Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (18056)
- Social and Behavioral Sciences (15762)
- Education (10029)
- Arts and Humanities (9816)
- Law (9421)
-
- Life Sciences (6559)
- Physical Sciences and Mathematics (6054)
- Medical Specialties (5985)
- Engineering (4587)
- Public Health (4207)
- Medical Sciences (4130)
- Business (3795)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2909)
- Higher Education (2859)
- Psychology (2784)
- Sociology (2557)
- Religion (2163)
- Computer Sciences (2023)
- History (2004)
- Nursing (1724)
- Communication (1717)
- Oncology (1701)
- Bioinformatics (1630)
- Biomedical Informatics (1617)
- Library and Information Science (1580)
- Curriculum and Instruction (1517)
- Political Science (1508)
- Diseases (1480)
- Environmental Sciences (1444)
- Economics (1246)
- Institution
-
- The Texas Medical Center Library (4317)
- University of South Florida (2064)
- University of Nebraska - Lincoln (1774)
- Washington University School of Medicine (1691)
- Walden University (1658)
-
- Brigham Young University (1627)
- Utah State University (1248)
- Chulalongkorn University (1223)
- Liberty University (1180)
- Edith Cowan University (1160)
- Association of Arab Universities (1083)
- University of Plymouth (1078)
- Universitas Indonesia (976)
- University of New Hampshire (974)
- San Jose State University (949)
- City University of New York (CUNY) (888)
- University of Montana (861)
- University of Kentucky (842)
- University of New Mexico (841)
- Singapore Management University (834)
- Georgia Southern University (832)
- Louisiana State University (832)
- Nova Southeastern University (782)
- University of South Carolina (761)
- University of Texas Rio Grande Valley (750)
- Portland State University (731)
- Technological University Dublin (713)
- University of Arkansas, Fayetteville (706)
- University of Memphis (694)
- University of Mississippi (646)
- Keyword
-
- Humans (4128)
- COVID-19 (1584)
- ICTS (Institute of Clinical and Translational Sciences) (1346)
- Female (997)
- Animals (946)
-
- Education (897)
- Mice (704)
- Male (676)
- Adult (562)
- United States (542)
- Mental health (533)
- Child (532)
- Higher education (451)
- Machine learning (413)
- Retrospective Studies (407)
- Gender (404)
- Leadership (404)
- Climate change (358)
- Depression (347)
- Social media (341)
- Artificial intelligence (336)
- Sustainability (336)
- Communication (326)
- Aged (317)
- Ethics (312)
- Diversity (309)
- Neoplasms (307)
- Adolescent (302)
- History (301)
- Equity (297)
- Publication
-
- Faculty, Staff and Student Publications (2738)
- Theses and Dissertations (2234)
- 2020-Current year OA Pubs (1672)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1535)
- Faculty, Staff and Students Publications (1221)
-
- Research outputs 2022 to 2026 (1045)
- Faculty Publications (1034)
- Bird Observer (966)
- Dissertations (924)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (892)
- Doctoral Dissertations and Projects (809)
- Electronic Theses and Dissertations (784)
- Insights: The Newsletter of the Neal A. Maxwell Institute for Religious Scholarship (674)
- Faculty Scholarship (652)
- Articles (547)
- Honors Theses (487)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (476)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (472)
- Theses (453)
- Historical Documents - Combined (396)
- Research Collection School Of Computing and Information Systems (361)
- Patient Education Projects (343)
- Documents (341)
- Information Sciences Letters (341)
- Masters Theses (327)
- 2023 Decisions (317)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (311)
- Florida Tax Review (301)
- Ornitología Neotropical (301)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (290)
- Publication Type
Articles 91591 - 91619 of 91619
Full-Text Articles in Entire DC Network
การกำหนดความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำการอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์, ชาตินิธิ ชัยโชตกิจ
การกำหนดความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำการอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์, ชาตินิธิ ชัยโชตกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับป้องกันการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ เช่น การสร้างราคาหลักทรัพย์ หรือการซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้ข้อมูลภายใน เป็นต้น ในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ภายหลังจากการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ในปี พ.ศ. 2559 โดยมีการนำมาตรการลงโทษทางแพ่ง มาใช้แทนการดำเนินคดีอาญาเพื่อแก้ไขปัญหาการพิสูจน์พยานหลักฐานในคดีอาญาที่มีพยานหลักฐานไม่เพียงพอลงโทษผู้กระทำความผิด ปรากฏว่าหลังจากการแก้ไขกฎหมายสามารถบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดได้ แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่สำคัญ คือ ไม่สามารถป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำความผิดได้ เนื่องจากมาตรการลงโทษทางแพ่ง ไม่สามารถสร้างความหวาดกลัวในการที่จะไปกระทำความผิด เพราะเป็นการลงโทษในทรัพย์สินเท่านั้น ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำความผิดต่อไปในอนาคต จึงจำเป็นต้องศึกษา วิเคราะห์ เพื่อหามาตรการทางกฎหมายที่สามารถนำมาแก้ปัญหานี้ จากการศึกษาข้างต้นพบว่าในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสหราชอาณาจักร และเขตบริหารพิเศษฮ่องกงมีบทบัญญัติว่าด้วยความผิดฐานสมคบเป็นความรับผิดทางอาญาทั่วไป ซึ่งมีประสิทธิภาพในการนำมาใช้กับความผิดที่มีลักษณะของการกระทำเป็นกลุ่มหรือองค์กรและมีการดำเนินการที่แยบยลยากต่อการแสวงหาพยานหลักฐาน และทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจของกลุ่มผู้ร่วมกระทำความผิดได้ แต่ละประเทศได้มีการนำความผิดฐานสมคบนี้มาใช้กับการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ จึงเห็นควรเสนอแนะให้มีการบัญญัติความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำการอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ เพื่อคุ้มครองนักลงทุนทั่วไปและสร้างความเท่าเทียมและเป็นธรรมให้กับตลาดทุนของประเทศไทย
การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม : ศึกษาข้อสัญญาในสัญญาซื้อขายสินค้าทางการเกษตร, ประกายกานต์ รื่นกลิ่น
การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม : ศึกษาข้อสัญญาในสัญญาซื้อขายสินค้าทางการเกษตร, ประกายกานต์ รื่นกลิ่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเจรจาซื้อขายสินค้าทางการเกษตรในปัจจุบันนั้นโดยหลักแล้วคู่สัญญาทั้งเกษตรกรผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรและผู้รับซื้อสินค้าทางการเกษตรนั้นสามารถที่จะเจรจาและตกลงซื้อขายสินค้าการเกษตรได้อย่างเสรีตามหลัก Freedom of Contract ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นจะพบว่าผู้รับซื้อสินค้าทางการเกษตรนั้น อาจมีอำนาจในการเจรจาต่อรองมากกว่าเกษตรกรผู้ผลิต และจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรอันส่งผลให้นำไปสู่การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมสืบเนื่องจากการกำหนดข้อสัญญาจากคู่สัญญาที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน โดยจากการศึกษาพบว่าในปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายที่ออกมารองรับและกำหนดแนวทางเรื่องการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและแนวทางการพิจารณาข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเฉพาะกับสัญญาบางประเภทเท่านั้น เช่น พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 และ ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง แนวทางการพิจารณาการปฎิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบธุรกิจรับซื้อผลไม้ ปี พ.ศ. 2563 ที่ได้มีการกำหนดแนวทาง และวางกรอบการกำหนดข้อสัญญาที่ป้องกันพฤติกรรมที่นำไปสู่การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมเฉพาะกรณีของสินค้าทางการเกษตรที่จำกัดเพียงเฉพาะผลไม้เท่านั้น หรือในกรณีที่พิจารณาพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ปี พ.ศ. 2540 นั้นก็จะพบว่ากรณีสัญญาซื้อขายสินค้าทางการเกษตรนั้นไม่อยู่ภายใต้การใช้บังคับของพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า หลัก Freedom of Contract ที่เปิดโอกาศให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเจรจาและกำหนดข้อสัญญาได้อย่างเสรีนั้น ไม่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในกรณีที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีอำนาจในการเจรจาต่อรองที่ไม่เท่าเทียมกันได้อีกต่อไป จึงมีความจำเป็นที่จะต้องวางกรอบกำหนดทางกฎหมายเพื่อปรับปรุงและแก้ไขช่องว่างในเรื่องนี้ ซึ่งจากการศึกษาเปรียบเทียบในกฎหมายต่างประเทศพบว่า ปัจจุบันสหภาพยุโรปได้ออกข้อกำหนดที่วางแนวทางในการกำหนดข้อสัญญาซื้อขายสินค้าทางการเกษตรเอาไว้อย่างชัดเจนคือ Directive (EU) 2019/633 on unfair trading practices in business-to-business relationships in the agricultural and food supply chain ซึ่งเป็นการกำหนดแนวทางให้คู่สัญญาทั้งเกษตรกร ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร รวมถึงผู้รับซื้อสินค้าทางการเกษตรนั้นต้องปฏิบัติตาม โดยแบ่งแยกข้อกำหนดออกเป็นสองส่วนหลัก คือการกำหนดแนวทางที่เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำที่สุดที่คู่สัญญาไม่สามารถตกลงยกเว้นได้ และเงื่อนไขที่คู่สัญญาสามารถตกลงยกเว้นได้หากได้มีการตกลงอย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร โดยกฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้ในปัจจุบันได้มีการใช้บังคับในประเทศสมาชิกยุโรปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อส่งเสริมให้เกิดการกำหนดข้อสัญญาทางการค้าที่เป็นธรรมระหว่างเกษตรกรผู้ผลิต และจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรกับผู้รับซื้อสินค้าทางการเกษตรจากที่กล่าวข้างต้นเอกัตศึกษาฉบับนี้จึงมุ่งเน้นการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการกำหนดข้อสัญญาที่เป็นธรรมที่ไม่นำไปสู่พฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ผลิต และจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร และผู้รับซื้อสินค้าทางการเกษตร โดยศึกษาเปรียบเทียบทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายของสหภาพยุโรปเพื่อใช้เป็นแนวทางและปรับปรุงกฎหมายไทยที่มีอยู่ให้ครอบคลุมกับกรณีนี้ศึกษาต่อไป
อำนาจของศาลไทยในการลงโทษความผิดเกี่ยวกับเพศนอกราชอาณาจักร, ปาจรีย์ สุขสวัสดิ์
อำนาจของศาลไทยในการลงโทษความผิดเกี่ยวกับเพศนอกราชอาณาจักร, ปาจรีย์ สุขสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจการลงโทษของศาลไทยในกรณีความผิดเกี่ยวกับเพศที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญาไทย ไม่ว่าผู้กระทำความผิดจะเป็นคนไทยหรือคนต่างด้าว รวมถึงรูปแบบ ลักษณะของอาชญากรรมทางเพศที่เกิดขึ้นในเด็กและผู้ใหญ่ และข้อจำกัดของกฎหมายไทยในการเอาผิดกับการกระทำความผิดทางเพศที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร โดยศึกษาเปรียบเทียบกับอำนาจการลงโทษของศาลต่างประเทศในกรณีความผิดเกี่ยวกับเพศที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สาธารณรัฐฝรั่งเศส และสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อนำมาวิเคราะห์และเสนอแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมและเจตนารมณ์แห่งกฎหมายต่อไปจากการศึกษาพบว่า บทบัญญัติในเรื่องขอบเขตอำนาจการลงโทษของศาลไทยในการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรยังคงเป็นช่องว่างของกฎหมายไทยในการที่รัฐจะลงโทษผู้กระทำความผิดหรือคุ้มครองผู้เสียหายที่เป็นคนสัญชาติไทย โดยในปัจจุบันศาลไทยมีขอบเขตอำนาจการลงโทษได้ในบางกรณีเท่านั้น กล่าวคือ ศาลไทยจะสามารถลงโทษได้เฉพาะกรณีมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศตามมาตรา 282 และ 283 อันเป็นความผิดเกี่ยวกับการจัดหาบุคคลไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นที่บัญญัติเอาไว้ในมาตรา 7 หรือการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา 276 หรือการกระทำอนาจารเด็กหรืออนาจารผู้ใหญ่ในกรณีเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตายตามมาตรา 280 และกรณีเหตุฉกรรจ์เฉพาะกรณีที่เกี่ยวกับมาตรา 276 เท่านั้นที่บัญญัติเอาไว้ในมาตรา 8(3) นอกเหนือจากกรณีดังกล่าวข้างต้น รัฐไม่สามารถที่จะลงโทษได้ จึงทำให้ในหลายกรณีที่เป็นความผิดหนักหรือกรณีที่กฎหมายมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองผู้เสียหายมากกว่า เช่น การกระทำผิดทางเพศที่เกิดขึ้นกับเด็ก ศาลไทยไม่สามารถลงโทษได้อย่างเหมาะสมเนื่องจากกฎหมายไม่เปิดช่อง ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเห็นสมควรเพิ่มเติมบทบัญญัติกฎหมายให้รัฐเอาผิดกับการกระทำความผิดทางเพศที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรในกรณีที่ผู้กระทำความผิดหรือผู้เสียหายเป็นคนสัญชาติไทย
ความรับผิดเพื่อละเมิดบนแพลตฟอร์มดิจิทัล : ศึกษาแนวคิดการหลีกเลี่ยงที่ใช้ต้นทุนถูกที่สุดและหลักการใส่ใจระมัดระวังที่ดี, พีระพัฒน์ เทพรักษ์
