Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (9470)
- Education (5653)
- Medicine and Health Sciences (5634)
- Psychology (4158)
- Arts and Humanities (4053)
-
- Law (1928)
- Sociology (1623)
- Business (1530)
- Higher Education (1438)
- Medical Specialties (1221)
- Life Sciences (1172)
- Public Health (1079)
- Physical Sciences and Mathematics (980)
- Nursing (976)
- Communication (849)
- Mental and Social Health (820)
- Medical Sciences (799)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (751)
- Psychiatry and Psychology (685)
- Educational Leadership (628)
- Religion (597)
- Rehabilitation and Therapy (581)
- Clinical Psychology (575)
- Counseling (566)
- Teacher Education and Professional Development (566)
- Art and Design (558)
- Engineering (556)
- Curriculum and Instruction (540)
- History (536)
- Social Work (508)
- Institution
-
- Walden University (1247)
- Liberty University (1143)
- The Texas Medical Center Library (692)
- University of South Florida (654)
- Chulalongkorn University (522)
-
- University of South Carolina (510)
- University of Montana (468)
- Nova Southeastern University (451)
- Sigma Theta Tau International Honor Society of Nursing (445)
- City University of New York (CUNY) (415)
- University of Plymouth (415)
- Brigham Young University (413)
- University of Nebraska - Lincoln (396)
- Ateneo de Manila University (330)
- New Jersey Institute of Technology (302)
- Universitas Indonesia (302)
- University of Kentucky (300)
- Edith Cowan University (298)
- Utah State University (295)
- University of Central Florida (283)
- Portland State University (277)
- Association of Arab Universities (275)
- University of Arkansas, Fayetteville (273)
- University of Texas Rio Grande Valley (267)
- Singapore Management University (265)
- Kennesaw State University (249)
- Old Dominion University (239)
- San Jose State University (236)
- Design Research Society (232)
- Georgia Southern University (232)
- Keyword
-
- Humans (720)
- Mental health (553)
- Female (451)
- Education (393)
- Male (388)
-
- Depression (364)
- COVID-19 (361)
- Anxiety (320)
- Adult (282)
- Higher education (281)
- Trauma (265)
- Psychology (250)
- Stress (248)
- Leadership (241)
- Middle Aged (211)
- Resilience (210)
- Gender (207)
- Adolescent (203)
- Burnout (196)
- Mental Health (193)
- Social media (189)
- Undergraduate (176)
- Identity (170)
- Self-efficacy (169)
- Communication (167)
- Students (166)
- Autism (162)
- Children (162)
- Artificial intelligence (158)
- Aged (155)
- Publication
-
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1177)
- Theses and Dissertations (1129)
- Doctoral Dissertations and Projects (897)
- Dissertations (574)
- Electronic Theses and Dissertations (440)
-
- Faculty, Staff and Student Publications (393)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (380)
- Faculty Publications (289)
- The Auk (278)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (274)
- Research outputs 2022 to 2026 (264)
- Honors Theses (243)
- DRS Biennial Conference Series (226)
- Journal of Issues in Intercollegiate Athletics (210)
- Faculty, Staff and Students Publications (193)
- Faculty Scholarship (190)
- Theses (190)
- Kritika Kultura (188)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (184)
- Masters Theses (175)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (173)
- Master's Theses (142)
- The Qualitative Report (139)
- Expressive Therapies Capstone Theses (132)
- 2020-Current year OA Pubs (130)
- Leadership Connection (127)
- Dissertations and Theses (122)
- Undergraduate Student Symposium (119)
- Electronic Theses, Projects, and Dissertations (115)
- Psychology Faculty Publications (114)
- Publication Type
Articles 32071 - 32100 of 33000
Full-Text Articles in Entire DC Network
Moderating Effect Of Psychological Flexibility On The Relationship That Internalized Homophobia Has With Sexual Risk-Taking Behavior And Life Satisfaction In Young Adult Gay Men, Sivakorn Svetsomboon
Moderating Effect Of Psychological Flexibility On The Relationship That Internalized Homophobia Has With Sexual Risk-Taking Behavior And Life Satisfaction In Young Adult Gay Men, Sivakorn Svetsomboon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research study investigated the moderating effect of psychological flexibility on the relationships that internalized homophobia had with sexual risk-taking behavior (Model 1) as well as with life satisfaction (Model 2). A total of 107 Thai gay men who exclusively had sex with men, aged 18 to 24, participated in the study. Data were collected via self-report questionnaires and subsequently analyzed using correlational and moderation analyses were conducted. The results did not show significant moderation effect of psychological flexibility in either model. However, correlation analyses revealed that psychological flexibility was negatively and significantly correlated with internalized homophobia (r = -.38, …
ประสบการณ์การรับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาของผู้เคยถูกกระทำความรุนแรงในความสัมพันธ์แบบคู่รัก, สาธิดา เต็มกุลเกียรติ
ประสบการณ์การรับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาของผู้เคยถูกกระทำความรุนแรงในความสัมพันธ์แบบคู่รัก, สาธิดา เต็มกุลเกียรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์การรับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในผู้ที่เคยประสบกับความรุนแรงในความสัมพันธ์แบบคู่รัก เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ (IPA) เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวน 4 คน ที่เคยเข้ารับบริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยาด้วยประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความรุนแรงในความสัมพันธ์แบบคู่รัก โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันแบบเฉพาะเจาะจง (purposive homogeneous sampling) ร่วมกับการคัดเลือกแบบอ้างอิงด้วยบุคคล (snowball sampling) ผลการวิจัยประกอบไปด้วยสามประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การปรึกษาทำให้ตระหนักถึงสภาวะที่เผชิญในความสัมพันธ์ ประกอบไปด้วย 4 ประเด็นย่อยดังนี้ 1.1 การปรึกษาช่วยให้ตระหนักรู้มุมมองที่มีต่อปัญหา 1.2 การลดการกล่าวโทษตนเอง 1.3 การตระหนักรู้ถึงอุปสรรคในการออกจากความสัมพันธ์ และ 1.4 ความขัดแย้งในตนเองทำให้เลี่ยงการปรึกษาต่อ ประเด็นหลักที่ 2. ผู้ให้การปรึกษาควรยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นย่อยดังนี้ 2.1 จุดเน้นของการปรึกษาควรอยู่ที่ผู้รับบริการ 2.2 การเคารพในความไม่พร้อมทำให้ไว้วางใจที่จะปรึกษาต่อ และ 2.3 การนัดหมายควรเป็นการตกลงร่วมกัน และประเด็นหลักที่ 3. การปรึกษาช่วยให้มั่นคงในการยืนหยัดเพื่อตนเอง ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นย่อยดังนี้ 3.1 การปรึกษาช่วยสร้างขอบเขตในการอยู่ในความสัมพันธ์ 3.2 ความเปลี่ยนแปลงในใจจากการปรึกษาช่วยให้สามารถยุติความสัมพันธ์ได้ และ 3.3 การปรึกษาช่วยให้เกิดความมั่นคงในการยุติความสัมพันธ์ โดยสรุป ผลการวิจัยแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของการปรึกษาทางจิตวิทยาที่ส่งผลต่อการพัฒนาการตระหนักรู้ในตนเองเกี่ยวกับการเผชิญกับความรุนแรงในความสัมพันธ์แบบคู่รัก การยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลางในการให้การปรึกษา และการพัฒนาความมั่นคงทางจิตใจในการยืนหยัดในการออกจากความสัมพันธ์ที่รุนแรง ซึ่งผู้ให้คำปรึกษาสามารถนำข้อค้นพบนี้ไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานวิชาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะของผู้รับบริการกลุ่มนี้ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ที่เผชิญกับความรุนแรงได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อไป
