Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (8092)
- Arts and Humanities (5345)
- Medicine and Health Sciences (5080)
- Education (4659)
- Law (3960)
-
- Life Sciences (2499)
- Physical Sciences and Mathematics (2427)
- Business (2022)
- Engineering (1771)
- Communication (1645)
- Psychology (1443)
- Higher Education (1438)
- Medical Specialties (1416)
- Sociology (1306)
- Medical Sciences (1183)
- Public Health (1018)
- Library and Information Science (949)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (941)
- Art and Design (876)
- Computer Sciences (806)
- History (800)
- Religion (745)
- Political Science (736)
- Curriculum and Instruction (635)
- Film and Media Studies (628)
- Feminist, Gender, and Sexuality Studies (594)
- Nursing (531)
- Environmental Sciences (516)
- Marketing (505)
- Journalism Studies (493)
- Institution
-
- The Texas Medical Center Library (1062)
- University of Montana (914)
- Brigham Young University (847)
- Walden University (711)
- Chulalongkorn University (692)
-
- University of South Florida (691)
- San Jose State University (685)
- Universitas Indonesia (660)
- Liberty University (594)
- University of Nebraska - Lincoln (566)
- City University of New York (CUNY) (471)
- Association of Arab Universities (443)
- University of Memphis (430)
- Nova Southeastern University (400)
- University of Arkansas, Fayetteville (393)
- University of South Carolina (381)
- Georgia Southern University (371)
- University of Mississippi (356)
- Louisiana State University (349)
- University of Plymouth (342)
- Utah State University (342)
- East Tennessee State University (333)
- University of New Hampshire (332)
- University of Kentucky (330)
- Design Research Society (317)
- Technological University Dublin (315)
- Singapore Management University (313)
- Edith Cowan University (307)
- University of Texas Rio Grande Valley (296)
- Washington University School of Medicine (284)
- Keyword
-
- Humans (855)
- COVID-19 (688)
- Animals (418)
- Social media (397)
- Education (356)
-
- Mice (335)
- Mental health (265)
- ICTS (Institute of Clinical and Translational Sciences) (235)
- Gender (232)
- Higher education (224)
- Syllabus, syllabi, journalism, communication, media, strategic media (206)
- Technology (192)
- Female (181)
- Leadership (179)
- Artificial intelligence (177)
- Communication (176)
- United States (175)
- Newspaper (170)
- Pandemic (167)
- Women (158)
- Sustainability (146)
- Race (142)
- Machine learning (139)
- Newsletter (139)
- Depression (137)
- Social Media (137)
- Ethics (136)
- Diversity (135)
- History (134)
- Climate change (133)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (1398)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (704)
- Faculty, Staff and Student Publications (654)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (647)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (574)
-
- Doctoral Dissertations and Projects (405)
- Electronic Theses and Dissertations (388)
- Faculty Publications (365)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (355)
- Dissertations (335)
- Honors Theses (299)
- Faculty, Staff and Students Publications (297)
- 2020-Current year OA Pubs (281)
- Faculty Scholarship (261)
- Research outputs 2022 to 2026 (258)
- Defensive Publications Series (232)
- Articles (218)
- Journalism and Strategic Media Syllabi Archive (206)
- IASDR Conference Series (199)
- Ornitología Neotropical (197)
- Theses (195)
- Masters Theses (192)
- Information Sciences Letters (178)
- ETSU News (169)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (167)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (158)
- Documents (143)
- Master's Theses (128)
- Graduate Theses and Dissertations (127)
- Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD) (124)
- Publication Type
Articles 36961 - 36990 of 39348
Full-Text Articles in Entire DC Network
พฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลที่มีต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน: การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบพหุระดับ, ชานนท์ พูลสุขเสริม
พฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลที่มีต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน: การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบพหุระดับ, ชานนท์ พูลสุขเสริม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจสภาพการฟื้นพลังทางดิจิทัล กรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัล และการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลนักเรียน 2) สำรวจสภาพพฤติกรรมของครูในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัล และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับนักเรียนและระดับครูที่มีต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1,089 คน และครู จำนวน 43 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามภูมิภาคและขนาดโรงเรียน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามออนไลน์ที่พัฒนาให้มีคุณสมบัติการวัดเชิงจิตมิติทางด้านความตรงและความเที่ยง ข้อคำถามในงานวิจัยนี้มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (I-CVI) ตั้งแต่ 0.80 ถึง 1.00 และมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเชิงโครงสร้าง (S-CVI) เท่ากับ 0.83 ค่าสัมประสิทธิ์ Cronbach’s Alpha ของแต่ละตัวบ่งชี้มีค่าตั้งแต่ 0.610 ถึง 0.865 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างด้วยโปรแกรม R และ Mplus ผลการศึกษาพบว่า โมเดลสมการโครงสร้างสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square (121) = 318.904, p < .001, RMSEA = 0.039, CFI = 0.985, TLI = 0.978, SRMRW = 0.018, SRMRB = 0.079, AIC = 18935.931, BIC = 19395.289) โดยมีรายละเอียดผลการวิจัยดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับนักเรียน แสดงให้เห็นว่ากรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลและการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDGM->DRS = .548, p < .001; BDGM->DSE = .902, p < .001) ในขณะที่การรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDSE->DRS = .399, p = .005) นอกจากนี้ยังพบว่ากรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลผ่านการรับรู้ความสามารถของตนเองทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDGM->DSE->DRS = .360, p = .005) โดยคิดเป็นอิทธิพลโดยรวมเท่ากับ .908 2. