Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (27442)
- Social and Behavioral Sciences (20721)
- Arts and Humanities (18351)
- Education (15031)
- Life Sciences (14360)
-
- Physical Sciences and Mathematics (14107)
- Law (11462)
- Engineering (9780)
- Medical Specialties (9378)
- Medical Sciences (6511)
- Business (5465)
- Higher Education (4919)
- Public Health (4517)
- Psychology (4123)
- Religion (3672)
- Computer Sciences (3530)
- History (3323)
- Sociology (3182)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2908)
- Diseases (2846)
- Oncology (2771)
- Earth Sciences (2668)
- Environmental Sciences (2581)
- Nursing (2551)
- Biomedical Informatics (2530)
- Plant Sciences (2476)
- Bioinformatics (2346)
- Library and Information Science (2122)
- Curriculum and Instruction (2094)
- Communication (2090)
- Institution
-
- The Texas Medical Center Library (6220)
- University of South Florida (5368)
- Brigham Young University (2771)
- University of Nebraska - Lincoln (2725)
- Mississippi State University (2591)
-
- University of Kentucky (2582)
- Chulalongkorn University (2450)
- Association of Arab Universities (2155)
- University of Montana (1976)
- Walden University (1885)
- University of New Hampshire (1743)
- Washington University School of Medicine (1696)
- Utah State University (1695)
- Liberty University (1643)
- Georgia Southern University (1586)
- Louisiana State University (1551)
- University of Texas Rio Grande Valley (1510)
- University of New Mexico (1467)
- University of Arkansas, Fayetteville (1349)
- Universitas Indonesia (1339)
- City University of New York (CUNY) (1326)
- University of Plymouth (1300)
- San Jose State University (1295)
- University of Memphis (1240)
- New Jersey Institute of Technology (1236)
- University of Mississippi (1236)
- Singapore Management University (1226)
- Nova Southeastern University (1222)
- Edith Cowan University (1185)
- Technological University Dublin (1176)
- Keyword
-
- Humans (5347)
- COVID-19 (1795)
- Animals (1385)
- ICTS (Institute of Clinical and Translational Sciences) (1346)
- Female (1227)
-
- Education (1118)
- Mice (1025)
- Male (867)
- Undergraduate (833)
- United States (770)
- Adult (687)
- Child (648)
- Mental health (648)
- Machine learning (612)
- Social Work (599)
- Social policy and social work (574)
- University Faculty (574)
- Higher education (565)
- Research (535)
- Retrospective Studies (534)
- Leadership (510)
- Climate change (497)
- Gender (495)
- Students (491)
- Sustainability (479)
- African American Families (455)
- Depression (453)
- Artificial intelligence (430)
- English (424)
- Diversity (415)
- Publication
-
- Faculty, Staff and Student Publications (3805)
- Theses and Dissertations (3326)
- Bird Observer (2909)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (1956)
- Faculty, Staff and Students Publications (1891)
-
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1755)
- Faculty Publications (1678)
- 2020-Current year OA Pubs (1672)
- IGC Proceedings (1977-2023) (1442)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (1308)
- Ornitología Neotropical (1219)
- Dissertations (1180)
- Electronic Theses and Dissertations (1169)
- Insights: The Newsletter of the Neal A. Maxwell Institute for Religious Scholarship (1068)
- Research outputs 2022 to 2026 (1048)
- 2023 Decisions (1018)
- Doctoral Dissertations and Projects (1011)
- Defensive Publications Series (932)
- Documents (841)
- Faculty Scholarship (763)
- Articles (745)
- Honors Theses (704)
- Theses (689)
- Civil Matter Files (640)
- Photographs (609)
- Food and Machinery (599)
- Research Collection School Of Computing and Information Systems (539)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (524)
- Historic Natchez Foundation (496)
- Journal of Engineering Research (492)
- Publication Type
Articles 158761 - 158790 of 163175
Full-Text Articles in Entire DC Network
ประสิทธิภาพของระบบรับแจ้งความออนไลน์เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ปรัชญาพร บุญทูล
ประสิทธิภาพของระบบรับแจ้งความออนไลน์เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ปรัชญาพร บุญทูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐก่อนและหลังการใช้ระบบรับแจ้งความออนไลน์เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งการสำรวจปัญหาและอุปสรรคเพื่อพัฒนาเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อไป การศึกษาครั้งนี้นับว่าเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการวิจัยทางเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยคำถามแบบกึ่งโครงสร้าง โดยเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ บุคลากรสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน และประชาชนผู้เสียหายจากคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ขณะเดียวกันผู้วิจัยได้ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาพรรณนาบรรยายข้อมูลภายใต้กรอบแนวคิดที่กำหนดขึ้น ผลการวิจัยพบว่า ระบบรับแจ้งความออนไลน์เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีก่อให้เกิดประสิทธิภาพการบริการภาครัฐ กล่าวคือ กระบวนการทำงานที่มีแบบแผนมีขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานมากขึ้น ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดของมนุษย์ มีการใช้เทคนิควิธีที่เอื้อต่อการปฏิบัติงานให้ถูกต้อง รวดเร็ว อีกทั้งเป็นการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนผู้เสียหายสามารถแจ้งเหตุได้ทุกที่และทุกเวลา อันก่อให้เกิดความพึงพอใจต่อผู้รับบริการ นอกจากนี้ การลงทุนในการพัฒนาระบบ e-Service นี้จะส่งผลให้เกิดความคุ้มค่าในระยะยาว ทั้งนี้ ปัญหาอุปสรรคที่ค้นพบ อาทิ การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลที่ยังไม่สมดุลกับปริมาณคดี ความไม่เสถียรของระบบ การสื่อสารและประชาสัมพันธ์การใช้งานระบบยังไม่ครอบคลุมกับประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ยังมีข้อจำกัดในทางกฎหมายอยู่บ้าง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ควรได้รับการแก้ไขเพื่อให้การบริการประชาชนและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินไปอย่างไร้รอยต่อ
ซีรีส์เรื่อง D.P. (Deserter Pursuit) กับระบบการเกณฑ์ทหารของเกาหลีใต้, ปัญญวัชร์ วัชรกาฬ
ซีรีส์เรื่อง D.P. (Deserter Pursuit) กับระบบการเกณฑ์ทหารของเกาหลีใต้, ปัญญวัชร์ วัชรกาฬ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วัฒนธรรมในระบบการเกณฑ์ทหารของกองทัพประเทศเกาหลีใต้ ผ่านการวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่อง Deserter Pursuit ศึกษาจุดแข็งจุดอ่อนของค่านิยมและวัฒนธรรมอันทำให้เกิดการกระทำความผิด การหนีทหาร และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกองทัพเกาหลีใต้ ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพเชิงเอกสารและสื่อภาพยนตร์เป็นหลัก โดยเน้นในส่วนของวัฒนธรรม และค่านิยมของคนเกาหลีใต้ มาประกอบการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า บทของภาพยนตร์เรื่อง Deserter Pursuit อาจเป็นเครื่องมือของผู้กำกับและอุตสาหกรรมภาพยนตร์เชิงสะท้อนสังคม ในการตีแผ่ภาพลักษณ์ด้านลบของกองทัพ แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวนั้นก็ทำให้กองทัพในฐานะตัวแสดงของรัฐ มีท่าทีโต้ตอบ ในแบบของการแก้ไขเพิ่มเติมนโยบาย ข้อกฎหมาย ทางความมั่นคงของประเทศ เพื่อแสดงให้เห็นว่ากองทัพเกาหลีใต้สามารถปรับปรุง เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของการเข้ารับราชการทหารให้อยู่ในกรอบของสิทธิมนุษยชน มีมนุษยธรรมภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย จึงนับเป็นความท้าทายทั้งต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์สะท้อนสังคมและกองทัพเกาหลีใต้ ที่ต้องเดินหน้าปรับปรุงนโยบายเพื่อให้สามารถรักษาดุลยภาพระหว่างความมั่นคงแห่งชาติและสิทธิมนุษยชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของกองทัพบกเพื่อภารกิจด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย, พรพิมล แก้วแท้
การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของกองทัพบกเพื่อภารกิจด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย, พรพิมล แก้วแท้
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันกิจการอวกาศมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และยังเป็นส่วนหนึ่งในพลังอำนาจสำคัญที่สามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้หลากหลายมิติ โดยเฉพาะในงานด้านความมั่นคงที่ใช้อวกาศเป็นหนึ่งในสนามรบสมัยใหม่เพื่อแสวงหาประโยชน์ กองทัพบกเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ได้นำเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ในงานด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย เพื่อให้รับกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน งานวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของกองทัพบกเพื่อใช้ในงานด้านความมั่นคงโดยเฉพาะในงานข่าวกรอง ลาดตระเวน และการเฝ้าตรวจบริเวณชายแดน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์บุคลากรในกองทัพบกที่มีความเชี่ยวชาญและเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศ โดยผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีอวกาศถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง เพื่อการปกป้องตนเองจากภัยคุกคาม และเป็นการแสดงให้เห็นว่ากองทัพบกได้พัฒนารูปแบบการรบให้มีศักยภาพในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ครอบคลุมทุกมิติ