The Effect Of Power And Status On Prosocial Behavior Mediated By Perspective Taking, Nattapat Simarangsarit
The Effect Of Power And Status On Prosocial Behavior Mediated By Perspective Taking, Nattapat Simarangsarit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Prosocial behavior is vital for human interaction and organizational success. While previous research has demonstrated the role of perspective-taking in promoting prosocial behavior, this research integrates social hierarchies, power and status, to explore their combined effect on perspective-taking and prosocial behavior in organizational contexts. Two studies were conducted: an experimental study (Study 1, n = 211) and a survey study (Study 2, n = 296). Results from Study 1 showed that although power and status did not significantly influence perspective-taking, their interaction had a significant effect on prosocial behavior; specifically, participants with high power and low status were least likely …
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล, นวภัทร คงดี
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล, นวภัทร คงดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย เพื่อศึกษาปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปที่พ้นระยะเฉียบพลัน มีสภาวะทางการแพทย์คงที่และมีสัญญาณชีพปกติ ทั้งเพศชายและเพศหญิง ที่มารับบริการในแผนกผู้ป่วยในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่ง โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 93 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความสามารถในกิจวัตรขั้นพื้นฐานของผู้สูงอายุ แบบประเมินภาวะรู้คิด แบบประเมินภาวะเปราะบางอย่างง่าย วิเคราะห์ความเที่ยงด้วยวิธีการวัดซ้ำเท่ากับ 1.0, 0.82, 1.0 ตามลำดับ แบบวัดความเศร้าในผู้สูงอายุไทย แบบคัดกรองภาวะโภชนาการ และแบบประเมินความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย วิเคราะห์ความเที่ยงด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .94, .73, .89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์อีต้า และสถิติสหสัมพันธ์ของ สเปียร์แมน ผลการศึกษา พบว่า1. ผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาลมีความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพในระดับปานกลาง (mean = 55.04, SD = 10.55) 2. ภาวะเปราะบาง มีความสัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (η=.259) 3. ภาวะโภชนาการ ภาวะซึมเศร้า และจำนวนชนิดของยาที่ใช้ประจำ มีความสัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (rs = 313, rs = -247, rs = -264 ตามลำดับ) 4. เพศ ไม่มีความสัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการออกกำลังกายเพิ่มของผู้สูงอายุในกลุ่มที่คิดว่าการออกกำลังกายไม่เพียงพอในประเทศไทย, ภารดี ศิริวรรณ์
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการออกกำลังกายเพิ่มของผู้สูงอายุในกลุ่มที่คิดว่าการออกกำลังกายไม่เพียงพอในประเทศไทย, ภารดี ศิริวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความตั้งใจในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นกลุ่มที่ตระหนักว่าตนเองมีการออกกำลังกายไม่เพียงพอ ข้อมูลที่ใช้มาจากการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพประชากรปี 2564 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และวิเคราะห์ด้วยวิธีถดถอยโลจิสติกแบบทวิภาค (Binary Logistic Regression) เพื่อระบุปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความตั้งใจในการออกกำลังกายผลการศึกษาพบว่าปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพทางเศรษฐกิจ และพื้นที่อยู่อาศัย ส่งผลต่อความตั้งใจในการออกกำลังกายอย่างมีนัยสำคัญ ผู้สูงอายุที่มีการศึกษาสูง มีสถานภาพทางเศรษฐกิจที่ดี และอาศัยในเขตเมือง มีแนวโน้มที่จะตั้งใจออกกำลังกายมากกว่า นอกจากนี้ การสนับสนุนทางสังคมจากครอบครัวและชุมชน เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มและชมรมสุขภาพ ยังเป็นแรงจูงใจสำคัญที่เพิ่มความตั้งใจในการออกกำลังกาย ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุที่มีบริการให้คำแนะนำเฉพาะทาง ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจด้วยโครงการออกกำลังกายชุมชน เพิ่มโอกาสในการออกกำลังกายตามระดับการศึกษา ส่งเสริมกิจกรรมออกกำลังกายแบบกลุ่มในชุมชนเมืองและชนบท และสร้างเครือข่ายชุมชนเพื่อสนับสนุนการออกกำลังกาย ข้อเสนอแนะทางวิชาการควรมุ่งศึกษารูปแบบการออกกำลังกายเฉพาะกลุ่ม วิเคราะห์ปัจจัยทางสังคมและจิตวิทยาที่มีผลต่อการออกกำลังกาย และศึกษาการเปลี่ยนแปลงของความตั้งใจในการออกกำลังกายตามช่วงเวลาเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกสำหรับการพัฒนานโยบายที่มีประสิทธิภาพ
Parenting Styles And Behavioral Problems In Preschoolers, Sansanee Sutthi
Parenting Styles And Behavioral Problems In Preschoolers, Sansanee Sutthi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This dissertation examines the impact of hidden violent punishment within diverse parenting styles in Thai society, focusing on preschool children aged 3 to 4 years (36 to 59 months). Utilizing the Thailand Multiple Indicator Cluster Survey 2019 (MICS6/2019) national dataset (N=5,345), the study addresses three primary research objectives:1) examine the key factors and parenting styles influencing child behavioral problems, 2) investigate the associations between socioeconomic characteristics and parenting styles, and 3) generate a model for enhancing parenting factors that mitigate behavior problems in preschoolers. The study employs advanced statistical methodologies, including probit regression to analyze factors which influence behavior problems …
Curatorial Project For Art Exhibition: "Line", Yunjiao Ji
Curatorial Project For Art Exhibition: "Line", Yunjiao Ji
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The LINE exhibition is more than a display of artistic projects; it is a comprehensive exploration of rural development in China through artistic intervention, with an educational focus that transcends aesthetics. In recent years, art-driven rural development has gained attention in China, characterized by unique regional and cultural features. This research investigates its theoretical foundations and practical outcomes, aiming to enhance awareness and identify pathways adapted to rural communities, contemporary art, and societal needs. Rooted in Mao Zedong's "Art Serving the People" concept, the study emphasizes art’s connection to the lives of the masses, including rural communities. Case studies such …
การสื่อสารผ่านการสัมผัสสำหรับผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการเห็น:กรณีศึกษาแบรนด์ .Once, จิระ ชนะบริบูรณ์ชัย
