Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (18077)
- Social and Behavioral Sciences (15774)
- Education (10048)
- Arts and Humanities (9834)
- Law (9418)
-
- Life Sciences (6567)
- Physical Sciences and Mathematics (6059)
- Medical Specialties (6000)
- Engineering (4591)
- Public Health (4208)
- Medical Sciences (4146)
- Business (3802)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2910)
- Higher Education (2878)
- Psychology (2787)
- Sociology (2557)
- Religion (2165)
- Computer Sciences (2026)
- History (2015)
- Nursing (1724)
- Communication (1717)
- Oncology (1701)
- Bioinformatics (1630)
- Biomedical Informatics (1617)
- Library and Information Science (1580)
- Curriculum and Instruction (1517)
- Political Science (1509)
- Diseases (1480)
- Environmental Sciences (1446)
- Economics (1249)
- Institution
-
- The Texas Medical Center Library (4331)
- University of South Florida (2065)
- University of Nebraska - Lincoln (1774)
- Washington University School of Medicine (1691)
- Walden University (1658)
-
- Brigham Young University (1629)
- Utah State University (1250)
- Chulalongkorn University (1227)
- Liberty University (1180)
- Edith Cowan University (1161)
- Association of Arab Universities (1083)
- University of Plymouth (1078)
- Universitas Indonesia (976)
- University of New Hampshire (974)
- San Jose State University (949)
- City University of New York (CUNY) (885)
- University of Montana (861)
- Louisiana State University (842)
- University of Kentucky (842)
- University of New Mexico (841)
- Georgia Southern University (833)
- Singapore Management University (833)
- Nova Southeastern University (783)
- University of South Carolina (761)
- University of Texas Rio Grande Valley (756)
- Portland State University (731)
- Technological University Dublin (713)
- University of Arkansas, Fayetteville (706)
- University of Memphis (694)
- University of Mississippi (646)
- Keyword
-
- Humans (4138)
- COVID-19 (1589)
- ICTS (Institute of Clinical and Translational Sciences) (1346)
- Female (999)
- Animals (947)
-
- Education (901)
- Mice (705)
- Male (677)
- Adult (564)
- United States (543)
- Mental health (534)
- Child (532)
- Higher education (452)
- Machine learning (416)
- Retrospective Studies (406)
- Gender (405)
- Leadership (405)
- Climate change (362)
- Depression (347)
- Social media (342)
- Artificial intelligence (341)
- Sustainability (337)
- Communication (327)
- Aged (318)
- Ethics (312)
- Diversity (309)
- Neoplasms (307)
- Adolescent (302)
- History (301)
- Equity (297)
- Publication
-
- Faculty, Staff and Student Publications (2737)
- Theses and Dissertations (2234)
- 2020-Current year OA Pubs (1672)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1535)
- Faculty, Staff and Students Publications (1236)
-
- Research outputs 2022 to 2026 (1046)
- Faculty Publications (1038)
- Bird Observer (966)
- Dissertations (924)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (892)
- Doctoral Dissertations and Projects (809)
- Electronic Theses and Dissertations (784)
- Insights: The Newsletter of the Neal A. Maxwell Institute for Religious Scholarship (674)
- Faculty Scholarship (652)
- Articles (545)
- Honors Theses (487)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (476)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (472)
- Theses (454)
- Historical Documents - Combined (396)
- Research Collection School Of Computing and Information Systems (361)
- Patient Education Projects (343)
- Documents (341)
- Information Sciences Letters (341)
- Masters Theses (327)
- 2023 Decisions (317)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (310)
- Florida Tax Review (301)
- Ornitología Neotropical (301)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (290)
- Publication Type
Articles 88861 - 88890 of 91913
Full-Text Articles in Entire DC Network
การสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ, สมรักษ์ เจียมธีรสกุล
การสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ, สมรักษ์ เจียมธีรสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง "การสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายในสังคมไทย การให้ความหมายเรื่องความตายของผู้สูงอายุ และพฤติกรรมการสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้แบบสัมภาษณ์ชนิดมีโครงสร้างเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้สูงอายุกรณีศึกษา 18 คน การเตรียมตัวตายเป็นพฤติกรรมสังคม และพฤติกรรมวัฒนธรรม ผู้สูงอายุคิดวางแผนเตรียมตัวตายโดยใช้การสื่อสารเป็นเครื่องมือ การสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายเป็นกระบวนการในการสร้างความหมายร่วมกันระหว่างผู้ร่วมกระทำการสื่อสารซึ่งมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ปฏิสัมพันธ์ในที่นี้มีขอบเขตตั้งแต่ระดับภายในตนเอง ปฏิสัมพันธ์ต่อบุคคลใกล้ชิด ต่อกลุ่ม และต่อสาธารณะ ผู้สูงอายุให้ความหมายความตาย 5 ความหมาย ได้แก่ ความตายคือการไม่มีชีวิตอยู่ ความตายคือการเคลื่อนย้ายของจิต ความตายคือการเปลี่ยนภพตามพระประสงค์ของพระเจ้า ความตายคือการเดินทางครั้งใหม่-การเกิด ความตายคือการพลัดพรากหรือถูกทำให้พลัดพรากจากที่เป็นอยู่ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุมี 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยตัวบุคคล ปัจจัยศาสนา ปัจจัยด้านสังคมวัฒนธรรม และปัจจัยสถานภาพทางสังคมเศรษฐกิจ สื่อและช่องทางการสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ ได้แก่ สื่อบุคคล สื่อเฉพาะกิจ สื่อเชิงวัฒนธรรม สื่อวัตถุ และสื่อสังคม
แบบจำลองการทำนายและแนวทางการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองโดยใช้บิ๊กดาต้า, จุติพร ปริญโญกุล
แบบจำลองการทำนายและแนวทางการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองโดยใช้บิ๊กดาต้า, จุติพร ปริญโญกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบสมผสานวิธี ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการใช้ประโยชน์จากบิ๊กดาต้าในการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมือง 2) เพื่อสร้างแบบจำลองการทำนายและแนวทางการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมือง โดยเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ และผู้เชี่ยวชาญด้านบิ๊กดาต้า ทั้งวิชาการและวิชาชีพจำนวน 10 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินเกณฑ์การวัดระดับความรู้สึก (Sentiment) ด้วยวิธีการตรวจสอบสามเส้า (Triangulation) ประกอบด้วย นักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ สื่อมวลชนสายการเมือง ผู้นำทางความคิดประเด็นทางการเมือง และนักเคลื่อนไหวกิจกรรมทางการเมือง จำนวน 5 ท่าน นอกจากนี้ยังใช้บิ๊กดาต้าทางการเมืองจากสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่ ทวิตเตอร์ (Twitter) เฟซบุ๊ก (Facebook) ยูทูป (Youtube) อินสตาแกรม (Instagram) และเว็บไซต์ (Website) จำนวน 132,660 ข้อมูล เพื่อพัฒนาเป็นแบบจำลองการทำนายภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมือง ผลการศึกษาพบว่า 1) บิ๊กดาต้าสามารถนำมาใช้เพื่อการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองได้ทุกขั้นตอนของการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ ซึ่งข้อมูลและแบบจำลองที่เหมาะสมสำหรับการทำนายภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองคือข้อมูลประเภทข้อความจากสื่อสังคมออนไลน์ และแบบจำลองการทำนายที่เหมาะสมคือแบบจำลองการเรียนรู้แบบมีผู้สอน (Supervised Learning) นอกจากนี้การพัฒนาเกณฑ์การวัดระดับความรู้สึก (Sentiment) สำหรับใช้เพื่อประเมินความรุนแรงของภาวะวิกฤตออนไลน์ที่ละเอียดมากขึ้น แบ่งได้เป็น 7 ระดับ ได้แก่ ความรู้สึกเป็นบวกมากที่สุด ความรู้สึกเป็นบวกมาก ความรู้สึกเป็นบวก ความรู้สึกเป็นกลาง ความรู้สึกเป็นลบ ความรู้สึกเป็นลบมาก และความรู้สึกเป็นลบมากที่สุด 2) แบบจำลองการทำนายวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ แบบจำลองที่พัฒนาด้วย Random Forest Classifier ได้ผลดังนี้ ค่าความถูกต้อง (Accuracy) 0.93 ค่าความระลึก (Recall) Macro avg 0.67 และ Weighted avg 0.93 ค่าความแม่นยำ (Precision) Macro avg 0.85 และ Weighted avg 0.93 และค่าเอฟวัน (F1 Score) Macro …
