Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (14655)
- Social and Behavioral Sciences (11880)
- Arts and Humanities (8095)
- Education (7332)
- Physical Sciences and Mathematics (6699)
-
- Life Sciences (6264)
- Engineering (4978)
- Law (4942)
- Medical Specialties (4854)
- Medical Sciences (3439)
- Business (2895)
- Psychology (2319)
- Computer Sciences (2155)
- Higher Education (1991)
- Sociology (1982)
- Public Health (1904)
- History (1725)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (1719)
- Nursing (1695)
- Religion (1323)
- Oncology (1321)
- Communication (1318)
- Environmental Sciences (1247)
- Biomedical Informatics (1208)
- Bioinformatics (1109)
- Diseases (1087)
- Economics (1062)
- Library and Information Science (1009)
- Civil and Environmental Engineering (1002)
- English Language and Literature (987)
- Institution
-
- University of South Florida (7417)
- The Texas Medical Center Library (3170)
- Walden University (1458)
- University of Nebraska - Lincoln (1107)
- University of Kentucky (1080)
-
- Edith Cowan University (1065)
- Liberty University (1065)
- Universitas Indonesia (1048)
- Chulalongkorn University (1031)
- Brigham Young University (930)
- Ateneo de Manila University (896)
- Sigma Theta Tau International Honor Society of Nursing (892)
- Singapore Management University (887)
- University of Plymouth (883)
- Association of Arab Universities (882)
- University of Arkansas, Fayetteville (869)
- Changsha University of Science and Technology (853)
- Missouri University of Science and Technology (826)
- University of South Carolina (811)
- Utah State University (783)
- University of Montana (769)
- Western Kentucky University (757)
- TÜBİTAK (714)
- University of New Mexico (710)
- Purdue University (699)
- University of Texas Rio Grande Valley (698)
- University of Baghdad (690)
- San Jose State University (656)
- Washington University School of Medicine (640)
- Louisiana State University (636)
- Keyword
-
- Humans (2847)
- Female (1428)
- Male (1254)
- Adult (791)
- Middle Aged (741)
-
- Animals (651)
- Aged (635)
- COVID-19 (578)
- Education (558)
- ICTS (Institute of Clinical and Translational Sciences) (529)
- Mental health (421)
- Machine learning (414)
- Artificial intelligence (408)
- Child (408)
- Mice (402)
- Adolescent (386)
- United States (360)
- Higher education (309)
- Climate change (301)
- Retrospective Studies (288)
- Sustainability (279)
- Gender (263)
- Leadership (263)
- Depression (259)
- Young Adult (242)
- Artificial Intelligence (240)
- Anxiety (234)
- Social media (232)
- Communication (225)
- Deep learning (222)
- Publication
-
- The Auk (4350)
- Faculty, Staff and Student Publications (1853)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1373)
- Theses and Dissertations (1176)
- Faculty Publications (1066)
-
- Faculty, Staff and Students Publications (1021)
- Research outputs 2022 to 2026 (1014)
- Journal of Raptor Research (644)
- Doctoral Dissertations and Projects (642)
- 2020-Current year OA Pubs (626)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (532)
- International Journal of Exercise Science: Conference Proceedings (527)
- Marine Ornithology (523)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (503)
- Kritika Kultura (478)
- Faculty Scholarship (475)
- Leadership Connection (446)
- North American Bird Bander (445)
- Dissertations (417)
- Electronic Theses and Dissertations (406)
- DRS Biennial Conference Series (402)
- Honors Theses (401)
- Research Collection School Of Computing and Information Systems (397)
- Journal of China & Foreign Highway (394)
- Baghdad Science Journal (362)
- Articles (361)
- Neutrosophic Sets and Systems (334)
- Journal of Issues in Intercollegiate Athletics (314)
- Mythprint (307)
- Theses (297)
- Publication Type
Articles 77731 - 77760 of 79636
Full-Text Articles in Entire DC Network
การพัฒนาส่วนแบ็กเอนด์ของเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้เฟรมเวิร์กโหนดเจเอสแบบอิงแบบจำลอง, วีรยุทธ กันภัย
การพัฒนาส่วนแบ็กเอนด์ของเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้เฟรมเวิร์กโหนดเจเอสแบบอิงแบบจำลอง, วีรยุทธ กันภัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาซอฟต์แวร์แบบอิงแบบจำลอง ได้กลายเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการวิศวกรรมซอฟต์แวร์ ซึ่งใช้แบบจำลองเป็นองค์ประกอบหลักในการสนับสนุนการพัฒนาซอฟต์แวร์ รวมถึงการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน งานวิจัยนี้นำเสนอการประยุกต์ใช้แนวคิดของการพัฒนาแบบอิงแบบจำลองกับการพัฒนาแบ็กเอนด์ด้วยโหนดเจเอสโดยเน้นทั้งกระบวนการวิศวกรรมไปข้างหน้า และวิศวกรรมย้อนกลับ โดยได้พัฒนายูเอ็มแอลโพรไฟล์สำหรับโหนดเจเอสที่รองรับทั้งฐานข้อมูลแบบซีเควลและโนซีเควลเพื่อใช้ในการสร้างแบบจำลองการออกแบบของเว็บแอปพลิเคชัน และมีเครื่องมือสำหรับการแปลงแบบจำลองเป็นโค้ดและโค้ดเป็นแบบจำลอง ผลการประเมินแนวทางที่นำเสนอผ่านกรณีศึกษา 3 กรณี พบว่ากระบวนการวิศวกรรมไปข้างหน้ามีผลของอัตราการแปลงแบบจำลองเป็นโค้ดที่สูง โดยเฉพาะในส่วนของ Model (86.18-94.53%) และ Route (70.73-90.52%) โดยมีประสิทธิภาพที่ดีสอดคล้องกันทั้งในกรณีของซีเควล (มายซีเควล) และ โนซีเควล (มองโกดีบี) ขณะที่กระบวนการวิศวกรรมย้อนกลับให้ผลลัพธ์ความถูกต้องของการแปลงโค้ดเป็นแบบจำลองถึง 100% สำหรับโค้ดแบ็กเอนด์ในแต่ละรูปแบบการพัฒนา การดำเนินการนี้ช่วยลดระยะเวลาในการพัฒนาโค้ดอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งคงไว้ซึ่งเอกสารประกอบระบบผ่านการสร้างแบบจำลองโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้งานได้จริงสำหรับการพัฒนาและบำรุงรักษาแบ็กเอนด์ด้วยโหนดเจเอส
การจำแนกและการประเมินประสบการณ์ผู้ใช้จากบทวิจารณ์ของผู้ใช้โมไบล์แอปพลิเคชันโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง, จิราพร รามจุล
การจำแนกและการประเมินประสบการณ์ผู้ใช้จากบทวิจารณ์ของผู้ใช้โมไบล์แอปพลิเคชันโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง, จิราพร รามจุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การทำความเข้าใจประสบการณ์ของผู้ใช้ เป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของโมไบล์แอปพลิเคชัน งานวิจัยนี้นำเสนอวิธีการจำแนกบทวิจารณ์ของผู้ใช้ตามลักษณะของประสบการณ์ผู้ใช้ที่มีต่อโมไบล์แอปพลิเคชัน โดยใช้ทั้งอัลกอริทึมการเรียนรู้ของเครื่อง และการเรียนรู้เชิงลึก บทวิจารณ์ของผู้ใช้ถูกจำแนกตามมิติของประสบการณ์ผู้ใช้ในด้านการปฏิบัติและประสบการณ์ผู้ใช้ในด้านความเพลิดเพลิน ซึ่งประกอบด้วยลักษณะของประสบการณ์ผู้ใช้ทั้งหมด 8 รายการ ตามที่นิยามไว้ในแบบสอบถามประสบการณ์ผู้ใช้แบบสั้น ผลลัพธ์การจำแนกบทวิจารณ์ของผู้ใช้สามารถนำไปใช้ร่วมกับการวิเคราะห์ความรู้สึกจากบทวิจารณ์ เพื่อประเมินคะแนนประสบการณ์ผู้ใช้โดยรวมของโมไบล์แอปพลิเคชันได้อย่างอัตโนมัติ จากการทดลองประเมินประสิทธิภาพของโมเดลพบว่าเบิร์ต มีประสิทธิภาพดีกว่าซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชีน แรนดอมฟอเรสต์ และ ลอจิสติกรีเกรสชัน โดยมีค่าความเที่ยง เท่ากับ 80%, ค่าเรียกคืน เท่ากับ 74%, ค่าเอฟวัน เท่ากับ 76%, ค่าความแม่น เท่ากับ 78% และค่าเอยูซี เท่ากับ 0.94 นอกจากนี้ค่าคะแนนประสบการณ์ผู้ใช้โดยรวมของโมไบล์แอปพลิเคชันที่คำนวณได้มีค่าสหสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางถึงสูงเป็น 0.68 กับค่าคะแนนการจัดอันดับบนแอปสโตร์ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของการวิเคราะห์และประเมินคะแนนประสบการณ์ผู้ใช้อย่างอัตโนมัติในการเสริมสร้างคุณภาพของโมไบล์แอปพลิเคชันและความพึงพอใจของผู้ใช้
