Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (27442)
- Social and Behavioral Sciences (20721)
- Arts and Humanities (18351)
- Education (15031)
- Life Sciences (14360)
-
- Physical Sciences and Mathematics (14107)
- Law (11462)
- Engineering (9780)
- Medical Specialties (9378)
- Medical Sciences (6511)
- Business (5465)
- Higher Education (4919)
- Public Health (4517)
- Psychology (4123)
- Religion (3672)
- Computer Sciences (3530)
- History (3323)
- Sociology (3182)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2908)
- Diseases (2846)
- Oncology (2771)
- Earth Sciences (2668)
- Environmental Sciences (2581)
- Nursing (2551)
- Biomedical Informatics (2530)
- Plant Sciences (2476)
- Bioinformatics (2346)
- Library and Information Science (2122)
- Curriculum and Instruction (2094)
- Communication (2090)
- Institution
-
- The Texas Medical Center Library (6220)
- University of South Florida (5368)
- Brigham Young University (2771)
- University of Nebraska - Lincoln (2725)
- Mississippi State University (2591)
-
- University of Kentucky (2582)
- Chulalongkorn University (2450)
- Association of Arab Universities (2155)
- University of Montana (1976)
- Walden University (1885)
- University of New Hampshire (1743)
- Washington University School of Medicine (1696)
- Utah State University (1695)
- Liberty University (1643)
- Georgia Southern University (1586)
- Louisiana State University (1551)
- University of Texas Rio Grande Valley (1510)
- University of New Mexico (1467)
- University of Arkansas, Fayetteville (1349)
- Universitas Indonesia (1339)
- City University of New York (CUNY) (1326)
- University of Plymouth (1300)
- San Jose State University (1295)
- University of Memphis (1240)
- New Jersey Institute of Technology (1236)
- University of Mississippi (1236)
- Singapore Management University (1226)
- Nova Southeastern University (1222)
- Edith Cowan University (1185)
- Technological University Dublin (1176)
- Keyword
-
- Humans (5347)
- COVID-19 (1795)
- Animals (1385)
- ICTS (Institute of Clinical and Translational Sciences) (1346)
- Female (1227)
-
- Education (1118)
- Mice (1025)
- Male (867)
- Undergraduate (833)
- United States (770)
- Adult (687)
- Child (648)
- Mental health (648)
- Machine learning (612)
- Social Work (599)
- Social policy and social work (574)
- University Faculty (574)
- Higher education (565)
- Research (535)
- Retrospective Studies (534)
- Leadership (510)
- Climate change (497)
- Gender (495)
- Students (491)
- Sustainability (479)
- African American Families (455)
- Depression (453)
- Artificial intelligence (430)
- English (424)
- Diversity (415)
- Publication
-
- Faculty, Staff and Student Publications (3805)
- Theses and Dissertations (3326)
- Bird Observer (2909)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (1956)
- Faculty, Staff and Students Publications (1891)
-
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1755)
- Faculty Publications (1678)
- 2020-Current year OA Pubs (1672)
- IGC Proceedings (1977-2023) (1442)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (1308)
- Ornitología Neotropical (1219)
- Dissertations (1180)
- Electronic Theses and Dissertations (1169)
- Insights: The Newsletter of the Neal A. Maxwell Institute for Religious Scholarship (1068)
- Research outputs 2022 to 2026 (1048)
- 2023 Decisions (1018)
- Doctoral Dissertations and Projects (1011)
- Defensive Publications Series (932)
- Documents (841)
- Faculty Scholarship (763)
- Articles (745)
- Honors Theses (704)
- Theses (689)
- Civil Matter Files (640)
- Photographs (609)
- Food and Machinery (599)
- Research Collection School Of Computing and Information Systems (539)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (524)
- Historic Natchez Foundation (496)
- Journal of Engineering Research (492)
- Publication Type
Articles 158701 - 158730 of 163175
Full-Text Articles in Entire DC Network
Curatorial Practice Project For Online Platform : Music Forest And The Inner Peace Of Sloth, Li Hsuan Chang
Curatorial Practice Project For Online Platform : Music Forest And The Inner Peace Of Sloth, Li Hsuan Chang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
'Music Forest and the Inner Peace of Sloth' is a digital curatorial practice platform designed to offer a mental sanctuary in the information age, catering to all visitors, especially visual art, nature, and music lovers. The artworks showcased in this text are influenced by the philosophical foundations of slow art and the Fluxus movement, a 1960s artistic movement promoting living art and anti-art. The project promotes inner peace through nature-inspired artworks, offering a unique online space that harmonizes music, forest, and sloth spirit, encouraging users to explore their inner selves and experience balance and slowness. Music Forest invites users to …
ประสิทธิภาพของยีน Tef ในการจัดจำแนกเชื้อ Aspergillus ที่เพาะได้จากผู้ป่วยไทย, ประภาพร คชพงษ์
ประสิทธิภาพของยีน Tef ในการจัดจำแนกเชื้อ Aspergillus ที่เพาะได้จากผู้ป่วยไทย, ประภาพร คชพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Aspergillosis เป็นโรคติดเชื้ออันตรายถึงแก่ชีวิต มีสาเหตุมาจากเชื้อราในจีนัส Aspergillus การวินิจฉัยโรคในปัจจุบัน การเพาะแยกเชื้อและจัดกลุ่มตามลักษณะทางสัณฐานวิทยายังคงเป็นวิธีมาตรฐาน การตรวจหา galactomannan มักใช้ตรวจวินิจฉัยโรคในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น ในขณะที่เทคนิคทางอณูชีววิทยาอาศัยข้อมูลสารพันธุกรรมของ “its region” ในการจำแนกกลุ่มเชื้อระดับสปีชีส์ แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลดังกล่าวถูกพิสูจน์ว่าสามารถจำแนกกลุ่มเชื้อราก่อโรคในคนในระดับสปีชีส์ได้ต่ำ ในด้านการรักษาสปีชีส์ของเชื้อ Aspergillus มักไม่ถูกนำมาพิจารณาร่วมเพื่อการเลือกกลุ่มยาแม้ว่ายังคงมีผู้ป่วยบางรายที่ตอบสนองต่อการรักษาไม่ดีเนื่องจากเชื้อสาเหตุดื้อต่อยาต้านเชื้อรา ด้วยเหตุดังกล่าวเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสปีชีส์และรูปแบบความไวรับต่อยา การค้นหายีนที่สามารถจำแนกเชื้อ Aspergillus ในระดับสปีชีส์ได้อย่างแม่นยำจึงเป็นสิ่งจำเป็นยีน “tef-1α” เป็นสารพันธุกรรมที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีคุณสมบัติสามารถจำแนกเชื้อราเส้นสายในระดับสปีชีส์ได้สูง ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้เปรียบเทียบผลการจำแนกกลุ่มเชื้อ Aspergillus ที่แยกได้จากผู้ป่วยจำนวน 227 ตัวอย่าง โดยใช้ข้อมูลสารพันธุกรรม “its region” และ“tef-1α” จากผลการศึกษาพบว่าสารพันธุกรรมจากยีน“tef-1α” (D=0.8461) มีความสามารถในการจำแนกเชื้อในระดับสปีส์สูงกว่าบริเวณ “its” (D=0.796) โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน section Fumigati ข้อมูลสารพันธุกรรมจาก “its region” สามารถแบ่งเชื้อกลุ่มดังกล่าวออกได้เพียง 1 สปีชีส์ คือ A. fumigatus ในขณะที่ยีน“tef-1α” สามารถแบ่งออกเป็น A. fumigatus และอีก 2 สปีชีส์ คือ A. lentulus และ A. udagawa ซึ่งเป็นเชื้อที่ดื้อต่อยา amphotericin B โดยกำเนิด โดยสรุป ผลจากงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการจำแนกสปีชีส์ของเชื้อ Aspergillus โดยใช้ยีนทุติยภูมิ “tef-1α” สามารถบ่งชี้กลุ่มยาที่เหมาะสมต่อการรักษาได้
การวิเคราะห์การฟื้นคืนความสัมพันธ์ไทย – ซาอุดีอาระเบียผ่านพระดำริในมกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย, สิทธิกร สุทธิขาว