ความรับผิดเพื่อละเมิดบนแพลตฟอร์มดิจิทัล : ศึกษาแนวคิดการหลีกเลี่ยงที่ใช้ต้นทุนถูกที่สุดและหลักการใส่ใจระมัดระวังที่ดี, พีระพัฒน์ เทพรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันการซื้อขายสินค้าได้มีการพัฒนารูปแบบการซื้อขายที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เกิดช่องทางการจำหน่ายสินค้าที่มากขึ้น สมัยอดีตนั้นการซื้อขายกันมีการตกลงกันระหว่าง 2 ฝ่าย ผู้ซื้อและผู้ขาย โดยต่างฝ่ายต่างสามารถระบุข้อตกลงตราบเท่าที่ต้องการระหว่าง 2 ฝ่าย รวมถึงสามารถตรวจสอบสินค้าด้วยตนเองได้ก่อนการชำระเงินค่าสินค้า แต่ในปัจจุบันการซื้อขายได้เปลี่ยนแปลงไป มีตัวกลางอย่าง Digital Platform เข้ามาเป็นตัวกลางในการซื้อขาย ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายไม่สามารถที่จะสร้างข้อตกลงระหว่าง 2 ฝ่ายได้ ขาดการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายซึ่งถูกจำกัดโดยตัวกลาง และอำนาจต่อรองของ Digital Platform ที่ถือว่ามีมากกว่าผู้ซื้อและผู้ขาย เพราะด้วยฐานผู้บริโภคในตลาดออนไลน์ที่มีจำนวนมากจากการไม่มีขอบเขตของสถานที่ในการเสนอขายสินค้า ทำให้เกิดกลุ่มของผู้บริโภคที่มีทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงความสามารถที่จะตอบสนองลูกค้าที่สนใจสินค้าได้ตลอดเวลา (24 ชั่วโมง)ด้วยอำนาจต่อรองที่มากกว่านี้เอง ทำให้ Digital Platform มักทำข้อสัญญาที่ปฏิเสธความรับผิดของตนเอง โดยโอนความรับผิดชอบทั้งหมดไปให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้ขาย เมื่อเกิดธุรกรรมการซื้อขายขึ้น พบปัญหาต่างๆตามมาไม่ว่าจะเป็น การไม่ได้รับสินค้า สินค้ามีปัญหา สินค้าไม่ตรงตามที่เสนอขาย การถูกลวงขาย และอื่นๆ ตัวกลางอย่าง Digital Platform อาจปฏิเสธความรับผิดชอบใดๆ โดยระบุให้ผู้ซื้อและผู้ขายไปติดต่อและตกลงชดใช้ค่าความเสียหายกันเอง เป็นสิ่งที่สังคมเริ่มเกิดปัญหา เมื่อธุรกิจใหม่ๆมุ่งแต่จะหารายได้ แต่ขาดความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นบรรทัดฐานของสังคมที่จะมีกฎหมายหรือบทลงโทษใดๆที่เกิดขึ้นจากผู้ประกอบธุรกิจที่จงใจหรือประมาทเลินเล่อ หรือแม้แต่การไม่ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอในการประกอบธุรกิจ จนเกิดความความเสียหายแก่ผู้อื่นได้ศึกษาและวิเคราะห์มาตรการสำหรับความรับผิดเพื่อละเมิดอันเกิดจากการกระทำโดยจงใจ ประมาทเลินเล่อ หรือการงดเว้นหน้าที่ที่ต้องกระทำของ Digital Platform โดยศึกษากฎหมายและแนวคำพิพากษาของประเทศไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดเพื่อละเมิดในแต่ละลักษณะความผิด เช่น ความรับผิดเพื่อการกระทำของตนเอง ความรับผิดในการกระทำความผิดของผู้อื่น (Vicarious Liability) เป็นต้น และศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับความสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหรือความเสียหายได้โดยใช้ต้นทุนที่ถูกที่สุด (Cheapest Cost Avoider) เพื่อกำหนดความรับผิดเพื่อละเมิด ซึ่งเป็นหน้าที่ที่จะต้องใส่ใจระมัดระวัง (Duty of Care) ของ Digital Platformดังนั้นหากมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยความรับผิดเพื่อละเมิด กำหนดให้ Digital Platform มีความรับผิดต่อการกระทำอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมายของผู้ขายที่เสนอขายสินค้าผ่าน Digital Platform ตามหลักความรับผิดเพื่อละเมิดที่เกิดจากการกระทำความผิดของผู้อื่น (Vicarious Liability) จะทำให้มีมาตรการทางกฎหมายที่สามารถคุ้มครองผู้เสียหายจากการใช้บริการของ Digital Platform ให้ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายในเวลาที่เหมาะสม Digital Platform จำต้องออกคำสั่งหรือวางแนวนโยบายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย และถือว่าเป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าในฐานะที่จะรับภาระในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายได้
การตีความสถานะความเป็นนักลงทุนของรัฐวิสาหกิจในกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุน, นภิสา ล่ำ
การตีความสถานะความเป็นนักลงทุนของรัฐวิสาหกิจในกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุน, นภิสา ล่ำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รัฐวิสาหกิจไม่มีนิยามทางกฎหมายอันเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่มีแนวคิดทั่วไปว่าเป็นองคภาวะที่รัฐเป็นเจ้าของหรือมีส่วนร่วมในการควบคุม การที่มีความเป็นรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องนั้นทำให้รัฐวิสาหกิจมีลักษณะและวัตถุประสงค์แตกต่างจากเอกชน ในกรณีที่รัฐวิสาหกิจต่างชาติทำการลงทุนในดินแดนของรัฐผู้รับการลงทุนและเกิดข้อพิพาท หากมีการอาศัยกระบวนการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับนักงทุนตามที่รัฐผู้ทำการลงทุนและรัฐผู้รับการลงทุนได้ตกลงไว้ในความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุนแล้ว ก็จะต้องพิจารณาว่ารัฐวิสาหกิจมีสถานะเป็นนักลงทุนตามความตกลงที่จะได้รับความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์หรือไม่ ซึ่งรวมถึงสิทธิในการฟ้องร้องรัฐผู้รับการลงทุนด้วย อันมีผลต่อเขตอำนาจเหนือบุคคลของคณะอนุญาโตตุลาการในการพิจารณาชี้ขาดคดี อย่างไรก็ดี นิยามคำว่า “นักลงทุน" ตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุนโดยส่วนใหญ่ และนิยามคำว่า “คนชาติของอีกรัฐภาคีหนึ่ง" ตามอนุสัญญาว่าด้วยการระงับข้อพิพาทการลงทุนระหว่างรัฐและคนชาติของรัฐอื่น ค.ศ. 1965 นั้นไม่ได้กำหนดอย่างชัดเจนว่ารวมถึงรัฐวิสาหกิจหรือไม่ จึงเกิดเป็นปัญหาในการตีความสถานะความเป็นนักลงทุนของรัฐวิสาหกิจในกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุนด้วยเหตุนี้ เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาถึงแนวคำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการในคดีที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสถานะความเป็นนักลงทุนของรัฐวิสาหกิจเพื่อให้ทราบถึงหลักเกณฑ์ที่คณะอนุญาโตตุลาการนำมาปรับใช้ในการตีความปัญหาดังกล่าว จากการศึกษาพบว่า คณะอนุญาโตตุลาการได้ทำให้ปัญหาดังกล่าวมีความชัดเจนมากขึ้นว่ารัฐวิสาหกิจสามารถอยู่ในสถานะนักลงทุนได้ แม้ว่าคำว่า “นักลงทุน" และ “คนชาติของอีกรัฐภาคีหนึ่ง" จะไม่ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนก็ตาม
เหตุฉกรรจ์ฐานความผิดมีไว้ครอบครองซึ่งยาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์, นภัสสร อยู่สำราญ
เหตุฉกรรจ์ฐานความผิดมีไว้ครอบครองซึ่งยาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์, นภัสสร อยู่สำราญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางปรับปรุงเหตุฉกรรจ์สำหรับความผิดฐานมีไว้ครอบครองซึ่งยาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ให้สอดคล้องกับหลักการลงโทษที่ได้สัดส่วน โดยผู้วิจัยมุ่งศึกษาทั้งแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง พัฒนาการของกฎหมายยาเสพติดไทยและแนวทางการตีความของศาลฎีกา ตลอดจนศึกษาในเชิงเปรียบเทียบกับพันธกรณีระหว่างประเทศและบทบัญญัติในกฎหมายยาเสพติดของต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์และเสนอแนะแนวทางปรับปรุงเหตุฉกรรจ์สำหรับฐานความผิดดังกล่าวให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้นจากการศึกษาพบว่า แม้ประมวลกฎหมายยาเสพติดมีเจตนารมณ์ในการลงโทษผู้กระทำความผิดให้เหมาะสมกับบทบาทของผู้กระทำและความร้ายแรงของความผิด รวมถึงกำหนดให้ผู้บังคับใช้กฎหมายคำนึงถึงพฤติการณ์ประกอบการกระทำความผิดอื่น ๆ นอกเหนือจากปริมาณยาเสพติดในคดีด้วยก็ตาม