การสื่อสารผ่านการสัมผัสสำหรับผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการเห็น:กรณีศึกษาแบรนด์ .Once, จิระ ชนะบริบูรณ์ชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง “การสื่อสารผ่านการสัมผัสสำหรับผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการมองเห็น: กรณีศึกษาแบรนด์ .ONCE” มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสัญลักษณ์สัมผัสที่สามารถสื่อสารเรื่องสีให้แก่ผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการมองเห็น โดยใช้แนวคิดจากทฤษฎีการรับรู้ผ่านการสัมผัส (Tactile Perception Theory) ทฤษฎีสัญศาสตร์ (Semiotics) และทฤษฎีการสื่อความหมายของสีผ่านสัมผัสในบริบทของผลิตภัณฑ์แฟชั่นการพัฒนาสัญลักษณ์สัมผัสในวิจัยนี้เริ่มจากการกำหนดความหมายที่ต้องการสื่อ โดยอิงจากทฤษฎีของ Roland Barthes ซึ่งแบรนด์ .ONCE ตั้งเป้าหมายในการสื่อสารเรื่องสีให้เข้าใจได้ทั้งผู้มีและไม่มีความบกพร่องทางการมองเห็น จากนั้นได้เลือกใช้ทฤษฎีของ Charles Sanders Peirce ในการวิเคราะห์และตีความรูปแบบของสัญลักษณ์ เพื่อให้ได้สัญลักษณ์ที่ชัดเจนและสื่อความหมายได้ตรงตามเจตนา ในกระบวนการออกแบบสัญลักษณ์ ได้มีการใช้ทฤษฎีสัญศาสตร์ในการวิเคราะห์และสร้างสัญลักษณ์สัมผัส โดยสัญลักษณ์เหล่านี้ถูกออกแบบมาให้มีความสัมพันธ์กับธรรมชาติและสามารถเชื่อมโยงกับอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากสี จากนั้นได้มีการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการรับรู้ทางประสาทสัมผัส (Sensory Perception Theory) เพื่อเลือกเทคนิคที่เหมาะสมในการสื่อสารสีผ่านสัมผัส หลังจากพัฒนาสัญลักษณ์เสร็จสิ้น ได้มีการทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างซึ่งประกอบด้วยผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการมองเห็น ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าสัญลักษณ์ที่มีความเรียบง่ายและสัมพันธ์กับธรรมชาติ เช่น ใบไม้สำหรับสีเขียว และดวงอาทิตย์สำหรับสีเหลือง สามารถช่วยให้การสื่อสารเรื่องสีผ่านสัมผัสมีประสิทธิภาพมากขึ้นการวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างสัญลักษณ์สัมผัสที่มีความหมายลึกซึ้งและสามารถเชื่อมโยงความเข้าใจระหว่างผู้ใช้ทุกกลุ่ม นอกจากนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมและสร้างสังคมที่เท่าเทียม ข้อสรุปจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า สัญลักษณ์สัมผัสที่เรียบง่ายและมีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ เช่น ใบไม้หรือดวงอาทิตย์ สามารถช่วยให้การสื่อสารเรื่องสีมีประสิทธิภาพมากขึ้น การใช้รูปทรงที่มีการจัดกลุ่มเป็นคอลเลกชันเดียวกัน และการลดความซับซ้อนของรูปทรงยังสามารถช่วยลดความสับสนในการแยกแยะสีได้ วิทยานิพนธ์นี้มีส่วนสำคัญในการนำเสนอกระบวนการออกแบบที่ช่วยสร้างความเท่าเทียมในสังคม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมผู้ใช้งานทุกกลุ่ม นำไปสู่ความเข้าใจและความเท่าเทียมในสังคม
แนวทางการพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว, ชนิสรา ญาณประภาศิริ
แนวทางการพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว, ชนิสรา ญาณประภาศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลให้ความต้องการสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีกระทรวงสาธารณสุขบังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานด้านสถานที่ฯ พ.ศ. 2563 กับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวทั้งหมด ทั้งที่สภาพแวดล้อมของสถานดูแลผู้สูงอายุรยะยาวแตกต่างกัน ดังนั้นงานวิจัยนี้มุ่งเน้นการศึกษากฎหมายและมาตรฐานด้านสภาพแวดล้อมของไทยและต่างประเทศ รวมถึงศึกษาสภาพแวดล้อมของสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในไทย เพื่อพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวที่เหมาะสมกับบริบทของไทยงานวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งประกอบด้วยการศึกษาวิเคราะห์เอกสารกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง การศึกษาสังเกตสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว และการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่าสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวประกอบด้วยพื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่พักอาศัย และพื้นที่สนับสนุน รวมถึงชี้ให้เห็นว่าไทยสามารถพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมได้ด้วยการเพิ่มเติมข้อกำหนดให้ครอบคลุมมากขึ้น ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนะมาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมได้ทั้งหมด 12 หมวด นอกจากนี้ผู้วิจัยได้เสนอแนะว่าควรมีการแบ่งระดับมาตรฐานขั้นต่ำเป็น 3 แนวทางคือ แบ่งตามการก่อสร้าง แบ่งตามขนาดอาคาร และแบ่งตามประเภทผู้ใช้บริการ
Architectural Design Criteria For Achieving Feng Shui Balance For Chinese Immigrant Houses In Chonburi, Thailand, Yu Peng Huang
Architectural Design Criteria For Achieving Feng Shui Balance For Chinese Immigrant Houses In Chonburi, Thailand, Yu Peng Huang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines how Form School Feng Shui principles can guide residential design for Chinese migrant workers in Chonburi, Thailand. The study addresses the problem of cultural and environmental incongruence in local townhouse layouts, particularly in the arrangement of Yin and Yang spaces and natural ventilation, which are essential to creating a balanced living environment in Feng Shui. The work is significant as it adapts Feng Shui architecture—a system deeply rooted in Chinese philosophy—to a modern context, fostering cultural familiarity and comfort for migrants. Using a comparative analysis of traditional Chaoshan courtyard houses and townhouses in Chonburi, the research evaluates …
Prosthetic Architecture: Lingering For Nostalgic Futurism, Sahasrungsri Wajchathon
Prosthetic Architecture: Lingering For Nostalgic Futurism, Sahasrungsri Wajchathon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis explores prosthetic architecture, a concept that combines nostalgia and futurism to reimagine the conservation of architecture in everyday life. Inspired by the idea of architecture as a "prosthesis" that extends and adapts to modern needs, the objective is to propose an alternative approach to architectural conservation — one that not only preserves cultural and historical value but also integrates new infrastructure and functions to align with contemporary lifestyles. By reviewing key theories, such as Sigmund Freud's views in Civilization and its Discontents and Mark Wigley's Prosthetic Theory: The Disciplining of Architecture, this research builds a theoretical foundation for …
มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคศึกษากรณีการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์, ธรรศปริชณ์ พุทธวรคุณ
มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคศึกษากรณีการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์, ธรรศปริชณ์ พุทธวรคุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษา เรื่อง มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคศึกษากรณีการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากฎหมายสำหรับการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการใช้บอท (bot) ซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์ โดยศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะเพื่อให้คุ้มครองบริโภคได้รับความเป็นธรรม รวมทั้งแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการจำหน่ายบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์มีประสิทธิภาพในอนาคตจากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับการห้ามใช้บอท (bot) ซื้อบัตรคอนเสิร์ตจำนวนมากเพื่อขายต่อในราคาสูงกว่าปกติ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมปัญหาและไม่มีอำนาจลงโทษผู้ที่นำบัตรมาจำหน่ายในราคาสูงกว่าปกติได้ จากการศึกษากฎหมายต่างประเทศพบว่า สหรัฐอเมริกา เช่น รัฐนิวยอร์ก และรัฐแอริโซนานั้นมีกฎหมายการควบคุมการใช้บอท (bot) เป็นเครื่องมือในการซื้อบัตรชมการแสดงต่าง ๆ ที่ส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย เช่น ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการเข้าถึงบัตรชมการแสดง ปัญหาการนำบัตรชมการแสดงมาขายในราคาที่สูงกว่าปกติ เห็นได้ว่าสหรัฐอเมริกาได้มีความพยายามที่จะคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม เช่นมีการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือการออกกฎหมายเพื่อเข้ามาควบคุมและลงโทษการกระทำที่ใช้บอทในการซื้อบัตรบัตรที่เกินกว่าที่กำหนด นอกจากนี้สาธารณรัฐเกาหลีได้แก้ไขกฎหมายกรณีผู้กระทำความผิดที่ใช้โปรแกรมอัตโนมัติซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตเพื่อจำหน่ายต่อ โดยกำหนดโทษจำคุกและโทษปรับด้วย และมีมาตรการป้องกันมิให้มีการกระทำความผิดอีก เช่น การให้บัตรเข้าชมฟรีแก่แฟนคลับที่รายงานผู้ขายบัตรเกินราคา รวมถึงนำวิธีการต่าง ๆ มาใช้ เช่น โปรแกรมป้องกันมาโคร และการเฝ้าระวังการขายบัตร เป็นต้นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย สำหรับภาครัฐ ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรายงานการกระทำที่เป็นความผิดผ่านระบบออนไลน์ นอกจากนี้ภาคธุรกิจ(ผู้ประกอบการ) ควรพัฒนาปรับปรุงระบบแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีให้มีความทันสมัย และส่งเสริมกิจกรรมให้บัตรเข้าชมคอนเสิร์ตให้ฟรีแก่แฟนคลับที่รายงานผู้ที่ใช้บอทในการซื้อบัตรและหรือนำบัตรไปเก็งกำไรขายต่อเกินราคาที่กำหนดไว้ ในส่วนของภาคประชาชน (ผู้บริโภค) ควรสร้างความตระหนักรู้ไม่สนับสนุนการใช้บอทในการซื้อบัตร สำหรับข้อเสนอแนะทางกฎหมาย ควรบัญญัติกฎหมายการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์เป็นการเฉพาะ โดยกำหนดคำนิยาม “บอทที่ใช้ในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ต" ควรกำหนดลักษณะความผิด และบทลงโทษกรณีการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค และทำลายโครงสร้างอุตสาหกรรมคอนเสิร์ต
แนวทางการส่งเสริมอาชีวอนามัยด้านสุขภาวะทางอารมณ์และจิตใจ สำหรับผู้ปฏิบัติงานบนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียม, บัศรีย์ มะตัง
แนวทางการส่งเสริมอาชีวอนามัยด้านสุขภาวะทางอารมณ์และจิตใจ สำหรับผู้ปฏิบัติงานบนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียม, บัศรีย์ มะตัง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันสุขภาวะจิตใจเป็นประเด็นสำคัญในแผนสุขภาพขององค์การอนามัยโลก (WHO) รวมทั้งกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย ก็ได้ให้ความสำคัญกับการดูแล ป้องกัน และแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะสุขภาพจิตในที่ทำงาน แน่นอนว่าการมีสมดุลระหว่างสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตใจส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งนี้พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ได้ให้คำจำกัดความที่ครอบคลุมถึงอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และจิตใจจากการทำงาน โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักในการป้องกันเหตุอันตรายจากการทำงาน สถานที่ปฏิบัติงาน และบริบทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากหลักเกณฑ์และกรอบปฏิบัติของกฎหมายในการกำกับดูแลความปลอดภัย อาชีวอนามัยด้านสุขภาพร่างกายแล้ว การระบุรายละเอียดให้ครบถ้วนในการกำกับดูแลสุขภาพจิตใจก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพื่อเป็นการบังคับใช้และนำข้อกำหนดทางกฎหมายไปปฏิบัติให้เกิดความเป็นรูปธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ เอกัตศึกษาฉบับนี้ มุ่งเน้นการศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมด้านสุขภาวะทางอารมณ์และจิตใจ สำหรับผู้ปฏิบัติงานบนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียม ซึ่งการทำงานบนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมกลางทะเลนั้น มีลักษณะและบริบทเฉพาะที่ผู้ปฏิบัติงานต้องเผชิญต่างไปจากงานประเภทอื่น คือ การทำงานท่ามกลางความโดดเดี่ยวอ้างว้างกลางทะเล การแยกจากสังคม มีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน และการทำงานในสภาพแวดล้อมที่ใกล้ชิดความเสี่ยง อันส่งผลกระทบต่อสุขภาวะทางอารมณ์และจิตใจของผู้ปฏิบัติงาน การกำกับดูแลสุขภาวะจิตใจของพนักงานจึงมีความสำคัญและควรมีแนวทางการส่งเสริมมาตรการที่ชัดเจนโดยระบุรายละเอียดของกฎข้อบังคับให้ครอบคลุมถึงส่วนของการประเมินและดูแลสุขภาพจิตของพนักงาน ทั้งนี้ ผลกระทบจากปัญหาด้านสุขภาวะทางอารมณ์และจิตใจ อาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟ ความเครียดสะสม จิตตก หรือภาวะซึมเศร้า ซึ่งส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงาน ตัวบุคคล และคนรอบข้างได้ ดังนั้น ผู้ศึกษาจึงเสนอให้มีการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจประเมินสุขภาวะจิตใจสำหรับลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง ลงในแบบสมุดสุขภาพประจำตัวของลูกจ้าง ที่กำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มีการบันทึกผลการตรวจสุขภาพทุกครั้งที่มีการตรวจสุขภาพทางการแพทย์ และนายจ้างควรมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมเกี่ยวกับการป้องกันดูแล และพื้นฟูสุขภาวะจิตใจของลูกจ้าง รวมทั้งสวัสดิการที่ช่วยเติมเต็มความรู้สึกของการต้องถูกปลีกแยกออกมาขณะต้องปฏิบัติงาน โดยข้อเสนอแนะเหล่านี้จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการป้องกันและแก้ปัญหาสุขภาพจิตที่ยั่งยืนสำหรับผู้ปฏิบัติงานบนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมมากยิ่งขึ้น
"ว่านไสยเวช": อนุกรมวิธานพื้นบ้าน การสืบทอดความเชื่อเเละพิธีกรรมและบทบาทในสังคมอีสานร่วมสมัย, ชวพันธุ์ เพชรไกร
"ว่านไสยเวช": อนุกรมวิธานพื้นบ้าน การสืบทอดความเชื่อเเละพิธีกรรมและบทบาทในสังคมอีสานร่วมสมัย, ชวพันธุ์ เพชรไกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษารวบรวมและจัดอนุกรมวิธานพื้นบ้านของ “ว่านไสยเวช” ในสังคมอีสานร่วมสมัยและวิเคราะห์การสืบทอดและบทบาทของความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับ “ว่านไสยเวช” ดังกล่าว เก็บข้อมูลระหว่างปี 2564-2567 ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากหมอว่านและนักสะสมว่านในอีสาน และการสังเกตอย่างมีส่วนร่วมพิธีกรรมเกี่ยวกับว่าน รวม 8 จังหวัด ประกอบด้วย หนองคาย นครพนม อุดรธานี ขอนแก่น สกลนคร สุรินทร์ ร้อยเอ็ด และอุบลราชธานี ใช้แนวคิดเรื่องการจัดอนุกรมวิธานพื้นบ้าน แนวคิดเรื่องนิเวศวิทยากับความเชื่อพื้นบ้าน แนวคิดเรื่องคติชนในวิถีสุขภาพพื้นบ้าน และแนวคิดเรื่องบทบาทหน้าที่ของคติชนในสังคม เป็นกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า หมอว่านและนักสะสมว่านในอีสานสืบทอดความรู้เรื่องว่านในลักษณะมุขปาฐะเป็นหลักมีวิธีการจัดจำแนกประเภทของว่านอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย 8 ประเภทหลักที่สายการสืบทอดส่วนใหญ่รับรู้ตรงกัน ได้แก่ 1) แบ่งตามชื่อเรียกตามลักษณะทางกายภาพของว่าน 2) แบ่งตามชื่อเรียก ซึ่งนำมาจากลักษณะทางความเชื่อ 3) แบ่งตามเพศสมมติของว่าน 4) แบ่งตามตระกูลของว่าน5) แบ่งตามสรรพคุณของว่าน 6) แบ่งตามหน้าที่และสัมพันธภาพของว่าน 7) แบ่งตามประสาทสัมผัสของผู้ใช้ว่าน และ 8) แบ่งตามลักษณะของสิ่งที่ไม่ใช่พืช ทั้งนี้ พบว่าการสืบทอดในบางสายมีการจัดจำแนกประเภทว่านชุดย่อย ได้แก่ 1) ว่านพุทธคุณ 2) ว่านถอน 3) ว่านไสย 4) ว่านพราย 5) ว่านแสง 6) ว่านพิษ และ 7) ว่านผี ซึ่งเกณฑ์ในการจัดประเภทนี้มีฐานคิดมาจากวัฒนธรรมของอีสานและประสบการณ์ในการใช้ว่าน