Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (27183)
- Social and Behavioral Sciences (20651)
- Arts and Humanities (19486)
- Education (14336)
- Physical Sciences and Mathematics (13987)
-
- Life Sciences (13569)
- Law (10960)
- Medical Specialties (9450)
- Engineering (9240)
- Medical Sciences (6554)
- Business (4750)
- Public Health (4171)
- Higher Education (4149)
- Psychology (4146)
- History (4099)
- Computer Sciences (3700)
- Creative Writing (3529)
- Sociology (3488)
- Earth Sciences (3164)
- Religion (3064)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2968)
- Plant Sciences (2949)
- Oncology (2771)
- Diseases (2656)
- Biomedical Informatics (2632)
- English Language and Literature (2578)
- Nursing (2501)
- Environmental Sciences (2411)
- Bioinformatics (2313)
- Art and Design (2264)
- Institution
-
- University of South Florida (34951)
- The Texas Medical Center Library (5987)
- University of Kentucky (3628)
- University of Montana (3027)
- Chulalongkorn University (2432)
-
- University of Texas at Arlington (2237)
- University of Nebraska - Lincoln (2066)
- Liberty University (2028)
- New Jersey Institute of Technology (1977)
- Walden University (1867)
- Utah State University (1859)
- University of New Hampshire (1810)
- University of Alabama at Birmingham (1764)
- Washington University School of Medicine (1702)
- Brigham Young University (1701)
- University of Texas Rio Grande Valley (1680)
- Ateneo de Manila University (1609)
- Sigma Theta Tau International Honor Society of Nursing (1478)
- University of Arkansas, Fayetteville (1424)
- University of New Mexico (1417)
- Kennesaw State University (1355)
- University of South Carolina (1316)
- University of Plymouth (1311)
- Purdue University (1303)
- Louisiana State University (1287)
- Singapore Management University (1283)
- University of Mississippi (1280)
- Universitas Indonesia (1279)
- Georgia Southern University (1248)
- Villanova University Charles Widger School of Law (1220)
- Keyword
-
- Humans (5707)
- Female (2844)
- Male (2486)
- Animals (1724)
- Adult (1500)
-
- ICTS (Institute of Clinical and Translational Sciences) (1411)
- Middle Aged (1398)
- UAB (1352)
- English (1274)
- Aged (1190)
- Mice (1166)
- Undergraduate (1051)
- Education (1026)
- Literary (971)
- Litmag (969)
- COVID-19 (930)
- Child (764)
- United States (744)
- Mental health (709)
- Machine learning (707)
- Adolescent (671)
- Artificial intelligence (638)
- Condolence notes (548)
- Higher education (524)
- Climate change (514)
- Retrospective Studies (492)
- Sustainability (484)
- Leadership (477)
- Young Adult (462)
- Poetry (433)
- Publication
-
- The Auk (22791)
- Faculty, Staff and Student Publications (3560)
- Theses and Dissertations (3288)
- North American Bird Bander (2833)
- Eastern Bird Banding Association News (2766)
-
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (2283)
- Faculty, Staff and Students Publications (1890)
- IGC Proceedings (1977-2023) (1881)
- Journal of Raptor Research (1843)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1780)
- Faculty Publications (1774)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (1768)
- 2020-Current year OA Pubs (1680)
- Doctoral Dissertations and Projects (1268)
- Defensive Publications Series (1136)
- Dissertations (1101)
- 2024 Decisions (1098)
- Electronic Theses and Dissertations (1091)
- Marine Ornithology (1089)
- Research outputs 2022 to 2026 (1037)
- Faculty Scholarship (821)
- Kritika Kultura (813)
- Theses (764)
- McKinney and Milam Family Papers (700)
- PoemMemoirStory (literary magazine) (694)
- Leadership Connection (682)
- Ontario Birds (673)
- Honors Theses (655)
- Articles (619)
- Meacham-Carter Papers (616)
- Publication Type
Articles 189181 - 189210 of 193088
Full-Text Articles in Entire DC Network
การจัดการเรียนการสอนเขียนโดยใช้โมเดล 4ex2 ร่วมกับเทคนิคสตอรี่บอร์ดเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนมัธยมศึกษา, วิลาสินี เจียว
การจัดการเรียนการสอนเขียนโดยใช้โมเดล 4ex2 ร่วมกับเทคนิคสตอรี่บอร์ดเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนมัธยมศึกษา, วิลาสินี เจียว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเขียนโดยใช้โมเดล 4Ex2 ร่วมกับเทคนิคสตอรี่บอร์ดเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนมัธยมศึกษา และเพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนการสอนเขียนโดยใช้โมเดล 4Ex2 ร่วมกับเทคนิคสตอรี่บอร์ดเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนมัธยมศึกษา ก่อน ระหว่าง และหลังเรียน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 40 คน ของโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ เกณฑ์การประเมินความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ และแผนการจัดการเรียนการสอนเขียน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) การจัดการเรียนการสอนเขียนที่พัฒนาขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ โดยมีหลักการ 4 ประการ คือ (1) การจัดเตรียมข้อมูลพื้นฐานเพื่อเสริมสร้างการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ (2) การจัดเตรียมปัจจัยที่เสริมสร้างการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ (3) การเสริมสร้างประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอนเขียน (4) การควบคุมและการประเมินกระบวนการจัดการเรียนการสอนเขียน และมีขั้นตอนของการจัดการเรียนการสอนเขียนที่พัฒนาขึ้น 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) สร้างความสนใจในการเขียน (2) เรียนรู้และค้นคว้า (3) เรียบเรียงเขียนเนื้อหา (4) เชื่อมโยงกับชีวิตจริง 2) ผลของการจัดการเรียนการสอนเขียน พบว่า คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ในภาพรวมสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์จำแนกตามองค์ประกอบ พบว่า ด้านเนื้อหา และด้านการใช้ภาษา สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คะแนนเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ใน 2 ระยะของการทดลองสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบ, ศรัญญา กสิพร้อง
การพัฒนาฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบ, ศรัญญา กสิพร้อง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสอนวิชาเคมีให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของครูในการอธิบายความเป็นนามธรรมของวิชาเคมีให้นักเรียนสามารถเข้าใจแนวคิดทางเคมีได้ ดังนั้น เพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจวิชาเคมีมากขึ้นจึงจำเป็นต้องมีสื่อการเรียนรู้เพื่อช่วยอธิบายความเป็นนามธรรมของวิชาเคมี เมื่อสำรวจสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีของไทยในปัจจุบัน ยังไม่มีแหล่งหรือฐานข้อมูลใดที่รวบรวมสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีทั้งของไทยและของต่างประเทศไว้ด้วยกันและรวบรวมจัดทำเป็นข้อมูลอภิพันธุ์ (metadata) ไว้เพื่อให้สะดวกต่อการสืบค้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาฐานข้อมูลที่รวบรวมสื่อการเรียนรู้ดิจิทัล ผู้วิจัยพัฒนาฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลสำหรับวิชาเคมีโดยนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากคัดเลือกสื่อที่เป็นไปตามเกณฑ์ แล้ววิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบที่ได้จำแนกประเภท ลักษณะของการใช้รูปแบบที่หลากหลายและประเมินคุณภาพตามเกณฑ์ของไทยและต่างประเทศ คัดเลือกสื่อมารวบรวมเพื่อนำไปสร้างต้นแบบฐานข้อมูลสื่อการดิจิทัลวิชาเคมี (prototypes) โดยใช้ AppSheet ผลการวิจัยพบว่า 1. เมื่อใช้การวิเคราะห์หลากหลายรูปแบบ พบว่า การใช้รูปแบบที่หลากหลายภายในสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมี โดยแบ่งเป็น 5 รูปแบบ ได้แก่ ข้อความ ภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียง และสัญศาสตร์ทางเคมี 2. เมื่อนำสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีมาประเมินคุณภาพสื่อโดยเทียบกับเกณฑ์ของไทยและเกณฑ์ของต่างประเทศ พบว่า สื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีของไทยที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 49 สื่อจากเดิมที่คัดเลือกมา 57 สื่อ และสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีของต่างประเทศที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 68 สื่อ จากเดิมที่คัดเลือกมา 75 สื่อ 3. ฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้วิชาเคมีที่พัฒนาขึ้น มีรายการแสดงจุดประสงค์ฐานข้อมูล ข้อมูลเบื้องต้นของสื่อ วิธีการใช้ฐานข้อมูล รายละเอียดของประเภทสื่อและหัวข้อเคมี 4. ผลการประเมินคุณภาพฐานข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิโดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากและเห็นด้วยมากที่สุด และผลการสอบถามประสบการณ์ผู้ใช้งานจากครูและนิสิตครูเคมีพบว่าภาพรวมอยู่ในระดับเห็นมากที่สุดและเห็นด้วยมาก
รูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันโดยการใช้เกมเป็นฐานตามแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ดนตรีไทยเพื่อส่งเสริมทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรีสำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา, สมัญลักษณ์ เฉลียวรัมย์
รูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันโดยการใช้เกมเป็นฐานตามแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ดนตรีไทยเพื่อส่งเสริมทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรีสำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา, สมัญลักษณ์ เฉลียวรัมย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) พัฒนารูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันโดยการใช้เกมเป็นฐานตามแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ดนตรีไทยเพื่อส่งเสริมทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรีสำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา จำนวน 3 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาดนตรี จำนวน 2 ท่าน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ แบบวัดทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรี และแบบประเมินตนเองเพื่อวัดสุนทรียภาพทางดนตรี สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (T-test dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1)องค์ประกอบของรูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯประกอบด้วย การจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน แนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ดนตรีไทย ทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรี และรูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชัน 2) ผลการใช้รูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ พบว่า คะแนนเฉลี่ยของทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรีของนักเรียนหลังเรียน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 คะแนนเฉลี่ยของการประเมินตนเองเพื่อวัดสุนทรียภาพทางดนตรีของนักเรียนหลังเรียน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล, สุวพิชญ์ ภู่สว่าง
แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล, สุวพิชญ์ ภู่สว่าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในศตวรรษที่ 21 เทคโนโลยีดิจิทัลที่ถูกพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าและมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้น เด็กรุ่นใหม่จึงควรมีทักษะที่รองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ส่งผลให้วงการการศึกษาพยายามที่จะส่งเสริมทักษะการคิดเชิงคำนวณตั้งแต่เด็กปฐมวัยเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงนี้ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงบรรยาย ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล และนำเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนภายในกำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มีการจัดการเรียนการสอนระดับอนุบาล จำนวน 1,600 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารวิชาการ หัวหน้าแผนกอนุบาล และครูอนุบาล รวมทั้งสิ้น 863 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาลมีความต้องการจำเป็นด้านการบริหารหลักสูตรมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการจัดสภาพแวดล้อม สื่อ และแหล่งเรียนรู้ การประเมินพัฒนาการ และการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ตามลำดับ สำหรับทักษะการคิดเชิงคำนวณในภาพรวม องค์ประกอบย่อยที่มีความต้องการจำเป็นมากที่สุด คือ การแก้ไขจุดบกพร่อง (Debugging) รองลงมาคือ การแบ่งงานใหญ่เป็นงานย่อย (Decomposition) การพิจารณาสาระสำคัญของปัญหา (Abstraction) การเข้าใจการทำงานร่วมกันของระบบ (System Collaboration) การพิจารณารูปแบบของปัญหา (Pattern Recognition) การออกแบบอัลกอริทึม (Algorithm Design) และการเข้าใจและใช้สัญลักษณ์แทนการสื่อสาร (Representation) ตามลำดับ แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล ประกอบไปด้วย 2 แนวทางหลัก 6 แนวทางย่อย 25 วิธีดำเนินการ ได้แก่ 1) ยกระดับหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณ และ 2) พลิกโฉมสภาพแวดล้อม สื่อ และแหล่งเรียนรู้ของสถานศึกษา ให้เอื้อต่อการเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณ
Support Guidelines To Promote Growth Mindsets In Public Speaking For Upper Secondary Efl Students, Chawisa Inyai
Support Guidelines To Promote Growth Mindsets In Public Speaking For Upper Secondary Efl Students, Chawisa Inyai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to (1) explore the relationship between support and mindset in public speaking and (2) propose support guidelines to promote growth mindsets in public speaking among upper secondary EFL students. A two-phase sequential explanatory design of mixed methods was employed. In Phase 1, data were collected through the Mindset and Support in Public Speaking Questionnaire and semi-structured interviews. In Phase 2, data were collected through semi-structured interviews and an evaluation form designed to assess the support guidelines developed from the findings. Participants comprised three groups: (1) 250 Grade 12 students from five extra-large public schools in Bangkok, six …
ผลของการนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจรต่อการควบคุมโรคหืดและการทำงานของระบบหายใจในผู้ป่วยโรคหืด, ณัฏฐ์ดนัย เจริญสุขวิมล
ผลของการนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจรต่อการควบคุมโรคหืดและการทำงานของระบบหายใจในผู้ป่วยโรคหืด, ณัฏฐ์ดนัย เจริญสุขวิมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจรที่มีต่อการทำงานของระบบหายใจและการควบคุมโรคในผู้ป่วยโรคหืด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคหืดที่มาใช้บริการ ณ หน่วยโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย อายุ 18– 65 ปี จำนวน 30 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มควบคุม จำนวน 10 คน ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ โดยไม่ได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายใดๆ 2) กลุ่มฝึกหายใจแบบวงจร จำนวน 10 คน ได้รับการฝึกหายใจจำนวน 4 ท่า ท่าละ 3 เซต พักระหว่างท่าๆ ละ 1 นาทีและพักระหว่างเซต ๆ ละ 2 นาที เป็นเวลาประมาณ 30 นาทีต่อวัน 3 วันต่อสัปดาห์ 12 สัปดาห์ และกลุ่มนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจร จำนวน 10 คน ได้รับการนวดแบบสวีดิชในเทคนิค ลูบ คลึง และเคาะ บริเวณกล้ามเนื้อส่วนบนของร่างกาย เป็นเวลา 20 นาที จากนั้นทำการฝึกหายใจในรูปแบบเดียวกับกลุ่มฝึกหายใจแบบวงจร โดยก่อนการทดลอง หลังการทดลอง 6 สัปดาห์ และหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ ทำการวัดตัวแปรทางสรีรวิทยา ตัวแปรการทำงานของระบบหายใจ ตัวแปรด้านกล้ามเนื้อ ตัวแปรด้านการควบคุมโรค แล้วนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ทางสถิติ โดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบผสม วิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของแอลเอสดี สำหรับตัวแปรสารชีวเคมีในเลือดทำการวัดก่อนและหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ แล้วนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว วิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของแอลเอสดี ที่นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง 12 สัปดาห์ กลุ่มการฝึกหายใจแบบวงจรและกลุ่มการนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจร มีค่าเฉลี่ยตัวแปรด้านการทำงานของระบบหายใจ ได้แก่ ค่าปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าอัตราการไหลของอากาศหายใจออกที่สูงที่สุด ค่าปริมาตรของอากาศที่ถูกขับออกในวินาทีแรกของการหายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าเฉลี่ยของอัตราการไหลของอากาศในช่วงกลางของความจุร้อยละ 25 – 75 % ค่าปริมาตรของอากาศที่เป่าออกอย่างเร็วและแรงในวินาทีที่ …
ผลของการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองต่อการทำหน้าที่ของร่างกายและสารชีวเคมีในเลือด ในผู้สูงอายุที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน, อรทัย กัลยาวุฒิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองและการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่ออย่างเดียวที่มีต่อการทำหน้าที่ของร่างกาย สารชีวเคมีในเลือด องค์ประกอบของร่างกายและการรับรู้ความสามารถของตนเองในการออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อและเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองกับการทำหน้าที่ของร่างกาย สารชีวเคมีในเลือด องค์ประกอบของร่างกายในผู้สูงอายุที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยเพศชายและหญิงอายุ 60-75 ปี ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน จำนวน 40 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม สุ่มเข้ากลุ่มแบบแบ่งชั้นและแบบง่าย กลุ่มที่ 1 ได้รับการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง จำนวน 22 คนและกลุ่มที่ 2 ได้รับการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่ออย่างเดียว จำนวน 18 คน โดยทั้งสองกลุ่มได้รับโปรแกรมออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพิ่มความหนักทุก 2 สัปดาห์ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองที่นำมาใช้ประกอบด้วย 1) ประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จ 2) การใช้ตัวแบบ 3) การชักจูงด้วยคำพูด และ 4) การกระตุ้นอารมณ์ โดยมีการทดสอบตัวแปรด้านการทำหน้าที่ของร่างกาย องค์ประกอบของร่างกาย และการรับรู้ความสามารถของตนเอง ก่อน ระหว่าง และหลังการทดลอง ส่วนการทดสอบสารชีวเคมีในเลือดดำเนินการก่อนและหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทาง (Two-way mixed ANOVA) หากพบความแตกต่างทำการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยสถิติ LSD กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลการวิจัยพบว่าหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ ระหว่างกลุ่มพบว่ากลุ่มที่ 1 มีฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี (HbA1c) ลดลงมากกว่ากลุ่มที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และ กลุ่มที่ 1 มีความรู้ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และความคาดหวังในผลลัพธ์ของการออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ภายในทั้งสองกลุ่มมีตัวแปรส่วนใหญ่ด้านองค์ประกอบของร่างกายและการทำหน้าที่ของร่างกายดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้ กลุ่มที่ 1 ที่ฝึกออกกำลังกายร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง มีฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี (HbA1c) และไฮเซนซิติวิตี ซี รีแอคทิฟโปรตีน (hs-CRP) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ในขณะที่กลุ่มที่ 2 …
ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ใหญ่วัยกลางคน, ชานน จิตบรรจงจักร
ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ใหญ่วัยกลางคน, ชานน จิตบรรจงจักร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผู้ใหญ่วัยกลางคนเป็นวัยที่จะเตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพแต่จากปัญหาการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอและปัญหาการลดลงของมวลกล้ามเนื้อในผู้ใหญ่วัยกลางคน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ใหญ่วัยกลางคน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคนอายุระหว่าง 40-59 ปี จำนวน 43 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 22 คน และกลุ่มทดลอง 21 คน กลุ่มควบคุมออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เต้นรำ เต้นซุมบ้า เต้นแอโรบิก เดินเร็วครั้งละ 60 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลครั้งละ 60 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบการทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวเปิดตา 1 นาที การทดสอบการทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ลุก-เดิน-นั่ง-ไปกลับ การทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง การทดสอบงอแขนยกน้ำหนัก 30 วินาที และการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา 30 วินาทีลุก-นั่งบนเก้าอี้ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปรียบเทียบผลการทดลองภายในกลุ่ม ก่อนและหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่เข้าร่วมโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอล มีค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวเปิดตา การทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ ก่อนการฝึกและหลังการฝึก 8 สัปดาห์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่กลุ่มควบคุมมีค่าการทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวเปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ก่อนการฝึกและหลังการฝึก 8 สัปดาห์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05เมื่อเปรียบเทียบผลการทดลองระหว่างกลุ่ม ก่อนและหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอล มีค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการฝึกโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลในผู้ใหญ่วัยกลางคน สามารถเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อทั้งส่วนบนและส่วนล่างของร่างกาย สามารถช่วยเพิ่มการทรงตัวขณะอยู่กับที่และการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวร่างกายได้
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร, ภัทรชัย คูสุวรรณ์
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร, ภัทรชัย คูสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed method) กลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร จำนวน 509 คน เก็บข้อมูลโดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถามปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริมและแบบสอบถามประเมินคุณภาพชีวิตองค์การอนามัยโลกฉบับย่อ (WHOQOL-BREF) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติพรรณนาและทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมกับคุณภาพชีวิตด้วยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s product moment correlation coefficient) กำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ผู้ให้ข้อมูลหลักคือพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครจำนวน 18 คน ทำการสรุปประเด็นคุณภาพชีวิตโดยการใช้วิธีการอุปนัยผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยนำและปัจจัยเอื้อมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในระดับต่ำมาก ปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในระดับต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่าพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครมีระดับคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และจากการสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่าพนักงานเก็บขยะมีความพอใจในคุณภาพชีวิตของตนโดยเฉพาะด้านจิตใจ ที่พบว่าพนักงานเก็บขยะมีความหยืดหยุ่นต่อปัญหาที่พบ มีความรู้สึกมั่นคงในอาชีพและสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคง แม้ว่าจะมีปัญหาด้านความเมื่อยล้า และเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพบ้างสรุปได้ว่า ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตเเละพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครมีคุณภาพชีวิตในระดับปานกลาง
ความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู, อาซาน ปริยวาทิต
ความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู, อาซาน ปริยวาทิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูและเพื่อเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุและระดับการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ พนักงานที่มีอายุ 18-55 ปีขึ้นไป และทำงานอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู จำนวน 430 คน โดยคัดเลือกจากอุตสาหกรรมการผลิตหลัก 5 ประเภท โรงงานละ 4-5 คน ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม Google Form ความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้น ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคลและแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้สถิติทดสอบ “ที” (t-test) และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) จากนั้นทำการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีของ LSD (Least significant difference) กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัย พบว่า พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง หากพิจารณาในแต่ละองค์ประกอบพบว่า องค์ประกอบการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและบริการสุขภาพ ความรู้ ความเข้าใจ ทักษะการสื่อสาร การจัดการตนเอง ทักษะการตัดสินใจ และการรู้เท่าทันสื่ออยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน เมื่อเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุและระดับการศึกษาพบว่า พนักงานเพศชายในนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าเพศหญิงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีอายุ 18-30 ปี มีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีอายุ 31-43 ปี และอายุ 44-55 ปีขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีระดับการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป มีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีระดับการศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น/มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. อนุปริญญา/ปวส. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปได้ว่า พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางและทุกองค์ประกอบอยู่ในระดับปานกลาง
ฤทธิ์ของสารสกัดจากมะกรูดต่อภาวะเครียด Oxidative Stress ในหนอน Caenorhabditis Elegans, ณัฐพงศ์ นพโลหะ
ฤทธิ์ของสารสกัดจากมะกรูดต่อภาวะเครียด Oxidative Stress ในหนอน Caenorhabditis Elegans, ณัฐพงศ์ นพโลหะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภาวะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ Non-Communicable Disease (NCDs) เป็นภาวะโรคที่ไม่ได้ติดต่อจากคนสู่คนได้รวมถึงไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโรค โดยสาเหตุหนึ่งของภาวะกลุ่มโรคนี้คือการเกิดภาวะ oxidative stress ที่ทำให้ร่างกายมีปริมาณของสารอนุมูลอิสระไม่สมดุล โดยที่ผ่านมาจำนวนผู้ป่วยในโรคนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวทางการรักษาส่วนใหญ่มักจะมาจากการรักษาตามอาการ ดังนั้นการแก้ปัญหาโรคนี้ให้ได้ผลมากที่สุดคือการป้องกันการเกิดโรคมากกว่าการรักษา ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะนำมะกรูดที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระมาทดสอบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูด ในการช่วยลดการเกิดภาวะ oxidative stress สำหรับการช่วยยืดอายุของ C. elegans ที่ถูกชักนำให้เกิดภาวะ oxidative stress โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 ศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากมะกรูดต่อ E.coli OP50 ที่เป็นอาหารของ C. elegans พบว่าสารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูดไม่มีผลในการยับยั้งการเจริญของ E.coli OP50 เมื่อเทียบกับการยับยั้งการเจริญเติบโตของยา Penicillin-Streptomycin ที่ใช้เป็นกลุ่มควบคุม จึงสามารถใช้สารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูดในการทดสอบได้ โดยที่ไม่มีผลต่อ E.coli OP50 ที่ใช้เป็นอาหารของ C. elegans ตอนที่ 2 การศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูดที่มีผลต่อการรอดชีวิตของ C. elegans ที่ถูกชักนำให้เกิดภาวะ oxidative stress พบว่าสารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูดที่ความเข้มข้น 50 , 100 และ 200 ug/ml มีอัตราการรอดชีวิตของ C. elegans เมื่อเทียบกับ C. elegans ที่ไม่ได้ให้สารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูด แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 และตอนที่ 3 การศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูดต่อการยับยั้งปริมาณ ROS ของ C. elegans ที่ถูกชักนำให้เกิดภาวะ oxidative stress โดยพบว่าใบมะกรูดและผิวมะกรูดที่ความเข้มข้น 50 , 100 และ 200 ug/ml มีค่าปริมาณสาร ROS ของ C. elegans ที่ให้สารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูด เมื่อเทียบกับ C. elegans ที่ไม่ให้สารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูด …
การปรับสมดุลไมโครไบโอมในลำไส้ด้วยเชื้อ Lactobacillus Rhamnosus Gg ช่วยบรรเทาความรุนแรงจากการติดเชื้อในกระแสเลือด ในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดความชราโดยน้ำตาล D-Galactose และกระตุ้นภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดโดยวิธีการผูกและเจาะลำไส้ใหญ่ส่วนต้น, ชาลิสา พินิจจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้อาจทำให้เกิดภาวะลำไส้รั่ว เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดตามมาได้ ซึ่งสภาวะดังกล่าวมักพบมากในผู้สูงอายุ การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่าโพรไบโอติกสามารถลดการเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ แต่การศึกษาเรื่องผลของการรับประทานเชื้อโพรไบโอติดต่อของการลดความรุนแรงจากการติดเชื้อในกระแสเลือด รวมทั้งภาวะ Sepsis-associated encephalopathy (SAE) ในผู้สูงอายุนั้นยังไม่มีการศึกษาที่ชัดเจน วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อทดสอบความสามารถของเชื้อโพรไบโอติกสายพันธุ์ Lacticaseibacillus rhamnosus GG (LGG) ในการช่วยลดความรุนแรงของการติดเชื้อในกระแสเลือดในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดสภาวะชราโดยการใช้น้ำตาลกาแลคโตส ผู้วิจัยทำการให้เชื้อ LGG ทางปากกับหนูทดลอง เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม และทดสอบความแตกต่างของจุลินทรีย์ในลำไส้ในอุจจาระของหนูด้วยวิธี 16S RNA sequencing พร้อมวัดสภาวะความชราของหนูด้วยเทคนิค Histochemistry ในอวัยวะภายใน จากนั้นหนูทั้ง 2 กลุ่มจะถูกกระตุ้นให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดโดยวิธีการผูกและเจาะลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (CLP) และวัดความรุนแรงของการติดเชื้อในกระแสเลือดโดยการวัดอัตราการตาย ระดับ creatinine (Scr), Alanine transaminase (ALT), cytokines (IL-6 TNF-α IL-10 และ IL-1ß) ในซีรัมโดยเทคนิค Enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) การตรวจวัด Sepsis encephalopathy ผู้วิจัยใช้ค่ามาตรฐาน SHIRPA เพื่อช่วยในการวัด นอกจากนี้เพื่อหาสาเหตุของการลดความรุนแรงจากการติดเชื้อในกระแสเลือดด้วยเชื้อโพรไบโอติก ผู้วิจัยนำ Lactobacillus condition media (LCM) ร่วมกับ Lipopolysaccharide (LPS) มาใช้ในการกระตุ้นเซลล์ RAW 264.7 , เซลล์ BV-2 และเซลล์ HT-22 จากนั้นทำการวัดปริมาณ Inflammatory cytokines ด้วยเทคนิค ELISA และวัดการแสดงออกของยีน IL-6 TNF-α IL-10 IL-1ß Fizz Arg-1 NF-kB TLR-4 และยีน iNOS ด้วยเทคนิค Quantitative real-time PCR (qPCR) จากผลการวิเคราะห์จุลินทรีย์ในอุจจาระ แสดงให้เห็นว่าหนูชรามีการสูญเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ และพบการเกิดพังผืดในปอด ไต และตับ ซึ่งเชื้อ …
การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของนโยบายที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทย, ภูริทัต ไชยเศรษฐ์
การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของนโยบายที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทย, ภูริทัต ไชยเศรษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของนโยบายที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทย และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรรัฐกับกลุ่มองค์กรทางสังคมในกระบวนการกำหนดและดำเนินนโยบายที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย โดยมีหน่วยในการวิเคราะห์ ได้แก่ การเคหะแห่งชาติ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ขอบเขตการศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้กรณีศึกษาได้แก่ ชุมชนแออัดคลองเตย โครงการปรับปรุงฟื้นฟูแฟลตดินแดง และโครงการบ้านมั่นคง ใช้แนวคิดทฤษฎีกระบวนทัศน์นโยบาย (Policy Paradigm) แนวคิดกระบวนทัศน์นโยบายที่แตกต่างกันในแต่ละระดับขององค์กร (Nested Paradigm) และองค์กรสถาบันนิยม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลจากเอกสารภาคทางการและงานวิจัย ประกอบกับการสัมภาษณ์ทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ และผู้รับผลของนโยบาย แล้วนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบตรวจสอบข้อมูลระหว่างเอกสารและการสัมภาษณ์ผลการศึกษาพบว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ ในลักษณะการเกิดกระบวนทัศน์ใหม่ที่นำไปสู่การล้มล้างกระบวนทัศน์ทัศน์เก่า แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในแต่ละระดับขององค์กร ทั้งในระดับการกำหนดนโยบาย ระดับการวางแผนโครงการ และในระดับปฏิบัติการ โดยทั้ง 3 ระดับนั้นต่างวิวัฒน์เพื่อตอบสนองต่อทั้งการรักษาโครงสร้างอำนาจเดิมของสถาบัน พร้อม ๆ กับเปลี่ยนแปลงไปตามความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับกลุ่มองค์กรทางสังคมอื่น ๆ ทำให้กระบวนทัศน์เก่าและใหม่สามารถดำรงอยู่ด้วยกันได้ อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มว่าทั้งการเคหะแห่งชาติ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ที่มีกระบวนทัศน์แตกต่างและตรงข้ามกัน จะไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในระดับโครงสร้างวัฒนธรรมของสังคมไทย ในทางกลับกันทั้ง 2 องค์กรจะมีลักษณะคล้ายกันภายใต้ระบบราชการมากขึ้น
การติดตามการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของนักศึกษาที่อยู่อาศัยในอาคารชุดโดยรอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) กรณีศึกษา: โครงการอาคารชุดพักอาศัยของบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน), อรพรรณ จิระชัยประสิทธิ
การติดตามการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของนักศึกษาที่อยู่อาศัยในอาคารชุดโดยรอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) กรณีศึกษา: โครงการอาคารชุดพักอาศัยของบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน), อรพรรณ จิระชัยประสิทธิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการติดตามการใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางของนักศึกษาและพิจารณาความสอดคล้องกับเหตุผลของผู้ประกอบการในการจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางในโครงการอาคารชุดพักอาศัยสำหรับนักศึกษา โดยวิธีการสำรวจ สังเกต และสัมภาษณ์เชิงลึกนักศึกษาที่พักอาศัยในอาคารชุดโดยรอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) โครงการ Kave TU และโครงการ Kave AVA โดยมีกลุ่มตัวอย่างจากการสัมภาษณ์เชิงลึกทั้งสิ้น 78 คน และสัมภาษณ์ผู้วางแนวคิดในการพัฒนาโครงการของบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 1 คนจากผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างทั้งโครงการ Kave TU และโครงการ Kave AVA เลือกใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง 3 อันดับแรกประกอบไปด้วย ห้อง Co-Learning (Co-Working, Study Area), ห้อง Fitness /Boxing, Swimming Pool โดยการใช้งานส่วนใหญ่จะมุ่งตอบโจทย์ส่งเสริมการเรียน ได้แก่ ห้อง Co-Learning, ห้อง Study Area, ห้อง Workshop และห้อง Meeting นอกจากนี้พบว่ามีห้องบางลักษณะที่นอกจากใช้ตามวัตถุประสงค์หลักแล้ว เช่นห้อง Studio, ห้อง Photo, ห้อง Mini Theater และห้อง Creative and Entertainment Lounge ยังสามารถใช้ทดแทนเมื่อมีการใช้งานห้องที่ตอบโจทย์ในด้านการศึกษาและนันทนาการในช่วงเวลาจำเป็น เช่นช่วงสอบ ผู้วิจัยพบว่าข้อมูลทั้ง 3 ส่วนมีความสอดคล้องกันทั้งในด้านผู้อยู่อาศัย อันได้แก่ นักศึกษา โดยพบว่าพื้นที่ส่วนกลางที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ เช่นห้องอ่านหนังสือและห้องประชุมกลุ่ม ในด้านผู้ซื้อหรือผู้เช่า อันได้แก่ ผู้ปกครอง พบว่าผู้ปกครองมักให้ความสำคัญในเรื่องการส่งเสริมการเรียนและความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตของกลุ่มนักศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับผู้ประกอบการที่พิจารณาจัดสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางให้ตอบโจทย์ทั้งนักศึกษาและผู้ประกอบการเพื่อเป็นการส่งเสริมการขายผู้ประกอบการเสนอแนะ ว่าการจัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางต้องคำนึงถึงขนาดและลักษณะของโครงการอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ควรพิจารณารูปแบบลักษณะพฤติกรรมของนักศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง การจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางที่เหมาะสมกับรูปแบบลักษณะพฤติกรรมของนักศึกษาตามยุคสมัย
บทบาทพื้นที่งานภูมิสถาปัตยกรรมของ “ศูนย์การค้า” กรณีศึกษา ศูนย์การค้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ณัฐวัชร เหล่าวิทยานุรักษ์