อย่างไรก็ดี บทบัญญัติเหตุฉกรรจ์หลายกรณีตามประมวลกฎหมายยาเสพติดได้ใช้ถ้อยคำที่กว้างขวางและมิได้มีนิยามกำหนดไว้อย่างชัดเจน กล่าวคือ เหตุฉกรรจ์กรณีการกระทำเพื่อการค้า, เหตุฉกรรจ์กรณีการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และเหตุฉกรรจ์กรณีการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป ซึ่งเมื่อนำมาปรับใช้กับความผิดฐานมีไว้ครอบครองซึ่งยาเสพติด ย่อมก่อให้เกิดปัญหาในการตีความและบังคับใช้อย่างมาก เนื่องจากลักษณะของความผิดฐานมีไว้ครอบครองซึ่งยาเสพติดนั้นมิได้มีพฤติการณ์ประกอบการกระทำความผิดที่บ่งชี้ถึงเจตนาตามเหตุฉกรรจ์ได้ชัดเจนเท่ากับความผิดฐานอื่น ๆ จนในท้ายที่สุด ผู้บังคับใช้กฎหมายมักจะตีความเหตุฉกรรจ์ดังกล่าวตามอัตวิสัย ซึ่งก่อให้เกิดผลลักลั่นกันในแต่ละคดี และทำให้การลงโทษผู้กระทำความผิดไม่สอดคล้องกับหลักการลงโทษที่ได้สัดส่วนอย่างแท้จริง ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเสนอแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างบทบัญญัติและเหตุฉกรรจ์สำหรับความผิดฐานมีไว้ครอบครองซึ่งยาเสพติด เพื่อให้การบังคับใช้เหตุฉกรรจ์สำหรับความผิดฐานดังกล่าว มีขอบเขตที่ชัดเจนเป็นธรรม และสอดคล้องหลักการลงโทษที่ได้ส่วนมากยิ่งขึ้น
แนวทางในการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคของการใช้ดาร์กแพทเทิร์นของประเทศไทยภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522, ศศินี เรืองอารีย์รัชต์
แนวทางในการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคของการใช้ดาร์กแพทเทิร์นของประเทศไทยภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522, ศศินี เรืองอารีย์รัชต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันมีผู้เข้าถึงข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เน็ต ทำธุรกรรมทางการเงิน รวมไปถึงซื้อขายออนไลน์เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ซึ่งทำให้ตกอยู่ในฐานะของผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน ด้านผู้ประกอบธุรกิจย่อมประสงค์ให้ธุรกิจเติบโต มียอดขายที่ดี หรือมีการเข้าถึงโดยคนจำนวนมาก จึงมีการกระทำที่เรียกว่า ดาร์กแพทเทิร์น (Dark Pattern) อันเป็นการออกแบบอินเตอร์เฟสและรูปแบบตัวเลือกบนแพลตฟอร์มออนไลน์หรือเว็บไซต์ ในมุมมองของการตลาด เดิมมักถูกใช้ในเชิงบวก คือ ทำให้ลูกค้าหรือผู้ใช้สามารถใช้งานได้อย่างราบรื่น มีการจับคู่กับบุคคลที่เหมาะสมกับสินค้านั้นๆ หรือลดระยะเวลาในการเข้าทำรายการ อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวก็อาจถูกใช้โดยไม่ได้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและมีผลในทางลบต่อการแข่งขันในตลาด เมื่อผู้ประกอบธุรกิจอาศัยดาร์กแพทเทิร์น (Dark Pattern) ที่มีรูปแบบของการกระทำที่หลากหลายมาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลกำไรและสร้างอำนาจทางการตลาดโดยปราศจากจิตสำนึกและความรับผิดชอบ ย่อมเป็นการทำลายพฤติกรรมของผู้บริโภค เพราะการซื้อของผู้บริโภคนั้นไม่ได้เกิดจากการตัดสินโดยอิสระอย่างแท้จริง เมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ที่มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองผู้บริโภค เพราะผู้ประกอบธุรกิจมีการนำการตลาดและการโฆษณามาส่งเสริมการขายสินค้าหรือบริการ จึงมีการกำหนดสิทธิผู้บริโภคและหน้าที่ของผู้ประกอบการ โดยได้มีการบัญญัติรับรองสิทธิของผู้บริโภคไว้ในมาตรา 4 ซึ่งจะขอเน้นพิจารณาถึงสิทธิของผู้บริโภคที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ เนื่องจากดาร์กแพทเทิร์นเป็นการกระทำที่ขัดต่อสิทธิข้อนี้โดยตรง เพราะทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถเลือกซื้อสินค้าหรือบริการได้โดยสมัครใจ และถูกชักจูงโดยการกระทำที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งบทบัญญัติที่พอจะนำมาปรับใช้กับดาร์กแพทเทิร์นได้ ก็เป็นในส่วนของการโฆษณาที่มีการใช้ข้อความที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือข้อความที่เป็นเท็จ รวมถึงการสร้างความรำคาญ อันทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม แม้บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 จะให้การคุ้มครองสิทธิแก่ผู้บริโภค แต่เนื่องด้วยดาร์กแพทเทิร์นมีความเกี่ยวข้องกับการหลอกลวง หรือมีผลในเชิงเบี่ยงเบนการตัดสินใจของผู้บริโภคให้ต่างไปจากเดิมอันเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้บริโภคตั้งแต่เพียงเล็กน้อยไปจนถึงการสูญเสียทางด้านทรัพย์สินหรือความปลอดภัยด้านข้อมูลส่วนบุคคลที่มีมูลค่าสูง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องการมีการศึกษาถึงปัญหาการใช้ดาร์กแพทเทิร์นดังกล่าวของผู้ประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของภาครัฐควรจัดให้มีการหารือถึงแนวทางการจัดการกับปัญหาการใช้ดาร์กแพทเทิร์นอันมีผลเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ซึ่งสามารถศึกษาแนวทางได้จากทั้งสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศอินเดีย อันเป็นกลุ่มประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดของบริษัททางด้านเทคโนโลยีชื่อดังจำนวนมาก จากผลการศึกษาสรุปได้ว่า ประเทศไทยยังขาดมาตรการทางกฎหมายในการจัดการกับปัญหาการใช้ดาร์กแพทเทิร์นอันเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค รัฐจึงควรมีการจัดทำแนวทาง (Guideline) สำหรับผู้ประกอบธุรกิจในการป้องกัน หลีกเลี่ยง และดำเนินการแก้ไขปรับปรุงการออกแบบเว็บไซต์และแพลตฟอร์มให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว โดยแนวทางดังกล่าวสาระสำคัญควรประกอบไปด้วยการกำหนดนิยามของดาร์กแพทเทิร์น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภค ประเภทของการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการใช้ดาร์กแพทเทิร์มพร้อมด้วยแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจ ตลอดจนการพิจารณาถึงความเป็นไปและรูปแบบของมาตรการทางกฎหมายสำหรับการพัฒนาและเพิ่มเติมกฎหมายให้สามารถควบคุมดาร์กแพทเทิร์นให้มีประสิทธิภาพ เสริมความคุ้มครองผู้บริโภค และเกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคในทางปฏิบัติ
หลักพื้นฐานในการร่างกำหนดเนื้อหาสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย, สุริยะรังสี ธงชัย
