Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (8098)
- Arts and Humanities (5345)
- Medicine and Health Sciences (5075)
- Education (4659)
- Law (3960)
-
- Life Sciences (2610)
- Physical Sciences and Mathematics (2427)
- Business (2021)
- Engineering (1768)
- Communication (1645)
- Psychology (1447)
- Higher Education (1438)
- Medical Specialties (1407)
- Sociology (1307)
- Medical Sciences (1175)
- Public Health (1057)
- Library and Information Science (949)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (941)
- Art and Design (876)
- Computer Sciences (806)
- History (800)
- Religion (745)
- Political Science (736)
- Curriculum and Instruction (635)
- Film and Media Studies (627)
- Feminist, Gender, and Sexuality Studies (594)
- Nursing (532)
- Environmental Sciences (517)
- Oncology (507)
- Marketing (505)
- Institution
-
- The Texas Medical Center Library (1058)
- University of Montana (914)
- Brigham Young University (847)
- Walden University (711)
- Chulalongkorn University (692)
-
- University of South Florida (691)
- San Jose State University (685)
- Universitas Indonesia (660)
- Liberty University (594)
- University of Nebraska - Lincoln (568)
- City University of New York (CUNY) (470)
- Association of Arab Universities (443)
- University of Memphis (430)
- Nova Southeastern University (400)
- University of Arkansas, Fayetteville (393)
- University of South Carolina (381)
- Georgia Southern University (371)
- University of Mississippi (356)
- Louisiana State University (347)
- University of Plymouth (342)
- Utah State University (342)
- East Tennessee State University (333)
- University of New Hampshire (332)
- University of Kentucky (330)
- Design Research Society (317)
- Technological University Dublin (315)
- Singapore Management University (313)
- Edith Cowan University (307)
- University of Texas Rio Grande Valley (296)
- Washington University School of Medicine (285)
- Keyword
-
- Humans (856)
- COVID-19 (688)
- Animals (417)
- Social media (397)
- Education (356)
-
- Mice (334)
- Mental health (265)
- ICTS (Institute of Clinical and Translational Sciences) (236)
- Gender (232)
- Higher education (224)
- Syllabus, syllabi, journalism, communication, media, strategic media (206)
- Technology (192)
- Female (181)
- Leadership (179)
- Artificial intelligence (177)
- Communication (176)
- United States (175)
- Newspaper (170)
- Pandemic (167)
- Women (158)
- Sustainability (145)
- Race (142)
- Newsletter (139)
- Machine learning (138)
- Depression (137)
- Social Media (137)
- Ethics (136)
- Diversity (135)
- History (134)
- Climate change (133)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (1398)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (704)
- Faculty, Staff and Student Publications (654)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (647)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (574)
-
- Doctoral Dissertations and Projects (405)
- Electronic Theses and Dissertations (388)
- Faculty Publications (365)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (355)
- Dissertations (335)
- Honors Theses (299)
- Faculty, Staff and Students Publications (293)
- 2020-Current year OA Pubs (282)
- Faculty Scholarship (261)
- Research outputs 2022 to 2026 (258)
- Defensive Publications Series (232)
- Articles (220)
- Journalism and Strategic Media Syllabi Archive (206)
- IASDR Conference Series (199)
- Ornitología Neotropical (197)
- Theses (195)
- Masters Theses (192)
- Information Sciences Letters (178)
- ETSU News (169)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (166)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (158)
- Documents (143)
- Master's Theses (128)
- Graduate Theses and Dissertations (127)
- Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD) (124)
- Publication Type
Articles 37381 - 37410 of 39337
Full-Text Articles in Entire DC Network
อิทธิพลของบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ต่อคุณค่าตราสินค้าและความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคที่มีต่อศิลปินบอยแบนด์ทีป๊อป วงพร็อกซี, วรดนู มังกรพิศม์
อิทธิพลของบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ต่อคุณค่าตราสินค้าและความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคที่มีต่อศิลปินบอยแบนด์ทีป๊อป วงพร็อกซี, วรดนู มังกรพิศม์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความแตกต่างของลักษณะทางประชากรกับการประเมินการตลาดเชิงเนื้อหาแต่ละประเภท คุณค่าตราสินค้า และความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคที่มีต่อศิลปินกลุ่มชายไทยวงพร็อกซี และเพื่อศึกษาอิทธิพลของการตลาดเชิงเนื้อหาที่เผยแพร่ผ่านบัญชีสื่อสังคมออนไลน์แพลตฟอร์มติ๊กต็อกและเอ็กซ์ ที่มีต่อการประเมินคุณค่าตราสินค้า รวมถึงอิทธิพลของการตลาดเชิงเนื้อหาและคุณค่าตราสินค้า ต่อความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค โดยทำการศึกษากับผู้บริโภคกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 18 - 34 ปี ทุกเพศสภาพ ที่ได้รับชมเนื้อหาการสื่อสารการตลาดที่เกี่ยวกับศิลปินวงพร็อกซีบนแพลตฟอร์ม ติ๊กต็อกและเอ็กซ์ ทั้งเนื้อหาที่สร้างจากตราสินค้าและสร้างจากแฟนคลับ ภายในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา จำนวน 400 คน ด้วยการวิจัยเชิงสำรวจและแบบสอบถามออนไลน์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 ผลการทดสอบสมมติฐานด้านลักษณะทางประชากรของผู้บริโภคกลุ่มตัวอย่าง พบว่า 1) อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกัน มีการประเมินการตลาดเชิงเนื้อหาต่างกัน 2) อายุ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกัน มีการประเมินคุณค่าตราสินค้าต่างกัน และ 3) อายุ อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกัน มีระดับความตั้งใจซื้อต่างกัน นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบว่า เนื้อหาการสื่อสารการตลาดที่สร้างจากตราสินค้าและสร้างจากแฟนคลับ มีอิทธิพลต่อการประเมินคุณค่าตราสินค้าบนแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน ทั้งในภาพรวมของคุณค่าตราสินค้าและมิติองค์ประกอบ กล่าวคือ เนื้อหาที่สร้างจากตราสินค้าบนติ๊กต็อกมีอิทธิพลต่อคุณค่าตราสินค้าทั้งในภาพรวม และ 5 มิติองค์ประกอบ ได้แก่ 1) การรับรู้ตราสินค้า 2) ความเชื่อมโยงกับตราสินค้า 3) การรับรู้คุณภาพ 4) ความภักดีต่อตราสินค้า และ 5) สินทรัพย์อื่น ๆ ของตราสินค้า แต่สำหรับเนื้อหาที่สร้างจากแฟนคลับบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ที่จะมีอิทธิพลต่อคุณค่าตราสินค้า โดยมีอิทธิพลต่อคุณค่าในภาพรวมและองค์ประกอบอีก 4 มิติ ยกเว้นมิติของการรับรู้ตราสินค้า และท้ายที่สุด คุณค่าตราสินค้าของศิลปินมีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยภายหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2566, วิธาวินท์ ทาเอื้อ