Aluminium-Doped And Carbon-Supported Zinc Oxide Ternary Composite Electrodes For Supercapacitor Applications, Abdulkadeem Sanni
Aluminium-Doped And Carbon-Supported Zinc Oxide Ternary Composite Electrodes For Supercapacitor Applications, Abdulkadeem Sanni
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Developing high-performance supercapacitor electrodes requires materials with optimized electrical conductivity, surface area, morphology, energy density, and cyclability. Herein, we report a facile hydrothermal synthesis of carbon nanotubes (CNTs)-supported Al-doped ZnO@CuO composite. Structural characterization reveals that Al doping and CuO incorporation can transform ZnO nanoflakes into nanorod/nanoflower heterostructures. The electrochemical analysis of the quaternary composite in a mixed electrolyte containing 2 M KOH, 0.2 M KFC, and 0.2 M KI exhibits a specific capacitance of 1860 F/g at 1 mV/s. The fabricated asymmetric supercapacitor (ASC) yields an energy density of 36 Wh/kg, a power density of 3502.8 W/kg at 30 mA/g, …
การวิเคราะห์ผลกระทบทางชีวกลศาสตร์ของการใช้เครื่องมือผูกในการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังแบบสั้นด้วยวิธีการทางไฟไนต์เอลิเมนต์, ณัฐภัทร วิริยะ
การวิเคราะห์ผลกระทบทางชีวกลศาสตร์ของการใช้เครื่องมือผูกในการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังแบบสั้นด้วยวิธีการทางไฟไนต์เอลิเมนต์, ณัฐภัทร วิริยะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการทดสอบผลกระทบของการใช้อุปกรณ์ผูกมัดที่มีการปรับแต่งแต่ละรูปแบบต่อการผ่าตัดเชื่อมข้อแบบสั้นบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอวด้วยวิธีการทางไฟไนต์เอลิเมนต์ โดยจำลองลักษณะของกระดูกสันหลังส่วนเอวตั้งข้อ L1-L5 ของมนุษย์ และจำลองลักษณะการผ่าตัดด้วยวิธีการเชื่อมข้อผ่านลักษณะการผ่าตัดแบบ Posterior lumbar interbody fusion หรือ PLIF และ Posterolateral lumbar fusion หรือ PLF ซึ่งเป็นเทคนิคการผ่าตัดที่ได้รับความนิยมในการรักษาในปัจจุบัน ซึ่งจะเปรียบผ่านการใส่และไม่ใส่อุปกรณ์ผูกมัดรูปแบบใหม่นี้ ผลการวิจัยนำเสนอผ่านปัจจัยทางชีวกลศาสตร์ที่สำคัญได้แก่ ความสามารถในการเคลื่อนไหว (Range of motion, ROM), ความดันภายในหมอนรองกระดูกสันหลัง (Intradiscal pressure, IDP) และ แรงที่กระทำบนข้อต่อ Facet (Facet joints force, FJF) ซึ่งสูงขึ้นเมื่อผ่านการผ่าตัดด้วยวิธีการดังกล่าว ผ่านการปรับแต่งของตำแหน่งการตรึง, แรงตรึงตั้งต้น และ ลักษณะการตรึง จากผลการวิจัยพบว่าการใช้อุปกรณ์ผูกมัดดังกล่าวประกอบกับการผ่าตัดทั้ง 2 รูปแบบสามารถลดผลกระทบทางชีวกลศาสตร์ได้มากกว่าการผ่าตัดแบบไม่ใช้อุปกรณ์ควบคู่ ซึ่งให้ผลที่แตกต่างกันตามแต่ลักษณะการปรับแต่งของอุปกรณ์ดังกล่าว ซึ่งการค้นพบดังกล่าวสามารถต่อยอดและสร้างความเข้าใจมากขึ้นถึงปัจจัยหรือผลกระทบการใช้อุปกรณ์ผูกมัดประกอบกับการผ่าตัดเชื่อมข้อของกระดูกสันหลังเพื่อประโยชน์สูงสุดของการผ่าตัดและการรักษาให้มีประสิทธิภาพ
การปรับปรุงประสิทธิภาพของการรังวัดหาตำแหน่งด้วยระบบดาวเทียมนำหน โดยใช้ระบบเสริมสัญญาณดาวเทียม Dfmc Sbas ในพื้นที่ประเทศไทย, พูนทรัพย์ ทะริ
การปรับปรุงประสิทธิภาพของการรังวัดหาตำแหน่งด้วยระบบดาวเทียมนำหน โดยใช้ระบบเสริมสัญญาณดาวเทียม Dfmc Sbas ในพื้นที่ประเทศไทย, พูนทรัพย์ ทะริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ระบบเสริมสัญญาณดาวเทียม (SBAS) เป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการรังวัดหาตำแหน่งด้วยระบบดาวเทียมนำทาง (GNSS) ที่ใช้งานในด้านการนำทางการบิน โดยเฉพาะการใช้งานในรูปแบบ Dual-Frequency Multi-Constellation (DFMC) ซึ่งอาศัยสัญญาณจากหลายระบบ GNSS เช่น GPS, GLONASS, Galileo และ BeiDou บนสองย่านความถี่ ช่วยลดผลกระทบจากความแปรปรวนของไอโอโนสเฟียร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม SBAS รุ่นที่ 1 ซึ่งถูกนำมาใช้ในประเทศไทย ยังคงมีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพในการปรับปรุงความถูกต้องของตำแหน่ง ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อข้อจำกัดนี้คือ ตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยซึ่งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความผันผวนของชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์สูง จากปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบ SBAS แบบ DFMC ในพื้นที่ของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นที่ตัวชี้วัดหลักคือ ความแม่นยำของตำแหน่ง และ ความพร้อมใช้งาน การวิเคราะห์ใช้ข้อมูลรังวัดจากสถานีภาคพื้นดินจำนวน 4, 8 และ 12 สถานีที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งเก็บข้อมูลในช่วงเวลา 4 ช่วง ได้แก่ วันที่ 1–7 มกราคม, 1–7 เมษายน, 1–7 สิงหาคม และ 1–7 ธันวาคม พ.ศ. 2566 ค่าปรับแก้ที่ได้จากการประมวลผลข้อมูลเหล่านี้ได้นำมาประมวลผลร่วมกับข้อมูล GNSS จากสถานีอ้างอิงถาวร (CORS) จำนวน 20 สถานีทั่วประเทศ ผลการศึกษาดังกล่าวพบว่า ค่าปรับแก้ที่ได้จากการใช้ข้อมูลจากสถานีภาคพื้นดิน 8 และ 12 สถานี ช่วยเพิ่มความแม่นยำของการรังวัดตำแหน่งแบบจุดเดี่ยวได้อย่างมีนัยสำคัญ และสอดคล้องกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้สำหรับการบินประเภท I (CAT-I) การศึกษานี้จึงถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการพัฒนาระบบ SBAS ที่เหมาะสมกับบริบททางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย
ผลกระทบของการอุดรอยต่อด้วยมอร์ตาร์ต่อการเหนี่ยวรั้งตามแกนของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงในสภาวะเพลิงไหม้, ปริญญา อภิปัญญาวงศ์
ผลกระทบของการอุดรอยต่อด้วยมอร์ตาร์ต่อการเหนี่ยวรั้งตามแกนของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงในสภาวะเพลิงไหม้, ปริญญา อภิปัญญาวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของการอุดรอยต่อบริเวณปลายแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงด้วยมอร์ตาร์ที่มีต่อการเหนี่ยวรั้งตามแกนของแผ่นพื้นในสภาวะเพลิงไหม้ โดยการทดสอบอัตราการทนไฟของตัวอย่างแผ่นพื้นที่มีความหนา 2 ค่า ได้แก่ 120 มม. และ 200 มม. ภายใต้น้ำหนักบรรทุกคงที่ร้อยละ 30 ของความต้านทานโมเมนต์ดัดของแผ่นพื้นที่อุณหภูมิปรกติ แผ่นพื้นสัมผัสเพลิงไหม้มาตรฐาน ISO 834 แบบด้านเดียวบริเวณท้องพื้นจนกระทั่งแผ่นพื้นเกิดการวิบัติ ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่า การอุดรอยต่อด้วยมอร์ตาร์สามารถลดการขยายตัวเหตุความร้อนของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงทั้ง 2 ความหนา ซึ่งแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ของการเหนี่ยวรั้งตามแกน และส่งผลให้อัตราการทนไฟเพิ่มขึ้น 21 % และ 300 % สำหรับแผ่นพื้นที่มีความหนา 120 มม. และ 200 มม. ตามลำดับ ผลการศึกษาดังกล่าวชี้ให้เห็นศักยภาพของมอร์ตาร์อุดรอยต่อในการเพิ่มสมรรถนะการทนไฟของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแผ่นพื้นที่มีความหนา 200 มม. นอกจากนี้ งานวิจัยนี้ยังให้ข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาแบบจำลองอย่างง่ายเพื่อใช้ทำนายพฤติกรรมการทนไฟของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงที่มีการอุดรอยต่อด้วยมอร์ตาร์ในรูปแบบอื่นที่แตกต่างไปอีกด้วย