การวิเคราะห์การฟื้นคืนความสัมพันธ์ไทย – ซาอุดีอาระเบียผ่านพระดำริในมกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย, สิทธิกร สุทธิขาว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาปัจจัยที่นำไปสู่การฟื้นคืนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยเน้นศึกษาปัจจัยพระดำริในมกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย การศึกษาปัจจัยดังกล่าวอิงกับแนวคิดเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเป็นกรอบแนวคิดหลัก การศึกษาพบว่า ปี ค.ศ. 2015 ซาอุดีอาระเบียประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุดังกล่าว มกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน จึงทรงมีดำริแผนเพื่อพัฒนาและปฏิรูปประเทศในช่วงปี ค.ศ. 2016 ถึง ปี ค.ศ. 2030 ภายใต้ยุทธศาสตร์วิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย 2030 เพื่อรับมือกับสถานการณ์สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจที่มีเป้าหมายการลดการพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมัน รวมถึง การสร้างภาพลักษณ์ใหม่และทันสมัยมากยิ่งขึ้นแก่ซาอุดีอาระเบีย ทั้งนี้ การที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย 2030 ได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนขนาดใหญ่และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ ดังนั้น สิ่งที่ตามมาคือความต้องการแรงงานต่างชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานฝีมือ ด้วยเหตุดังกล่าว ไทยจึงเป็นประเทศเป้าหมายที่มีศักยภาพสำหรับซาอุดีอาระเบีย รวมถึงเป็นเหตุผลตามหลักผลประโยชน์แห่งชาติของซาอุดีอาระเบียที่ต้องการแรงงานไทยกลับเข้าไปทำงานเพื่อสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของซาอุดีอาระเบีย จึงเป็นที่มาของการฟื้นคืนความสัมพันธ์ระหว่างไทย - ซาอุดีอาระเบีย
ผลกระทบจากปัจจัยทางประชากรและการนำเทคโนโลยีไปใช้ที่มีผลต่อรายได้และผลิตภาพของครัวเรือนเกษตรกรไทย, วรางค์รัตน์ ฎาณวรรณ
ผลกระทบจากปัจจัยทางประชากรและการนำเทคโนโลยีไปใช้ที่มีผลต่อรายได้และผลิตภาพของครัวเรือนเกษตรกรไทย, วรางค์รัตน์ ฎาณวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบจากปัจจัยทางประชากรและการนำเทคโนโลยีไปใช้ที่มีผลต่อรายได้และผลิตภาพของครัวเรือนเกษตรกรไทย โดยรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิมาจาก 2 แหล่ง ประกอบด้วย ส่วนที่หนึ่ง ข้อมูลของครัวเรือนที่อยู่ในการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2564 และส่วนที่สอง ข้อมูลครัวเรือนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรในปี 2564 โดยเป็นครัวเรือนเกษตรที่ปลูกข้าวและครัวเรือนเกษตรที่ปลูกอ้อย โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสมการถดถอยพหุคูณแบบเส้นตรง (Multiple Linear Regression Analysis: MLR) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนที่หนึ่ง ซึ่งมีตัวแปรอิสระประกอบด้วย ปัจจัยทางประชากรของหัวหน้าครัวเรือน ปัจจัยลักษณะของครัวเรือน และปัจจัยด้านเศรษฐกิจของครัวเรือน โดยมีตัวแปรตามคือ รายได้ต่อไร่ของครัวเรือนเกษตร สำหรับการปลูกข้าว พบว่า ครัวเรือนที่มีหัวหน้าเป็นชายมีรายได้สูงกว่าเมื่อเทียบกับครัวเรือนที่มีหัวหน้าเป็นหญิง เนื่องจากการทำนายังเป็นอาชีพที่ต้องอาศัยแรงงานและความแข็งแรง ในด้านอายุ หัวหน้าครัวเรือนในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปสามารถสร้างรายได้ต่อไร่สูงกว่าเมื่อเทียบกับหัวหน้าครัวเรือนที่มีอายุ 20-45 ปี ซึ่งสะท้อนถึงทักษะและประสบการณ์ในการปลูกข้าวที่สะสมเพิ่มตามอายุ เมื่อพิจารณาภูมิภาคที่ตั้งของครัวเรือนพบว่า ครัวเรือนที่ปลูกข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีการทำนาปีเป็นหลักจะมีรายได้ต่อพื้นที่ที่ต่ำว่าเมื่อเทียบกับครัวเรือนในภูมิภาคอื่นที่มีการทำนาปรังด้วย นอกจากนี้การเพาะปลูกบนพื้นที่เช่าจะมีรายได้ต่อไร่ที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับการเพาะปลูกบนพื้นที่ของตนเอง ซึ่งอาจเกิดจากการแสวงหาพื้นที่เช่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ ใกล้แหล่งน้ำ รวมถึงมีการปลูกข้าวแบบนาปรังร่วมด้วย สำหรับการปลูกอ้อย พบว่า หัวหน้าครัวเรือนที่เป็นหญิงสามารถสร้างรายได้สูงกว่าหัวหน้าครัวเรือนที่เป็นชาย อธิบายได้จากการมีการบริหารจัดการที่ดีตั้งแต่การวางแผนเพาะปลูกจนถึงการตัดอ้อยเพื่อส่งโรงงาน นอกจากนี้ ครัวเรือนที่ปลูกอ้อยบนพื้นที่เช่าก็จะมีรายได้ต่อไร่ที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับครัวเรือนที่ปลูกอ้อยบนพื้นที่ของตนเอง เช่นเดียวกันกับการปลูกข้าว ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนที่สอง ซึ่งมีตัวแปรอิสระประกอบด้วย ปัจจัยทางประชากรของหัวหน้าครัวเรือน และปัจจัยสนับสนุนการเพิ่มผลิตภาพ โดยมีตัวแปรตามคือ ผลิตภาพต่อไร่ของครัวเรือนเกษตรกร สำหรับการปลูกข้าว พบว่า ครัวเรือนที่มีหัวหน้าครัวเรือนเพศชายมีผลิตภาพสูงกว่าเมื่อเทียบกับครัวเรือนที่มีหัวหน้าเป็นหญิง ในด้านอายุ หัวหน้าครัวเรือนในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปมีความสามารถสร้างผลิตภาพต่อไร่ได้สูงกว่าเมื่อเทียบกับหัวหน้าครัวเรือนช่วงอายุ 20-45 ปีและช่วงอายุ 46-59 ปี ซึ่งเห็นว่ากลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปมีประทักษะและประสบการณ์ในการทำนามาหลายฤดู ทำให้สามารถมีความชำนาญในการวางแผนจัดการเกี่ยวกับผลผลิตที่ได้มาไม่เสียหาย ส่งผลให้ได้ผลิตภาพต่อไร่ดีกว่า ถึงแม้ว่าหัวหน้าครัวเรือนมีระดับการศึกษาเพียงระดับประถมศึกษา แต่สามารถจัดการผลผลิตให้ได้ดีกว่าระดับการศึกษาสูงกว่า แสดงว่าการศึกษาไม่ได้มีผลเกี่ยวกับการเพิ่มผลผลิต แต่เป็นประสบการณ์จากการเพาะปลูกข้าว หัวหน้าครัวเรือนใช้พื้นที่ทำการเพาะปลูกข้าวในการสร้างรายได้โดยเช่าที่ดินและที่ดินสาธารณประโยชน์ ใช้แหล่งน้ำนอกเขตชลประทานในการเพิ่มผลิตภาพ ซึ่งพื้นที่เกษตรในการเพาะปลูกข้าวใกล้แหล่งน้ำ การใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรในการสร้างผลิตภาพข้าวนั้น ทั้ง 8 กลุ่มเครื่องจักรมีอิทธิพลทั้งหมด สำหรับการปลูกอ้อย พบกว่า หัวหน้าครัวเรือนเพศหญิงสามารถสร้างผลิตภาพได้สูงกว่าหัวหน้าครัวเรือนเพศชาย อธิบายได้จากหัวหน้าครัวเรือนเพศหญิงมีความใส่ใจ และการปรับตัวกับการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ดีกว่าหัวหน้าครัวเรือนเพศชาย ในกลุ่มอายุ 60 ปีมีความสามารถในการสร้างผลิตภาพได้ดีกว่า นั้นคือการใช้ประสบการณ์ในการเกษตรที่ยาวนาน และยังพบว่าเขตพื้นที่เพาะปลูกตะวันออกเฉียงเหนือสามารถสร้างผลิตภาพได้ดีกว่า นั้นหมายถึงเขตที่เพาะปลูกมีสภาพพื้นที่เกี่ยวกับน้ำและดินที่เอื้ออำนวยต่อการผลิต จึงช่วยส่งเสริมในการสร้างผลิตภาพที่ดีต่อการเพาะปลูกอ้อย การใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรในการสร้างผลิตภาพอ้อยนั้น มีเพียง 5กลุ่มเครื่องจักรมีอิทธิพล ได้แก่ …
การศึกษาวรรณกรรมเรื่องสุบินกุมารสำนวนภาษาไทยและสำนวนภาษาอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป, ณัฐวุฒิ แสงพันธ์
การศึกษาวรรณกรรมเรื่องสุบินกุมารสำนวนภาษาไทยและสำนวนภาษาอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป, ณัฐวุฒิ แสงพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มุ่งรวบรวมและปริวรรตตัวบทวรรณกรรมเรื่องสุบินกุมารสํานวนภาษาไทยและสํานวนภาษาอื่นในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป รวมทั้งศึกษาลักษณะร่วมและความแตกต่างของวรรณกรรมเรื่องสุบินกุมารสํานวนต่างๆ และ วิเคราะห์วรรณกรรมเรื่องสุบินกุมารในมุมมองพุทธศาสนาแบบพื้นถิ่น ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษามีทั้งข้อมูลที่ตีพิมพ์แล้วและยังเป็นต้นฉบับตัวเขียนรวม 38 สํานวน ผลการศึกษาพบว่า ตัวบทเรื่องสุบินกุมารสามารถจําแนกตามภาษาที่ใช้ได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาตระกูลไท ภาษาลาว และภาษาเขมร โดยใช้ตัวอักษรที่บันทึก 3 ชนิด คือ ตัวอักษรไทย ตัวอักษรธรรม หรือ ตัวอักษรเขมร ตัวบทสามารถจัดแบ่งตามประเภทวรรณกรรมได้เป็น 5 กลุ่มกับอีก 1 ฉบับ ได้แก่ 1) วรรณกรรมอานิสงส์ 2) กลอนสวด 3) ศาสตราแลบง 4) แหล่ 5) นิทาน และคัมภีร์ปถมกัปป์หลวง ในการศึกษาเปรียบเทียบวรรณกรรมเรื่องสุบินกุมารสํานวนต่าง ๆ พบว่ามีลักษณะร่วมในด้านโครงเรื่อง ฉาก ตัวละคร และแนวคิดหลัก ในด้านโครงเรื่อง ปรากฏปมขัดแย้งระหว่างพ่อแม่กับลูกชายในเรื่องการบรรพชาอุปสมบทในพุทธศาสนาตรงกันทุกสํานวน ทําให้เกิดเป็นแบบเรื่องนิทานสุบินกุมาร ซึ่งประกอบด้วยอนุภาคเหตุการณ์สําคัญ 2 เหตุการณ์ ได้แก่ เหตุการณ์ลูกชาย หนีพ่อแม่ที่ไม่นับถือพุทธศาสนาไปบวช และเหตุการณ์การบวชในพุทธศาสนาของลูกช่วยให้พ่อแม่พ้นจากนรก โครงเรื่องของเรื่องสุบินกุมารมี 4 แบบ แบบที่พบมากที่สุดคือแบบที่ปรากฏเหตุการณ์ลูกชายช่วยทั้งแม่และพ่อจากนรก ตัวละครที่ปรากฏร่วมกันทุกสํานวน ได้แก่ ตัวละครเอกคือลูกชาย ตัวละครปฏิปักษ์คือ แม่และ/หรือพ่อ รวมทั้งตัวละครรองคือพระยายมและยมบาล ส่วนฉาก ที่ปรากฏร่วมกัน ได้แก่ ฉากเมืองบนโลกมนุษย์ในสมัยพุทธกาลและฉากนรก ในด้านแนวคิดสําคัญ แก่นเรื่องที่ปรากฏร่วมกัน คือ อานิสงส์แห่งการบวชในพุทธศาสนาสามารถช่วยพ่อแม่ให้พ้นจากนรกได้ โดยเป็นประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่ายคือพ่อแม่และตัวผู้บวช รวมทั้งยังปรากฏคําสอนเรื่องกรรมในทุกสํานวน ในด้านกลวิธีการประพันธ์ พบว่าวรรณกรรมเรื่องสุบินกุมารแต่ละประเภทใช้ กลวิธีการประพันธ์ที่หลากหลายจากขนบการประพันธ์ต่าง ๆ เช่น กลวิธีการประพันธ์แบบพระสูตรในพุทธศาสนา กลวิธีการ ประพันธ์แบบวรรณคดีพุทธศาสนาที่แต่งในไทยและดินแดนใกล้เคียง กลวิธีการประพันธ์แบบวรรณคดีราชสํานัก และกลวิธีการประพันธ์แบบวรรณคดีท้องถิ่น ผลการศึกษายังพบว่า เรื่องสุบินกุมารมีกระบวนการปรับให้เป็นวรรณกรรมพุทธศาสนาแบบพื้นถิ่น 3 กระบวนการ สําคัญ ได้แก่ 1) การประมวลองค์ประกอบจากวรรณคดีพุทธศาสนาและเรื่องเล่าในท้องถิ่น 2) การตีความเรื่องการบวชว่าเป็นบุญ และการตีความเรื่องกรรมให้เชื่อมโยงกับระบบครอบครัว เพื่อประนีประนอมกับค่านิยมและความเชื่อในท้องถิ่น …