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับครู แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (B TSC->DSE = .657, p < .001) รวมถึงมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BTSC->DRS = .811, p < .001) นอกจากนี้ยังอิทธิพลทางอ้อมต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนผ่านการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BTSC->DSE->DRS = .085, p < .001) โดยคิดเป็นอิทธิพลโดยรวมเท่ากับ .896 ข้อค้นพบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมให้นักเรียนมีการฟื้นพลังทางดิจิทัลต้องเริ่มส่งเสริมจากการสร้างกรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัล และการรับรู้ความสามารถของตนเองทางดิจิทัลให้เกิดขึ้นกับนักเรียน นอกจากนี้ยังพบว่าครูที่ปรึกษามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนอีกด้วย
รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, จิรภัทร เอี่ยมเจริญลาภ
รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, จิรภัทร เอี่ยมเจริญลาภ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 2) เพื่อพัฒนารูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาสภาพและความต้องการการใช้แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ เป็นนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิตจำนวนทั้งหมด 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาสภาพและความต้องการการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ แบบสอบถามสภาพและความต้องการการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ กลุ่มตัวอย่างในการพัฒนารูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนการสร้างสรรค์ผลงาน จำนวน 3 ท่าน ด้านหลักสูตรและการสอน จำนวน 2 ท่าน ด้านเทคโนโลยีการศึกษาจำนวน 2 ท่าน รวมจำนวน 7 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์สำหรับผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับรูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ และ 2) แบบประเมินรับรองรูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ และกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาผลการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ เป็นนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต มหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 52 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาผลการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ ได้แก่ 1) แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ 2) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) คำถามนำสำหรับการสะท้อนคิด 4) แบบประเมินการสร้างสรรค์ผลงาน และ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจ ผู้วิจัยกำหนดเวลาในการทดลอง 5 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-Way Repeated Measure ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1. การศึกษาสภาพและความต้องการการใช้แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต พบว่า ความต้องการจำเป็นในการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ เมื่อนำมาจัดลำดับความต้องการจำเป็น คือ ด้านที่ 1 ด้านการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ และ ด้านที่ 2 ด้านการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมผลงานในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ 2. รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ ที่พัฒนาขึ้นมี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ผู้สอน 2) ผู้เรียน 3) กิจกรรมการเรียนรู้ 4) แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ และ 5) การประเมินผล …
การเปรียบเทียบวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูโดยใช้ตัวแปรแทนและการรายงานตนเอง, กัญฐิมาภรณ์ นุตระ
การเปรียบเทียบวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูโดยใช้ตัวแปรแทนและการรายงานตนเอง, กัญฐิมาภรณ์ นุตระ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อวิเคราะห์ตัวแปรแทนประสิทธิภาพการใช้ครูที่เหมาะสมกับสภาพการทำงานในปัจจุบัน 2) เพื่อออกแบบเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูโดยใช้ตัวแปรแทน และ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลของการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ตัวแปรแทนและการรายงานตนเอง โดยวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ศึกษาด้วยการสัมภาษณ์สภาพการทำงานของครูในปัจจุบันกับครูจำนวน 8 คน วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ศึกษาด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลกับผู้ทรงคุณวุฒิ ครู และผู้อำนวยการโรงเรียน และวัตถุปะสงค์ข้อที่ 3 ศึกษาด้วยการเปรียบเทียบผลของการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูระหว่างการรายงานตนเองและตัวแปรแทนกับครู 23 คน ผลการวิจัยมีดังนี้ 1) หลักฐานของการเป็นตัวแปรแทนแบ่งได้ 3 ลักษณะ ได้แก่ หลักฐานรูปธรรมสามารถจับต้องได้ เช่น คำสั่งปฏิบัติงานและภาพถ่ายการทำงาน หลักฐานแบบพฤติกรรม เช่น การพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานและการเข้าห้องสอนตรงเวลา และหลักฐานนามธรรม เช่น ความรู้สึก/พฤติกรรมเกี่ยวกับความสำเร็จของครู และเป้าหมายในชีวิต 2) ตัวแปรแทนแบ่งได้เป็น 2 ประเภทตามลักษณะของข้อมูล ได้แก่ ข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น วิธีการมอบหมายงานและเป้าหมายในการเป็นครู ข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น จำนวนครั้งที่ทำงานสอนและงานอื่น ๆ ได้ถูกต้อง ครบถ้วน และส่งตรงเวลา ส่วนระบบเก็บรวบรวมข้อมูลของตัวแปรแทนแบ่งเป็น 3 หน้าหลักได้แก่ หน้ากรอกข้อมูลของครู ประกอบด้วย ปุ่มเชื่อมหน้า ช่องกรอกข้อมูลแบบต่าง ๆ และตัวนำทาง ฯลฯ หน้าแสดงข้อมูลของครูรายบุคคลและหน้าแสดงข้อมูลของครูในภาพรวม ประกอบด้วย แถบเมนู ปุ่มเข้าสู่ระบบ และส่วนแสดงผลแบบต่าง ๆ ฯลฯ 3) ผลการเปรียบเทียบผลของการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างตัวแปรแทนและการรายงานตนเองแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ข้อมูลจากตัวแปรแทนกับการรายงานตนเองสอดคล้องกันและสามารถใช้แทนกันได้ กลุ่มที่ข้อมูลจากตัวแปรแทนกับการรายงานตนเองความสอดคล้องกันบางส่วน ซึ่งการนำตัวแปรไปใช้จำเป็นต้องพิจารณาความต้องการใช้ประโยชน์จากสารสนเทศ และกลุ่มที่ข้อมูลจากตัวแปรแทนกับการรายงานตนเองไม่สอดคล้องกัน ยังไม่เหมาะสมกับการใช้เป็นตัวแปรแทน หรือใช้แทนกัน
การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรม :กรณีศึกษาจังหวัดกำแพงเพชร, ธนพร สายวงศ์ปัญญา
การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรม :กรณีศึกษาจังหวัดกำแพงเพชร, ธนพร สายวงศ์ปัญญา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมในจังหวัดกำแพงเพชรสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา จังหวัดกำแพงเพชร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ 1) ผู้เชี่ยวชาญ 12 ท่าน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนการสอนแบบใช้ทีมเป็นฐาน จำนวน 2 ท่าน ด้านศิลปวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 3 ท่าน ด้านการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ จำนวน 2 ท่าน และด้านการเห็นคุณค่าและการสร้างความซาบซึ้ง จำนวน 5 ท่าน 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 คน โรงเรียนราษฎร์ปรีชาวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อใช้ทดลองนวัตกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลก่อนและหลังเรียน แบบประเมินการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนระหว่างการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ และแบบสัมภาษณ์ผู้เรียนหลังเข้าร่วมกิจกรรม “นำเที่ยวเมืองเก่า เล่าเรื่องกำแพงเพชร” วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติทดสอบที (Paired Samples t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลวิจัยพบว่า นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 2 แผน ประกอบไปด้วย กิจกรรมการนำเที่ยวและออกแบบกิจกรรมเพื่อเป็นแนวทางการประชาสัมพันธ์โบราณสถาน จากการสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ใหม่ “PATE Model” โดยใช้หลักการของขั้นตอนการจัดกิจกรรมได้มาจากการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (P,E) สอดแทรกการเห็นคุณค่าและสร้างความซาบซึ้งในขั้นตอนการปฏิบัติงานศิลปะจากทฤษฎีการสร้างความซาบซึ้ง (A) การแบ่งกลุ่มและการทำแบบวัดก่อนและหลังทำกิจกรรมจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐาน (T) สิ่งที่จะได้รับคือ ทักษะหลัก ได้แก่ 1) ทักษะการวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ 2) ทักษะการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ และทักษะรอง ได้แก่ 1) ทักษะการทำงานเป็นทีม และ 2) ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 นักเรียนผู้เข้าร่วมการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรม : กรณีศึกษาจังหวัดกำแพงเพชร มีความรู้ความเข้าใจสูงกว่าก่อนการใช้นวัตกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีระดับการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร สูงกว่าก่อนการใช้นวัตกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พฤติกรรมที่แสดงออกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่าด้านการตอบสนองอยู่ในระดับมากที่สุด …
การพัฒนารูปแบบการสอนปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เสมือนจริงแบบสืบสอบและแบบเสริมต่อการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษา, นภสร ศรีสมบัติ
การพัฒนารูปแบบการสอนปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เสมือนจริงแบบสืบสอบและแบบเสริมต่อการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษา, นภสร ศรีสมบัติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสอนปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เสมือนจริงแบบสืบสอบและแบบเสริมต่อการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการสอนฯ ตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบ คือ 1) ครูวิชาวิทยาศาสตร์ จำนวน 10 คน 2) ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 15 คน ตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบประเมินรูปแบบการสอน 2) แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบจำนวน 3 แผน 3) เว็บไซต์ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เสมือนจริง เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบสัมภาษณ์ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ 2) แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับรูปแบบการสอนฯ 3) แบบทดสอบการรู้วิทยาศาสตร์ 4) แบบสำรวจความคิดเห็นต่อการเรียนตามรูปแบบฯ ที่พัฒนาขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และการทดสอบค่าที่ (t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. รูปแบบการสอนฯ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) สื่อการสอนและสื่อปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เสมือนจริง 2) กิจกรรมการเรียนรู้ 3) กลยุทธ์เสริมการเรียนรู้ และ 4) การวัดและประเมินผล และมีขั้นตอนการสอน 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นกระตุ้นคิดด้วยคำถาม 2) ขั้นวางแผนปฏิบัติการ 3) ขั้นปฏิบัติการเสมือนจริง 4) ขั้นนำเสนอผลปฏิบัติการ 5) ขั้นสรุปผล 2. ผลของการใช้รูปแบบการสอนฯ ที่พัฒนาขึ้น พบว่า 2.1) นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนฯที่พัฒนาขึ้น มีค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้วิทยาศาสตร์หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.2) นักเรียนมีความคิดเห็นต่อรูปแบบการสอนฯ ที่พัฒนาขึ้น ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูงที่มีต่อการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักเรียนมัธยมศึกษา, ปรางทิพย์ วดีศิริศักดิ์
