเพื่อการสอนตีความบทเพลงขับร้องสำหรับผู้เรียนวัย 9-11 ปี, จิรภิญญา ศิริกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิจัยเชิงวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเกมเพื่อการสอนตีความบทเพลงขับร้องสำหรับผู้เรียนวัย 9-11 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์นำร่อง 2) แบบประเมินคุณภาพเกม 3) แบบบันทึกหลังสอน 4) แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียนระหว่างทำกิจกรรม และ 5) แบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจผู้เรียนที่มีต่อสื่อการสอน กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน 2) กลุ่มผู้ประเมินคุณภาพเกม จำนวน 3 ท่าน และ 3) นักเรียนขับร้องที่ผู้วิจัยสอน จำนวน 1 คน ทำการเก็บข้อมูล โดยการศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์ และนำมาพัฒนาเป็นต้นแบบเกม จากนั้นนำเกมไปให้ผู้เชี่ยวชาญประเมิน และนำไปทดลองใช้ วิเคราะห์ผลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และการวิเคราะห์เชิงสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย คือ ต้นแบบเกมเพื่อการสอนตีความบทเพลงขับร้องที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ 1) อุปกรณ์เกม ได้แก่ 1.1) ชุดการ์ดจำนวน 6 ชุด ได้แก่ ชุดการ์ดระยะช่วงเสียงจำนวน 4 ใบ, ชุดการ์ดระดับความดังเบาเสียง จำนวน 8 ใบ ชุดการ์ดอารมณ์เพลงจำนวน 9 ใบ, ชุดการ์ดคาแรคเตอร์ จำนวน 12 ใบ, ชุดการ์ดภารกิจจำนวน 13 ใบ, ชุดการ์ดรางวัล จำนวน 12 ใบ 1.2) แบบวิเคราะห์ท่อนเพลง 1.3) บอร์ดเกม 1.4) หมากเดินเกม 1.5) ลูกเต๋า 1.6) คู่มือประกอบการสอนและเล่น และ 2) กิจกรรม แบ่งออกเป็น 4 ขั้น คือ …
แนวทางการส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ปราศรัย เจตสันติ์
แนวทางการส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ปราศรัย เจตสันติ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบหลักและพฤติกรรมบ่งชี้ของความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เสนอแนวทางการส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย คือ ผู้เชี่ยวชาญ 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์และการเมืองการปกครอง ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอน และครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษา รวม 65 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบยืนยันองค์ประกอบ บันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินประสิทธิภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติบรรยายและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบหลักของความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายมี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับการเมือง การรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารทางการเมือง การเข้าอกเข้าใจมุมมองทางการเมืองของตนเอง การอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่เห็นต่างทางการเมือง และการแสดงออกและมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งทั้ง 5 องค์ประกอบหลักนี้มีองค์ประกอบย่อย 23 องค์ประกอบ และพฤติกรรมบ่งชี้ 107 รายการ 2) แนวทางการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกอบด้วย (1) เป้าหมายการพัฒนาเน้นการพัฒนาองค์รวม (2) หลักการสำคัญในการพัฒนา (SECMAR) ได้แก่ การสร้างการมีส่วนร่วมโดยคํานึงถึงบริบทของนักเรียน การเรียนรู้จากประสบการณ์ การพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การใช้สื่อสารสนเทศและเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเท่าทัน การตระหนักถึงความหลากหลายทางการเมือง และการส่งเสริมกระบวนการคิดไตร่ตรอง (3) แนวทางการพัฒนา (6D Model) ได้แก่ การส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน การสนับสนุนให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยน อภิปราย ซักค้านต่อความคิดเห็น การสํารวจสื่อสารสนเทศและข้อมูลดิจิทัลอย่างรอบด้าน การฝึกวิเคราะห์ คาดการณ์ และตัดสินใจต่อสถานการณ์ทางการเมือง การส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดจิตสำนึกทางสังคม