Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2023

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 991 - 1020 of 1069

Full-Text Articles in Entire DC Network

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในผู้ที่เป็นมะเร็งโลหิตวิทยาหลังได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด, ยศวดี ยินดี Jan 2023

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในผู้ที่เป็นมะเร็งโลหิตวิทยาหลังได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด, ยศวดี ยินดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเพศ อายุ ระดับการศึกษา ภาวะซึมเศร้า การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และแรงสนับสนุนทางสังคม กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในผู้ที่เป็นมะเร็งโลหิตวิทยาหลังได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด โดยใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์เป็นกรอบแนวคิด กลุ่มตัวอย่าง คือผู้ที่เป็นมะเร็งโลหิตวิทยาหลังได้รับการปลูกถ่ายฯ ในระยะ 1 ปีแรก และมาตรวจติดตามการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลในสังกัดของรัฐที่มีศูนย์ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 107 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนกันยายน ถึงเดือนพฤศจิกายน 2566 โดยใช้แบบสอบถามจำนวน 6 ชุด ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าฉบับภาษาไทย แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเอง แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม และแบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในผู้ที่เป็นมะเร็งโลหิตวิทยาหลังได้รับการปลูกถ่ายฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์อีต้า ค่าสหสัมพันธ์ของสเปียร์แมนและค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับสูง ( X = 3.45, SD. = .37) การรับรู้ความสามารถของตนเอง การรับรู้ประโยชน์ แรงสนับสนุนทางสังคมและเพศหญิง มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .525, .488, .428, และ .151 ตามลำดับ; p < .05) ภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = -.399; p < .05) ส่วนอายุและระดับการศึกษาไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ผลการวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงปัจจัยที่สัมพันธ์ในเชิงสนับสนุนและขัดขวางการมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ดังนั้นพยาบาลควรจัดกิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพให้สอดคล้องกับปัจจัยที่สัมพันธ์และประสบการณ์ส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วย เพื่อคงไว้ซึ่งการมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพและสุขภาวะที่ดีอย่างต่อเนื่อง


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ที่มีอายุน้อยที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง, สาธิตา วัชรดิลก Jan 2023

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ที่มีอายุน้อยที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง, สาธิตา วัชรดิลก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงบรรยายครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีอายุน้อย และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ดัชนีมวลกาย ระดับความรุนแรงของโรค อาการเหนื่อยล้า ภาวะซึมเศร้า และความทุพพลภาพทางร่างกายกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างผู้ที่มีอายุระหว่าง 18-45 ปีที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง จำนวน 150 คน จากโรงพยาบาลขนาดตติยภูมิในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งสุ่มเลือกจาก 3 โรงพยาบาล เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินระดับความรุนแรงของโรคหลอดเลือด แบบประเมินความเหนื่อยล้า แบบประเมินอาการซึมเศร้า แบบประเมินระดับทุพพลภาพทางร่างกาย และแบบประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง .93-1.00 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของ‍‍คร‍อ‍นบาคได้อยู่ระหว่าง .842-.976 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Pearson‘s Correlation ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอายุน้อยมีคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี และพบว่า ระดับความรุนแรงของโรค ความทุพพลภาพทางร่างกาย ภาวะซึมเศร้า อาการเหนื่อยล้า และดัชนีมวลกาย มีความสัมพันธ์ด้านลบกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอายุน้อยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (r = -.753, -.736, -.708, -.658 และ -.561 ตามลำดับ)


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการนอนไม่หลับในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2, อุมาพร โกปิยนันท์ Jan 2023

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการนอนไม่หลับในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2, อุมาพร โกปิยนันท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอาการนอนไม่หลับในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ภาวะซึมเศร้า ดัชนีมวลกาย ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด ความเชื่อและทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการนอนหลับ และสุขวิทยาการนอนหลับกับอาการนอนไม่หลับ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 141 คน ที่มารับบริการคลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิและตติยภูมิ 4 แห่งซึ่งสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ ในจังหวัดจันทบุรี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลและการเจ็บป่วย แบบประเมินภาวะซึมเศร้า แบบประเมินความเชื่อและทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการนอนหลับ แบบประเมินสุขวิทยาการนอนหลับ และแบบประเมินอาการนอนไม่หลับ ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิห้าคน และมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.80, 0.73, 0.81 และ 0.88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยอาการนอนไม่หลับของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระยะเริ่มแรกของการมีอาการนอนไม่หลับ (M = 9.83, SD = 4.73) และภาวะซึมเศร้า ดัชนีมวลกาย ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด ความเชื่อและทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการนอนหลับ และสุขวิทยาการนอนหลับ มีความสัมพันธ์กับอาการนอนไม่หลับในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r เท่ากับ .451, .289, .273, .471 และ .568 ตามลำดับ)


ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กงต่ออาการเหนื่อยล้านอนไม่หลับ และวิตกกังวลในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดแบบเสริม, อรุณศรี สารธิมา Jan 2023

ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กงต่ออาการเหนื่อยล้านอนไม่หลับ และวิตกกังวลในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดแบบเสริม, อรุณศรี สารธิมา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิต แบบชี่กงต่อความเหนื่อยล้า นอนไม่หลับและอาการวิตกกังวล ในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดแบบเสริม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมเพศหญิงที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นมะเร็งเต้านมในระยะที่ 1-3 อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ได้รับยาเคมีบำบัดเสริม จำนวน 42 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 21 คน โดยจับคู่ให้มีความคล้ายคลึงกันของ อายุ ระยะของโรคมะเร็ง ยาเคมีบำบัดสูตรเดียวกัน และจำนวนรอบของการได้รับเคมีบำบัด โดยกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ในขณะที่กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กง ซึ่งพัฒนาขึ้นจากแบบจำลองการจัดการอาการของ Dodd และคณะ (2001) และแนวคิดการบริหารกาย-จิตแบบชี่กง ของ นพ. เทอดศักดิ์ เดชคง (2545) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินอาการเหนื่อยล้า แบบประเมินอาการนอนไม่หลับ แบบประเมินอาการวิตกกังวล วิเคราะห์หาค่าความเที่ยงของเครื่องมือโดยหาค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาค ได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .96, .81, และ .80 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Wilcoxon signed ranks test และ Independent t-test ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนเฉลี่ยอาการเหนื่อยล้า อาการนอนไม่หลับ และอาการวิตกกังวลของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดแบบเสริมหลังได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิต แบบชี่กงต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิต แบบชี่กง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนเฉลี่ยอาการเหนื่อยล้า อาการนอนไม่หลับ และอาการวิตกกังวลของกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิต แบบชี่กงต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของการใช้ผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็นต่อความปวดของผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง, ณัฐพงศ์ จันมาลา Jan 2023