การเปลี่ยนประเด็นสนทนาในปริจเฉทการสนทนาภาษาไทยแบบไม่เผชิญหน้า, ญาณิศา สระบัว
การเปลี่ยนประเด็นสนทนาในปริจเฉทการสนทนาภาษาไทยแบบไม่เผชิญหน้า, ญาณิศา สระบัว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสนทนาแบบไม่เผชิญหน้าเป็นรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ที่พบได้มากขึ้นในสังคมปัจจุบัน จึงเป็นกลุ่มข้อมูลที่ น่าสนใจศึกษา งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนประเด็นสนทนาในปริจเฉทการสนทนาภาษาไทยแบบไม่ เผชิญหน้าทางโทรศัพท์และทางแอปพลิเคชันสนทนาไลน์ (LINE) และเฟซบุ๊ก แมสเซนเจอร์ (Facebook Messenger) ศึกษาทั้งในด้านลักษณะการเปลี่ยนประเด็นสนทนา รูปภาษาแสดงการเปลี่ยนประเด็นสนทนา และความถี่ที่ปรากฏ ศึกษาว่าปัจจัยเพศมีผลต่อการเปลี่ยนประเด็นสนทนาหรือไม่ รวมทั้งวิเคราะห์เปรียบเทียบการเปลี่ยนประเด็นสนทนา ในปริจเฉทการสนทนาทางโทรศัพท์กับทางแอปพลิเคชันสนทนา โดยเก็บข้อมูลจากผู้ร่วมสนทนาเพศชาย 115 บท สนทนา และผู้ร่วมสนทนาเพศหญิง 115 บทสนทนา ผลการศึกษาพบว่า ภาพรวมลักษณะการเปลี่ยนประเด็นสนทนา ด้านตําแหน่งการปรากฏการเปลี่ยนประเด็นสนทนาพบการเปลี่ยนประเด็นในผลัดเดิม การเปลี่ยนประเด็นทันที และ การเปลี่ยนประเด็นฝ่ายเดียวมากที่สุด ด้านเนื้อหาของประเด็นใหม่พบการเปลี่ยนประเด็นเกี่ยวกับคู่สนทนามากที่สุด และด้านความสัมพันธ์ของประเด็นสนทนาพบการเปลี่ยนประเด็นแบบไม่สัมพันธ์กับประเด็นใด ๆ (การเปลี่ยนประเด็น ใหม่) มากที่สุด ด้านรูปภาษาแสดงการเปลี่ยนประเด็นสนทนาพบการเปลี่ยนประเด็นแบบไม่ปรากฏรูปภาษาแสดงการ เปลี่ยนประเด็นสนทนามากกว่าปรากฏรูปภาษา รูปภาษาแสดงการเปลี่ยนประเด็นสนทนาที่พบความถี่มากที่สุดสาม อันดับแรก ได้แก่ ถ้อยคําเชื่อมความ ถ้อยคําแสดงการนึกขึ้นได้ และถ้อยคําเรียกคู่สนทนา หน้าที่หลักของรูปภาษาทุก ประเภท คือ ส่งสัญญาณแสดงการเปลี่ยนประเด็นสนทนา และมีหน้าที่อื่น ๆ แตกต่างไปตามประเภทของรูปภาษา ใน ด้านปัจจัยเพศ ผู้วิจัยศึกษาทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า ในเชิงปริมาณ ผู้ร่วมสนทนาเพศชาย และเพศหญิงเปลี่ยนประเด็นสนทนาส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ดังนั้น ปัจจัยเพศจึงไม่ได้มีผลต่อ การเปลี่ยนประเด็นสนทนาในภาพรวม ส่วนในการศึกษาเชิงคุณภาพ พบว่า เพศชายและเพศหญิงเปลี่ยนประเด็น แตกต่างกัน 3 ประการ ได้แก่ การเปลี่ยนประเด็นตามหลังความเงียบ เนื้อหาของประเด็นสนทนาใหม่ และรูปภาษา แสดงการเปลี่ยนประเด็นสนทนา ลักษณะที่แตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นลีลาภาษาของเพศชายและเพศหญิงที่แตกต่างกัน กล่าวคือ เพศชายจะสนทนาแบบ “ตรงไปตรงมา” ส่วนเพศหญิงจะสนทนาแบบ “คํานึงถึงการมีส่วนร่วม” ส่วนผล การศึกษาเปรียบเทียบปริจเฉทการสนทนาทางโทรศัพท์กับทางแอปพลิเคชันสนทนา พบว่า ลักษณะที่แตกต่างกันของ ปริจเฉทการสนทนาทั้งสองรูปแบบโดยเฉพาะด้านความต่อเนื่องของการสนทนาและช่วงเวลาการสนทนาส่งผลให้การ เปลี่ยนประเด็นสนทนามีความแตกต่างกัน ส่วนความแตกต่างด้านการระบุระยะห่างระหว่างข้อความของไลน์และ เฟซบุ๊ก แมสเซนเจอร์ไม่ได้มีผลต่อการเปลี่ยนประเด็นสนทนาในภาพรวม
นวัตกรรมการออกแบบแฟชั่นไลฟ์สไตล์จากกระบวนการแปรรูปเส้นใยด้วยผลผลิตเกษตรไร้มูลค่าอย่างยั่งยืน โดยใช้แนวคิดความเชื่อมงคลสัญวิทยา, อุษา ประชากุล
นวัตกรรมการออกแบบแฟชั่นไลฟ์สไตล์จากกระบวนการแปรรูปเส้นใยด้วยผลผลิตเกษตรไร้มูลค่าอย่างยั่งยืน โดยใช้แนวคิดความเชื่อมงคลสัญวิทยา, อุษา ประชากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนานวัตกรรมเส้นใยจากผลผลิตเกษตรไร้มูลค่าของเปลือกทุเรียนให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์แฟชั่นและสิ่งทอเพื่อนำไปสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ที่มีเอกลักษณ์และต้นแบบแบรนด์สินค้าที่เหมาะสำหรับกลุ่มเจเนอเรชั่นวาย (Generation Y) จากแนวคิดความเชื่อมงคลสัญวิทยา ซึ่งมีกลุ่มประชากรคือผู้ประกอบการทุเรียน (พื้นที่จังหวัดจันทบุรี) กลุ่มผู้บริโภคเจเนอเรชั่นวาย (Gen Y) ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งทอ ด้านวิจิตรศิลป์และด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ รวมถึงกลุ่มทอผ้าบ้านคลองบอน อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยใช้เครื่องมือแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม ผลการวิจัย เศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียนมีคุณสมบัติเชิงกลเช่นเดียวกับเส้นใยของฝ้ายและป่าน ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมสิ่งทอได้ และแนวทางการคัดแยกเส้นใยทุเรียนสำหรับการนำมาใช้ประโยชน์ในทางสิ่งทอสามารถทำได้ 2 วิธีคือการตากแห้งแล้วนำมาต้มและการแช่หรือหมักเปลือกทุเรียนเพื่อคัดแยกเส้นใย ซึ่งการแช่หรือหมักเปลือกทุเรียนจะได้ลักษณะของเส้นใยแบบธรรมชาติและคุณภาพของเส้นใยที่มีลักษณะดีกว่าเหมาะสมในการนำไปใช้งานด้านนวัตกรรมเส้นใยสิ่งทอ แต่มีข้อจำกัดคืออาจต้องใช้ระยะเวลานาน รวมถึงกลิ่นที่อาจไม่พึงประสงค์ จากนั้นการขึ้นเส้นด้ายและการทอผืนผ้า สามารถทำได้ 2 รูปแบบ คือรูปแบบที่ 1 การขึ้นเส้นด้าย (เข็ญมือ) และการทอผืนผ้าแบบชุมชน เป็นการขึ้นเส้นด้ายและการทอตามอัตราส่วนของไหมต่อไหมผสมเส้นใยทุเรียน และรูปแบบที่ 2 การขึ้นเส้นด้ายและการทอผืนผ้าแบบอุตสาหกรรม โดยใช้การขึ้นเส้นด้ายแบบ Open End Rotor Spinning และ Garabo Spinning รวมถึงการทอแบบ Nep ตามอัตราส่วนของเส้นใยทุเรียนต่อไหม ซึ่งวิธีการที่เหมาะสมในการนำมาพัฒนาเพื่อสร้างต้นแบบแบรนด์สินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์คือการขึ้นเส้นด้ายแบบอุตสาหกรรมเพื่อลดระยะเวลาการเข็ญมือที่อาจต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน แล้วจึงนำมาทอแบบชุมชนเพื่อให้เกิดอัตลักษณ์ใหม่บนผืนผ้าโดยใช้เทคนิคการมัดหมี่ให้เกิดลวดลายอันเกิดจากแนวทางการศึกษาด้านงานทอผ้าจากกลุ่มบ้านคลองบอน อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ส่วนของรูปแบบที่แสดงถึงความมงคลและมีความเหมาะสมกับกลุ่ม Generation Y คือสัตว์มงคล 9 ในรูปแบบของการถอดสัญญะแบบไอคอน (Icon) และรูปแบบแบรนด์สินค้าที่เหมาะสมและเป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้บริโภคคือแบรนด์สินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ที่แสดงถึงความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงสินค้าที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจในการดำรงชีวิต อีกทั้งผืนผ้าไหมทอผสมใยทุเรียนที่ อัตราส่วน 50 : 50 ของไหมต่อไหมผสมใยทุเรียน มีค่าการทดสอบการซึมผ่านของอากาศอยู่ที่ 59.46 มากกว่าผืนผ้าไหม 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งค่าการทดสอบจะอยู่ที่ 39.68 และผืนผ้าไหมทอผสมทุเรียนในอัตราส่วนนี้ยังมีผลการทดสอบประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรียสูงถึง 99.92 เปอร์เซ็นต์ จากแนวทางดังกล่าวผู้วิจัยมุ่งเน้นการพัฒนาในแนวทางของการสร้างเศษเหลือทิ้งให้เป็นศูนย์ (Zero Waste) โดยสร้างให้เกิดผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วยเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย กระเป๋า รองเท้าและผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้าน เป็นต้น
พุทธธรรมในนิตยสารธรรมจักษุในสมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นบรรณาธิการ พ.ศ. 2437-2454 : ความเป็นมา สารัตถะ และบทบาทต่อพุทธศาสนาไทย, พระมหาสราวุธ โพธิ์ศรีขาม