และการสนับสนุนให้นักเรียนแสดงออกและมีส่วนร่วมทางการเมืองในลักษณะต่าง ๆ (4) กลยุทธ์และวิธีการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ การเรียนรู้จากประสบการณ์ และการฝึกทักษะการตัดสินใจผ่านสถานการณ์ (5) ระดับการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเมืองมี 3 ระดับ ได้แก่ ระดับเริ่มต้น ระดับปานกลาง และระดับท้าทาย (6) รูปแบบการนำแนวทางไปใช้ในสถานศึกษา แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การส่งเสริมผ่านรายวิชาและการส่งเสริมผ่านกิจกรรมเสริมหลักสูตร (7) แนวทางการวัดและประเมินผลความฉลาดรู้ทางการเมือง ใช้หลักการสำคัญ ได้แก่ การประเมินผลแบบองค์รวม การประเมินผลจากการปฏิบัติจริง …
หน้าทับสะระหม่าใหญ่ : กรณีศึกษากลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์, ภูวิศ แถวเพีย
หน้าทับสะระหม่าใหญ่ : กรณีศึกษากลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์, ภูวิศ แถวเพีย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกหน้าทับสะระหม่าใหญ่ของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ โดยศึกษาตามระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) วิธีดำเนินการวิจัย เริ่มจากการศึกษานำร่อง (Pilot Study) และศึกษาองค์ความรู้แบ่งออกเป็น 1) ด้านเอกสาร และ 2) ด้านบุคคล ประกอบด้วยผู้ให้ข้อมูล 3 กลุ่ม คือ ครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ (Key Informant) 2) กลุ่มลูกศิษย์สาขาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3) กลุ่มลูกศิษย์ที่เป็นเครือญาติทางสายสำนัก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ แบบสัมภาษณ์กลุ่มลูกศิษย์ แบบสัมภาษณ์กลุ่มเครือญาติ และแบบสังเกตกลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกหน้าทับสะระหม่าใหญ่ของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ โดยใช้วิธีการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า (Triangulation Approach) การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้วิธีการตีความหมายและสรุปข้อค้นพบแบบอุปนัย (Analytic Induction) ผลการวิจัยพบว่ากลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงหน้าทับสะระหม่าใหญ่ของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ แบ่งได้ 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) หลักการคัดสรรผู้เรียน ครูอนันต์ใช้วิธีตรวจสอบพื้นฐานด้านองค์ความรู้ ทักษะการบรรเลง และคุณสมบัติทางวุฒิภาวะ เช่น ความเชื่อฟัง ขยันฝึกซ้อม และการปฏิบัติตามจารีต เพื่อพัฒนาคุณลักษณะผู้เรียนให้เหมาะสมกับการถ่ายทอดองค์ความรู้ระดับสูง 2) การสร้างแรงบันดาลใจ ครูอนันต์ส่งเสริมให้ผู้เรียนตระหนักรู้ถึงคุณค่าของหน้าทับสะระหม่าใหญ่ผ่านพิธีไหว้ครู การเล่าเรื่องประวัติความเป็นมา และการเน้นบทบาททางวัฒนธรรม เช่น การใช้ในงานมงคลและพระราชพิธี 3) กลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกหน้าทับสะระหม่าใหญ่ ครูอนันต์ใช้เทคนิคการสอนที่เป็นลำดับ เช่น การอธิบายเสียงกลองแขกตัวผู้และตัวเมีย การสอนไม้ต้น ไม้โปรย ไม้แดกและการบรรเลงร่วมกับวงปี่ชวากลองแขกและวงเครื่องสายปี่ชวา โดยเน้นการฝึกปฏิบัติทีละขั้นตอน ซึ่งจะใช้กลวิธีการสอนแบบรายบุคคล การสอนแบบคู่ และการสอนรวมวง ในระหว่างกระบวนการสอน 4) กลวิธีการประเมินและการให้ข้อมูลย้อนกลับทักษะการบรรเลงหน้าทับสะระหม่าใหญ่ ครูอนันต์ใช้การประเมินทั้งแบบรายบุคคล แบบคู่ และแบบรวมวง โดยเน้นการสังเกต การให้ข้อมูลย้อนกลับ และการให้คำแนะนำที่ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ ผู้เรียนจะได้รับข้อมูลย้อนกลับในลักษณะบวก พร้อมคำแนะนำเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด ซึ่งการสอนของครูอนันต์ใช้วิธีการที่สร้างแรงจูงใจและสอดคล้องกับการพัฒนาทักษะ ทั้งในด้านการประเมินและการสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง ทำให้ผู้เรียนรู้สึกสบายใจและพร้อมปรับปรุงทักษะด้วยความเต็มใจ
แนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ภาวิชชุกานต์ ใช้ลิ้ม
แนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ภาวิชชุกานต์ ใช้ลิ้ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) นำเสนอแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย 2) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ตัวอย่างหนังสือเรียนที่ออกแบบตามแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย โดยใช้วิธีการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มผู้ใช้หนังสือเรียน รวม 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียน แบบประเมินตัวอย่างหนังสือเรียน แบบประเมินความพึงพอใจของครูผู้สอน และแบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาหนังสือเรียนประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นการเตรียม ขั้นการออกแบบ ขั้นการผลิต และขั้นรวบรวมข้อมูลหลังการใช้งาน โดยมีแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายในขั้นการเตรียมและขั้นการออกแบบ เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหนังสือเรียนตามแต่ละส่วนประกอบของหนังสือเรียน ได้แก่ กิจกรรมก่อนการเรียนรู้ ส่วนนำเสนอเนื้อหา กิจกรรมท้ายบทเรียน และกิจกรรมประเมินตนเอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดคำถามเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ คำถามเพื่อฝึกการสังเกต คำถามเพื่อส่งเสริมให้เกิดการคิดตามองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ และคำถามเพื่อฝึกการอุปมา 2) ผู้ใช้งานมีระดับค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อตัวอย่างหนังสือเรียนที่ออกแบบตามแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย (X̄ = 4.7) อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด และสามารถนำแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายไปใช้ได้ โดยได้รับคำแนะนำจากผู้ใช้ให้ปรับแนวทางการใช้ภาษาให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
การวิเคราะห์เนื้อหาและอธิบายความสัมพันธ์ของการเรียนดนตรีตามแนวทางดาลโครซยูริธมิกส์กับการพัฒนาความสามารถคิดบริหารจัดการตน, แหวนพลอย จิตต์อำไพ
การวิเคราะห์เนื้อหาและอธิบายความสัมพันธ์ของการเรียนดนตรีตามแนวทางดาลโครซยูริธมิกส์กับการพัฒนาความสามารถคิดบริหารจัดการตน, แหวนพลอย จิตต์อำไพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการเรียนดนตรีตามแนวทางดาลโครซยูริธมิกส์กับการพัฒนาทักษะการคิดเชิงบริหาร (Brain Executive Functions) (EF) ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) ประเภทการวิจัยเอกสาร (documentary research) และการสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่าหลักการและ แนวคิดของการเรียนดนตรีแบบดาลโครซยูริธมิกส์ มีความสอดคล้องกับการพัฒนาทักษะการคิดเชิงบริหาร ทั้ง ในด้านวิธีการ และด้านลําดับขั้นตอนของพัฒนาการ ดังนี้ 1) การพัฒนาทักษะด้านการจดจ่อใส่ใจ มีความ สอดคล้องกับขั้นตอนที่ 1 และขั้นตอนที่ 2 ในการใช้กิจกรรมดนตรีเพื่อพัฒนาทักษะ EF และสอดคล้องกับ องค์ประกอบของดาลโครซในวิชา Rhythmics 2) การพัฒนาทักษะด้านการยั้งคิดไตร่ตรอง มีความสอดคล้อง กับขั้นตอนที่ 3 ในการใช้กิจกรรมดนตรีเพื่อพัฒนา EF และสอดคล้องกับองค์ประกอบของดาลโครซในวิชา Rhythmics 3) การพัฒนาทักษะด้านความจําใช้งาน มีความสอดคล้องกับขั้นตอนที่ 4 ในการใช้กิจกรรม ดนตรีเพื่อพัฒนา EF และสอดคล้องกับองค์ประกอบของดาลโครซในวิชา Solfège และ 4) การพัฒนาทักษะ ด้านการยืดหยุ่นความคิด มีความสอดคล้องกับขั้นตอนที่ 5 ในการใช้กิจกรรมดนตรีเพื่อพัฒนา EF และ สอดคล้องกับองค์ประกอบของดาลโครซในวิชา Improvisation
Disciplining The Responses To Cross-Border Subsidies: The Case Study Of Eu And Us Trade Remedy Investigations Against Products From Indonesia And Thailand, Jia Zhen Cen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The geopolitical confrontation between the United States and China extends across various levels and domains, with trade being one of the most prominent arenas. Subsidies, a longstanding source of contention in international trade, have become an even more contentious issue following China’s launch of the Belt and Road Initiative (BRI) in 2013. Traditionally, subsidies are provided by a government to its domestic producers, and WTO subsidy rules allow its Members to take countervailing measures against subsidies of their direct trading partners when those subsidies cause injury to the Member's domestic industries. However, the rise in cross-border subsidies – where governments …