ผลของการใช้ผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็นต่อความปวดของผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง, ณัฐพงศ์ จันมาลา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความปวดของผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง ระหว่างกลุ่มทดลองที่ใช้ผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็น และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติในวันที่ 1, 2 และ 3 หลังการผ่าตัด กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยอายุ 18 ปีขึ้นไปโรคระบบทางเดินอาหารที่รับไว้ในหอผู้ป่วยศัลยกรรมโรงพยาบาลสมุทรปราการ เพื่อทำการผ่าตัดแบบเปิดช่องท้อง จำนวน 60 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 30 ราย กลุ่มทดลอง 30 ราย จับคู่ (Matched pairs) ให้กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีลักษณะใกล้เคียงกัน แล้วจัดกลุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่มด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายด้วยการจับฉลาก กลุ่มทดลองได้รับผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็น โดยทำการรัดหน้าท้องประคบเย็นในวันที่ 1,2 และ 3 หลังการผ่าตัดเปิดช่องท้อง ประคบวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 20 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย นวัตกรรมผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็นที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบประเมินความปวดแบบมาตรวัดตัวเลข ที่ได้ทำการทดสอบค่าความเที่ยงด้วยการวัดซ้ำได้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน r= .897 แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกการใช้นวัตกรรมผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Repeated-measures ANOVA และ Post-hoc Pairwise comparisons ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยผลต่างคะแนนความปวดของผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้องโรคในระบบทางเดินอาหารที่ได้รับผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็น ในวันที่ 1, 2 และ 3 ลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


รูปแบบการอยู่อาศัยและการออมของผู้สูงอายุไทย, พิฤดา พยัคฆ์ Jan 2023

รูปแบบการอยู่อาศัยและการออมของผู้สูงอายุไทย, พิฤดา พยัคฆ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงรูปแบบการอยู่อาศัยที่มีผลต่อการออมของผู้สูงอายุไทย โดยมีตัวแปรควบคุม ประกอบด้วย ปัจจัยทางประชากร ปัจจัยทางเศรษฐกิจ และปัจจัยทางสังคม โดยใช้ข้อมูล การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 ของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ มาทำการวิเคราะห์เชิงปริมาณแบบสองทางเลือกด้วยวิธี Probit model ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนแหว่งกลางจะมีโอกาสออมน้อยกว่า เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง และมีโอกาสออมน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับรูปแบบการอยู่อาศัยแบบอื่น ซึ่งมีผลมาจากภาวะหนี้สินของตนเอง หรือ หนี้สินของครัวเรือน โดยจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลแบบไขว้ ชี้ให้เห็นว่า เกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนแหว่งกลางมีหนี้สินของครัวเรือนอยู่ ในขณะที่จำนวนผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่เพียงลำพังและมีหนี้สิน มีจำนวนไม่ถึง ร้อยละ 20 นอกจากนี้การมีเงินออมของผูู้สูงอายุมีความสัมพันธ์กับเพศของผู้สูงอายุ ซึ่งพบว่า ผู้สูงอายุหญิงส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่ไม่มีหนี้สิน และมีสัดส่วนของการได้รับการเกื้อหนุนจากบุตรสูง จึงมีโอกาสในการออมมากกว่า เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุชาย ทั้งนี้ผู้สูงอายุช่วงตอนปลายส่วนใหญ่อยู่ในครัวเรือนปลอดหนี้ ทำให้มีโอกาสในการออมมากกว่า เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุช่วงอื่น สำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในทุกระดับการศึกษา จะทำให้มีโอกาสออมมากกว่า ผู้สูงอายุที่ไม่มีการศึกษา โดยสะท้อนให้เห็นว่า รูปแบบการอยู่อาศัย มีผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีของผู้สูงอายุ รวมถึงการเกื้อหนุนจากบุตรในครัวเรือนและนอกครัวเรือน ที่เป็นอีกหนึ่งทางในการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมี ออมมากขึ้น เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับการเกื้อหนุนจากบุตร หรือ ไม่มีบุตร อีกทั้งภาวะหนี้สินของผู้สูงอายุ เช่น หนี้สินของตนเอง และหนี้สินของครัวเรือน เป็นประเด็นท้าทายที่ผู้สูงอายุต้องเผชิญ อันส่งผลต่อการออมโดยตรง


รูปแบบการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน, สุพัตรา นุตรักษ์ Jan 2023

รูปแบบการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน, สุพัตรา นุตรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method Research) ประเภทการวิจัยแบบขั้นตอนเชิงอธิบายตามลำดับ (Explanatory sequential design) มีวัตถุประสงค์เพื่อ1)ศึกษาสภาวการณ์การสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนด้านการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน 2)วิเคราะห์โครงสร้างและผู้กระทำการที่เกี่ยวข้องในการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน และ 3)นำเสนอรูปแบบการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน ประชากรที่ศึกษาได้แก่ ผู้สูงอายุตอนต้นที่มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ในเขตสุขภาพที่ 5 และผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ บุคลากรในหน่วยงานสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและในหน่วยงานของรัฐ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามเพื่อสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง และแนวคำถามสำหรับการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างสำหรับผู้สูงอายุ บุคลากรในหน่วยงานสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและในหน่วยงานของรัฐ เครื่องมือในการดำเนินการวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และดัชนีความสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของข้อคําถาม และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม ทั้งฉบับ=.86 ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาวการณ์การสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนด้านการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( x ̅ = 3.64 , S.D.= 0.66) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามสามารถทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน เช่น เล่านิทาน กิจกรรมศิลปะ ร้องเพลงหรือเต้นประกอบเพลง เป็นต้น อยู่ในระดับมากที่สุด ( x ̅ = 4.82 , S.D.= 0.48) รองลงมาคือ เห็นความสำคัญในเรื่องการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด ( x ̅ = 4.70 , S.D.= 0.57) และมีความเห็นว่า ความสูงวัยเป็นข้อจำกัดในการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน อยู่ในระดับน้อย ( x ̅ = 1.92 , S.D.= 0.55) เป็นอันดับสุดท้าย ผลการวิเคราะห์โครงสร้างและผู้กระทำการที่เกี่ยวข้องในการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียนพบว่า หลักการร่วมของการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียนในชุมชน บุคลากรของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตลอดจนผู้สูงอายุ พบว่า มีความเชื่อมโยงและเป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยมีรูปแบบการสื่อสารทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการผ่านสื่อสังคมออนไลน์ แต่แนวปฏิบัติในการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้มีโอกาสนำเสนอองค์ความรู้และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียนยังค่อนข้างพบได้น้อย อีกทั้งไม่มีนโยบายจ้างงานผู้เกษียณอายุ และหน่วยงานของรัฐและท้องถิ่นควรให้การสนับสนุนทั้งในรูปของบุคลากร งบประมาณ ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง จากการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพื่อนำเสนอรูปแบบการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชน เพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบดังกล่าว ประกอบด้วย 1)หลักการร่วมโดยการกำหนดเป้าหมายความสำเร็จร่วมกัน 2)ส่งเสริมการเข้าร่วมกิจกรรมระหว่างผู้สูงอายุและเด็กวัยก่อนเรียนอย่างต่อเนื่อง 3)กฎเกณฑ์ข้อบังคับที่บูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่าย 4)การสื่อสารเพื่อเกิดทัศนคติเชิงบวก 5)พลังทางสังคมที่เกิดจากการจัดหาแหล่งทรัพยากรและเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงให้กับผู้สูงอายุ และ6) ตระหนักความสำคัญของเด็กและสร้างค่านิยมร่วมในการเคารพผู้สูงอายุ


ผลของโปรแกรมการส่งเสริมอัตมโนทัศน์ทางเพศผ่านโมไบล์แอปพลิเคชันต่อการทำหน้าที่ทางเพศในเพศชายที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหลังได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจ, จิรพงศ์ ศรีเทพ Jan 2023

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมอัตมโนทัศน์ทางเพศผ่านโมไบล์แอปพลิเคชันต่อการทำหน้าที่ทางเพศในเพศชายที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหลังได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจ, จิรพงศ์ ศรีเทพ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมอัตมโนทัศน์ทางเพศผ่านโมไบล์แอปพลิเคชันต่อการทำหน้าที่ทางเพศในเพศชายที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหลังได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจ อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง แบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 22 คน จับคู่ทั้งสองกลุ่มให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันในเรื่องอายุ และประเภทของยาที่ใช้รักษาโรคหัวใจ กลุ่มควบคุมจะได้รับการพยาบาลปกติ ในขณะที่กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมอัตมโนทัศน์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดดัชนีสากลของการทดสอบสมรรถภาพทางเพศ แบบสอบถามอัตมโนทัศน์ทางเพศ ทดสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1 และ 0.82 และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.92 และ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิตทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนเฉลี่ยการทำหน้าที่ทางเพศในบุคคลเพศชายที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหลังได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมอัตมโนทัศน์ทางเพศผ่านโมไบล์แอปพลิเคชันดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรมส่งเสริมอัตมโนทัศน์ทางเพศผ่านโมไบล์แอปพลิเคชันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนเฉลี่ยการทำหน้าที่ทางเพศในบุคคลเพศชายที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหลังได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมอัตมโนทัศน์ทางเพศผ่านโมไบล์แอปพลิเคชันมีการทำหน้าที่ทางเพศดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, นิภาภรณ์ เที่ยงหนู Jan 2023

ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, นิภาภรณ์ เที่ยงหนู

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงทำนายครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง และศึกษาปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ที่มารับการรักษาที่แผนกตรวจผู้ป่วยนอก ในสถาบันประสาทวิทยา และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 120 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินคุณภาพชีวิต แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน แบบประเมินภาระการดูแล แบบประเมินภาวะซึมเศร้า แบบประเมินสัมพันธภาพในครอบครัว และแบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม โดยเครื่องมือมีคุณภาพทั้งความตรงตามเนื้อหาและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สัมประสิทธิ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคุณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองมีคุณภาพชีวิตปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 95.89 (S.D. = 11.48) ปัจจัยที่ทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคม (β = .34, <.001) ภาวะซึมเศร้า (β = -.47, p <.001) และ ความสามารถในการทำกิจวัตร ประจำวันของผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง (β = .33, p =.005) สามารถร่วมกันทำนาย คุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ได้ร้อยละ 33 โดยการสนับสนุนทางสังคมถือเป็นปัจจัยหลักในการทำนายคุณภาพชีวิตผู้ดูแลในครอบครัว


ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด, ปรียาภรณ์ หงส์พิมลมาศ Jan 2023

ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด, ปรียาภรณ์ หงส์พิมลมาศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงพรรณนา นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ และความสัมพันธ์ระหว่างอายุ เพศ ระดับAlbuminในเลือด ชนิดของโรค ระยะของโรคมะเร็ง จำนวนครั้งที่ได้รับเคมีบำบัด โรคร่วม พฤติกรรมการดูแลตนเอง และกิจกรรมทางกาย กับภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่มาใช้บริการในแผนกผู้ป่วยนอกคลินิกโลหิตวิทยา โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จำนวน 114 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด และแบบสอบถามกิจกรรมทางกาย โดยแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด และแบบสอบถามกิจกรรมทางกาย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีคุณภาพดีทั้งความตรงเชิงเนื้อหาและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยการใช้สถิติถดถอยโลจิสติค ผลการวิจัยพบว่าผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัดเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ร้อยละ 34.2 และส่วนใหญ่เกิดในครั้งแรกของการได้รับยาเคมีบำบัด ร้อยละ 48.7 และเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำเพียง 1 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 84.6 โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำมากขึ้น ได้แก่ เพศหญิง ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ระดับอัลบูมินในเลือดต่ำ (< 3.5 g/dL) เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะแพร่กระจาย จำนวนครั้งที่ได้รับยาเคมีบำบัด และการมีโรคร่วม (OR=5.43, 1.68, 4.76, 1.62, 1.83, 2.33 ตามลำดับ p<.05) ส่วนปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ท่าให้เกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่าลดลงในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน่าเหลือง ได้แก่ กิจกรรมทางกาย (OR= 0.58, p<.05) และปัจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่า ได้แก่ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และ ชนิดของโรคมะเร็ง (OR=0.62, 1.15 ตามล่าดับ p>.05)


ปัจจัยทำนายความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, ผกายรัตน์ สหเจริญชัย Jan 2023

ปัจจัยทำนายความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, ผกายรัตน์ สหเจริญชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายเพื่อศึกษาอำนาจการทำนายความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มตัวอย่างเป็น ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองชนิดแตก ตีบตัน ครั้งแรก/เป็นซ้ำ ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 114 ราย ที่มารับการตรวจติดตามการรักษา ณ แผนกผู้ป่วยนอกหน่วยตรวจโรคประสาทศัลยศาสตร์และอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลตำรวจ และสถาบันประสาทวิทยา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน แบบประเมินภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล แบบประเมินโรคร่วม แบบประเมินความเหนื่อยล้า และแบบประเมินระดับความพิการ แบบสอบถามหาค่าความตรงเชิงเนื้อหาได้เท่ากับ .88,1, .99 และ 1 ตามลำดับ ส่วนแบบประเมินระดับความพิการซึ่งเป็นแบบประเมินมาตรฐาน มีการนำมาใช้ในการวิจัยอย่างแพร่หลายดังนั้นผู้วิจัยจึงไม่ทำการทดสอบซ้ำ และได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .87, .88, .89, .97 และ .78 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบเป็นขั้นตอน ผลการศึกษา พบว่า 1. ผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง มีความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 86.40 (SD = 21.56) 2. ปัจจัยที่สามารถทำนาย ความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองได้สูงสุด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ระดับความพิการ (beta = .447) รองลงมา คือ ภาวะโรคร่วม (beta = .310) ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล (beta = .251) และ ความเหนื่อยล้า (beta = .155) ตามลำดับ โดยตัวแปรทำนายทั้ง 4 ตัวแปร สามารถทำนายความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ได้ร้อยละ 78.1 (Adjusted R2 = .781, F = 187.420, p<. 05) อย่ำงมีนัยสำคัญทำงสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของผู้ที่เป็นมะเร็ง, พนิดา ตึกหิน Jan 2023

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของผู้ที่เป็นมะเร็ง, พนิดา ตึกหิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของผู้ที่เป็นมะเร็ง และความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ เพศ ระยะของโรค ชนิดของโรคมะเร็ง สัมพันธภาพในครอบครัว ความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย สมรรถนะแห่งตน ภาระค้างคา ความรุนแรงของอาการกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของ ผู้ที่เป็นมะเร็ง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นมะเร็งทุกระยะและทุกชนิดที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ที่เข้า รับการรักษาแผนกผู้ป่วยนอกมะเร็งของโรงพยาบาลตติยภูมิ เขตกรุงเทพมหานคร 2 แห่ง จำนวน 181 คน เครื่องมือที่ใช้งานวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย แบบประเมินสัมพันธภาพในครอบครัว แบบสอบถามภาระค้างคา แบบสอบถามความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย แบบสอบถามสมรรถนะแห่งตน และแบบประเมิน ความรุนแรงของอาการ เครื่องมือดังกล่าวมีคุณภาพทั้งทางตรงและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาเพียร์สัน และอีต้า ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ที่เป็นมะเร็งมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายในระดับสูง คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 46.11 (SD = 10.80) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย ได้แก่ ระยะของโรคมะเร็ง ภาระค้างคา ความรุนแรงของอาการ และชนิดของโรค มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r= .77, r= .86, r= .55; Eta= .34, p


ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ, พรธิรา บุญฉวี Jan 2023

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ, พรธิรา บุญฉวี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองนี้เป็นแบบวัดผลก่อนหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ ทั้งเพศหญิงและชาย ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดครั้งแรก สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ไม่มีประวัติสมองเสื่อม สามารถเข้าใจ สื่อสารภาษาไทยได้ มีความสมัครใจ มีโทรศัพท์มือถือที่สามารถติดต่อสื่อสารได้ และเข้ารับการรักษาในหน่วยตรวจอายุรกรรมเฉพาะโรค หอผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 30 คน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติและกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.93 และ 0.87 ตามลำดับ ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ 0.71 และ 0.86 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในกลุ่มทดลองภายหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ สูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, ภิญโญ เจริญสุข Jan 2023

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, ภิญโญ เจริญสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยติดตามย้อนหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่ อายุ เพศ ภาวะอ้วน ภาวะขาดสารอาหาร ภาวะซีด ภาวะโรคร่วม ทัศนคติในการดูแลแผลผ่าตัด อัตราการกรองของไต การบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด และประเภทการผ่าตัด กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ทั้งเพศชายและหญิง ได้รับการผ่าตัดระยะตั้งแต่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม จำนวน 81 คน คือ กลุ่มศึกษา หมายถึง กลุ่มผู้ป่วยที่พบการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก จำนวน 27 คน และ กลุ่มควบคุม หมายถึง กลุ่มผู้ป่วยที่ไม่พบการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก จำนวน 54 คน ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ในกรุงเทพมหานคร เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบบันทึกปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก 3) แบบประเมินทัศนคติในการดูแลแผลผ่าตัด และ 4) แบบประเมินการวินิจฉัยการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก เครื่องมือผ่านการตรวจสอบ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.86 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และสถิติถดถอยแบบพหุลอจิสติก ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อัตราการกรองของไต Thai eGFR < 60 ml/min (aOR 3.29 [95 % CI 1.22-8.89], p = 0.02) และระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด HbA1C ≥ 6.5 % (aOR 2.96 [95 % CI 1.08-8.12] , p = 0.04)


