Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2024

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 32221 - 32250 of 32997

Full-Text Articles in Entire DC Network

การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street Crime) ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล, กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา Jan 2024

การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street Crime) ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล, กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street Crime) รวมถึงการระบุปัญหาและข้อจำกัดในการใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อเสนอแนะแนวทางที่มีประสิทธิภาพสำหรับการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนนในบริบทของกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่ใช้ทั้งการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นกลุ่มเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ นักอาชญาวิทยา นักพัฒนาเทคโนโลยี AI นักวิชาการเทคโนโลยี AI และนักกฎหมายด้านเทคโนโลยี AI รวมจำนวน 13 คน ผลการวิจัยพบว่า AI ไปใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street crimes) ได้ 4 ประการ ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ข้อมูล จากกล้องวงจรปิด (CCTV Analytics) 2. การจดจำใบหน้า (Facial Recognition) 3. การติดตามยานพาหนะ (Vehicle Tracking) 4.การยับยั้งและข่มขู่ผู้กระทำความผิดด้วย การติดตั้งกล้องวงจรปิด สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เริ่มนำ AI มาใช้ในพื้นที่นำร่องบางแห่งในกรุงเทพมหานคร แต่ยังไม่ได้ขยายการใช้งานให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ประเทศไทยยังขาดความพร้อมในหลายด้านสำหรับการนำ AI มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรม การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรมได้ดีกว่าการใช้อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงลำพัง อีกทั้งการติดตั้งกล้องวงจรปิดที่ทำงานร่วมกับ AI ยังช่วยยับยั้งอาชญากรรมผ่านผลทางจิตวิทยาต่อผู้กระทำผิด อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ยังมีปัญหาและข้อจำกัดสำคัญ เช่น ปัญหาอุปสรรคของการป้องกันอาชญากรรมโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ 1) ความแม่นยำของ AI 2) ด้านกฎหมาย งบประมาณในการติดตั้งระบบ AI และกล้องวงจรปิด การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจให้สามารถใช้งานเทคโนโลยีนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเสี่ยงต่อการเกิดอคติ (bias) การวิจัยนี้จึงข้อเสนอแนะอาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดนโยบายในการวิเคราะห์สถิติการเกิดอาชญากรรมในแต่ละกองบังคับการตำรวจนครบาลและกำหนดพื้นที่ที่มีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงเพื่อทดลองใช้ AI ในการตรวจจับและป้องกันอาชญากรรม รวมทั้งการพัฒนาระบบ AI และการสร้างกรอบการทำงานที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการใช้งานอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพในบริบทของการป้องกันอาชญากรรมในประเทศไทย


From Climate Perception To Climate Action: Case Study Of Transforming Sustainable Rice Cultivation In Doembang Subdistrict, Suphan Buri Province, Thailand, Chotika Thamsuwan Jan 2024

From Climate Perception To Climate Action: Case Study Of Transforming Sustainable Rice Cultivation In Doembang Subdistrict, Suphan Buri Province, Thailand, Chotika Thamsuwan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The thesis explores the critical link between climate perception and sustainable rice cultivation practices. The study highlights the vulnerability of the agricultural sector, particularly rice farming, to climate impacts and emphasizes the necessity of transitioning to sustainable practices as part of Thailand’s broader goal of reducing greenhouse gas emissions by 40% by 2030. Employing the Theory of Planned Behavior (TPB) as the analytical framework, this qualitative research explores how smallholder farmers in the Doem Bang subdistrict conceptualize climate change and sustainable rice cultivation. The study investigates the socio-psychological determinants—behavioral attitudes, subjective norms, and perceived behavioral control—that shape farmers’ intentions and …


Risk Perceptions Of Coffee Growers In Northern Thailand: A Case Study Of Chiang Rai Province, Melody Sie Jan 2024

Risk Perceptions Of Coffee Growers In Northern Thailand: A Case Study Of Chiang Rai Province, Melody Sie

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Thailand's coffee sector faces numerous risks, impacting coffee farmers' livelihoods. This study explores risk perception and management strategies through in-depth interviews with coffee farmers based in Chiang Rai province. Drawing from Joy Harwood’s categorization of agricultural risk, the risks assessed in this study fell under the domains of production, market, and institutional risks. Farmers' perceptions of these risks were analyzed by considering the mental strategies and biases (heuristics) that shaped their perceptions, as well as how farmers measured risk according to their risk attributes (frequency, severity, adaptation ability). The values, emotions, and experiences of farmers shape the foreground of farmers' …


แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้จินตภาพ โค้ชชิ่งแบบทีม และการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างทักษะดนตรีและวินัยของนักเรียนวงโยธวาทิตระดับมัธยมศึกษา, เพียวพันธ์ เทวงษ์รักษา Jan 2024

แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้จินตภาพ โค้ชชิ่งแบบทีม และการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างทักษะดนตรีและวินัยของนักเรียนวงโยธวาทิตระดับมัธยมศึกษา, เพียวพันธ์ เทวงษ์รักษา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการสอนโดยใช้จินตภาพ (Visualization) สำหรับการส่งเสริมด้านการแสดงออกดนตรีสำหรับนักเรียนวงโยธวาทิตระดับมัธยมศึกษา 2) ศึกษาแนวทางดูแลด้วยโค้ชชิ่งแบบทีม (Team Coaching) และการเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring) สำหรับการเสริมสร้างวินัยของนักเรียนวงโยธวาทิตระดับมัธยมศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์เอกสาร ตำรา งานวิจัย 2) การเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิต 5 คน 3) การเก็บข้อมูลด้วยการสังเกตการจัดการเรียนการสอนวงโยธวาทิต 4 โรงเรียน 4) การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามนักเรียนวงโยธวาทิต 80 คน และ 5) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยสรุปว่า 1) ลักษณะการใช้จินตภาพเป็นวิธีที่สำคัญในการสอนปฏิบัติเครื่องดนตรี สามารถจำแนกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1.กลุ่มครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิตที่ไม่เน้นการแข่งขัน ใช้จินตภาพแบบช่วยเสริมความรู้และประสบการณ์ด้านดนตรี เพื่อความเข้าใจในดนตรี 2.กลุ่มครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิตที่เน้นการแข่งขัน ใช้จินตภาพแบบช่วยเสริมการตีความและความสมบูรณ์แบบของดนตรี เพื่อทักษะและการแสดงออกดนตรี 2) ลักษณะการให้ความดูแลนักเรียนวงโยธวาทิตแบบพี่เลี้ยงและครูผู้ฝึกเป็นวิธีที่สำคัญในการสร้างวินัย สามารถจำแนกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1.กลุ่มครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิตที่ไม่เน้นการแข่งขัน ใช้การเป็นพี่เลี้ยงลักษณะอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือ ครูดูแลศิษย์ เพื่อส่งเสริมวินัย 2.กลุ่มครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิตที่เน้นการแข่งขัน ใช้การเป็นครูผู้ฝึกในลักษณะครอบครัว หรือ ลักษณะองค์กร เพื่อส่งเสริมวินัย


การพัฒนาฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบ, ศรัญญา กสิพร้อง Jan 2024

การพัฒนาฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบ, ศรัญญา กสิพร้อง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การสอนวิชาเคมีให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของครูในการอธิบายความเป็นนามธรรมของวิชาเคมีให้นักเรียนสามารถเข้าใจแนวคิดทางเคมีได้ ดังนั้น เพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจวิชาเคมีมากขึ้นจึงจำเป็นต้องมีสื่อการเรียนรู้เพื่อช่วยอธิบายความเป็นนามธรรมของวิชาเคมี เมื่อสำรวจสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีของไทยในปัจจุบัน ยังไม่มีแหล่งหรือฐานข้อมูลใดที่รวบรวมสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีทั้งของไทยและของต่างประเทศไว้ด้วยกันและรวบรวมจัดทำเป็นข้อมูลอภิพันธุ์ (metadata) ไว้เพื่อให้สะดวกต่อการสืบค้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาฐานข้อมูลที่รวบรวมสื่อการเรียนรู้ดิจิทัล ผู้วิจัยพัฒนาฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลสำหรับวิชาเคมีโดยนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากคัดเลือกสื่อที่เป็นไปตามเกณฑ์ แล้ววิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบที่ได้จำแนกประเภท ลักษณะของการใช้รูปแบบที่หลากหลายและประเมินคุณภาพตามเกณฑ์ของไทยและต่างประเทศ คัดเลือกสื่อมารวบรวมเพื่อนำไปสร้างต้นแบบฐานข้อมูลสื่อการดิจิทัลวิชาเคมี (prototypes) โดยใช้ AppSheet ผลการวิจัยพบว่า 1. เมื่อใช้การวิเคราะห์หลากหลายรูปแบบ พบว่า การใช้รูปแบบที่หลากหลายภายในสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมี โดยแบ่งเป็น 5 รูปแบบ ได้แก่ ข้อความ ภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียง และสัญศาสตร์ทางเคมี 2. เมื่อนำสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีมาประเมินคุณภาพสื่อโดยเทียบกับเกณฑ์ของไทยและเกณฑ์ของต่างประเทศ พบว่า สื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีของไทยที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 49 สื่อจากเดิมที่คัดเลือกมา 57 สื่อ และสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีของต่างประเทศที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 68 สื่อ จากเดิมที่คัดเลือกมา 75 สื่อ 3. ฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้วิชาเคมีที่พัฒนาขึ้น มีรายการแสดงจุดประสงค์ฐานข้อมูล ข้อมูลเบื้องต้นของสื่อ วิธีการใช้ฐานข้อมูล รายละเอียดของประเภทสื่อและหัวข้อเคมี 4. ผลการประเมินคุณภาพฐานข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิโดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากและเห็นด้วยมากที่สุด และผลการสอบถามประสบการณ์ผู้ใช้งานจากครูและนิสิตครูเคมีพบว่าภาพรวมอยู่ในระดับเห็นมากที่สุดและเห็นด้วยมาก


Support Guidelines To Promote Growth Mindsets In Public Speaking For Upper Secondary Efl Students, Chawisa Inyai Jan 2024

Support Guidelines To Promote Growth Mindsets In Public Speaking For Upper Secondary Efl Students, Chawisa Inyai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aims to (1) explore the relationship between support and mindset in public speaking and (2) propose support guidelines to promote growth mindsets in public speaking among upper secondary EFL students. A two-phase sequential explanatory design of mixed methods was employed. In Phase 1, data were collected through the Mindset and Support in Public Speaking Questionnaire and semi-structured interviews. In Phase 2, data were collected through semi-structured interviews and an evaluation form designed to assess the support guidelines developed from the findings. Participants comprised three groups: (1) 250 Grade 12 students from five extra-large public schools in Bangkok, six …


การประมาณค่าเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกของลำต้นยูคาลิปตัสจากข้อมูลไลดาร์ที่ได้จากอากาศยานไร้คนขับด้วยเทคนิคการประมวลผลพอยต์คลาวด์, พีรพงศ์ แดงรุ่งโรจน์ Jan 2024