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูงที่มีต่อการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักเรียนมัธยมศึกษา, ปรางทิพย์ วดีศิริศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้ผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูง 2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศระหว่างการทดลองของนักเรียนที่เรียนรู้ผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม จำนวน 1 โรงเรียน โดยใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive selection) และใช้การวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi- experimental design) เครื่องมือที่ใช้วิจัยประกอบด้วย แบบวัดการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักเรียนมัธยมศึกษา แบบสังเกตพฤติกรรมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักเรียนมัธยมศึกษา แบบสัมภาษณ์ และแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติค่าเฉลี่ยเลขคณิต (x̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าทดสอบที (Paired samples t-test) วิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาจำแนกรายองค์ประกอบ ได้แก่ 1) การเข้าถึง 2) การประเมินค่า และ 3) การสร้าง พบว่านักเรียนมีการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในทุกองค์ประกอบ ทั้งนี้นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงระดับการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศโดยภาพรวมดีขึ้น โดยมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนคือก่อนเรียนนักเรียนมีระดับการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ ระดับต่ำมาก คิดเป็นร้อยละ 13.33 ระดับต่ำ คิดเป็นร้อยละ 20 แต่หลังเรียนนักเรียนมีระดับการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศอยู่ในระดับ ดีมาก คิดเป็นร้อยละ 13.33 ระดับดี คิดเป็นร้อยละ 80 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูง มีพัฒนาการการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นทั้งในภาพรวมและจำแนกตามองค์ประกอบ
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานเพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความ เป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา, พิพัฒน์ ทัพเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1) นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 45 คน 2) ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจประเมินรูปแบบการเรียนรู้และเครื่องมือวิจัย จำนวน 7 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา ประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. หลักการหรือแนวคิดเกี่ยวกับการสอน 2. วัตถุประสงค์ 3. กระบวนการเรียนการสอน 4. การวัดและประเมินผล โดยองค์ประกอบด้านการเรียนการสอนแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นสำรวจ 2) ขั้นเรียนรู้ 3) ขั้นประเมินผล 4) ขั้นนำไปใช้ และ 5) ขั้นประยุกต์ความรู้และเผยแพร่ผลงาน 2) ผลของการเสริมสร้างทักษะการอ่าน เขียนภาษาไทย ของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมิฟิเคชัน โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานหลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่า t-test = -23.55 และผลของการสอบถามวัดความตระหนักในความเป็นไทย ของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนรตามแนวคิดเกมิฟิเคชัน โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานหลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่า t-test = -13.78 3) ผลการนำเสนอรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา พบว่า ผลการประเมินรูปแบบอยู่ในระดับดีมาก โดยมีค่า (x ̅= 4.72, S.D. = 0.10) และมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายระหว่างทักษะการอ่าน เขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียน มีค่า .434 ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธ์ในระดับต่ำ
การนำเสนอพื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, วนาลี หนูสม
การนำเสนอพื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, วนาลี หนูสม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน 2) นำเสนอพื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน วิธีการศึกษามี 2 ประเภท คือ การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) และการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ผ่านการคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบมีเกณฑ์ (Criterion Sampling) ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ปัจจัยเชิงทุนทางวัฒนธรรม และปัจจัยเชิงทุนทางสังคมของผู้ปกครองเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้ปกครองสามารถมีส่วนร่วมกับเยาวชนในด้านอาชีพได้ โดยทุนทั้ง 2 ด้านนี้สามารถส่งผลต่อกันและส่งผลไปยังทุนในด้านอื่น ๆ ได้ การมีความรู้ในเรื่องอาชีพทำให้ผู้ปกครองสามารถให้ข้อมูลแก่เยาวชน สร้างทัศนคติด้านอาชีพ และสนับสนุนปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้ โดยหากมีทุนทางวัฒนธรรมน้อยผู้ปกครองที่มีทุนทางสังคมสูงจะใช้ทุนที่เป็นความสัมพันธ์กับเครือข่ายนี้ในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อการมีส่วนร่วมกับเยาวชนในด้านอาชีพทดแทน 2. พื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองที่ช่วยให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมกับเยาวชนในด้านอาชีพได้นั้นอยู่ในลักษณะพื้นที่ผสมผสาน ที่มีการจัดกิจกรรมในรูปแบบการให้ความรู้ การจัดอบรม และเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย ซึ่งสามารถจัดให้เกิดขึ้นได้ผ่านการกำหนดแผนงาน โครงการ การสร้างความร่วมมือ จากกระทรวงศึกษาธิการ หรือที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ที่เป็นผู้มีข้อมูลและดูแลด้านการศึกษาของเยาวชน
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสร้างความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา, วรรณา ชนชนะชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสร้างความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสร้างความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา 3) นำเสนอรูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสร้างความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 94 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินและรับรองรูปแบบฯ แผนการจัดการเรียนรู้ เว็บไซต์ตามรูปแบบฯ แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ และแบบสอบถามวัดความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการเปรียบเทียบพหุคูณภายหลังการวิเคราะห์ความแปรปรวน ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการเรียนรู้ฯ ที่พัฒนาขึ้น มี 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) สื่อเทคโนโลยีและกิจกรรม 2) กระบวนการเรียนการสอน 3) การประเมินผล โดยมี 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นเข้าสู่บทเรียนด้วยบริบท 2) ขั้นเสริมประสบการณ์ 3) ขั้นเรียนรู้แนวคิดสำคัญ 4) ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ ผลของการใช้รูปแบบการเรียนรู้ฯ เป็นดังนี้ 1) นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องหลังเรียนมีความคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนที่มีระดับความคิดสร้างสรรค์แตกต่างกัน เมื่อเรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องมีความคิดสร้างสรรค์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการนำเสนอรูปแบบการเรียนรู้ฯ พบว่า ผลการประเมินรูปแบบการเรียนรู้ฯ อยู่ในระดับมากที่สุด
การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานโดยใช้วิดีโอปฏิสัมพันธ์ การสอนงานและการเรียนรู้แบบฉากทัศน์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะวิชาชีพ, สุธิดา พงษ์เสือ
การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานโดยใช้วิดีโอปฏิสัมพันธ์ การสอนงานและการเรียนรู้แบบฉากทัศน์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะวิชาชีพ, สุธิดา พงษ์เสือ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานโดยใช้วิดีโอปฏิสัมพันธ์ การสอนงานและการเรียนรู้แบบฉากทัศน์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะวิชาชีพ 2) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบ คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ พนักงานบริษัทเอกชนระดับปฏิบัติการ จำนวนทั้งหมด 30 คน ได้มาโดยการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 2) แบบประเมินและรับรองรูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ 3) แผนการฝึกอบรมที่สอดคล้องกับรูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ 4) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ One-way repeated measure ANOVA ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการฝึกอบรมผสมผสานที่พัฒนาขึ้น มี 5 องค์ประกอบ คือ 1) วัตถุประสงค์การฝึกอบรม 2) ผู้ดำเนินการฝึกอบรมและผู้เข้าอบรม 3) สื่อเทคโนโลยี 4) กระบวนการฝึกอบรม 5) การวัดและประเมินผล และมีขั้นตอนการฝึกอบรม ประกอบด้วย 3 ระยะ คือ 1) การเตรียมความพร้อมในการฝึกอบรมแบบผสมผสาน 2) ระหว่างการฝึกอบรมแบบผสมผสาน 3) หลังการฝึกอบรมแบบผสมผสาน และแบ่งออกเป็น 7 ขั้นตอน (1) เกริ่นนำและให้ความรู้ (2) ศึกษาสถานการณ์เรียนรู้ตามสภาพจริง (3) ศึกษาปัญหาและแก้ไขปัญหา (4) เสริมความรู้ (5) แบ่งปันข้อมูลในสังคมเครือข่ายการเรียนรู้ (6) อภิปรายและสรุปผล (7) วัดและประเมินผล พบว่า พนักงานที่ฝึกอบรมโดยใช้รูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ มีสมรรถนะทางวิชาชีพหลังฝึกอบรมสูงขึ้นกว่า ก่อนฝึกอบรมและระหว่างฝึกอบรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับหลักสูตรศิลปศึกษาด้านสถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน, อารียา ศิลปเมธากุล
การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับหลักสูตรศิลปศึกษาด้านสถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน, อารียา ศิลปเมธากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับหลักสูตรศิลปศึกษาด้านสถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนและเพื่อศึกษาผลการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้สถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนสำหรับนิสิตศิลปศึกษาระดับปริญญาตรี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การวิจัยระยะที่ 1 ระยะศึกษาเอกสารและรวบรวมข้อมูล โดยเก็บข้อมูลจากการศึกษาและวิเคราะห์งานเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การลงภาคสนาม และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญแบบเชิงลึก 2 ด้าน จำนวน 10 ท่าน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปศึกษา และผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา การวิจัยระยะที่ 2 ระยะพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบของนวัตกรรมการเรียนรู้ สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ สื่อประกอบการเรียนรู้ และสร้างเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยระยะที่ 3 ระยะทดลองใช้และประเมินผลนวัตกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นิสิตระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 จำนวน 30 คน สาขาวิชาศิลปศึกษาในรายวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ ภาคเรียนที่ 1/2566 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แบบประเมินคุณภาพสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ แบบประเมินคุณภาพเนื้อหาสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนก่อนและหลังเรียน แบบสังเกตพฤติกรรมผู้เรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนต่อนวัตกรรมการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่าองค์ประกอบของการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับหลักสูตรศิลปศึกษาด้านสถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน ประกอบไปด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ และความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมไทย 2. เนื้อหากิจกรรม ประกอบไปด้วย เนื้อหาพื้นฐานทางประวัติความเป็นมาของงานสถาปัตยกรรมไทย ประเภทของงานสถาปัตยกรรมไทย แนวความคิดและคติความเชื่อในการก่อสร้างงานสถาปัตยกรรมไทย องค์ประกอบของสถาปัตยกรรมไทย และตัวอย่างงานศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง 3. การจัดกิจกรรม โดยมีกระบวนการจัดการเรียนรู้ ดังนี้ ขั้นเตรียมความรู้พื้นฐาน ขั้นแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขั้นวางแผนกิจกรรม ขั้นสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูล ขั้นสรุปผลและนำเสนอผลงาน และขั้นประยุกต์ใช้และประเมินผล 4. สื่อการเรียนรู้จากแหล่งการเรียนรู้ออนไลน์ และสื่อการเรียนรู้จริงเสมือนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 5. การวัดและประเมินผล โดยประเมินจากความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ พบว่าผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.50, SD. = .61) และการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน พบว่าผู้เรียนเกิดการใฝ่รู้ และอยากจะสืบหาความรู้ต่อยอดด้วยตนเองส่งผลให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสถาปัตยกรรมไทยมากยิ่งขึ้น
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา, ปานเรขา นามประกาย