ทำให้เห็นถึงลำดับศักดิ์และชั้นของว่านแต่ละประเภทที่มีความหมายแตกต่างกัน การจัดจำแนกประเภทว่านของหมอว่านและนักสะสมว่านในอีสานยังมีความสัมพันธ์กับการสืบทอดความรู้เรื่องว่าน เนื่องจากศิษย์จะได้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องการจัดประเภทและการใช้งานว่านจากครูผ่านการร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ จำแนกพิธีกรรมเกี่ยวกับว่านเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) กลุ่มพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการหาว่านและสร้างความศักดิ์สิทธิ์แก่ว่าน 2) กลุ่มพิธีกรรมที่ใช้ว่านในการรักษาโรคและความเจ็บป่วย และ 3) กลุ่มพิธีกรรมที่นำว่านมาทำเป็นวัตถุมงคลการจัดจำแนกประเภทของว่านต่าง ๆ ช่วยให้หมอว่านและนักสะสมว่านใช้ว่านหลัก ว่านรอง ว่านเสริม และว่านแก้ได้อย่างตรงตามสรรพคุณ ส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้ว่านได้ดียิ่งขึ้นบทบาทของคติความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับ “ว่านไสยเวช” มีหลายประการ ได้แก่ 1) บทบาทในการรักษาโรค บำบัดความเจ็บป่วยทางจิตวิญญาณ และเป็นที่พึ่งทางใจ 2) บทบาทในการสืบทอดความรู้เรื่องพืชซึ่งสัมพันธ์กับการสืบทอดระบบความเชื่อทางศาสนา3) บทบาทในการกำหนดวิถีปฏิบัติของกลุ่มผู้ใช้ว่านซึ่งสัมพันธ์กับบรรทัดฐานทางสังคม 4) …
The Assessment Of Thai Academic Librarians’ Burnout During The Covid-19 Pandemic, Angsurat Raya
The Assessment Of Thai Academic Librarians’ Burnout During The Covid-19 Pandemic, Angsurat Raya
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to determine the burnout level of Thai academic librarians during the COVID-19 pandemic by using the Copenhagen Burnout Inventory (CBI) and identify risk factors associated with Thai academic librarians’ burnout during the COVID-19 pandemic.A descriptive quantitative survey was conducted by using an online structured questionnaire distributed through a social media platform (Facebook Fanpage) to academic librarians affiliated with the Academic Librarian Group of Thailand Library Association. The survey incorporated 46 items including demographic information, working situations during the COVID-19 pandemic, and burnout assessment covering three domains: personal burnout, work-related burnout and client-related burnout which based on the …
กลวิธีการสร้างความตลกขบขันกับภาพแทนของผู้หญิงที่นำเสนอในการ์ตูนช่องบนเพจเฟซบุ๊ก “เบื่อเมีย” และ “ฟอร์มหมาแก่”, รชยา รัชตะวรรณ
กลวิธีการสร้างความตลกขบขันกับภาพแทนของผู้หญิงที่นำเสนอในการ์ตูนช่องบนเพจเฟซบุ๊ก “เบื่อเมีย” และ “ฟอร์มหมาแก่”, รชยา รัชตะวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาพแทนของผู้หญิงที่นำเสนอผ่านมุกตลกในการ์ตูนบนเฟซบุ๊ก โดยใช้กรอบการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ (Qualitative Content Analysis; QCA) ในการค้นหาหัวข้อ (theme) และเพื่อศึกษากลวิธีการสร้างความตลกขบขันของมุกตลกในการ์ตูนบนเฟซบุ๊ก โดยใช้ทฤษฎีทั่วไปของภาษาสื่ออารมณ์ขัน (General Theory of Verbal Humor; GTVH) ในการวิเคราะห์แหล่งความรู้ (Knowledge Resource; KR) 6 ประการ ซึ่งเป็นองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ช่วยในการสร้างความตลกขบขัน ได้แก่ ความขัดแย้งของตัวบท (Script Opposition) กลไกทางตรรกะ (Logical mechanism) สถานการณ์ (Situation) เป้าหมายในการล้อเลียน (Target) กลวิธ๊ในการบรรยาย (Narrative strategy) รูปภาษา (Language) โดยเก็บข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก “เบื่อเมีย” และ “ฟอร์มหมาแก่” จำนวน 87 ตัวอย่าง ผลการวิจัยพบว่ามุกตลกในการ์ตูนบนเฟซบุ๊กนำเสนอภาพแทนของผู้หญิงจำนวน 5 หัวข้อ ได้แก่ การควบคุมจัดการ การแสดงออกทางอารมณ์ การรับประทานอาหาร การดูแลรักษารูปร่างหน้าตา และการใช้เงิน การนำเสนอผู้หญิงในลักษณะดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นภาพแทนผู้หญิง (โดยเฉพาะในฐานะภรรยา) ว่าเป็นคนกินเก่ง ขี้โมโห เอาแต่ใจ บงการผู้ชาย ทั้งยังมีรูปร่างที่ไม่น่าดู ภาพแทนของผู้หญิงในลักษณะนี้ถูกนำเสนอผ่านตัวบทของความตลกขบขันซึ่งอาศัยความขัดแย้งของตัวบท (SO) เป็นองค์ประกอบที่โดดเด่นที่สุดที่มุกตลกในการ์ตูนช่องบนเฟซบุ๊กใช้ในสร้างความตลกขบขัน โดย SO ทำงานร่วมกันกับกลไกทางตรรกะ (LM) เสมอ อีกทั้งความตลกขบขันยังมักเกิดจากการทำงานร่วมกันของแหล่งความรู้ (KR) หลายประการด้วย
การเขียนบทละครเพลงเพื่อสร้างความเข้าใจของผู้ใกล้ชิดต่อผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ภวินท์ แย้มกลีบ
การเขียนบทละครเพลงเพื่อสร้างความเข้าใจของผู้ใกล้ชิดต่อผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ภวินท์ แย้มกลีบ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งเน้นการสร้างบทละครเพลงเพื่อสร้างความเข้าใจของผู้ใกล้ชิดต่อผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โดยผู้วิจัยเลือกการนำเสนอผ่านรูปแบบละครเพลงและการเล่าเรื่องผ่านหลายตัวละคร ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าผ่านหนังสือ เอกสารวิชาการ และการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ร่วมจากนั้นจึงนำมาสกัดเพื่อออกแบบตัวละครและโครงเรื่อง โดยผู้วิจัยเน้นการเล่าเรื่องราวผ่านตัวละครหลักที่เป็นคนใกล้ชิดผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสี่คน ที่มีสถานะความสัมพันธ์ต่อผู้ป่วยต่างกัน อาทิ คนรัก พ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อนำเสนอมิติที่หลากหลายของคนใกล้ชิดผู้ป่วย บทละครในงานวิจัยชิ้นนี้ถูกจัดแสดงในชื่อ Spotlight on sunset โดยมีการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามจากผู้ชมทั่วไป และการเสวนาร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปะการละครและด้านจิตเวชศาสตร์ ผลการศึกษาพบว่าบทละครสามารถทำให้ผู้ชมเกิดความเข้าใจต่อผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามากขึ้นได้ผ่านการถ่ายทอดโดยตัวละครและการดำเนินเรื่องรวมถึงเนื้อหาในบทเพลง แต่ผู้วิจัยยังไม่สามารถใช้วิธีเล่าเรื่องผ่านตัวละครหลักหลายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้มุมมองของผู้ชมยังคงอยู่กับตัวผู้ป่วยมากกว่าที่จะติดตามตัวละครคนใกล้ชิดดังที่ผู้วิจัยต้องการ นอกจากนี้การใช้บทเพลงที่มากเกินไปและเล่าใจความเดิมซ้ำ ๆ ก็ทำให้ละครมีความยาวมากจนอาจทำให้ผู้ชมหลุดออกจากเรื่องได้
การฝึกฝนการใช้เสียงสำหรับนักแสดงตามเทคนิคการฝึกการใช้เสียงของ คริสติน ลิงค์เลเทอร์ : กรณีศึกษาการแสดงเดี่ยว เรื่อง เดอะ ฮิวแมน วอยซ์ ของ ฌอง กอกโต, จารุศรี ศุกระจันทร์
การฝึกฝนการใช้เสียงสำหรับนักแสดงตามเทคนิคการฝึกการใช้เสียงของ คริสติน ลิงค์เลเทอร์ : กรณีศึกษาการแสดงเดี่ยว เรื่อง เดอะ ฮิวแมน วอยซ์ ของ ฌอง กอกโต, จารุศรี ศุกระจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและฝึกฝนเทคนิคการพัฒนาการใช้เสียงอันเป็นธรรมชาติ ของคริสติน ลิงค์เลเทอร์ และสังเคราะห์กระบวนการการนำเทคนิคดังกล่าวมาปรับใช้ในการพัฒนาการแสดงเดี่ยวบทละครเรื่อง เดอะ ฮิวแมน วอยซ์ เนื่องจากผู้วิจัยประสบปัญหาเกี่ยวกับการใช้เสียงในการแสดง กล่าวคือผู้วิจัยไม่สามารถถ่ายทอดความจริงภายในของตัวละครผ่านเสียงได้อย่างตรงไปตรงมาในบางสถานการณ์ ส่งผลให้ผู้ชมไม่สามารถเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกและเรื่องราวของตัวละครได้อย่างลึกซึ้งและชัดเจน ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาเทคนิคดังกล่าวอันเป็นเทคนิคที่ช่วยให้นักแสดงสามารถค้นพบการใช้เสียงอย่างเป็นอิสระ นำไปสู่การสื่อสารความจริงภายในของตัวละครที่ละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง และจริงใจยิ่งขึ้น ผู้วิจัยนำเทคนิคดังกล่าวมาใช้ฝึกฝนในขั้นตอนของการฝึกฝนเสียงเพื่อพัฒนาเสียง และเตรียมความพร้อมของเสียงก่อนการแสดง การฝึกซ้อมบทละคร และการเตรียมตัวก่อนทำการแสดงจริง ผู้วิจัยค้นพบว่าภายหลังการฝึกฝนการใช้เสียงด้วยเทคนิคพัฒนาการใช้เสียงอันเป็นธรรมชาติของคริสติน ลิงค์เลเทอร์ ผู้วิจัยสามารถกำจัดอุปสรรค์ที่ขัดขวางการเชื่อมโยงระหว่างเสียง และอารมณ์ความรู้สึกภายในของตัวละครได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยสามารถถ่ายทอดความจริงภายในของตัวละครได้อย่างลุ่มลึก และจริงใจมากยิ่งขึ้น อีกทั้งผู้วิจัยค้นพบว่าตนเองพัฒนาทักษะอื่น ๆ ทางด้านการแสดงควบคู่ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวร่างกาย จินตนาการ และประสาทสัมผัส ส่งผลต่อการพัฒนาการแสดงองค์รวมของผู้วิจัย โดยผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัย และสรุปผลการวิจัยจากการศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง จดบันทึกและบันทึกวิดีโอการฝึกซ้อม การรวบรวมแบบสอบถามจากผู้ชม และการสัมมนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านการใช้เสียง