หลักพื้นฐานในการร่างกำหนดเนื้อหาสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย, สุริยะรังสี ธงชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาเล่มนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางกำหนดเนื้อหาของสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิต หรือสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คาร์บอนเครดิตเป็นวัตถุไม่มีรูปร่างชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาซื้อขายกันได้ในฐานะวัตถุแห่งสัญญาซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จากการศึกษาพบว่า คาร์บอนเครดิตมีลักษณะแตกต่างจากทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หลายประการ เช่น คาร์บอนเครดิตไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน ผู้ขายอาจไม่มีกรรมสิทธิ์ขณะทำสัญญา ราคาคาร์บอนเครดิตมีความผันผวนสูงคล้ายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จึงไม่อาจกำหนดราคาแน่นอนได้ในขณะทำสัญญา การส่งมอบหรือโอนคาร์บอนเครดิตจะถือว่าสมบูรณ์ต่อเมื่อคาร์บอนเครดิตได้โอนเข้าบัญชีนายทะเบียนของผู้ซื้อและได้รับการยืนยันจากหน่วยงานทางทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ในกรณีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตผ่านตลาดซื้อขายล่วงหน้าหรือศูนย์การซื้อขายคาร์บอนเครดิตมักไม่มีการส่งมอบสินค้ากันจริง และผู้ซื้อมักเป็นนักเก็งกำไร ซึ่งไม่ได้ประสงค์ในกรรมสิทธิ์หรือครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในตัวสินค้า หากแต่มุ่งแสวงหากำไรจากส่วนต่างระหว่างราคาที่ทำสัญญาไว้กับราคาสินค้าจริง ณ วันหมดอายุของสัญญาเท่านั้นในปัจจุบัน ระบบกฎหมายของประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับธุรกรรมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตโดยเฉพาะ และไม่มีการออกกฎหมายลำดับรอง เช่น ประกาศ หรือข้อบังคับ หรือแนวทางในการกำหนดเนื้อหาสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตอย่างชัดเจน คู่สัญญาจึงอาจแสดงเจตนาเข้าทำสัญญา หรือกำหนดเนื้อหาของสัญญาได้ตามหลักเสรีภาพในการทำสัญญา อย่างไรก็ตาม การที่ไม่มีหลักเกณฑ์ในการกำหนดเนื้อหาของสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้ชัดเจน อาจก่อให้เกิดปัญหาเนื่องจากธุรกรรมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตมีความซับซ้อน หากคู่สัญญาไม่มีความรู้ ความเข้าใจอย่างเพียงพอในการกำหนดเนื้อหาของคู่สัญญา อาจก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้ดังนั้น ผู้เขียนจึงมุ่งศึกษาเปรียบเทียบเนื้อหาของสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตตลอดจนกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องตามระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร เพื่อนำมาปรับใช้เป็นแนวทางในการกำหนดเนื้อหาของสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยต่อไป
การกำหนดให้ความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, ปฐพี พูลสวัสดิ์
การกำหนดให้ความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, ปฐพี พูลสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วิเคราะห์ ค้นหาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรและมาตรการตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เนื่องจากสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศในปัจจุบันได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการกระทำความผิดอาญาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหนีภาษีอากร การฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และอาชญากรรมทางการเงินประเภทต่าง ๆ นอกจากนั้น ยังพบว่ามีการนำเข้าและส่งออกโดยมีการออกบัญชีราคาสินค้าเป็นเท็จ (trade mis-invoicing) หรือการกำหนดราคาสินค้าเป็นเท็จ (trade-mispricing) ซึ่งเป็นอาชญากรรมทางการเงินโดยเป็นหนึ่งในวิธีการฟอกเงินผ่านการค้า (trade-based money laundering) โดยอาศัยประโยชน์จากบัญชีราคาสินค้ามาใช้ในการถ่ายโอนเงินตราข้ามพรมแดนด้วยวิธีการฉ้อฉลผ่านการสำแดงราคา ปริมาณ หรือ คุณภาพสินค้าไม่ตรงกับความเป็นจริง การออกบัญชีราคาสินค้าที่เป็นเท็จจึงอาจมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป เช่น การผสมปนเงินที่มีแหล่งที่มาผิดกฎหมายเข้ากับเงินที่มีแหล่งที่มาถูกกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานสำแดงเท็จตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มีอัตราโทษต่ำไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมได้ และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (7) ได้กำหนดความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเท่านั้น โดยไม่รวมถึงความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรผู้วิจัยจึงมุ่งศึกษาการกำหนดให้ความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินซึ่งเป็นการป้องกันและปราบปรามการใช้ช่องทางการค้าระหว่างประเทศในการถ่ายโอนเงินตราซึ่งมีที่มาผิดกฎหมายข้ามพรมแดน และสามารถนำมาตรการเกี่ยวกับกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาใช้ในการจัดการกับทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดได้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น
แนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีการฟอกเขียวโดยผู้ประกอบการ (Greenwashing), อริสาสิริ ชมกรด
แนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีการฟอกเขียวโดยผู้ประกอบการ (Greenwashing), อริสาสิริ ชมกรด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดพื้นฐานและความเป็นมาของการคุ้มครองสิทธิจของผู้บริโภคใน การฟอกเขียว หรือการกล่าวอ้างถึงสิ่งแวดล้อม รวมถึงมาตรการในการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจากการฟอกเขียว นั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พุทธศักราช 2522 โดยเปรียบเทียบกับมาตรการคุ้มครองของของ ต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศฝรั่งเศส ประเทศสหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป เพื่อเป็น แนวทางในการวิเคราะห์ปัญหาที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคจากการฟอกเขียว หรือการกล่าวอ้างถึง สิ่งแวดล้อมตามกฎหมายไทย และสามารถเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ จากการวิจัยพบว่าสิทธิของผู้บริโภคในการได้รับการคุ้มครองจากการฟอกเขียวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของ ผู้บริโภคอันควรได้รับการคุ้มครองไว้เป็นสำคัญ ผู้เขียนจึงขอเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะกรรมการ ว่าด้วยการโฆษณา และออกมาตรการอื่นเพิ่มเติม เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วนและ ครอบคลุม
แนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านพักอาศัย, อารียา พยัคฆาภรณ์
แนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านพักอาศัย, อารียา พยัคฆาภรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากในปัจจุบัน และมีแนวโน้มจะมากขึ้นอีกในอนาคต อย่างไรก็ดี ด้วยลักษณะเฉพาะแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคต้องมีความรู้ ความเข้าใจในตัวสินค้า และเป็นการลงทุนระยะยาวที่ใช้เวลาการคืนทุนค่อนข้างนาน จึงมีความจำเป็นที่ผู้บริโภคจะต้องได้รับสัญญาที่มีข้อกำหนดระบุถึงสาระสำคัญของสินค้า ตลอดจนสิทธิหน้าที่ของผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ ประกอบกับปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีของการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านพักอาศัยเป็นการเฉพาะจากการศึกษาแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญากรณีติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านพักอาศัยของต่างประเทศ ได้แก่ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เครือรัฐออสเตรเลีย ประเทศญี่ปุ่น และประเทศมาเลเซีย พบว่ามีแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญาที่แตกต่างกัน