การพัฒนาเท้าเทียมแบบไดนามิกที่ปรับค่าความแข็งสปริงได้สำหรับผู้พิการขาขาดในระดับกิจกรรมปานกลาง, ภูรินทร์ พิวัฒน์
การพัฒนาเท้าเทียมแบบไดนามิกที่ปรับค่าความแข็งสปริงได้สำหรับผู้พิการขาขาดในระดับกิจกรรมปานกลาง, ภูรินทร์ พิวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยในปัจจุบันมีผู้พิการขาขาดเพิ่มมากขึ้น โดยจากรายงานในปี พ.ศ.2560 ประเทศไทยมีผู้พิการขาขาดราว 40,000 คน แม้ว่าเท้าเทียมแบบ Solid Ankle Cushion Heel (SACH) ที่ใช้กันทั่วไปจะมีราคาที่ถูก ทว่าเท้าเทียมแบบนี้นั้นจะมีข้อเท้าที่แข็งทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเดินที่เป็นธรรมชาติ จึงทำให้เท้าเทียมแบบนี้เหมาะสมกับผู้พิการที่มีระดับกิจกรรมต่ำที่ต้องการความมั่นคงของเท้าเป็นหลัก แต่กลับไม่เหมาะสมนักกับผู้พิการที่มีระดับกิจกรรมปานกลางขึ้นไป เนื่องจากผู้พิการกลุ่มนี้มีความต้องการเท้าเทียมที่สามารถงอเพื่อสะสมพลังงาน และปลดปล่อยพลังงานได้เพื่อที่จะสามารถช่วยส่งเสริมการเดินให้ใกล้เคียงกับคนปกติ ซึ่งเท้าเทียมที่เหมาะสมกับผู้พิการกลุ่มนี้ก็จะต้องมีความแข็งสปริงเชิงมุมที่เหมาะสมตามแต่ปัจจัยต่าง ๆ ของผู้พิการแต่ละคน เช่น น้ำหนักตัว, ความชอบ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ งานวิจัยนี้จึงมีเป้าหมายที่จะพัฒนาเท้าเทียมที่มีความแข็งที่ปรับได้ในช่วงต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่หลากหลายเหล่านี้ โดยใช้เทคนิค Parametric optimization เพื่อออกแบบเท้าเทียมแบบไดนามิกที่มีช่วงความแข็งเฉพาะในบริเวณส้นเท้าและปลายเท้า ซึ่งเหมาะสมกับช่วงน้ำหนักและขนาดเท้าของผู้พิการ โครงสร้างหลักของเท้าเทียมถูกสร้างขึ้นโดยใช้วัสดุคอมโพสิตคาร์บอนไฟเบอร์เป็นหลัก เนื่องด้วยความแข็งแรงสูงและลักษณะน้ำหนักเบา ในงานวิจัยนี้ Finite Element Analysis (FEA) ถูกนำมาใช้เพื่อประเมินการเสียรูปและความแข็งของเท้าเทียมที่ออกแบบตามแนวทางมาตรฐานสากล ISO 10328 จากผลการทดสอบเท้าเทียมที่ออกแบบแสดงให้เห็นว่าเท้าเทียมที่ออกแบบมาสำหรับผู้พิการที่มีขนาดเท้า 26-27 ซม. และช่วงน้ำหนัก 60-80 กก. มีช่วงความแข็งที่เหมาะสมอยู่ที่ 9.97-13.31 Nm/degree ในบริเวณปลายเท้า และ 1.37-4.32 Nm/degree ในบริเวณส้นเท้า ซึ่งเหมาะสมสำหรับการใช้งานโดยผู้พิการที่มีระดับกิจกรรมปานกลางภายในช่วงน้ำหนักและขนาดเท้าตามที่ได้กำหนดไว้
การวัดปริมาณปรอทแบบไม่ทำลายบนท่อเหล็กกล้าด้วยเทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์, ปภาวรินท์ สามสี
การวัดปริมาณปรอทแบบไม่ทำลายบนท่อเหล็กกล้าด้วยเทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์, ปภาวรินท์ สามสี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวิธีการวัดปริมาณปรอทแบบไม่ทำลายบนท่อเหล็กกล้าด้วยเทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์ ปรอทมักพบในก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยทำให้สามารถสะสมบนผนังด้านในของท่อส่งก๊าซได้ เมื่อสิ้นสุดอายุ การรื้อถอนท่อจากทะเลจำเป็นต้องมีการตรวจวัดปริมาณปรอทตกค้างอยู่บนผนังท่อ ในงานวิจัยนี้ได้ใช้ทองคำ (Au) เป็นธาตุมาตรฐานแทนปรอท (Hg) เนื่องจากมีคุณสมบัติการดูดกลืนและการเปล่งรังสีเอกซ์คล้ายคลึงกัน รวมทั้งเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายด้านสุขภาพจากปรอท นอกจากนี้ทองคำยังมีความเสถียรมากกว่าปรอท อุปกรณ์ซึ่งใช้เทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์ที่นำเสนอประกอบด้วยต้นกำเนิดรังสีพลูโตเนียม-238 และหัววัดแคดเมียมเทลลูไรด์ (CdTe) โดยเริ่มต้นจากการวัดความเข้มของรังสีเอกซ์เฉพาะตัวเส้น Au Lα และ Au Lβ จากตัวอย่างแผ่นเหล็กที่ชุบทองคำที่มีทองคำความหนาต่าง ๆ กัน ซึ่งพบว่าความเข้มรังสีเอกซ์เฉพาะตัวทั้งสองมีค่าเพิ่มขึ้นตามความหนาของทองคำจนถึงค่าความหนาประมาณ 2 ไมครอน จากนั้นได้ทำการหาค่า Intensity correction factor เพื่อใช้สำหรับปรับแก้อัตรานับรังสีของทองคำเป็นอัตรานับรังสีของปรอทโดยใช้แผ่นโลหะทองคำและตะกั่ว ซึ่งได้ค่าเท่ากับ 0.936 และ 0.952 สำหรับเส้น Au Lα และ Au Lβ ตามลำดับ งานวิจัยนี้ยังได้นำเสนอแนวคิดของอุปกรณ์ต้นแบบที่สามารถนำไปใช้ในการวัดความหนาของปรอทในท่อลำเลียงได้อีกด้วย
Development Of Quaternized Poly(Vinyl Alcohol)/Chitosan/Two-Dimensional Molybdenum Disulfide Anion Exchange Membrane As A Separator For Electrochemical Processes, Nuttapon Suppanucroa
Development Of Quaternized Poly(Vinyl Alcohol)/Chitosan/Two-Dimensional Molybdenum Disulfide Anion Exchange Membrane As A Separator For Electrochemical Processes, Nuttapon Suppanucroa
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In response to the global shift toward the expansion of large-scale energy storage systems (ESSs), secondary zinc-air batteries (ZABs) have attracted significant attention as promising candidates for next-generation batteries due to their high energy density, cost-effectiveness, and safety. However, their long-term practical application is hindered by several challenges associated with the membrane separator, including the formation of resistive zinc oxide layers and low hydroxide-ion conductivity. These limitations are attributed to poor ion-selectivity, which impedes electrochemical reactions and degrades battery performance. To address these issues, this study developed a series of innovative membrane separators featuring quaternary ammonium (QA)-functionalized polyvinyl alcohol (PVA), …
การจำลองการจัดการเดินรถไฟฟ้าเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายกรณีศึกษารถไฟฟ้ามหานครสายสีน้ำเงิน, กันติชา มาชู