บทบาทพื้นที่งานภูมิสถาปัตยกรรมของ “ศูนย์การค้า” กรณีศึกษา ศูนย์การค้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ณัฐวัชร เหล่าวิทยานุรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ศูนย์การค้าเป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมในการใช้เวลาว่างของคนกรุงเทพมหานคร ด้วยความสามารถในการให้บริการได้อย่างครบวงจร ศูนย์การค้าจึงได้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะในรูปแบบ Privately Owned Public Space (POP) ที่มีการใช้งานพื้นที่กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลในรูปแบบคล้ายคลึงกับพื้นที่สาธารณะ ซึ่งปรากฏในงานวิจัยหลายชิ้นในต่างประเทศด้วย แต่ปัจจุบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ภูมิสถาปัตยกรรมของศูนย์การค้ายังมีจำนวนไม่มาก แสดงถึงช่องว่างในการวิจัยในหัวข้อดังกล่าว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้งานพื้นที่งานภูมิสถาปัตยกรรมของศูนย์การค้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และเปรียบเทียบถึงความแตกต่างของบทบาทพื้นที่งานภูมิสถาปัตยกรรมของศูนย์การค้าในแต่ละกลุ่มพื้นที่ศึกษาจากการศึกษาพบว่า พื้นที่งานภูมิสถาปัตยกรรมของศูนย์การค้าในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลมีการใช้งานในรูปแบบพื้นที่กึ่งสาธารณะ โดยกิจกรรมที่เกิดขึ้นมีครบทั้งกิจกรรมที่จำเป็น กิจกรรมทางเลือก และกิจกรรมทางสังคม คล้ายพื้นที่สาธารณะ แต่อยู่ภายใต้การกำหนดการใช้งานโดยศูนย์การค้า โดยลักษณะของกิจกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพทางกายภาพ แต่คุณภาพทางกายภาพที่ดี ผนวกกับการกำหนดพื้นที่ใช้สอยที่ส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมทางเลือกและกิจกรรมทางสังคม ส่งผลให้เกิดความหนาแน่นการใช้งานที่มากขึ้น ดึงดูดให้เกิดการสัญจรในศูนย์การค้ามากขึ้น ในส่วนของบริบทที่ตั้งนั้น ส่งผลต่อทั้งความหนาแน่นการใช้งานและลักษณะกลุ่มผู้ใช้งาน ซึ่งลักษณะกลุ่มผู้ใช้งานก็สะท้อนในลักษณะของกิจกรรมการใช้งานอีกด้วย
รูปแบบการให้บริการของรถสองแถวในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, บัณฑิตา พันธวุฒิยานนท์
รูปแบบการให้บริการของรถสองแถวในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, บัณฑิตา พันธวุฒิยานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รถสองแถวเป็นระบบขนส่งกึ่งสาธารณะ (Paratransit) รูปแบบหนึ่งที่มีบทบาทเป็นระบบขนส่งรอง (Feeder mode) และยังได้รับการนิยามว่าเป็นระบบขนส่งนอกระบบ (Informal transport) ด้วยบริการที่ปรับตัวต่อสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่าระบบขนส่งมวลชน งานวิจัยชิ้นนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดิน สถานการณ์การให้บริการของรถสองแถว และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินและรูปแบบการเปลี่ยนแปลงการให้บริการของรถสองแถวในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางราง ประกอบด้วยสายสีเขียวอ่อน สายสีเขียวเข้ม สายสีน้ำเงิน สายสีม่วง สายสีแดง สายสีเหลือง และแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ โดยกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ตัวแทนผู้ให้บริการรถสองแถวสายละ 1 ตัวอย่าง รวมทั้งสิ้น 100 ตัวอย่างผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการให้บริการด้านระยะทางและความถี่มีความแตกต่างกันตามพื้นที่ โดยรถสองแถวที่ให้บริการในพื้นที่โดยรอบสถานีชานเมืองมีสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและการผสมผสานการใช้ประโยชน์ที่ดินมากกว่า นอกจากนี้เส้นทางจำนวน 1 ใน 4 ยังมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้บริการเพื่อทำหน้าที่ระบบขนส่งรอง อย่างไรก็ตาม รูปแบบการเปลี่ยนแปลงการให้บริการไม่ได้สัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีนัยสำคัญ แต่เกิดจากนโยบายของผู้ประกอบการและผู้ให้บริการที่เล็งเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ มีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ในสถานการณ์ที่ปริมาณผู้โดยสารลดลง ดังนั้น นโยบายสนับสนุนศักยภาพของรถสองแถวในการทำหน้าที่เป็นระบบขนส่งรองของระบบขนส่งมวลชนทางรางจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนอย่างยั่งยืนต่อไป
โอกาสและข้อจํากัดในการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนรูปแบบดั้งเดิมของชาวไทยมุสลิมในชุมชนบ้านครัว กรุงเทพมหานคร, ฉัตรลดา กาตาสาย
โอกาสและข้อจํากัดในการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนรูปแบบดั้งเดิมของชาวไทยมุสลิมในชุมชนบ้านครัว กรุงเทพมหานคร, ฉัตรลดา กาตาสาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ชุมชนบ้านครัวเป็นชุมชนไทยมุสลิมเก่าแก่ตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยอยุธยา และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) พระราชทานที่ดินให้อยู่ในฝั่งพระนคร เป็นชุมชนขนาดใหญ่ ปัจจุบันเป็นชุมชนที่ยังมีเรือนแบบดั้งเดิมตั้งแต่ยุคสมัยรัชกาลที่ 1-รัชกาลที่ 7 อยู่มากถึง 27 หลัง ชุมชนในปัจจุบันตั้งอยู่ระหว่างเขตราชเทวี และเขตปทุมวันที่มีการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่น เรือนดั้งเดิมเหล่านี้เสี่ยงต่อการสูญหาย ในขณะที่ชุมชนต้องการรักษาไว้เป็นสินทรัพย์แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโอกาสและข้อจํากัดในการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนรูปแบบดั้งเดิมของชาวไทยมุสลิมในชุมชนบ้านครัว โดยศึกษาลักษณะกายภาพของเรือนดั้งเดิม ความต้องการของครัวเรือน วิเคราะห์ปัจจัยข้อจำกัด และนำเสนอแนวทางการปรับปรุงเพื่อรักษาคุณค่าของเรือนดั้งเดิม พร้อมทั้งพัฒนาการใช้งานให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้อยู่อาศัย โดยงานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม (Mixed Methods Research) ประกอบด้วยการสำรวจภาคสนาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการวิเคราะห์ข้อมูลจากกรณีศึกษาของเรือนดั้งเดิม 5 หลัง เพื่อประเมินความต้องการและความสามารถในการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนรูปแบบดั้งเดิมภายใต้กรอบของแนวคิดการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นผลการศึกษาพบว่า เรือนกรณีศึกษาทั้ง 5 หลัง มีคุณค่าทางวัฒนธรรมและคุณค่าทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมที่สำคัญ มีคุณค่าความแท้และเป็นตัวแทนของแต่ละยุคสมัยได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นองค์ประกอบสำคัญของแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เรือนเหล่านี้มีปัญหาทรุดโทรมและต้องการการปรับปรุง งานวิจัยเสนอแนวทางการออกแบบปรับปรุง 2 รูปแบบ ได้แก่ (1) แบบประหยัด ที่เน้นการซ่อมแซมขั้นพื้นฐานเพื่อให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย และ (2) แบบสมเหตุสมผล ที่เน้นการอนุรักษ์และปรับปรุงเรือนดั้งเดิมให้คงเอกลักษณ์ พร้อมรองรับการใช้งานในอนาคต การคำนวณงบประมาณเบื้องต้น พบว่ามีงบค่าปรับปรุงซ่อมแซม ตั้งแต่ 30,000-85,000 บาท ขึ้นอยู่กับขอบเขตและลักษณะของการปรับปรุงที่ผู้อยู่อาศัยจะเลือกจากการวิเคราะห์โอกาสและข้อจำกัดของผู้อยู่อาศัย พบว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและมีรายได้ไม่มั่นคง แต่มีความต้องการปรับปรุงเรือนเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพและเสริมสร้างรายได้ รวมถึงการสืบทอดคุณค่าของเรือนไว้ให้กับทายาทรุ่นหลัง แต่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ไม่เพียงพอสำหรับการปรับปรุงในระดับที่ต้องการ จากการสัมภาษณ์หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า ทุกหน่วยงานเล็งเห็นถึงโอกาสในการประสบความสำเร็จในการดำเนินงานและหลายหน่วยงานสามารถให้การสนับสนุน ทั้งในด้านการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ด้านงบประมาณ และการประกอบอาชีพ นอกจากนี้ยังเห็นพ้องว่า การดำเนินการนี้จำเป็นต้องให้ผู้อยู่อาศัย เจ้าของเรือน และชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความเข้าใจในปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของชุมชนจึงเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงและอนุรักษ์เรือนดั้งเดิมในชุมชนบ้านครัว โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้อยู่อาศัยและชุมชนเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด นอกจากนี้ การทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน เพื่อระดมทรัพยากรและสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ด้วยการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมก็เป็นสิ่งสำคัญ รวมทั้งควรมีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ผลงานฝีพระหัตถ์สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์: ภาพจำของอนุสาวรีย์แห่งความตาย, อธิภัทร แสวงผล