การประมาณค่าเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกของลำต้นยูคาลิปตัสจากข้อมูลไลดาร์ที่ได้จากอากาศยานไร้คนขับด้วยเทคนิคการประมวลผลพอยต์คลาวด์, พีรพงศ์ แดงรุ่งโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การจัดการป่าไม้สำคัญสำหรับการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน เนื่องจากความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของป่าไม้ การวัดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกของต้นไม้จำเป็นในการประเมินความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนของป่าไม้ ซึ่งสำคัญในการพัฒนาการจัดการป่าไม้ให้มีประสิทธิภาพ วิธีการดั้งเดิมใช้แคลิเปอร์หรือเทปในการวัดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก ซึ่งใช้แรงและเวลามาก เพราะฉะนั้นวิทยานิพนธ์นี้นำเสนอวิธีการในการประมาณค่าเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกของลำต้นยูคาลิปตัสจากข้อมูลไลดาร์ที่ได้จากอากาศยานไร้คนขับซึ่งเป็นวิธีที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสำหรับป่าไม้ขนาดใหญ่ แต่ปัญหาคือความหนาแน่นของจุดข้อมูลไลดาร์ต่ำเนื่องจากระยะห่างระหว่างอากาศยานไร้คนขับติดกล้องไลดาร์และต้นไม้ วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือพัฒนาวิธีการประมาณเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกภายใต้ปัญหาดังกล่าว ขั้นตอนประกอบด้วย การเก็บข้อมูล การทำให้ข้อมูลเป็นมาตรฐาน การแบ่งแยกต้นไม้แต่ละต้น การแบ่งแยกลำต้น การแปลง 2 มิติ และการประมาณค่าเส้นผ่านศูนย์เพียงอกด้วยเทคนิคต่างๆ ได้แก่ การประมาณค่าเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกด้วยการปรับค่าด้วยค่าคงที่ การประมาณค่าเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกด้วยคุณลักษณะของเปลือกหุ้มคอนเวกซ์ และการประมาณค่าเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกด้วยคุณลักษณะของต้นไม้ ประสิทธิภาพของแต่ละวิธีถูกประเมินโดยการเปรียบเทียบกับวิธีเส้นฐานที่อ้างอิงในงานวิจัย ในแง่ของความคลาดเคลื่อน และระยะเวลาดำเนินงาน ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าวิธีที่นำเสนอช่วยเพิ่มความแม่นยำในการประมาณเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกในสภาวะที่มีความหนาแน่นของจุดข้อมูลต่ำ โดยค่าความคลาดเคลื่อนเท่ากับ 1.24 เซนติเมตรหรือเท่ากับร้อยละ 9.5


Psychological Experience Of Buddhist Counselors When Encountered With Clients Of Conflicting Value, Kannop Kashemsant Jan 2024

Psychological Experience Of Buddhist Counselors When Encountered With Clients Of Conflicting Value, Kannop Kashemsant

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to explore the psychological experience of Buddhist counselors when encountered with conflicting value, through using Interpretative Phenomenological Analysis (IPA) research style as a tool to capture the details and experience of six experienced Buddhist counselors. The result of this study shows 3 themes: Initial, Process, and Implication. Initial theme is the reaction and response of informants when first encountering with conflicting value and consists of three subthemes (Initial interaction, effects on performance, and consequence) with eight subcategories. Process theme illustrates the awareness and development of informants in accordance with conflicting value, which consist of three subthemes (Initial …


ความเครียดจากเทคโนโลยีและภาวะหมดไฟในการทำงานแบบวิถีใหม่: การขยายมุมมองด้านการขาดความเหนียวแน่นในกลุ่ม และความสำคัญของการปรับงาน, รัตนาวลี บุญยฤทธิ์ Jan 2024

ความเครียดจากเทคโนโลยีและภาวะหมดไฟในการทำงานแบบวิถีใหม่: การขยายมุมมองด้านการขาดความเหนียวแน่นในกลุ่ม และความสำคัญของการปรับงาน, รัตนาวลี บุญยฤทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นแบบวิถีใหม่ที่เทคโนโลยีกลายเป็นช่องทางหลักในการทำงานและติดต่อสื่อสาร สังเกตเห็นได้ว่ารูปแบบความเครียดจากเทคโนโลยีของบุคคลเปลี่ยนไปตามบริบทปัจจุบัน จึงนำมาสู่งานวิจัยที่มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบและพัฒนามาตรวัดความเครียดจากเทคโนโลยี โดยนำมุมมองด้านการขาดความเหนียวแน่นในกลุ่มมาพิจารณาร่วมด้วย 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างตัวแปรภาระงานในการทำงานออนไลน์ การขาดความเหนียวแน่นในกลุ่ม การปรับงาน ความเครียดจากเทคโนโลยี และภาวะหมดไฟ แบ่งเป็น 2 การศึกษา คือ การศึกษาที่ 1 ใช้การสัมภาษณ์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ แล้วจึงเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามเพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบ ผลการศึกษาพบว่า ความเครียดจากเทคโนโลยีตามแนวคิดใหม่ มี 4 องค์ประกอบ คือ ด้านความท่วมท้นจากเทคโนโลยี ด้านความไม่มั่นคงทางจิตใจจากเทคโนโลยี ด้านการขาดความเหนียวแน่นจากเทคโนโลยี และด้านความไม่เสถียรของเทคโนโลยี โดยมาตรวัดมีความเชื่อมั่นระดับสูง ทั้งฉบับเต็ม (M = 3.2, SD = 0.8, 95% CI [3.09, 3.26], α = .963, CITC = .448–.707) และฉบับย่อ (M = 3.2, SD = 0.8, 95% CI [3.13, 3.30], α = .915, CITC = .463–.687) การศึกษาที่ 2 ใช้การเก็บข้อมูลในบุคคลเดียวกัน 3 ครั้ง เว้นช่วง 1 สัปดาห์ โดยจากการวิเคราะห์เส้นทางอิทธิพลพบว่า ภาระงานในการทำงานออนไลน์มีอิทธิพลทางบวกต่อความเครียดจากเทคโนโลยี ทั้งในการวิเคราะห์ภาคตัดขวาง (β = .501, p < .001) และการวิเคราะห์ระยะยาว (β = .294, p < .001) โดยความเครียดจากเทคโนโลยีมีอิทธิพลทางบวกต่อภาวะหมดไฟ ทั้งในการวิเคราะห์ภาคตัดขวาง (β = .458, p < .001) และการวิเคราะห์ระยะยาว (β = .497, p < .001) อีกทั้งยังพบอิทธิพลทางอ้อมของภาระงานในการทำงานออนไลน์ต่อภาวะหมดไฟ โดยมีความเครียดจากเทคโนโลยีเป็นตัวแปรส่งผ่านแบบสมบูรณ์ ทั้งในการวิเคราะห์ภาคตัดขวาง (β = .229, p < .001) และการวิเคราะห์ระยะยาว (β = .142, p < .001) ในขณะที่การขาดความเหนียวแน่นในกลุ่มมีอิทธิพลต่อภาวะหมดไฟในทางตรง (β = .106, p = .013) และทางอ้อม (β = .087, p < .001) เพียงในการวิเคราะห์ภาคตัดขวาง ในส่วนของปรับงาน พบว่ามีอิทธิพลทางลบต่อภาวะหมดไฟทั้งในการวิเคราะห์ภาคตัดขวาง (β = -.315, p < .001) และการวิเคราะห์ระยะยาว (β = -.308, p < .001) แต่มีอิทธิพลกำกับเพียงในการวิเคราะห์ภาคตัดขวาง โดยมีทิศทางอิทธิพลต่างกันตามตัวแปรต้นภาระงานในการทำงานออนไลน์ (β = -.090, p = .035) และการขาดความเหนียวแน่นในกลุ่ม (β = .093, p = .031)