การจำลองการจัดการเดินรถไฟฟ้าเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายกรณีศึกษารถไฟฟ้ามหานครสายสีน้ำเงิน, กันติชา มาชู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเป็นเส้นทางการเดินรถหลักของกรุงเทพมหานคร มีระยะทางในการเดินรถทั้งหมด 48 กิโลเมตร และมีทั้งหมด 38 สถานีในปัจจุบันรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินได้มีการเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีอื่นเช่นสายสีม่วงและในอนาคตได้มีการเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีส้มจึงทำให้ผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเพิ่มขึ้นในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดลองเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเดินรถและวิเคราะห์ความเหมาะสมของการจัดการเดินรถของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินให้สอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นซึ่งงานวิจัยนี้ได้ทำตารางเดินรถด้วยโปรแกรมทรูไลน์ (Trueline)เพื่อจำลองการจัดการเดินรถงานวิจัยนี้พบว่าสถานการณ์ที่ 3 เป็นการจัดการเดินรถในช่วงระยะสั้นในช่วงสถานีห้วยขวางไปยังสถานีหัวลำโพงเป็นสถานการณ์ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุดในช่วงเวลา 07.00-08.00 น. มีจำนวนรถไฟฟ้าที่ใช้ในการเดินรถเพิ่มขึ้นจาก 18 ขบวนเป็น 32 ขบวน และสามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น 36,448 คน หรือ สามารถเพิ่มความจุของผู้โดยสารมากขึ้น 77.77 เปอร์เซ็นและเมื่อเปรียบเทียบกับการจัดการเดินรถในปัจจุบันสามารถลดค่า L.F. ที่สถานีห้วยขวางซึ่งเป็นสถานีที่มีค่า L.F.สูงสุดของจำนวนผู้โดยสารในปัจจุบันลดลงจาก 1.54 เหลือ 0.43,จำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 50 เปอร์เซ็นลดลงจาก 2.31 เหลือ 0.65 และ 100 เปอร์เซ็น ลดลงจาก 4.61 เหลือ 1.30 และในช่วง 08.00-09.00 น. มีจำนวนรถไฟฟ้าที่ใช้ในการเดินรถเพิ่มขึ้นจาก 18 ขบวนเป็น 26 ขบวน และ สามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น 29,614 คน หรือ สามารถเพิ่มความจุของผู้โดยสารมากขึ้น 44.44 เปอร์เซ็น และสามารถลดค่า L.F.ที่สถานีห้วยขวางของจำนวนผู้โดยสารในปัจจุบันลดลงจาก 1.30 เหลือ 0.43 , จำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 50 เปอร์เซ็นลดลงจาก 1.95 เหลือ 0.55 และ 100 เปอร์เซ็น ลดลงจาก 3.89 เหลือ 1.09
พฤติกรรมรับแรงอัดของเสาท่อเหล็กเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตจากเถ้าแกลบที่เสียหายจากเพลิงไหม้, กฤษฎา สุวรรณฉาย
พฤติกรรมรับแรงอัดของเสาท่อเหล็กเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตจากเถ้าแกลบที่เสียหายจากเพลิงไหม้, กฤษฎา สุวรรณฉาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการรับแรงอัดของเสาท่อเหล็กเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตจากเถ้าแกลบก่อนและหลังได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ โดยมุ่งวิเคราะห์ผลกระทบของอุณหภูมิสูงต่อกำลังรับแรงอัดตรงศูนย์ของเสาท่อเหล็กเติมด้วยคอนกรีต ซึ่งเป็นวัสดุผสมที่ผสานจุดเด่นของเหล็กและคอนกรีตไว้ด้วยกัน การศึกษาประกอบด้วยการเตรียมชิ้นงานเสาท่อเหล็กกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 165 มม. และ 112 มม. ความสูง 300 มม. และ 200 มม. เติมด้วยคอนกรีตจากปูนซีเมนต์และเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตที่ใช้มีส่วนผสมของเถ้าแกลบและเถ้าลอยคิดเป็นร้อยละ 60 และ 40 ตามลำดับ ได้แบ่งกลุ่มเพื่อทดสอบการรับแรงอัดตรงศูนย์ใน 3 สภาวะ ได้แก่ สภาวะที่ไม่ผ่านการเผาไฟ และภายหลังการเผาไฟที่อุณหภูมิตามมาตรฐาน ISO-834 เป็นเวลา 90 และ 120 นาที ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า เสาท่อเหล็กเติมด้วยจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตที่ไม่ผ่านทดสอบเพลิงไหม้มีพฤติกรรมคล้ายกับเสาท่อเหล็กเติมคอนกรีตจากปูนซีเมนต์ และกำลังรับแรงอัดของชิ้นงานลดลงตามระยะเวลาในการเผาไฟ โดยชิ้นงานที่เผาไฟ 90 นาที ยังคงมีกำลังรับแรงอัดคงค้างเฉลี่ยประมาณ 50–70% ของสภาวะปกติ ในขณะที่ตัวอย่างที่เผาไฟ 120 นาที มีกำลังคงค้างเฉลี่ยลดลงเหลือประมาณ 30–50% ทั้งนี้ชิ้นงานขนาดใหญ่มีแนวโน้มสูญเสียกำลังน้อยกว่าชิ้นงานขนาดเล็ก งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตจากเถ้าแกลบในการใช้ทดแทนคอนกรีตปูนซีเมนต์สำหรับโครงสร้าง และสนับสนุนการใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในการพัฒนาโครงสร้างที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ผลกระทบของการอบอ่อนซ้ำระหว่างอุณหภูมิวิกฤตต่อโครงสร้างจุลภาค และคุณสมบัติทางกลของเหล็กกล้าดูอัลเฟส, วิชยุตม์ ชูเมือง
ผลกระทบของการอบอ่อนซ้ำระหว่างอุณหภูมิวิกฤตต่อโครงสร้างจุลภาค และคุณสมบัติทางกลของเหล็กกล้าดูอัลเฟส, วิชยุตม์ ชูเมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในการศึกษานี้ ได้มีการประยุกต์การอบอ่อนซ้ำระหว่างอุณหภูมิวิกฤตเพื่อปรับเปลี่ยนสมบัติทางกลของเหล็กกล้าดูอัลเฟสที่มีส่วนผสม 0.107%C-2.39%Mn-0.453%Si ผลการอบอ่อนซ้ำระหว่างอุณหภูมิวิกฤต (IC2) ถูกตรวจสอบโดยการสังเกตโครงสร้างจุลภาค การทดสอบแรงดึงและการทดสอบความแข็งแบบวิกเกอร์ แล้วจึงเปรียบเทียบผลกับชิ้นงานที่อบอ่อนระหว่างอุณหภูมิวิกฤตครั้งเดียว (IC1) โดยพบว่าการเพิ่มอุณหภูมิการอบอ่อนระหว่างอุณหภูมิวิกฤตส่งผลให้ความเค้นคราก ความต้านทานแรงดึง และความแข็งเพิ่มขึ้นในขณะที่ความเหนียวลดลงเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณมาร์เทนไซต์เป็นหลัก หลังจาก IC2 ส่งผลให้ชิ้นงานมีขนาดเกรนเฟร์ไรต์และปริมาณมาร์เทนไซต์ลดลงเล็กน้อย และจากผลการทดสอบแรงดึงพบว่า IC2 สามารถเพิ่มความเหนียวโดยไม่ส่งผลให้ความแข็งแรงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากผลลัพธ์ที่ได้บ่งบอกว่าสามารถใช้วิธีการอบอ่อนซ้ำระหว่างอุณหภูมิวิกฤต เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติทางกลของเหล็กกล้าดูอัลเฟสได้ โดยไม่เพิ่มความซับซ้อนให้กับกระบวนการผลิตมากเกินไป
การประมาณความเร็วคลื่นเฉือนของชั้นดินด้วยวิธีคลื่นผิวแบบพาสซีฟที่คำนึงถึงองค์ประกอบในแนวราบของคลื่น, สิรีธร ปัชชา
การประมาณความเร็วคลื่นเฉือนของชั้นดินด้วยวิธีคลื่นผิวแบบพาสซีฟที่คำนึงถึงองค์ประกอบในแนวราบของคลื่น, สิรีธร ปัชชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิธีที่นิยมใช้ในการสำรวจชั้นดินเพื่อการออกแบบสิ่งปลูกสร้างได้แก่การสำรวจด้วยวิธีตอกหยั่งมาตรฐาน ซึ่งแม้จะให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ แต่มีค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการดำเนินการพอสมควร ด้วยเหตุนี้การสำรวจชั้นดินเบื้องต้นด้วยวิธีวิเคราะห์คลื่นผิวดินแบบพาสซีฟจึงได้รับความสนใจมากขึ้นเนื่องจากสามารถทำได้อย่างรวดเร็วภายใต้ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก การสำรวจด้วยคลื่นผิวดินประกอบด้วยการบันทึกสัญญาณคลื่นในสนามแล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างเส้นโค้งการกระจายของคลื่นเฉือน (Shear Wave Dispersion Curve) โดยทั่วไปการวิเคราะห์ดังกล่าวจะพิจารณาเพียงคลื่นในแนวดิ่งจึงมีเงื่อนไขในการคำนวณน้อยทำให้ประสบปัญหาความไม่เป็นเอกลักษณ์ของคำตอบและส่งผลต่อความแม่นยำของการทำนาย ในการศึกษานี้จึงเสนอแนวทางการวิเคราะห์แบบผสมผสานโดยพิจารณาทั้งคลื่นในแนวราบและแนวดิ่งเพื่อเพิ่มเงื่อนไขในการคำนวณ ทำให้การวิเคราะห์มีความแน่นอนมากขึ้น เนื่องจากคลื่นทั้งสองแนวตอบสนองต่อคุณสมบัติเชิงกลของชั้นดินในลักษณะที่แตกต่างกัน เมื่อทดลองใช้วิธีการที่ได้พัฒนานี้กับคลื่นผิวดินที่ตรวจวัดจากภาคสนามเพื่อสร้างภาพตัดความเร็วคลื่นเฉือนของชั้นดินแล้วนำไปเปรียบเทียบกับผลการทดสอบจากวิธีดาวน์โฮลและครอสโฮล พบว่าวิธีการดังกล่าวสามารถทำนายภาพตัดความเร็วคลื่นเฉือนได้อย่างแม่นยำ
การจำลองผลกระทบจากพลาสมาแอคทูเอเตอร์ต่อการไหลของอากาศรอบโครงสร้าง, นฤสรณ์ ฐาน์กาญจน์