ผลงานฝีพระหัตถ์สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์: ภาพจำของอนุสาวรีย์แห่งความตาย, อธิภัทร แสวงผล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงออกแบบและมีความสัมพันธ์กับการสิ้นสุดพระชนม์ชีพของพระบรมวงศานุวงศ์สยามอย่างไม่จำกัดรูปแบบ, ขนาด, วัสดุ หรือความคงทน จึงใช้คำว่า "อนุสาวรีย์แห่งความตาย" แทนสิ่งที่ศึกษา ซึ่งผลงานเหล่านี้กลายเป็นภาพจำ และเป็นแบบแผนให้กับสถาปนิกตลอดจนนายช่างยุคต่อมาดำเนินรอยตามผู้วิจัยตั้งคำถามถึงภาพจำของผลงานฝีพระหัตถ์ และภาพจำที่เกิดขึ้นภายหลังจากการสิ้นพระชนม์ในพ.ศ. 2490 ทำให้ใช้วิธีการเรียบเรียงหลักฐานในอดีตที่พบด้วยภาษาและมุมมองปัจจุบัน หรือ ประวัติศาสตร์นิพนธ์ ประกอบกับแนวความคิดว่าด้วยภาพจำอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญะ 3 แนวคิด ได้แก่ ภาพจำร่วมกันของสังคม, ภาพจำเชิงภาษาศาสตร์ และ มายาคติ หรือภาพจำภายใต้วัฒนธรรมร่วมสมัย แม้ทั้งสามแนวคิดจะเกิดขึ้นจากนักคิดชาวตะวันตก แต่สามารถใช้วิเคราะห์ศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมโดยไร้ข้อจำกัดของชาติพันธุ์และเวลานอกจากนี้ ผู้ที่เคยศึกษาผลงานฝีพระหัตถ์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์มาก่อนมักกล่าวถึงภาพจำเชิงกายภาพในรูปแบบสัญลักษณ์ ที่แท้จริงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสัญญะ ที่มนุษย์รับรู้ด้วยประสาทสัมผัสและเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ได้หลายระดับ ทำให้ผู้วิจัยใช้หลักฐานชั้นต้นที่หน่วยงานราชการและเอกชนเก็บรักษามาวิเคราะห์เตลอดจนบทสัมภาษณ์สถาปนิกและนายช่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานพระเมรุมาศ เพื่อค้นหาความหมายภายใต้ผลงานฝีพระหัตถ์ต่อไปจากการศึกษาพบว่าสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงได้รับอิทธิพลจากความนิยมของสังคม วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาภาพจำของผู้สิ้นสุดพระชนม์ชีพในผลงานฝีพระหัตถ์ ที่พบสัญญะอันเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญของชีวิตอันเป็นผลจากค่านิยมของยุคสมัย ขณะเดียวกันก็เป็นแนวทางใหม่ภายหลังแบบแผนอันเคร่งครัดที่มีอยู่เดิมได้เปลี่ยนรูปแบบไป ทำให้ผลงานฝีพระหัตถ์มีสถานะเป็นแรงบันดาลใจของการสร้างสรรค์อนุสาวรีย์แห่งความตายของนายช่างร่วมสมัยปัจจุบัน
การสื่อสารผ่านการสัมผัสสำหรับผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการเห็น:กรณีศึกษาแบรนด์ .Once, จิระ ชนะบริบูรณ์ชัย
การสื่อสารผ่านการสัมผัสสำหรับผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการเห็น:กรณีศึกษาแบรนด์ .Once, จิระ ชนะบริบูรณ์ชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง “การสื่อสารผ่านการสัมผัสสำหรับผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการมองเห็น: กรณีศึกษาแบรนด์ .ONCE” มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสัญลักษณ์สัมผัสที่สามารถสื่อสารเรื่องสีให้แก่ผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการมองเห็น โดยใช้แนวคิดจากทฤษฎีการรับรู้ผ่านการสัมผัส (Tactile Perception Theory) ทฤษฎีสัญศาสตร์ (Semiotics) และทฤษฎีการสื่อความหมายของสีผ่านสัมผัสในบริบทของผลิตภัณฑ์แฟชั่นการพัฒนาสัญลักษณ์สัมผัสในวิจัยนี้เริ่มจากการกำหนดความหมายที่ต้องการสื่อ โดยอิงจากทฤษฎีของ Roland Barthes ซึ่งแบรนด์ .ONCE ตั้งเป้าหมายในการสื่อสารเรื่องสีให้เข้าใจได้ทั้งผู้มีและไม่มีความบกพร่องทางการมองเห็น จากนั้นได้เลือกใช้ทฤษฎีของ Charles Sanders Peirce ในการวิเคราะห์และตีความรูปแบบของสัญลักษณ์ เพื่อให้ได้สัญลักษณ์ที่ชัดเจนและสื่อความหมายได้ตรงตามเจตนา ในกระบวนการออกแบบสัญลักษณ์ ได้มีการใช้ทฤษฎีสัญศาสตร์ในการวิเคราะห์และสร้างสัญลักษณ์สัมผัส โดยสัญลักษณ์เหล่านี้ถูกออกแบบมาให้มีความสัมพันธ์กับธรรมชาติและสามารถเชื่อมโยงกับอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากสี จากนั้นได้มีการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการรับรู้ทางประสาทสัมผัส (Sensory Perception Theory) เพื่อเลือกเทคนิคที่เหมาะสมในการสื่อสารสีผ่านสัมผัส หลังจากพัฒนาสัญลักษณ์เสร็จสิ้น ได้มีการทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างซึ่งประกอบด้วยผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการมองเห็น ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าสัญลักษณ์ที่มีความเรียบง่ายและสัมพันธ์กับธรรมชาติ เช่น ใบไม้สำหรับสีเขียว และดวงอาทิตย์สำหรับสีเหลือง สามารถช่วยให้การสื่อสารเรื่องสีผ่านสัมผัสมีประสิทธิภาพมากขึ้นการวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างสัญลักษณ์สัมผัสที่มีความหมายลึกซึ้งและสามารถเชื่อมโยงความเข้าใจระหว่างผู้ใช้ทุกกลุ่ม นอกจากนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมและสร้างสังคมที่เท่าเทียม ข้อสรุปจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า สัญลักษณ์สัมผัสที่เรียบง่ายและมีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ เช่น ใบไม้หรือดวงอาทิตย์ สามารถช่วยให้การสื่อสารเรื่องสีมีประสิทธิภาพมากขึ้น การใช้รูปทรงที่มีการจัดกลุ่มเป็นคอลเลกชันเดียวกัน และการลดความซับซ้อนของรูปทรงยังสามารถช่วยลดความสับสนในการแยกแยะสีได้ วิทยานิพนธ์นี้มีส่วนสำคัญในการนำเสนอกระบวนการออกแบบที่ช่วยสร้างความเท่าเทียมในสังคม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมผู้ใช้งานทุกกลุ่ม นำไปสู่ความเข้าใจและความเท่าเทียมในสังคม
การพัฒนาชุดข้อมูลเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลเพื่อประเมินการใช้พื้นที่อาคาร: กรณีศึกษา อาคารในต่างประเทศของกระทรวงการต่างประเทศ, ฐิติชญา ชาตรูปะมัย
การพัฒนาชุดข้อมูลเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลเพื่อประเมินการใช้พื้นที่อาคาร: กรณีศึกษา อาคารในต่างประเทศของกระทรวงการต่างประเทศ, ฐิติชญา ชาตรูปะมัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การบริหารพื้นที่อาคารเป็นหลักการที่จะช่วยให้พื้นที่ส่วนต่างๆภายในอาคารถูกใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและคุ้มค่า กระทรวงการต่างประเทศมีสำนักงานหลายแห่งทั่วโลก จึงมีทรัพยากรทางกายภาพที่ต้องดูแลทางไกลเป็นจำนวนมาก สำหรับในงานวิจัยได้ทำการศึกษาลักษณะการใช้งานพื้นที่กงสุลจาก 7 กรณีศึกษาเเละทำการเเบ่งพื้นที่ส่วนกงสุลออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้เเก่ พื้นที่พักรอ พื้นที่เคาน์เตอร์ เเละพื้นที่อื่นๆวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือการศึกษาการใช้เทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลในการบริหารจัดการพื้นที่อาคาร เพื่อหารูปแบบของชุดข้อมูลที่จำเป็นในการเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาระบบการจัดการพื้นที่สำหรับพื้นที่กงสุล โดยทำการศึกษาการทำงานของเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลในระดับ Descriptive ซึ่งเป็นระดับการศึกษาหาชุดข้อมูลเพื่อเตรียมสำหรับการนำไปใช้งานในระดับอื่นๆต่อไปจากการศึกษาพบว่าชุดข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการนำเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลมาใช้ในการประเมินพื้นที่อาคาร สามารถเเบ่งข้อมูลแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ Static (พื้นที่ห้อง ความจุ พื้นที่ต่อคน) และ Dynamic (จำนวนชั่วโมงการใช้จริงและจำนวนพนักงานที่ใช้ห้องต่อสัปดาห์) ข้อมูล Dynamic จำเป็นต้องมีใช้เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ในการเก็บข้อมูลซึ่งในงานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาข้อดีเเละข้อจำกัดของเทคโนโลยีเหล่านี้ Wifi technique, Proximity sensor, Infrared IR sensor, และ Camera-based systems (กล้องนับคนด้วยวิดีโอ, กล้องนับคนด้วย AI, และกล้อง 3D นับคน)จากการศึกษาพบว่าเทคโนโลยีเซ็นเซอร์แต่ละประเภทมีข้อดีและข้อจำกัดที่เเตกต่างกัน พื้นที่พักรอเหมาะสมที่จะใช้ กล้องนับคนด้วยวิดีโอเเละ Infrared IR sensor เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก พื้นที่เคาน์เตอร์เหมาะสมที่จะใช้ กล้องนับคนด้วยวิดีโอเเละกล้องนับคนด้วย AI เพื่อยืนยันตัวตนเเละเก็บข้อมูลที่ต้องการในกรณีที่มีผู้เข้ามาใช้งานเป็นจำนวนมาก พื้นที่อื่นๆเช่นพื้นที่ห้องสัมภาษณ์ พื้นที่ห้องทำบัตรประชาชน ควรมีการใช้ กล้องนับคนด้วยวิดีโอ เเละ Infrared IR sensor ซึ่งจะช่วยในการดูเเลรักษาความปลอดภัยเเละเก็บข้อมูล อย่างไรก็ตามเซ็นเซอร์เเต่ละชนิดมีข้อดีเเละข้อจำกัดที่เเตกต่างกัน จำเป็นต้องศึกษาและวิเคราะห์การใช้งานพื้นที่อย่างละเอียดเพื่อเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดต่อไป
แนวทางการพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว, ชนิสรา ญาณประภาศิริ
แนวทางการพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว, ชนิสรา ญาณประภาศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลให้ความต้องการสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีกระทรวงสาธารณสุขบังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานด้านสถานที่ฯ พ.ศ. 2563 กับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวทั้งหมด ทั้งที่สภาพแวดล้อมของสถานดูแลผู้สูงอายุรยะยาวแตกต่างกัน ดังนั้นงานวิจัยนี้มุ่งเน้นการศึกษากฎหมายและมาตรฐานด้านสภาพแวดล้อมของไทยและต่างประเทศ รวมถึงศึกษาสภาพแวดล้อมของสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในไทย เพื่อพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวที่เหมาะสมกับบริบทของไทยงานวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งประกอบด้วยการศึกษาวิเคราะห์เอกสารกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง การศึกษาสังเกตสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว และการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่าสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวประกอบด้วยพื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่พักอาศัย และพื้นที่สนับสนุน รวมถึงชี้ให้เห็นว่าไทยสามารถพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมได้ด้วยการเพิ่มเติมข้อกำหนดให้ครอบคลุมมากขึ้น ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนะมาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมได้ทั้งหมด 12 หมวด นอกจากนี้ผู้วิจัยได้เสนอแนะว่าควรมีการแบ่งระดับมาตรฐานขั้นต่ำเป็น 3 แนวทางคือ แบ่งตามการก่อสร้าง แบ่งตามขนาดอาคาร และแบ่งตามประเภทผู้ใช้บริการ
กลยุทธ์การตลาดโครงการบ้านพักตากอากาศแบบพูลวิลล่าของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีศึกษา พื้นที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ปกิตา ปางพุฒิพงษ์