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยภายหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2566, วิธาวินท์ ทาเอื้อ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางประชากร การเปิดรับสื่อเกี่ยวกับการเมือง ทัศนคติที่มีต่อพรรคเพื่อไทย การมีส่วนร่วมทางการเมือง และอิทธิพลที่มีต่อภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทย โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีหรือเกิดตั้งแต่ปีพ.ศ. 2548 และมีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 5 ปีกับมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตกรุงเทพมหานครมาแล้วไม่น้อยกว่า 90 วัน จากผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างเปิดรับสื่อเกี่ยวกับการเมืองโดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง 2) กลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติต่อพรรคเพื่อไทยโดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง 3) กลุ่มตัวอย่างมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยรวมอยู่ในระดับ น้อย 4) กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้ภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยโดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง และจากผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า 1) ลักษณะทางประชากรต่างกัน การเปิดรับสื่อเกี่ยวกับการเมืองไม่ต่างกัน 2) ลักษณะทางประชากรต่างกัน ทัศนคติที่มีต่อพรรคเพื่อไทยต่างกัน 3) ลักษณะทางประชากรต่างกันการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่างกัน 4) ลักษณะทางประชากรต่างกันการรับรู้ภาพลักษณ์พรรคเพื่อไทยต่างกัน 5) การเปิดรับสื่อเกี่ยวกับการเมือง ทัศนคติที่มีต่อพรรคเพื่อไทย และการมีส่วนร่วมทางการเมือง มีอิทธิพลต่อการรับรู้ภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทย
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากผู้มีอิทธิพลทางความคิดในติ๊กต็อกและอิทธิพลของความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค, ชมภัช ชาญเที่ยงธรรม
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากผู้มีอิทธิพลทางความคิดในติ๊กต็อกและอิทธิพลของความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค, ชมภัช ชาญเที่ยงธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงสำรวจผ่านช่องทางออนไลน์ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจคุณภาพของข้อโต้แย้ง ความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร ผลของความนิยม การสนับสนุนทางสังคม ภาพลักษณ์ตราสินค้า ความคุ้นเคยต่อตราสินค้า ความน่าเชื่อถือของข้อมูล ทัศนคติต่อตราสินค้า การสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค 2) วิเคราะห์อิทธิพลของคุณภาพของข้อโต้แย้ง ความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร ผลของความนิยม การสนับสนุนทางสังคม ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความคุ้นเคยต่อตราสินค้า ที่มีต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูล 3) วิเคราะห์อิทธิพลของความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่อทัศนคติต่อตราสินค้า และ 4) วิเคราะห์อิทธิพลของทัศนคติต่อตราสินค้าที่มีต่อการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และความตั้งใจซื้อ โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 435 คนที่มีช่วงอายุระหว่าง 18-43 ปี มีบัญชีผู้ใช้งานติ๊กต็อก และต้องเคยชมวิดีโอรีวิวสินค้าความงามของผู้มีอิทธิพลทางความคิดใน ติ๊กต็อก อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งในช่วงเดือน 3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้คุณภาพของข้อโต้แย้ง ความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร โดยเฉพาะมิติด้านความน่าดึงดูดใจ การสนับสนุนทางสังคม ภาพลักษณ์ตราสินค้า ความน่าเชื่อถือของข้อมูล ทัศนคติต่อตราสินค้า การสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และความตั้งใจซื้อ ในระดับสูง มีการรับรู้ผลของความนิยมในระดับกลางค่อนไปทางสูง และมีความคุ้นเคยต่อตราสินค้าในระดับกลาง นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า คุณภาพของข้อโต้แย้ง ความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร การสนับสนุนทางสังคม มีอิทธิพลต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ ความน่าเชื่อถือของข้อมูลมีอิทธิพลต่อทัศนคติต่อตราสินค้า และทัศนคติต่อตราสินค้าเองก็มีอิทธิพลต่อการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และความตั้งใจซื้อ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้ออาหารที่เน้นพืชเป็นหลักของผู้บริโภคเจเนอเรชันเอกซ์, อนัญลักษณ์ เชาวลา
การตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้ออาหารที่เน้นพืชเป็นหลักของผู้บริโภคเจเนอเรชันเอกซ์, อนัญลักษณ์ เชาวลา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสำรวจการตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ปัจจัยพยากรณ์พฤติกรรมตามทฤษฎีพฤติกรรมตามแบบแผน (Theory of Planned Behavior) 3 ด้าน (ได้แก่ 1. ทัศนคติต่อพฤติกรรม 2. บรรทัดฐานส่วนบุคคล 3. การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม) ความตระหนักในสิ่งแวดล้อม คุณค่าด้านความรู้สึก การสื่อสารการตลาด ความตั้งใจซื้อ และเพื่อศึกษาอิทธิพลของ การตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ปัจจัยพยากรณ์พฤติกรรม ความตระหนักในสิ่งแวดล้อม คุณค่าด้านความรู้สึก การสื่อสารการตลาด ที่มีต่อความตั้งใจซื้ออาหารที่เน้นพืชเป็นหลักของผู้บริโภคเจเนอเรชันเอกซ์ ที่มีอายุ 44-59 ปี จำนวน 400 คน ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคมีระดับความเห็นต่อตัวแปร คิดเป็นค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ดังนี้ ความตระหนักในสิ่งแวดล้อม การตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ทัศนคติต่อพฤติกรรม ความตั้งใจซื้อ คุณค่าด้านความรู้สึก การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม บรรทัดฐานส่วนบุคคล และการสื่อสารการตลาด โดยตัวแปรต้นที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้ออาหารที่เน้นพืชเป็นหลักมี 5 ตัวแปร ได้แก่ คุณค่าด้านความรู้สึก ทัศนคติต่อพฤติกรรม การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม การสื่อสารการตลาด และบรรทัดฐานส่วนบุคคล โดยตัวแปรที่ไม่มีอิทธิพล ได้แก่ การตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ และความตระหนักในสิ่งแวดล้อม จากผลการวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสื่อสารการตลาดโดยใช้เนื้อหาคุณค่าด้านความรู้สึกเป็นหลัก ซึ่งอาจมีผลต่อความตั้งใจซื้ออาหารที่เน้นพืชเป็นหลักของผู้บริโภคได้
การเปิดรับสื่อ ทัศนคติ และความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคต่อตราสินค้าแฟชั่นหรูหราที่มีศิลปินไทยเป็นทูตตราสินค้า, สุมนัส สุชาติ
การเปิดรับสื่อ ทัศนคติ และความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคต่อตราสินค้าแฟชั่นหรูหราที่มีศิลปินไทยเป็นทูตตราสินค้า, สุมนัส สุชาติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ในรูปแบบเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยมีการเก็บข้อมูลใน 2 รูปแบบ ได้แก่ การสัมภาษณ์แบบสนทนากลุ่ม (Focus Group Interview) ซึ่งเก็บข้อมูลจาก 2 กลุ่ม ประกอบด้วยผู้บริโภคสินค้าแฟชั่นหรูหราระยะยาว 5 ปี และระยะสั้น 1-2 ปี รวมจำนวน 10 คน ในส่วนของการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล โดยศึกษากลุ่มผู้บริโภคที่ไม่ใช่แฟนคลับศิลปินไทยและใช้สินค้าแฟชั่นหรูหรา ทุกเพศ ช่วงอายุตั้งแต่ 20-50 ปี จำนวน 400 ชุด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่าผู้บริโภคแฟชั่นหรูหรากลุ่มระยะยาวและผู้บริโภคแฟชั่นหรูหรากลุ่มระยะสั้นมีการเปิดรับสื่อ ทัศนคติ และความตั้งใจซื้อไม่แตกต่างกันมากนัก มีการเปิดรับสื่อบนช่องทางโซเชียลมีเดียน้อยมากถึงไม่เปิดรับสื่อ ด้านทัศนคติเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อความเชี่ยวชาญของศิลปินไทย และมีความคิดเห็นตรงกันว่าทูตตราสินค้าไม่มีผลต่อความตั้งใจซื้อ ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่าลักษณะทางประชากรศาสตร์มีผลต่อการเปิดรับสื่อ ทัศนคติ และความตั้งใจซื้อ ด้านความสัมพันธ์พบว่า การเปิดรับสื่อกับทัศนคติ และทัศนคติกับความตั้งใจซื้อมีความสัมพันธ์กันในระดับต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้า จากการรับชมวิดีโอสั้นผ่านโซเชียลมีเดีย ระหว่างวิดีโอให้ข้อมูลและวิดีโอตลก, ณัชชา เพ็ญภาคกุล