ประสบการณ์ทางจิตใจของนักจิตวิทยาการปรึกษาที่ให้บริการแก่วัยรุ่นระดับชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียน, สุดารัตน์ โมสิกะ Jan 2024

ประสบการณ์ทางจิตใจของนักจิตวิทยาการปรึกษาที่ให้บริการแก่วัยรุ่นระดับชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียน, สุดารัตน์ โมสิกะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจประสบการณ์การทำงานรวมถึงกระบวนการภายในจิตใจที่เกิดขึ้นในการทำงานของนักจิตวิทยาการปรึกษาที่ให้บริการแก่วัยรุ่นระดับชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ ผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วย 6 ราย ข้อมูลถูกเก็บรวบรวมผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยคำถามแบบกึ่งโครงสร้าง ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเผยให้เห็นแก่นสาระของประสบการณ์ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) บทบาทการทำงานของนักจิตวิทยาการปรึกษาในบริบทโรงเรียน ครอบคลุมบทบาทเชิงรับ บทบาทเชิงรุก และบทบาทการเป็นครู (2) ความท้าทายของนักจิตวิทยาการปรึกษาในบริบทโรงเรียน ครอบคลุมความท้าทายด้านการทำงานและความท้าทายด้านอารมณ์ของนักจิตวิทยาการปรึกษาในบริบทโรงเรียน (3) กระบวนการภายในจิตใจและสิ่งที่สนับสนุนการทำงานของนักจิตวิทยาการปรึกษาในบริบทโรงเรียน ครอบคลุมการกลับมาเชื่อมโยงกับตัวเอง การยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ภายนอก และการได้รับกำลังใจจากคนรอบข้าง (4) การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อตนเอง ที่กล่าวถึงการเกิดความรู้สึกเชิงบวกต่อตนเองและการเห็นคุณค่าของตนเองในฐานะนักจิตวิทยาการปรึกษามากขึ้น ข้อค้นพบจากการศึกษานี้ช่วยให้เข้าใจประสบการณ์การทำงานรวมถึงกระบวนการภายในจิตใจที่เกิดขึ้นในการทำงานของนักจิตวิทยาการปรึกษาที่ให้บริการแก่เด็กวัยรุ่นในบริบทโรงเรียน ซึ่งสามารถนำมาเป็นแนวทางในการสนับสนุนการทำงานของนักจิตวิทยาการปรึกษาที่ให้บริการแก่เด็กวัยรุ่นในบริบทโรงเรียนโดยช่วยให้พวกเขาเข้าใจความเฉพาะของบทบาทการทำงาน มีวิธีการในการรับมือกับความท้าทายและมองเห็นปัจจัยที่ช่วยเอื้อในการทำงานของตนเองได้


ประสบการณ์วัยเด็กของผู้ที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่เป็นโรคซึมเศร้า, ศุภวิชญ์ วชิรบรรจง Jan 2024

ประสบการณ์วัยเด็กของผู้ที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่เป็นโรคซึมเศร้า, ศุภวิชญ์ วชิรบรรจง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์วัยเด็กของผู้ที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ ผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วย 6 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าช่วงอายุต่ำกว่า 18 ปี ข้อมูลถูกเก็บรวบรวมผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยคำถามแบบกึ่งโครงสร้าง ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเผยให้เห็นแก่นสาระของประสบการณ์ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การรับรู้ความไม่ปกติในชีวิต แต่ไม่เข้าใจว่าเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งรวมถึงการรับรู้ว่าพ่อแม่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าแต่ไม่ได้เข้าใจลักษณะของโรคอย่างแท้จริง ความกังวลและรู้สึกผิดว่าตนอาจเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วย การรับรู้ว่าพ่อแม่ที่ป่วยจิตใจอ่อนไหว และพ่อแม่ที่ป่วยไม่อบอุ่นเหมือนที่เคยเป็น (2) รู้สึกท่วมท้นและไม่แน่ใจว่าจะต้องทำตัวอย่างไรในช่วงวิกฤติของพ่อแม่ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของพ่อแม่ที่ป่วย ลำบากใจเมื่อต้องรับมือกับพ่อแม่ที่ป่วยตอนอาการกำเริบ รู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อไม่สามารถพึ่งพาพ่อแม่ที่ป่วยได้ และรู้สึกสงสารเห็นใจพ่อแม่ที่เป็นผู้ดูแล (3) การปรับเปลี่ยนตนเองเพื่อให้อยู่กับพ่อแม่ที่ป่วยได้ ซึ่งรวมถึงความพยายามในการปรับตัวเพื่อใช้ชีวิตร่วมกับพ่อแม่ที่ป่วย การกำหนดเป้าหมายในชีวิตและรับผิดชอบต่อตนเอง การทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยดูแลพ่อแม่ที่ป่วย และการมีบทบาทใหม่เป็นที่พึ่งทางใจให้พ่อแม่ ข้อค้นพบจากการศึกษานี้สามารถช่วยทำความเข้าใจประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในการช่วยเหลือทางจิตใจให้กับผู้รับบริการที่มีพ่อแม่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า โดยช่วยให้พวกเขาปรับตัวและลดผลกระทบจากประสบการณ์ดังกล่าวได้