เครือข่ายนโยบายและการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษากรณีศึกษาจังหวัดระยอง (เขตพื้นที่อุตสาหกรรม) และจังหวัดศรีสะเกษ (เขตพื้นที่เกษตรกรรม), พรพรรณ ศรีกมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาการบริหารจัดการพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา กรณีศึกษาจังหวัดระยอง (เขตพื้นที่อุตสาหกรรม) และจังหวัดศรีสะเกษ (เขตพื้นที่เกษตรกรรม) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์กระบวนการนโยบายสาธารณะพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ในการกำหนดนโยบาย การนำนโยบายไปปฏิบัติ และการประเมินผลนโยบาย 2) วิเคราะห์ การมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการบริหาร พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 3) วิเคราะห์ความสำเร็จ ปัญหา อุปสรรค และแนวทาง ในการพัฒนาการบริหารจัดการพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจำนวน 20 คน ผลการวิจัยพบว่า การดำเนินงานพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาในทั้งสองจังหวัด ประสบความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และกระจายอำนาจ โดยมีปัจจัยความสำเร็จ ได้แก่ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถานศึกษา และชุมชน การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน การพัฒนาบุคลากร การมีส่วนร่วม ของชุมชน และการใช้เทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานยังมีอุปสรรค เช่น การขาดความต่อเนื่องของนโยบายและงบประมาณ การขาดแคลนบุคลากร ที่มีความเชี่ยวชาญ และการเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำกัด การวิจัยครั้งนี้เสนอแนะแนวทาง ในการพัฒนาการบริหารจัดการพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา โดยเน้นการสร้างความร่วมมือ จากทุกภาคส่วน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การพัฒนา ศักยภาพของบุคลากร การสร้างแรงจูงใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรม การพัฒนาระบบข้อมูล และการกระจายอำนาจ โดยคำนึงถึงบริบทและความต้องการของพื้นที่เป็นสำคัญ
การยืนกรานในการอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ในการดำเนินยุทธศาสตร์การต่างประเทศของจีน, พสุพิชญ์ ดิษฐบรรจง
การยืนกรานในการอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ในการดำเนินยุทธศาสตร์การต่างประเทศของจีน, พสุพิชญ์ ดิษฐบรรจง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้มุ่งศึกษาถึงเหตุผลเบื้องหลังการที่จีนยืนหยัดที่จะใช้การอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ (South China Sea: SCS) ซึ่งเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงระหว่างนโยบายต่างประเทศของจีนกับการเมืองภายในประเทศและยุทธศาสตร์ทางภูมิรัฐศาสตร์ การยืนหยัดในสิทธิทางประวัติศาสตร์ที่ฝังรากลึกนี้เป็นหัวใจสำคัญของท่าทีที่เด็ดขาดของจีนในภูมิภาค ทั้งยังสะท้อนถึงความทะเยอทะยานในภูมิรัฐศาสตร์ของจีนที่ขยายตัวอีกด้วย งานวิจัยนี้จึงแบ่งออกเป็นสี่ส่วนหลักที่อธิบายมุมมองต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงเหตุผลและปัจจัยของการอ้างสิทธิ์ของจีนอย่างยาวนาน และศึกษาวิวัฒนาการของนโยบายต่างประเทศจีนที่เกี่ยวข้องกับทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เกิดความตึงเครียดกับฟิลิปปินส์และประเทศอื่นๆในข้อขัดแย้ง ที่จีนยังคงใช้เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์เพื่อสนับสนุนอธิปไตยของตน แม้คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการในปี 2016 จะยืนยันว่าข้อเรียกร้องของจีนขัดต่อกฎหมายทะเลของสหประชาชาติ แต่จีนก็ยังยึดมั่นในข้ออ้างของตนอย่างแข็งกร้าว นำไปสู่การศึกษาการเมืองภายในของจีนตั้งแต่ยุคการเปลี่ยนผ่านผู้นำของจีนอย่างหูจิ่นเทาจนถึงสมัยยุคปัจจุบันของสีจิ้นผิง โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงทางอุดมการณ์และยุทธวิธีทางการเมืองของผู้นำจีนคนปัจจุบันที่มุ่งรวมอำนาจโดยเชื่อมโยงการเมืองภายในกับนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวในทะเลจีนใต้ การกระทำเชิงรุกที่อ้างสิทธิเหนือดินแดนนี้แสดงถึงความพยายามสร้างความชอบธรรมทางการเมืองของจีนภายในประเทศและยุทธศาสตร์ความเป็นผู้นำของสีจิ้นผิง ผ่านการปลุกกระแสชาตินิยมและเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์เพื่อสร้างการสนับสนุนจากสาธารณชนและเสริมสร้างฐานอำนาจ กลยุทธ์นี้สะท้อนท่าทีของนโยบายต่างประเทศจีนที่ไม่ยอมถอยในประเด็นทะเลจีนใต้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติก็ตาม โดยสรุปสารนิพนธ์นี้จึงสรุปถึงปัจจัยของการยืนยันในการอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ทางทะเลจีนใต้จากประโยชน์ที่จีนได้รับ เช่น การควบคุมทรัพยากรทางทะเล การใช้ลัทธิชาตินิยมเพื่อรวบรวมการสนับสนุนจากสาธารณชน และการรักษาเสถียรภาพของพรรคคอมมิวนิสต์จีน การอ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้นำจีนใช้เพื่อรวมอำนาจ สารนิพนธ์นี้ผสานการวิเคราะห์ระหว่างนโยบายต่างประเทศ การเมืองภายใน และยุทธศาสตร์ความเป็นผู้นำ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างครอบคลุมว่าทำไมจีนยังคงยืนหยัดในข้ออ้างทางประวัติศาสตร์ของตนในทะเลจีนใต้ โดยแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยภายในและความทะเยอทะยานระหว่างประเทศของจีนที่ทำให้ข้อเรียกร้องนี้ยังคงเป็นประเด็นสำคัญต่อไป
บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านการสาธารณสุขกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย, พิชญ์พล วราภรณ์นิลอุบล
บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านการสาธารณสุขกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย, พิชญ์พล วราภรณ์นิลอุบล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษา บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านการสาธารณสุขกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย โดยอธิบายการสร้างบรรทัดฐานระหว่างประเทศขององค์การระหว่างประเทศ ซึ่งนอกจากจะสร้างบรรทัดฐานแล้ว องค์การระหว่างประเทศยังผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตาม ประเทศที่นำบรรทัดฐานเหล่านี้ไปปฏิบัติจะต้องพบเจอกับการปะทะระหว่างบรรทัดฐานเดิมกับบรรทัดฐานใหม่ รวมถึงการถกเถียงจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย สารนิพนธ์ฉบับนี้เน้นวิเคราะห์อิทธิพลขององค์การระหว่างประเทศในฐานะผู้สร้างบรรทัดฐานระหว่างประเทศต่อการกำหนดนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทย จากการศึกษาพบว่า บรรทัดฐานระหว่างประเทศซึ่งได้รับการผลักดันโดยองค์การอนามัยโลกก่อให้เกิดความสำเร็จในการจัดตั้งหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่เข้มแข็ง ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้มงวด แต่ผลลัพธ์ของการนำนโยบายที่เข้มงวดมาบังคับใช้กลับไม่ได้มีประสิทธิภาพดังที่หน่วยงานสาธารณสุขคาดหวังไว้ ทำให้หน่วยงานเหล่านี้ต้องการเพิ่มระดับความเข้มงวดในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งความพยายามดังกล่าวอาจมองได้ว่าใช้ต้นทุนมากจนเกินไป และสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังอาจขัดกับบรรทัดฐานระหว่างประเทศในด้านอื่น โดยเฉพาะด้านการค้า ทั้งนี้ช่วงทศวรรษ 2020 ปัญหาเรื่องนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกทำให้เป็นประเด็นการเมือง ปรากฏเห็นด้วยว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มคัดค้านกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น ทำให้เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลไทยในการจัดการปัญหาภายในประเทศ ควรอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยจะต้องทบทวนความคุ้มค่าของการกำหนดนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกครั้ง โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพตามหลัก SAFER เพื่อหามาตรการที่คุ้มทุนและมีประสิทธิผล การนำหลัก SAFER มาประยุกต์ใช้กับการออกแบบนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศจะหยั่งผลได้ดีกว่าเพื่อส่งเสริมทั้งการสาธารณสุขและเศรษฐกิจ
ปัญหาและอุปสรรคในการขออยู่ต่อในราชอาณาจักร กรณีมีเหตุจำเป็นทางธุรกิจ : กรณีศึกษา กองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, ภัครดา ดีประดับ