พุทธธรรมในนิตยสารธรรมจักษุในสมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นบรรณาธิการ พ.ศ. 2437-2454 : ความเป็นมา สารัตถะ และบทบาทต่อพุทธศาสนาไทย, พระมหาสราวุธ โพธิ์ศรีขาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาพุทธธรรมในนิตยสารธรรมจักษุ ในสมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นบรรณาธิการ พ.ศ. 2437-2454 โดยศึกษาความเป็นมา สารัตถะ และบทบาทความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาและสังคมไทย ผลการศึกษาความเป็นมาพบว่า นิตยสารธรรมจักษุ (พ.ศ. 2437-2454) เป็นนิตยสารทางพระพุทธศาสนาเล่มแรกของประเทศไทย ตีพิมพ์เป็นรายเดือน เผยแผ่ครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม ปีพุทธศักราช 2437 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส) ทรงเป็นผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการรูปแรก มีพระเถรานุเถระ พระภิกษุสามเณรนิสิตของมหามกุฏราชวิทยาลัย และกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ร่วมจัดทำ เพื่อใช้เป็นสื่อในการเผยแผ่พุทธธรรมที่เข้ากับสมัยนิยม ตามวัตถุประสงค์สำหรับเผยแผ่พุทธธรรมของมหามกุฏราชวิทยาลัย ผลการศึกษาด้านสารัตถะพุทธธรรมพบว่า เนื้อหาสารัตถะพุทธธรรมในนิตยสารธรรมจักษุ จำแนกออกเป็น 10 ประเภท ได้แก่ สารัตถะพุทธธรรมเกี่ยวกับ 1) คัมภีร์พระไตรปิฎก 2) สุภาษิตและนิทานชาดก 3) พระธรรมเทศนา 4) คำอนุโมทนา 5) หัวข้อกระทู้ธรรม 6) ตำนานและประวัติศาสตร์ 7) คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา 8) หลักธรรมสำคัญและหลักการปฏิบัติธรรม 9) พระคุณสมบัติของพระพุทธเจ้า และ 10) พระสูตรทางพระพุทธศาสนามหายาน สะท้อนให้เห็นมิติใหม่ของการเผยแผ่พุทธธรรมไปสู่สาธารณชน ด้วยการนำเสนอเนื้อหาสาระที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้ผู้อ่านสามารถเข้าถึงวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น ผลการศึกษาด้านกลวิธีนำเสนอสารัตถะพุทธธรรมพบว่า มี 5 รูปแบบ ได้แก่ 1) การใช้ภาษาแนวใหม่ 2) การจัดหมวดหมู่สารัตถะพุทธธรรม 3) การแปลความพระสูตรรูปแบบใหม่ 4) การนำเสนอพุทธสุภาษิตสั้น ๆ 5) การใช้โวหารวิธี คือ บรรยายโวหารวิธี พรรณนาโวหารวิธี ปุจฉาวิสัชนาวิธี สาธกโวหารวิธี และเทศนาโวหารวิธี เพื่อเป็นทางเลือกในการอ่านและศึกษาคำสอนทางพระพุทธศาสนา ผ่านมิติมุมมองด้านประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และภาษาวรรณกรรม โดยประยุกต์หลักธรรมให้เหมาะสมแก่กาลและบริบทสังคม ผลการศึกษาด้านบทบาทและความสำคัญของนิตยสารธรรมจักษุต่อพุทธศาสนาในสังคมไทยพบว่า นิตยสารธรรมจักษุ เป็นเสมือนโรงธรรมสภาของพุทธศาสนิกชน สร้างพฤติกรรมการรับรู้พุทธธรรมใหม่ ๆ คือปรับเปลี่ยนรูปแบบการเข้าถึงหลักพุทธธรรมจากการฟังสู่การอ่าน เป็นสื่อของคณะสงฆ์ส่วนกลางในการจัดการเล่าเรียนหัวเมือง และเป็นสื่อกลางระหว่างพระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ ชาติบ้านเมือง และประชาชน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเผยแผ่คำสอนของพระพุทธศาสนาและพัฒนาการศึกษาของบ้านเมืองอีกช่องทางหนึ่ง …
Development Of Real-Time Particulate Matter Monitoring Using Smartphone Microscope, Parinton Jangtawee
Development Of Real-Time Particulate Matter Monitoring Using Smartphone Microscope, Parinton Jangtawee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study introduces a novel paradigm in air quality surveillance, combining light-sheet technology with smartphone microscopy to monitor particulate matter in real time. By leveraging a laser beam transformed into a planar light sheet, suspended particles scatter light, enabling microscopic visualization and trajectory recording through a smartphone linked to a magnifying lens. This innovative methodology merges precision light-sheet illumination with smartphone accessibility, providing a portable, cost-effective, and sustainable solution for air quality assessment. Results demonstrate the system's robustness, showcasing a direct, linear correlation between response and particulate matter concentrations. This finding underscores the device's reliability and accuracy in quantifying particulate …
Improving Electrochemical Properties Of Gdbaco2o5 And Ndbaco2o5 By Ca Substitution And A-Site Cation Deficiency, Yupadee Ung-Arphorn
Improving Electrochemical Properties Of Gdbaco2o5 And Ndbaco2o5 By Ca Substitution And A-Site Cation Deficiency, Yupadee Ung-Arphorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Ca-substituted layered perovskites of MBa1-xCaxCo2O5+δ (M = Nd; NBCax and Gd; GBCax, x = 0.0-0.4) and A-site deficiency in Nd1-xBa0.9Ca0.1Co2O5+δ (NdxBCa) and NdBa0.9-x Ca0.1Co2O5+δ (NBaxCa) have been investigated in order to improve electrochemical performance of cathode materials for intermediate-temperature solid oxide fuel cell (IT-SOFC, 600-800°C). All materials are synthesized in air by a conventional solid-state reaction with calcination and sintering temperatures of 800°C and 1200°C for 6 hours. NBCO adopts a layered perovskite with a tetragonal crystal structure while GBCO shows an orthorhombic crystal structure. Incorporating Ca into the Ba-site of NBCO structure reveals a structural transition from P4/mmm tetragonal …
Functional Characterization Of Pacific White Shrimp Litopenaeus Vannamei Heat Shock Protein 90 In Response To White Spot Syndrome Virus Infection, Warumporn Yingsunthonwattana
Functional Characterization Of Pacific White Shrimp Litopenaeus Vannamei Heat Shock Protein 90 In Response To White Spot Syndrome Virus Infection, Warumporn Yingsunthonwattana
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Heat shock proteins (HSPs) are host chaperones that can be used by viruses to facilitate various steps of viral infections. In this study, we found that Litopenaeus vannamei heat shock protein 90 (LvHSP90) is a viral-responsive protein, due to a significant transcriptional and translational upregulation following white spot syndrome virus (WSSV) infection. Suppression of LvHSP90 significantly reduced WSSV infection which was corresponded with significantly decreased expressions of viral genes, including the immediate-early genes and viral DNA polymerase. Conversely, injecting shrimp with WSSV that had been co-incubated with a recombinant LvHSP90 (rLvHSP90) promoted WSSV infection as evidenced by an increased cumulative …
การทูตเพื่อสาธารณสุขของจีน: การให้ความช่วยเหลือด้านวัคซีนในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19, กรกมล ปรปักษ์ขาม
การทูตเพื่อสาธารณสุขของจีน: การให้ความช่วยเหลือด้านวัคซีนในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19, กรกมล ปรปักษ์ขาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งเน้นศึกษาการดำเนินนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขของจีนในการให้ความช่วยเหลือด้านวัคซีนในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 โดยมีจุดประสงค์ในการสร้างความเข้าใจว่าเพราะเหตุใดการดำเนินนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขและการทูตวัคซีนของจีนในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีในฐานะผู้ให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ส่งผลให้สามารถเจรจาโน้มน้าวประเทศต่าง ๆ และสามารถนำไปสู่การขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเป้าหมายได้ แต่การทูตวัคซีนของจีนที่ดำเนินนโยบายระหว่างสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 กลับส่งผลให้ภาพลักษณ์ของจีนดีขึ้นในช่วงแรกของการระบาดเท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการวิพากษ์วิจารณ์และข้อกังขาของประเทศอื่น ๆ ที่มีต่อวัคซีนโควิด 19 ของจีน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อ Soft Power ของจีน ดังนั้น ผู้เขียนจึงนำแนวคิด Soft Power ของ Joseph Nye มาอธิบายถึงความพยายามดังกล่าวของจีน ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ถึงแม้ว่าการทูตวัคซีนของจีนจะได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบมากนักต่อนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขที่จีนดำเนินมาอย่างยาวนาน เนื่องจากการทูตเพื่อสาธารณสุขที่จีนใช้เป็น Soft Power ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น กรอบความร่วมมือด้านสุขภาพในประเด็นสุขภาพที่สำคัญ และดำเนินไปพร้อมกับยุทธศาสตร์ BRI มีความมั่นคงอยู่แล้ว ดังนั้น การดำเนินนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขเป็น Soft Power ที่มีความจริงใจและโปร่งใส ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และมีการเน้นไปยังกรอบความร่วมมือด้านสุขภาพนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีในฐานะมหาอำนาจและการเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือของจีนได้ดี
อาวุธและการเลือกข้าง: การจัดหายุทโธปกรณ์ทางทหารของกองทัพไทยหลังรัฐประหาร 2557, ฐานันดร์ กาญจนนิรินธน์