โดยแบ่งรูปแบบการบังคับใช้กับผู้ประกอบธุรกิจได้เป็น 2 รูปแบบ คือ บังคับใช้โดยกฎหมาย และ อาศัยความสมัครใจของผู้ประกอบธุรกิจ เมื่อผู้วิจัยวิเคราะห์และเปรียบเทียบกับบริบทของประเทศไทยแล้ว พบว่าแต่ละรูปแบบการบังคับใช้มีความเหมาะสมกับประเทศไทยในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ในช่วงระยะเริ่มต้นที่ผู้บริโภคเริ่มสนใจการติดตั้งโซลาร์เซลล์ และยังไม่ได้ปรากฏข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคจากผู้ประกอบธุรกิจ การบังคับใช้เป็นกฎหมายจึงยังไม่อาจกระทำได้ เพราะตามแนวปฏิบัติในการออกประกาศของคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาให้เป็นธุรกิจควบคุมสัญญาจะต้องปรากฏสถิติข้อร้องเรียนก่อน ผู้วิจัยจึงเสนอให้มีการเผยแพร่แบบสัญญามาตรฐานสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนบนเว็บไซต์ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน อันเป็นแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภครูปแบบสมัครใจในระยะเริ่มต้นก่อน แต่หากในอนาคตปรากฏข้อร้องเรียนเช่นว่านั้น ผู้วิจัยเสนอให้นำรูปแบบการบังคับใช้เป็นกฎหมาย หรือ รูปแบบที่อาศัยความสมัครใจของผู้ประกอบธุรกิจมาปรับใช้ตามความเหมาะสมต่อไปในประเด็นเรื่องหน่วยงานกำกับดูแล ผู้วิจัยเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นหน่วยงานผู้มีหน้าที่มีอำนาจกำกับดูแลธุรกิจติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านพักอาศัย ด้วย สคบ. มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคมากกว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)
หลักเกณฑ์การขอใช้ประโยชน์ในที่สาธารณประโยชน์โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย, มณฑล แก่นโพธิ์
หลักเกณฑ์การขอใช้ประโยชน์ในที่สาธารณประโยชน์โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย, มณฑล แก่นโพธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักเกณฑ์การขอใช้ประโยชน์ในที่สาธารณประโยชน์ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย โดยมุ่งศึกษาถึงแนวคิด หลักการ และวิธีการขั้นตอนการขอใช้ประโยชน์ในที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งถือเป็นที่ดินของรัฐโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงศึกษารูปแบบของรัฐและการปกครองของแต่ละประเทศ เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ว่าการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถขอใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐได้นั้นเป็นผลมาจากการที่กฎหมายกำหนดขั้นตอนการขอใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐที่ไม่สอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจและขัดต่อหลักการปกครองตนเองอย่างมีอิสระของท้องถิ่นหรือไม่จากการศึกษาพบว่า การขอใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐตามมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่ได้กำหนดเรื่องอำนาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะไว้แต่อย่างใด อีกทั้งเกณฑ์ในการพิจารณาที่ไม่ได้กำหนดไว้ชัดเจน ทำให้การพิจารณาคำขอใช้ประโยชน์ไม่ได้พิจารณาเพียงขั้นตอนตามกฎหมาย แต่รวมถึงการตรวจสอบความเหมาะสมขององค์กรปกครองของท้องถิ่น ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถขอใช้ที่ดินของรัฐในพื้นที่ได้หากราชการส่วนกลางหรือราชการส่วนภูมิภาคไม่อนุญาต ดังนั้น เอกัตฉบับนี้จึงเสนอแนะให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวกับการกำหนดขั้นตอนการขอใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐให้สอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะ ซึ่งจะทำให้ที่ดินของรัฐถูกใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ปัญหาการควบคุมผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อป้องกันการเข้าถึงจากเด็กและเยาวชน, ศศินิภา สุขเกษม
ปัญหาการควบคุมผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อป้องกันการเข้าถึงจากเด็กและเยาวชน, ศศินิภา สุขเกษม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากการที่ประเทศไทยได้ปลดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดประเภท 5 และมีการผลักดันส่งเสริมให้กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจ โดยยกเลิกความผิดฐานผลิต นำเข้า ส่งออก มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพหรือเสพ แต่ยังคงควบคุมในส่วนของช่อดอกกัญชา และห้ามมีปริมาณความเข้มข้นของสาร THC (Tetrahydrocannabinol) เกินกว่าร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนัก ซึ่งปลดกัญชาโดยปราศจากกฎหมายควบคุมอย่างชัดเจนทำให้เกิดภาวะสุญญากาศในการควบคุมผลิตภัณฑ์กัญชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย ทำให้อายุของเด็กที่เสพหรือบริโภคกัญชามีอายุลดน้อยลง ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุอันเกิดจากการที่เด็กหรือเยาวชนบริโภคผลิตภัณฑ์กัญชาอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่ตั้งใจบริโภคและเข้าใจผิดว่าไม่มีส่วนผสมของกัญชาจึงบริโภค และการบริโภคนั้นอาจส่งผลร้ายในเด็กและเยาวชนในบางราย เช่น ผลิตภัณฑ์กัญชาประเภทอาหารที่ทำออกมาในรูปแบบของขนมที่มีขายในท้องตลาดทั่วไปจำพวกคุ้กกี้ทำให้มีลักษณะที่คล้ายกับโอรีโอ้โดยใส่ส่วนผสมของกัญชาเข้าไปในขนม โดยลักษณะของอาหารนี้อาจทำให้เด็กและเยาวชนเกิดความเข้าใจผิดว่าสามารถรับประทานได้ รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการใช้บริโภคกัญชา หากออกแบบให้มีลักษณะที่ดึงดูดเด็กและเยาวชนก็จะเกิดปัญหาจากการที่ผู้บริโภคจะเป็นเด็กและเยาวชนที่มีอายุลดน้อยลง ทั้งยังไม่มีการจำกัดพื้นที่และขอบเขตของสถานที่ที่สามารถจำหน่ายและบริโภคไว้อย่างชัดเจน ตลอดจนไม่มีการกำหนดรูปแบบของผลิตภัณฑ์ในด้านบรรจุภัณฑ์และฉลาก รูปแบบโฆษณาและการตลาดเพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะ ซึ่งประเด็นทั้งหมดนี้หากไม่มีการควบคุมก็จะส่งผลเสียต่อการเข้าถึงผลิตภัณฑ์กัญชาในเด็กและเยาวชนได้ จึงควรมีการกำนดมาตรการ หรือกฎหมายที่ใช้ควบคุมผลิตภัณฑ์กัญชาให้ชัดเจน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาถึงกฎหมายการควบคุมผลิตภัณฑ์กัญชาในต่างประเทศเพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทย
ปัญหาการกำกับดูแลธุรกิจ Cloud Kitchen ในประเทศไทย, สิริกาญจน์ ขุนณรงค์