บทบาทไทยพีบีเอสต่อกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้บริบทการแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง, ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา
บทบาทไทยพีบีเอสต่อกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้บริบทการแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง, ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) นโยบาย การดำเนินงาน และการนำเสนอประเด็นสาธารณะในการเป็นพื้นที่กลางของไทยพีบีเอสในกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 2) การนำเสนอเนื้อหาสันติภาพเชิงลบและสันติภาพเชิงบวกของไทยพีบีเอสในกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงเดือนมกราคม 2555-ธันวาคม 2563 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์ตัวบท การศึกษาเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัย พบว่า 1) ไทยพีบีเอสมีนโยบายในด้านการมีส่วนร่วม การใช้ประโยชน์จากสื่อสาธารณะและการเป็นสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่สนับสนุนการเป็นพื้นที่กลางในการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไทยพีบีเอสมีการดำเนินงานเพื่อสร้างพื้นที่กลาง ได้แก่ การเสริมพลังตัวแสดงเพื่อสร้างสมดุลอำนาจในการสื่อสาร การส่งเสริมการเข้าถึงมุมมองที่หลากหลาย การพัฒนาเครื่องมือในการทำงานร่วมกัน และการเชื่อมต่อพื้นที่เชิงกิจกรรม พื้นที่ทางกายภาพ และพื้นที่การสื่อสาร การนำเสนอประเด็นสาธารณะของไทยพีบีเอส ได้แก่ การเมืองนำการทหาร บทบาทของมาเลเซียในกระบวนการพูดคุยสันติภาพ พื้นที่สาธารณะปลอดภัย รอมฎอนสันติสุข เป็นต้น 2) การนำเสนอเนื้อหาสันติภาพเชิงลบอยู่ภายใต้กรอบความขัดแย้ง กรอบความปลอดภัยและความมั่นคงของสังคม และกรอบทหาร เนื้อหาดังกล่าวได้รับการนำเสนอผ่านมุมมองของนักวิชาชีพไทยพีบีเอสและคนในพื้นที่ความขัดแย้ง ตัวแสดงสำคัญที่ปรากฏในข่าวและรายการที่นำเสนอเนื้อหาสันติภาพเชิงลบ ได้แก่ ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ส่วนการนำเสนอเนื้อหาสันติภาพเชิงบวกอยู่ภายใต้กรอบการยอมรับสิทธิของผู้อื่น กรอบการกระจายทรัพยากรอย่างเท่าเทียม กรอบการไหลเวียนอย่างอิสระของข้อมูลข่าวสาร กรอบการพัฒนาทุนมนุษย์ และกรอบการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐที่ดี เนื้อหาดังกล่าวได้รับการนำเสนอผ่านมุมมองของคนในพื้นที่ความขัดแย้ง ตัวแสดงสำคัญที่ปรากฏในข่าวและรายการที่นำเสนอเนื้อหาสันติภาพเชิงบวก ได้แก่ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ประชาชนทั่วไป ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ
การประกอบสร้างวาทกรรมนมแม่และการปะทะสังสรรค์ผ่านเรื่องเล่าในสื่อไทย, ยศพล ชุติปัญญะบุตร
การประกอบสร้างวาทกรรมนมแม่และการปะทะสังสรรค์ผ่านเรื่องเล่าในสื่อไทย, ยศพล ชุติปัญญะบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เพื่อศึกษาความไม่ต่อเนื่องทางวาทกรรม การตีความของมารดา และกลวิธีการประกอบสร้างวาทกรรมในเชิงเรื่องเล่าต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ซึ่งมีอิทธิพลต่อชนชั้นกลางชาวไทย งานวิจัยเชิงคุณภาพชิ้นนี้ศึกษาตัวบทที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับแม่และเผยแพร่ในปี พ.ศ.2475-2565 อาทิ แบบเรียนภาษาไทย วรรณกรรม ละครโทรทัศน์ นิตยสาร สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก สื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงโฆษณา และข่าวในพระราชสำนัก ผลการวิจัยพบวาทกรรมนมแม่ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 5 ยุค ดังนี้ (1) ยุคก่อนกรอบการวิจัย คติทางพุทธให้ความหมายของนมแม่ว่ากลั่นมาจากเลือดในอกด้วยความรักของแม่ น้ำนมแม่เป็นสัญญะของจิตวิญญาณความเป็นแม่ซึ่งส่งผ่านจากเจ้าของน้ำนมสู่ทารก แม้แต่จากแม่นม กระนั้นไม่พบว่ามารดามีบทบาทสำคัญใด ๆ ในเรื่องเล่า (2) ยุคนมแม่อาหารตามธรรมชาติ นมแม่มีสัญญะของอาหารเชิงโภชนาการมากขึ้นและจิตวิญญาณในน้ำนมแม่ส่งผ่านเฉพาะมารดาทางชีวภาพ ไม่ใช่จากแม่นม มารดามีบทบาทมากขึ้นในเรื่องเล่าในฐานะผู้สร้างชาติและมีบุญคุณ (3) ยุคนมแม่แพ้นมผง ด้วยอิทธิพลของโฆษณาและองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ นมผงเป็นอาหารทดแทนนมแม่ที่สามารถเติมสารอาหารเข้าไปได้ ภาพของมารดายุคใหม่จึงไม่ต้องให้นมแม่ (4) ยุคนมแม่แน่ที่สุด องค์ความรู้วิทยาศาสตร์และคติพุทธให้คุณค่าต่อนมแม่ในสื่อทุกประเภท คู่ตรงข้ามเป็นกลวิธีในการสร้างให้นมผงมีความหมายดุจยาพิษ ส่งผลให้มารดาที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เท่านั้นคือแม่ที่ดี (5) ยุคแห่งการกระจัดกระจายของวาทกรรม เริ่มปรากฏการตระหนักถึงระบบคู่ตรงข้ามและการต่อรองวาทกรรมว่านมแม่ดีที่สุดแต่นมผงก็ใช้ได้หากจำเป็น ในอีกพื้นที่วาทกรรมมีการให้คุณค่านมแม่ว่าเป็นน้ำนมคน คือมีความเป็นวัตถุและไม่แฝงจิตวิญญาณของเจ้าของน้ำนม จากปรากฏการณ์บริจาคน้ำนมแม่บนโลกออนไลน์ด้วยการตีความว่านมแม่คนใด ๆ นั้นดีกว่าและปลอดภัยกว่านมโค แสดงให้เห็นอิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์ที่จัดสรรให้แต่ละกลุ่มวาทกรรมมีพื้นที่อุดมการณ์ของตัวเอง มารดาในยุคออนไลน์มีสถานะเป็นผู้เล่าเรื่องและมีความเป็นปัจเจกบุคคลมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ซึ่งด้านหนึ่งช่วยเพิ่มอำนาจให้กับมารดาในการต่อรองกับปิตาธิปไตย แต่อีกด้านหนึ่งกลับพบการผลิตซ้ำบทบาทหน้าที่ของสตรีให้มีจำกัด การตีความด้านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดามี 2 จังหวะ ครั้งแรกคือช่วงก่อนการคลอดที่สื่อมีบทบาทมาก และอีกครั้งภายหลังคลอดซึ่งประสบการณ์ส่วนบุคคลร่วมกับสื่อที่ใช้มีบทบาทต่อพฤติกรรมการให้นมและความภาคภูมิใจในการเป็นแม่ กรอบความรู้ทางคติพุทธและวิทยาการตะวันตกปะทะสังสรรค์กันตลอดช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ และวาทกรรมหนึ่ง ๆ จะครองอำนาจได้เมื่อกรอบความรู้ทั้งสองทำงานสอดประสานกัน ผู้วิจัยเสนอแนะว่าการสื่อสารเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ควรเน้นความหมายเฉพาะที่ตัวน้ำนมแม่ ไม่จำเป็นต้องชูภาพความสำเร็จของความเป็นแม่จากมารดาที่ให้นมแม่ปริมาณมาก แต่ควรนำเสนอมิติของความสัมพันธ์ให้มากขึ้นและสามารถให้ข้อมูลอาหารทดแทนนมแม่เพื่อเป็นตัวเลือกต่อมารดาหากจำเป็นต้องใช้
แบบจำลองการสื่อสารสำหรับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงขององค์กรธุรกิจไทยทางออนไลน์, วรรษยุต คงจันทร์
แบบจำลองการสื่อสารสำหรับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงขององค์กรธุรกิจไทยทางออนไลน์, วรรษยุต คงจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการปฏิสัมพันธ์ขององค์กรและกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ออนไลน์ 2) วิเคราะห์ระดับและรูปแบบของความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรออนไลน์ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของความเสี่ยงและระดับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กร กับรูปแบบการสื่อสารและการปฏิสัมพันธ์ขององค์กรบนสื่อออนไลน์ และ 4) พัฒนาแบบจำลองการสื่อสารความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรออนไลน์ ด้วยระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์โดยวิธีการทำเหมืองข้อมูล จำนวน 181 วัน ด้วยเทคนิคการวิเคราะห์ความรู้สึก เพื่อวิเคราะห์ระดับและรูปแบบความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กร พัฒนาเป็นแบบจำลองการสื่อสารสำหรับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรโดยใช้สมการถดถอยโลจิสติกเชิงอันดับและตัวแบบต้นไม้ตัดสินใจ เพื่อนำมาพัฒนาเป็นสถานการณ์การสื่อสารความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรออนไลน์ ตรวจสอบความถูกต้องของแบบจำลองโดยผู้เชี่ยวชาญด้วยวิธีการวัดความสอดคล้องภายใน จำนวน 3 คน และความเหมาะสมของสถานการณ์ตามแบบจำลองโดยผู้เชี่ยวชาญด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 8 คน ผลการวิจัยพบว่า องค์กรมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้สื่อเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน มีรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ที่มีลักษณะเป็นการสื่อสารทางเดียวและมีความรู้สึกที่สอดคล้องกัน เน้นให้ข้อมูลข่าวสารเพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมในเชิงควบคุมโดยมีแบบแผน นำไปสู่ระดับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรออนไลน์ที่ลดลง โดยพบความเสี่ยงระดับปานกลางถึงสูงมากเพียงร้อยละ 7.18 ปัจจัยที่มีผลต่อความเสี่ยงด้านชื่อเสียงประกอบด้วย 8 ปัจจัย โดยปัจจัยด้านความรู้สึกในการสื่อสารของผู้บริโภค เป็นปัจจัยตั้งต้นในการทำนายความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ตามผลการพัฒนาแบบจำลองการสื่อสารสำหรับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงขององค์กรธุรกิจไทยทางออนไลน์ด้วยตัวแบบต้นไม้ตัดสินใจ โดยมีอัตราความแม่นยำที่ร้อยละ 70.11 และยืนยันความสอดคล้องของสถานการณ์การสื่อสารโดยผลการวิจัยเชิงคุณภาพ
การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ พฤติกรรมการชมการแข่งขัน และความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย, อัทธ์ธนิน ธนินภาณุวิวัฒน์
การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ พฤติกรรมการชมการแข่งขัน และความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย, อัทธ์ธนิน ธนินภาณุวิวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ พฤติกรรมการชมการแข่งขัน และความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย อธิบายความสัมพันธ์ของการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการและความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย และอธิบายความแตกต่างตามลักษณะของประชากรด้านเพศ อาชีพ รายได้ พฤติกรรมการชมการแข่งขัน และความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ชมที่ติดตามการแข่งขันของสโมสรฟุตบอลไทยอย่างต่อเนื่องมานานมากกว่า 1 ปี ที่มีอายุ18 ปีขึ้นไป และเคยซื้อสินค้าที่มีสัญลักษณ์ของสโมสรที่เป็นสมาชิก จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และแบบสอบถามออนไลน์ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของสโมสรฟุตบอลไทยโดยรวมในระดับสูง มีพฤติกรรมการชมการแข่งขันฟุตบอลโดยรับชมการแข่งขันในสนามในระดับสูง มีความภักดีต่อสโมสรฟุตบอลไทยโดยรวมอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้มีการติดตามบัญชีออนไลน์และกดถูกใจให้นักฟุตบอลของสโมสรที่ชื่นชอบ รวมทั้งยังคงติดตามเชียร์สโมสรที่ชอบอย่างเหนียวแน่นอยู่ในระดับสูงมาก ผลการทดสอบสมมติฐานสรุปได้ว่า การเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการชมการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง การเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความภักดีของแฟนบอลต่อสโมสรฟุตบอลไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธ์ในระดับสูง กลุ่มตัวอย่างที่มีเพศ อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกัน มีการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 กลุ่มตัวอย่างที่มีอาชีพ และรายได้แตกต่างกัน มีความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
Transmedia Storytelling In League Of Legends And The Application To Thai Gaming Industry, Nitchanan Wang
Transmedia Storytelling In League Of Legends And The Application To Thai Gaming Industry, Nitchanan Wang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines the concept of transmedia storytelling within the context of League of Legends and explores its potential applications within the Thai gaming industry. Transmedia storytelling refers to the technique of telling a single story or story experience across multiple platforms and formats using digital technology. By analyzing the narrative elements and media platforms to expand the League of Legends universe, this research aims to identify characteristics that contribute to its success. The study utilizes a qualitative approach, including textual analysis of various media associated with League of Legends, such as the animated series “Arcane,” music videos featuring virtual …
การนำเสนอกระบวนการสร้างศิลปิน T-Pop ของรายการ 789 Survival, คฑายุทธ์ แสงใส
การนำเสนอกระบวนการสร้างศิลปิน T-Pop ของรายการ 789 Survival, คฑายุทธ์ แสงใส
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อวิเคราะห์การสร้างศิลปินและการนำเสนอกระบวนการสร้างศิลปิน T-POP ที่ปรากฏในรายการ 789 SURVIVAL เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์ตัวบท (Textual Analysis) จากช่อง YouTube ของรายการ โดยวิเคราะห์จากวิดีโอรายการจำนวน 12 Episode และวิเคราะห์บทความหรือบทสัมภาษณ์ที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการคัดเลือกศิลปินก่อนเป็น 24 คนสุดท้าย แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การคัดเลือกจากเทรนนีในสังกัด และการคัดเลือกจากบุคคลภายนอก สำหรับการคัดเลือกศิลปินระหว่างถ่ายทำรายการ เป็นการคัดเลือกแบบกลุ่ม นอกจากนี้ กระบวนการฝึกฝนศิลปินจะเน้นที่การฝึกฝนโดยผู้เชี่ยวชาญ และการฝึกฝนโดยเทรนนี เพื่อเรียนรู้คุณลักษณะสำคัญที่ศิลปินควรมี ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาพรสวรรค์ตัวเอง การฝึกฝนตลอดเวลา การมีความสุขกับสิ่งที่ทำ การมีวินัย และการจัดการความรู้สึก สำหรับการสร้างอัตลักษณ์ตัวตนนั้น จะพบว่าทางรายการมีการสร้างอัตลักษณ์ตัวตนเทรนนีผ่านการให้สัมภาษณ์ และการสร้างความรักใคร่กลมเกลียวกัน อีกทั้งการสร้างอัตลักษณ์ของรายการจะเน้นที่ความโปร่งใสในการตัดสิน การมีส่วนร่วมของผู้ชม และความเป็นครอบครัวของ T-POP
ภาพยนตร์แอนิเมชันของกรีนพีซ ที่สร้างการรับรู้และจัดการประเด็นปัญหาการฟอกเขียว, ภาณุรัตน อำนวยพล
ภาพยนตร์แอนิเมชันของกรีนพีซ ที่สร้างการรับรู้และจัดการประเด็นปัญหาการฟอกเขียว, ภาณุรัตน อำนวยพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาภาพยนตร์แอนิเมชันของกรีนพีซในการสร้างการรับรู้และจัดการประเด็นปัญหาการฟอกเขียว 2) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะที่มีต่อการใช้ภาพยนตร์แอนิเมชันในการสร้างการรับรู้และจัดการประเด็นปัญหาการฟอกเขียว งานวิจัยนี้ใช้วิธีทั้งการวิเคราะห์ตัวบทในภาพยนตร์แอนิเมชัน ทั้งหมด 12 คลิปวิดีโอ และการสัมภาษณ์เชิงลึก ซึ่งสัมภาษณ์กับบุคลากรในมูลนิธิด้านสิ่งแวดล้อม นักวิชาการ และนักข่าวด้านสิ่งแวดล้อม ผลการวิจัยพบว่า ภาพยนตร์แอนิเมชันนำเสนอ 2 รูปแบบหลัก คือ ภาพยนตร์สั้นและภาพกราฟิกเคลื่อนไหว โดยต่างนำเสนอเนื้อหา 2 ส่วนคือ 1) การเล่าปัญหาการฟอกเขียวของบริษัท ซึ่งผู้รับชมสามารถตระหนักรู้ถึงที่มา ลักษณะ และผลของปัญหาอันนำไปสู่การตั้งคำถามต่อการจัดการสิ่งแวดล้อม 2) เชิญชวนผู้รับชมให้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาการฟอกเขียว ด้วยการลงนามหรือแชร์คลิปวิดีโอ ทั้งนี้ประเด็นการฟอกเขียวได้ถูกถ่ายทอดอย่างชัดเจนผ่านองค์ประกอบต่างๆ ในภาพยนตร์แอนิเมชันของกรีนพีซ โดยเทคนิคแอนิเมชันช่วยให้การถ่ายทอดดังกล่าวเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ ภาพยนตร์แอนิเมชันของกรีนพีซยังมีแนวคิดสื่อเชิงเสนอแนะอีกด้วย
ปัจจัยพยากรณ์ความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคต่อสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงที่รีวิวโดยเพ็ทอินฟลูเอนเซอร์ในรูปแบบวิดีโอสั้น, ณัชชา จันทวิมล