กลยุทธ์การตลาดโครงการบ้านพักตากอากาศแบบพูลวิลล่าของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีศึกษา พื้นที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ปกิตา ปางพุฒิพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงการพูลวิลล่าได้รับความนิยมและมีแนวโน้มพัฒนาอย่างต่อเนื่องมากขึ้นในหัวหิน งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาลักษณะโครงการพูลวิลล่าในภาพรวมหัวหิน แนวคิดการพัฒนาโครงการ และกลยุทธ์การตลาดกรณีศึกษา 5 โครงการ คือ บาบาบีช คลับ เรสซิเดนซ์ หัวหิน, วีรันดา พูลวิลล่า หัวหิน - ชะอำ, บูเลอวาร์ด ทัสคานี ชะอำ - หัวหิน, เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเด้นซ์ หัวหิน และกาบานาส หัวหิน ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 4 แห่ง คือ CI, VRANDA, SC และ SIRI รวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร การลงพื้นที่สำรวจ และสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบเพื่อสรุปบทเรียนสำคัญในการพัฒนาโครงการประเภทดังกล่าวผลการศึกษาพบว่า 1) ภาพรวมอุปทานโครงการพูลวิลล่าในพื้นที่หัวหิน มี 120 โครงการ ดำเนินการโดย 101 บริษัท โดยมีระดับราคาขายตั้งแต่ 1.49 – 100 ล้านบาท ที่ตั้งโครงการแบ่งเป็น 3 พื้นที่หลัก ได้แก่ พื้นที่ใกล้ทะเล (7 โครงการ) พื้นที่ใกล้ภูเขา (87 โครงการ) และพื้นที่ตัวเมือง (26 โครงการ) โดยบริษัทพัฒนาฯ มักพัฒนาโครงการพูลวิลล่าในพื้นที่ใกล้ทะเล ทำเลที่ตั้งโครงการเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของลักษณะทางกายภาพ การบริการ และการกำหนดกลยุทธ์ของผู้ประกอบการแต่ละราย 2) แนวคิดการพัฒนาธุรกิจโครงการพูลวิลล่าของบริษัทพัฒนาฯ ในพื้นที่หัวหินมีความคล้ายคลึงกัน คือ บริษัทพัฒนาฯ มีความเชี่ยวชาญ ทรัพยากรและประสบการณ์ในตลาดหัวหินมานาน เห็นพฤติกรรมผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์เมืองตากอากาศทางทะเลที่เปลี่ยนแปลงไป จึงต่อยอดธุรกิจที่อยู่อาศัยรูปแบบเดิม สู่การพัฒนาธุรกิจที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่ ที่ยังเป็นช่องว่างของตลาดหัวหินและของบริษัท เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าวิถีชีวิตยุคใหม่ 3) บริษัทพัฒนาฯ ในพื้นที่หัวหินเน้นการพัฒนาโครงการพูลวิลล่าในระดับตั้งแต่ Luxury Class – Ultimate class ระดับราคาเริ่มต้น 7.99 - 100 ล้านบาท แสดงถึงการแข่งขันในตลาดระดับสูง เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายหลัก ซึ่งแบ่งเป็น 2 …
การพัฒนาชุดข้อมูลสำหรับระบบสนทนาอัตโนมัติ เพื่อช่วยในการค้นคว้ากฎหมายควบคุมอาคารในกรุงเทพมหานคร, ไพลิน วิรุฬห์ทรัพย์
การพัฒนาชุดข้อมูลสำหรับระบบสนทนาอัตโนมัติ เพื่อช่วยในการค้นคว้ากฎหมายควบคุมอาคารในกรุงเทพมหานคร, ไพลิน วิรุฬห์ทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การค้นคว้ากฎหมายควบคุมอาคารเพื่อการออกแบบโครงการทางสถาปัตยกรรม จำเป็นต้องพิจารณากฎหมายหลากหลายฉบับ ซึ่งกฎหมายควบคุมอาคารเหล่านี้ มีความซับซ้อนและปรับปรุงอยู่เสมอ ประกอบกับเครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยสนับสนุนการค้นคว้ากฎหมายยังมีจำกัด ส่งผลให้สถาปนิกเกิดความยากลำบากในการค้นคว้าข้อกฎหมาย งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดข้อมูลสำหรับการพัฒนาระบบสนทนาอัตโนมัติ ให้สามารถช่วยในการค้นคว้ากฎหมายควบคุมอาคารได้ โดยครอบคลุมอาคารประเภทอาคารอยู่อาศัย ที่มีพื้นที่อาคารไม่เกิน 2,000 ตารางเมตร และสูงไม่ถึง 23 เมตร ในพื้นที่กรุงเทพมหานครการดำเนินการวิจัยเริ่มต้นด้วยการรวบรวมข้อมูลกฎหมายควบคุมอาคารทั้งหมด เพื่อนำมาพัฒนาเป็นชุดข้อมูล โดยใช้หลักการแผนผังต้นไม้การตัดสินใจ (Decision Tree) ร่วมกับการศึกษาองค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์และระบบสนทนาอัตโนมัติ เพื่อพิจารณาคัดเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาด้วยชุดข้อมูลด้านกฎหมายที่พัฒนาขึ้น หลังจากนั้นจึงนำเข้าชุดข้อมูลในระบบเพื่อพัฒนาระบบสนทนาอัตโนมัติ จากนั้นจึงทดสอบและปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพในการค้นคว้าข้อกฎหมายระบบสนทนาอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นได้ถูกนำไปทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นสถาปนิก เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจในการใช้งาน ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าระบบสนทนาอัตโนมัติสามารถช่วยลดระยะเวลาในการค้นคว้าข้อมูลกฎหมาย และอำนวยความสะดวกในการค้นคว้ากฎหมายเพื่อใช้ในการออกแบบได้ โดยผลการประเมินด้านความง่ายในการใช้งาน, ประสิทธิภาพในการตอบคำถามด้านกฎหมาย และความพึงพอใจโดยรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก
สุนทรียแห่งวัสดุ: การสร้างคุณค่าสำหรับกระดาษเหลือใช้ในอุตสาหกรรมด้วยเทคนิคเชิงหัตถกรรม, พีรณัฐ บุญชื่น
สุนทรียแห่งวัสดุ: การสร้างคุณค่าสำหรับกระดาษเหลือใช้ในอุตสาหกรรมด้วยเทคนิคเชิงหัตถกรรม, พีรณัฐ บุญชื่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและสร้างสรรค์สุนทรียะแห่งวัสดุผ่านการนำกระดาษเหลือใช้จากอุตสาหกรรมมาประยุกต์ใช้ด้วยเทคนิคเชิงหัตถกรรม โดยเน้นการเพิ่มคุณค่าเชิงสุนทรียะและเชิงสิ่งแวดล้อมให้กับวัสดุเหลือใช้ที่ถูกมองข้าม โดยในขั้นต้นได้ทำการศึกษาคุณสมบัติของกระดาษเหลือใช้ที่มีหลากหลายลักษณะทางกายภาพ อาทิ พื้นผิว ความหนา สี และการพิมพ์ จากนั้นได้เลือกและนำเทคนิคเชิงหัตถกรรมต่าง ๆ มาประยุกต์เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางสุนทรียภาพ โดยเน้นการควบคุมลักษณะของพื้นผิว ความโปร่งแสง และลวดลายเฉพาะตัวในกระดาษแต่ละชนิดผลการวิจัยแสดงให้เห็นถึงความงามที่เกิดจากการใช้เทคนิคหัตถกรรม โดยลักษณะเฉพาะของวัสดุที่ได้รับการดัดแปลงนั้นสะท้อนให้เห็นถึงสุนทรียะแบบเฉพาะตัว การเรียงตัวของเยื่อกระดาษและการปรากฏของลวดลายจากหมึกพิมพ์เดิมทำให้เกิดพื้นผิวและลวดลายที่มีความซับซ้อนและล้ำลึก ความโปร่งแสงและความขุ่นทึบของกระดาษเกิดขึ้นจากการควบคุมระดับความหนาและการเคลื่อนไหวของแม่พิมพ์ระหว่างกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์ความงามที่ไม่สามารถทำซ้ำได้ด้วยวิธีการเชิงอุตสาหกรรมโดยสรุป งานวิจัยนี้แสดงถึงศักยภาพของการนำวัสดุเหลือใช้มาเพิ่มมูลค่าเชิงสุนทรียะ ผ่านกระบวนการที่ใช้ความพิถีพิถันและการออกแบบที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ผลงานที่ได้ไม่เพียงมีคุณค่าเชิงศิลปะ แต่ยังสะท้อนถึงการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังส่งเสริมให้เกิดการตระหนักรู้ในสังคมถึงความสำคัญของการนำวัสดุเหลือใช้มาปรับเปลี่ยนสู่สุนทรียะใหม่ ที่ผสมผสานความงามในเชิงหัตถกรรมกับคุณค่าในเชิงสิ่งแวดล้อมอย่างลงตัว
การวิเคราะห์ความเหมาะสมของพื้นที่เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาชายฝั่งทะเลในจังหวัดนครศรีธรรมราช, รัชต์ภาคย์ รัตนบุรี
การวิเคราะห์ความเหมาะสมของพื้นที่เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาชายฝั่งทะเลในจังหวัดนครศรีธรรมราช, รัชต์ภาคย์ รัตนบุรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พื้นที่ชายฝั่งทะเลของจังหวัดนครศรีธรรมราชมีความโดดเด่นเเละมีศักยภาพสูงในการพัฒนาสำหรับการท่องเที่ยวเชิงกีฬาชายฝั่งทะเล อย่างไรก็ตาม การพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวทั้งต้องพึ่งพาและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่งทะเล ในการศึกษาครั้งนี้จึงประยุกต์ใช้การวิเคราะห์ความเหมาะสมของพื้นที่ (suitability analysis) ด้วยวิธีการซ้อนทับชั้นข้อมูล (overlay method) เพื่อระบุพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงกีฬาชายฝั่งทะเลประเภทกีฬาวอลเลย์บอลชายหาด โดยผลการวิจัยพบว่าพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมสำหรับการพัฒนา ได้แก่ พื้นที่อ่อนไหวทางระบบนิเวศ พื้นที่อุตสาหกรรม พื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากปัจจัยธรรมชาติ พื้นที่อนุรักษ์ และพื้นที่ที่เป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ทะเลหายาก ส่วนพื้นที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับการพัฒนาจะต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสมในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ได้เเก่ การเข้าถึงที่สะดวก การมีที่พักและร้านอาหารที่หลากหลาย เเละมีจำนวนเพียงพอสำหรับนักท่องเที่ยว การมีสถานพยาบาลในระยะใกล้ เเละการมีพื้นที่บริเวณที่ติดชายหาดที่เพียงพอสำหรับเป็นพื้นที่จอดรถ ห้องน้ำ และสิ่งอำนวยความสะดวกชั่วคราว รวมถึงสามารถเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงที่มีความหลากหลายเพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลาย นอกจากนั้นยังมีความเหมาะสมในด้านปัจจัยทางกายภาพ ได้เเก่ มีความกว้างของหาดมากกว่า 25 เมตร ความลาดชันในระดับ 0-3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเอื้อต่อการจัดการแข่งขันกีฬา ผิวหาดเเบบหาดทรายล้วน และทิศทางลมที่เหมาะสมต่อการเล่นวอลเลย์บอลชายหาด ซึ่งพบว่าพื้นที่ในหาดคอเขา หาดขนอม หาดหน้าด่าน หาดหัวถนน เเละหาดในเปร็ตเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด ส่วนพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในระดับรองลงมาคือหาดในเพลา หาดย่าปิ๋ว หาดปลายทอน หาดบางดี อ่าวท้องยาง หาดทุ่งใส เเละหาดเทพา
ความต้องการและความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยของกลุ่มวัยเริ่มทำงานในเขตอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น, วราภรณ์ อึ้งอารีย์วิทยา