อาวุธและการเลือกข้าง: การจัดหายุทโธปกรณ์ทางทหารของกองทัพไทยหลังรัฐประหาร 2557, ฐานันดร์ กาญจนนิรินธน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้ใช้การค้นคว้าจากเอกสารสาธารณะและเอกสารทางราชการเพื่อวิเคราะห์การจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อแก้ไขข้อจำกัดในการจัดหาอาวุธของกองทัพไทยหลังรัฐประหารปีพุทธศักราช 2557 ท่ามกลางข้อจำกัดจากนโยบายสหรัฐอเมริกาที่ระงับความช่วยเหลือต่างประเทศต่อประเทศที่มีระบอบการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ผลการศึกษาเผยให้เห็นว่ากองทัพได้หันมาจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทางทหารที่สำคัญจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีข้อตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและจีนในการจัดซื้อเรือดำน้ำ S26T ซึ่งถือเป็นอาวุธยุทธศาสตร์ อย่างไรก็ดีการแก้ไขข้อจำกัดนี้มิได้บ่งถึงการละทิ้งความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์กับสหรัฐอเมริกาโดยสมบูรณ์ เนื่องจากความสัมพันธ์ทวิภาคีครอบคลุมหลายด้าน เช่น ความมั่นคงและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ กรณีศึกษาเกี่ยวกับความล้มเหลวในการจัดหาเรือดำน้ำเผยให้เห็นว่าการเปลี่ยนไปจัดหาหรือพึ่งพาอาวุธจากจีนเพียงประเทศเดียวอาจมิใช่ประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย การศึกษายังเน้นถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมอาวุธในประเทศ และชี้ให้เห็นว่าการลงทุนในภาคส่วนนี้สามารถยกระดับการพึ่งตนเองและลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศในระยะยาว แม้มิใช่สิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ทันทีทันใดก็ตาม
นโยบายของออสเตรเลียต่อจีน ห้วงปี ค.ศ. 2015-2022, ธนิษฐา แพงวงษ์
นโยบายของออสเตรเลียต่อจีน ห้วงปี ค.ศ. 2015-2022, ธนิษฐา แพงวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพลวัตของความสัมพันธ์เชิงนโยบายต่างประเทศระหว่างออสเตรเลียและจีน ซึ่งทวีความตึงเครียดมากขึ้นนับตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 2015 เป็นต้นมา โดยมีการตั้งข้อสังเกตถึงการผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจใหม่ของจีน เกิดเป็นการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นจนสร้างความกังวลให้หมู่ประเทศตะวันตก รวมถึงการรับรู้ว่าจีนเป็นภัยคุกคามทั้งระดับรัฐบาลและประชาชน ทำให้ออสเตรเลียเปลี่ยนแนวทางการดำเนินนโยบายไปในทิศทางเดียวกันกับสหรัฐอเมริกาเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลจีนอย่างชัดเจน เหล่านี้จึงกลายเป็นความท้าทายต่อการดำเนินนโยบายของออสเตรเลียในระยะต่อมา ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับการบริหารความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศและความมั่นคง
ความริเริ่มด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: อุปสรรคและความท้าทาย, ตรีสิริ เซะวิเศษ
ความริเริ่มด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: อุปสรรคและความท้าทาย, ตรีสิริ เซะวิเศษ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญกับปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่รุนแรงขึ้น หลังจีนห้ามนำเข้าขยะและของเสียอันตรายหลายประเภท ตั้งแต่ปี 2018 ส่งผลให้ภูมิภาคแห่งนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ในการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายจากประเทศพัฒนาแล้วแทน ประกอบกับปัจจัยการบริโภคอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Electrical and Electronic Equipment: EEE) ที่ทำให้ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศสมาชิกเพิ่มสูงขึ้นมาก แต่อาเซียนยังไม่มีการบังคับใช้กฎระเบียบเข้มงวดจัดการปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความเป็นกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น สารนิพนธ์เรื่องนี้จึงต้องการศึกษาว่าอาเซียนมีความริเริ่มด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไร รวมถึง อุปสรรคและความท้าทายที่เกิดขึ้น สารนิพนธ์เรื่องนี้ใช้กรอบแนวคิดเสรีนิยมใหม่เชิงสถาบัน (Neoliberalism) ภายใต้นิยามของ Robert O. Keohane ที่เน้นความสำคัญของสถาบันและองค์กรระหว่างประเทศในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐ สนับสนุนด้วยทฤษฎีระบอบ (Regime Theory) ของ Stephen D. Krasner ที่อธิบายว่าระบอบระหว่างประเทศ ประกอบด้วยชุดกฎเกณฑ์ บรรทัดฐานและการตัดสินใจ ซึ่งกำหนดพฤติกรรมและบทบาทของรัฐในการแก้ปัญหาร่วมกัน โดยผลการศึกษาพบว่าความริเริ่มด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในอาเซียนเผชิญอุปสรรคและความท้าทายหลายประการ จากการขาดกฎระเบียบ มาตรฐานที่แตกต่างกันระหว่างชาติสมาชิก กลไกการบังคับใช้ ทำให้อาเซียนต้องจัดตั้งระบอบด้านสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาคที่มุ่งเน้นแก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นการเฉพาะขึ้นร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ
นโยบายต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ : ความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์ภายใต้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก, พิชญ์ คุ้มล้วนล้อม
นโยบายต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ : ความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์ภายใต้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก, พิชญ์ คุ้มล้วนล้อม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์ภายใต้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก และเพื่อทำความเข้าใจการดำเนินนโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่นในสมัยนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ โดยใช้กรอบแนวคิดดุลแห่งอำนาจ จากผลการศึกษาพบว่าการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคภัย คุกคามด้านความมั่นคงจากเกาหลีเหนือ และความกังวลในท่าทีที่ไม่แน่นอนของสหรัฐอเมริกา เป็นปัจจัยที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องปรับนโยบายความมั่นคงจากการพึ่งพาความคุ้มครองทางทหารของสหรัฐไปสู่แนวทางที่พึ่งพาตนเองมากขึ้น การปกป้องความมั่นคงและเสถียรภาพทางทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกมีความจำเป็นต่อความอยู่รอดของประเทศ จึงทำให้ยุทธศาสตร์นี้ได้รับการยอมรับมากขึ้นในสังคมชาวญี่ปุ่น อีกทั้งยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกยังช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถส่งเสริมความสัมพันธ์พหุภาคีและทวิภาคีกับประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมได้ โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกับจีนในประเด็นทางทะเลเช่นเดียวกับญี่ปุ่น จึงได้มีการกระชับความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินยุทธศาสตร์ของนายอาเบะได้เป็นอย่างดี
การอพยพเข้ามาในประเทศไทยของผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ ระหว่างปี ค.ศ. 2009-2023, นิรัชพร โพ้ท
การอพยพเข้ามาในประเทศไทยของผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ ระหว่างปี ค.ศ. 2009-2023, นิรัชพร โพ้ท
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งเน้นศึกษาเกี่ยวกับผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ในประเทศไทย โดยมีคำถามหลัก 2 ข้อ ประกอบด้วย 1) อะไรคือสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ตัดสินใจอพยพ และ 2) ทำไมผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานผู้นับถือศาสนาคริสต์ จึงเลือกเดินทางมายังประเทศไทย วิธีการดำเนินการวิจัยเน้นการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งเดินทางมายังประเทศไทยระหว่าง ปี ค.ศ. 2009-2023 จำนวน 15 คน จากการสัมภาษณ์พบว่า สาเหตุสำคัญของการอพยพ คือ ปัจจัยทางการเมือง ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความขัดแย้งในชุมชนท้องถิ่น เนื่องมาจากความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกันจนนำไปสู่การฟ้องร้องโทษฐานกระทำความผิดกฎหมายดูหมิ่นศาสนา และยังพบว่าสาเหตุที่ผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์เลือกเดินทางมายังประเทศไทย เนื่องจากผู้แสวงหาที่พักพิงอาศัยเครือข่ายทางสังคม เครือข่ายศาสนา และเครือข่ายความเป็นคนบ้านเดียวกันในการอพยพ เครือข่ายเหล่านี้ มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผู้แสวงหาที่พักพิง รวมถึงกลุ่มประชาสังคม องค์กรศาสนา หน่วยงาน INGOs และมิชชั่นนารี มีบทบาทอย่างมากในการช่วยเหลือผู้แสวงหาที่พักพิง โดยมีการพึ่งพาซึ่งกันและกันในลักษณะที่คล้ายคลึงกับ “ผู้อุปภัมถ์และผู้พึ่งพา” (Patron and Client) สร้างผลประโยชน์ให้กับทั้งสองฝ่าย