การตีความข้อยกเว้นด้านความมั่นคงมาตรา Xxi(B) ขององค์การการค้าโลก, นิธินันท์ ลีธนะกุล
การตีความข้อยกเว้นด้านความมั่นคงมาตรา Xxi(B) ขององค์การการค้าโลก, นิธินันท์ ลีธนะกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ข้อยกเว้นด้านความมั่นคงตามมาตรา XXI(b) แห่งความตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) ทวีความสำคัญขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากประเทศสมาชิกนำมาใช้เป็นเครื่องมือจำกัดการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์การตีความและการบังคับใช้ข้อยกเว้นดังกล่าว โดยเปรียบเทียบกับบทบัญญัติมาตรการที่กระทำได้ (Non-Precluded Measures Clause: NPM) ในกฎหมายการลงทุนระหว่างประเทศ โดยตั้งสมมติฐานว่าการพิจารณาเพียงเงื่อนไขตาม (i)-(iii) ของมาตรา XXI(b) เป็นเกณฑ์ที่อาจทำให้ประเทศสมาชิกยกอ้างข้อยกเว้นความมั่นคงได้โดยง่ายเกินไป การศึกษาใช้วิธีวิจัยเชิงเอกสารโดยวิเคราะห์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการระงับข้อพิพาทของ WTO คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการด้านการลงทุนระหว่างประเทศ ตลอดจนประวัติการเจรจาและวัตถุประสงค์ของมาตรา XXI ผลการศึกษาพบว่า WTO ยังขาดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของรัฐ แม้ไม่อาจนำกฎเกณฑ์ของกฎหมายการลงทุนระหว่างประเทศมาใช้โดยตรงเนื่องจากลักษณะธุรกรรมและความสัมพันธ์ที่แตกต่างกัน แต่มีส่วนที่สอดคล้องกันคือการใช้วลี "it considers necessary" ที่สะท้อนลักษณะบทบัญญัติแบบอัตวินิจฉัย (self-judging) ทั้งนี้ แนวปฏิบัติจากกฎหมายการลงทุนระหว่างประเทศสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของรัฐภายใต้กรอบ WTO ในส่วนของหลักสุจริตได้ อย่างไรก็ตาม ความกังวลสำคัญคือการใช้ข้อยกเว้นด้านความมั่นคงในทางที่ผิดอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ข้อยกเว้นกลายเป็นหลักปฏิบัติปกติ ซึ่งทำลายเจตนารมณ์ดั้งเดิมและส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการค้าระหว่างประเทศ การศึกษานี้จึงเสนอแนะให้พัฒนาแนวทางการตีความที่ชัดเจนขึ้น สร้างกลไกการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ และสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของรัฐและการรักษาเสถียรภาพของระบบการค้าระหว่างประเทศ
Stakeholder Participation And Perceptions In Professional Learning Communities: A Case Study In A Small, Rural School District, Rachel M. Kowalski
Stakeholder Participation And Perceptions In Professional Learning Communities: A Case Study In A Small, Rural School District, Rachel M. Kowalski
Theses and Dissertations
This applied dissertation explored the interplay between collaboration within PLCs and classroom teacher perceptions of PLC implementation within a small, rural district. It examined how the involvement of different stakeholders in PLCs connects to overall perceptions of professional learning communities and how the participation of principals, administrators, and paraprofessionals shapes collaboration. The unique setting of a small and rural school district allowed the study to consider close interpersonal relationships that are common within these settings since these districts have limited human resources and individuals serve in various capacities within the organization. When stakeholders actively participate in PLCs, concerns arise about …
Annotated Legal Bibliography
Cardozo Journal of Equal Rights & Social Justice
No abstract provided.