การจำลองผลกระทบจากพลาสมาแอคทูเอเตอร์ต่อการไหลของอากาศรอบโครงสร้าง, นฤสรณ์ ฐาน์กาญจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การไหลของอากาศรอบโครงสร้างทรงกระบอกกลมเป็นปัญหาที่ได้รับความสนใจมาอย่างยาวนานในกลศาสตร์ของไหล ซึ่งมักก่อให้เกิดการสั่นที่เกิดจากการไหลของอากาศ (flow-induced vibrations) และแรงทางอากาศพลศาสตร์ที่แปรผันตามเวลา อาจนำไปสู่ปัญหาการสั่นและความเสียหายรุนแรงของโครงสร้าง งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาศักยภาพของพลาสมาแอคทูเอเตอร์ (Plasma Actuator) ในการควบคุมการไหลดังกล่าว ผ่านการจำลองเชิงตัวเลขด้วยโปรแกรม OpenFOAM โดยประยุกต์ใช้แบบจำลอง Suzen สำหรับการคำนวณสนามไฟฟ้าและความหนาแน่นประจุจากพลาสมา และใช้วิธี Reynolds-Averaged Navier-Stokes (RANS) ร่วมกับแบบจำลองความปั่นป่วน k-ω SST ในการแก้สมการของไหลในกระบวนการจำลอง ได้พัฒนาและดัดแปลงตัวแก้สมการ (solver) เพื่อให้สามารถคำนวณศักย์ไฟฟ้าและความหนาแน่นประจุในหลายตัวกลางได้อย่างถูกต้อง โดยยืนยันความถูกต้องของ solver ด้วยกรณีศึกษาทางทฤษฎี จากนั้นจำลองการติดตั้งพลาสมาแอคทูเอเตอร์บนทรงกระบอกในตำแหน่ง ±90° แล้วศึกษาผลกระทบที่มีต่อความถี่ (St), สัมประสิทธิ์แรงต้าน (CD) และแรงแนวขวางผันผวน (C’l)ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า พลาสมาแอคทูเอเตอร์มีประสิทธิภาพในการลดแรงต้านได้สูงสุดถึง 25% และลดแรงแนวขวางผันผวนได้ 8% ที่เลขเรย์โนลด์ต่ำ (6.3×10³) และศักย์ไฟฟ้า 8 kV อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพลดลงเมื่อเลขเรย์โนลด์เพิ่มขึ้น และแทบไม่ส่งผลกับความถี่ในการสั่นของวอร์เท็กเช็ดดิง (vortex shedding) แสดงให้เห็นว่าพลาสมาแอคทูเอเตอร์เหมาะสำหรับการควบคุมการไหลที่เลขเรย์โนลด์ต่ำ ผลการวิจัยนี้สนับสนุนความเป็นไปได้ของการประยุกต์ใช้พลาสมาแอคทูเอเตอร์ในการควบคุมการไหลรอบโครงสร้างขนาดเล็ก โดยเฉพาะในสภาวะการไหลที่มีเลขเรย์โนลด์ต่ำ
การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการจัดการแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่หมดอายุการใช้งานจากการติดตั้งบนหลังคา: กรณีศึกษา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, รสสุคนธ์ สิงห์สม
การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการจัดการแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่หมดอายุการใช้งานจากการติดตั้งบนหลังคา: กรณีศึกษา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, รสสุคนธ์ สิงห์สม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคารสำนักงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมพลังงานสะอาดในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม เมื่อแผงพลังงานแสงอาทิตย์หมดอายุการใช้งาน อาจก่อให้เกิดของเสียในปริมาณมากซึ่งส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) คาดการณ์ปริมาณของเสียจากแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่หมดอายุซึ่งติดตั้งบนหลังคาอาคารของ กฟภ. และ (2) ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากแนวทางการจัดการของเสียด้วยวิธีต่าง ๆ โดยใช้ระเบียบวิธีการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment: LCA) แบบ Gate to Gate ด้วยโปรแกรม SimaPro และวิธีการ ReCiPe 2016 จากข้อมูลการติดตั้งในปี พ.ศ. 2564 และ 2567 คาดว่าจะเกิดของเสียรวมประมาณ 932.01 ตัน ในช่วงปี พ.ศ. 2589–2592 โดยประกอบด้วยวัสดุหลัก เช่น กระจก อะลูมิเนียม ซิลิกอน และทองแดง ซึ่งมีศักยภาพในการนำกลับมาใช้ใหม่ในอัตราสูง ผลการประเมินเปรียบเทียบ 3 แนวทาง ได้แก่ การฝังกลบ (S0) การอบแยกด้วยความร้อน (S1) และการบำบัดด้วยเคมี (S2) พบว่าแนวทาง S0 ซึ่งเป็นแนวทางปัจจุบันก่อให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมสูงที่สุด โดยเฉพาะด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ที่ดิน และความเป็นพิษทางทะเล ขณะที่แนวทาง S1 และ S2 มีแนวโน้มลดผลกระทบโดยรวมได้ดีกว่า โดยเฉพาะ S1 ที่ให้ผลกระทบต่ำที่สุดในหลายหมวดหมู่หลักข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทยและ กฟภ. ได้แก่ การจัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการของเสียแผงพลังงานแสงอาทิตย์ การดำเนินโครงการนำร่องการรีไซเคิล การส่งเสริมการใช้วัสดุรีไซเคิลในประเทศ และการสนับสนุนกลไกความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) ทั้งนี้ควรสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และแนวทางเศรษฐกิจ BCG ของประเทศ เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนทั้งด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
การใช้แสงไฟในเวลากลางคืนจากดาวเทียม คาดการณ์การใช้น้ำประปาของประเทศไทย, เจษฎายุทธ ไกรนรา
การใช้แสงไฟในเวลากลางคืนจากดาวเทียม คาดการณ์การใช้น้ำประปาของประเทศไทย, เจษฎายุทธ ไกรนรา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้นำเสนอการใช้ประโยชน์จากภาพถ่ายแสงไฟในเวลากลางคืนจากดาวเทียม (Night time light) และข้อมูลอื่น ๆ จากดาวเทียม มาเปรียบเทียบความสัมพันธ์กับการใช้น้ำประปา (ปริมาณน้ำจำหน่าย) ของจังหวัดต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยวิธีการหาความสัมพันธ์ของปริมาณน้ำจำหน่ายกับข้อมูลที่ได้จากดาวเทียม เปรียบเทียบกับ ความสัมพันธ์ของปริมาณน้ำจำหน่าย กับข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมรายจังหวัด (GPP) จำนวนประชากรรายจังหวัด (POP) โดยการประยุกต์ใช้โปรแกรม QGIS แปลงข้อมูลจากดาวเทียม ได้แก่ ค่าแสงไฟในเวลากลางคืน (NTL) ค่าพื้นที่เมือง (URBAN) และค่าอุณหภูมิพื้นผิวในเวลากลางวัน (TEMP_DAY) ออกมาเป็นตัวเลขค่าเฉลี่ยรายจังหวัด เมื่อนำผลลัพธ์ที่ได้มาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณน้ำจำหน่ายกับข้อมูลที่ได้จากดาวเทียม พบว่าข้อมูลที่ได้จากดาวเทียมสามารถใช้เป็นตัวแทนของข้อมูลจากภาครัฐได้ค่อนข้างดี คือสามารถใช้เป็นตัวได้จำนวน 3 กลุ่มจังหวัด คิดเป็นร้อยละ 28 ของทั้งประเทศ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าแสงไฟในเวลากลางคืน และข้อมูลอื่น ๆ จากดาวเทียมสามารถนำมาเป็นตัวชี้วัดและนำมาใช้ประโยชน์ในการวางแผนการขยายระบบประปาในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำสำคัญ: แสงไฟในเวลากลางคืน (Nighttime Light), การใช้น้ำประปาของประเทศไทย
กรอบการจำลองเพื่อประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงานและกลยุทธ์ด้านราคาของบริการแท็กซี่ในเขตเมือง, ธีรัช รักษ์เถา
กรอบการจำลองเพื่อประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงานและกลยุทธ์ด้านราคาของบริการแท็กซี่ในเขตเมือง, ธีรัช รักษ์เถา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การบริหารจัดการระบบแท็กซี่ในเขตเมืองมีความซับซ้อนและต้องรองรับปัจจัยหลายด้าน เช่น ความต้องการของผู้โดยสาร การกระจายตัวของรถแท็กซี่ กลยุทธ์ด้านราคา และประเภทของพาหนะ การประเมินผลกระทบจากตัวแปรเหล่านี้อย่างเป็นระบบจึงมีความสำคัญต่อการวางแผนทั้งในระดับผู้ประกอบการและภาครัฐ งานวิจัยนี้นำเสนอกรอบการจำลองที่สามารถประเมินประสิทธิภาพของระบบแท็กซี่ภายใต้เงื่อนไขที่แตกต่างกัน โดยใช้ข้อมูลจากบริการแท็กซี่ในนครนิวยอร์ก (NYC TLC Dataset) เป็นกรณีศึกษา ตัวแปรหลักที่นำมาทดลอง ได้แก่ ขนาดของฟลีทรถ รูปแบบโครงสร้างราคาค่าโดยสาร และประเภทของยานพาหนะ (รถยนต์สันดาปภายในและยานยนต์ไฟฟ้า) ผลการทดลองแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรกับประสิทธิภาพของระบบในด้านต่าง ๆ เช่น อัตราการตอบสนองงาน อัตราการใช้งานแท็กซี่ เวลาว่าง รายได้สุทธิ และต้นทุนการดำเนินการนอกจากนี้ ยังเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์จากระบบจำลองกับวิธีการทางสถิติแบบดั้งเดิม พบว่าระบบจำลองให้ผลที่ใกล้เคียงกับสภาพจริงมากกว่า โดยสามารถสะท้อนผลกระทบของการตัดสินใจในระดับปฏิบัติการได้อย่างชัดเจน กรอบการจำลองที่พัฒนาขึ้นนี้ให้ข้อมูลเชิงปฏิบัติแก่ผู้ประกอบการฟลีทรถแท็กซี่และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อนำไปใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแท็กซี่ กลยุทธ์ในการดำเนินงาน และความยั่งยืนทางการเงิน