ความตึงเครียดทางชาติพันธุ์ในมาเลเซีย : กรณีศึกษาชาติพันธุ์สยามในรัฐกลันตัน, ภูวดล หน่อแก้ว
ความตึงเครียดทางชาติพันธุ์ในมาเลเซีย : กรณีศึกษาชาติพันธุ์สยามในรัฐกลันตัน, ภูวดล หน่อแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตลอดระยะเวลาที่อังกฤษได้ปกครองและมีอิทธิพลเหนือดินแดนคาบสมุทรมลายู ได้ใช้วิธีการแบ่งแยกและปกครอง(Divide and Rule) มาปกครองชาติอาณานิคม และหลังจากที่มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี ค.ศ.1957 ก็ได้นำวิธีการดังกล่าว มาใช้ปกป้องผลประโยชน์และสิทธิของชาวมลายูและชนพื้นเมืองในฐานะภูมิบุตรา หรือบุตรแห่งแผ่นดิน โดยที่นโยบายภูมิบุตรา ได้ถูกนำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านทางนโยบายเศรษฐกิจใหม่(New Economic Policy : NEP) เป็นการซ้ำเติม ความตึงเครียดระหว่างชาติพันธุ์ให้มีมากกว่าเดิม แม้ว่าเป้าหมายหลักของนโยบายดังกล่าว จะเป็นกลุ่มคนมาเลเซียเชื้อสายจีนและอินเดีย แต่ก็ส่งผลกระทบทางอ้อม ไปยังชาวมาเลเซียเชื้อสายไทย หรือชาวสยาม ซึ่งเป็นประชากรส่วนน้อย ทำให้ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวนี้ด้วยเช่นกัน กระบวนการถูกทำให้เป็นคนชายขอบ(marginalization) และการกีดกันทั้งทางด้านวัฒนธรรม กฎหมาย การศึกษา และด้านการประกอบอาชีพ ผ่านกลไกทางนโยบายของรัฐอย่างเป็นระบบเช่นนี้ ประกอบกับ การที่ไม่ได้มีฐานอำนาจทางเศรษฐกิจดังเช่นชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนและอินเดีย ทำให้ชาวมาเลเซียเชื้อสายไทย จำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เพื่อคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ของตนให้ดำรงสืบไป
การดำเนินยุทธศาสตร์ความมั่นคงของญี่ปุ่นต่อสหรัฐอเมริกาในสมัยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์, พงศกร ฉัตรศรี
การดำเนินยุทธศาสตร์ความมั่นคงของญี่ปุ่นต่อสหรัฐอเมริกาในสมัยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์, พงศกร ฉัตรศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภายหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์เข้ารับตำเเหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในปี 2017 ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนเเปลงต่อนโยบายความมั่นคงเเละยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของประเทศญี่ปุ่นในสมัยของนายกรัฐมนตรี อาเบะ ชินโซะ ความไม่เเน่นอนด้านนโยบายต่างประเทศเเละความมั่นคงของสหรัฐฯภายใต้การนำของทรัมป์ก่อให้ความกังวลเกิดความมั่นคงต่อระบบพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น ส่งผลให้อาเบะจำเป็นต้องดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของญี่ปุ่นต่อสหรัฐฯท่ามกลางสภาวะพื้นฐานของความไม่เเน่นอนตลอดการดำรงตำเเหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯภายใต้การขยายอิทธิพลด้านความมั่นคงจีนที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาคอินโด-เเปซิฟิก สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการศึกษาการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของญี่ปุ่นต่อสหรัฐฯในช่วงการดำรงตำเเหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงระหว่าง ปี 2017-2020 ในช่วงสมัยการดำรงตำเเหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นอาเบะ ชินโซะ มีเเนวทางอย่างไรในการดำเนินนโยนายต่างประเทศด้านความมั่นคงเเละอาเบะดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงอย่างไรเพื่อตอบสนองต่อบทบาทของสหรัฐฯในภูมิภาคอินโด-เเปซิฟิก เพื่อถ่วงดุลอำนาจจากการขยายอิทธิพลของจีนเเละรักษาเสถียรภาพด้านความมั่นคงระหว่างประเทศของญี่ปุ่นที่เกิดจากความเเปลี่ยนทางการเมืองของสหรัฐฯ.
The 2014 Central American Migrant Crisis: Necropolitics And Its Consequences, Siyapah Surathumrong
The 2014 Central American Migrant Crisis: Necropolitics And Its Consequences, Siyapah Surathumrong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the summer of 2014, a surge of more than 69,000 unaccompanied children apprehended at the US-Mexico border, urging the media outlets to coin this emergence “the Central American Migrant Crisis.” Immediate responses by the Obama Administration have deemed successful results, with number of children apprehended at the border has decreased rapidly. Thus, it took years for the issue to resurface, revealing that not only the crisis has never been fully solved, but many unaccompanied children also still suffered from what US policies have inflicted upon them. In order to investigate into the heart of the crisis, this research argues …
Green Bri ของจีนและการจัดการภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ, สรวีย์ ขาวมาก
Green Bri ของจีนและการจัดการภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ, สรวีย์ ขาวมาก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้ศึกษาวิเคราะห์ความพยายามของจีนในการจัดการภาพลักษณ์ข้อริเริ่ม BRI ผ่านการเปลี่ยนแปลงสู่แนวคิดการพัฒนาสีเขียว จีนได้ริเริ่ม BRI เป็นนโยบายต่างประเทศที่สำคัญในปี ค.ศ. 2013 อย่างไรก็ตามกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในโครงการ BRI ได้ทำให้จีนมุ่งสู่แนวปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากบรรทัดฐานและกรอบข้อตกลงระหว่างประเทศที่ผลักดันโดยองค์การระหว่างประเทศอย่างสหประชาชาติ มาปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ BRI เป็นตัวแบบสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงทางยุทธศาสตร์นี้ไม่เพียงแต่พยายามจัดการกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของ BRI แต่ยังมุ่งสร้างจุดยืนระดับโลกของจีนให้ดีขึ้นในการเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องสิ่งแวดล้อม เมื่อพิจารณาตามข้อเสนอหลักของ Martha Finnemore ที่ว่ารัฐรับเอาบรรทัดฐานและคุณค่าใหม่ผ่านองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจีนรับเอาหลักการพัฒนาสีเขียวมาใช้ทางยุทธศาสตร์เพื่อปรับเปลี่ยนการรับรู้ระหว่างประเทศของการดำเนินนโยบายต่างประเทศจีน การรับมานี้ไม่เพียงช่วยลดข้อกังวลต่างๆ ที่เกี่ยวกับ BRI แต่ยังทำให้จีนก้าวสู่การเป็นผู้นำที่ปฏิบัติตามวาระสีเขียวในเวทีโลกอีกด้วย อย่างไรก็ตามการที่จีนให้คำมั่นสัญญาต่อการพัฒนาสีเขียวในโครงการ BRI ทำให้เกิดการสำรวจตรวจสอบจากตัวแสดงระหว่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศที่อาจพยายามค้นหาเพื่อทำให้จีนรับผิดชอบต่อการดำเนินการทางสิ่งแวดล้อมของ green BRI ตามที่ได้ให้ไว้กล่าวโดยสรุป สารนิพนธ์เสนอว่าการนำแนวคิดการพัฒนาสีเขียวมาใช้เพื่อปรับการดำเนินโครงการ BRI ไปเป็น green BRI ของจีนเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของคำมั่นสัญญาและพันธกิจต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน พันธกิจดังกล่าวเป็นสิ่งที่จะถูกใช้อ้างอิงต่อไปในความร่วมมือระหว่างประเทศของจีนที่เกี่ยวข้องกับ Green BRI ด้านหนึ่งจีนจะถูกตรวจสอบความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้น แต่พร้อมกันนั้นก็เป็นโอกาสสำหรับจีนที่จะแสดงให้เห็นถึงการอุทิศตนต่อความรับผิดชอบในการปกป้องสิ่งแวดล้อมและการปฏิบัติตามบรรทัดฐานและมาตรฐานระหว่างประเทศ
การขยายตัวของกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศกับการบริหารจัดการความมั่นคงทางทะเล : ศึกษาบทบาทของกองทัพเรือกับการจัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล, วิศเวศ คุ้มราษี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของสารนิพนธ์ฉบับนี้คือการศึกษาสมรรถนะและประสิทธิภาพของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล (ศรชล.) ในการทำหน้าที่บูรณาการยุทธศาสตร์ แผนงาน และบริหารทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างประเทศและการปฏิบัติตามกรอบพันธกรณีของระบอบระหว่างประเทศด้านความมั่นคงทางทะเล โดยใช้แนวคิดของเสรีนิยมใหม่เชิงสถาบันเป็นกรอบการวิเคราะห์ และใช้การวิจัยเอกสารทั้งเอกสารทางการและที่เปิดเผยต่อสาธารณะเป็นวิธีศึกษา สารนิพนธ์ได้ข้อค้นพบว่าความร่วมมือและการประสานการปฏิบัติงานภายในประเทศเพื่อให้เป็นไปตามกรอบของระบอบระหว่างประเทศส่งผลให้เกิดการกระจายความรับผิดชอบในการบริหารจัดการความมั่นคงทางทะเลที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร การจัดตั้ง ศรชล. และการแต่งตั้งผู้บริหารของกองทัพเรือปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งสำคัญของ ศรชล. ส่งผลให้ส่วนราชการของประเทศไทยบรรลุเป้าหมายในการยกระดับกลไกการประสานงาน บูรณาการระหว่างหน่วยงานที่สำคัญกับการจัดการความมั่นคงทางทะเล พร้อมกันนั้นการบูรณาการยังทำให้การบริหารจัดการทรัพยากร การประสานความร่วมมือเป็นไปอย่างมีเอกภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น สารนิพนธ์มีข้อเสนอแนะว่าเพื่อให้ศรชล. สามารถขยายบทบาทในการเป็นหน่วยงานประสานความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล กองทัพเรือควรมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและยกระดับความร่วมมือทั้งในรูปแบบทวิภาคีและพหุภาคี รวมทั้งพัฒนาแนวทางการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพตามพันธกรณีระหว่างประเทศ