การอัตโนมัติกระแสงานของระบบการจัดการเนื้อหาด้วยพาวเวอร์ออโตเมต, อภิญญา แขนสูงเนิน
การอัตโนมัติกระแสงานของระบบการจัดการเนื้อหาด้วยพาวเวอร์ออโตเมต, อภิญญา แขนสูงเนิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้นำเสนอการพัฒนาระบบอัตโนมัติกระแสงานของระบบจัดการเนื้อหา หรือ ซีเอ็มเอส โดยใช้ ไมโครซอฟต์ พาวเวอร์ ออโตเมต และ เอไอ บิวเดอร์ บูรณาการกับ สตราพี ซีเอ็มเอส และ แชร์พอยต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความผิดพลาดจากการดำเนินงานด้วยมือ และยกระดับความคล่องตัวในองค์กร กระแสงานที่พัฒนาแชร์พอยต์ประกอบด้วยการบูรณาการเว็บฮุก ของ สตราพี ซีเอ็มเอส เพื่อเริ่มต้นกระบวนการอัตโนมัติ การตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาด้วยเอไอ บิวเดอร์ การบันทึกข้อมูลเหตุการณ์และข้อผิดพลาดในแชร์พอยต์ อีกทั้งการแจ้งเตือนผ่านไมโครซอฟท์ ทีม นอกจากนี้ ยังมีการใช้ จีพีที 4.0 สำหรับการวิเคราะห์บันทึกข้อผิดพลาด เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขและปรับปรุงกระบวนการ ผลการทดลองในธนาคารพาณิชย์ไทยแห่งหนึ่งแสดงให้เห็นว่าสามารถลดระยะเวลาในการจัดการเนื้อหาได้ร้อยละ 87.5 และลดข้อผิดพลาดจากการป้อนข้อมูลได้ร้อยละ 80 เมื่อเทียบกับการทำงานแบบเดิมด้วยมนุษย์ งานวิจัยนี้ได้เน้นให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่นำไปสู่โซลูชันการอัตโนมัติระบบการจัดการเนื้อหาที่เป็นรูปธรรม
อิทธิพลของพื้นผิวด้านล่างของหมอนรองรางต่อประสิทธิภาพแรงต้านทางด้านข้างของทางรถไฟแบบมีชั้นหินโรยทาง, ภัทรวิทย์ บุญน้อม
อิทธิพลของพื้นผิวด้านล่างของหมอนรองรางต่อประสิทธิภาพแรงต้านทางด้านข้างของทางรถไฟแบบมีชั้นหินโรยทาง, ภัทรวิทย์ บุญน้อม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นในทุกปี อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน มีผลกระทบสำคัญต่อรางรถไฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูร้อน เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น เหล็กที่เป็นวัสดุของรางรถไฟจะดูดซับความร้อน ซึ่งส่งผลให้รางรถไฟขยายตัว ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ทางด้านข้าง