Buddhism And Khwan In The Religious System Of The Tai Khamtis' Villages In Arunachal Pradesh, India, Chow Kensan Tunkhang
Buddhism And Khwan In The Religious System Of The Tai Khamtis' Villages In Arunachal Pradesh, India, Chow Kensan Tunkhang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines the interaction between Buddhism and Khwan, an indigenous belief in the soul, in three Tai Khamti villages in Arunachal Pradesh, India. The study aims to identify components of the Khwan belief tradition, as well as to investigate the nature of their relationships with Buddhism.Ethnographic cases reveal that Khwan is a distinct and indivisible essence that invigorates all living beings, and without one of which, an individual is susceptible to afflictions. Possessing a complete Khwan symbolises life, whereas its absence signifies death. There are four primary categories of Khwan ritual complexes conducted for an ailing individual: retrieving the …
กระบวนการแก้ไขปัญหาการเป็นตัวละครเเละการอยู่กับความต้องการของตัวละคร: กรณีศึกษาการแสดงเป็นตัวละคร "มาช่า"ในละครเวทีเรื่อง วานย่า เเละซอนย่า เเละ มาช่า เเละสไปค์ (2555) ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรง, นวฉัตร เสนวิรัช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับกระบวนการแก้ไขปัญหาการเป็นตัวละครและการอยู่ กับความต้องการของตัวละคร : กรณีศึกษาการแสดงเป็นตัวละคร “มาช่า” ในละครเวทีเรื่อง วานย่า และ ซอนย่า และ มาช่า และ สไปค์ (2555) ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกฝนและพัฒนาทักษะการแสดงในการเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการของตัวละครของนักแสดงและเพื่อค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาการเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการตัวละครของนักแสดงในฐานะตัวละคร “มาช่า (Masha)” ในบทละครเวทีเรื่อง “Vanya and Sonia and Masha and Spike” เนื่องจากผู้วิจัยยังมีประสบการณ์ด้านการแสดงไม่มากพอทำให้ผู้วิจัยประสบปัญหาในการแสดง 2 เรื่อง คือ 1.) การเป็นตัวละครหรือการเข้าถึงบทบาทของตัวละคร และ 2.) การอยู่กับความต้องการของตัวละคร โดยมีคำถามงานวิจัยว่า ผู้วิจัยจะสามารถพัฒนาทักษะการแสดงเรื่องการเป็นตัวละครเเละการอยู่กับความต้องการของตัวละครของนักแสดงในการแสดงบทละครเวทีเรื่อง “Vanya and Sonia and Masha and Spike” ได้อย่างไรบ้าง ซึ่งในงานวิจัยชิ้นนี้ผู้วิจัยได้ค้นคว้าหาข้อมูล แนวคิด ทฤษฎี ของนักการละครตะวันตกที่ได้ร่ำเรียนจากศาสตร์ด้านการแสดงของหลักสูตรปริญญาโท ภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยตั้งสมมติฐานของงานวิจัยไว้ว่าการเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการของตัวละคร "มาช่า (Masha)" จะช่วยให้ร่างกายของผู้วิจัยในฐานะนักแสดงสามารถตอบสนองออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งนี้กระบวนการดำเนินงานวิจัยแบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 กระบวนการคือ 1.) การทำงานวิเคราะห์บทละครและตัวละคร 2.) กระบวนการฝึกซ้อมการแสดง 3.) ช่วงระยะเวลาการทำงานก่อนวันแสดง (Pre - Production) และ 4.) ช่วงระยะเวลาการแสดงและหลังการแสดง (Production) นอกจากนี้ผู้วิจัยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเพื่อประเมินผลการวิจัย 2 แบบดังนี้ คือ 1.) แบบบันทึกวิดิโอการซ้อมการแสดงและการสังเกต (Observation) ผู้วิจัยได้มีการจดบันทึกคำแนะนำจากผู้กำกับหลังการฝึกซ้อมทุกครั้ง พร้อมทั้งบันทึกภาพวิดิโอตอนช่วงฝึกซ้อมบางช่วงกับบันทึกวิดีโอรอบวันแสดงจริง และ 2.) การประเมินผลจากการแสดงจริงของช่วงระยะหลังการแสดง(Post Production) ซึ่งผู้วิจัยได้จัดทำแบบสอบถามจากผู้รับชมการแสดงและคำแนะนำจากผู้กำกับและครูที่ปรึกษาหลักด้านการแสดง ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า การเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการของตัวละครนั้นต้องเริ่มจากการเข้าใจตัวละครโดยการที่นักแสดงต้องมีความรู้สึกนึกคิดแบบตัวละคร พร้อมทั้งการปล่อยวางตนเองให้อยู่กับปัจจุบันขณะ(Moment) จะสามารถช่วยให้ผู้วิจัยสามารถสื่อสารการแสดง ถ่ายทอดบทบาท และสามารถตอบสนองปรับเปลี่ยนวิธีการการแสดงที่มีมิติหลากหลายพร้อมทั้งแสดงตามสถานการณ์ในฉากได้อย่างเหมาะสม ซึ่งผู้วิจัยได้นำ แนวคิด ทฤษฎี เทคนิคการแสดงของผู้เชี่ยวชาญการแสดงชื่อดังทั้ง 3 ท่านคือ …
การใช้ศิลปะการละครเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจสำหรับนักศึกษาแพทย์ไทย, ชนัตถ์ พงษ์พานิช
การใช้ศิลปะการละครเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจสำหรับนักศึกษาแพทย์ไทย, ชนัตถ์ พงษ์พานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจเป็นหนึ่งในทักษะความเป็นมืออาชีพของแพทย์ที่ควรเสริมสร้างตั้งแต่การเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ความเห็นอกเห็นใจส่งผลต่อความสัมพันธ์ที่ดีของแพทย์และคนไข้ ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยและเก็บข้อมูลจากคนไข้ได้ดีขึ้น ลดความวิตกกังวลและความเครียดของคนไข้ ศิลปะการละครเป็นศาสตร์ที่มีศักยภาพในการฝึกฝนความเห็นอกเห็นใจ ปัจจุบันมีการใช้ละครด้นสดมาบูรณาการกับการฝึกฝนทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจในนักศึกษาแพทย์ แต่ยังขาดการศึกษาที่ใช้ทฤษฎีการแสดงมาประยุกต์ในเชิงปฏิบัติ และยังไม่มีการศึกษารูปแบบนี้ในประเทศไทย วิจัยนี้ศึกษาการออกแบบ ‘หลักสูตรการแสดงเพื่อความเห็นอกเห็นใจ’ สำหรับนักศึกษาแพทย์ไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเหมาะสม ความพึงพอใจ และทัศนคติของนักศึกษาแพทย์ที่มีต่อหลักสูตร ตลอดจนศึกษาพัฒนาการด้านการสื่อสารและทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปหลังเรียน การออกแบบหลักสูตรใช้หลักการแสดงของนักการละครชาวรัสเซีย คอนสแตนติน สตานิสลาฟสกี ประกอบด้วยทักษะ 3 ด้าน ได้แก่ ภาวะสร้างสรรค์ การเชื่อมโยง และจินตนาการ นำมาบูรณาการกับการฝึกฝนทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจ ได้เป็นหลักสูตรการแสดงความยาว 3 วัน รวมทั้งสิ้น 18 ชั่วโมงที่มุ่งหวังให้นักศึกษาแพทย์เชื่อมโยงกับตนเอง ผู้อื่น และคนไข้อย่างมืออาชีพ หลักสูตรได้นำมาใช้กับนักศึกษาแพทย์กลุ่มนำร่อง 6 ราย เพื่อปรับปรุงหลักสูตรและกลุ่มตัวอย่าง 21 ราย เพื่อวัดผล ตัวอย่าง 19 ราย ได้สื่อสารกับผู้ป่วยจำลองก่อนและหลังเรียนเพื่อประเมินทักษะการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไป ผลวิจัยพบว่ามากกว่า 95% ของกลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยว่าหลักสูตรช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจ ได้เข้าใจความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาแพทย์ อยากชักชวนเพื่อนให้มาเรียน สนใจเข้าร่วมอีกในอนาคต และเห็นด้วยว่าการละครช่วยให้ฝึกฝนทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจได้ดีขึ้น การสื่อสารกับผู้ป่วยจำลองหลังจบหลักสูตรพบว่า ตัวอย่างมีคะแนนการประเมินทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจสูงขึ้นในทุกด้าน ทักษะที่พัฒนาเด่นชัดคือด้านความเห็นอกเห็นใจและภาษากาย ตัวอย่างได้สะท้อนถึงคุณลักษณะเด่นของละครในการพัฒนาศักยภาพทั้งในระดับบุคคลไปถึงระดับระหว่างบุคคล การเรียนรู้มนุษย์และอารมณ์ต่าง ๆ ผ่านตัวละครคือจุดเด่นของหลักสูตรนี้ ละครเป็นกิจกรรมแบบบูรณาการที่เหมาะสมและสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจของนักศึกษาแพทย์ได้ สามารถประยุกต์เป็นกิจกรรมเสริมในรายวิชาหรือประยุกต์ใช้กับบุคลากรทางการแพทย์ได้