ตำรวจไทยกับประเด็นวาระระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางออนไลน์, ทศพล กระพี้แดง
ตำรวจไทยกับประเด็นวาระระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางออนไลน์, ทศพล กระพี้แดง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้ใช้การวิจัยข้อมูลเอกสารเพื่อวิเคราะห์กลยุทธ์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาตินำมาใช้ในการต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางออนไลน์ จากความตระหนักรู้ทั่วโลกในการขยายตัวของปัญหาดังกล่าว องค์การระหว่างประเทศและหน่วยงานที่ทำงานด้านสังคมในระดับนานาชาติจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการต่อต้านและปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางออนไลน์ ทำให้ปัญหานี้ถูกยกระดับให้เป็นประเด็นวาระระหว่างประเทศที่ได้รับความสำคัญทั้งในระดับระหว่างประเทศและระดับภูมิภาค ในบริบทดังกล่าวสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ยกระดับการประสานงานทั้งภายในประเทศไทยและระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศในกลุ่มอาเซียนเพื่อจัดการกับอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก เป็นการเสริมพลังให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีแนวทางเชิงกลยุทธ์และสร้างความร่วมมือในการจัดการกับการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กออนไลน์ ไม่เพียงแต่ภายในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแบ่งปันข้อมูล ความร่วมมือในด้านกฎหมาย และการสร้างความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ในด้านการบังคับใช้กฎหมาย การศึกษานี้มีความหมายที่สำคัญต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการปรับปรุงกลยุทธ์ในการป้องกันเด็กจากการล่วงละเมิดออนไลน์และในการเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อสู้กับอาชญากรรมออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ระบอบชายเป็นใหญ่ในเกาหลีใต้จากยุคต่อต้านคอมมิวนิสต์สู่ยุคเสรีนิยมใหม่, กชกร มานะจิตต์
ระบอบชายเป็นใหญ่ในเกาหลีใต้จากยุคต่อต้านคอมมิวนิสต์สู่ยุคเสรีนิยมใหม่, กชกร มานะจิตต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาและอธิบายถึงปรากฏการณ์กระแสต่อต้านความเท่าเทียมทางเพศในประเทศเกาหลีใต้ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่เพศชายอายุ 20s ถึง 30s ปี ที่สมาทานตนว่าเป็นกลุ่มแอนไทเฟมินิสต์ ผู้เป็นฐานเสียงสำคัญในการคว้าชัยชนะของประธานาธิบดีฝ่ายอนุรักษนิยมที่ใช้นโยบายแสดงทัศนคติแห่งการเหยียดเพศและความเป็นปรปักษ์ต่อความเท่าเทียมทางเพศอย่าง ยุน ซอก ยอล ได้สำเร็จ โดยมีข้อค้นพบว่าการเกิดกลุ่มแอนไทเฟมินิสต์เป็นผลผลิตมาจากการสร้างชาติสมัยรัฐเผด็จการทหารภายใต้การนำของนายพล ปัก จอง ฮี ภายใต้บริบทแห่งสงครามเย็นและการต่อสู้ทางอุดมการณ์ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ พร้อมกำหนดให้ภัยคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคาม ดังนั้นการกำจัดคอมมิวนิสต์จึงกลายเป็นผลประโยชน์แห่งชาติ และเพื่อที่จะไขว่คว้าหมุดหมายดังกล่าวได้ เกาหลีใต้ตามทัศนะของนายพลปัก จอง ฮีจะต้องเป็นรัฐที่ทันสมัยให้ได้เสียก่อนคือรัฐที่มั่งคั่งและมีแสนยานุภาพทางการทหารที่ยิ่งใหญ่ โดยดำเนินนโยบายผ่าน 1) การสร้างรัฐชายเหนือชายแบบผสม 2) การก่อกำเนิดกองทัพที่ส่งเสริมให้ชายเป็นใหญ่ 3) การเป็นพลเมืองตามเพศสภาวะ รวมไปถึงอิทธิพลของเศษซากมรดกจากการตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นระบบหัวหน้าตระกูลที่เรียกว่า”โฮจู”ที่มาพร้อมกับ “โฮจ๊อก” ที่ส่งผลต่อกฎหมายครอบครัวของเกาหลีใต้ในเวลาต่อมา แม้เกาหลีใต้จะสามารถปลดแอกตนเองจากการเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิญี่ปุ่นแล้วก็ตาม หลายทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวที่ทำให้เกาหลีใต้เป็นประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาแล้วที่ใช้แนวคิดปิตาธิปไตยให้กลายเป็นสถาบันและเป็นสังคมที่มี ”ลำดับชั้นทางเพศสภาวะ”ที่สูง เป็นรัฐที่มุ่งเน้นแต่ความเป็นชาย รวมถึงการสร้างบรรทัดฐานในสังคมว่าความแตกต่างทางเพศเพียงสองเพศเพียงเท่านั้นจะปกติอีกด้วย แนวคิดหรือความเชื่อเหล่านี้ไม่ได้ถูกชำระล้างด้วยแนวคิดประชาธิปไตย แต่ถูกกระตุ้นด้วยวิกฤติการณ์เศรษฐกิจทั้ง 3 ช่วงเวลาคือ วิกฤติเศรษฐกิจปี 1997, 2008 และวิกฤติการณ์โควิด 19 ล้วน เป็นช่วงเวลากระชากโฉมหน้าแห่งสังคมชายเป็นใหญ่ที่ฝังรากลึกในสังคมเกาหลีถูกขุดขึ้นมาอีกครั้ง และยังเป็นช่วงเวลาที่เปลือกแห่งสังคมปิตาธิปไตยถูกกัดเทาะ ตั้งคำถามต่อสังคมไร้ความเท่าเทียมทางเพศผ่านกลุ่ม “เฟมินิสต์” การมีตัวตนของกลุ่มเฟมินิสต์นี่เอง ที่สร้างความหวาดกลัวหรือภัยคุกคามต่อสังคมชายเป็นใหญ่ และกลัวว่ากลุ่มเรียกร้องสิทธิสตรีจะพรากสิทธิที่ตนพึงจะได้รับ เพื่อรับมือภัยคุกความหรือความหวาดกลัวดังกล่าวจึงเกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม แอนไทเฟมินิสต์ หรือ แอนไทเฟม นั่นเอง
ผลกระทบของการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 ต่อพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา, ณัฐพงศ์ ปรีสิทธิ์
ผลกระทบของการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 ต่อพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา, ณัฐพงศ์ ปรีสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ในยุคปลายของประธานาธิบดี Barack H. Obama ผลักดันให้ฝ่ายการเมืองสหรัฐฯ ตอบโต้รัฐบาลทหาร เพื่อกดดันเร่งให้มีการเลือกตั้งและคืนอำนาจการปกครองแก่ประชาชนชาวไทย ด้วยการรัฐประหารขัดต่อค่านิยมที่สหรัฐฯ ส่งออกอย่างเสรีนิยมประชาธิปไตย และขัดต่อกฎหมายสหรัฐฯ โดยตรง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตลอดช่วงห้าปีแรกภายหลังการรัฐประหาร กระทั่งถึงการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2562 แม้จะมีการกระทบกระทั่งทางการเมืองและการทูตอยู่บ้าง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกามิได้รับผลกระทบจากการรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557 ด้วยว่ารัฐไทยยังคงมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและการทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ผ่านกลไกความร่วมมือและองค์กรของสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกฉียงใต้ อันหมายถึงการคงอยู่ของผลประโยชน์แห่งชาติของทั้งสองประเทศที่ยังคงสอดคล้องกัน โดยกรอบความร่วมมือทางการทหารและความมั่นคงที่สำคัญที่สุดอย่างการซ้อมรบร่วมระดับภูมิภาค Cobra Gold และโครงการซื้อขายยุทโธปกรณ์ Foreign Military Sales (FMS) เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด อันเหนี่ยวรั้งให้ความร่วมมือทางทหารของไทยและสหรัฐฯ ยังคงอยู่ได้ เหนือพลวัตความเปลี่ยนแปลงหรือความแตกต่างจากปัจจัยด้านอื่นๆ รวมทั้งเศรษฐกิจ และค่านิยมที่ยึดถือ
ภาพยนตร์และละครเกาหลีใต้ร่วมสมัยกับบทบาทสตรีและความเหลื่อมล้ำทางเพศในเกาหลีใต้, ยศยา แก้วเพชร
ภาพยนตร์และละครเกาหลีใต้ร่วมสมัยกับบทบาทสตรีและความเหลื่อมล้ำทางเพศในเกาหลีใต้, ยศยา แก้วเพชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัฒนธรรมประชานิยมของเกาหลีใต้โดยเฉพาะภาพยนตร์และละครได้นำเสนอประเด็นทางเพศและปัญหาทางสังคมอื่น ๆ มากขึ้น นอกจากนี้ สื่อบันเทิงเกาหลีใต้กลายเป็นพื้นที่ปะทะกันระหว่างเรื่องราวที่มีผู้ชายเป็นใหญ่และเรื่องราวที่เน้นผู้หญิงเป็นหลัก ดังนั้น สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์บทบาทของสตรีและความเหลื่อมล้ำทางเพศในเกาหลีใต้ที่ปรากฏในภาพยนตร์และละครเกาหลีใต้ร่วมสมัย การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้กรอบแนวคิดสตรีนิยมเพื่อศึกษาและวิเคราะห์การนำเสนอบทบาทผู้หญิงผ่านตัวละครหญิงและประเด็นทางเพศผ่านภาพยนตร์และละครซีรีส์เกาหลีใต้ที่ได้คัดเลือกเป็นกรณีศึกษา ได้แก่ ละครเรื่อง Misaeng (2014) ภาพยนตร์เรื่อง Kim Ji-young, Born 1982 (2019) ภาพยนตร์เรื่อง Cart (2014) และละครเรื่อง Squid Game (2021) ข้อเสนอของการศึกษานี้คือภาพยนตร์และละครร่วมสมัยของเกาหลีใต้วิพากษ์และสะท้อนสังคมชายเป็นใหญ่ประกอบกับนำเสนอวาทกรรมปิตาธิปไตยและความเหลื่อมล้ำทางเพศในแง่มุมต่าง ๆ ได้แก่ การกีดกันทางเพศหรือเพศนิยม อคติทางเพศ และการเลือกปฏิบัติทางเพศ อีกทั้งการศึกษาพบว่า ละครเรื่อง Misaeng และภาพยนตร์เรื่อง Kim Ji-young, Born 1982 นำเสนอผลกระทบของแนวคิดปิตาธิปไตยแบบขงจื่อและความเหลื่อมล้ำทางเพศที่มีต่อผู้หญิงทั้งในสถานที่ทำงานและในครอบครัว ในขณะที่ภาพยนตร์เรื่อง Cart และละครเรื่อง Squid Game นำเสนอกลุ่มผู้หญิงโดยเฉพาะผู้หญิงที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคมต้องเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางเพศและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นผลกระทบจากระบบเศรษฐกิจทุนนิยมปิตาธิปไตยของเกาหลีใต้ โดยรวมแล้ว ภาพยนตร์และละครที่นำมาศึกษาชี้ให้เห็นว่า แม้เกาหลีใต้มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว แต่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำทางเพศยังคงดำรงอยู่ในสังคมเกาหลีใต้ร่วมสมัย