และเกิดการโก่งเดาะ ซึ่งนำไปสู่การตกรางของรถไฟได้ในที่สุด ในงานวิจัยฉบับมุ่งเน้นจะไปที่การเคลื่อนตัวทางด้านข้างของหมอนรองรางรถไฟ โดยศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพในการต้านการเคลื่อนที่ทางด้านข้าง เมื่อเปลี่ยนสภาพของใต้หมอนรองรางรถไฟ และทำการประยุกต์ใช้แผ่นยางรองหมอนรองรางรถไฟ กับโครงสร้างทางรถไฟแบบมีชั้นหินโรยทาง ซึ่งแผ่นยางมีจุดเด่นสำหรับการลดการสั่นสะเทือนต่อชั้นหินโรยทางและกระจายแรงสู่ชั้นหินโรยทาง ในส่วนของประสิทธิภาพในการรับแรงทางด้านข้างนั้นยังไม่มีการศึกษามากเท่าที่ควร และทำการจำลองสภาวะที่ใต้หมอนรองรางมีพื้นผิวขรุขระ รวมถึงปฏิสัมพันธ์กับชั้นหินโรยทาง ผ่านการใช้ Discrete element method (DEM) สำหรับการจำลองสภาพของหินโรยทางรถไฟและการทดสอบ Single sleeper push test (SSPT) ในงานวิจัยนี้จึงจำลองโครงสร้างทางรถไฟแบบมีชั้นหินโรยทาง โดยใช้ Rocky DEM เป็นเครื่องมือในศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาพใต้หมอนรองรางรถไฟต่อการเคลื่อนตัวทางด้านข้างของรางรถไฟแบบเดี่ยว โดยไม่ได้มีผลของสิ่งรอบข้างที่มีอิทธิพลต่อหมอนรองราง และนำมาปรับใช้เป็นแนวทางในการศึกษาเพิ่มเติม ในหัวข้อที่มีความเกี่ยวข้องต่อไป งานวิจัยนี้จะช่วยในการวางแผนการเพิ่มประสิทธิภาพของทางรถไฟแบบมีหินโรยทาง และปูพื้นฐานสำหรับการศึกษาต่อไปสำหรับการริเริ่มการใช้แผ่นรองใต้หมอนรองรางรถไฟ
Constraining Models For The Origin Of Ultra-High-Energy Cosmic Rays With A Novel Combined Analysis Of Arrival Directions, Spectrum, And Composition Data Measured At The Pierre Auger Observatory, A. Abdul Halim, P. Abreu, M. Aglietta, I. Allekotte, K. Almeida Cheminant, A. Almela, B. Fick, D. Nitz, A. Puyleart, Et Al.
Constraining Models For The Origin Of Ultra-High-Energy Cosmic Rays With A Novel Combined Analysis Of Arrival Directions, Spectrum, And Composition Data Measured At The Pierre Auger Observatory, A. Abdul Halim, P. Abreu, M. Aglietta, I. Allekotte, K. Almeida Cheminant, A. Almela, B. Fick, D. Nitz, A. Puyleart, Et Al.