ปัญหาและอุปสรรคในการขออยู่ต่อในราชอาณาจักร กรณีมีเหตุจำเป็นทางธุรกิจ : กรณีศึกษา กองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, ภัครดา ดีประดับ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษา เรื่อง ปัญหาและอุปสรรคในการขออยู่ต่อในราชอาณาจักร กรณีมีเหตุจำเป็นทางธุรกิจ : กรณีศึกษา กองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีจุดประสงค์เพื่อศึกษา ปัญหาและอุปสรรคในการยื่นขออยู่ต่อในราชอาราจักร กรณีมีเหตุจำเป็นทางธุรกิจ ในทัศนะของคนต่างด้าวและคนไทยที่เป็นผู้เข้ารับบริการและเพื่อนำเสนอปัญหาและอุปสรรคที่พบเจอในขั้นตอนการยื่นขออยู่ต่อในราชอาณาจักรประเภทธุรกิจ โดยจากการสัมภาษณ์และการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง พบว่า 1.ด้านทักษะภาษาของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้ข้อมูลมีการตกหล่นจากการที่ไม่สามารถอธิบาย ก่อให้เกิดความยุ่งยากในการดำเนินการและให้ข้อมูลอย่างชัดเจน 2.ด้านสถานที่ในการให้บริการสถานที่การให้บริการมีขนาดเล็กและไม่เพียงพอที่จะรองรับผู้เข้ามาใช้บริการจำนวนมาก ทำให้เกิดความแออัดและยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของหน่วยงานอีกด้วย รวมไปถึงอำนวยความสะดวกอาจไม่เพียงพอต่อการรองรับจำนวนผู้เข้ามาใช้บริการ 3.ขั้นตอนในการต่อวีซ่าทำงานมีความซับซ้อนและต้องการเอกสารจำนวนมากและต้องยื่นในรูปแบบกระดาษ รวมไปถึงขั้นตอนการรับคิวที่ซ้ำซ้อน การพิจารณาหลายขั้นตอนรวมไปถึงระยะเวลารอผลวีซ่า ในการขั้นตอนการตรวจสอบเอกสาร นอกจากการยื่นเอกสารในการขออยู่ต่อตามรายการที่กำหนดแล้ว เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยังสามารถใช้ดุลยพินิจในการเรียกขอเอกสารเพิ่มเติม4. ด้านจำนวนบุคลากร เนื่องจากผู้เข้ารับบริการต่อวันเมื่อเทียบกับจำนวนเจ้าหน้าที่แล้วนั้นไม่เพียงพอต่อการให้บริการได้อย่างรวดเร็ว หากเคาน์เตอร์บริการเปิดไม่ครบทุกเคาน์เตอร์ ส่งผลให้ทั้งเจ้าหน้าที่ที่ต้องแบกรับภาระในการตรวจเอกสารเพิ่มขึ้น โดยข้อเสนอแนะ ได้แก่ 1. แยกแถวหรือคิวสำหรับบริษัทเอเจ้นท์ต่างๆที่มายื่นขอต่อวีซ่าให้กับชาวต่างชาติหลายคนใน1ครั้ง เพื่อลดการเสียเวลาในการมารอคิวตั้งแต่เช้าเพื่อรอต่อคิวบริษัทเอเจ้นท์ต่างๆที่ยื่นเอกสารหลายคน 2. ขยายจุดให้บริการ เนื่องจากจำนวนผู้เข้าใช้บริการค่อนข้างหนาแน่นช่วงวันจันทร์-ศุกร์ ทำให้พื้นที่ไม่เพียงพอที่จะรองรับผู้มาใช้บริการ 3.การเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบเอกสารเพื่อทำให้กระบวนการยื่นขออยู่ต่อมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น 4.ควรมีการชี้แจงเอกสารเงื่อนไขในการยื่นขออยู่ต่ออย่างชัดเจนรวมไปถึงขั้นตอนกระบวนการในการขออยู่ต่อเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียเวลาจากการเดินทางกลับไปกลับมาและได้รับข้อมูลที่เที่ยงตรง 5.เพิ่มทักษะทางด้านภาษาอังกฤษให้กับเจ้าหน้าที่ 6.ขยายประเภทวีซ่าที่สามารถทำในระบบออนไลน์ได้เพื่อลดความแออัดและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มาติดต่อเหมือนเช่นประเทศเกาหลี
หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านไซเบอร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับออสเตรเลีย, พีรทร พิทักษ์เกียรติยศ
หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านไซเบอร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับออสเตรเลีย, พีรทร พิทักษ์เกียรติยศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านไซเบอร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับออสเตรเลีย โดยอาศัยกรอบทฤษฎีสัจนิยมคลาสสิคใหม่ เพื่อนำมาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงที่ช่วยส่งเสริมให้สหรัฐฯ ตัดสินใจเลือกออสเตรเลียเป็นส่วนสำคัญในยุทธศาสตร์ความมั่นคงระดับภูมิภาค รวมถึงการส่งเสริมให้ออสเตรเลียก้าวขึ้นมาเป็นรัฐที่มีขีดความสามารถทางไซเบอร์ขั้นสูง ผลการศึกษาพบว่า ความร่วมมือด้านไซเบอร์ระหว่างสหรัฐฯ กับออสเตรเลีย เกิดจากความร่วมมือด้านความมั่นคงที่มีมายาวนานและเป็นไปอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และเนื่องด้วยสหรัฐฯ ประสบกับภัยคุกคามจากมหาอำนาจในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิกที่ต้องการก้าวขึ้นมามีอิทธิพลเหนือสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯ ต้องหันกลับมาให้ความสำคัญแก่พันธมิตรดั้งเดิมในภูมิภาคโดยเฉพาะออสเตรเลีย การที่สหรัฐฯ สนับสนุนขีดความสามารถด้านไซเบอร์ให้แก่ออสเตรเลีย เป็นไปเพื่อให้ทั้งสหรัฐฯ และออสเตรเลียสามารถตอบสนองภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ปัจจัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตกรณีศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, วรกานต์ สุ้นกี้
ปัจจัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตกรณีศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, วรกานต์ สุ้นกี้
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัย เรื่อง ปัจจัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต กรณีศึกษาสำนักงานเลขาธิการ สภาการศึกษา มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา 2 ข้อ ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่งเสริม การเรียนรู้ตลอดชีวิตของนักวิชาการศึกษา ในสำนักนโยบายและแผนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา และ (2) เสนอแนวทางในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับนักวิชาการศึกษาในสำนักนโยบายและแผนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ อาศัยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างโดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ เป็นนักวิชาการศึกษาจำนวน 14 คน จากสำนักนโยบายและแผนการศึกษา ผลจากการศึกษาพบว่า ภาพรวมนักวิชาการศึกษามีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีความตื่นตัวในการเรียนรู้ อย่างไรก็ตามพบข้อจำกัดในด้านของเวลาและภาระงานที่ส่งผลให้สถานการณ์การเรียนรู้ตลอดชีวิตทำให้ภาพรวมของการเรียนรู้ตลอดชีวิตอยู่ในระดับปานกลาง นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยส่งเสริม การเรียนรู้ตลอดชีวิตของบุคลากรในสำนักนโยบายและแผนการศึกษาสำนักงานเลขาธิการ สภาการศึกษา ประกอบไปด้วย 13 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยภายใน จำนวน 2 ปัจจัย คือ ประโยชน์ของการเรียนรู้ ความต้องการในการเรียนรู้/ความสนใจ และปัจจัยภายนอก จำนวน 11 ปัจจัย คือ ปัจจัยจูงใจ ภาระงาน เพื่อนร่วมงาน บรรยากาศในการทำงาน อุปกรณ์ในการหาความรู้และเทคโนโลยี แหล่งเรียนรู้ สถานที่ทำงาน วัฒนธรรมการเรียนรู้ เวลา สุขภาพและอายุ และสถานะทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สำหรับบุคลากรในสำนักนโยบายและแผนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน, รัชดาภรณ์ โชติธนมิตรหิรัญ
การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน, รัชดาภรณ์ โชติธนมิตรหิรัญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลัก คือเพื่อศึกษาการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน การศึกษานี้ใช้กรอบทฤษฎีประกอบสร้างวิเคราะห์ความท้าทายและข้อจำกัดของการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีดังกล่าว รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบังคับใช้กฎหมาย ผลการศึกษาพบว่า ความพยายามในการใช้กฎหมายระหว่างประเทศเพื่อจัดการกับความขัดแย้งนี้ปรากฏในหลากหลายรูปแบบ เช่น การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และการประณามผ่านเวทีสหประชาชาติ อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนทางการเมืองและการตอบโต้จากรัสเซียทำให้การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศไม่สามารถเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จ การศึกษานี้จึงมุ่งเน้นการประเมินกลไกของสหประชาชาติและบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ เช่น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ และองค์การความร่วมมือว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป ซึ่งสรุปได้ว่าการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีนี้มีความท้าทายไม่น้อย สะท้อนให้เห็นว่าโลกแตกแยกทางการเมืองเพียงใด
ศึกษาการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย, วริศกิตติ์ อัครเดชารัชช์
ศึกษาการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย, วริศกิตติ์ อัครเดชารัชช์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น 2) เพื่อศึกษาความเป็นมาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย 3) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย โดยใช้รูปแบบวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการศึกษาการบริหารจัดการพิพิธตลาดน้อย ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในชุมชนตลาดน้อย เขตสัมพันธ์วงศ์ กรุงเทพมหานครฯ เริ่มทำการศึกษาในเดือนเดียวกับที่พิพิธตลาดน้อยเพิ่งเปิดทำการอย่างเป็นทางการ คือเดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 พิพิธตลาดน้อยตั้งอยู่บนพื้นที่ราชพัสดุริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมทีเป็นโรงกลึงเก่าถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มประสิทธิภาพ คนในชุมชนจึงจัดประชุมและยื่นหนังสือต่อกรมธนารักษ์ในการขอพื้นที่เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์โดยได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย กรมธนารักษ์เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จึงเข้ามาพัฒนาพื้นที่สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นและส่งมอบให้กองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐบริหารจัดการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ผสานความร่วมมือกับชุมชนตามความต้องการของชุมชน เก็บรวมรวบข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ สังเกต พร้อมทั้งเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรกองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐ คนในชุมชนตลาดน้อย กลุ่มเครือข่ายสนับสนุนต่างๆ จากการศึกษาพบว่า พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจะก่อตั้งขึ้นมาได้ต้องมีรากฐานที่มั่นคงคือคนในชุมชน พิพิธภัณฑ์ต้องอาศัยความร่วมมือของชุมชนในการดำเนินภารกิจงานพิพิธภัณฑ์มิเช่นนั้นพิพิธภัณฑ์จะไร้ซึ่งชีวิตและชุมชนก็ต้องการพิพิธภัณฑ์ในลักษณะของพื้นที่สาธารณะที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน ให้เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำกิจกรรมทางสังคม ข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการพิพิธตลาดน้อยควรมีความยืดหยุ่นในการจัดการเตรียมพร้อมปรับตัว เพื่อรับมือกับปัญหาและตอบสนองความต้องการของชุมชนในฐานะพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีส่วนในการพัฒนา และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน
ความเครียดในการทำงานและประสิทธิภาพในการทำงานของข้าราชการกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง, วราภรณ์ แก้วแดง
ความเครียดในการทำงานและประสิทธิภาพในการทำงานของข้าราชการกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง, วราภรณ์ แก้วแดง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์หลักของการวิจัยครั้งนี้คือการศึกษาอิทธิพลของระดับความเครียดในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของข้าราชการกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง ผู้วิจัยเลือกใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณโดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากข้าราชการกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง รวมจำนวน 220 คน โดยใช้แบบสอบถามรูปแบบออนไลน์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความเครียดโดยทั่วไปในชีวิตประจำวันระดับปานกลาง และมีความเครียดในการทำงานโดยรวมระดับน้อย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าปัจจัยด้านลักษณะงานมีค่าระดับความเครียดในการทำงานสูงที่สุดซึ่งมีระดับปานกลาง รองลงมาคือปัจจัยด้านบทบาทหน้าที่ ด้านโครงสร้างและบรรยากาศในองค์กร ด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคคล เมื่อพิจารณาในส่วนของประสิทธิภาพการทำงาน พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพในการทำงานโดยรวมระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าปัจจัยด้านคุณภาพงานมีประสิทธิภาพในการทำงานมากที่สุด รองลงมาคือด้านระยะเวลาและความคุ้มค่า และสุดท้ายคือด้านปริมาณงาน จากนั้นในส่วนของการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ งานวิจัยนี้พบว่าปัจจัยความเครียดในการทำงานทุกด้าน มีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการทำงานในระดับต่ำ และมีความสัมพันธ์แบบแปรผกผัน กล่าวคือหากปัจจัยความเครียดในการทำงานเพิ่มขึ้นจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และเมื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) พบว่าปัจจัยภูมิหลังทางประชากรและสังคมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน ได้แก่ กลุ่มงาน ระยะเวลาในการทำงาน และระดับความเครียดโดยทั่วไปในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามความเครียดในการทำงานไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติแต่ประการใด งานวิจัยนี้จึงเสนอแนะให้องค์กรมีการประเมินความเครียดของบุคลากรอยู่เสมอ เพื่อรักษาความเครียดในการทำงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และเกิดประสิทธิภาพในการทำงานมากที่สุด
การรับรู้และความพึงพอใจเกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลของข้าราชการ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์, วัชรพงษ์ สำเนียง
การรับรู้และความพึงพอใจเกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลของข้าราชการ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์, วัชรพงษ์ สำเนียง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระว่างระดับการรับรู้กับระดับความพึงพอใจเกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลของข้าราชการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 83 คน ซึ่งเป็นข้าราชการ ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) ประเภททั่วไป และประเภทวิชาการ (ระดับปฏิบัติงาน ชำนาญงาน ปฏิบัติการ ชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ) ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างโดยส่วนใหญ่รับรู้เกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลระดับมากและปานกลาง อีกทั้งพบว่ามีความพึงพอใจในสวัสดิการด้านสุขภาพอนามัย ความมั่นคงปลอดภัย การศึกษา และเศรษฐกิจระดับมาก แต่มีความพึงพอใจในสวัสดิการด้านนันทนาการระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับระดับการรับรู้ พบว่าอายุและสถานที่ปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์กับระดับการรับรู้เกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับระดับความพึงพอใจ และความสัมพันธ์ระหว่างระดับการรับรู้กับระดับความพึงพอใจ ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงเสนอแนะให้มีการจัดอบรมเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าราชการที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งก่อนเข้ามาปฏิบัติงาน รวมถึงการทบทวนความรู้เกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลให้แก่บุคลากรในสังกัดเพื่อทำให้เกิดการรับรู้ที่ถูกต้องและครบถ้วน ตลอดจนการสำรวจความพึงพอใจของข้าราชการ พนักงานราชการ และบุคลากรในสังกัดเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลเป็นประจำ
การศึกษาบทบาทของสำนักงบประมาณต่อการกระจายอำนาจทางการคลัง: กรณีศึกษาการจัดสรรเงินอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, วีรภัทร์ อินทรนาค
การศึกษาบทบาทของสำนักงบประมาณต่อการกระจายอำนาจทางการคลัง: กรณีศึกษาการจัดสรรเงินอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, วีรภัทร์ อินทรนาค
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาบทบาทสำนักงบประมาณต่อการกระจายอำนาจทางการคลัง : กรณีศึกษาการจัดสรรเงินอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเสนอแนวทางการนำระบบงบประมาณแบบมุ่งผลสำเร็จ (Result-Based Budgeting : RBB) ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อสำรวจและวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคและความท้าทายที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแนวทางการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยตรง ผ่านแนวคิดทฤษฎีการกระจายอำนาจทางการคลัง ทฤษฎี SWOT Analysis วิเคราะห์บทสัมภาษณ์เชิงลึกจากเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณ เจ้าหน้าที่ อปท. และ นักวิชาการทางการคลัง ผลการวิจัยพบว่า การจัดสรรงบประมาณโดยตรงของสำนักงบประมาณ (สงป.) แบบแนวทางที่สอดคล้องกับ RBB ยังพบว่ามีข้อจำกัดในเรื่องบุคลากรและความเข้าใจต่อบริบทของแต่ละท้องถิ่นที่แตกต่างกัน ทำให้การจัดสรรงบประมาณไม่ทันต่อสถานการณ์ กระบวนการตรวจสอบและอนุมัติที่ซับซ้อน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสม การปรับปรุงระบบติดตามและประเมินผล การจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (big-Data) นำไปสู่การประยุกต์ใช้ข้อมูลเกิดการพัฒนาของท้องถิ่นในอนาคต นอกจากนี้ ปัจจุบัน สงป. ได้จัดตั้งสำนักงานเขต (สาขา) ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่าง สงป. กับ อปท. อย่างบูรณาการ สะสมองค์ความรู้ รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้นำ อปท. มาชี้แจงงบประมาณโดยตรง เกิดความโปร่งใสและประสิทธิภาพในกระบวนการจัดสรรงบประมาณ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งเงินสะสมในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กรณีศึกษาข้าราชการกรมทรัพยากรน้ำ, ศันสนีย์ พิมลพันธุ์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งเงินสะสมในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กรณีศึกษาข้าราชการกรมทรัพยากรน้ำ, ศันสนีย์ พิมลพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งเงินสะสมในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ของข้าราชการกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งให้ความสนใจไปที่อัตราออมเพิ่มของบุคลากรและอาศัยกระบวนการวิจัยเชิงปริมาณเป็นหลัก จากการศึกษาพบว่า (1) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุและร้อยละการออมต่อรายได้มีอิทธิพลต่ออัตราออมเพิ่มในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยบุคลากรที่มีอายุระหว่าง 41 – 60 ปี มีอัตราออมเพิ่มในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่แตกต่างจากช่วงอายุอื่น ๆ และบุคลากรที่มีการออมในอัตราตั้งแต่ร้อยละ 11 – 30 ต่อรายได้ มีอัตราออมเพิ่มในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (2) ความรู้ความเข้าใจในสิทธิประโยชน์การเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการมีอิทธิพลต่ออัตราออมเพิ่มในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (3) ปัจจัยสนับสนุนการออมมีอิทธิพลต่ออัตราออมเพิ่มในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 โดยบุคลากรให้ความสำคัญในเรื่อง รายได้ต่อเดือนมากที่สุด รองลงมาคือ ภาระหนี้สิน อายุ และมูลค่าเงินสะสมในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ณ ปัจจุบัน ตามลำดับ (4) ปัจจัยความคาดหวังต่อผลตอบแทน มีอิทธิพลต่ออัตราออมเพิ่มในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.10 โดยบุคลากรที่คาดหวังต่อผลตอบแทนจากการลงทุนในระดับสูงส่งผลให้อัตราออมเพิ่มในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการลดลง
แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานโครงการนำร่องการให้บริการขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Extension) ภายใต้สังกัดกองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, สรารินทร์ สงวนศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ผลการดำเนินงานโครงการนำร่องการให้บริการ ขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้สังกัดกองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินโครงการ อันจะนำไปสู่การสังเคราะห์แนวทางในการพัฒนาการดำเนินโครงการดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยงานศึกษานี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ที่รวบรวมข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสาร ประกอบกับการใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง จำนวน 10 ท่าน ด้วยการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและใช้คำถามในลักษณะปลายเปิด เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และประมวลผลตามรูปแบบการประเมินโครงการแบบจำลองแบบซิปป์ (CIPP Model) ผลการศึกษาพบว่า (1) สภาวะแวดล้อมของโครงการ มีความเชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐบาลและหน่วยเหนือ รวมถึงมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการเป้าหมาย (2) ปัจจัยนำเข้าของโครงการ ในส่วนของข้าราชการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองระดับผู้บริหารและระดับผู้ปฏิบัติการส่วนใหญ่ มีศักยภาพ ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการเป็นอย่างดี ในส่วนของงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการ ได้รับความร่วมมือจากบริษัท VFS Global และในส่วนของเครื่องมือวัสดุอุปกรณ์และสถานที่ มีเพียงพอต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ (3) กระบวนการของโครงการ สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้บริการในระดับหนึ่ง (4) ผลผลิตของโครงการ ในแง่การลดระยะเวลาในการรอรับบริการยังไม่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการ ในแง่ของการลดขั้นตอนการให้บริการสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นอย่างดี และในส่วนของการลดความแออัดของผู้รับบริการในพื้นที่ มีแนวโน้มที่จะไม่บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดด้วยค่าตัวชี้วัด สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินโครงการ พบปัญหาในด้านบุคลากร ด้านการจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนโครงการจากทางภาครัฐ และด้านความร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบาย โดยหน่วยงานควรเพิ่มการสนับสนุนในด้านการพัฒนาบุคลากร และด้านงบประมาณในการดำเนินโครงการ รวมถึงกระชับความร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายยิ่งขึ้น
ญี่ปุ่นกับการตอบรับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศด้านภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจากสมัยรัฐบาล ซินโซ อาเบะ ถึงปัจจุบัน, สุธิตา ประดิษฐ์
ญี่ปุ่นกับการตอบรับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศด้านภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจากสมัยรัฐบาล ซินโซ อาเบะ ถึงปัจจุบัน, สุธิตา ประดิษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานโยบายของญี่ปุ่นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพื่อศึกษาปัจจัยที่ผลักดันให้ญี่ปุ่นดำเนินการกำหนดนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันนำมาสู่การตออบคำถามว่า ญี่ปุ่นในช่วงสมัยรัฐบาลซินโซะ อาเบะ จนถึงปัจจุบัน มีท่าทีต่อกรอบ UNFCCC อย่างไร? และอะไรเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ญี่ปุ่นมีท่าทีดังกล่าว? โดยใช้ทฤษฎีระบอบระหว่างประเทศ (International Regime Theory) เป็นแนวทางวิเคราะห์ จากการศึกษายังพบว่า ญี่ปุ่นได้มีการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อให้สอดรับกับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศภายใต้กรอบ UNFCCC เช่น การกำหนดโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การกำหนดนโยบายการ ซื้อขายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ET) การเก็บภาษีคาร์บอน โครงการ Cool Earth 50 การฟื้นฟูนโยบายพลังงานของญี่ปุ่น เป็นต้น แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นมีความตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์ภายใต้กรอบ UNFCCC เนื่องจากปัจจัย อันได้แก่ ปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอกของญี่ปุ่น ทั้งนี้ญี่ปุ่นยังมีรูปแบบลักษณะของ Neoliberalism หรือทฤษฎีเสรีนิยมใหม่ ซึ่งการดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบกติกา เพื่อนําไปสู่การบรรลุเป้าหมายร่วมกัน งานวิจัยนี้จึงมีความสำคัญในการเพิ่มความเข้าใจถึงบทบาทและท่าทีของญี่ปุ่นต่อการตอบรับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศด้านภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง รวมทั้งการรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลกของญี่ปุ่น ในช่วงสมัย รัฐบาลซินโซ อาเบะ จนถึงปัจจุบัน
การส่งเสริมการสร้างภาพลักษณ์ประเทศโดยใช้เทศกาลภาพยนตร์: กรณีศึกษา การจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพมหานคร, อนันตชัย เจริญจิตต์
การส่งเสริมการสร้างภาพลักษณ์ประเทศโดยใช้เทศกาลภาพยนตร์: กรณีศึกษา การจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพมหานคร, อนันตชัย เจริญจิตต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้อาศัยกรอบแนวคิดการทูตเชิงวัฒนธรรม (Cultural Diplomacy) และกรอบแนวคิดการสร้างภาพลักษณ์ให้กับประเทศ (Nation Branding) เพื่อศึกษาการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของรัฐบาลผ่านการดำเนินโครงการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพมหานคร ประจำปี พ.ศ. 2558 - 2566 ในฐานะเครื่องมือทางนโยบายเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ ผลจากการศึกษาพบว่าการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนได้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย กล่าวคือ การดำเนินการตลอดระยะเวลาร่วมทศวรรษที่ผ่านมาได้สร้างให้กรุงเทพมหานคร รวมถึงงานเทศกาลภาพยนตร์เอง ส่งผลให้ไทยกลายเป็น “ศูนย์กลาง” ด้านภาพยนตร์ของภูมิภาคอาเซียนไปโดยปริยาย จากการที่ “กรุงเทพมหานคร” ในนามของ “ประเทศไทย” เป็นที่รับรู้และรู้จักในฐานะที่เป็นสถานที่และพื้นที่แห่งเดียวในภูมิภาคและในโลกที่ได้มีการนำภาพยนตร์ประเภทต่าง ๆ จากประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มาจัดฉายและรวบรวมกันไว้ด้วยกันในที่เดียวกัน โดยที่ไม่มีเมือง ประเทศ หรือพื้นที่อื่น ๆ ที่มีการดำเนินกิจกรรมในลักษณะเดียวกันนี้อย่างจริงจัง และเป็นไปโดยไร้การเลือกปฏิบัติ ทั้งนี้ หากนโยบายนี้ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม เทศกาลภาพยนตร์อาเซียนฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างสร้างอัตลักษณ์ทางด้านภาพยนตร์ให้กับกรุงเทพมหานครและภาพลักษณ์เชิงบวกต่อประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ดังที่หลาย ๆ ประเทศที่จัดงานเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกประสบความสำเร็จและสร้างเกียรติภูมิในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของตนเองและทำให้ประเทศเป็นที่รู้จัก รับรู้ และยอมรับในมิติดังกล่าว
ปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง, สุภาวดี ขุนพินิจ
ปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง, สุภาวดี ขุนพินิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม โดยแจกแบบสอบถามให้กับข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราวที่ปฏิบัติงานในกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลางจำนวน 287 คน โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาด้วยตารางแจกแจงความถี่ และค่าร้อยละ เพื่ออธิบายปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคล ใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล และการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบหาค่าความแตกต่าง ANOVA เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคลกับการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง รวมถึงทิศทางความสัมพันธ์ของตัวแปรที่เกิดขึ้น เพื่อนำมาอธิบายข้อสรุปให้กับงานวิจัยในครั้งนี้ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง คือ ปัจจัยด้านกระบวนการ ปัจจัยด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัจจัยด้านผู้นำองค์กร ปัจจัยด้านผู้ปฏิบัติงาน และปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
การเข้าร่วมเป็นพันธมิตรของประเทศโลกที่ 3 กับมหาอำนาจ : กรณีศึกษาการเข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Seato) ของประเทศไทย, อรอนงค์ อุบลมณี
การเข้าร่วมเป็นพันธมิตรของประเทศโลกที่ 3 กับมหาอำนาจ : กรณีศึกษาการเข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Seato) ของประเทศไทย, อรอนงค์ อุบลมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งที่จะศึกษาและทำความเข้าใจถึงการเข้าร่วมองค์การซีโตของประเทศไทยของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยจะใช้งานวิชาการเข้ามาเปรียบเทียบน้ำหนักระหว่างสภาวะปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน มาพิจารณาร่วมกับทฤษฎีการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรระหว่างวอลต์และเดวิด ซึ่งจากสำรวจงานวิชาการมีความแตกต่างในการอธิบายถึงการเข้าร่วมองค์การซีโตที่แตกต่างกัน จึงนำมาสู่ข้อเสนอทางสมมติฐานถึงการตัดสินใจเข้าร่วมขององค์การซีโตของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามนั้น แท้จริงแล้วกังวลต่อภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากสถาวะแวดล้อมภายนอกอย่างเดียวหรือไม่ งานวิจัยนี้ได้นำเสนองานวิชาการที่อธิบายการเข้าร่วมองค์การซีโต รวมถึงทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเรื่องการเข้าร่วมเป็นพันธมิตร มาประกอบในการอธิบายสาเหตุของการเข้าร่วมองค์การซีโต โดยวิธีการศึกษานั้นเป็นการวิจัยเอกสารและนำเอาทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาอธิบายควบคู่ไปกับการอธิบายเชิงประวัติศาสตร์ ซึ่งจะทำให้ภาพการดำเนินนโยบายดังกล่าวมีความสมบูรณ์ขึ้น จากการศึกษาพบว่า การอธิบายการเข้าร่วมองค์การซีโตของประเทศไทย ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยปัจจัยภายนอกที่เกิดขึ้นจากภัยคุกคามคอมมิวนิสต์เพียงประการเดียว แต่ยังมีประเด็นของปัจจัยภายในประเทศที่มาจากปัญหาความมั่นคงทางการเมืองภายใน มีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจในการเข้าร่วมองค์การซีโตเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงสอดคล้องกับคำอธิบายของทฤษฎีที่นำเสนอโดยเดวิด