ประสบการณ์การดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาในช่วงฝึกประสบการณ์ภาคสนาม, สุทธจิต บูรณกานนท์ Jan 2024

ประสบการณ์การดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาในช่วงฝึกประสบการณ์ภาคสนาม, สุทธจิต บูรณกานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาในช่วงฝึกประสบการณ์ภาคสนาม ด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ (IPA) โดยเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง 6 รายจากนักจิตวิทยาการปรึกษาที่ฝึกประสบการณ์ภาคสนามไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมงและรับรู้ถึงความเครียด ความกดดันอันเกิดจากการฝึกประสบการณ์ ผลการวิจัยสามารถแบ่งได้ 5 ประเด็นหลักดังนี้ 1) ผู้ให้ข้อมูลรับรู้ถึงความท้าทายในการฝึกประสบการณ์ ทั้งความท้าทายทางวิชาการ และความท้าทายในประเด็นส่วนบุคคล 2) ผลกระทบของการไม่ดูแลตนเองต่อการให้บริการ 3) รูปแบบในการดูแลตนเอง อาทิ การจัดลำดับความสำคัญของภาระงาน การทำกิจกรรมที่มุ่งเน้นการเติบโต และการทำกิจกรรมที่มุ่งเน้นการผ่อนคลาย การใช้การสนับสนุนทางสังคม 4) ผลทางบวกของการดูแลตนเองทั้งต่อตัวนักจิตวิทยาการปรึกษา และต่อการให้บริการ และ 5) ความสำคัญในการดูแลตนเอง โดยสรุป นักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดส่วนใหญ่เห็นว่าการดูแลตนเองเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้รับมือความท้าทายในช่วงฝึกประสบการณ์ภาคสนามได้ดีขึ้น หลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาการปรึกษาจึงควรอบรมและเน้นย้ำให้นักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดมีการดูแลตนเองในช่วงดังกล่าว


ความสัมพันธ์ระหว่างสติ ความยืดหยุ่นทางจิตใจ ความเมตตากรุณาต่อตนเอง และความนิยมความสมบูรณ์แบบของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี, จิณณวัตร เกริกอาชาชัย Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างสติ ความยืดหยุ่นทางจิตใจ ความเมตตากรุณาต่อตนเอง และความนิยมความสมบูรณ์แบบของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี, จิณณวัตร เกริกอาชาชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสติ ความยืดหยุ่นทางจิตใจ ความเมตตากรุณาต่อตนเอง และความนิยมความสมบูรณ์แบบ รวมถึงบทบาทของการเป็นตัวแปรส่งผ่านความเมตตากรุณาต่อตนเองในความสัมพันธ์ ด้วยการวิจัยเชิงสำรวจโดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบตัดขวาง เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ซึ่งประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป มาตรวัดสติห้าองค์ประกอบ มาตรวัด Mindfulness Insight Scale มาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเอง และมาตรวัดลักษณะยึดติดความสมบูรณ์แบบจากกลุ่มตัวอย่างนักศึกษามหาวิทยาลัยในประเทศไทยช่วงอายุ 18 ถึง 25 ปี (M = 20.15, SD = 1.239) จำนวน 289 คน โดยใช้การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการวิเคราะห์เส้นทางสำหรับการทดสอบสมมติฐาน ผลการวิจัยพบว่า ความนิยมความสมบูรณ์แบบมีความสัมพันธ์ทางลบกับสติ (r = -.164, p = .003) และความเมตตากรุณาต่อตนเอง (r = -.356, p < .001) อย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่พบความสัมพันธ์กับความยืดหยุ่นทางจิตใจ (r = .000, p = .498) สำหรับการวิเคราะห์ตัวแปรส่งผ่านพบว่า โมเดลที่มีความเมตตากรุณาต่อตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่านในความสัมพันธ์สอดคล้องกับข้อมูลระดับดีมาก (χ2(1) = 1.798, CFI = .998, TLI = .987, RMSEA = .053) และพบว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่านในความสัมพันธ์ระหว่างสติและความนิยมความสมบูรณ์แบบ (β = -0.295, p < .001) และระหว่างความยืดหยุ่นทางจิตใจและความนิยมความสมบูรณ์แบบ (β = -0.140, p < .001) ผลการวิจัยสนับสนุนถึงการส่งเสริมความเมตตากรุณาต่อตนเองในนักศึกษามหาวิทยาลัยเพื่อลดผลกระทบทางลบที่อาจเกิดขึ้นจากความนิยมความสมบูรณ์แบบ


ประสบการณ์ทางจิตใจของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ทำงานกับผู้รับบริการที่มีความคิดฆ่าตัวตาย, ชิษณุชา เลิศพัฒนกุลธร Jan 2024