ปัจจัยพยากรณ์ความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคต่อสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงที่รีวิวโดยเพ็ทอินฟลูเอนเซอร์ในรูปแบบวิดีโอสั้น, ณัชชา จันทวิมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสม (Mixed Methods Research) โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Research) แบ่งเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) โดยการเก็บข้อมูลจากวิดีโอสั้นการรีวิวสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของเพ็ทอินฟลูเอนเซอร์ระยะเวลา 3 เดือนย้อนหลัง ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2567 ถึง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 ประกอบด้วยช่องชิเอลแมวมึน, ไข่ขาวลูกแมร๊, Japan จอมโหด and friends และ Gluta story จำนวน 110 คลิป และ การวิจัยเชิงสำรวจ โดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล โดยศึกษากลุ่มผู้บริโภคที่เลี้ยงสุนัขหรือแมวอย่างน้อย 1 ตัว ทุกเพศ ช่วงอายุตั้งแต่ 18-34 ปี มีการติดตามและรับชมคลิปวิดีโอสั้นการรีวิวสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของเพ็ทอินฟลูเอนเซอร์ในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา จำนวน 400 ชุด ผลการวิจัยด้านการวิเคราะห์เนื้อหา พบว่า ปัจจัยด้านคุณลักษณะของเพ็ทอินฟลูเอนเซอร์ที่ปรากฏมากที่สุด คือ ด้านความสอดคล้องของเนื้อหา เป็นการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงเท่านั้น ส่วนปัจจัยด้านเนื้อหาการรีวิวสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงที่ปรากฏมากที่สุด คือ ด้านการเล่าเรื่อง ด้านความรัก (Love objects) และ ปัจจัยด้านรูปแบบของวิดีโอสั้นที่ปรากฏมากที่สุด คือ มีการนำเสนอผ่านช่องทาง TikTok มากที่สุด โดยมีระยะเวลาเฉลี่ย 1 – 3 นาที มีการนำเสนอภาพผ่านมุมมองเจ้าของสัตว์เลี้ยง และ ใช้เสียงบรรยายภาพ นอกจากนี้ผลการวิจัยเชิงสำรวจ พบว่า มีเพียงปัจจัยด้านรูปแบบของวิดีโอสั้นที่สามารถพยากรณ์ความตั้งใจซื้อสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของผู้บริโภคได้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
อิทธิพลของแรงจูงใจในการแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นทางสังคมขององค์กรต่อพฤติกรรมสนับสนุนองค์กรในเจเนอเรชันซี, ณัฐวลัย ภาคภากร
อิทธิพลของแรงจูงใจในการแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นทางสังคมขององค์กรต่อพฤติกรรมสนับสนุนองค์กรในเจเนอเรชันซี, ณัฐวลัย ภาคภากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้แรงจูงใจในการแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นทางสังคมขององค์กรต่อการรับรู้ความแท้จริงขององค์กรและพฤติกรรมสนับสนุนองค์กรในกลุ่มเจเนอเรชันซี ด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ ในรูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจและใช้แบบสอบถามออนไลน์เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างเจเนอเรชันซี อายุ 18-29 ปี ในประเทศไทย จำนวน 415 คน ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้แรงจูงใจในการแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นทางสังคมขององค์กรมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการรับรู้ความแท้จริงขององค์กร การรับรู้แรงจูงใจในการแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นทางสังคมขององค์กรมีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมสนับสนุนองค์กร รวมทั้งการรับรู้ความแท้จริงขององค์กรมีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมสนับสนุนองค์กร โดยรายละเอียดพบว่า การอนุมานแรงจูงใจว่าองค์กรแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นทางสังคมมาจากการยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก มีอิทธิพลต่อความแท้จริงขององค์กรและมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสนับสนุนองค์กรมากที่สุด อนึ่ง งานวิจัยนี้ประยุกต์ใช้แนวคิดบรรษัทบริบาลเป็นหลัก เพื่อทำความเข้าใจปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยองค์ความรู้ทางด้านการประชาสัมพันธ์
อิทธิพลของความต้องการของผู้บริโภคและภาพลักษณ์ตราสินค้าศิลปินนักร้องต่อการตอบสนองและความภักดีของผู้บริโภค, ธัญญรัตน์ จันทร์คำ
อิทธิพลของความต้องการของผู้บริโภคและภาพลักษณ์ตราสินค้าศิลปินนักร้องต่อการตอบสนองและความภักดีของผู้บริโภค, ธัญญรัตน์ จันทร์คำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงสำรวจในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความต้องการของผู้บริโภค ภาพลักษณ์ตราสินค้าศิลปินนักร้อง การตอบสนองของผู้บริโภค (ได้แก่ ความผูกพัน ความพึงพอใจ ความไว้วางใจ ความมุ่งมั่น และความตั้งใจซื้อ) และความภักดีต่อตราสินค้าศิลปินนักร้องของผู้บริโภค 2) อิทธิพลของความต้องการของผู้บริโภคและภาพลักษณ์ตราสินค้าศิลปินนักร้อง ต่อการตอบสนองของผู้บริโภค และ 3) อิทธิพลของการตอบสนองของผู้บริโภค ต่อความภักดีต่อตราสินค้าศิลปินนักร้องของผู้บริโภค โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีวิจัยเชิงสํารวจ มีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ จากกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 18 - 34 ปี จำนวน 435 คน ที่ติดตามศิลปิน ATLAS หรือศิลปิน PROXIE บนช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ของศิลปิน ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการของผู้บริโภค ในมิติบรรทัดฐานของเพื่อน มีอิทธิพลต่อการตอบสนองของผู้บริโภคมากที่สุด และภาพลักษณ์ตราสินค้าศิลปินนักร้อง ในมิติการออกแบบ และความสามารถรอบด้าน มีอิทธิพลต่อการตอบสนองของผู้บริโภคมากที่สุด นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบว่า การตอบสนองของผู้บริโภค ในด้านความผูกพัน และความตั้งใจซื้อ มีอิทธิพลต่อความภักดีต่อตราสินค้าศิลปินนักร้องของผู้บริโภค
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยภายหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2566, วิธาวินท์ ทาเอื้อ
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยภายหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2566, วิธาวินท์ ทาเอื้อ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางประชากร การเปิดรับสื่อเกี่ยวกับการเมือง ทัศนคติที่มีต่อพรรคเพื่อไทย การมีส่วนร่วมทางการเมือง และอิทธิพลที่มีต่อภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทย โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีหรือเกิดตั้งแต่ปีพ.ศ. 2548 และมีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 5 ปีกับมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตกรุงเทพมหานครมาแล้วไม่น้อยกว่า 90 วัน จากผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างเปิดรับสื่อเกี่ยวกับการเมืองโดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง 2) กลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติต่อพรรคเพื่อไทยโดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง 3) กลุ่มตัวอย่างมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยรวมอยู่ในระดับ น้อย 4) กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้ภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยโดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง และจากผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า 1) ลักษณะทางประชากรต่างกัน การเปิดรับสื่อเกี่ยวกับการเมืองไม่ต่างกัน 2) ลักษณะทางประชากรต่างกัน ทัศนคติที่มีต่อพรรคเพื่อไทยต่างกัน 3) ลักษณะทางประชากรต่างกันการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่างกัน 4) ลักษณะทางประชากรต่างกันการรับรู้ภาพลักษณ์พรรคเพื่อไทยต่างกัน 5) การเปิดรับสื่อเกี่ยวกับการเมือง ทัศนคติที่มีต่อพรรคเพื่อไทย และการมีส่วนร่วมทางการเมือง มีอิทธิพลต่อการรับรู้ภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทย
การตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้ออาหารที่เน้นพืชเป็นหลักของผู้บริโภคเจเนอเรชันเอกซ์, อนัญลักษณ์ เชาวลา
การตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้ออาหารที่เน้นพืชเป็นหลักของผู้บริโภคเจเนอเรชันเอกซ์, อนัญลักษณ์ เชาวลา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสำรวจการตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ปัจจัยพยากรณ์พฤติกรรมตามทฤษฎีพฤติกรรมตามแบบแผน (Theory of Planned Behavior) 3 ด้าน (ได้แก่ 1. ทัศนคติต่อพฤติกรรม 2. บรรทัดฐานส่วนบุคคล 3. การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม) ความตระหนักในสิ่งแวดล้อม คุณค่าด้านความรู้สึก การสื่อสารการตลาด ความตั้งใจซื้อ และเพื่อศึกษาอิทธิพลของ การตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ปัจจัยพยากรณ์พฤติกรรม ความตระหนักในสิ่งแวดล้อม คุณค่าด้านความรู้สึก การสื่อสารการตลาด ที่มีต่อความตั้งใจซื้ออาหารที่เน้นพืชเป็นหลักของผู้บริโภคเจเนอเรชันเอกซ์ ที่มีอายุ 44-59 ปี จำนวน 400 คน ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคมีระดับความเห็นต่อตัวแปร คิดเป็นค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ดังนี้ ความตระหนักในสิ่งแวดล้อม การตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ทัศนคติต่อพฤติกรรม ความตั้งใจซื้อ คุณค่าด้านความรู้สึก การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม บรรทัดฐานส่วนบุคคล และการสื่อสารการตลาด โดยตัวแปรต้นที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้ออาหารที่เน้นพืชเป็นหลักมี 5 ตัวแปร ได้แก่ คุณค่าด้านความรู้สึก ทัศนคติต่อพฤติกรรม การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม การสื่อสารการตลาด และบรรทัดฐานส่วนบุคคล โดยตัวแปรที่ไม่มีอิทธิพล ได้แก่ การตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ และความตระหนักในสิ่งแวดล้อม จากผลการวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสื่อสารการตลาดโดยใช้เนื้อหาคุณค่าด้านความรู้สึกเป็นหลัก ซึ่งอาจมีผลต่อความตั้งใจซื้ออาหารที่เน้นพืชเป็นหลักของผู้บริโภคได้
The Acute Effect Of Therapeutic Thaiacupressure On Foot On Freezing Of Gait In Parkinson’S Disease Patients During “On” Medication Time. A Randomized Non-Inferiority Trial., Yuka Miyahara
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: ON-Freezing of gait (ON-FOG) in Parkinson’s disease (PD), often resistant to medication, is linked to sensory deficits and proprioceptive impairment, and results in falls and reduced life quality. While visual cues from a laser cane (LC), which rapidly accesses the motor cortex, are commonly used to compensate for proprioceptive impairment, increased visual reliance may be affected by disease progression. Emerging evidence suggests that modulation of peripheral sensory processing may alleviate ON-FOG, and therapeutic Thai acupressure (TTA) may be a solution. This study aims to evaluate the effect of TTA in alleviating ON-FOG and compare its effectiveness to LC in …
การพัฒนาแพลตฟอร์มประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบด้วยระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกล, ปราโมทย์ ถ่างกระโทก
การพัฒนาแพลตฟอร์มประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบด้วยระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกล, ปราโมทย์ ถ่างกระโทก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินคุณภาพแพลตฟอร์มประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบด้วยระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกล รวมถึงศึกษาผลของการใช้เทปทรานสพอร์และแผ่นฟิล์มใสปิดแผลต่ออุบัติการณ์การเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบ การวิจัยครั้งนี้แบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาแพลตฟอร์ม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) พยาบาลผู้ให้สารน้ำจำนวน 30 คน 2) พยาบาลผู้เชี่ยวชาญที่ด้านการประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบจำนวน 4 คน และ 3) ผู้ป่วยที่ได้รับ การสอดใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนปลายจำนวน 246 คน ระยะที่ 2 การประเมินคุณภาพแพลตฟอร์มประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบด้วยระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกล เก็บข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่ม กลุ่มตัวอย่างแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) พยาบาลวิชาชีพที่ได้จากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 8 คน 2) พยาบาลผู้เชี่ยวชาญที่ได้จากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 4 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา และระยะที่ 3 การศึกษาผลของการใช้เทป ทรานสพอร์และแผ่นฟิล์มใสปิดแผลต่ออุบัติการณ์การเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบ เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่ม กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 308 คน สรุปผลวิจัยได้ดังนี้ 1. แพลตฟอร์มประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบด้วยระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกลประยุกต์เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อขอคำปรึกษาโดยการส่งภาพถ่ายที่สงสัยว่าจะเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบและข้อมูลอาการและอาการแสดงของผู้ป่วย เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้คำปรึกษาเพื่อการวินิจฉัยและการรักษา โดยการออกแบบแผนผังการใช้งาน รูปแบบหน้าจอและการแสดงผลที่มีความสะดวกในการใช้งานทางคลินิก 2. แพลตฟอร์มประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบด้วยระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกลที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้ประเมินและการวินิจฉัยการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบได้ถูกต้อง มีความเป็นไปได้และเหมาะสมที่จะนำไปใช้งานจริงในคลินิก 3. อุบัติการณ์การเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบในผู้ป่วยที่ใช้เทปทรานสพอร์ 77.92% ของผู้ป่วยที่ใช้แผ่นฟิล์มใสปิดแผล 66.88% มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (x2 = 4.696, p = 0.030 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เทปทรานสพอร์มีความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบเป็น 1.16 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ใช้แผ่นฟิล์มใสปิดแผล (RR = 1.16, 95% CI = 0.116-0.452) การวิเคราะห์ทางสถิติแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติเกี่ยวกับระยะเวลาการถอดสายสวนระหว่างทั้งสองกลุ่ม
Say On Pay Voting: Understanding Executive Pay Assessments Through The Lens Of Information-Processing Theory, Wichawadee Racharoenkit
Say On Pay Voting: Understanding Executive Pay Assessments Through The Lens Of Information-Processing Theory, Wichawadee Racharoenkit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Although multiple studies have confirmed managerial power in executive compensation and the instances of irrational Say-On-Pay (SOP) voting in United States, the assessment of executive compensation, leading to SOP voting decisions, under these occurrences remained unrevealed prior to this research. Attempting to address these limitations, the measurements of irrational SOP voting and opportunistic executive compensation are introduced for modifying the model of SOP voting determinants, based on information-processing theory. The objectives are to investigate: the assessments of executive pay under heuristic processing, the assessment of opportunistic compensation, and the awareness of opportunistic executive pay, which could be resulted in lower …
Selling, General And Administrative Cost Asymmetry In Hypergrowth Private Fintech Firms, Chawanakorn Thienboonlertrat
Selling, General And Administrative Cost Asymmetry In Hypergrowth Private Fintech Firms, Chawanakorn Thienboonlertrat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The study examines the selling, general, and administrative (SG&A) cost asymmetry between hypergrowth and non-hypergrowth stages of private fintech firms in the United Kingdom (U.K.). Results show that hypergrowth firms have significantly lower cost growth elasticity and cost multiplier elasticity, indicating asymmetry between non-hypergrowth and hypergrowth stages. The findings illustrate that a cost advantage from additional economies of scale during the hypergrowth stage contributes to cost asymmetry, supporting the idea that they can balance the finding of new opportunities with successfully reaping high-quality revenues while effectively dealing with managerial inefficiency. Equity fundraising from private equity and venture capital investors (PEVCs) …