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา, ปานเรขา นามประกาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับมัธยมศึกษา สังกัดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์และแบบสังเกต การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์ด้วยสถิติบรรยายและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลจากการวิจัย พบว่า 1. สภาพการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโดยภาพรวม พบว่า ครูมีระดับการปฏิบัติมากทุกด้าน เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยรายด้าน พบว่า ในด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยรายด้านในการปฏิบัติน้อยที่สุด เนื่องจากครูละเลยการนำผลลัพธ์หรือนวัตกรรมไปใช้ รวมถึงการพิจารณาผลลัพธ์ ปรับปรุงเพิ่มมูลค่าผลลัพธ์ ในขณะที่ด้านสื่อการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยรายด้านในการปฏิบัติมากที่สุด เนื่องจากครูส่วนใหญ่นำสื่อเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการเรียนการสอนเพื่อเอื้อให้นักเรียนสะดวกต่อการค้นคว้าแนวคิดใหม่ ๆ ขยายขอบข่ายแนวคิดของตนเองอย่างไม่จำกัด 2. แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ 2.1 การเตรียมการสอน คัดเลือกเนื้อหาและสอดแทรกสถานการณ์ปัญหาที่กระตุ้นความสนใจ เพื่อให้นักเรียนมีมุมมองในการสร้างแนวคิดที่หลากหลายและอิสระ 2.2) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยคัดเลือกวิธีการสอนที่มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องตามกระบวนการนวัตกรรม เปิดโอกาสในนักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ 2.3) สื่อการเรียนการสอน เลือกใช้สื่อที่สามารถเชื่อมโยงแนวคิดและกระบวนการพัฒนาผลลัพธ์หรือนวัตกรรม 2.4) การวัดและประเมินผล วัดและประเมินผลโดยพิจารณาความสามารถในการสร้างแนวคิดและพัฒนาแนวคิดสู่ผลลัพธ์หรือนวัตกรรมตามกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ
Strengthening China's Response To Economic Losses Caused Byship Oil Pollution: Advancing Compensation Mechanisms, Meiyi Gai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
China's oil pollution compensation system, established relatively late, has an imperfect legal framework, leading to numerous issues in claim settlements. Frequent oil pollution incidents significantly damage its marine ecosystem and harm affected parties. Despite initial efforts, China's compensation framework is less effective than those of developed countries. This paper examines the current challenges in China's compensation mechanism for ship oil pollution damage, drawing lessons from Canada and the United States, and proposing improvements. Through a comprehensive literature review and comparative analysis, the study identifies legislative strengths and weaknesses, aiming to improve China's system by adopting a dual-track compensation mechanism that …
The Advent Of Facial Recognition And The Erosion Of The Rule Of Law In "Moscow Smart City", Antonina Semivolos
The Advent Of Facial Recognition And The Erosion Of The Rule Of Law In "Moscow Smart City", Antonina Semivolos
Cardozo Journal of Equal Rights & Social Justice
The Russian government's deployment of facial recognition technology in Moscow, exemplified by the Popova case, highlights the erosion of civil liberties due to insufficient legal regulation and the absence of safeguards against surveillance overreach. This deployment underscores the broader decline in democratic principles and civil society's diminished capacity to challenge authoritarian measures.
Accessibility In The Digital Age - Why The United States Needs A New Approach To The Americans With Disabilities Act, William J. Seguin
Accessibility In The Digital Age - Why The United States Needs A New Approach To The Americans With Disabilities Act, William J. Seguin
Cardozo Journal of Equal Rights & Social Justice
The note argues that the Americans with Disabilities Act (ADA) must be updated to address digital accessibility, as its current framework, designed for the physical world, fails to accommodate the realities of the digital age. The ADA's success in promoting physical accessibility contrasts sharply with its inadequacy in ensuring equal access to digital spaces, highlighting the need for a new approach that includes digital platforms under its protections.
Annotated Legal Bibliography
Cardozo Journal of Equal Rights & Social Justice
No abstract provided.
Education, Democracy, And Propaganda: An Epistemological Crisis, Sonja Varbelow, William Yaworsky
Education, Democracy, And Propaganda: An Epistemological Crisis, Sonja Varbelow, William Yaworsky
Anthropology Faculty Publications
This article explores the causes of the epistemological crisis that gave rise to conspiracy theories which culminated in large swathes of the U.S. population refusing to accept the outcome of a democratic election. An epistemological crisis is defined by a blurring of facts and falsehoods to the degree that blatant and obvious propaganda holds sway over large segments of the population, resulting in truth decay. We provide an analysis of the propaganda themes collected and identified by the Computational Propaganda Project from April through July of 2020 that demonstrate their prevalence in American social media platforms. We then show how …
More Than An Icon: Taking Shirley Chisholm At Her Word, Marissa Jackson Sow
More Than An Icon: Taking Shirley Chisholm At Her Word, Marissa Jackson Sow
Law Faculty Publications
Shirley Anita St. Hill Chisholm is an American hero, one whose legacy and likeness have achieved iconic status within popular political culture, particularly as women have increasingly sought elected office. In 2019 in her home state of New York, Governor Andrew Cuomo created a state park in her honor. Several months earlier, New York City mayor Bill de Blasio’s administration had announced the creation of a monument in Chisholm’s honor in Brooklyn’s Prospect Park. Both sites incorporate and rely on both the visual depictions of Chisholm that have become political iconography—the Congresswoman’s dark brown face and glasses centered by a …
Conceptualizing The Construct Of Ocean Identity, Miriah R. Kelly, Jo-Marie Kasinak, Emma Mckinley, Caitlin Mclaughlin, Jamie M.P. Vaudrey, Jennifer Mattei
Conceptualizing The Construct Of Ocean Identity, Miriah R. Kelly, Jo-Marie Kasinak, Emma Mckinley, Caitlin Mclaughlin, Jamie M.P. Vaudrey, Jennifer Mattei
Biology Faculty Publications