ประสบการณ์ทางจิตใจของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ทำงานกับผู้รับบริการที่มีความคิดฆ่าตัวตาย, ชิษณุชา เลิศพัฒนกุลธร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ทำงานกับผู้รับบริการที่มีความคิดฆ่าตัวตาย โดยศึกษาด้วยระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ (interpretative phenomenological analysis: IPA) และเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยบันทึกประเด็นสำคัญ ระบุใจความสำคัญ (theme) และจัดหมวดหมู่ใจความสำคัญ ผู้เข้าร่วมการวิจัย คือ นักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ทำงานกับผู้รับบริการที่มีความคิดฆ่าตัวตาย จำนวน 5 คน มีอายุระหว่าง 25-40 ปี ผลการวิจัยพบ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ ประเด็นหลักที่ 1 จุดเริ่มต้นที่ช่วยให้รับรู้ความคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งประกอบด้วย 3 ใจความสำคัญรอง คือ 1) ความไว้วางใจต่อผู้ให้การปรึกษา 2) ความรู้สึกท่วมท้นของผู้รับบริการ 3) สัญญาณอันตรายนำไปสู่การตรวจสอบความคิดฆ่าตัวตาย ประเด็นหลักที่ 2 ความกลัวและไม่เชื่อมั่นในการรับมือกับความคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งประกอบด้วย 2 ใจความสำคัญรอง คือ 1) ความไม่เชื่อมั่นจากการคิดว่าตนเองด้อยความสามารถ 2) ความกลัวว่าจะไม่สามารถป้องกันการฆ่าตัวตายได้ ประเด็นหลักที่ 3 การทำงานที่ไม่ได้เอื้อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้รับบริการ ซึ่งประกอบด้วย 2 ใจความสำคัญรอง คือ 1) หลีกเลี่ยงการพูดถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องฆ่าตัวตาย 2) ความไม่ว่างขัดขวางพื้นที่ในการรับฟัง และประเด็นหลักที่ 4 การเรียนรู้เพื่อรับมือกับความคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งประกอบด้วย 2 ใจความสำคัญรอง คือ 1) การมองเห็นตามความเป็นจริง 2) การดูแลและพัฒนาตนเอง ซึ่งการวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงสภาพจิตใจและการฟื้นตัวของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ต้องทำงานกับผู้รับบริการที่มีความคิดฆ่าตัวตาย โดยสามารถนำผลการวิจัยไปพัฒนาการสนับสนุนและช่วยเหลือทางจิตใจของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดกลุ่มนี้ เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป


บทบาทการเป็นตัวแปรส่งผ่านของการกำกับอารมณ์แบบเก็บกด ในความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงกับภาวะซึมเศร้า, ณัฐสุดา บุญอยู่ Jan 2024

บทบาทการเป็นตัวแปรส่งผ่านของการกำกับอารมณ์แบบเก็บกด ในความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงกับภาวะซึมเศร้า, ณัฐสุดา บุญอยู่

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลส่งผ่านระหว่างบุคลิกภาพความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงซึ่งเป็นบุคลิกภาพของบุคคลที่มีความละเอียดอ่อนสูงในความสัมพันธ์ระหว่างการกำกับอารมณ์แบบเก็บกดและภาวะซึมเศร้า กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวน 201 คนเข้าร่วมงานโดยการสุ่มตามสมัครใจ โดยเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์และแบบกระดาษเขียนตอบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) มาตรวัดระดับบุคลิกภาพแบบละเอียดอ่อนสูง (α = .87) 2) มาตรวัดการกำกับอารมณ์แบบเก็บกด (α = .77) และ 3) มาตรวัดภาวะซึมเศร้า (α = .87) ผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเป็นไปตามสมมติฐาน โดยพบสหสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของทั้ง 3 ตัวแปร โดยพบสหสัมพันธ์ทางบวกระหว่างบุคลิกภาพความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงกับภาวะซึมเศร้า (r(199) = .36, p < .01) บุคลิกภาพความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงกับการกำกับอารมณ์แบบเก็บกด (r(199) = .19, p < .01) และการกำกับอารมณ์แบบเก็บกดกับภาวะซึมเศร้า (r(199) = .28, p < .01) ในการวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านอย่างง่าย ผลการศึกษาพบอิทธิพลการส่งผ่านของการกำกับอารมณ์แบบเก็บกดต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงและภาวะซึมเศร้า (ab = 0.037, 95% bootstrap CI [0.003, 0.088]) ผลงานวิจัยนี้แสดงถึงอิทธิพลของการกำกับอารมณ์แบบเก็บกดต่อความสัมพันธ์ระหว่างความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงและภาวะซึมเศร้าในกลุ่มบุคคลที่มีความละเอียดอ่อนสูง อันเป็นประโยชน์ในการหาแนวทางการป้องกันหรือลดภาวะซึมเศร้าในบุคคลที่มีความละเอียดอ่อนสูงต่อไป


ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจจากพ่อแม่ การรับรู้การสนับสนุนความมีอิสระจากพ่อแม่ ความกตัญญู และความพึงพอใจในชีวิตครอบครัวในวัยรุ่นตอนกลาง, ธชา เลิศประเสริฐเวช Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจจากพ่อแม่ การรับรู้การสนับสนุนความมีอิสระจากพ่อแม่ ความกตัญญู และความพึงพอใจในชีวิตครอบครัวในวัยรุ่นตอนกลาง, ธชา เลิศประเสริฐเวช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจจากพ่อแม่ในมิติตระหนักถึงปฏิสัมพันธ์กับลูก และในมิติขัดเกลาอย่างมีสติ การรับรู้การสนับสนุนความมีอิสระจากพ่อแม่ ความกตัญญูในการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน และในแบบอำนาจนิยม และความพึงพอใจในชีวิตครอบครัวในวัยรุ่นตอนกลาง โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 - 5 จำนวน 184 คน มีช่วงอายุระหว่าง 14-17 ปี การวิจัยนี้ตรวจสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple regression) ผลการทดสอบการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ พบว่า มี 3 ตัวแปร ได้แก่ การรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจในมิติตระหนักถึงปฏิสัมพันธ์กับลูก การรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจในมิติขัดเกลาอย่างมีสติ และการรับรู้การสนับสนุนความมีอิสระจากพ่อแม่ ร่วมกันอธิบายความพึงพอใจในชีวิตครอบครัวในวัยรุ่นตอนกลาง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ความถดถอยมาตรฐาน คือ .272 และ.246 และ .202 ซึ่งโมเดลการถดถอยแบบพหุคูณของการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจในมิติตระหนักถึงปฏิสัมพันธ์กับลูก การรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจในมิติขัดเกลาอย่างมีสติ การรับรู้การสนับสนุนความมีอิสระของพ่อแม่ และความกตัญญูร่วมกันอธิบายความพึงพอใจในชีวิตครอบครัวของวัยรุ่นตอนกลางได้ร้อยละ 57