Development Of Duplex Loop-Mediated Isothermal Amplification (Dlamp) For Detection Of Carbapenem Antibiotic-Resistant Genes Kpc And Ndm, Nindi Syahputri Lubis
Development Of Duplex Loop-Mediated Isothermal Amplification (Dlamp) For Detection Of Carbapenem Antibiotic-Resistant Genes Kpc And Ndm, Nindi Syahputri Lubis
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Carbapenems are regarded as a last-resort option for treating a wide range of Gram-positive and Gram-negative bacterial infections. Unfortunately, the prevalence of carbapenem-resistant genes has been on the rise among patients. Some factors contribute to this trend, including prolonged hospital stays, prior antibiotic usage, inappropriate or insufficient antibiotic treatment, and contamination through wounds or feces. The emergence of carbapenem-resistant (CR) genes gained significant attention, particularly after 2005. These CR genes are frequently carried on mobile genetic elements such as plasmids or transposons, enabling their transmission to other bacteria. Klebsiella pneumoniae carbapenemase (KPC) and New delhi metallo-β-lactamase (NDM) stand out as …
Molecular Assembly Of Hyaluronic Acid Nanoparticles For Drug Delivery By Molecular Dynamics Simulation, Pisit Lerttanakij
Molecular Assembly Of Hyaluronic Acid Nanoparticles For Drug Delivery By Molecular Dynamics Simulation, Pisit Lerttanakij
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Nanoparticles (NPs) offer a promising approach in modern medicine for the treatment of various diseases. They serve as effective carriers for various drugs including antibiotics, antivirals and anticancer agents. Hyaluronic acid-based nanoparticles (HA-NPs) have been interested owing to their exceptional biocompatibility and biodegradability. Hyaluronic acid (HA) is a natural biopolymer with versatile applications. However, there have been limited numbers of studies on molecular simulations of nanoparticles, particularly HA-NPs. In this study, molecular dynamics simulations were employed to explore molecular models representing the assembly of HA-NPs. Two types of HA-NPs, acetylated hyaluronic acid nanoparticles (AcHA-NPs) and hyaluronic acid-ceramide nanoparticles (HACe-NPs), were …
Study Of Genetic Determinants To Explain Antimicrobial Resistance In Escherichia Coli And Salmonella Isolated From Food Animals, Meat And Humans In Thailand, Jiratchaya Puangseree
Study Of Genetic Determinants To Explain Antimicrobial Resistance In Escherichia Coli And Salmonella Isolated From Food Animals, Meat And Humans In Thailand, Jiratchaya Puangseree
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study comprised 4 parts. Different bacterial strains with different genotypes were used, depending on the experimental design and objectives. Part 1 - Plasmid profile analysis of E. coli and Salmonella enterica isolated from pigs, pork, and humans. This part aimed to characterize the profile of R plasmids in E. coli (n=1,047) and Salmonella (n=816). Sixteen and 11 Inc groups were identified in E. coli (85.3%) and Salmonella (25.7%), of which IncK-F (23.7%) and IncF (46.2%) were predominant. Plasmid replicon was significantly different among sources of isolates and sampling periods but significantly correlated with resistance phenotype (p<0.05). In conclusion, various plasmids are present in E. coli and Salmonella. The findings in this part form a basis for future studies to explore the possible methodology to counteract horizontal transfer of plasmids. Part 2 - Genomic analysis of Salmonella carrying class 1 integrons with dfrA12-aadA2 gene cassette array isolated from food animals, meat and human in Thailand. This part aimed to investigate the genetic characteristics of transferable plasmid carrying class 1 integrons with dfrA12aadA2 cassette array in 15 Salmonella isolates using Oxford Nanopore Sequencing technologies and Illumina platform. Seven MLST types and 6 clades of phylogenetic trees were identified. IncFIB(K), ColpVC, IncFIB, IncHI2, IncHI2A, IncX1, IncY and IncR plasmids were found. All had 28 AMR genes with the prediction to be resistant to various antibiotic groups. All isolates except B82 which was isolated from human, carried class 1 integrons with dfrA12-DUF1010-aadA2 and qacE-sul1 in conserved region. In conclusion, transferable R plasmids play an important role in the wide distribution of class 1 integrons with dfrA12-aadA2 gene array. Part 3 - Molecular basis of the persistence of chloramphenicol (CHP) resistance among E. coli and Salmonella spp. from food animals, meat and human in Thailand. This study aimed to explore the potential mechanisms associated with the persistence of CHP resistance in E. coli (n=106) and Salmonella (n=57). Most E. coli (67.9%) and Salmonella (64.9%) had ≥4-fold CHP MIC decrease in the presence of PAβN. Ampicillin, tetracycline, and streptomycin selective pressure yielded cmlA-carrying Salmonella and E. coli-transconjugants resistant to CHP (MIC 32-512 µg/mL). IncF plasmids were common in cmlA-carrying Salmonella and E. coli transconjugants. The WGS analysis revealed cmlA1-class1 integrons flanked by IS26 and TnAs1 in IncX1 plasmid, IncFIA(HI1)/HI1B plasmids and IncFII/FIB plasmids, and catA flanked by IS1B and TnAs3 in IncFIA(HI1)/HI1B/Q1. In conclusion, the persistence of CHP-resistance was potentially mediated by cross resistance via multidrug efflux systems using proton motif force (pmf) and co-selection of CHP-resistance genes by other antimicrobials. Part 4 - Resistance to widely-used disinfectants and heavy metals and cross resistance to antibiotics in E. coli isolated from pigs, pork and pig carcass. This study aimed to determine the possible cross resistance between disinfectants/heavy metals and antibiotics in E. coli from pigs (n=643), pork (n=111) and pig carcasses (n=110) in Thailand. Exposure to triclosan (TCS), benzalkonium chloride (BKC) and chlorhexidine (CHX) selected for spontaneousresistant mutants exhibited cross resistance to at least one antibiotic. The presence of PAβN restored MICs of CHP and trimethoprim in BKC- and TCS-spontaneous resistant mutants but PAβN, CCCP and reserpine could not restore ciprofloxacin MIC in ciprofloxacin-resistant mutants with no gyrA and parC mutation. In conclusion, the widely used disinfectants and heavy metals serve as non-antibiotic selective pressure for emergence and spread of AMR via cross-resistance involved in pmf-dependent and/or independent mechanisms. Susceptibilities to disinfectants/heavy metals should be routinely monitored. For the overall conclusion, the objectives of this project were successfully achieved. Further studies are suggested for better understanding of AMR and implementing the strategic actions to contain AMR.