ปัจจัยทำนายระยะเวลาการตัดสินใจในการมารับการรักษาของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด St-Segment ไม่ยก, ศราวุธิ ปลอดฤทธิ์ Jan 2023

ปัจจัยทำนายระยะเวลาการตัดสินใจในการมารับการรักษาของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด St-Segment ไม่ยก, ศราวุธิ ปลอดฤทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระยะเวลาการตัดสินใจในการ มารับการรักษาและปัจจัยทำนายระยะเวลาการตัดสินใจในการมารับการรักษาของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด ST-segment ไม่ยก กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด ST-segment ไม่ยก เพศชายและหญิง อายุ 40 ปีขึ้นไป ที่มารับการรักษาในหอผู้ป่วยสามัญอายุรกรรม หอผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรม และหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจ โรงพยาบาลสระบุรี และโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา จำนวน 100 ราย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ในการใช้เก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและการเจ็บป่วย 2) แบบสอบถามภาวะโรคร่วม 3) แบบสอบถามการรับรู้ความเจ็บป่วย 4) แบบสอบถามความวิตกกังวล และ 5) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม เครื่องมือมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาในชุดที่ 2 – 5 เท่ากับ 0.95, 1.00, 0.75, และ 1.00 ตามลำดับ และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.84, 0.87, 0.85, และ 0.91 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า 1. ระยะเวลาที่ใช้ในการตัดสินใจในการมารับการรักษาของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด ST-segment ไม่ยก มีค่ามัธยฐานเท่ากับ 90 นาที ( x = 122.35, SD = 102.86) 2. ปัจจัยทำนายระยะเวลาการตัดสินใจในการมารับการรักษาของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด ST-segment ไม่ยก ได้สูงสุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ การรับรู้ความเจ็บป่วย (β = -.294, p < .01) รองลงมาคือ ความวิตกกังวล (β = -.237, p < .05) ภาวะโรคร่วม (β = .229, p < .05) การสนับสนุนทางสังคม (β = -.207, p < .05) การใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน (β = .125, p < .05) และประสบการณ์การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล (β = .117, p < .05) ตามลำดับ โดยปัจจัยทั้ง 6 ปัจจัย สามารถร่วมทำนายระยะเวลาการตัดสินใจ ในการมารับการรักษาของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด ST-segment ไม่ยก ได้ร้อยละ 75.70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Adjusted R2 = .757, p < .05)


ปัจจัยทำนายภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน, สุภาวดี แก้วสินธุ์ Jan 2023

ปัจจัยทำนายภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน, สุภาวดี แก้วสินธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาอัตราการเกิดภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน และเพื่อศึกษาปัจจัยทำนายภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน ได้แก่ ภาวะการรู้คิดบกพร่อง ประวัติโรคหลอดเลือดสมอง ระยะเวลาการเข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน ความปวด ภาวะเลือดออกในสมอง และภาวะซึมเศร้า กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉินและอุบัติเหตุโรงพยาบาลของรัฐระดับตติยภูมิ จำนวน 3 แห่งในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 220 คน โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะสับสนเฉียบพลัน แบบคัดกรองภาวะสมองเสื่อม แบบประเมินความปวด โดยใช้มาตรวัดแบบตัวเลข และในกรณีผู้สูงอายุที่ไม่สามารถบอกระดับความเจ็บปวดได้ ใช้แบบประเมินความเจ็บปวดสำหรับผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม ผ่านการตรวจสอบการหาค่าความเที่ยง โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค มีความเที่ยงเท่ากับ .83 และ .79 ตามลำดับ และหาค่าความเที่ยงของแบบประเมินที่ใช้ในการวิจัยโดยวิธีการวัดซ้ำ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .77 และ .97 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติไคสแคว์ (Chi-square) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบพอยท์ไบซีเรียล (Point biserial correlation coefficient) และ สถิติถดถอยโลจิสติกทวิ (binary logistic regression) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน มีภาวะสับสนเฉียบพลัน จำนวน 34 คน จากจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 220 คน คิดเป็นร้อยละ 15.45 2. ภาวะการรู้คิดบกพร่อง ประวัติโรคหลอดเลือดสมอง ระยะเวลาการเข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน ระดับความปวด ภาวะเลือดออกในสมอง และภาวะซึมเศร้า มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (X2= 9.277, 10.020, rpb= .216, X2= 9.000, 9.568, 3.874 ตามลำดับ) 3. ตัวแปรที่สามารถร่วมกันทำนายภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉินได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ ภาวะการรู้คิดบกพร่อง (AOR=7.25, 95% CI …


ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับการทำพินัยกรรมชีวิตในผู้ที่เป็นมะเร็ง, อธิพงศ์ มุณีโน Jan 2023

ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับการทำพินัยกรรมชีวิตในผู้ที่เป็นมะเร็ง, อธิพงศ์ มุณีโน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำพินัยกรรมชีวิตของผู้ที่เป็นมะเร็ง และศึกษาความสัมพันธ์ของ อายุ ระยะของโรค ความรุนแรงของอาการ ความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย การสนับสนุนทางสังคม กับการทำพินัยกรรมชีวิตของผู้ที่เป็นมะเร็ง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคมะเร็ง และรับบริการในแผนกหอผู้ป่วยนอกโรคมะเร็งของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 180 คน เครื่องมือที่ใช้งานวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการทำพินัยกรรมชีวิต แบบประเมินความรุนแรงของอาการ แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย และแบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม โดยค่าความเที่ยงแบบประเมินความรุนแรงของอาการ แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย และแบบประเมินการสนับสนุนทางสังคมมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .88, .90 และ .89 ตามลำดับ ส่วนแบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต มีค่า KR-20 เท่ากับ .81 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา และการถดถอยโลจิสติค ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่เป็นมะเร็งมีการทำพินัยกรรมชีวิตเพียงร้อยละ 37.2 โดยส่วนใหญ่ทำด้วยวิธีการบอกกล่าวร้อยละ 49.2 โดยปัจจัยที่ทำให้ผู้ที่เป็นมะเร็งทำพินัยกรรมชีวิตมากขึ้น ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นมะเร็งระยะลุกลาม ความรุนแรงของอาการ และ ความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต (OR= 2.63, 7.59, 1.05, 1.79 ตามลำดับ, p<.05) และปัจจัยที่ทำให้ผู้ที่เป็น มะเร็งทำพินัยกรรมชีวิตลดลง ได้แก่ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย (OR= 0.87, p<.05)