ประสบการณ์ของคนรักในการคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์แบบคู่รักกับบุคคลที่ได้รับวินิจฉัยโรคซึมเศร้า, ธันยพร ศิริอริยพร Jan 2024

ประสบการณ์ของคนรักในการคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์แบบคู่รักกับบุคคลที่ได้รับวินิจฉัยโรคซึมเศร้า, ธันยพร ศิริอริยพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ในการคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์แบบคู่รักกับบุคคลที่ได้รับการวินิจฉัยโรคซึมเศร้า จากการเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับคนรักของบุคคลที่เป็นโรคซึมเศร้าจำนวนทั้งหมด 6 คน และวิเคราะห์ข้อมูลผ่านการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ ผลการวิจัยพบใจความสำคัญหลัก 3 ประเด็น ได้แก่ 1) ความสัมพันธ์ที่ก้าวข้ามโรคซึมเศร้า กล่าวคือผู้เข้าร่วมวิจัยมีความพึงพอใจในความสัมพันธ์และมองว่าความสัมพันธ์ของคู่ตนเองเหมือนคู่รักทั่วไป 2) การให้ความสำคัญกับอารมณ์ของคนรักก่อนตนเอง กล่าวคือผู้เข้าร่วมวิจัยจะมุ่งความสนใจไปที่คนรักก่อนตนเองเมื่อคนรักอยู่ในสภาวะอารมณ์ที่อ่อนไหวและพบว่ามีความระมัดระวังในการใช้คำพูดกับคนรัก และ 3) ความสัมพันธ์ที่เอาใจใส่สำคัญต่อการคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ กล่าวคือการรับมือเกิดจากการเรียนรู้ที่อาศัยการสังเกตและปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความฉับไวในการตระหนักรู้สภาวะอารมณ์ที่อ่อนไหวของคนรักและใช้ความเห็นอกเห็นใจเป็นพื้นฐานในการรับมือ ซึ่งท้ายที่สุดการสนับสนุนซึ่งกันและกันช่วยให้ความสัมพันธ์ดำเนินต่อไปได้ ผลการวิจัยนำมาสู่การพัฒนาแนวทางในการปฏิบัติงานของนักจิตวิทยาการปรึกษาในการส่งเสริมการรับมือที่ก่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพความสัมพันธ์ของคู่รักที่เผชิญกับโรคซึมเศร้า


ผลของการฝึกสติที่มีต่อสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3, ปฏิภาณ ตาคำ Jan 2024

ผลของการฝึกสติที่มีต่อสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3, ปฏิภาณ ตาคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษากึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของการฝึกสติที่มีต่อสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้น ของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3 กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3 จำนวน 40 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างโดยการจับคู่เด็กที่มีคะแนนสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นที่ใกล้เคียงกัน แยกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เด็กทั้ง 2 กลุ่มได้เรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นในชั้นเรียนเป็นจำนวน 8 ครั้งเหมือนกัน ต่างกันเพียงกลุ่มทดลองได้เข้าร่วมกิจกรรมฝึกสติที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นก่อน แล้วจึงเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้น ในขณะที่กลุ่มควบคุมเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นเพียงอย่างเดียว เก็บข้อมูลก่อนและหลังการเข้าร่วมการทดลอง โดยการใช้แบบทดสอบสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ใช้สถิติ t-test ผลการวิจัยพบว่า หลังการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นครบทั้ง 8 ครั้ง เด็กทั้ง 2 กลุ่มมีคะแนนสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นเพิ่มขึ้นมากกว่าคะแนนก่อนเข้าเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่เมื่อเปรียบเทียบการเพิ่มของคะแนนแล้ว พบว่า คะแนนสัมฤทธิ์ผลที่เพิ่มขึ้นหลังการเรียน (gain scores) ของกลุ่มทดลองที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมฝึกสติ มีการเพิ่มของคะแนนมากกว่า กลุ่มควบคุมที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมฝึกสติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า การฝึกสติช่วยให้เด็กเรียนดนตรีได้ดีขึ้น โดยการฝึกสติก่อนการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้น สามารถช่วยให้เด็กมีคะแนนสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นเพิ่มขึ้นได้ดีกว่าการเรียนเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการฝึกสติ


ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร, ภัทรชัย คูสุวรรณ์ Jan 2024

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร, ภัทรชัย คูสุวรรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed method) กลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร จำนวน 509 คน เก็บข้อมูลโดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถามปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริมและแบบสอบถามประเมินคุณภาพชีวิตองค์การอนามัยโลกฉบับย่อ (WHOQOL-BREF) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติพรรณนาและทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมกับคุณภาพชีวิตด้วยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s product moment correlation coefficient) กำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ผู้ให้ข้อมูลหลักคือพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครจำนวน 18 คน ทำการสรุปประเด็นคุณภาพชีวิตโดยการใช้วิธีการอุปนัยผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยนำและปัจจัยเอื้อมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในระดับต่ำมาก ปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในระดับต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่าพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครมีระดับคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และจากการสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่าพนักงานเก็บขยะมีความพอใจในคุณภาพชีวิตของตนโดยเฉพาะด้านจิตใจ ที่พบว่าพนักงานเก็บขยะมีความหยืดหยุ่นต่อปัญหาที่พบ มีความรู้สึกมั่นคงในอาชีพและสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคง แม้ว่าจะมีปัญหาด้านความเมื่อยล้า และเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพบ้างสรุปได้ว่า ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตเเละพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครมีคุณภาพชีวิตในระดับปานกลาง


Theoretical Approaches To Food Waste Behaviours: An Overview, Dane Chia, Chin Choo Yap, Mohamed Kheireddine Aroua, Lai Ti Gew Jan 2024

Theoretical Approaches To Food Waste Behaviours: An Overview, Dane Chia, Chin Choo Yap, Mohamed Kheireddine Aroua, Lai Ti Gew