Mycobacterial Infection In Siamese Fighting Fish (Betta Splendens) : Pathogen Characteristics, Pathogenicity, Pathogenesis, And Control Strategies, Nguyen Dinh Hung
Mycobacterial Infection In Siamese Fighting Fish (Betta Splendens) : Pathogen Characteristics, Pathogenicity, Pathogenesis, And Control Strategies, Nguyen Dinh Hung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study conducted a comprehensive investigation into mycobacteriosis in Siamese fighting fish (Betta splendens), a disease that poses major challenges to the sustainability of the sector. In the first phase, five different Mycobacterium species (i.e., M. chelonae, M. cosmeticum, M. farcinogenes, M. mucogenicum, and M. senegalense) were meticulously characterized. Bacterial speciation was determined through phenotypic and biochemical characteristics. Concurrently, antibiotic resistance of the bacteria with MAR indices ranging from 0.22 to 0.61, indicated potential challenges in treatment strategies. Furthermore, disinfectant susceptibility revealed that ethanol, formalin, chlorine, and povidone-iodine were effective in killing the bacteria, while potassium permanganate was less effective. …
Bad Genius: An Analysis Of Filmic Representations Of Thailand’S Social Issues And Chinese Viewers’ Perspectives, Shuwen Sun
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Bad Genius is a thought-provoking Thai movie that profoundly reflects the modern side of society by telling the story of examination malpractice and social class issues. The purpose of this article is to analyze the social issues involved in the film and explore the criticism of the education system and social injustice. At the same time, the article will introduce the Chinese audience's evaluation of the movie in order to analyze the reasons for its high box office in the Chinese market. By comparing the educational background and social values of Thailand and China, we can better understand why Bad …
The Influence Of Therapeutic Body Positions On Hemodynamics And Respiration In Adults With And Without Obesity, Ruchada Sriamad
The Influence Of Therapeutic Body Positions On Hemodynamics And Respiration In Adults With And Without Obesity, Ruchada Sriamad
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The primary objective of this research was to investigate the impact of therapeutic body positions on hemodynamic and respiratory responses in adults with and without abdominal obesity. This research comprises three studies: 1) a systematic review and meta-analyses to investigate the influence of various body positions on hemodynamic and respiratory variables in healthy adults; 2) a study on hemodynamic responses during therapeutic body positions in adults with and without abdominal obesity; 3) a study on respiratory responses during therapeutic body positions, comparing obese and non-obese adults. The results from the systematic review revealed that different positions elicit distinct hemodynamic and …
Movements And Monuments: Student Movements For “Democracy” In 1973 And 2020 And Public Monuments In Thailand, Gil Diaz Turingan
Movements And Monuments: Student Movements For “Democracy” In 1973 And 2020 And Public Monuments In Thailand, Gil Diaz Turingan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
"Thai democracy" is usually defined from the statist perspective. It is frequently associated with the bureaucratic elite, military, capitalists, middle class, and the monarchy. This qualitative historical study aims to explain the definition and development of Thai democracy using a different lens—a viewpoint of Thailand's 1973 and 2020 student movements and public monuments. It follows the historical research design and analyzes historical accounts to understand the installation, purpose, symbol, meaning, and transformation of the Democracy Monument, the Constitution Monuments, replicas of the Democracy Monument, the 14th of October 1973 Memorial, and the Victory Monument. Through student demonstrations, protesters transformed these …
การใช้เทคนิคของ อูทา ฮาเก็น และ รูดอล์ฟ ฟอน ลาบานในการพัฒนาทักษะการแสดงละครสุขนาฏกรรม : กรณีศึกษาตัวละครผู้หญิงในเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรงต์ (1987), ชญาณี วรพงศ์พินิจ
การใช้เทคนิคของ อูทา ฮาเก็น และ รูดอล์ฟ ฟอน ลาบานในการพัฒนาทักษะการแสดงละครสุขนาฏกรรม : กรณีศึกษาตัวละครผู้หญิงในเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรงต์ (1987), ชญาณี วรพงศ์พินิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์เทคนิคของ อูทา ฮาเก็น และ รูดอล์ฟ ฟอน ลาบาน เพื่อนำมาใช้พัฒนาทักษะการแสดงละครสุขนาฏกรรมผ่านตัวละครผู้หญิง ในบทละครเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ (Laughing Wild) เนื่องจากผู้วิจัยยังมีประสบการณ์ด้านการแสดงละครสุขนาฏกรรมไม่มาก ทำให้ประสบปัญหาในการแสดง 2 ประการ คือ 1) มีความเชื่อในแบบตัวละครที่ไม่มากพอ และ 2) มักใช้ร่างกายในรูปแบบเดิม ทำให้ไม่สามารถสวมบทบาทเป็นตัวละครและถ่ายทอดออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยมีสมมติฐานว่าเมื่อนำเทคนิคการแสดงของอูทา ฮาเก็น และรูดอล์ฟ ฟอน ลาบาน มาใช้ในการแสดงละครสุขนาฏกรรมเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ ผ่านตัวละครผู้หญิงจะทำให้นักแสดงมีความเชื่อในแบบตัวละครมากพอจนสามารถถ่ายทอดตัวละครผ่านร่างกายและสามารถหาพฤติกรรมของตัวละครได้ ผู้วิจัยทดลองนำ 2 เทคนิคนี้มาใช้ในงานวิจัยแบ่งเป็น 3 กระบวนการ คือ 1) วิเคราะห์บทละครและตัวละคร 2) กระบวนการซ้อม และ 3) นำเสนอผลวิจัยผ่านการจัดแสดง โดยเลือกวิธีเก็บผลวิจัย ดังนี้ จดบันทึกการทำงานของผู้วิจัย บันทึกวิดีโอฝึกซ้อมบางช่วง บันทึกวิดีโอวันแสดงจริง แบบสอบถามผู้ชม การประเมินจากผู้กำกับและผู้เชี่ยวชาญด้านการแสดง ผลการวิจัยพบว่าเทคนิคของฮาเก็นและลาบานเป็นเทคนิคที่ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อนักแสดงสามารถผ่อนคลายและปล่อยวางอันเป็นพื้นฐานของนักแสดงได้แล้ว การฝึกฝนเทคนิคของฮาเก็นจะช่วยทำให้นักแสดงมีความเชื่อในแบบตัวละครที่แข็งแรงมากพอจนนำไปสู่ความต้องการของตัวละครได้และการฝึกฝนเทคนิคของลาบานจะช่วยให้นักแสดงสามารถเชื่อมโยงความรู้สึกภายในของตัวละครกับการเคลื่อนไหวร่างกายภายนอกให้เป็นหนึ่งเดียวกันจนสามารถถ่ายทอดพฤติกรรมของตัวละครได้
บทความวิพากษ์ในหนังสือพิมพ์ไทยสมัยรัชกาลที่ 6: การก่อกำเนิดวรรณกรรมประเภทใหม่ในวัฒนธรรมวรรณศิลป์ไทย, ธนพร ศิริพันธ์