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้า จากการรับชมวิดีโอสั้นผ่านโซเชียลมีเดีย ระหว่างวิดีโอให้ข้อมูลและวิดีโอตลก, ณัชชา เพ็ญภาคกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อ จากการรับชมวิดีโอสั้นผ่านโซเชียลมีเดีย ของคนไทยที่อยู่ในช่วงเจนเนอเรชันวาย และเจนเนอเรชันแซด เนื่องจากปัจจุบันโซเชียลมีเดียเป็นที่นิยมและเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่ผู้บริโภคใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ส่งผลให้การโฆษณาผ่านวิดีโอสั้นบนโซเชียลมีเดียที่เน้นความกระชับได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นตาม รวมถึงการซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ที่มากยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลจากแบบสอบถามออนไลน์ โดยแนบวิดีโอสั้นตัวอย่างประเภทวิดีโอสั้นให้ข้อมูลและวิดีโอสั้นตลก หน่วยตัวอย่างจำนวน 610 คน แบ่งเป็นผู้ได้รับวิดีโอสั้นให้ข้อมูล 316 คน และได้รับวิดีโอสั้นตลก 294 คน จากการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นแบบพหุ พบว่าปัจจัยที่มีผลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อจากการรับชมวิดีโอสั้นในภาพรวมได้แก่ การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้ความเพลิดเพลิน การจดจำหลังดูจบ และความเชื่อถือในโซเชียลมีเดีย ในขณะที่ปัจจัยการรับรู้ลักษณะของวิดีโอ ไม่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากการทดสอบของวิลคอกซัน-แมนท์วิทนี พบว่าความตั้งใจซื้อและการจดจำหลังดูจบที่เกิดจากการรับชมวิดีโอสั้นให้ข้อมูลและวิดีโอสั้นตลกไม่มีความแตกต่างกัน และความตั้งใจซื้อและการจดจำหลังดูจบที่เกิดจากการรับชมวิดีโอสั้นในเจเนอเรชันวายและเจเนอเรชันแซดไม่มีความแตกต่างกัน ที่นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
Solving Cold Start Problems Of Recommender Systems Using Generative Models, Panjawat Rungtranont
Solving Cold Start Problems Of Recommender Systems Using Generative Models, Panjawat Rungtranont
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Recommender systems are essential for enhancing user experiences on digital platforms, but they often struggle with suggesting new items lacking interaction data, known as the cold-start item problem. This study introduces "LLM-search," a novel method combining advanced language models (PaLM-2) with data augmentation techniques to address this challenge. LLM-search analyzes users' interactions to identify new items related to their preferences. It then employs a search engine to find cold items based on these preferences, effectively creating synthetic cold items interaction for training the recommender model. An experiment using the 2018 Amazon review dataset across sports & outdoors, groceries, and electronics …
ผลกระทบของความสอดคล้องและระดับความซับซ้อนของพื้นหลังภาพโฆษณาที่มีต่อทัศนคติและความตั้งใจซื้อออนไลน์บนแพลตฟอร์มอินสตราแกรม, หทัยชนก ภู่อินทร์
ผลกระทบของความสอดคล้องและระดับความซับซ้อนของพื้นหลังภาพโฆษณาที่มีต่อทัศนคติและความตั้งใจซื้อออนไลน์บนแพลตฟอร์มอินสตราแกรม, หทัยชนก ภู่อินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสอดคล้องและระดับความซับซ้อนของพื้นหลังภาพโฆษณาที่ทำให้ลูกค้ามีทัศนคติที่ดีต่อภาพโฆษณาและเพิ่มความตั้งใจซื้อออนไลน์ รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ของทัศนคติที่มีต่อภาพโฆษณาและความตั้งใจซื้อออนไลน์ โดยเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากหน่วยตัวอย่างคนไทยเจเนอเรชันซีจำนวน 400 คน ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2540 ถึงปี พ.ศ. 2552 มีประสบการณ์การซื้อสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์มอินสตาแกรม และกำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี ผลการวิจัยพบว่าความสอดคล้องและระดับความซับซ้อนของพื้นหลังภาพโฆษณาสินค้าที่แตกต่างกันส่งผลต่อทัศนคติและความตั้งใจซื้อออนไลน์ต่างกัน รวมถึงทัศนคติต่อภาพโฆษณามีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อออนไลน์ ในการนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้กับการขายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์มอินสตาแกรม ผู้ขายสินค้าควรสร้างภาพโฆษณาที่มีพื้นหลังสอดคล้องกับสินค้าและมีระดับความซับซ้อนของพื้นหลังสูง เพื่อเพิ่มความตั้งใจซื้อของลูกค้าเจเนอเรชันซี
อิทธิพลของความเป็นทางการของภาษาไทยในวิดีโอวิจารณ์สินค้าออนไลน์และเพศของผู้วิจารณ์ต่อความตั้งใจซื้อ, เอกพล ตรีมั่นคง
อิทธิพลของความเป็นทางการของภาษาไทยในวิดีโอวิจารณ์สินค้าออนไลน์และเพศของผู้วิจารณ์ต่อความตั้งใจซื้อ, เอกพล ตรีมั่นคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของ (1) ความเป็นทางการของภาษาไทยในวิดีโอวิจารณ์สินค้าออนไลน์ และ (2) เพศของผู้วิจารณ์ ที่มีต่อระดับความคิดเห็น การรับรู้คุณภาพ และการรับรู้ประโยชน์ของผู้ชมมีต่อบทวิจารณ์สินค้า นอกจากนี้ยังวิเคราะห์ผลกระทบของระดับความคิดเห็น การรับรู้คุณภาพ และการรับรู้ประโยชน์ของบทวิจารณ์สินค้าที่มีต่อความตั้งใจซื้อ ข้อมูลเก็บจากคนไทยจำนวน 400 คน ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2508 ถึง พ.ศ. 2552 (หรือ คนไทยเจเนอเรชันเอกซ์ วาย และซี) การศึกษาพบว่าความเป็นทางการของภาษาไทยในวิดีโอวิจารณ์สินค้าออนไลน์มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการรับรู้คุณภาพที่ผู้ชมมีต่อบทวิจารณ์สินค้า ผู้ชมรับรู้ถึงคุณภาพที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อวิดีโอวิจารณ์สินค้ามีการใช้ภาษาที่เป็นระดับกึ่งแบบแผน การศึกษายังพบด้วยว่าเพศของผู้วิจารณ์มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการรับรู้คุณภาพและการรับรู้ถึงประโยชน์ที่ผู้ชมมีต่อบทวิจารณ์สินค้า ผู้ชมรับรู้ถึงคุณภาพและประโยชน์ที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อวิดีโอวิจารณ์สินค้าใช้เสียงผู้วิจารณ์เพศหญิง นอกจากนี้ ยังพบว่าการรับรู้คุณภาพและการรับรู้ประโยชน์ที่ผู้ชมมีต่อบทวิจารณ์สินค้ามีผลเชิงบวกอย่างมากต่อความตั้งใจซื้อสินค้า ในขณะที่ระดับความคิดเห็นของผู้ชมที่มีต่อบทวิจารณ์สินค้ามีผลเชิงบวกในระดับปานกลางต่อความตั้งใจซื้อสินค้า
การเปรียบเทียบการจำแนกเม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อมาลาเรียด้วยโครงข่ายคอนโวลูชันโดยใช้เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน, นิชาภัทร บุญดิเรก
การเปรียบเทียบการจำแนกเม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อมาลาเรียด้วยโครงข่ายคอนโวลูชันโดยใช้เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน, นิชาภัทร บุญดิเรก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
มาลาเรียเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลกที่สำคัญ การวินิจฉัยมาลาเรียในปัจจุบันใช้เทคนิคการตรวจสเมียร์เลือดด้วยฟิล์ม ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด แต่ก็มักใช้เวลานานและเสี่ยงต่อความผิดพลาด ปัจจุบันได้มีการนำการเรียนรู้ของเครื่องมาจำแนกภาพทางการแพทย์ซึ่งทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ โครงข่ายประสาทเทียมแบบคอนโวลูชั่น เป็นเทคนิคการเรียนรู้เชิงลึกที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในด้านการประมวลผลภาพ โดยใช้ร่วมกับการเรียนรู้แบบถ่ายทอด ซึ่งช่วยลดเวลาที่ใช้ในการพัฒนาแบบจำลอง การศึกษาครั้งนี้ได้ทำการศึกษาผลของเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพต่อประสิทธิภาพในการการจำแนกเม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อมาลาเรีย โดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมแบบคอนโวลูชั่นควบคู่กับการเรียนรู้แบบถ่ายทอดจากแบบจำลองที่ได้รับการฝึกอบรมมาล่วงหน้า 3 แบบ คือ InceptionV3 EfficientNetB0 และ ConvNeXtTiny ร่วมกับการใช้เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ ที่แตกต่างกัน คือ SGD with Momentum, RMSProp และ ADAM กับรูปภาพเซล์เม็ดเลือดแดงจำนวน 27,558 ภาพ ซึ่งประกอบด้วยรูปภาพของเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อ และรูปภาพของเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ไม่ติดเชื้อประเภทละ 13,779 ภาพ จากการศึกษาพบว่าแบบจำลอง EfficientNetB0 ที่ใช้ร่วมกับ ADAM มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีการสูญเสียโดยเฉลี่ยน้อยที่สุด เท่ากับ 0.1043 มีค่าความแม่น ค่าความเที่ยง ค่าความไว ค่า F1-score และค่าความจำเพาะโดยเฉลี่ยสูงที่สุด เท่ากับ 0.9638, 0.9581, 0.9700, 0.9640 และ 0.9576 ตามลำดับ ในการศึกษานี้ การใช้ EfficientNetB0 ร่วมกับ ADAM ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
Breast Cancer Characterization Using Artificial Intelligence In Screening And Diagnostic Mammogram Of Thai Women, Jaroonroj Wongnil
Breast Cancer Characterization Using Artificial Intelligence In Screening And Diagnostic Mammogram Of Thai Women, Jaroonroj Wongnil
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Breast cancer is a significant health issue in Thailand, necessitating accurate detection and characterization for effective treatment. This thesis focuses on leveraging artificial intelligence techniques to develop breast cancer screening and diagnosis using mammography images of Thai women. Furthermore, detecting and classifying mammography calcifications, crucial indicators of malignant or benign conditions had also been focused using RCNN and YOLOv4 in this study. AlexNet CNN was developed to increase the robustness of the RCNN model. AlexNet was tested with three different datasets, each consisting of 4,000 cropped ROI images. These datasets were divided into an 80% training set and a 20% …
Gene-Edited Induced Pluripotent Stem Cell-Derived Macrophages For Enhancing Antibody-Dependent Anti-Cancer Response In Cancer Immunotherapy, Bongkotchanok Danrungcharoen
Gene-Edited Induced Pluripotent Stem Cell-Derived Macrophages For Enhancing Antibody-Dependent Anti-Cancer Response In Cancer Immunotherapy, Bongkotchanok Danrungcharoen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Macrophages are promising for cellular cancer immunotherapy due to their high penetration capability and ability to modulate the tumor microenvironment. They enhance the anti-cancer activity of therapeutic antibodies by mediating antibody-dependent cellular phagocytosis (ADCP) and cytotoxicity. Our study aims to develop engineered macrophages with enhanced antibody-mediated anti-cancer activity from induced pluripotent stem cells (iPSCs), providing a platform for multiple genome edits and scalable manufacturing. We introduced gene modifications into iPSCs using CRISPR-mediated HDR to generate human iPSC-derived macrophages (iMacs). First, we created a human iPSC line containing a mutant CD16 resistant to ADAM17 cleavage using CRISPR-mediated genome editing. Macrophages derived …
การศึกษาอาการที่ไม่พึงประสงค์เฉียบพลัน ระหว่างพักรอสังเกตอาการ 30 นาที หลังฉีดวัคซีนโควิด-19 ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ, ศุภลักษณ์ มิรัตนไพร
การศึกษาอาการที่ไม่พึงประสงค์เฉียบพลัน ระหว่างพักรอสังเกตอาการ 30 นาที หลังฉีดวัคซีนโควิด-19 ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ, ศุภลักษณ์ มิรัตนไพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภูมิหลัง: ในปี พ.ศ. 2564 โรคโควิด - 19 มีอัตราการตาย ร้อยละ 0.98 แนวทางการรักษาขึ้นกับความรุนแรงของผู้ป่วย แนวทางการป้องกันเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อทำโดยการฉีดวัคซีน ในการสร้างให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันเพื่อยับยั้งเชื้อไวรัส และการได้รับวัคซีนสามารถทำให้เกิดอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นหลังได้รับวัคซีน วัตถุประสงค์: การวิจัยนี้ต้องการศึกษาอาการที่ไม่พึงประสงค์เฉียบพลันระหว่างพักรอสังเกตอาการ 30 นาที ในผู้ที่ได้รับวัคซีน ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ วิธีการ: เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึงธันวาคม 2564 จากผู้มารับบริการทั้งหมด 2,612,481 ครั้งของการฉีดวัคซีน ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลชนิดวัคซีนที่ได้รับ ข้อมูลการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ จำแนกตามชนิดของวัคซีนและลำดับเข็ม ในระหว่างพักรอสังเกตอาการ 30 นาที ผล: พบว่า การเกิด AEFI ภายในระยะเวลา 30 นาที มีจำนวนทั้งสิ้น 386 ครั้ง เกิดในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย 2 เท่า โดยจะพบในวัคซีนชนิด Astrazeneca สูงที่สุด คิดเป็น 62.68 ครั้งต่อแสนครั้งของการฉีดวัคซีน นอกจากนี้ผู้ที่ฉีดเข็มที่ 1 พบว่าเกิด AEFI เกือบ 4 เท่า ของเข็มที่ 2 และสูตรการฉีดวัคซีน แบบ Homologous เกิด AEFI มากกว่าแบบ Heterologous การเกิด AEFI มีอาการ เวียนศีรษะ หน้ามืดตาลาย 34.72% ใจสั่น/แน่นหน้าอก 16.32% อาการ ชา 11.40% สรุป: ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การเกิด AEFI มีความแตกต่างกันในแต่ละสูตรการฉีดวัคซีน สูตร Homologous จะพบ AEFI สูงกว่า Heterologous เกิดในเข็มที่ 1 มากกว่าเข็มที่ 2 อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาในภาพรวมของการเกิด AEFI …
An Implementation Research Of Hiv Prevention, Testing, And Care Through Community-Based Services Among Msm Population In South Sulawesi, Indonesia, Sudirman Sudirman
An Implementation Research Of Hiv Prevention, Testing, And Care Through Community-Based Services Among Msm Population In South Sulawesi, Indonesia, Sudirman Sudirman
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Indonesia is one of the countries with the most rapidly growing HIV epidemics in Asia. Indonesia is also one of the countries that failed to meet the target of 90 UNAIDS by 2020, despite various programs and services that have been issued. In 2015, the WHO recommended the expansion of HIV services beyond the clinical setting, of which community-based service (CBS) is one of the recommendations. This study aims to identify the challenge in HIV prevention, testing, and care and how to improve it by implementing community-based services (CBS) among the MSM population in South Sulawesi, Indonesia. This research is …