Applied Environmental Research

Food waste around the world has emerged as a pressing issue that calls for attention and intervention. Analysing the food waste problem without understanding wasteful behaviour antecedents may oversimplify this multi-faceted issue, which will then compromise the development of interventions. This paper provides an overview of the theoretical approaches to food waste behaviour antecedents, followed by evidence-based interventions, using the Theory of Planned Behaviour (TPB), the Norm Activation Model (NAM), and the Social Practice Theory (SPT). These theories encompass the psychological, behavioural, societal, material, and structural factors that influence food waste practices. Our aim is to provide a holistic understanding …


Outlooks And Challenges For Urban Green Space Development: A Review Case Study In Thailand, Kanawat Paoin, Chanathip Pharino Jan 2024

Outlooks And Challenges For Urban Green Space Development: A Review Case Study In Thailand, Kanawat Paoin, Chanathip Pharino

Applied Environmental Research

Even though prior studies have provided ample proof of the benefits of urban green space, Thailand's development and exploitation of urban green space remain insufficiently efficient. To assess the prospects for urban green space development in Thailand, our review study highlighted gaps and challenges related to these areas. This review study discussed the rationale for urban green space, its definitions, as well as its benefits and co-benefits (i.e., economic, social, health, and environmental). The review research additionally discussed Thailand's current urban green space issues, associated challenges (such as difficulties valuing and using urban green space, budgetary limitations, low priority for …


Non-Human Stakeholders: Testing The Boundaries Of Stakeholder Theory, Justin Blount, Michael Conklin Jan 2024

Non-Human Stakeholders: Testing The Boundaries Of Stakeholder Theory, Justin Blount, Michael Conklin

Oklahoma Law Review

No abstract provided.


Market Failure And Censorship In The Marketplace Of Ideas, John P. Anderson, Jeremy Kidd Jan 2024

Market Failure And Censorship In The Marketplace Of Ideas, John P. Anderson, Jeremy Kidd

Oklahoma Law Review

No abstract provided.


Cyberflashing: Exposing Oklahoma’S Legal Loophole, Sara Wray Jan 2024

Cyberflashing: Exposing Oklahoma’S Legal Loophole, Sara Wray

Oklahoma Law Review

No abstract provided.


Lawmakers And Economic Othering, Edward W. De Barbieri Jan 2024

Lawmakers And Economic Othering, Edward W. De Barbieri

Oklahoma Law Review

No abstract provided.


Taking Aim At Shotspotter: Gunshot Surveillance, The Fourth Amendment, And An Argument For Sonic Security, Emily A. Fogg Jan 2024

Taking Aim At Shotspotter: Gunshot Surveillance, The Fourth Amendment, And An Argument For Sonic Security, Emily A. Fogg

Oklahoma Law Review

No abstract provided.


The Right To Fail, Alexander A. Boni-Saenz Jan 2024

The Right To Fail, Alexander A. Boni-Saenz

Oklahoma Law Review

No abstract provided.


Reproductive Federalism & Disabled Citizenship, Heather A. Swadley Jan 2024

Reproductive Federalism & Disabled Citizenship, Heather A. Swadley

Oklahoma Law Review

No abstract provided.


Mothers With Disabilities In The Workplace Post-Pandemic & Post-Dobbs, Nicole Buonocore Porter Jan 2024

Mothers With Disabilities In The Workplace Post-Pandemic & Post-Dobbs, Nicole Buonocore Porter

Oklahoma Law Review

No abstract provided.


การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเครื่องมือเพื่อเป็นสวัสดิการทางด้านสุขภาพทางการเงินของพนักงานในบริษัทเพื่อช่วยให้ พนักงานมีทางเลือกในการจัดการเงินและบริษัทมีระบบสวัสดิการทางการเงินที่ดีเพื่อพนักงาน, ชัฏธน บุญภัทรทวีสุข Jan 2024

การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเครื่องมือเพื่อเป็นสวัสดิการทางด้านสุขภาพทางการเงินของพนักงานในบริษัทเพื่อช่วยให้ พนักงานมีทางเลือกในการจัดการเงินและบริษัทมีระบบสวัสดิการทางการเงินที่ดีเพื่อพนักงาน, ชัฏธน บุญภัทรทวีสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาเครื่องมือเพื่อเป็นสวัสดิการทางด้านการเงินของพนักงานในบริษัทวิจัยนี้ได้กล่าวถึงการสํารวจและวิเคราะห์พฤติกรรม และปัญหาการกู้ยืม รวมถึงความต้องการในการใช้เครื่องมือของกลุ่มตัวอย่างทั้ง 3 ผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่ บริษัท ,พนักงานกู้, พนักงานให้กู้ ทั้งหมด 15 คน โดย พบว่า ความน่าเชื่อถือ ,การลดความเสี่ยง และระบบช่วยอัตโนมัติ เป็นคุณค่าที่กลุ่มตัวอย่างให้ความสนใจ จึงได้พัฒนาต้นแบบเครื่องมือ ที่ช่วยให้บริษัท มีสวัสดิการช่วยเหลือ เมื่อพนักงานมีปัญหา ต้องการเงินกู้ฉุกเฉิน ช่วยลดปัญหา ดอกเบี้ยจากเจ้าหนี้นอกระบบที่ 240%/ปี เหลือเพียง ไม่เกิน 20%/ปี ซึ่งจะช่วยให้ พนักงานยังมีเงินในการแก้ไขปัญหาส่วนบุคคลได้ และพนักงานที่ให้กู้ได้รับเงินยืมคืนและได้ดอกเบี้ยที่ดีกว่าการฝากเงินธนาคาร ซึ่งจะช่วยให้พนักงานลดความกังวลลดการเข้าสู่วงจรหนี้ได้ โดยจากการประเมินโอกาสและค่าใช้จ่ายในการพัฒนาเครื่องมือนี้ จะต้องมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 700,000 บาท ธุรกิจสามารถคืนทุนได้ภายใน 4.13 ปี และมี IRR อยู่ที่ 18.57% โดยเครื่องมือมีความพร้อมในการพัฒนาต่อยอดต่อไป