บทความวิพากษ์ในหนังสือพิมพ์ไทยสมัยรัชกาลที่ 6: การก่อกำเนิดวรรณกรรมประเภทใหม่ในวัฒนธรรมวรรณศิลป์ไทย, ธนพร ศิริพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาบทความวิพากษ์ที่ตีพิมพ์เป็นงานเขียนหลักในหนังสือพิมพ์การเมืองไทยสมัยรัชกาลที่ 6 เท่าที่พบในปัจจุบัน แหล่งข้อมูลที่ใช้ศึกษามีทั้งที่เป็นเอกสารตีพิมพ์ เอกสารหายาก ไมโครฟิล์ม และไมโครแจ็กเก็ต รวม 15 ฉบับ โดยมีบทความวิพากษ์ทั้งสิ้น 1,213 เรื่อง ผลการศึกษาพบว่า บทความวิพากษ์เป็นร้อยแก้วแนวใหม่ประเภทหนึ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 มีพัฒนาการมาจากบทความในยุคก่อนหน้า มีลักษณะเฉพาะทั้งด้านรูปแบบและวิธีการเขียน สามารถจัดเป็นประเภทวรรณกรรมได้ บทความวิพากษ์เกิดขึ้นท่ามกลางปัจจัยทางการเมืองสังคมและวัฒนธรรมที่เอื้อให้ผู้คนมีความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ แตกต่างกัน และต้องการพื้นที่ในการแสดงออกทางความคิดเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ ในสังคมไทย โดยบทความวิพากษ์มีเนื้อหาและกลวิธีการนำเสนอความคิดที่มีลักษณะเฉพาะ กล่าวคือ มีเนื้อหาเกี่ยวกับประเด็นปัญหาต่าง ๆ ในสังคมไทยในขณะนั้น ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับรัฐบาล ราษฎร หรือประเทศชาติ จึงมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม ส่วนด้านกลวิธีการนำเสนอความคิดพบว่า บทความวิพากษ์มีการเสียดสีเชิงการเมืองอย่างโดดเด่น ทั้งยังใช้การเปรียบเทียบ การสร้างความเป็นสหบทกับวรรณกรรมไทยเรื่องอื่น และการใช้คำถามเชิงวาทศิลป์ กลวิธีเหล่านี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้เขียนบทความใช้เพื่อวิพากษ์ ให้ข้อคิดเห็น หรือเสนอแนะเกี่ยวกับประเด็นปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้สังคมรับรู้และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแก้ไข บทความวิพากษ์จึงเป็นวรรณกรรมประเภทใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญต่อวัฒนธรรมวรรณศิลป์ไทย กล่าวคือ เป็นร้อยแก้ววิพากษ์ปัญหาของประเทศที่นำเสนอข้อมูลร่วมสมัย และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่านในวงกว้าง จึงเป็นคุณลักษณะที่แตกต่างจากบทความที่มีมาก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ บทความวิพากษ์ยังเป็นร้อยแก้วแนวใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่บันทึกความนึกคิดของยุคสมัยผ่านวรรณศิลป์ และมีส่วนสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมแห่งการวิพากษ์ โดยทำให้การวิพากษ์เป็นที่ยอมรับได้ในสังคมไทย
พลวัตของแนวคิดและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในยุคหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 และผลกระทบต่อชุมชนพื้นที่รับน้ำ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา, อาทิตย์ ภูบุญคง
พลวัตของแนวคิดและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในยุคหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 และผลกระทบต่อชุมชนพื้นที่รับน้ำ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา, อาทิตย์ ภูบุญคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้ประกอบด้วยวัตถุประสงค์การศึกษา 3 ส่วนคือ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดและพัฒนาการของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในประเทศไทย ก่อนและหลังรัฐประหาร 2557 2) เพื่อศึกษาปฏิบัติการ กลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่เกิดขึ้นจริงในระดับพื้นที่ และ 3) เพื่อศึกษาผลกระทบของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับชุมชน ผลการศึกษาพบว่า การจัดการน้ำในยุคหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 ถูกกำหนดทิศทางโดยโครงสร้างใหม่ผ่าน 3 เสาหลัก ประกอบด้วย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี และพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 โครงสร้างนี้มีเป้าประสงค์ร่วมคือการแก้ปัญหาการจัดการน้ำของไทยที่ขาดการบูรณาการ และยังมุ่งเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการน้ำระดับลุ่มน้ำและระดับพื้นที่อีกด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ในเชิงเนื้อหาการจัดการน้ำที่สถาปนาขึ้นใหม่เสมือนมีความก้าวหน้าอย่างมาก ทว่ายังมีรายละเอียดหลายส่วนที่ยังคงสะท้อนว่าอำนาจการจัดการน้ำยังคงรวมศูนย์ไว้ที่รัฐ สำหรับการจัดการน้ำระดับปฏิบัติการในพื้นที่รับน้ำบางบาลนั้น ได้มีการกำหนดโครงสร้างการจัดการน้ำหลายระดับให้สอดคล้องกับโครงสร้างระดับชาติ เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยา และการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ ไม่เพียงเท่านั้น การจัดการน้ำในพื้นที่แห่งนี้ยังอยู่ภายใต้นโยบายพื้นที่รับน้ำบางบาล ซึ่งมุ่งปกป้องพื้นที่เมืองและอุตสาหกรรมให้ปลอดภัยจากปัญหาน้ำท่วม ซึ่งกระบวนการกำหนดนโยบายนี้ดำเนินไปโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีความหมาย ภายใต้โครงสร้างการจัดการน้ำที่ที่โยนภาระให้ชาวบ้านรับน้ำ ประกอบกับการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมยังไม่เกิดขึ้นจริงนั้น ได้ก่อให้เกิดผลกระทบหลายประการในพื้นที่ทั้งปัญหาน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำ เหตุดังนี้ ชาวบ้านในพื้นที่จึงสร้างพื้นที่การต่อสู้ต่อรองเพื่อเปลี่ยนแปลงการจัดการน้ำที่เป็นอยู่ให้เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น 2 รูปแบบได้แก่ การต่อสู้ต่อรองในพื้นที่สื่อ และการต่อสู้ต่อรองในพรมแดนความรู้ผ่านงานวิจัยชาวบ้าน
Curatorial Practice Project For Online Platform : Music Forest And The Inner Peace Of Sloth, Li Hsuan Chang
Curatorial Practice Project For Online Platform : Music Forest And The Inner Peace Of Sloth, Li Hsuan Chang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
'Music Forest and the Inner Peace of Sloth' is a digital curatorial practice platform designed to offer a mental sanctuary in the information age, catering to all visitors, especially visual art, nature, and music lovers. The artworks showcased in this text are influenced by the philosophical foundations of slow art and the Fluxus movement, a 1960s artistic movement promoting living art and anti-art. The project promotes inner peace through nature-inspired artworks, offering a unique online space that harmonizes music, forest, and sloth spirit, encouraging users to explore their inner selves and experience balance and slowness. Music Forest invites users to …
Curatorial Practice Project For Art Exhibition : From The Island To The Woods, Suphavinee Srisopon
Curatorial Practice Project For Art Exhibition : From The Island To The Woods, Suphavinee Srisopon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This paper presents the artistic research and creation centered on using art to support individuals dealing with personal health issues. The initiative seeks to remind them of a shared journey, offering a platform for self-expression through diverse art forms and workshops. Inspired by the curator's personal experiences, the exhibition aims to transcend superficial trends in addressing personal struggles authentically. Exploring the etymology of "curate" from "curare," meaning "to take care of," the curator sees their role as nurturing and assisting others. Through art, the exhibition strives to foster an environment fostering solace, understanding, and peace for individuals facing challenges. The …