Social Acceptance, Well-Being, And The Desire To Start A Family Of Lgbtq+ People In Thailand, Wirunphat Manitsorasak
Social Acceptance, Well-Being, And The Desire To Start A Family Of Lgbtq+ People In Thailand, Wirunphat Manitsorasak
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Despite Thailand’s image as a “living paradise” for LGBTQ+ individuals, empirical research on social acceptance and family formation remains limited. Public discourse has questioned whether the growing visibility of LGBTQ+ populations may contribute to the national fertility decline. Given this context, this study focuses on LGBTQ+ individuals and explores three dimensions: (1) societal tolerance toward LGBTIQAN+ individuals and sexual diversity, (2) public attitudes toward LGBTIQAN+ parenting, and (3) the well-being and family formation intentions of LGBTQ+ individuals. Employing a quantitative approach, the study draws on two data sources: (1) secondary data from three waves of the World Values Survey (2007, …
“ความบ้าในเหตุผล” และ “เหตุผลในความบ้า” ในประวัติศาสตร์ความบ้าของมิเชล ฟูโกต์, นิธิศ ธรรมแสงอดิภา
“ความบ้าในเหตุผล” และ “เหตุผลในความบ้า” ในประวัติศาสตร์ความบ้าของมิเชล ฟูโกต์, นิธิศ ธรรมแสงอดิภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และประเมินข้อวิพากษ์ของมิเชล ฟูโกต์ ที่มีต่อปรัชญาของเรอเน เดส์การ์ตส์ ในประเด็นเกี่ยวกับความบ้าและเหตุผล โดยมุ่งอภิปรายให้เห็นว่าฟูโกต์วิพากษ์ระเบียบของเหตุผลของเดส์การ์ตส์ที่กีดกันความบ้าออกจากการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลอย่างไร และความบ้าทำให้แลเห็นข้อจำกัดของระบบเหตุผลของเดส์การ์ตส์อย่างไร โดยมุ่งวิเคราะห์ข้อเสนอของฟูโกต์ในตัวบทประวัติศาสตร์ความบ้าในตัวบทดังกล่าว ฟูโกต์วิพากษ์ระเบียบของเหตุผลของเดส์การ์ตส์ที่กีดกันความบ้าออกจากการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลว่า ในการให้เหตุผลเพื่อตั้งข้อสงสัยต่อความไม่แน่นอนของการรับรู้ทางผัสสะใน Meditations on First Philosophy เดส์การ์ตส์มิได้หลบเลี่ยงอันตรายของความบ้าในแนวทางเดียวกันกับที่ใช้หลบเลี่ยงอันตรายของความไม่แน่นอนทางผัสสะอื่น ๆ เช่น ความฝัน ในกรณีความฝัน เดส์การ์ตส์มีข้อเสนอแก่องค์ประธานผู้สืบสอบในการตรวจสอบภายในตนเองว่ากำลังหลับฝันอยู่หรือไม่ ขณะที่ในกรณีความบ้า ข้อเสนอในการตรวจสอบตนเองขององค์ประธานผู้สืบสอบที่เดส์การ์ตส์เสนอ คือ การเปรียบเทียบกับสิ่งภายนอก คือ คนอื่น ๆ ที่เป็นคนบ้า โดยหากองค์ประธานแสดงออกแบบเดียวกันกับเหล่าคนบ้า องค์ประธานย่อมบ้าไม่ต่างจากคนเหล่านั้น ความบ้าจึงถูกปฏิบัติด้วยการเบียดขับให้เป็นอื่นจากองค์ประธานในห่วงโซ่ระเบียบเหตุผลอันแตกหักจากความบ้าด้วยการกีดกันความบ้าออกจากระเบียบดังกล่าว ทำให้ความบ้ากลายเป็นสิ่งที่ไม่เป็นเหตุผลภายในระเบียบเหตุผล ด้วยการดำเนินงานของเหตุผล ความบ้ากลายเป็นเหตุผลในการดำรงอยู่ของเหตุผล องค์ประธานผู้ปรารถนาจะมีเหตุผลตามเกณฑ์ของเดส์การ์ตส์ไม่อาจบ้าได้ แม้มนุษย์ยังสามารถบ้าได้ก็ตาม ด้วยเหตุนี้ ในทรรศนะของฟูโกต์ ความบ้าทำให้แลเห็นข้อจำกัดของระบบเหตุผลของเดส์การ์ตส์ที่ไม่อาจเป็นระบบได้ เพราะมีการแตกหักอย่างรุนแรง ณ กึ่งกลางของห่วงโซ่ระเบียบเหตุผล นั่นคือ เหตุการณ์กีดกันความบ้า ทำให้ห่วงโซ่ระเบียบเหตุผลไม่อาจเรียงร้อยได้อย่างสมบูรณ์
แนวคิดของจูดิธ บัตเลอร์เรื่องเพศสภาวะการแสดงและการโอบรับกลุ่มผู้ข้ามเพศ, พันธุ์เอก เซียะสมาน
แนวคิดของจูดิธ บัตเลอร์เรื่องเพศสภาวะการแสดงและการโอบรับกลุ่มผู้ข้ามเพศ, พันธุ์เอก เซียะสมาน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมบทสนทนาเชิงวิพากษ์ระหว่างกลุ่มผู้ข้ามเพศกับกลุ่มต่อต้านเพศสภาวะในขบวนการสตรีนิยม โดยมุ่งหวังให้เกิดพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนความเห็นที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ วิทยานิพนธ์นี้เสนอให้แนวคิดเรื่องเพศสภาวะการแสดงซึ่งมีบทบาทสำคัญในปรัชญาสตรีนิยมและทฤษฎีเควียร์ ทำหน้าที่เป็นกรอบทฤษฎีกลางเพื่ออธิบายและเชื่อมโยงความเข้าใจของทั้งสองฝ่าย การศึกษาเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์แนวคิดพื้นฐานเรื่องการแบ่งแยกระหว่างเพศสรีระ และเพศสภาวะเพื่อวางรากฐานในการทำความเข้าใจประเด็นเกี่ยวกับผู้ข้ามเพศ ต่อจากนั้น ผู้วิจัยได้สำรวจบริบททางสังคมและประวัติศาสตร์ของการรับรู้เกี่ยวกับผู้ข้ามเพศ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นสำคัญจากองค์ความรู้ด้านการแพทย์และจิตวิทยาในศตวรรษที่ 20 ควบคู่ไปกับการศึกษาทัศนะของกลุ่มสตรีนิยมแบบถอนรากถอนโคน โดยเน้นการวิเคราะห์ผลงานของเจนิซ จี เรย์มอนด์ เพื่อทำความเข้าใจฐานคิดของกลุ่มที่คัดค้านแนวคิดเรื่องเพศสภาวะ ในส่วนถัดมาวิทยานิพนธ์จะนำเสนอปรัชญาผู้ข้ามเพศผ่านการวิเคราะห์งานเขียนของจูเลีย เซราโน ก่อนจะประยุกต์ใช้แนวคิดเพศสภาวะการแสดงเพื่อวิพากษ์และประเมินข้อถกเถียงสำคัญที่มักปรากฏในการแลกเปลี่ยนระหว่างสองกลุ่มดังกล่าว โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจอันลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อความหลากหลายทางเพศในบริบทของสตรีนิยมร่วมสมัย
The Discursive Construction Of Thai Tom's Identities Via Interview: A Case Of Betty's Story Youtube Channel, Krongkwan Siri
The Discursive Construction Of Thai Tom's Identities Via Interview: A Case Of Betty's Story Youtube Channel, Krongkwan Siri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The representation of Thai toms—individuals assigned female at birth who embrace a masculine identity and sexually attracted to women—become more visible in new media since it provides space for them to share their identity and desire. This research investigates the discursive construction of Thai toms’ identities in the “Talk with Betty” interview-based show broadcasted on YouTube, using Conversation Analysis as a framework. It aims to examine the discursive construction of Thai tom’s identities in interview show and gender ideologies that underpin this construction. The data were drawn from selected 14 video clips of “Talk with Betty” interview show from 2020 …
ความรักก่อนสมรสและการจัดการอารมณ์ในนิตยสาร คู่สร้างคู่สม ทศวรรษ 2520 ถึงทศวรรษ 2530, พลอยสิริ คำโสภา