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส-19 ในภาคใต้ตอนบน, กชกร มงคลวรพิลาส
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส-19 ในภาคใต้ตอนบน, กชกร มงคลวรพิลาส
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เปนโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรร ได้แก่ ดัชนีมวลกาย ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหารเช้า การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต การสนับสนุนทางสังคม ความร่วมมือในการใช้ยา การเข้าถึงระบบบริการทางสุขภาพ กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และเพื่อเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ระหว่างกลุ่มที่ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองและกลุ่มที่ไม่ได้ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง และเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ระหว่างกลุ่มที่ไม่เคยมีประวัติการติดเชื้อโควิด-19 และกลุ่มมีประวัติการติดเชื้อโควิด-19 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิขึ้นไป สังกัดกระทรวงสาธารณสุขในเขตสุขภาพที่ 11 ภาคใต้ตอนบน จาก 3 แห่ง จำนวน 235 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดคุณภาพชีวิตเฉพาะโรคสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แบบสอบถามการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามความร่วมมือในการใช้ยา แบบสอบถามการเข้าถึงบริการสุขภาพ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .88, .95,.95,.97,.88 ตามลำดับ วิเคราะห์ด้วยการแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s product moment correlation) และสถิติที (Independent t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. คุณภาพชีวิตของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 จำแนกตามมิติคุณภาพชีวิต พบว่า มิติการควบคุมเบาหวาน (x̄ =63.01,SD= 8.33) มิติความวิตกกังวล (x̄ = 21.02,SD= 2.57) มิติภาระทางสังคม (x̄ = 28.09,SD= 3.18) มิติเพศสัมพันธ์ (x̄ = 20.36,SD= 1.18) มิติความมีเรี่ยวแรงและความกระปรี้กระเปร่า (x̄ = 90.85,SD= 6.89) มีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับสูง 2. คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 สัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำ …
ประสบการณ์ของพยาบาลเด็กในการจัดการการดูแลผู้ป่วยเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, จินตนา สะตะ
ประสบการณ์ของพยาบาลเด็กในการจัดการการดูแลผู้ป่วยเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, จินตนา สะตะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อบรรยายประสบการณ์ของพยาบาลเด็กในการจัดการการดูแลผู้ป่วยเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูล คือ พยาบาลวิชาชีพที่มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจงจำนวน 9 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก การบันทึกเทป การสังเกต และการบันทึกภาคสนาม นำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์เนื้อหาตามวิธีการของ van Manen ผลการศึกษาประสบการณ์ของพยาบาลเด็กในการจัดการการดูแลผู้ป่วยเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ประกอบด้วยประเด็นหลักและประเด็นย่อยดังต่อไปนี้ 1. การเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยเด็กโควิด-19 ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย 1.1) การจัดเตรียมอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้เพียงพอ 1.2) การปรับปรุงพื้นที่เพื่อรับผู้ป่วยติดเชื้อ 1.3) การเตรียมความรู้และทักษะในการป้องกันการติดเชื้อ 2. กระบวนการแรกรับผู้ป่วยเด็กติดเชื้อโควิด 19 เข้ารับการรักษา ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย 2.1) การประเมินอาการเบื้องต้นเพื่อเตรียมห้องและอุปกรณ์การแพทย์ 2.2) การเตรียมผู้ปกครองให้พร้อมสำหรับการดูแลเด็ก 2.3) การทำหัตถการตามแผนการรักษา 3. การปรับรูปแบบการดูแลผู้ป่วยเด็กติดเชื้อโควิด 19 ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย 3.1) การเฝ้าระวังอาการผู้ป่วยเด็กผ่านจอมอนิเตอร์ 3.2) การรวบกิจกรรมการพยาบาลเป็นรอบเวลา 3.3) การให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมเป็นผู้ดูแลหลัก 3.4) การประสานการส่งต่อผู้ป่วย 4. การดูแลผู้ปกครองที่ติดเชื้อโควิด 19 ประกอบด้วย 2 ประเด็นย่อย 4.1) การเบิกจ่ายยาและส่งต่อไปรักษาหากมีอาการหนัก 4.2) การดูแลด้านจิตใจให้คลายความเครียด 5. มาตรการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด 19 ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย 5.1) การใช้อุปกรณ์การแพทย์แบบครั้งเดียวแล้วทิ้ง 5.2) ของเยี่ยมจากภายนอกได้รับการฆ่าเชื้อก่อนส่งต่อให้ผู้ป่วย 5.3) การจัดเวลาและพื้นที่ในการรับประทานอาหารของพยาบาล 5.4) การอบห้องด้วยรังสียูวีทุกวัน 6. ความท้าทายและปัญหาที่พบในการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย 6.1) ความยากลำบากในการทำหัตถการ 6.2) อุปกรณ์ทางการแพทย์ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน 6.3) การสื่อสารกับผู้รับบริการต่างชาติ 6.4) ความไม่พึงพอใจของผู้ปกครองและญาติ 7. ผลลัพธ์ทางบวกที่ได้รับจากการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย …
Knowledge, Attitude, Subjective Norm, Perceived Behavioral Control, Self-Efficacy, Personality, And Intention To Providing Palliative Care For Cancer Patients Among Nursing Students: A Structural Equation Model, Numpueng Prachyakoon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Cancer is a serious health related condition that causes suffering from pain and other distress symptoms. Palliative care (PC) is recommended as an appropriate care for patients. Nurses have an important responsibility to provide PC and nursing students should be prepared to perform these duties in the future. This study has purposes to evaluate the relationship between knowledge, attitude, subjective norm, perceived behavioral control, self-efficacy, personality, and intention to providing palliative care for patients with terminal stage cancers among nursing students, using the structural equation modeling (SEM)Method: This cross-sectional study was conducted from all nursing students who are studying …
The Implications Of The Visa Exemption For Sino-Thai Relations, Kaiting Liang
The Implications Of The Visa Exemption For Sino-Thai Relations, Kaiting Liang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นโยบายยกเว้นวีซ่าระหว่างไทยและจีนซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 ถือเป็นก้าวสำคัญในความสัมพันธ์ทวิภาคี โดยนโยบายนี้ส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน เพิ่มพูนการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจด้วยการอำนวยความสะดวกในการเดินทางโดยไม่ต้องขอวีซ่าเป็นระยะเวลาไม่เกิน 30 วันสำหรับพลเมืองของทั้งสองประเทศ โครงการนี้มุ่งหวังกระตุ้นการท่องเที่ยวหลังการระบาดใหญ่ โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเยือนไทยถึง 8 ล้านคนในปี 2567 การวิจัยนี้สำรวจผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจของนโยบาย รวมถึงผลต่อการท่องเที่ยว การค้า และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม แม้ว่าจะมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่ก็มีความท้าทาย เช่น ความกังวลด้านความปลอดภัย การท่องเที่ยวเกินขีดจำกัด และการพึ่งพาตลาดเดียว โดยมีข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงนโยบายอย่างยั่งยืน เช่น การกระจายตลาดการท่องเที่ยว การพัฒนาสาธารณูปโภค และการส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคี การศึกษานี้มีส่วนสำคัญในการทำความเข้าใจว่านโยบายวีซ่าสามารถเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้อย่างไร