The construct of ocean identity provides a valuable lens that can unpack the multiple dimensions of human connections with ocean spaces, and crucially places importance on the integration of cognitive, affective, and behavioral components. The construct of ocean identity is applicable in academic and professional contexts, and is largely unexplored from both qualitative and quantitative research perspectives. This comment article presents a revised definition of ocean identity and posits a useful conceptual framework based on a robust analysis of literature to unveil the multiple dimensions that may explain an individuals’ ocean identity. Here we identify a series of attributes that …
Fighting For Whiteness In Ukraine, Marissa Jackson Sow
Fighting For Whiteness In Ukraine, Marissa Jackson Sow
Law Faculty Publications
Teri McMurtry-Chubb’s Race Unequals: Overseer Contracts, White Masculinities, and the Formation of Managerial Identity in the Plantation Economy offers groundbreaking insights into the gendered economic hierarchies internal to the body politic of whiteness through its examination of the limitations that plantation overseers’ contracts in the American Deep South placed on their ability to exercise the proprietorship and contracting authority prerequisite to white identity. This Essay uses the Ukrainian campaign to be recognized as a liberal white nation, and formally become a member of the West, as a contemporary case study of how whiteness remains hegemonized and subject to the ability …
Development Of A Pseudotype-Based Neutralization Test For Sars-Cov-2 Antibody Measurement, Kunlanan Charsangbong
Development Of A Pseudotype-Based Neutralization Test For Sars-Cov-2 Antibody Measurement, Kunlanan Charsangbong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The gold standard for measuring anti-SARS-CoV-2 neutralizing antibody is a live-virus neutralization test (VNT). However, VNT is rather complex and must be performed in a biosafety level 3 facility. Therefore, a gene-encoding spike protein of the original SARS-CoV-2 variant was designed to develop a lentivirus-based SARS-CoV-2 pseudotype in this study to replace the live virus, which can be conducted in a biosafety level 2 facility. The 2nd generation lentiviral pseudotype with green fluorescent protein (GFP) and the 3rd generation lentiviral pseudotype with luciferase as a reporter system, respectively, provided a sufficient titer (TCID50/mL) for a neutralization test. However, the 3rd …
Ip Development Strategies For Chinese Theaters In The Context Of The Creative Industries, Daiyi Yang
Ip Development Strategies For Chinese Theaters In The Context Of The Creative Industries, Daiyi Yang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the context of the Chinese creative industries and the digital age, this study derived a definition of theater IP from the general point of view and the context of the Internet: 1) the theater original work, which is protected by IP law for its creativity and originality, where the protected interests include ownership of rights and interests ; 2) having a high degree of market recognition and exhibiting both cultural communication value and commercial worth ; and 3) as a core factor that increases the integration and expansion activity of the theater with other creative industries and media communication …
The Investigation Of Using Dynamic Assessment To Enhance English Academic Vocabulary Knowledge Of Thai Low Proficiency Undergraduate Students, Duangkamon Klungthong
The Investigation Of Using Dynamic Assessment To Enhance English Academic Vocabulary Knowledge Of Thai Low Proficiency Undergraduate Students, Duangkamon Klungthong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Students in university settings require English academic vocabulary to succeed in academic English (Phoocharoensil, 2015). Vocabulary learning strategies (VLS) are tools to help learners acquire and improve vocabulary knowledge (Nation, 2001), and an examination of the dynamic nature of employing VLS should be conducted (Gu, 2020). Dynamic assessment (DA) is an alternative assessment that consistently and systematically combines assessment and instruction to help learners reach their zone of proximal development (ZPD) by using mediation from more competent others (Lantolf & Poehner, 2004). Thus, this study used DA to equip learners with VLS to learn academic vocabulary. The study aimed to …
The Effects Of Speaking Portfolios On Speaking Ability And Interactional Competence Of Thai Efl Undergraduate Students, Pirada Anuwech
The Effects Of Speaking Portfolios On Speaking Ability And Interactional Competence Of Thai Efl Undergraduate Students, Pirada Anuwech
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Interactional competence has been in the lime light of L2 instruction and assessment over the recent decades as well as the use of portfolio assessment in language classrooms to provide students with opportunities to monitor their own progress as well as enhancing their language skills. This present study was thus conducted to examine the effects of using speaking portfolios on speaking ability and interactional competence of Thai EFL undergraduate students in order to serve three major objectives as follows: 1) to examine the effects of using speaking portfolios on students’ speaking ability ; 2) to examine the effects of using …
การแปลการเล่นคําจากหนังสือ The Unofficial Harry Potter Joke Book: Great Guffaws For Gryffindor ของ Brian Boone, เพ็ญสิริ บุญแสนแผน