สร้างความเข้มแข็งด้วยข้อมูล : บทบาทของสหรัฐอเมริกาในการสนับสนุนคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบอบอภิบาลแม่น้ำโขง, ศุภณัฐ ชาวนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ศึกษาสหรัฐอเมริกากับความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะของระบบกำกับดูแลแม่น้ำโขงของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) โดยใช้การวิจัยข้อมูลเชิงเอกสารทั้งที่เป็นเอกสารราชการและเอกสารเผยแพร่สาธารณะ สารนิพนธ์ได้ข้อค้นพบว่า MRC ประสบกับข้อจำกัดที่เกิดจากโครงสร้างอำนาจหน้าที่ขององค์กรซึ่งส่งผลต่อกระบวนการกำกับดูแล การวางแนวปฏิบัติสำหรับจัดการการใช้ประโยชน์จากลุ่มน้ำของประเทศสมาชิก และผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงกว้างอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การก่อสร้างเขื่อนของจีนในแม่น้ำโขงตอนบนโดยไม่มีการเปิดเผยและแบ่งปันข้อมูลการบริหารจัดการน้ำที่สำคัญ ส่งผลเสียต่อประเทศปลายน้ำและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ สหรัฐฯ ดำเนินบทบาทเชิงรุกผ่านกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง โดยสหรัฐฯ มุ่งเน้นไปที่องค์ประกอบหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1) การจัดโครงการสนับสนุนการทำงานของ MRC โดยตรง 2) การจัดทุนสนับสนุนศูนย์วิจัยในการศึกษา วิจัย และติดตามผลกระทบของเขื่อนรวมทั้งการเผยแพร่แบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับแม่น้ำโขงแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรวมถึงกลุ่มเปราะบางอย่างเปิดเผยและโปร่งใส และ 3) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภาคีและภาคส่วนต่าง ๆ โดยยึดหลักความเท่าเทียมและความยั่งยืน แรงผลักดันจากความพยายามเหล่านี้ นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการข้อมูลของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การติดตามการใช้ประโยชน์จากลุ่มน้ำและเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการจัดการแม่น้ำโขงจากการสนับสนุนของสหรัฐฯ มีผลทำให้จีนตกลงแบ่งปันข้อมูลการจัดการน้ำและข้อมูลอุทกวิทยาที่สำคัญกับประเทศสมาชิกแถบลุ่มน้ำ ซึ่งความร่วมมือนี้มีความสำคัญต่อการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและการจัดการแม่น้ำโขงอย่างมีประสิทธิภาพ
นโยบาย “Cool Japan” 2011-2020 รูปแบบใหม่ของเศรษฐกิจทุนนิยมยุคหลังอุตสาหกรรม, ยุพนธีร์ เขียวขำ
นโยบาย “Cool Japan” 2011-2020 รูปแบบใหม่ของเศรษฐกิจทุนนิยมยุคหลังอุตสาหกรรม, ยุพนธีร์ เขียวขำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาการแปลงทุนวัฒนธรรมให้กลายเป็นสินค้าภายใต้นโยบาย "Cool Japan" ของประเทศญี่ปุ่นในช่วงปี 2011-2020 โดยใช้กรอบแนวคิดเศรษฐกิจทุนนิยมแบบใหม่ 3 รูปแบบ ได้แก่ ทุนนิยมอวัตถุ ทุนนิยมแพลตฟอร์ม และเศรษฐกิจสีเขียวภายใต้ระบบทุนนิยม เพื่อวิเคราะห์อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 3 ประเภท คือ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเนื้อหา (อนิเมะ) และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ผลการศึกษาพบว่า นโยบาย Cool Japan ได้นำไปสู่การแปลงทุนวัฒนธรรมของญี่ปุ่นให้กลายเป็นสินค้าและบริการเชิงสัญลักษณ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ผ่านการสร้างเรื่องราว ภาพลักษณ์ และประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ความเป็นญี่ปุ่น จนทำให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เติบโตอย่างก้าวกระโดด ขณะเดียวกัน ก็พบความท้าทายและผลกระทบเชิงลบที่ต้องพิจารณาด้วย เช่น ความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ สภาพการทำงานของแรงงาน การครอบงำของกลุ่มทุนและแพลตฟอร์ม ความไม่ยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตท้องถิ่น การแปลงวัฒนธรรมเป็นสินค้าภายใต้นโยบาย Cool Japan จึงสะท้อนให้เห็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงของการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมหลังอุตสาหกรรม ดังนั้น เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและเป็นธรรม จำเป็นต้องมีการปรับสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ ความเท่าเทียมทางสังคม และการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืนต่อไป
บทบาททางเศรษฐกิจของจีนต่อ สปป.ลาว: กรณีศึกษาโครงการรถไฟจีน-ลาว, ณัฐพล ชาวคอนไชย
บทบาททางเศรษฐกิจของจีนต่อ สปป.ลาว: กรณีศึกษาโครงการรถไฟจีน-ลาว, ณัฐพล ชาวคอนไชย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาททางเศรษฐกิจของจีนต่อ สปป.ลาว ผ่านกรณีศึกษาโครงการรถไฟจีน-ลาว ซึ่งเป็นความร่วมมือทวิภาคีระหว่างสองชาติ และสอดคล้องกับข้อริเริ่มแถบและเส้นทางของจีน และยุทธศาสตร์การเปลี่ยนประเทศไม่มีทางออกสู่ทะเลเป็นประเทศเชื่อมโยงภูมิภาคของ สปป.ลาวว่าโครงการดังกล่าวจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สปป.ลาว อย่างไร โดยประยุกต์ใช้กรอบวิเคราะห์นีโอมาร์กซิตส์และแนวคิดการพึ่งพามาอธิบายว่า บทบาททางเศรษฐกิจของจีนต่อ สปป.ลาว อยู่ในลักษณะที่ไม่เท่าเทียมอยู่แล้วโดยจีนเป็นรัฐแกนกลาง ขณะที่ สปป.ลาว เป็นรัฐบริวาร อีกทั้ง การพัฒนาโครงการรถไฟจีน-ลาว สร้างผลประโยชน์ให้กับจีนมากกว่า สปป.ลาว และเป็นเครื่องมือสำหรับขูดรีดอีกทางหนึ่งผ่านการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ และการขยายตลาดส่งออกมาสู่อาเซียนด้วยต้นทุนการขนส่งที่ลดลง นอกจากนี้ การพัฒนาโครงการรถไฟจีน-ลาว ยังส่งผลให้ สปป.ลาว เผชิญความเสี่ยงด้านหนี้สินจำนวนมาก และในท้ายที่สุด สปป.ลาว จะยิ่งจำเป็นต้องพึ่งพาจีนในทางเศรษฐกิจ และอาจต้องดำเนินนโยบายที่เอียงเองต่อจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทยหลังเหตุการณ์ 9/11, กนก ดีทองคำ
มาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทยหลังเหตุการณ์ 9/11, กนก ดีทองคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษา เรื่องมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทยหลังเหตุการณ์ 9/11 โดยมุ่งศึกษาอิทธิพลของเหตุการณ์ 9/11 ที่ส่งผลกระทบต่อมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทย โดยใช้กรอบการวิเคราะห์ คือ 1.แนวคิดทุนนิยมหายนะ (Disaster Capitalism) 2. แนวคิดการทำให้เป็นอเมริกัน (Americanization) เป็นกรอบแนวคิดหลัก โดยผู้วิจัยพบว่าหลังเหตุการณ์ 9/11 ทำให้เกิดบรรทัดฐานด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนแบบสากลที่เข้มงวดขึ้นโดยองค์การการบินระหว่างประเทศ (ICAO) เป็นผู้กำกับดูแล อีกทั้งทำให้เกิดหน่วยงานที่มีบทบาทที่สำคัญอย่าง Transportation Security Administration (TSA) ของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีอิทธิพลต่อมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทยผ่านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศส่งต่อมายังสำนักงานการบินเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จาการวิจัยยังพบว่าความเชื่อมโยงของ ICAO และ TSA ที่มีต่อมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทยทำ้ให้เกิด กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ที่ซับซ้อนยากต่อการปฏิบัติตาม และส่งผลให้เกิดการลงทุนอย่างมหาศาลด้านการักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนและเป็นช่องว่างให้เกิดการหากินกับหายนะ พร้อมทั้งมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยในการบินพลเรือนทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายของการปรับใช้มาตรการตามแบบแผนของสหรัฐอเมริกา, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยซึ่งมีเที่ยวบินตรงสู่สหรัฐฯ ทำให้ประเทศไทยต้องพิจารณาการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านความปลอดภัยของตน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและหลีกเลี่ยงการถูกจำกัดหรือยกเลิกเที่ยวบินจากประเทศไทยสู่สหรัฐฯ