Michigan Tech Publications
The combined fit of the measured energy spectrum and shower maximum depth distributions of ultra-high-energy cosmic rays is known to constrain the parameters of astrophysical models with homogeneous source distributions. Studies of the distribution of the cosmic-ray arrival directions show a better agreement with models in which a fraction of the flux is non-isotropic and associated with the nearby radio galaxy Centaurus A or with catalogs such as that of starburst galaxies. Here, we present a novel combination of both analyses by a simultaneous fit of arrival directions, energy spectrum, and composition data measured at the Pierre Auger Observatory. The …
A Case Of Kaposi's Sarcoma With Dyspnea, Claire Higgins, Md, Brinton Clark, Md, Mph
A Case Of Kaposi's Sarcoma With Dyspnea, Claire Higgins, Md, Brinton Clark, Md, Mph
Poster Presentations
Introduction: Kaposi’s sarcoma is an AIDS-defining malignancy that is rare in era of widely accessible anti-retroviral therapy (ART), with an incidence of 481 per 100,000 person years. We present a case of a 43-year-old man with HIV/AIDS and disseminated Kaposi’s sarcoma who presented for evaluation of months of worsening dyspnea on exertion which had progressed to dyspnea at rest. Case Presentation: •43-year-old man with a 10 years history of HIV/AIDS, historically non-adherent to ART, who was diagnosed with extensive Kaposi's sarcoma involving the hard palate, airway, and bones one year prior. •He has been treated with ART and doxorubicin chemotherapy …
Undocumented Immigrant Intervention Training For Counselors: A Quasi-Experimental Study On The Msjcc And Ethnic Tolerance, Pamela Fullerton
Undocumented Immigrant Intervention Training For Counselors: A Quasi-Experimental Study On The Msjcc And Ethnic Tolerance, Pamela Fullerton
All Student Theses and Dissertations
The number of immigrants coming to the United States has tripled since the 1970s (Budiman, 2020). Due to various global and international factors, the numbers of immigrants arriving to the United States continues to increase yearly (Ward and Batalova, 2023). Of the 45+ million immigrants currently in the United States, more than 11 million are undocumented (Budiman, 2020; Chhabra et al., 2023). Research has found that being an undocumented immigrant in the United States comes with many additional challenges and limitations including financial, health, educational, and legal barriers (Allweiss & Hilado, 2018; Capps et al., 2013; Chhabra et al., 2023; …
Inheriting Shame: A Critical Analysis Of “The Eugenics Review”, Brygette R. Kunde
Inheriting Shame: A Critical Analysis Of “The Eugenics Review”, Brygette R. Kunde
All Student Theses and Dissertations
The Eugenic Society was a group of self-proclaimed "Race-Improvers" who came together intending to better humanity by founding The Eugenics Society and producing, "The Eugenics Review,” a publication that circulated throughout the United States from 1909 until 1968. Eugenicists wrote on diverse topics surrounding race betterment by introducing scientific methods that were both inhumane and injustice based on their parochial, perceived notions that inequalities are ubiquitous. Categories like religion, race, class, nationality, gender, and many others have been the sources of stigmatization, discrimination, and conflict throughout the centuries in the United States. Assessing the development of the eugenics movement is …
Extraction Of Capsaicin Using The Polyol Induced Extraction (Pie) Method, Orlando Herrera
Extraction Of Capsaicin Using The Polyol Induced Extraction (Pie) Method, Orlando Herrera
All Student Theses and Dissertations
Polyol-induced extraction (PIE) is an extraction technique for separating organic solvents from water, using glycerol and polyol as separating agents. Glycerol binds water releasing the organic solvent as a separate liquid phase. this thesis, investigates how the PIE process may be used to separate caffeine and capsaicin. When acetonitrile and water are used as a 1:1 solvent mixture, two immiscible phases are created upon addition of the polyol, glycerol. Initially, for purposes of training on the PIE method, the studies primarly began with the extraction of pure caffeine. Using a 1:1 mixture of acetonitrile and water, 20 m/v % glycerol, …
Transition To Civilian Life: Exploring That Of The Fewer, The Prouder, And Female Marine, Glenisha Foreman
Transition To Civilian Life: Exploring That Of The Fewer, The Prouder, And Female Marine, Glenisha Foreman
All Student Theses and Dissertations
Female Marine veterans are a group that intersects two at-risk populations, Marines and female veterans, and the potential struggles associated with them. Marine veterans have among the highest rates of suicide after transition, as well as one of the highest military sexual trauma (MST) rates. Studies indicate that women veterans are at risk for intimate partner violence (IPV), housing instability, and PTSD. Additionally, various social factors impact female veterans, such as a lack of familial support. There are many studies on the overall transitional experiences of the military and even some that evaluate experiences of female service members, but information …