ความเสี่ยงจากการอุทธรณ์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในการดำเนินภารกิจโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน, อรวรรณ ศรีจันทร์
ความเสี่ยงจากการอุทธรณ์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในการดำเนินภารกิจโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน, อรวรรณ ศรีจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การดำเนินภารกิจโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานเป็นหนึ่งในภารกิจของกรมท่าอากาศยาน ที่ยังพบปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นในขั้นตอนของการดำเนินงานตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของโครงการ สารนิพนธ์เรื่อง “ความเสี่ยงจากการอุทธรณ์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในการดำเนินภารกิจโครงสร้างพื้นฐาน ของท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยความเสี่ยงและผลกระทบที่เกิดจากการอุทธรณ์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในการดำเนินการด้านยุทธศาสตร์พัฒนาท่าอากาศยานของกรมท่าอากาศยานตามภารกิจโครงสร้างพื้นฐาน 2) ศึกษาการดำเนินงานและบริหารจัดการความเสี่ยงโครงการตามภารกิจโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน 3) ศึกษาแนวทางในการจัดการความเสี่ยงตามแนวทางมาตรฐานของหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังที่กำหนด ซึ่งผู้วิจัย ได้ศึกษาข้อมูลจากเอกสารและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกที่มีลักษณะ การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลสำคัญซึ่งเป็นบุคลากรในสังกัดกรมท่าอากาศยาน ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 8 ท่าน โดยใช้กรอบแนวคิดการวิจัยเป็นฐานในการค้นหาคำตอบของคำถามวิจัย ผลการศึกษาได้ข้อค้นพบว่า ขั้นตอนการอุทธรณ์ของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เป็นนัยสำคัญ ต่อการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยปัจจัยความเสี่ยงและผลกระทบที่เกิดจากการอุทธรณ์ในกระบวนการ จัดซื้อจัดจ้าง สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ด้าน ได้แก่ 1) ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน 2) ความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือขององค์กร โดยที่ผ่านมากรมท่าอากาศยานมีมาตรการควบคุมด้วยการบริหารจัดการความเสี่ยงตามมาตรฐานหลักเกณฑ์และแนวทางที่กระทรวงการคลังกำหนด อย่างไรก็ดี จากการศึกษาได้พิจารณาแล้วว่าประเด็นปัญหาความเสี่ยงด้านการอุทธรณ์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แม้ว่ากระทรวงการคลังจะพิจารณาแนวทางมาตรการเพิ่มเติม ดังนั้น กรณีของการพัฒนาระดับมาตรการที่เหมาะสมจะเป็นสิ่งจำเป็นของการทบทวนกฎหมายเรื่องนี้ต่อไป
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลตามแนวคิดทักษะของนวัตกร, เบญญาภา วิไลวรรณ
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลตามแนวคิดทักษะของนวัตกร, เบญญาภา วิไลวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลและกรอบแนวคิดทักษะของนวัตกร 2) ศึกษาระดับทักษะนวัตกรของนักเรียนอนุบาล 3) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลตามแนวคิดทักษะของนวัตกร 4) พัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลตามแนวคิดทักษะของนวัตกร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ แบ่งเป็น 4 ระยะ ประชากร คือ โรงเรียนอนุบาลในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่เด็กที่มีอายุอายุระหว่าง 3–6 ปี จำนวน 5,706 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ คือ โรงเรียนอนุบาล จำนวน 374 โรงเรียน โดยใช้สูตรของ Yamane ที่ความเชื่อมั่น 95% ในการคำนวณกลุ่มตัวอย่างและใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้บริหาร หัวหน้าวิชาการระดับปฐมวัย และครูผู้สอนระดับปฐมวัย จำนวน 748 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมิน แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการคำนวณความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และความต้องการจำเป็น ผลการวิจัย พบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร การประเมินพัฒนาการ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และการจัดสภาพแวดล้อม สื่อ และแหล่งเรียนรู้ กรอบแนวคิดทักษะของนวัตกร ประกอบด้วยทักษะ 5 ด้าน ได้แก่ ทักษะการคิดเชื่อมโยง ทักษะการตั้งคำถาม ทักษะการสังเกต ทักษะเครือข่าย และทักษะการทดลอง 2) ระดับทักษะนวัตกรของนักเรียนอนุบาล ทักษะเครือข่าย มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ทักษะการสังเกต ทักษะการทดลอง ทักษะการตั้งคำถาม และทักษะการคิดเชื่อมโยง ตามลำดับ 3) สภาพปัจจุบัน การจัดสภาพแวดล้อมสื่อ และแหล่งเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ การประเมินพัฒนาการ และด้านการพัฒนาหลักสูตร ตามลำดับ สภาพที่พึงประสงค์ …
รูปแบบการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์พกพาสนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกันโดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน เพื่อส่งเสริมสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนเตรียมทหาร, โชษิตา เกตุทิพย์
รูปแบบการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์พกพาสนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกันโดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน เพื่อส่งเสริมสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนเตรียมทหาร, โชษิตา เกตุทิพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้วัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการในการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์พกพาสนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกันโดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานฯ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์พกพาสนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกันโดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน และ 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์พกพาสนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกันโดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน เพื่อส่งเสริมสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนเตรียมทหาร ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาสภาพและความต้องการคือ นักเรียนเตรียมทหาร จำนวน 339 คน และตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองคือ นักเรียนเตรียมทหาร จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพและความต้องการในการเรียนฯ 2) รูปแบบการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์พกพาสนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกันโดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานฯ 3) แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ 4) แบบประเมินรับรองรูปแบบการเรียนฯ 5) คอมพิวเตอร์พกพาสนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกัน 6) แผนการจัดการเรียนรู้ 7) แบบประเมินสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ 8) เกณฑ์การประเมินสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์แบบรูบริค 9) แบบวัดเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ และ 10) แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนด้วยรูปแบบการเรียนฯ โดยมีระยะเวลาในการทดลอง 5 สัปดาห์ การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นด้วยวิธี PNImodified 3) วิเคราะห์เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ด้วยการทดสอบที และ 4) วิเคราะห์สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ด้วยความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ (1) สภาพและความต้องการของผู้เรียนพบว่า ผู้เรียนมีความต้องการใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาร่วมกับการใช้ซอฟต์แวร์ทางการศึกษาต่าง ๆ ในระหว่างการเรียนรู้ ดังนั้นผู้สอนต้องออกแบบการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ใช้คอมพิวเตอร์พกพาสนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกันในกิจกรรมการเรียนรู้ (2) รูปแบบการเรียนฯ แบ่งออกเป็น 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) เป้าหมายการเรียนรู้ 2) บทบาทของผู้สอน 3) บทบาทของผู้เรียน 4) กิจกรรมการเรียนโดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน 5) คอมพิวเตอร์พกพาสนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกัน และ 6) การประเมินผล และ 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การเลือกปรากฏการณ์ด้วยเครื่องมือแบ่งปันวิดีโอออนไลน์ 2) การทำงานร่วมกับทีมด้วยเครื่องมือไวท์บอร์ดแบบมีปฏิสัมพันธ์ 3) การรวบรวมข้อมูลด้วยเครื่องมือเอกสารสำหรับการทำงานร่วมกันออนไลน์ และ 4) การสร้างงานนำเสนอด้วยเครื่องมือสร้างงานนำเสนอร่วมกันออนไลน์ (3) สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนเตรียมทหารจากการประเมินในครั้งที่ 1 3 …
การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้แบบนาโนเลิร์นนิงเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อมในการสร้างสรรค์งานศิลปะสำหรับนักเรียนประถมศึกษา, กิตติชัย จันทร์แดง
การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้แบบนาโนเลิร์นนิงเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อมในการสร้างสรรค์งานศิลปะสำหรับนักเรียนประถมศึกษา, กิตติชัย จันทร์แดง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้แบบนาโนเลิร์นนิง และเพื่อศึกษาผลของการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้แบบนาโนเลิร์นนิงในการสร้างสรรค์งานศิลปะสำหรับนักเรียนประถมศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยแบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและการพัฒนานวัตกรรม การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 15 ท่าน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้แบบนาโนเลิร์นนิง จำนวน 5 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสอนศิลปะระดับประถมศึกษา จำนวน 5 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญทางด้านการใช้วัสดุจากสิ่งแวดล้อมในการจัดกิจกรรมศิลปะ จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ระยะที่ 2 ทดลองใช้นวัตกรรมการเรียนรู้แบบนาโนเลิร์นนิง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือนักเรียนประถมศึกษาตอนต้นชั้นปีที่ 1-3 จากโรงเรียนวัดหนองม่วงใหม่ จังหวัดชลบุรี จำนวน 31 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย นวัตกรรมการเรียนรู้แบบนาโนเลิร์นนิง ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรม คลิปขนาดสั้น แบบประเมินความพึงพอใจสำหรับนักเรียน แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้แบบนาโนเลิร์นนิงเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อมในการสร้างสรรค์งานศิลปะสำหรับนักเรียนประถมศึกษา มีหลักการคือ 1) การเรียนรู้นาโนเลิร์นนิง (Nano Learning) เป็นการเรียนรู้ขนาดเล็ก ใช้เวลาในการเรียนรู้ระยะสั้น ๆ ช่วงเวลาประมาณ 3-5 นาที 2) การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) เป็นการผสมผสานระหว่างกิจกรรมและประสบการณ์ทางกายภาพและออนไลน์เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน 3) การกระตุ้นการเรียนรู้ด้วยสื่อสังคมออนไลน์เป็นการนำพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์เป็นสื่อกลางในการเรียนรู้ 4) การเชื่อมโยงวัสดุจากสิ่งแวดล้อมสู่การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ จากแบบประเมินความพึงพอใจต่อกิจกรรมและการเห็นคุณค่าสิ่งแวดล้อมสำหรับนักเรียนประถมศึกษา พบว่า สามารถสรุปได้เป็น 2 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านนวัตกรรมการเรียนรู้แบบนาโนเลิร์นนิง นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมาก (M=2.58) โดยประเด็นที่นักเรียนมีระดับความพึงพอใจมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ฉันอยากเรียนด้วยคลิปขนาดสั้นอีก (M=2.84) คลิปขนาดสั้นน่าสนใจ (M=2.68) และคลิปขนาดสั้นมีตัวอักษร ภาพ เสียง ชัดเจน (M=2.68) ตามลำดับ 2) ด้านการเห็นคุณค่าสิ่งแวดล้อม …
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบโมไบล์เลิร์นนิงร่วมกับเทคนิคซีไออาร์ซีเพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษา, ชญานี สาริพัฒน์
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบโมไบล์เลิร์นนิงร่วมกับเทคนิคซีไออาร์ซีเพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษา, ชญานี สาริพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความเป็นจริง สภาพที่คาดหวังของและความต้องการจำเป็นในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบโมไบล์เลิร์นนิงร่วมกับเทคนิคซีไออาร์ซีเพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาจากครูสอนภาษาไทย จำนวน 394 คน 2) พัฒนากิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบโมไบล์เลิร์นนิงร่วมกับเทคนิคซีไออาร์ซีเพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษา โดยสัมภาษณ์ความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน 3) ศึกษาผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบโมไบล์เลิร์นนิงร่วมกับเทคนิคซีไออาร์ซีเพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษา จากนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึง 6 จำนวน 36 คน 4) นำเสนอกิจกรรมการเรียนรู้แบบโมไบล์เลิร์นนิงร่วมกับเทคนิคซีไออาร์ซีเพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษา โดยศึกษาความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพความเป็นจริงในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ฯ อยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ผู้สอนมีการแสดงให้เห็นถึงการเอาใจใส่ รวมถึงการให้คำชมเชยและมีการเสริมแรง (M = 3.67) และสภาพที่คาดหวังที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเน้นให้ผู้เรียนบูรณาการการอ่านและการเขียน (M = 3.78) ผลการจัดลำดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ฯ ลำดับที่ 1 คือ ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ (PNImodified= 0.44) ได้แก่ (1) ผู้สอนมีการใช้แอปพลิเคชันที่หลากหลายมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนเขียน (2) ผู้สอนจัดบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดึงดูดความสนใจทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้อย่างสนุกสนานและมีความสุข (3) ผู้สอนจัดบรรยากาศที่ท้าทาย และทันสมัย 2) กิจกรรมการเรียนรู้แบบโมไบล์เลิร์นนิงร่วมกับเทคนิคซีไออาร์ซีฯ ประกอบไปด้วย 6 องค์ประกอบ คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์/เทคโนโลยีสนับสนุน ผู้เรียน ผู้สอน เนื้อหา ระบบการจัดการเรียนการสอน และการประเมินผล โดยมีขั้นตอน 7 ขั้นตอน คือ (1) แบ่งกลุ่มนักเรียน (2) ดำเนินกิจกรรมการอ่าน (3) อภิปรายเรื่องที่อ่าน (4) ทดสอบการอ่านเพื่อความเข้าใจ (5) ฝึกทักษะการอ่านและแนวทางการเขียนเรื่อง (6) ดำเนินกิจกรรมการเขียน (7) การตรวจความรู้และความเข้าใจ 3) ผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบโมไบล์เลิร์นนิงร่วมกับเทคนิคซีไออาร์ซีเพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษา พบว่า คะแนนเฉลี่ยของทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ผลการนำเสนอกิจกรรมการเรียนรู้แบบโมไบล์เลิร์นนิงร่วมกับเทคนิคซีไออาร์ซีฯ พบว่า ผลการประเมินกิจกรรมการเรียนรู้ฯ อยู่ในระดับดีมาก
การศึกษาปัจจัยที่ส่งเสริมความสามารถในการเรียนรู้แบบนำตนเองของนักเรียนประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร, ชัญญา องอาจ
การศึกษาปัจจัยที่ส่งเสริมความสามารถในการเรียนรู้แบบนำตนเองของนักเรียนประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร, ชัญญา องอาจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการปฏิบัติของครูตามแต่ละปัจจัยในการส่งเสริมความสามารถในการเรียนรู้แบบนำตนเองของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2) เสนอแนวทางให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ได้ส่งเสริมความสามารถในการเรียนรู้แบบนำตนเองของนักเรียนได้อย่างเหมาะสม ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) คือ ใช้การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ ครูผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนทางเลือก กรุงเทพมหานคร ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามเพื่อศึกษาระดับการปฏิบัติของครูตามแต่ละปัจจัยในการส่งเสริมความสามารถในการเรียนรู้แบบนำตนเองของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 รวมทั้งศึกษากลุ่มตัวอย่างโดยทำการสัมภาษณ์และสังเกตการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) แบบอุปนัย (Analytic Induction) ผลการวิจัยพบว่า ครูส่วนใหญ่มีระดับการปฏิบัติการส่งเสริมความสามารถในการเรียนรู้แบบนำตนเองนาน ๆ ครั้ง กล่าวคือมีการสร้างเจตคติในการเรียนรู้มากที่สุด และสร้างความพร้อมในการเรียนรู้น้อยที่สุด ซึ่งแตกต่างจากที่ผู้วิจัยไปทำการสัมภาษณ์และสังเกตการจัดการเรียนการสอนพบว่าครูมีการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ อภิปรายได้ว่าข้อความในแบบสอบถามอาจมีความกำกวมทำให้ครูผู้สอนมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้แนวคิดจิตตปัญญาร่วมกับการฝึกแบบสถานีเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ฐิติวัสส์ รัตนเย็นใจ