ปัญหาการกำกับดูแลธุรกิจ Cloud Kitchen ในประเทศไทย, สิริกาญจน์ ขุนณรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ หรือ Cloud Kitchen นั้น เป็นการประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบใหม่ ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงระยะเวลาภายหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเป็นธุรกิจจำหน่ายอาหารที่มุ่งเน้นจำหน่ายอาหารโดยการสั่งและจัดส่งผ่านช่องทางแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น ช่องทางฟู้ดเดลิเวอรี่ ไม่มีพื้นที่หน้าร้านให้ลูกค้าเข้าใช้บริการได้ และยังมีรูปแบบการประกอบธุรกิจที่ค่อนข้างหลากหลาย แตกต่างกันไปตามปัจจัยแวดล้อม แผนการดำเนินงาน และองค์ประกอบทางธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบครัวระบบคลาวน์ซึ่งเป็นครัวเดี่ยว ซึ่งเป็นครัวที่มีผู้ประกอบกิจการเพียงแบรนด์เดียว สำหรับครัวเดียว หรือรูปแบบครัวระบบคลาวน์ซึ่งเป็นครัวรวม หรือ Shared Kitchen อันเป็นการใช้พื้นที่ครัว อุปกรณ์ วัตถุดิบ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือผู้สัมผัสอาหารร่วมกันของหลายแบรนด์ธุรกิจร้านอาหาร หรือรูปแบบครัวระบบคลาวน์ซึ่งเป็นครัวที่ดำเนินการเตรียม ปรุง และจัดส่งอาหารโดยพนักงานของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรับและส่งอาหารนั้น เป็นต้นซึ่งเมื่อธุรกิจจำหน่ายอาหารมีความหลากหลาย มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป เกิดเป็นธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบใหม่มากมาย ดังเช่นในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ แต่ประเทศไทยกลับมีบทบัญญัติกฎหมายและแนวทางกำกับดูแลการประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารที่มุ่งเน้นใช้กำกับดูแลธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบดั้งเดิม อันมีลักษณะเป็นธุรกิจร้านอาหารที่มีหน้าร้าน และมีรูปแบบการประกอบอาหารแบบครัวเดี่ยว โดยแนวทางกำกับดูแลธุรกิจจำหน่ายอาหารจะเป็นไปตามบังคับแห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และกฎกระทรวงสาธารณสุข เรื่องสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 เป็นหลัก ทำให้ภาครัฐไม่สามารถบังคับใช้บทบัญญัติกฎหมายกับธุรกิจจำหน่ายอาหารได้อย่างครอบคลุมทั่วถึง อีกทั้งยังมีปัญหาความล้าหลังของบทบัญญัติกฎหมายที่ยังไม่มีบทบัญญัติกฎหมายหรือแนวทางกำกับดูแลการประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารที่เป็นรูปแบบใหม่นี้เป็นการเฉพาะ จนอาจมีช่องว่าง ไม่ชัดเจน ไม่สอดคล้อง และไม่ครอบคลุมเพียงพอกับการกำกับดูแลธุรกิจจำหน่ายอาหารที่มีความหลากหลายในปัจจุบัน โดยเฉพาะในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจอาจอาศัยช่องว่างจากความไม่ชัดเจน ไม่สอดคล้องดังกล่าวดำเนินธุรกิจเหล่านั้นจนเกิดเป็นประเด็นปัญหาในหลายมิติ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคซึ่งเลือกซื้ออาหารผ่านช่องทางออนไลน์ซึ่งเตรียมและปรุงอาหารผ่านครัวระบบคลาวน์ โดยเฉพาะในรูปแบบครัวรวมผู้เขียนจึงได้จัดทำเอกัตศึกษาฉบับนี้ขึ้นโดยศึกษาเปรียบเทียบบทบัญญัติกฎหมายและแนวทางกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ในประเทศไทย ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศสิงคโปร์ โดยมุ่งเน้นศึกษาในส่วนของข้อกำหนดด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยอาหาร หลักปฏิบัติ หน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจให้บริการและผู้ใช้บริการครัวระบบคลาวน์ ตลอดจนการให้ความคุ้มครองและความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในการพิจารณาเลือกซื้ออาหารซึ่งเตรียมและปรุงผ่านครัวระบบคลาวน์ โดยเฉพาะในรูปแบบครัวรวมที่มีการใช้พื้นที่ร่วมกันของร้านอาหารหลากหลายแบรนด์ ทั้งนี้ ผู้เขียนพบว่าธุรกิจธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบครัวระบบคลาวน์นั้นควรมีแนวทางในการกำกับดูแลเป็นการเฉพาะ ในหลายมิติ ทั้งด้านการกำหนดนิยามและแนวทางกำกับดูแลที่ชัดเจน การปรับเปลี่ยนเงื่อนไขแนวทางการขออนุญาตประกอบกิจการ และแนวทางคุ้มครองและให้ความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคจากการเลือกสั่งซื้ออาหารจากครัวระบบคลาวน์ โดยการแสดงข้อมูลเบื้อต้น อันได้แก่ สถานที่ตั้งครัวระบบคลาวน์ ครัวที่ทำการปรุงอาหารนั้นโดยแท้จริงในกรณีที่อาหารนั้นได้รับการปรุงผ่านครัวของแบรนด์ร้านอาหารหรือครัวอื่นที่มิใช่แบรนด์ที่ผู้บริโภคตัดสินใจสั่งซื้ออาหาร ตลอดจนแสดงผลการปฏิบัติตามแนวทางกำกับดูแลของครัวระบบคลาวน์นั้นว่าดำเนินการถูกต้องเหมาะสมเพียงใด เพื่อสร้างความไว้วางใจให้ผู้บริโภคผ่านการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและมีมาตรฐาน ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อและบริโภคอาหารที่ปลอดภัย ถูกสุขอนามัย ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดต่อผลกระทบทางด้านร่างกายและจิตใจ อีกทั้งยังช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถกำกับดูแลธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ได้อย่างชัดเจนและครอบคลุม
Personal Jurisdiction And The Fairness Factor(S), Megan La Belle
Personal Jurisdiction And The Fairness Factor(S), Megan La Belle
Scholarly Articles
It has been more than seventy-five years since the Supreme Court decided International Shoe Co. v. Washington, yet questions surrounding the personal jurisdiction doctrine loom large. Over the past decade, the Roberts Court has issued a handful of personal jurisdiction opinions, including Ford Motor Co. v. Montana Eighth Judicial District Court, a case decided in 2021 that addressed an issue related to specific jurisdiction. What is more, courts across the country, including several state supreme courts, have been grappling with the question whether a corporation’s registration to do business constitutes consent to personal jurisdiction in that state. This …
The Elevation Of Reality Over Restraint In Dobbs V. Jackson Women’S Health Organization, Kevin C. Walsh
The Elevation Of Reality Over Restraint In Dobbs V. Jackson Women’S Health Organization, Kevin C. Walsh
Scholarly Articles
No abstract provided.
Restricting Scientific Legitimacy In The Age Of Biotechnology?, George P. Smith Ii
Restricting Scientific Legitimacy In The Age Of Biotechnology?, George P. Smith Ii
Scholarly Articles
In the Age of Biotechnology, there is no more pressing question than whether a philosophy of science exists and translates into a notion that—with or without qualification—the sovereignty of science is central to the advancement of society and should be totally emancipated from concurrence or oversight by society at large. Far too many Americans choose neither to be “informed” nor to accept the responsibilities of citizenship to participate fully in a deliberative democracy—they have chosen instead to exercise their “right” to remain ignorant. Consequently, science reigns without restraint or even review. The scientific community has a coordinated responsibility to society, …
The Curious Case Of Tort Liability For A Defective Product That The Defendant Did Not Make, Sell, Or Distribute, Marin Roger Scordato
The Curious Case Of Tort Liability For A Defective Product That The Defendant Did Not Make, Sell, Or Distribute, Marin Roger Scordato
Scholarly Articles
Rarely does the United States Supreme Court consider and decide an issue of tort law, especially one that does not implicate any aspect of federal constitutional law.