ความรักก่อนสมรสและการจัดการอารมณ์ในนิตยสาร คู่สร้างคู่สม ทศวรรษ 2520 ถึงทศวรรษ 2530, พลอยสิริ คำโสภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อรูปแบบและคุณค่าของความรักก่อนสมรสของหนุ่มสาวชนบทที่อพยพเข้าสู่กรุงเทพมหานครในช่วงทศวรรษ 2520 ถึงทศวรรษ 2530 โดยใช้ข้อเขียนในนิตยสาร คู่สร้างคู่สม จำนวน 288 ฉบับ เพื่อวิเคราะห์การให้ความหมายและการให้คุณค่าต่อความรักในเชิงสังคมและวัฒนธรรม รวมถึงบทบาทของความรักต่อการจัดการอารมณ์ และการสร้างความเป็นหญิงและความเป็นชาย วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ใช้แนวคิดประวัติศาสตร์อารมณ์ โดยอาศัยแนวคิดชุมชนทางอารมณ์ และประวัติศาสตร์เพศสภาพ โดยวิทยานิพนธ์ฉบับนี้สำรวจ 4 ประเด็น ได้แก่ วิถีชีวิตในเมืองใหญ่ ความสัมพันธ์ของชายหญิงในช่วงแสวงหาความรัก ช่วงพัฒนาความสัมพันธ์ และช่วงผิดหวังในความรัก เพื่ออธิบายความเชื่อมโยงระหว่างอารมณ์ เพศสภาพ และความเป็นมหานคร คำถามการวิจัยของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ คือ หญิงและชายชนบทในมหานคร ช่วงทศวรรษ 2520-2530 ให้คุณค่าและความหมายต่อความรักอย่างไร พวกเขาใช้ภาษาในการสื่อสารอารมณ์และความรู้สึกในห้วงเวลาแห่งความรักอย่างไร นอกจากนี้หญิงและชายอพยพมีมโนทัศน์ความรัก และมีประสบการณ์ทางอารมณ์อย่างไร ตลอดจนปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมในทศวรรษ 2520 ถึงทศวรรษ 2530 ส่งผลต่ออารมณ์ และความรักของชายหญิงอพยพอย่างไร วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เสนอว่า พัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมไทยในช่วงทศวรรษ 2520 ถึงทศวรรษ 2530 ส่งผลให้ชายหญิงชนบทที่อพยพเจ้าสู่มหานครต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ห่างไกลจากครอบครัวและชุมชนเดิม ความอ้างว้างและเดียวดายที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตในมหานครกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความรักและคนรักได้รับคุณค่าในฐานะเพื่อนคู่คิด ซึ่งมีรสนิยมและทัศนคติที่สอดคล้องกัน และสามารถแสดงความปรารถนาส่วนบุคคลได้อย่างเท่าเทียม ความรักก่อนสมรสจึงทำหน้าที่บรรเทาความเหงาในเมืองใหญ่ และเปิดพื้นที่ให้คู่รักสามารถจินตนาการถึงความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจ ความภักดี และการเป็นเจ้าของซึ่งกันและกัน ความรักในบริบทนี้จึงเป็นการตอบสนองต่อเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่แรงงานหนุ่มสาวชนบทต้องเผชิญในมหานคร
แนวคิดทรานส์ฮิวแมนนิสม์กับการขยายนิคมสู่อวกาศในบันเทิงคดีและเกมแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัย, ขชล แก้วประดิษฐ์
แนวคิดทรานส์ฮิวแมนนิสม์กับการขยายนิคมสู่อวกาศในบันเทิงคดีและเกมแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัย, ขชล แก้วประดิษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการเปลี่ยนผ่านมนุษย์ของแนวคิดทรานส์ฮิวแมนนิสม์และเพื่อศึกษาการเปลี่ยนผ่านด้านร่างกาย ประชาน และที่อยู่อาศัย เพื่อขยายนิคมสู่อวกาศในงานบันเทิงคดีและเกมแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัยคัดสรรจำนวนสี่เรื่อง ได้แก่ นวนิยาย Alphanauts (2006) โดย J. Brian Clarke ภาพยนตร์ Avatar (2009) กำกับโดย James Cameron ภาพยนตร์ Space Sweepers (2021) กำกับโดย Jo Sung-Hee และเกม Mass Effect: Legendary Edition (2023) กำกับโดย Casey Hudson ผลการวิจัยสรุปได้ว่าการขยายนิคมสู่อวกาศในบันเทิงคดีและเกมแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัยสัมพันธ์กับสภาพการเปลี่ยนผ่านมนุษย์ กล่าวคือ พื้นที่อวกาศเป็นช่องทางสำหรับการธำรงเผ่าพันธุ์มนุษย์ ผู้เสริมสมรรถภาพทางกายและจิตใจเพื่อปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมอันตรายและภัยคุกคามจากต่างดาว การใช้เทคโนโลยีสร้างสภาพการเปลี่ยนผ่านมนุษย์ให้พ้นข้อจำกัดพื้นฐานตามธรรมชาติและมนุษย์ภาวะเปรียบได้กับการวิวัฒนาการครั้งใหม่ของมนุษย์ การศึกษากลุ่มตัวบทเปิดเผยว่าความสำเร็จในการวิวัฒนาการนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านด้านร่างกาย ประชานและที่อยู่อาศัยร่วมกัน กล่าวคือ การอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพื่อบูรณาการร่างกายและจิตใจ เพื่อยกระดับมนุษย์เป็นผู้กระทำที่มีความสามารถในการรับรู้อย่างลึกซึ้ง ผู้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างกลมกลืน การพัฒนาสิ่งแวดล้อมโดยใช้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนผ่านเผ่าพันธุ์มนุษย์สู่สิ่งมีชีวิตเชิงนิเวศที่เรียนรู้และปรับตัวเพื่อให้ดำรงอาศัยในอวกาศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงสภาวะปลีกแยกระหว่างร่างกายกับจิตใจ การลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ และการครอบครองระบบนิเวศอย่างเบ็ดเสร็จ
Interdisciplinary Research Collaboration In Digital History: Impact Of Classification On The Evaluation Of Publications, Papatsara Arsa
Interdisciplinary Research Collaboration In Digital History: Impact Of Classification On The Evaluation Of Publications, Papatsara Arsa
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The interdisciplinary nature of digital history presents challenges in retrieving and evaluating publications within scholarly communities. This research investigates the impact of classification on the evaluation of digital history research, collaboration patterns, and barriers to interdisciplinary collaboration. The study employs a scoping review of 109 publications from academic online databases and interviews with fifteen experts from eleven countries. Findings reveal that digital history can be identified within the academic landscape through distinct characteristics of scholarly communication, including publication venues, researcher affiliations, natural and controlled vocabularies, information-seeking behaviors, and publication practices. The study employs a pragmatist perspective, analyzing metadata to conceptualize …
การสั่นคลอนขั้วตรงข้ามในการ์ตูนโทรทัศน์ชุดโคนันเดอะซีรีส์, สุธาสินี ไชยธนะพัชร์
การสั่นคลอนขั้วตรงข้ามในการ์ตูนโทรทัศน์ชุดโคนันเดอะซีรีส์, สุธาสินี ไชยธนะพัชร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสั่นคลอนขั้วตรงข้าม (Binary Oppositions) 3 ขั้ว ได้แก่ ชาย-หญิง ความเป็นกลุ่ม-ความเป็นปัจเจก และผู้ใหญ่-เด็กที่ปรากฏในการ์ตูนโทรทัศน์ชุด โคนันเดอะซีรีส์ ปีที่ 1-5 ของบริษัททีเอ็มเอส เอ็นเตอร์เทนเมนต์ (1996-1999) ฉบับพากย์ไทยรวมถึงศึกษาบริบทของสังคมญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับตัวบท จากการศึกษาพบว่าตัวบทพยายามนำเสนอให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของขั้วอำนาจรองในการท้าทายและสั่นคลอนขนบวรรณกรรมแนวสืบสวนสอบสวนและบริบทวัฒนธรรมญี่ปุ่นดั้งเดิมอันเป็นบรรทัดฐานที่มีอยู่ในสังคม กล่าวคือในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นเปิดรับอิทธิพลตะวันตกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ ทัศนคติที่มีต่อค่านิยมดั้งเดิมของคนในสังคมบางกลุ่มได้เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ แนวคิดเรื่องปัจเจกนิยม หรือ ทัศนคติที่มีต่อเด็ก ส่งผลให้เกิดการพลิกขั้วที่ปรากฏในตัวบท ได้แก่ การพลิกขั้วของเพศหญิง แนวคิดปัจเจกนิยมและเด็ก อย่างไรก็ตามการพลิกขั้วที่ปรากฏในตัวบทมีทั้งการพลิกขั้วที่ล้มเหลวของเพศหญิงและแนวคิดปัจเจกนิยมเนื่องจากกระบวนการพลิกขั้วของตัวละครทำให้ตัวละครกลายเป็นอาชญากรที่เป็นอันตรายจึงต้องถูกกำจัดออกจากสังคม ในขณะเดียวกันตัวบทก็นำเสนอการพลิกขั้วของเด็กที่ประสบความสำเร็จ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นการพลิกขั้วอย่างเบ็ดเสร็จแต่ก็เป็นการเพิ่มพื้นที่ให้เด็กในวรรณกรรมแนวสืบสวนสอบสวนมากขึ้น การพลิกขั้วที่มีทั้งล้มเหลวและสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นว่า ขนบและบริบททางวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นบางอย่างยังคงมีอิทธิพลอยู่อย่างไม่อาจปฏิเสธได้