ความสัมพันธ์ระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงาน และความผูกพันในงาน โดยมีอายุทางอัตวิสัย และการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านในกลุ่มบุคลากรอาวุโส, มนัส อุ่นใจ Jan 2023

ความสัมพันธ์ระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงาน และความผูกพันในงาน โดยมีอายุทางอัตวิสัย และการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านในกลุ่มบุคลากรอาวุโส, มนัส อุ่นใจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลส่งผ่านของการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการและอายุทางอัตวิสัยต่อความสัมพันธ์ระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงานและความผูกพันในงานของบุคลากรอาวุโส โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างบุคลากรอาวุโสที่ปฏิบัติงานกับองค์กรเอกชนในประเทศไทย จำนวน 208 คน มีอายุระหว่าง 40 ถึง 65 ปี ใช้แบบสอบถามออนไลน์ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน รวมทั้งการวิเคราะห์สถิติการทดสอบตัวแปรส่งผ่าน ผลการวิจัยพบว่า ความสนุกในสถานที่ทำงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความผูกพันในงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .54, SE = .09, 95% ของช่วงชั้นความเชื่อมั่น [.464, .815], p < .01) การเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงานและความผูกพันในงาน (β = .10, SE = .04, 95% ของช่วงชั้นความเชื่อมั่น [.023, .196]) ในขณะที่ อายุทางอัตวิสัยไม่ใช่ตัวแปรส่งผ่านระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงานและความผูกพันในงาน สรุปได้ว่าการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านบางส่วนระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงานและความผูกพันในงานในบุคลากรอาวุโส เมื่อความสนุกในสถานที่ทำงานสูงบุคลากรอาวุโสมีแนวโน้มที่จะเกิดการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการและส่งผลไปยังความผูกพันในงานในที่สุด ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับองค์การเพื่อนำไปออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงานและพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการให้เหมาะสมกับบุคลากรอาวุโส


Music Reminiscence In Music Therapy For Elderly Population: A Scoping Review Of The Literature, Jugyodsapatn Kwankeeree Jan 2023

Music Reminiscence In Music Therapy For Elderly Population: A Scoping Review Of The Literature, Jugyodsapatn Kwankeeree

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The purpose of this scoping review was to summarize the specific music interventions and clinical goals utilized in music-based reminiscence for elderly population with and without neurocognitive disorders. Fourteen articles meeting the inclusion criteria were selected in this review. The results showed music-based reminiscence interventions were conducted by both music therapists and non-music therapists. Interventions implemented by music therapists showed a greater diversity based on numerous goal domains compared to non-music therapists. Music therapists assess various domains of health comprehensively, while other professionals mostly used music-based reminiscence intervention to address mainly the cognitive domain. The most frequently utilized music intervention …


ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคของบุคลากรด้านสาธารณสุขในสังกัดกองทัพอากาศ, ปรมัตถ์ กัลยาวุฒิพงศ์ Jan 2023

ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคของบุคลากรด้านสาธารณสุขในสังกัดกองทัพอากาศ, ปรมัตถ์ กัลยาวุฒิพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้บุคลากรมีสุขภาพที่ดี โดยบุคลากรด้านสาธารณสุขเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันและสนับสนุนเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพภายในองค์กร การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบพรรณนาภาคตัดขวางเพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคของบุคลากรด้านสาธารณสุขสังกัดกองทัพอากาศจำนวน 14 หน่วยงาน ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลสุขภาพของบุคลากรในกองทัพอากาศเป็นหลัก ได้แก่ กองเวชศาสตร์ป้องกัน สถาบันเวชศาสตร์การบิน โรงพยาบาลกองบินและ หน่วยงานสร้างเสริมสุขภาพในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคในบุคลากรสาธารณสุข ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ประกอบด้วย 20 คำถาม 5 ทักษะ แจกให้กับบุคลากรด้านสาธารณสุขทุกคนในหน่วยงานที่กำหนด ได้รับการตอบกลับ 235 ตัวอย่าง คิดเป็นอัตราตอบกลับร้อยละ 60.41 ผลการศึกษาพบว่าคะแนนความรอบรู้ ฯ เฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่ร้อยละ 74.46 ซึ่งอยู่ในระดับมีปัญหา โดยทักษะที่มีปัญหามากที่สุดคือทักษะการนำไปใช้ และพบว่ากลุ่มที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพฯสูง ได้แก่ ช่วงอายุ 19-30 ปี จบการศึกษาระดับสูง มีการการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และอาชีพเภสัชกร โดยสรุปบุคลากรด้านสาธารณสุขในกองทัพอากาศบางส่วนอาจมีแนวทางในการจัดการตนเองที่ดียังไม่มากพอ ดังนั้นแต่ละหน่วยงานควรมีกิจกรรมเพื่อให้บุคลากรสามารถจัดการตนเองในเรื่องสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น เช่น จัดกิจกรรมให้บุคลากรมาแลกเปลี่ยนวิธีดูแลสุขภาพของตนกับผู้อื่น เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจและนำไปสู่การประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับตนต่อ


Analysis Of Fall Risk Factors In A Thai Cohort Of Older Adults, Gulnaz Magauina Jan 2023

Analysis Of Fall Risk Factors In A Thai Cohort Of Older Adults, Gulnaz Magauina

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Introduction: Falls are the leading cause of injury in older adults, resulting in worsening comorbidities, bone fractures, post-fall syndrome, and soft tissue injuries. This retrospective study aims to investigate the association between fall risk and the Montreal Cognitive Assessment (MoCA) scores, as well as other risk factors, among older adults in Thailand. Methods: Data on patients who experienced a fall within a 12-month period were collected from medical records at the Geriatric Excellence Center, King Chulalongkorn Memorial Hospital. Potential fall risk factors available in the medical records included ability to perform activities of daily living, level of dependency, depression, cognitive …