The problem of bare-metal equipment is just such an issue, taken up and addressed by the U.S. Supreme Court less than three years ago in the case of Air and Liquid Systems Corp. v. DeVries. Despite the Court’s opinion, the question continues to generate different responses from state courts and fails to enjoy much accord or consensus at the state-law level, where it has the greatest practical impact. The problem presented to the …
Private Caregiver Presumption For Elder Caregivers, Raymond C. O'Brien
Private Caregiver Presumption For Elder Caregivers, Raymond C. O'Brien
Scholarly Articles
The percentage of older Americans increases each year, with a corresponding percentage increase of those considered the older old. Many older persons will develop chronic conditions, decreasing their ability to manage the activities of daily living and requiring many to move into assisted living facilities or group homes. When surveyed, a majority of people expressed that they wish to age in their own homes, and government programs are increasingly supportive of this option. This is a viable option for many if they have the assistance of private caregivers—who provide a vast array of support services—and essential person-to-person human contact during …
Assisted Suicide, Forced Cooperation, And Coercion: Reflections On A Brewing Storm, Lucia A. Silecchia
Assisted Suicide, Forced Cooperation, And Coercion: Reflections On A Brewing Storm, Lucia A. Silecchia
Scholarly Articles
Because government funds to institutions and individuals finance a significant amount of medical care in the United States, the prospect of conditions or “strings” attached to that funding is an ever-present specter.
Parental Rights: In Search Of Coherence, Elizabeth Kirk
Parental Rights: In Search Of Coherence, Elizabeth Kirk
Scholarly Articles
The Supreme Court has referred to parental rights as “the oldest of the fundamental liberty interests recognized by this Court.”1 Yet, disagreements about the nature and scope of parental rights have proliferated in recent years.
The 2022 Conference Of Religiously Affiliated Law Schools: Reflections On Faculty Vocation And Support, Lucia A. Silecchia
The 2022 Conference Of Religiously Affiliated Law Schools: Reflections On Faculty Vocation And Support, Lucia A. Silecchia
Scholarly Articles
In the United States, numerous law schools identify themselves as “religiously affiliated.” There are many opportunities and challenges that come with such affiliation. What “religiously affiliated” may mean for a law school’s faculty is a particularly critical aspect of this question. I was grateful to have been invited to reflect on what religious affiliation might mean for faculty hiring at the “Past, Present, and Future of Religiously Affiliated Law Schools” conference. What follows are reflections that consider not merely that question—important as it is—but also explore what happens after the hiring decision to make the vocation to teach at a …
The Originalist Jurisprudence Of Justice Samuel Alito, J. Joel Alicea
The Originalist Jurisprudence Of Justice Samuel Alito, J. Joel Alicea
Scholarly Articles
Since Justice Alito’s appointment to the Supreme Court in 2006, constitutional theorists have struggled with how to characterize his approach to constitutional adjudication. Many scholars have argued that “Justice Alito is not to any significant extent an originalist” but is, instead, “a methodological pluralist” who uses both originalist and non-originalist tools of constitutional adjudication. Others have contended that “Justice Alito’s jurisprudence is originali[st], though not in the traditional sense.”
Mysterizing Religion, Marc O. Degirolami
Mysterizing Religion, Marc O. Degirolami
Scholarly Articles
In this short essay, I suggest that "mysterizing" religion may change the stakes in some of the most controversial contemporary conflicts in law and religion. To mysterize (not a neologism, but an archaism) is to cultivate mystery about a subject, in the sense described above-to develop and press the view that a certain subject or phenom-enon is not merely unknown, but unknowable by human beings. At the very least, such mysteries are unknowable by those human beings who have charge of the secular legal order of earthly human affairs, Paul's "princes of this world." That is what I propose to …
Traditionalism Rising, Marc O. Degirolami
Traditionalism Rising, Marc O. Degirolami
Scholarly Articles
Constitutional traditionalism is rising. From due process to free speech, religious liberty, the right to keep and bear arms, and more, the Court made clear in its 2021 term that it will follow a method that is guided by “tradition.”
This paper is in part an exercise in naming: the Court’s 2021 body of work is, in fact, thoroughly traditionalist. It is therefore a propitious moment to explain just what traditionalism entails. After summarizing the basic features of traditionalism in some of my prior work and identifying them in the Court’s 2021 term decisions, this paper situates these recent examples …
Establishment As Tradition, Marc O. Degirolami
Establishment As Tradition, Marc O. Degirolami
Scholarly Articles
Traditionalism is a constitutional theory that focuses on concrete political and cultural practices, and the endurance of those practices before, during, and after the ratification of the Constitution, as the presumptive determinants of constitutional meaning and constitutional law. The Supreme Court has long interpreted traditionally but now says explicitly that it uses a method of “text, history, and tradition” in several areas of constitutional law. Foremost among these is the Establishment Clause. This Essay examines two questions about traditionalism, both of which concern the Establishment Clause in distinct but related ways. First, why has traditionalism had special salience in this …
“Recommend . . . Measures”: A Textualist Reformulation Of The Major Questions Doctrine, Chad Squitieri
“Recommend . . . Measures”: A Textualist Reformulation Of The Major Questions Doctrine, Chad Squitieri
Scholarly Articles
Following Biden v. Nebraska, defenders of the major questions doctrine (which requires administrative agencies to identify “clear congressional authorization” to regulate “major” issues) can be categorized as falling within one of two camps. The first camp includes Justices Gorsuch and Alito, who view the major questions doctrine as a substantive canon. The second camp includes Justice Barrett, who explained in Nebraska that she is “wary” of adopting new substantive canons, and indicated that she considers the major questions doctrine to be a linguistic canon. Interestingly, both camps have relied on an influential scholar to advance their positions: then Professor …
Vested Patents And Equal Justice, Adam J. Macleod
Vested Patents And Equal Justice, Adam J. Macleod
Scholarly Articles
In a time of renewed interest in equal justice, the vested patent right may be timely again. Vested patent rights helped marginalized Americans to secure equal justice earlier in American history. And they helped to make sense of the law. Vested patent rights can perform those tasks again today. The concept of vested rights render patent law coherent. And it explains patent law 's interactions with other areas of law, such as property, administrative, and constitutional law. The vested rights doctrine also can serve the requirements of equal justice, as it has several times in American history. Vested rights secure …
Is, Ought, And The Limited Competence Of Experts, Adam J. Macleod
Is, Ought, And The Limited Competence Of Experts, Adam J. Macleod
Scholarly Articles
The moral innovators whom C. S. Lewis criticized in The Abolition of Man supposed that they could draw imperatives out of their superior understanding of sentiment and instinct. They assumed that to know what human beings want to do is to know what human beings should do. But people want to do all sorts of things that are irrational, pointless, harmful, and even downright evil. And people want inconsistent things. So the innovators are incoherent. As Lewis correctly affirmed, no amount of knowledge about nature or the world is sufficient by itself to direct us to do what is good …