การทูตของศาสตราจารย์ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ค.ศ. 1917 - 1969: การปรับตัวและการประสานผลประโยชน์ระหว่างประเทศมหาอำนาจและการเมืองภายในของประเทศไทยในยุคแห่งความผันผวน, วิรัช ศรีพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) ทรงเป็นนักการทูตที่ทรงงานยาวนานกว่า 5 ทศวรรษ พระปรีชาสามารถทางการทูตเป็นที่กล่าวขานในวงการการทูตและผู้ศึกษาประวัติศาสตร์การทูตไทยว่า ทรงยึดผลประโยชน์ของประเทศเหนือสิ่งอื่นใด หากแต่ยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับบทบาทและวิธีการทางการทูตของพระองค์ท่านที่ครอบคลุมระยะเวลาที่ทรงงานทางการทูต วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการทูตของพระองค์ ซึ่งการที่พระองค์สามารถทรงงานได้อย่างยาวนานเกิดจากพระปรีชาสามารถที่ทรงรู้จักวิธีการปรับตัวต่อสถานการณ์และบริบททางการเมืองที่ผันผวนทั้งภายในและต่างประเทศ อนึ่ง การทรงงานทางการทูตอย่างยาวนานส่งผลให้เกิดเครือข่ายทางการเมืองและการทูตที่กลายเป็นแรงสนับสนุนให้พระองค์ทรงมีบทบาททางการทูตอย่างต่อเนื่อง วิทยานิพนธ์ฉบับนี้แบ่งการศึกษาเป็น 3 ช่วง ตามช่วงเวลาการทรงงาน ได้แก่ (1) ค.ศ. 1917 - 1938 ซึ่งเป็นเส้นทางการทูตของพระองค์จากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (2) ค.ศ. 1938 - 1946 ซึ่งเป็นช่วงการทรงงานกับจอมพล ป. พิบูลสงครามและการที่พระองค์ทรงเป็นที่ไว้วางใจของรัฐบาลไทยโดยทรงเป็นผู้แทนในการเจรจาครั้งสำคัญ ๆ (3) ค.ศ. 1946 - 1969 ซึ่งทรงงานกับรัฐบาลจอมพล ป. (ช่วงต้นของระบบโลกสองขั้ว) ถึงการทรงงานร่วมกับจอมพลถนอม กิตติขจร ในช่วงระบบโลกเริ่มคลายความตึงเครียด (Détente) นอกจากนี้ งานวิจัยนี้มุ่งที่จะเติมเต็มการศึกษาประวัติบุคคลทางการทูตและประวัติศาสตร์การทูตจากทรรศนะของประเทศเล็กอีกด้วย
การพัฒนาแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (Bim) ด้วยเครื่องสแกนเลเซอร์สามมิติเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานของศาลเจ้าโรงเกือก : กรณีศึกษาการประเมินผลกระทบจากอุทกภัย, ปริฉัตร กานต์จารุรัตน์
การพัฒนาแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (Bim) ด้วยเครื่องสแกนเลเซอร์สามมิติเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานของศาลเจ้าโรงเกือก : กรณีศึกษาการประเมินผลกระทบจากอุทกภัย, ปริฉัตร กานต์จารุรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาการพัฒนาแบบจำลองสารสนเทศอาคารด้วยเครื่องสแกนเลเซอร์สามมิติเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานของศาลเจ้าโรงเกือก กรณีศึกษาการประเมินผลกระทบจากอุทกภัย เนื่องจากปัจจุบันศาลเจ้าโรงเกือก แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร กำลังประสบปัญหาการทรุดโทรมและมีปัญหาน้ำท่วมขังอยู่บ่อยครั้ง ผู้วิจัยจึงจัดทำแบบจำลองอาคารสารสนเทศ โดยการเก็บข้อมูลจากเครื่องสแกนเลเซอร์สามมิติข้อมูลที่ได้จะอยู่ในรูปแบบจุดพิกัดสามมิติ ผลลัพธ์ที่ได้ข้อมูลมีค่าความถูกต้องเท่ากับ 2.9 มิลลิเมตร ซึ่งอยู่ในระดับความถูกต้องที่เชื่อถือได้ตามเกณฑ์งานสำรวจชั้น 3 ตามมาตรฐานของ FGCC1989 จากนั้นผู้วิจัยจึงนำข้อมูลมาพัฒนาเป็นแบบจำลองสารสนเทศอาคารโดยมีมาตรฐานรายละเอียดของแบบจำลองที่ระดับ 200 ซึ่งสามารถแสดงโครงสร้างทั่วไปของอาคาร เพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลแบบจำลองความสูงเชิงเลขและข้อมูลน้ำท่วมขังจากสำนักระบายน้ำกรุงเทพมหานคร ซึ่งแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ 0.1 0.3 0.5 0.8 และ 1 เมตร โดยอ้างอิงจากข้อมูลหมุดวงรอบที่มีค่าระดับความสูงต่ำสุดในพื้นที่ศึกษาเพื่อใช้ในการประมาณค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น ผลการศึกษาพบว่าที่ระดับ 0.1 เมตร พื้นที่เสียหายมีขนาด 197.79 ตร.ม. ระดับ 0.3 เมตร พื้นที่เสียหายมีขนาด 477.43 ตร.ม และตั้งแต่ระดับน้ำท่วมขัง 0.5 เมตรขึ้นไปถึง 1 เมตร พื้นที่เสียหายเท่ากันรวมพื้นที่ประมาณ 987.33 ตร.ม. ค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นที่ระดับ 0.1 เมตร เท่ากับ 44,502.75 บาท ที่ระดับ 0.3 และ 0.5 เมตร เพิ่มขึ้นจากระดับ 0.1 เมตร ประมาณร้อยละ 141.43 และร้อยละ 732.58 ตามลำดับ จากนั้นความเสียหายจะคงที่จนถึงที่ระดับน้ำท่วม 0.8 เมตร และเพิ่มขึ้นอีกประมาณร้อยละ 802.78 ที่ระดับ 1 เมตร เนื่องจากการประมาณราคาของงานระบบไฟฟ้าที่เพิ่มเข้ามา โดยข้อมูลประมาณค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น สามารถนำไปวางแผนเพื่อปรับปรุง ก่อสร้างหรือซ่อมแซมให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลหรืองานอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้ รวมถึงการวางแผนการป้องกันเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานได้ดียิ่งขึ้น
Symmetries And Integrable Systems, Sen-Yue Lou, Bao-Feng Feng
Symmetries And Integrable Systems, Sen-Yue Lou, Bao-Feng Feng
School of Mathematical & Statistical Sciences Faculty Publications
Symmetry plays key roles in modern physics especially in the study of integrable systems because of the existence of infinitely many local and nonlocal generalized symmetries. In addition to the fundamental role to find exact group invariant solutions via Lie point symmetries, some important new developments on symmetries and conservation laws are reviewed. The recursion operator method is important to find infinitely many local and nonlocal symmetries of (1+1)-dimensional integrable systems. In this paper, it is pointed out that a recursion operator may be obtained from one key symmetry, say, a residual symmetry. For (2+1)-dimensional integrable systems, the master-symmetry approach …
Structure Of Fine Selmer Groups In Abelian P-Adic Lie Extensions, Debanjana Kundu, Filippo Alberto Edoardo Nuccio Mortarino Majno Di Capriglio, Sujatha Ramdorai
Structure Of Fine Selmer Groups In Abelian P-Adic Lie Extensions, Debanjana Kundu, Filippo Alberto Edoardo Nuccio Mortarino Majno Di Capriglio, Sujatha Ramdorai
School of Mathematical & Statistical Sciences Faculty Publications
This paper studies fine Selmer groups of elliptic curves in abelian p -adic Lie extensions. A class of elliptic curves are provided where both the Selmer group and the fine Selmer group are trivial in the cyclotomic Z p -extension. The fine Selmer groups of elliptic curves with complex multiplication are shown to be pseudonull over the trivializing extension in some new cases. Finally, a relationship between the structure of the fine Selmer group for some CM elliptic curves and the Generalized Greenberg's Conjecture is clarified.
Displaced Worker Angst And Far Right Populism, Thomas E. Lambert
Displaced Worker Angst And Far Right Populism, Thomas E. Lambert
Faculty and Staff Scholarship
Background
Nothing causes more anguish and frustration than downward social mobility such as that experienced by less-educated workers and especially by displaced workers. Those who lose economic status lose more than income because they become so socially isolated that they are further frustrated through loneliness (Case and Deaton 2020). Hanna Arendt points out that lonely men are susceptible to authoritarian influence (1973, p. 475).
There is yet another aspect to the downward social mobility of low skilled men, namely that they are losing ground not only relative to social norms but also relative to the wages of low-skilled women. In …