ความชุกของประชากรที่มีการเมตาบอลิสมยาไม่ดี จากโพลิมอร์ฟิซัมไซโตโครมพีสี่ห้าศูนย์เอนไซม์ซิปสองซีสิบเก้า ในผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดที่มีอาการเนื่องจากการแข็งหลอดเลือดแดงในสมองในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ธนกฤต พงพิทักษ์เมธา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทนำ โรคสมองขาดเลือดที่มีอาการเนื่องจากการแข็งหลอดเลือดแดงในสมอง (symptomatic intracranial atherosclerotic disease; sICAD) เป็นโรคสมองขาดเลือดที่พบได้บ่อยมากเป็นอันดับที่ 2 ของผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดในคนไทย และมีอัตราการเป็นซ้ำที่สูง ประมาณ ร้อยละ 15 ในปีแรก เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นที่ประมาณ ร้อยละ 5% ในปีแรก ทำให้งานวิจัยและแนวทางการรักษาในระดับชาติและนานาชาติ จึงแนะนำให้ใช้ยาต้านเกล็ดเลือดสองชนิดควบคู่กันระยะสั้น (short term dual antiplatelet; DAPT) โดยเฉพาะสูตรที่มียาโคพิโดเกรล (clopidogrel) เป็นส่วนผสม เพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำต่อไป อย่างไรก็ตามยา clopidogrel นั้นจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงโดยผ่านเอนไซม์ไซโตโครมพีสี่ห้าศูนย์ เอนไซม์ซิปสองซีสิบเก้า (CYP2C19) เพื่อให้ยาอยู่ในสภาพออกฤทธิ์และป้องกันโรคต่อไป จากการศึกษาก่อนหน้าพบว่าความชุกของประชากรที่มีการเมตาบอลิสมยาไม่ดี (poor metabolizers; PM) ของเอนไซม์ CYP2C19 ในประชากรไทยมีสัดส่วนจากมากแตกต่างจากประชากรชาติตะวันตก อย่างไรก็ตามจากการศึกษาในอดีตเกี่ยวกับของการเปลี่ยนแปลงทางเภสัชพันธุศาสตร์ของเอนไซม์ CYP2C19 ต่อผลการรักษาทางคลินิกในผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดที่มีอาการเนื่องจากการแข็งหลอดเลือดแดงในสมอง ยังมีอยู่อย่างจำกัดและผลไม่สอดคล้องกันในหลายงานวิจัย วัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์หลักของงานวิจัย (primary objective) คือศึกษาความชุกของประชากรที่มีการเมตาบอลิสมยาไม่ดีของเอนไซม์ CYP2C19 ผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดที่มีอาการเนื่องจากการแข็งหลอดเลือดแดงในสมองในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ วัตถุประสงค์รองของงานวิจัย (secondary objectives) คือเพื่อศึกษาผลของการเสียการทำงานของ CYP2C19 allele (LOF allele status) ต่ออุบัติการณ์การเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบซ้ำ (recurrent stroke) การเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจที่รุนแรง (major adverse cardiac event; MACE) การเกิดเลือดออก (bleeding event) ที่ 90 วันหลังเกิดโรคสมองขาดเลือดที่มีอาการเนื่องจากการแข็งหลอดเลือดแดงในสมอง วิธีการทำวิจัย เก็บข้อมูลผู้ป่วยจากการศึกษาไปข้างหน้าเชิงพรรณนา (ongoing prospective study) ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2565 โดยเก็บผู้ป่วยอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 40 ปี ที่มีอาการ อาการแสดง ผลตรวจทางรังสีวิทยาที่เข้าได้กับโรคสมองขาดเลือดที่มีอาการเนื่องจากการแข็งหลอดเลือดแดงในสมอง (หลอดเลือดตีบ 50-99%) และมีผลตรวจทางรังสีวิทยามีผลการตรวจหลอดเลือดสมองทางรังสีวิทยายืนยัน โดยผู้วิจัยจะได้เก็บข้อมูลทางคลินิก ข้อมูลทางยา การตรวจทางห้องปฏิบัติการ การตรวจทางรังสีวิทยา จากการทบทวนข้อมูลในเวชระเบียนระหว่างมานอนโรงพยาบาลและที่ตรวจติดตาม …
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้มีอิทธิพลทางความคิดและพฤติกรรมผู้บริโภคในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, คมสัน ฟองคำ
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้มีอิทธิพลทางความคิดและพฤติกรรมผู้บริโภคในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, คมสัน ฟองคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะของผู้มีอิทธิพลทางความคิด และพฤติกรรมผู้บริโภค (ทัศนคติต่อเนื้อหา ทัศนคติต่อตราสินค้า และการมีส่วนร่วมกับเนื้อหา) และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ของคุณลักษณะของผู้มีอิทธิพลทางความคิด ทัศนคติต่อเนื้อหา ทัศนคติต่อตราสินค้า และการมีส่วนร่วมกับเนื้อหา โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างเจเนอเรชันวาย อายุระหว่าง 24-43 ปี จำนวนทั้งสิ้น 222 คน ที่มีความสนใจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านหรือคอนโด และเคยเห็นรีวิวเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านหรือคอนโดจากผู้มีอิทธิพลทางความคิดสายไลฟ์สไตล์ 1 ใน 6 ท่าน บนช่องทางติ๊กต็อก (TikTok) และระบุตราสินค้าอสังหาริมทรัพย์ได้สอดคล้องกับผู้มีอิทธิพลทางความคิดที่ระบุข้างต้น โดยผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างรับรู้ถึงคุณลักษณะของผู้มีอิทธิพลทางความคิดที่ตนติดตามอยู่ในระดับที่สูง ทั้งในด้านคุณค่าของเนื้อหา (M = 4.26) และด้านความน่าเชื่อถือ (M = 4.09) กลุ่มตัวอย่างยังมีทัศนคติต่อเนื้อหาของผู้มีอิทธิพลทางความคิดที่ตนติดตามในเชิงบวกมาก (M = 4.29) มีทัศนคติต่อตราสินค้าในเชิงบวกมาก (M = 4.38) และมีแนวโน้มที่จะมีส่วนร่วมกับเนื้อหาที่ค่อนข้างมาก (M = 4.09) ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้มีอิทธิพลทางความคิดกับพฤติกรรมของผู้บริโภคนั้น ทุกตัวแปรมีความสัมพันธ์กันในเชิงบวกทุกคู่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ไม่ว่าจะเป็น คุณลักษณะของผู้มีอิทธิพลทางความคิดกับทัศนคติต่อเนื้อหา (r = .66**) คุณลักษณะของผู้มีอิทธิพลทางความคิดกับทัศนคติต่อตราสินค้า (r = .59**) และคุณลักษณะของผู้มีอิทธิพลทางความคิดกับการมีส่วนร่วมกับเนื้อหา (r = .74**)
การสร้างและการสื่อสารคุณลักษณะเฉพาะตัวของพิธีกรร่วมในรายการเรื่องเล่าเช้านี้และเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์, ลลิตภัคค์ วราพรกิจเสถียร
การสร้างและการสื่อสารคุณลักษณะเฉพาะตัวของพิธีกรร่วมในรายการเรื่องเล่าเช้านี้และเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์, ลลิตภัคค์ วราพรกิจเสถียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะพิธีกรร่วมในรายการเรื่องเล่าเช้านี้และเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ และ 2) ศึกษาวิธีการสื่อสาร การปรับเปลี่ยน คุณลักษณะเฉพาะตัวและการนำเสนอข่าวของพิธีกรร่วมในการดำเนินรายการ ประชากรในการวิจัยในครั้งนี้คือ ผู้ดําเนินรายการข่าวเรื่องเล่าเช้านี้และเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ มีขอบเขตงานวิจัยคือช่วงที่คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นผู้ดำเนินรายการเท่านั้น โดยผู้วิจัยได้ทำการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และมีการใช้เครื่องมือการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง ได้แก่ ผู้ควบคุมการผลิตรายการเรื่องเล่าเช้านี้และเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ (โปรดิวเซอร์), พิธีกรร่วมทั้งหมด 2 คน ในรายการ รวมจำนวนผู้ให้ข้อมูลหลัก 3 คน และจัดทำ Focus Group ผู้รับชมรายการถึงความคิดเห็นและความคาดหวังที่มีต่อพิธีกรร่วมจำนวน 10-15 คน จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของข้อมูลเชิงพรรณนา ผลการศึกษาคุณลักษณะพิธีกรร่วมในรายการเรื่องเล่าเช้านี้และเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ พบว่า 1.พิธีกรร่วมควรมีการปรับตัวและตามทันเนื้อหาข่าวของพิธีกรหลัก ต้องสามารถเสริมข้อมูลที่ตกหล่นหรือเพิ่มเติมรายละเอียดที่พิธีกรหลักนำเสนอได้ทันในจังหวะที่เหมาะสม สามารถคาดการณ์ข่าวที่พิธีกรหลักจะหยิบมาเล่า และสามารถเล่าข่าวต่อได้ทัน 2.ทักษะการตอบคำถามและแสดงความคิดเห็น: พิธีกรร่วมควรมีบทบาทในการพูดแทนความรู้สึกของผู้ชมและนำเสนอความคิดเห็นของผู้ชม 3.การใช้ถ้อยคำเรียบเรียงประโยค: พิธีกรร่วมควรเลือกจุดเด่นหรือไฮไลท์ที่น่าสนใจ ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและไม่ซับซ้อน มีการปรับคำพูดให้เหมาะสมกับผู้ชมทั่วไป 4.การควบคุมการแสดงออกทางสีหน้าท่าทาง: การแสดงสายตาและท่าทางควรสอดคล้องกับเนื้อข่าว โดยใช้ภาษากายที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สำหรับผลการศึกษาวิธีการสื่อสาร การปรับเปลี่ยน คุณลักษณะเฉพาะตัวและการนำเสนอข่าวของพิธีกรร่วมในการดำเนินรายการ พบว่า 1.การเล่าข่าวของพิธีกรร่วมควรมีการปรับการนำเสนอข่าวตามประเภทของข่าวและเนื้อหา ปรับสำนวนและภาษาตามเนื้อหาข่าวและความเข้าใจของผู้ชม 2.การฟังควรมีการรับส่งปฏิสัมพันธ์ในการนำเสนอข่าวกับพิธีกรหลักอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้การสังเกตและจับจังหวะของผู้ประกาศหลักเป็นสำคัญ 3.การปรากฏกายและการแต่งตัว พิธีกรร่วมต้องเลือกชุดที่สวมใส่แล้วมั่นใจ เรียบร้อย และคล่องตัวในการทำงาน 4.วิธีการสื่อสารตัวตนของพิธีกรร่วม ควรเข้าใจเนื้อข่าวกำลังนำเสนออย่างถ่องแท้ สามารถเล่าเรื่องและตอบคำถามสำคัญของแต่ละหัวข้อข่าวได้ ที่สำคัญคือ ต้องปรับตัวเข้ากับสไตล์ของพิธีกรหลักเข้าใจบทบาทของตนเองในการเสริมสร้างความน่าสนใจและต่อเนื่องของรายการสด มีการพัฒนาคาแรคเตอร์ที่มีเอกลักษณ์และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อเพิ่มความกลมกล่อมให้กับรายการ
อิทธิพลของความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร และความไว้วางใจในโซเชียลคอมเมิร์ซต่อการตัดสินใจซื้ออาหารออนไลน์ผ่านติ๊กต๊อกช็อปของผู้บริโภค, ปุญญิศา รักหลวง
อิทธิพลของความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร และความไว้วางใจในโซเชียลคอมเมิร์ซต่อการตัดสินใจซื้ออาหารออนไลน์ผ่านติ๊กต๊อกช็อปของผู้บริโภค, ปุญญิศา รักหลวง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงปริมาณนี้มี อิทธิพลของความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร และความไว้วางใจในโซเชียลคอมเมิร์ซ ต่อการตัดสินใจซื้ออาหารออนไลน์ผ่านติ๊กต๊อกช็อปของผู้บริโภค โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 204 คน ที่มีอายุระหว่าง 22 - 41 ปี เคยรับชมคอนเทนต์ด้านอาหารของอินฟลูเอนเซอร์ประเภท eSOLs ผ่าน ติ๊กต๊อก และเคยซื้ออาหารผ่านทางติ๊กต๊อกช็อป อย่างน้อย 1 ครั้งในระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่าน ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า อิทธิพลของความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร และความไว้วางใจในโซเชียลคอมเมิร์ซ ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้ออาหารออนไลน์ผ่านติ๊กต๊อกช็อปของผู้บริโภค อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณพบว่า ตัวแปรด้านความไว้วางใจในโซเชียลคอมเมิร์ซ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออาหารออนไลน์ผ่านติ๊กต๊อกช็อปของผู้บริโภคมากกว่าด้านความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร
ลักษณะทางประชากร ปัจจัยด้านจิตวิทยา การเปิดรับสื่อและการตัดสินใจใช้บริการศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครปฐมของกลุ่มผู้บริโภคในพื้นที่, เมธัส สัจจะเวทะ
ลักษณะทางประชากร ปัจจัยด้านจิตวิทยา การเปิดรับสื่อและการตัดสินใจใช้บริการศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครปฐมของกลุ่มผู้บริโภคในพื้นที่, เมธัส สัจจะเวทะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความแตกต่างของลักษณะทางประชากร ปัจจัยด้านจิตวิทยา การเปิดรับสื่อและการตัดสินใจใช้บริการศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครปฐมของผู้บริโภคในพื้นที่ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 205 คน ที่มีอายุระหว่าง 18 – 60 ปี มีภูมิลำเนาหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม และเคยใช้บริการศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครปฐม อย่างน้อย 1 ครั้ง ในระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อปัจจัยด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับการใช้บริการศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครปฐมทุกด้านในระดับมาก โดยมีระดับความคิดเห็นต่อด้านทัศนคติมากที่สุด มีการเปิดรับสื่อเกี่ยวกับศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครปฐมผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก (Facebook) ในช่วงเวลา 16.01 – 22.00 น. มากที่สุด โดยได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและสินค้าใหม่ของร้านค้าในศูนย์การค้า และมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการทราบข้อมูลและการจำหน่ายสินค้าของร้านค้าในศูนย์การค้า นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างยังมีการตัดสินใจใช้บริการศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครปฐมโดยคำถึงความต้องการของตนเองก่อนตัดสินใจใช้บริการและจะยังคงใช้บริการศูนย์การค้าต่อไปในอนาคต ผลการทดสอบสมมติฐานยังพบว่า ลักษณะทางประชากร เพศและอาชีพของกลุ่มตัวอย่างที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อปัจจัยด้านจิตวิทยาแตกต่างกัน และลักษณะทางประชากร เพศ อายุ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกันมีการเปิดรับสื่อเกี่ยวกับศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครปฐมแตกต่างกัน รวมถึงลักษณะทางประชากร เพศ ระดับการศึกษา และอาชีพที่แตกต่างกันมีการตัดสินใจใช้บริการ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครปฐมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรกับการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค, พิชามญชุ์ ผ่องกมล
ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรกับการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค, พิชามญชุ์ ผ่องกมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณด้วยวิธีการวิจัยเชิงสำรวจออนไลน์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแรงจูงใจในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ความแท้จริงของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ความสอดคล้องขององค์กรกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และการมีส่วนร่วมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ความแท้จริงของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ความสอดคล้องขององค์กรกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และการมีส่วนร่วมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคชาวไทยที่มีอายุระหว่าง 25 – 50 ปี และต้องเคยเห็น หรือเคยเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมขององค์กรธุรกิจค้าปลีก ผ่านสื่อออนไลน์หรือออฟไลน์อย่างน้อยจำนวน 1 ครั้ง ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา จำนวน 250 คน โดยผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างรับรู้แรงจูงใจในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรค่อนข้างสูง (M = 4.02) ความแท้จริงของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในระดับปานกลาง (M = 3.70) ความสอดคล้องขององค์กรกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในระดับค่อนข้างสูง (M = 3.88) และการมีส่วนร่วมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้บริโภคอยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.48) นอกจากนี้ ยังพบว่า ทุกคู่ตัวแปรมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ไม่ว่าจะเป็น แรงจูงใจในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร กับความแท้จริงของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (r = 0.55) แรงจูงใจในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร กับความสอดคล้องขององค์กรกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (r = 0.49) แรงจูงใจในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร กับการมีส่วนร่วมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (r = 0.55) ความแท้จริงของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม กับการมีส่วนร่วมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (r = 0.67) และความสอดคล้องขององค์กรกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม กับการมีส่วนร่วมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (r = 0.57)
การปรับใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์ของอุตสาหกรรมโฆษณา, ศุภณัฐ จั่นสกุล
การปรับใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์ของอุตสาหกรรมโฆษณา, ศุภณัฐ จั่นสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ ความเข้าใจ ทัศนคติ ความคิดเห็น และแนวทางการปรับใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์ผลงานโฆษณาของบุคลากรในอุตสาหกรรมโฆษณา ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทตัวแทนโฆษณาจำนวน 5 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารการตลาดจำนวน 5 ท่าน รวม 10 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า ปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์มีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพ และลดขั้นตอนการทำงานของกระบวนการสร้างสรรค์โฆษณา จากคุณสมบัติในการทำงานได้แบบอัตโนมัติ ในด้านทัศนคติและความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งสองกลุ่มที่มีต่อปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์พบว่า ส่วนใหญ่เป็นไปในเชิงบวก จากความคิดเห็นที่ว่า การทำงานในอุตสาหกรรมโฆษณาทำให้มีทัศนคติที่ดีต่อเทคโนโลยีใหม่เป็นทุนเดิม อีกทั้งปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์ยังมีความสามารถที่หลากหลาย เพื่อใช้ในการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตผลงานโฆษณาอีกด้วย ด้านแนวทางการปรับใช้งานในอุตสาหกรรมโฆษณาพบว่า ทักษะการใช้งานปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์จะกลายเป็นทักษะที่สำคัญในอนาคต แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้เป็นอย่างมาก แต่การใช้งานยังคงต้องการการควบคุม และการตัดสินใจโดยมนุษย์ เพื่อให้ผลลัพธ์มีความถูกต้อง และมีคุณภาพสูง ผลการวิจัยจึงได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์ ในด้านการบริหารจัดการองค์กรเพื่อส่งเสริมการปรับใช้งานปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์ โดยองค์กรควรเน้นการฝึกอบรม และการพัฒนาทักษะการใช้งานปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์ของบุคลากร เพื่อให้กระบวนการทำงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
การเปิดรับข่าวสาร ทัศนคติ และการสนับสนุนค่ายเพลงเกาหลีใต้ในการจัดการภาวะวิกฤตบนสื่อสังคมออนไลน์ของผู้บริโภคชาวไทย, รตา ธีระพันธุ์
การเปิดรับข่าวสาร ทัศนคติ และการสนับสนุนค่ายเพลงเกาหลีใต้ในการจัดการภาวะวิกฤตบนสื่อสังคมออนไลน์ของผู้บริโภคชาวไทย, รตา ธีระพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและอธิบายความแตกต่างทางลักษณะประชากร และการเปิดรับข่าวสาร ทัศนคติ และการสนับสนุนค่ายเพลงเกาหลีใต้ในการจัดการภาวะวิกฤติบนสื่อสังคมออนไลน์ของผู้บริโภคชาวไทยโดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยอายุระหว่าง 18 - 37 ปี ที่มีการรู้จักค่ายเพลงเกาหลีใต้อย่างน้อย 3 ค่ายเพลง และต้องมีการรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับค่ายเพลงเกาหลีใต้ดังกล่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จำนวน 204 คน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการเปิดรับข่าวสารค่ายเพลงเกาหลีใต้ในการจัดการภาวะวิกฤติผ่านช่องทางยูทูบ (YouTube) ช่องทางหลักของค่ายเพลงมากที่สุด นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติต่อค่ายเพลงเกาหลีใต้ในการจัดการภาวะวิกฤติบนสื่อสังคมออนไลน์ด้านการให้ข้อมูลและการสื่อสารเกี่ยวกับค่ายเพลงทางสื่อสังคมออนไลน์อย่างชัดเจนและสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความใกล้ชิดกับกลุ่มแฟนคลับมากที่สุด และมีการสนับสนุนค่ายเพลงเกาหลีใต้ในการจัดการภาวะวิกฤติบนสื่อสังคมออนไลน์จากการบอกต่อเนื้อหาการแถลงการณ์ของค่ายเพลงเกาหลีใต้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อกระจายข่าวสารมากที่สุด ลักษณะทางประชากรที่ด้านเพศที่แตกต่างกัน มีการสนับสนุนค่ายเพลงเกาหลีใต้ในการจัดการภาวะวิกฤติบนสื่อสังคมออนไลน์แตกต่างกัน รวมถึงการเป็นแฟนคลับศิลปินเกาหลีใต้ที่แตกต่างกัน มีการเปิดรับข่าวสาร ทัศนคติ และการสนับสนุนค่ายเพลงเกาหลีใต้ในการจัดการภาวะวิกฤติบนสื่อสังคมออนไลน์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
อิทธิพลของการเปิดรับเนื้อหาที่มีการวางสินค้าบนยูทูบและทัศนคติที่มีต่อความตั้งใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภค, อนล ธรเลิศพิมล
อิทธิพลของการเปิดรับเนื้อหาที่มีการวางสินค้าบนยูทูบและทัศนคติที่มีต่อความตั้งใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภค, อนล ธรเลิศพิมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์คือ 1.เพื่อสำรวจการเปิดรับเนื้อหาที่มีการวางสินค้าบนยูทูบ ทัศนคติของผู้บริโภคต่อลักษณะของผู้ส่งสาร การรับรู้ความเสี่ยง (ด้านประสิทธิภาพ การเงิน จิตวิทยา) การตระหนักต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม และความตั้งใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภค 2.เพื่อสำรวจอิทธิพลของการเปิดรับเนื้อหาที่มีการวางสินค้าบนยูทูบ ทัศนคติของผู้บริโภคต่อลักษณะของผู้ส่งสาร การรับรู้ความเสี่ยง และการตระหนักต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม ต่อความตั้งใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภค ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ ด้วยการใช้แบบสอบถาม เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ระหว่างอายุ 25 – 50 ปี จำนวนทั้งสิ้น 200 ตัวอย่าง โดยวิเคราะห์ผลการวิจัยด้วยวิธีการสถิติแบบการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นอย่างง่าย (Simple Linear Regression) และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นแบบพหุคูณ (Multiple Linear Regression) สำหรับผลการวิจัยเป็นไปตามสมมติฐาน และมีนัยสำคัญทางสถิติ 1) การเปิดรับเนื้อหาที่มีการวางสินค้าบนยูทูบ มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภค 2) ตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภค มากที่สุดได้แก่ ทัศนคติของผู้บริโภคต่อลักษณะของผู้ส่งสาร ผู้วิจัยได้นำเสนอแนวทางในการประยุกต์ใช้สำหรับการออกแบบการสื่อสารของรถยนต์ไฟฟ้า โดยในด้านของผู้ส่งสารแนะนำให้ใช้ผู้ส่งสารที่กล่าวถึงหรือรีวิวรถยนต์ไฟฟ้าที่ดูน่าดึงดูดใจ ใช้เนื้อหาวิดีโออย่างสนุกและน่าสนใจมากที่สุด ระยะเวลารับชม 5 – 10 นาทีต่อครั้ง และมีเนื้อหาที่แสดงหน้าที่รับผิดชอบในการปกป้องและรักษาสิ่งแวดล้อม ก็อาจเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคระหว่างอายุ 25 – 50 ปีได้
ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อต่อองค์กร คุณค่าตราสินค้า และการรับรู้ถึงความรับผิดชอบต่อสังคม, อัญชลี สุนันต๊ะ
ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อต่อองค์กร คุณค่าตราสินค้า และการรับรู้ถึงความรับผิดชอบต่อสังคม, อัญชลี สุนันต๊ะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณด้วยวิธีการวิจัยเชิงสำรวจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจความเชื่อต่อองค์กร คุณค่าตราสินค้า และการรับรู้ถึงความรับผิดชอบต่อสังคมในมุมมองของผู้บริโภค 2) อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อต่อองค์กรกับคุณค่าตราสินค้า 3) อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อต่อองค์กรกับการรับรู้ถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และ 4) อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างคุณค่าตราสินค้ากับการรับรู้ถึงความรับผิดชอบต่อสังคมในมุมมองของผู้บริโภค โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวนทั้งสิ้น 237 คน อายุระหว่าง 20-45 ปี ที่บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทเบียร์ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และเคยเห็นกิจกรรมของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทเบียร์ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างน้อย 1 ครั้ง ภายในระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา โดยผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความเชื่อต่อองค์กร (M=4.17) และรับรู้คุณค่าตราสินค้าในระดับสูง (M=4.05) และมีการรับรู้ถึงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรในระดับปานกลาง (M=3.97) อีกทั้งในด้านของความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรนั้น ทุกตัวแปรมีความสัมพันธ์กันทุกคู่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ไม่ว่าจะเป็น ความเชื่อต่อองค์กรกับคุณค่าตราสินค้า (r=0.71*) ความเชื่อต่อองค์กรกับการรับรู้ถึงความรับผิดชอบต่อสังคม (r=0.73*) และคุณค่าตราสินค้ากับการรับรู้ถึงความรับผิดชอบต่อสังคม (r=0.83*)