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้แนวคิดจิตตปัญญาร่วมกับการฝึกแบบสถานีเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ฐิติวัสส์ รัตนเย็นใจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้แนวคิดจิตตปัญญาร่วมกับการฝึกแบบสถานีเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย2) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาที่พัฒนาขึ้น การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ดำเนินการโดยวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดจิตตปัญญาร่วมกับการฝึกแบบสถานีเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้แนวคิดจิตตปัญญาร่วมกับการฝึกแบบสถานีเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ดำเนินการศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาที่พัฒนาขึ้นโดยกลุ่มตัวอย่าง2 กลุ่มเป็นนักเรียนในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมในเขตรุงเทพหานคร เป็นเวลา 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทดสอบค่าที ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า:1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ (2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่คาดหวังให้เกิดขึ้น (3)ขั้นตอนการดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยกำหนดวิธีการปฏิบัติในแต่ละกิจกรรมอย่างชัดเจน (4) การวัดและประเมินผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ 2) ผลการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษา (1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนสุขภาวะองค์รวมหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนสุขภาวะองค์รวมหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
แนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตามแนวคิดทักษะผู้ประกอบการเกษตรอัจฉริยะ, นพวิชญ์ ชื่นบุญชู
แนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตามแนวคิดทักษะผู้ประกอบการเกษตรอัจฉริยะ, นพวิชญ์ ชื่นบุญชู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารงานวิชาการในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตามแนวคิดทักษะผู้ประกอบการเกษตรอัจฉริยะ 2) เพื่อนำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตามแนวคิดทักษะผู้ประกอบการเกษตรอัจฉริยะ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive) ประชากร ได้แก่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ มีจำนวน 47 วิทยาลัย ในประเทศไทย โดยมีผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูหรือรองผู้อำนวยการผู้ปฏิบัติหน้าที่กลุ่มบริหารวิชาการ จำนวน 94 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารงานวิชาการในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตามแนวคิดทักษะผู้ประกอบการเกษตรอัจฉริยะ และแบบประเมินความเหมาะสมและเป็นไปได้ของร่างแนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตามแนวคิดทักษะผู้ประกอบการเกษตรอัจฉริยะ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น ฐานนิยม และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในการบริหารงานวิชาการในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตามแนวทางทักษะผู้ประกอบการเกษตรอัจฉริยะ เมื่อพิจารณาตามขอบข่ายการบริหารงานวิชาการ พบว่า ขอบข่ายการบริหารงานวิชาการด้านการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา มีความต้องการจำเป็นสูงสุด (PNImodified = 0.267) รองลงมาเป็นด้านการใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้ (PNImodified = 0.243) ส่วนด้านการวัดและประเมินผล มีความต้องการจำเป็นน้อยที่สุด (PNImodified = 0.234) 2) แนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตามแนวคิดทักษะผู้ประกอบการเกษตรอัจฉริยะ ประกอบด้วย 1) พัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา ผ่านการบูรณาการ สอดแทรกเนื้อหาแนวคิดทักษะผู้ประกอบการเกษตรอัจฉริยะ มี 1 แนวทางย่อย 2) พัฒนาการนำหลักสูตรไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีแนวคิดทักษะผู้ประกอบการเกษตรอัจฉริยะ มี 3 แนวทางย่อย 3) การพัฒนาการใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีแนวคิดทักษะผู้ประกอบการเกษตรอัจฉริยะ มี 2 แนวทางย่อย 4) ส่งเสริมให้มีการออกแบบสื่อการสอนที่มีความทันสมัย จัดให้มีการประกวดสื่อ และนวัตกรรมที่มุ่งเน้นแนวคิดทักษะผู้ประกอบการเกษตรอัจฉริยะผ่านการลงมือปฏิบัติจริง มี 3 แนวทางย่อย และ 5) การพัฒนาแนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ด้านสมรรถนะแนวคิดทักษะผู้ประกอบการเกษตรอัจฉริยะ มี 2 แนวทางย่อย
การพัฒนานวัตกรรมกล่องการเรียนรู้ศิลปะจากวัสดุเหลือใช้เพื่อส่งเสริมทักษะการสร้างสรรค์ทางศิลปะสำหรับนักเรียนประถมศึกษา, ปฏิพล พาด้วง
การพัฒนานวัตกรรมกล่องการเรียนรู้ศิลปะจากวัสดุเหลือใช้เพื่อส่งเสริมทักษะการสร้างสรรค์ทางศิลปะสำหรับนักเรียนประถมศึกษา, ปฏิพล พาด้วง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของการใช้นวัตกรรมกล่องการเรียนรู้ศิลปะจากวัสดุเหลือใช้เพื่อส่งเสริมทักษะการสร้างสรรค์ทางศิลปะสำหรับนักเรียนประถมศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยแบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาข้อมูลออกแบบและพัฒนานวัตกรรม โดยการเก็บข้อมูลจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เก็บข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ด้าน จำนวน 15 ท่าน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนากล่องการเรียนรู้ 5 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดกิจกรรมศิลปะจากวัสดุเหลือใช้ 5 ท่าน และ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนศิลปะระดับชั้นประถมศึกษา 5 ท่าน ระยะที่ 2 ศึกษาผลการใช้นวัตกรรม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาตอนต้น จำนวน 26 คน และครูประถมศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และนวัตกรรมกล่องการเรียนรู้ศิลปะจากวัสดุเหลือใช้ แบบสำรวจความพึงพอใจต่อกิจกรรมสำหรับนักเรียน และครูผู้สอน แบบบันทึกการสนทนากลุ่มสำหรับนักเรียนแบบประเมินการสร้างสรรค์ผลงานจากผู้เรียน และแบบประเมินนวัตกรรมจากผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ด้วยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนานวัตกรรมกล่องการเรียนรู้ศิลปะจากวัสดุเหลือใช้เพื่อส่งเสริมทักษะ การสร้างสรรค์ทางศิลปะสำหรับนักเรียนประถมศึกษา มีหลักการคือ กล่องการเรียนรู้ศิลปะจากวัสดุเหลือใช้ 3 กล่องกิจกรรม ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการปะติด ภาพพิมพ์ และงานปั้น ส่งเสริมการนำวัสดุเหลือใช้ที่อยู่ใกล้ตัวมาสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะ พัฒนาการสร้างสรรค์จากกิจกรรมศิลปะและวัสดุเหลือใช้ สามารถเป็นตัวช่วยในการจัดการเรียนการสอนในบริบทของโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดแคลนครูศิลปะ แนวทางในการนำนวัตกรรมกล่องการเรียนไปปรับใช้ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ คือ 1) การนำเข้าสู่บทเรียนควรกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ เช่น การใช้เกมส์ หรือเพลง 2) บทบาทของครูผู้สอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ควรมีการอธิบายขั้นตอนการใช้กล่องการเรียนรู้ให้ชัดเจน 3) ลักษณะการจัดการเรียนรู้เป็นการจัดกิจกรรมอย่างยืดหยุ่นปรับให้เหมาะสมกับผู้เรียน 4) การวัดและการประเมินผลตามสภาพจริง โดยประเมินจากกระบวนการและสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ระหว่างการทำกิจกรรม ผลจากการประเมินความพึงพอใจต่อกิจกรรมกล่องการเรียนรู้สำหรับนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา พบว่า ระดับความพึงพอใจทั้งหมดอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย =2.95) โดยสามารถเรียงลำดับตามด้านที่มีความพึงพอใจจากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุดได้ ดังนี้ ด้านพัฒนาการของนักเรียน (ค่าเฉลี่ย =2.98) ด้านการสอนและกิจกรรมของกล่องการเรียนรู้ (ค่าเฉลี่ย =2.94) และด้านลักษณะของกล่องการเรียนรู้ (ค่าเฉลี่ย =2.94) ผลจากการสนทนากลุ่ม พบว่า ผู้เรียนชื่นชอบกิจกรรมศิลปะจากวัสดุเหลือใช้ เพราะไม่สิ้นเปลืองเงินและเป็นการนำวัสดุเหลือใช้รอบตัวมาสร้างสรรค์เป็นชิ้นงานศิลปะ มีความสนุก และรู้สึกสนใจหากมีการนำกล่องการเรียนรู้มาปรับใช้กับการเรียนการสอน
คุณลักษณะและกระบวนการสร้างคนซอสามสาย : กรณีศึกษา ครูศิริพันธุ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา, บุญธนา จำพรต
คุณลักษณะและกระบวนการสร้างคนซอสามสาย : กรณีศึกษา ครูศิริพันธุ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา, บุญธนา จำพรต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.ศึกษาคุณลักษณะและกระบวนการสร้างคนซอสามสาย 2.ศึกษากระบวนการสร้างคนซอสามสายตามคุณลักษณะคนซอสามสาย กรณีศึกษา ครูศิริพันธุ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) วิธีดำเนินการวิจัยโดยการศึกษานำร่อง (Pilot study) จากนั้นกำหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบ่งออกเป็น 1) ด้านเอกสาร และ 2) ด้านบุคคล ประกอบไปด้วย กลุ่มที่ 1 คือ กลุ่มคนซอสามสาย และ กลุ่มที่ 2 คือ ครูศิริพันธุ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ (Informal interview) ร่วมกับการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant observation) วิเคราะห์ข้อมูล และสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย (Inductive reasoning) ผลการวิจัยพบว่า การศึกษาในวัตถุประสงค์ที่ 1 การศึกษาคุณลักษณะ และกระบวนการสร้างคนซอสามสาย จากการเก็บข้อมูลในกลุ่มที่ 1 คือ กลุ่มคนซอสามสาย แบ่งเป็น 3 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 คุณลักษณะคนซอสามสาย พบว่ามี 21 คุณลักษณะ โดยสามารถจำแนกได้ 3 ด้านแบ่งออกเป็นด้านละ 7 คุณลักษณะได้แก่ 1) ด้านพุทธิพิสัย 2) ด้านจิตพิสัย 3) ด้านทักษะพิสัย ตอนที่ 2 กระบวนการสร้างคนซอสามสาย พบว่าแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นการคัดสรรผู้เรียน 2) ขั้นเตรียมพร้อมผู้เรียน 3) ขั้นสอน 4) ขั้นประเมินผล ตอนที่ 3 โครงสร้างทางสังคมที่ส่งผลต่อคุณลักษณะ และกระบวนการสร้างคนซอสามสาย พบว่าตัวจัดกระทำทางสังคมที่ส่งผลต่อกระบวนการขัดเกลาทางสังคมของคนซอสามสายนั้นแบ่งออกเป็น 5 ตัวจัดกระทำ ได้แก่ 1) …