Protective Factors Among Native Born And Immigrant Undergraduate And Graduate Students Enrolled In American Colleges: Predictive Validity Of Acculturation, Family Involvement, Academic Persistence, Grit, And Sense Of Belonging, Agnieszka Tulowiecka
All Student Theses and Dissertations
Achieving higher education goals and becoming acculturated to the social and economic values of the U.S. is critical for the success of immigrants. According to a survey by the Pew Research Center, immigrants are estimated to account for 93% of the nation's workforce population growth over the next three decades (Pew, 2013). However, much of the existing empirical work on postsecondary outcomes among immigrant youth mainly focuses on the challenges and deficits faced by this group, as well as differences between racial/ethnic categories. This This emphasis might potentially mask within-group differences (e.g., ethnic/regional variations) that arise from unique pre- and …
Finding Harmony: The Lived Experiences Of African Americans Who Have Participated In Emotionally Focused Therapy, Jennifer R. Young
Finding Harmony: The Lived Experiences Of African Americans Who Have Participated In Emotionally Focused Therapy, Jennifer R. Young
All Student Theses and Dissertations
This qualitative phenomenological study explored the lived experiences of African Americans who have participated in emotionally focused therapy (EFT) within the past 2 years. Despite EFT's recognized effectiveness in fostering secure attachments and emotional expressiveness among distressed couples, there is a significant gap in research concerning its application within the African American community. This study addressed this gap by examining the personal narratives of six African American individuals, focusing on how EFT influenced their emotional expression and interpersonal relationships. The research identified four prominent themes: Transformation and Growth, Initial Apprehension and Fear, Cultural Sensitivity and Therapeutic Alliance, and Normalization and …
Optimization Of An Immune Assay To Detect Binding Of Nod2 To Staphylococcus Aureus, Precious Mckenzie
Optimization Of An Immune Assay To Detect Binding Of Nod2 To Staphylococcus Aureus, Precious Mckenzie
All Student Theses and Dissertations
Staphylococcus aureus, a gram-positive, commensal bacterium, is the cause of a multitude of opportunistic diseases and infections. While S. aureus has evolved ways to escape innate immune responses in the host, the mechanisms are not fully understood. One area of active research involves mechanisms by which S. aureus avoids detection by Pattern Recognition Receptors (PRRs), such as Nuclear Oligomerization Domain 2 (NOD2), present on the surface of and inside innate immune cells. This study aimed to design and optimize an assay that can be utilized to investigate S. aureus components that contribute to the activation of NOD2 receptors. The …
An Exploration Of The Lived Experiences Of Counselors Who Integrate Spirituality And Religion Into Therapy With African American Clients: A Phenomenological Study, Curissa Sutherland-Smith
An Exploration Of The Lived Experiences Of Counselors Who Integrate Spirituality And Religion Into Therapy With African American Clients: A Phenomenological Study, Curissa Sutherland-Smith
All Student Theses and Dissertations
Spirituality is important when it comes to a client's identity, mental health functioning, treatment planning, recovery, and prevention work. However, in the United States, there tends to be a separation between the sacred and the secular. Integrating spirituality within the therapeutic setting is among counselor education and professional practices' most challenging and misunderstood areas (Stebnicki, 2017). A phenomenological qualitative design was used to collect data from participants. The study allowed licensed clinical professional counselors to discuss their experiences related to how they incorporate spirituality into their counseling sessions and how their perception and experience with the Black/African American community impacted …
Violence & Volition: Choice, Acceptance, And Identity In Selected Works By Flannery O'Connor, Kurt Vonnegut, And Cormac Mccarthy, Lisa Farrell
All Student Theses and Dissertations
Violence is ubiquitous in American Fiction, especially in the twentieth and twenty-first centuries. In “A Good Man is Hard to Find”, “Good Country People”, and “The Displaced Person” Flannery O’Connor highlights the choices people make within that violence can directly affect the results of that violence. Kurt Vonnegut’s Slaughterhouse-Five, through the character of Billy Pilgrim, extends choices around violence even further, suggesting that inaction is sometimes the best plan. Cormac McCarthy’s No Country for Old Men highlights how a combination of action and inaction, depending on the situation, can help or hurt someone when violence surrounds them.