การแปลการเล่นคําจากหนังสือ The Unofficial Harry Potter Joke Book: Great Guffaws For Gryffindor ของ Brian Boone, เพ็ญสิริ บุญแสนแผน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการแปลการเล่นคําจากหนังสือ The Unofficial Harry Potter Joke Book: Great Guffaws for Gryffindor ของ Brian Boone จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ตัวบทเป็นการนำเสนอมุกตลกหลากหลายรูปแบบในบริบทของหนังสือและภาพยนตร์ชุดเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ ซึ่งการนำเสนอมุกตลกนั้นมีการใช้การเล่นคำที่โดดเด่น การแปลการเล่นคำในคู่ภาษาที่มีลักษณะการใช้ภาษาที่แตกต่างกันนั้นมีความท้าทายและไม่อาจทำได้ง่าย ผู้วิจัยนำแนวทางการแปลการเล่นคำของเดิร์ก เดอลาบาสติตา มาใช้เป็นแนวทางในการแปลการเล่นคำในตัวบท ประกอบกับการศึกษาโครงสร้างและบทบาทการเล่นคำในภาษาอังกฤษและภาษาไทย และแนวทางการนำเสนอความตลกในบริบทภาษาไทย เพื่อให้เข้าใจลักษณะการเล่นคำและสามารถถ่ายทอดบทแปลที่รักษาไว้ซึ่งการเล่นคำและความตลกได้อย่างเหมาะสม ผลการวิจัยพบว่า การแปลเพื่อรักษาการเล่นคำในตัวบทมุกตลกซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของสารนิพนธ์เล่มนี้ สามารถทำได้โดยใช้แนวทางการแปลการเล่นคำของเดิร์ก เดอลาบาสติตา และคำนึงถึงลักษณะการเล่นคำที่เหมาะสมและเป็นไปได้ในภาษาไทย รวมถึงสร้างสรรค์ความตลกในบทแปลตามแนวทางการนำเสนอความตลกที่รวบรวมโดยนารีรัตน์ บุญช่วย จึงทำให้สามารถถ่ายทอดบทแปลที่คงไว้ซึ่งการเล่นคำที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับและสร้างความตลกสนุกสนานให้กับผู้อ่านบทแปลได้
Does Esg Matter In Corporate Takeover?, Sann Wai Lhyan
Does Esg Matter In Corporate Takeover?, Sann Wai Lhyan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
As Environmental, Social, and Governance scores (ESG) are increasingly becoming aware to the public, it is imperative to understand the impact of ESG on firm values, especially in the Asia-Pacific region, as it is home to a diverse and rapidly growing economy, including emerging markets. Therefore, the purpose of this study is to investigate the relationship between ESG and firm value using the takeover market as an empirical setting. The primary focus of the study involves examining the influence of ESG on the occurrence of takeovers through binary logistic regression. Subsequently, the study explores the association between ESG and target …
Exploring The Link Between Esg Scores And Downside Risks Of Stock Returns During Periods Of Negative Shock : Evidence In Apac, Nattakij Summakarawa
Exploring The Link Between Esg Scores And Downside Risks Of Stock Returns During Periods Of Negative Shock : Evidence In Apac, Nattakij Summakarawa
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the empirical association between Environmental, Social, and Governance (ESG) factors and downside risks in stock returns during negative shocks focusing on 13 countries within the Asia-Pacific (APAC) region. The study assesses ESG performance using combined ESG scores, E pillar, S pillar, G pillar and controversy scores, examining their impact on downside risk measured by Value at Risk (VaR) and Maximum Drawdown (MDD). The sample includes publicly traded companies across diverse APAC countries from 2012 to 2021. The research contextualizes the global significance of ESG practices, emphasizing their role in mitigating financial risks and contributing to sustainable financial …
The Effect Of Earning Surprise On Market Reaction At Various Free Float Levels: An Event Study In Thailand, Netchanok Thongplod
The Effect Of Earning Surprise On Market Reaction At Various Free Float Levels: An Event Study In Thailand, Netchanok Thongplod
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the complex relationship between free float and market reactions to earnings surprises within the context of the Thai stock market, casting light on the role of free float in influencing market efficiency and investor behavior. The study examines the Efficient Market Hypothesis (EMH), which states that stock prices reflect all available information, making consistent market outperformance difficult. However, it acknowledges that market inefficiencies can occur, with earnings surprises as one possible source. The study investigates how the level of free float or the number of shares available for trading impact the speed and precision of market adjustments …
The Impact Of Green House Gas Emission On Firm's Performance In Japan, Chanikan Veerachadsakulchai
The Impact Of Green House Gas Emission On Firm's Performance In Japan, Chanikan Veerachadsakulchai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the impact of greenhouse gas (GHG) emissions on corporate financial performance in Japan, with a particular focus on the role of environmental regulations. We hypothesize that while lower GHG emissions generally enhance financial performance, the benefits diminish beyond a certain point. Additionally, we examine how stringent environmental regulations influence this relationship. We use total GHG emissions and total GHG emissions per company’s enterprise value including cash (EVIC) as the proxies. The results indicate that GHG emissions negatively impact corporate financial performance, as measured by ROA and Tobin's Q. However, the regulatory environment, whether stringent or not, does …
The Influence Of Esg Performance On The Cost Of Debt: Evidence From Asia Pacific Countries: The Moderating Role Of Economic Policy Uncertainty, Wiraya Nillaorsrisakul
The Influence Of Esg Performance On The Cost Of Debt: Evidence From Asia Pacific Countries: The Moderating Role Of Economic Policy Uncertainty, Wiraya Nillaorsrisakul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This paper examines the influence of ESG performance on the cost of debt (CoD) in Asia-Pacific firms from 2010 to 2022. It is among the first to explore how ESG performance scores affect the cost of debt against different economic conditions and market maturity levels.The study finds that companies with higher ESG ratings, particularly environmental and social dimensions, correlate with lower borrowing costs. Governance scores also matter, but they don't seem to influence borrowing costs as much. Additionally, the paper reveals that ESG's impact on borrowing costs is stronger in developed countries than in emerging ones. The research also indicates …