ความต้องการและความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยของกลุ่มวัยเริ่มทำงานในเขตอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น, วราภรณ์ อึ้งอารีย์วิทยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กลุ่มวัยเริ่มทำงานเป็นกลุ่มคนที่เริ่มต้นเข้าสู่สังคมของการทำงาน หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ไม่นาน ข้อมูลการสำรวจพบว่าอำเภอเมืองขอนแก่นในปัจจุบัน มีจำนวนคนกลุ่มนี้มากถึง 39,718 คน ซึ่งลักษณะของประชากรวัยเริ่มทำงานเป็นวัยที่กำลังเริ่มต้นสร้างครอบครัว และเริ่มมีการวางแผนเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ด้วยเหตุนี้คนกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ของจังหวัดขอนแก่นในอนาคต ดังนั้นงานวิจัยฉบับนี้จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาลักษณะความต้องการที่อยู่อาศัย ของกลุ่มวัยเริ่มทำงานในเขตอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น รวมไปถึงศึกษาความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยที่ต้องการในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจในสถานการณ์การอยู่อาศัยของกลุ่มประชากรสำคัญกลุ่มนี้ โดยวิธีการรวบรวมข้อมูลวิจัยจากแบบสอบถามจำนวน 400 ชุด มาทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ แสดงผลออกมาในเชิงปริมาณ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ หาความสัมพันธ์ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีสถานภาพโสด จบการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาตรี มีอาชีพเป็นพนักงานประจำในบริษัท ไม่มีอาชีพที่สอง มีรายได้ส่วนบุคคล 10,500 -15,000 บาทต่อเดือน และรายได้ครัวเรือน 25,001-40,000 บาทต่อเดือน สังเกตุพบว่ากลุ่มช่วงอายุ 26-27 ปี มีรายได้ 15,001-20,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสูงกว่ากลุ่มอื่น 2) พฤติกรรมในการใช้ชีวิต มีการเดินทางด้วยรถ จักรยานยนต์ใช้เวลา 15 นาที ถึงที่ทำงาน นิยมซื้อสินค้าจากช่องทางออนไลน์และจากร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน การทำหรือรับประทานอาหารนิยมซื้ออาหารปรุงสำเร็จกลับมารับประทานที่บ้าน งานอดิเรก เล่นโซเชียลมีเดีย เป้าหมายในชีวิต คือ มีเงินพอใช้จ่าย ซึ่งทุกกลุ่มช่วงอายุมีพฤติกรรมและทัศนคติคล้ายคลึงกัน 3) รูปแบบที่อยู่อาศัยปัจจุบันอยู่ในลักษณะการเช่ามากที่สุด ประเภทบ้านเดี่ยว/บ้านแฝด มีราคาเช่า 2,001-4,000 บาทต่อเดือน ปัญหาในการอยู่อาศัยที่พบมากที่สุดคือ ที่พักปัจจุบันอยู่ไกลจากสถานที่ทำงาน 4) รูปแบบที่พักอาศัยที่คนกลุ่มนี้ต้องการในอนาคตเป็นรูปแบบการซื้อมากที่สุด โดยต้องการเป็น บ้านเดี่ยว/บ้านแฝด ราคา 2-4 ล้านบาท อยู่ในทำเลโซนใจกลางอำเภอเมืองขอนแก่น แต่เมื่อประเมินความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยที่ต้องการในอีก 5 ปีข้างหน้า พบว่าส่วนใหญ่ไม่สามารถจ่ายค่าที่อยู่อาศัยที่ต้องการได้ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบซื้อหรือสร้าง ยกเว้นการเช่า อย่างไรก็ตามพบว่ากลุ่มอาชีพข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ ที่มีอายุระหว่าง 26-27 ปี เป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยประเภทซื้อและสร้างมากที่สุดจากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างวัยเริ่มทำงานในอำเภอเมืองขอนแก่นในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีความต้องการที่อยู่อาศัยในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยต้องการในรูปแบบบ้านเดี่ยวหรือบ้านแฝด ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้กับแหล่งงานสามารถเดินทางได้สะดวกสบาย ซึ่งผลการสำรวจความสามารถในการจ่ายเพื่อมีที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนกลุ่มนี้พบว่า มีความสามารถในการจ่ายในสัดส่วนร้อยละ 36.5 ของกลุ่มความต้องการทั้งหมดเท่านั้น เมื่อคำนวณจากรายได้ในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า พบว่าแท้จริงแล้วคนกลุ่มนี้สามารถจ่ายได้ในราคาไม่เกิน …
Lighting Retrofit For Energy Conservation: A Case Study Of Classrooms At The Faculty Of Architecture, Chulalongkorn University, Thae Thiri Lynn
Lighting Retrofit For Energy Conservation: A Case Study Of Classrooms At The Faculty Of Architecture, Chulalongkorn University, Thae Thiri Lynn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Lighting energy consumption has been one of the major elements of overall energy usage in educational buildings, making its reduction significant for promoting sustainability of educational sector. This research aims to minimize lighting energy consumption and improve lighting performance at the Architecture Faculty building at the Chulalongkorn University in Thailand. In this study, three classrooms facing all four different directions were selected as case studies for in-depth assessment. The applied strategies involve replacement of lamps types, repositioning of lamps, reduction of lamp quantities and redesigning electric grouping lines. By using Dialux Evo 12, the lighting scenarios were simulated on an …
การติดตามผลการนำแอปพลิเคชันไปใช้ในการจัดการนิติบุคคลในอาคารชุดพักอาศัย, อริยา อริยโชติมา
การติดตามผลการนำแอปพลิเคชันไปใช้ในการจัดการนิติบุคคลในอาคารชุดพักอาศัย, อริยา อริยโชติมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากจำนวนโครงการที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอาคารชุดพักอาศัยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่งผลให้บริษัทบริหารนิติบุคคลมีบทบาทสำคัญมากขึ้น และเกิดการแข่งขันในด้านการบริหารจัดการนิติบุคคลอย่างเข้มข้น หนึ่งในกลยุทธ์ที่บริษัทเหล่านี้นำมาใช้คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการนิติบุคคล ซึ่งรวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันนิติบุคคล งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาและติดตามผลการนำแอปพลิเคชันนิติบุคคลมาใช้ในอาคารชุดพักอาศัย โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. ศึกษากระบวนการดำเนินงานและแนวคิดของบริษัทที่บริหารจัดการนิติบุคคล 2. วิเคราะห์ข้อดีและข้อจำกัดของการใช้งานแอปพลิเคชันและ3. เสนอแนวทางการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและความพึงพอใจของผู้อยู่อาศัย และการวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์และแบบสอบถามจากกรณีศึกษา ผลการศึกษาพบว่า การระบาดของโควิด 19 เป็นปัจจัยในการเร่งในการพัฒนาและรูปแบบพัฒนาแอปพลิเคชันนั้นสามารถเลือกพัฒนาได้ทั้งแบบการจัดจ้างบริษัทภายนอกหรือทีมภายในองค์กร ตามทรัพยากรที่มีทั้ง งบประมาณ บุคลากร เวลา และความรู้ โดยตัวแอปพลิเคชันนั้นประกอบไปด้วยระบบหน้าบ้านที่เป็นส่วนที่ลูกบ้านเห็นและให้บริการลูกบ้านและระบบหลังบ้านซึ่งใช้ในการทำงานของนิติบุคคล ซึ่งมุมมองของนิติบุคคลในการใช้แอปพลิเคชันพบว่า ช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการจัดการงานนิติบุคคลในโครงการ รวมถึงจัดการระบบและข้อมูลได้อย่างเป็นระเบียบ อย่างไรก็ตามพบข้อจำกัดในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ความไม่เสถียรของระบบ ความยากในการใช้งานแอปพลิเคชัน และการไม่รองรับการใช้งานของอุปกรณ์บางประเภท และในมุมมองของลูกบ้านแอปพลิเคชันช่วยเพิ่มความสะดวกและความรวดเร็วในการติดต่อสื่อสาร ให้บริการ 24 ชั่วโมง โดยฟีเจอร์ที่ใช้บ่อย ได้แก่ การชำระค่าส่วนกลาง การแจ้งซ่อม และการรับพัสดุ และผลความพึงพอใจด้านคุณภาพแอปพลิเคชันและความพึงพอใจของคุณภาพบริการของโครงการ TLP มีระดับคะแนนค่าเฉลี่ยที่มากกว่าโครงการ KKS แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของแอปพลิเคชันของโครงการ TLP ที่มากกว่า KKS ซึ่งสะท้อนในเรื่องของผลพฤติกรรมการใช้งานและแนวคิดในการออกแบบเช่นกัน ทั้งนี้งานวิจัยนี้เสนอแนวทางสำหรับผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน ควรให้ความสำคัญกับการออกแบบที่ใช้งานง่าย การเพิ่มความเสถียรของระบบ ความถูกต้องของข้อมูล และการพัฒนาฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงเพื่อให้การใช้งานแอปพลิเคชันตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Architectural Design Criteria For Achieving Feng Shui Balance For Chinese Immigrant Houses In Chonburi, Thailand, Yu Peng Huang
Architectural Design Criteria For Achieving Feng Shui Balance For Chinese Immigrant Houses In Chonburi, Thailand, Yu Peng Huang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines how Form School Feng Shui principles can guide residential design for Chinese migrant workers in Chonburi, Thailand. The study addresses the problem of cultural and environmental incongruence in local townhouse layouts, particularly in the arrangement of Yin and Yang spaces and natural ventilation, which are essential to creating a balanced living environment in Feng Shui. The work is significant as it adapts Feng Shui architecture—a system deeply rooted in Chinese philosophy—to a modern context, fostering cultural familiarity and comfort for migrants. Using a comparative analysis of traditional Chaoshan courtyard houses and townhouses in Chonburi, the research evaluates …
Prosthetic Architecture: Lingering For Nostalgic Futurism, Sahasrungsri Wajchathon
Prosthetic Architecture: Lingering For Nostalgic Futurism, Sahasrungsri Wajchathon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis explores prosthetic architecture, a concept that combines nostalgia and futurism to reimagine the conservation of architecture in everyday life. Inspired by the idea of architecture as a "prosthesis" that extends and adapts to modern needs, the objective is to propose an alternative approach to architectural conservation — one that not only preserves cultural and historical value but also integrates new infrastructure and functions to align with contemporary lifestyles. By reviewing key theories, such as Sigmund Freud's views in Civilization and its Discontents and Mark Wigley's Prosthetic Theory: The Disciplining of Architecture, this research builds a theoretical foundation for …