An Approach To Business Models For Agritourism Business, A Case Study Of Singha Park, Nat Poolsiri
An Approach To Business Models For Agritourism Business, A Case Study Of Singha Park, Nat Poolsiri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Agritourism, blending agriculture and tourism, has emerged as a potent force in fostering rural economies and bridging urban-rural gaps worldwide. Singha Park, formerly Boon Rawd Farm, exemplifies this phenomenon, transforming into a premier agritourism destination in Chiang Rai, Thailand. This research endeavors to develop innovative marketing strategies tailored to Singha Park's unique agritourism offerings. Drawing upon a comprehensive review of relevant literature and Singha Park’s information, this study evaluates Singha Park's performance and proposes strategic marketing approaches to maximize its potential. Singha Park's evolution under the stewardship of Boon Rawd Brewery Company Limited, epitomized by its commitment to sustainability, community …
Strategic Analysis On The Development Of Chinese Fruit Trade, Zijie Zhao
Strategic Analysis On The Development Of Chinese Fruit Trade, Zijie Zhao
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
China is one of the major players of fruit trade in the world, and the advancement of ‘the Belt and Road’ initiative and implement of RCEP provides new impetus for the sustainable growth of bilateral fruit trade. Based on an analysis of the culture background China, fruit production in China, overview of fruit industry in China and current status of fruit trade China, this study utilizes SWOT and PEST analysis to comprehensively investigate the competitiveness and growth potential of China fruit trade.
Sustainable Strategy: The Case Of Ngk Insulators, Benyapa Benjakul
Sustainable Strategy: The Case Of Ngk Insulators, Benyapa Benjakul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
A heightened awareness of environmental sustainability has emerged in recent years, influencing consumer and investor behavior. The concept of sustainability has become a prominent strategic focus within the automotive and auto parts industries. Companies such as NGK Insulators are recognized for their role in supplying environmentally conscious and innovative products to the automotive sector. This study examines NGK Insulators, a Japanese automotive parts manufacturer, and its dedication to environmental sustainability. Emphasizing sustainability as a core principle, NGK Insulators operates under a defined Environmental, Social, and Governance (ESG) strategy. The study portrays NGK Insulators as a company applying its unique ceramic …
Influence Of Brand Factors On Purchase Intentions In Thailand’S Garment Industry In Instagram, Zehong Du
Influence Of Brand Factors On Purchase Intentions In Thailand’S Garment Industry In Instagram, Zehong Du
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The rapid growth of social commerce has significantly transformed the landscape of consumer engagement, particularly within Thailand's garment industry. Leveraging Instagram as a pivotal platform, this study examines the impact of brand factors on the purchase intentions of Thai Instagram users. The research delves into how brand awareness, product uniqueness, perceived value, and brand trust collectively shape consumer buying behaviors. Employing a robust research framework, brand awareness and product uniqueness serve as independent variables, while perceived value and brand trust function as mediating variables, ultimately influencing purchase intention. Key findings indicate that brand recognition and product uniqueness markedly enhance perceived …
Determinants Of Vitamin And Mineral Supplement Purchases Among Generation Z, Phakorn Sirisathaworn
Determinants Of Vitamin And Mineral Supplement Purchases Among Generation Z, Phakorn Sirisathaworn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the determinants of Vitamin and Mineral Supplement Purchases among Generation Z, focusing on age and income as key factors. A sample of 385 respondents aged 16-27 completed an 18-question survey, categorized by income levels (< 20,000 THB, 20,000 - 40,000 THB, 40,000 - 60,000 THB, 60,000 - 80,000 THB, and above 80,000 THB) for comprehensive analysis. Younger respondents, particularly those aged 16-18, predominantly belong to lower income brackets, reflecting early career or student statuses. Income levels increase with age, peaking among 25-27 year-olds, indicating greater economic capability. Consumption patterns closely align with income, where higher income groups exhibit higher supplement usage. Primary barriers for lower income groups include safety concerns and affordability, while motivations across all income brackets center on health improvement and immune support. Economic disparities influence purchasing behaviors, with lower income groups buying smaller quantities more frequently and higher income groups opting for bulk purchases less often. Preferences for organic ingredients and trusted brands are notable among higher income segments. The study underscores the economic sensitivity of lower income consumers to price changes and the resilience of higher income groups to economic fluctuations. These findings emphasize the role of income in shaping supplement consumption behaviors and suggest implications for targeted marketing and public health initiatives aimed at Generation Z.
The Balance Between Tradition And Innovation Incorporate Strategy, Yiqian Bu
The Balance Between Tradition And Innovation Incorporate Strategy, Yiqian Bu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This article analyzes strategy of Italian family-owned business brand "B". We examine how this family business maintain family heritage while thriving for innovation .In recent years, Their market share has been expanded , The strategic potential of family businesses was recognized by both academics and practitioners, giving rise to further study. This article believes that innovative inheritance of excellent family business values and missions at the corporate strategic level is the key for family businesses to maintain their stable competitiveness in future market competition.