Household Debt On Retirement Preparedness For Thai Population, Sutudta Phainoun Jan 2023

Household Debt On Retirement Preparedness For Thai Population, Sutudta Phainoun

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Thailand household debt problem are key barriers to retirees achieving financial freedom. This study aims to access the relationship between mortgage debt, credit card debt and education debts with the retirement preparedness of working-age population aged 30-60 years old in Thailand by utilizing multiple linear regression analysis. The findings revealed that Thai populations are at a moderate level of retirement preparedness. The private sector is particularly concerned about the lack of savings for later life. Moreover, not all kinds of debts are bad debt, mortgage debt could fall into the category of good debt since it may be tax-deductible, credit …


การสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ, สมรักษ์ เจียมธีรสกุล Jan 2023

การสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ, สมรักษ์ เจียมธีรสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง "การสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายในสังคมไทย การให้ความหมายเรื่องความตายของผู้สูงอายุ และพฤติกรรมการสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้แบบสัมภาษณ์ชนิดมีโครงสร้างเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้สูงอายุกรณีศึกษา 18 คน การเตรียมตัวตายเป็นพฤติกรรมสังคม และพฤติกรรมวัฒนธรรม ผู้สูงอายุคิดวางแผนเตรียมตัวตายโดยใช้การสื่อสารเป็นเครื่องมือ การสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายเป็นกระบวนการในการสร้างความหมายร่วมกันระหว่างผู้ร่วมกระทำการสื่อสารซึ่งมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ปฏิสัมพันธ์ในที่นี้มีขอบเขตตั้งแต่ระดับภายในตนเอง ปฏิสัมพันธ์ต่อบุคคลใกล้ชิด ต่อกลุ่ม และต่อสาธารณะ ผู้สูงอายุให้ความหมายความตาย 5 ความหมาย ได้แก่ ความตายคือการไม่มีชีวิตอยู่ ความตายคือการเคลื่อนย้ายของจิต ความตายคือการเปลี่ยนภพตามพระประสงค์ของพระเจ้า ความตายคือการเดินทางครั้งใหม่-การเกิด ความตายคือการพลัดพรากหรือถูกทำให้พลัดพรากจากที่เป็นอยู่ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุมี 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยตัวบุคคล ปัจจัยศาสนา ปัจจัยด้านสังคมวัฒนธรรม และปัจจัยสถานภาพทางสังคมเศรษฐกิจ สื่อและช่องทางการสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ ได้แก่ สื่อบุคคล สื่อเฉพาะกิจ สื่อเชิงวัฒนธรรม สื่อวัตถุ และสื่อสังคม


การสื่อสารการสอนของครูสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ, บงกชกร มนตรีวิวัฒน์ Jan 2023

การสื่อสารการสอนของครูสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ, บงกชกร มนตรีวิวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง “การสื่อสารการสอนของครูสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณลักษณะของครูสอนเพลงและเนื้อหาในการสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ และ 2) การสื่อสารการสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ออกแบบเครื่องมือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) โดยศึกษาข้อมูลเอกสาร บทความ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทำการสัมภาษณ์ครูสอนร้องเพลงที่มีประสบการณ์การสอนร้องเพลงผู้เรียนหลากหลายช่วงวัยเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี และมาจากสถาบันที่แตกต่างกัน เพื่อออกแบบแผนการสอนและแบบคำถามสะท้อนความคิด (reflection) ตรวจสอบเครื่องมือวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีบำบัด การสอน และผู้สูงอายุ ปรับแก้ไขเครื่องมือวิจัย แล้วจึงทำการทดลองด้วยวิธี Transformative learning กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุในชมรมดนตรีในสวน หมู่บ้านปัฐวิกรณ์ ผัง ก เพศหญิงและชาย จำนวน 10 คน อายุระหว่าง 60-90 ปี โดยทำการสอนแบบตัวต่อตัว เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ และวัดผลด้วยการบันทึกข้อมูลสะท้อนความคิด (reflection) ของผู้เรียนที่มีต่อตัวเอง ต่อผู้สอน และต่อเนื้อหา ของตัวผู้สอนที่มีต่อการสอนของตนเอง ต่อผู้เรียน และต่อเนื้อหา และของผู้สังเกตการณ์ที่มีต่อการเรียนในภาพรวม ผลการศึกษาพบว่า ผู้สอนต้องมีคุณลักษณะของครูสอนร้องเพลงครบทั้ง 4 คุณลักษณะ ได้แก่ คุณลักษณะของผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านดนตรีและการร้องเพลง คุณลักษณะของผู้ที่เข้าใจธรรมชาติและความต้องการของผู้สูงอายุ คุณลักษณะของผู้ที่มีทักษะการสื่อสารการสอนที่มีประสิทธิภาพ และคุณลักษณะของผู้ที่มีบุคลิกภาพการสื่อสารที่ดี มีการสอนเนื้อหาการสอนร้องเพลงครบทั้ง 2 เรื่อง ได้แก่ เรื่องการออกเสียง และ เรื่องการสื่อสารเพลงและการแสดง รวมถึงมีการสื่อสารการสอนในขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ครบทั้ง 3 ช่วง ได้แก่ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ต้องมีการสื่อสารเพื่อสร้างความผ่อนคลาย และการสื่อสารเพื่อกำหนดเป้าหมายหรือเหตุผลในการเรียน ขั้นจัดการเรียนรู้ ต้องมีการสื่อสารในการเลือกเพลง และต้องมีการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ร่วมกันและการสื่อสารเพื่อให้กำลังใจและ/หรือสร้างแรงจูงใจไปตลอดทั้งขั้นจัดการเรียนรู้และขั้นสรุป จึงจะส่งผลให้ผู้สูงอายุมีความภูมิใจในตนเองเพิ่มขึ้นได้


Preimplantation Genetic Testing For Neurobehavioral Traits, Peter K. Zeller Jan 2023