Investigating Interlanguages Of English Gerund And Infinitive Verb Complements By L1 Chinese Learners In Taiwan, Chih Ying Chou
Investigating Interlanguages Of English Gerund And Infinitive Verb Complements By L1 Chinese Learners In Taiwan, Chih Ying Chou
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigated the challenges faced by L1 Chinese learners in Taiwan in mastering English gerund and infinitive verb complements. Using the Interlanguage Hypothesis (Selinker, 1972) as a theoretical framework, the study explored how interlanguage factors - such as language transfer, overgeneralization, and transfer of training - affected these learners’ use of gerunds and infinitive verb complements. The research examined Taiwanese learners’ production and comprehension of English gerund and infinitive verb complements on Multiple Choice Questions (MCQ) and Grammaticality Judgment Tests (GJT), respectively, by learners of different proficiency levels, i.e., average and high proficiency learners. Results revealed that learners frequently …
Effects Of The Integrative Information-Motivation-Behavioral Skills Program On Body Mass Index And Body Image Among University Personnel With Obesity, Pornsuang Chotchuang
Effects Of The Integrative Information-Motivation-Behavioral Skills Program On Body Mass Index And Body Image Among University Personnel With Obesity, Pornsuang Chotchuang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study employed a clustered randomized controlled trial (RCT) to examine the effectiveness of the Integrative Information-Motivation-Behavioral Skills (IIMBS) program on body mass index (BMI) and body image among university personnel obesity. Participants were 64 university personnel of Suratthani Rajabhat University, who were divided equally by clustered random sampling into an intervention and a control group. The 12-week Integrative Information-Motivation-Behavioral Skills (IIMBS) program based on Information-Motivation-Behavioral Skills model (Fisher & Fisher, 1992). It was used via face-to-face sessions and “Belly to Healthy Shape” LINE OA. The research instruments consisted of a demographic questionnaire, Thai-version Body Shape Questionnaire (BSQ-34), and the …
The Effect Of The Individual And Family Self-Mannagement Program On Medication Adherence Among School-Aged Children With Epilepsy., Chutimaporn Kangwal
The Effect Of The Individual And Family Self-Mannagement Program On Medication Adherence Among School-Aged Children With Epilepsy., Chutimaporn Kangwal
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This randomized controlled trial with repeated measures compared medication adherence among school-aged children with epilepsy who received the Individual and Family Self-Management (IFSM) program versus standard nursing care at baseline, post-test, week 8, and week 12. Sixty-two eligible children and their families were randomly assigned to experimental (n=31) and control groups (n=31) using block randomization. The 12-week IFSM program, based on Ryan and Sawin's (2009) Individual and Family Self-Management theory, focused on (1) accurate knowledge and beliefs, (2) self-regulation skills, and (3) social facilitation. The intervention included face-to-face sessions, activities via the “KanChak” LINE Official Account, and booster sessions with …
ผลของโปรแกรมจัดการอาการที่เน้นการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กงต่อความเหนื่อยล้าในผู้ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดเครื่องไตเทียม, ทัชชญา ภัทรธรวราดล
ผลของโปรแกรมจัดการอาการที่เน้นการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กงต่อความเหนื่อยล้าในผู้ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดเครื่องไตเทียม, ทัชชญา ภัทรธรวราดล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กงต่ออาการเหนื่อยล้าในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ณ หน่วยไต โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 21 คน โดยจับคู่กลุ่มตัวอย่างให้มีคุณสมบัติ คล้ายคลึงในด้านอายุ และระยะเวลาในการรักษาด้วยการฟอกเลือด กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กง พัฒนาขึ้นโดย การทบทวนวรรณกรรม ใช้กรอบแนวคิดการจัดการอาการของ Dodd และคณะ (2001) ร่วมกับการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กงของ สุรีพร ธนศิลป์ (2557) เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินคัดกรองระดับอาการเหนื่อยล้า Brief Fatigue Inventory (BFI) แปลเป็นไทยโดย เพ็ญโพยม สาคร (2564) ผ่านการตรวจสอบความตรง ตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน และได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. ผู้ป่วยในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กงมีอาการเหนื่อยล้าน้อยกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผู้ป่วยในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กงจะมีอาการเหนื่อยล้าน้อยกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, พรรณทิวา สุขรอด
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, พรรณทิวา สุขรอด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล ได้แก่ อายุ ภาวะโรคร่วม ความทุกข์ทรมานจากอาการ ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน การสนับสนุนทางสังคม และความปวด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มารับบริการ ณ คลินิกศูนย์บริการเฉพาะทางหัวใจและหลอดเลือด ของโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 94 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบทดสอบสภาพสมองเบื้องต้นฉบับภาษาไทย ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบสอบถามความต้องการของผู้ป่วย 4) แบบประเมินภาวะโรคร่วม 5) แบบสอบถามความทุกข์ทรมานจากอาการ 6) แบบประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน 7) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และ 8) มาตรวัดความปวดแบบตัวเลข เครื่องมือได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน แบบสอบถามที่ 3, 5, และ 7 เท่ากับ 0.80, 1.00 และ 0.88 ตามลำดับ ซึ่งแบบสอบถามที่ 4, 6 และ 8 เป็นเครื่องมือมาตรฐาน ตรวจสอบความเที่ยงค่าแบบสอบถามที่ 3 - 7 เท่ากับ 0.89, 0.81, 0.92, 0.80, 0.85, และ 0.97 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และสถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล มีความต้องการโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 104.32 (S.D. = 13.56) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าความต้องการด้านข้อมูลข่าวสารอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 31.71 (S.D. = …