Preimplantation Genetic Testing For Neurobehavioral Traits, Peter K. Zeller

Cal Poly Humboldt theses and projects

Differences in behavioral and mental health traits result from unique interactions of genetic and environmental factors. Genetic information has improved along with technological advancements allowing for more data points to be established and increased data resolution. Because of this, there is a greater ability to identify embryos that carry genetic risk. The approach of Preimplantation Genetic Testing (PGT) is routine for certain genetic diseases but has not been widely used for psychiatric or behavioral traits. This paper critically examines the potential application of PGT-P by focusing on one main example, Alzheimer’s disease (AD). AD is the most prevalent form of …


Dining Layout Effects On Attendance, Communication, And Happiness In Older Adults, Juliana Lia Bertolucci Jan 2023

Dining Layout Effects On Attendance, Communication, And Happiness In Older Adults, Juliana Lia Bertolucci

Cal Poly Humboldt theses and projects

Our growing national age and the unique challenges presented by the COVID-19 pandemic stress the importance of conducting applied research that identifies effective systems of support for older adults as they age. Behavioral Gerontology is a promising field that applies behavior-analytic procedures to age-related issues. The current behavioral research has primarily focused on older adults in assisted living or nursing homes with major neurocognitive disorders. The current study hopes to add to behavioral gerontological research by applying previous research methods to novel populations. Direct observations were used to examine the effects of manipulating the physical dining layouts on the attendance, …


Self-Determination Theory And Exercise Performance For Individuals With Autism., Martin Calderon Jan 2023

Self-Determination Theory And Exercise Performance For Individuals With Autism., Martin Calderon

Cal Poly Humboldt theses and projects

Individuals with Autism Spectrum Disorder (ASD) tend to demonstrate low levels of physical activity and exercise when compared to their developing peers. Low physical activity levels are associated with multiple factors, including lack of understanding of how to perform exercise movements and low intrinsic motivation. Token economy reward systems have shown to be practical in behavior analysis for changing behaviors however, there is limited research on the effects of token economy reward systems in an exercise setting. The purpose of this study was to determine the impact of a token economy board combined with self-determination theory (SDT) on the exercise …


Skeletochronology In Long Tubular Bones Of The Javan Water Monitor Lizard, Varanus Salvator Bivittatus In The Juvenile Stage (Lacertilia: Varanidae), Hellen Kurniati, Ni Luh Putu Rischa Phadmacanty, Gono Semiadi Jan 2023

Skeletochronology In Long Tubular Bones Of The Javan Water Monitor Lizard, Varanus Salvator Bivittatus In The Juvenile Stage (Lacertilia: Varanidae), Hellen Kurniati, Ni Luh Putu Rischa Phadmacanty, Gono Semiadi

Turkish Journal of Zoology

Age estimation of the juvenile stage of Varanus salvator bivittatus using limb bones, namely the big long tubular bones (femur, tibia, humerus) and the small long tubular bones (fibula, radius, ulna, phalanx), was performed using the skeletochronological method. Samples were from Java Island, Indonesia and provided by the pet exporters. Lines of arrested growth (LAG) were present and the first growth mark was visible on a female with a snout-vent length (SVL) of 18.8 cm, and a male with SVL of 19.3 cm. The process of resorption begins in the juvenile stage, and resorption occurs in all long tubular bones. …


Ecomorphological Patterns And Shape Indices Of Otoliths In The Pagellus Acarne (Actinopterygii, Sparidae) From The Aegean And Marmara Seas, Serdar Yedi̇er, Seda Kontaş Yalçinkaya, Di̇lek Türker, Derya Bostanci Jan 2023

Ecomorphological Patterns And Shape Indices Of Otoliths In The Pagellus Acarne (Actinopterygii, Sparidae) From The Aegean And Marmara Seas, Serdar Yedi̇er, Seda Kontaş Yalçinkaya, Di̇lek Türker, Derya Bostanci

Turkish Journal of Zoology

Pagellus acarne is found in coastal waters worldwide and it includes important species of commercial and recreational fisheries. In this study, 16 morphometric variables of the sagittal otolith, including six morphometric characters, six shape indices, and four ecomorphological indexes, were investigated for the first time among P. acarne stocks collected from the Aegean and Marmara Seas coasts of Turkey. Statistically significant differences were found between the right and left otolith variables of P. acarne individuals in both stocks (p < 0.05). Similarly, significant differences were observed on the same side between stocks (p < 0.05). The right otoliths exhibited higher discrimination power than the left within the two stocks. The PCA showed that only five (31.25%) (otolith area, otolith perimeter, form factor, roundness, and edge complexity index) out of the sixteen variables were quite important characters in the differentiation between stocks. These otolith characters demonstrated a very high rate of accurate discrimination (99.0%) between stocks. The results indicated otolith morphometric characters, shape indices, and ecomorphological indexes can be used as suitable tools to discriminate P. acarne stocks. This is the first study to include all otolith characters such as morphometrics, shape, and ecomorphological indices that …


Pectoralis Muscle Index Might Be A Factor Associated With Frailty In Older Women With Breast Cancer, Muhammet Cemal Kizilarslanoğlu, M. Ali̇ Eryilmaz, Betül Çi̇ğdem Yortanli, İlknur Rahi̇me Ünal, Bariş Can Ünal, Nahi̇de Baran, Ayşegül Altunkeser, Nergi̇s Aksoy Jan 2023

Pectoralis Muscle Index Might Be A Factor Associated With Frailty In Older Women With Breast Cancer, Muhammet Cemal Kizilarslanoğlu, M. Ali̇ Eryilmaz, Betül Çi̇ğdem Yortanli, İlknur Rahi̇me Ünal, Bariş Can Ünal, Nahi̇de Baran, Ayşegül Altunkeser, Nergi̇s Aksoy

Turkish Journal of Medical Sciences

Background/aim: To investigate the possible relationship between pectoralis muscle (PM) measurement and frailty in older women with breast cancer (BC) (preoperatively defined as stage 1, 2, and 3 diseases). Materials and methods: This retrospective, observational study was conducted at Konya Training and Research Hospital between June and December 2020. A total of 102 patients [median age 62.5 years, median follow-up period two years] were included in the study. PM measurements were obtained from thorax computerized tomography (CT). Pectoralis muscle index (PMI) was calculated by dividing the PM area by the height square of the patients (cm2/m2). Pectoralis muscle density (PMD) …