Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (23774)
- Social and Behavioral Sciences (22575)
- Arts and Humanities (20701)
- Physical Sciences and Mathematics (18211)
- Education (16606)
-
- Law (14826)
- Life Sciences (11949)
- Engineering (9379)
- Medical Specialties (6957)
- Business (6806)
- Earth Sciences (6504)
- Higher Education (5379)
- Geology (5201)
- History (4561)
- Public Health (4416)
- Psychology (4091)
- Medical Sciences (3929)
- Computer Sciences (3611)
- Sociology (3458)
- Religion (3198)
- Creative Writing (3175)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2973)
- Environmental Sciences (2767)
- Nursing (2476)
- Library and Information Science (2285)
- Communication (2244)
- United States History (2232)
- Economics (2031)
- Curriculum and Instruction (1995)
- Diseases (1985)
- Institution
-
- Western Michigan University (5995)
- The Texas Medical Center Library (3418)
- University of Florida Levin College of Law (3054)
- Brigham Young University (2790)
- University of Nebraska - Lincoln (2624)
-
- Chulalongkorn University (2493)
- Association of Arab Universities (2458)
- Georgia Southern University (2426)
- University of Central Florida (2003)
- Utah State University (1994)
- University of Mississippi (1914)
- Mississippi State University (1895)
- Washington University School of Medicine (1876)
- University of Montana (1865)
- University of New Hampshire (1859)
- Walden University (1725)
- City University of New York (CUNY) (1688)
- University of Kentucky (1672)
- Louisiana State University (1579)
- San Jose State University (1533)
- University of Colorado Law School (1431)
- University of Memphis (1422)
- Singapore Management University (1402)
- University of South Carolina (1396)
- University of Arkansas, Fayetteville (1387)
- Liberty University (1379)
- Purdue University (1339)
- University of Plymouth (1291)
- Fordham Law School (1274)
- University of Alabama at Birmingham (1272)
- Keyword
-
- Humans (3486)
- COVID-19 (3031)
- Education (1040)
- Animals (1036)
- Female (921)
-
- Georgia Southern (862)
- Mice (696)
- United States (664)
- Mental health (629)
- Machine learning (617)
- Male (617)
- Pandemic (565)
- Release (545)
- History (533)
- ICTS (Institute of Clinical and Translational Sciences) (531)
- Michigan (525)
- Students (521)
- Gender (511)
- Leadership (508)
- Georgia Southern University (504)
- Adult (493)
- Higher education (478)
- Slavery (461)
- Climate change (459)
- Child (449)
- Depression (428)
- SARS-CoV-2 (421)
- Women (421)
- Sustainability (415)
- Poetry (414)
- Publication
-
- Thin Sections (3688)
- Theses and Dissertations (3187)
- Florida Law Review (2248)
- Faculty Publications (2060)
- Faculty, Staff and Student Publications (2045)
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (1919)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1597)
- 2020-Current year OA Pubs (1438)
- Session Laws 2001-Present (1294)
- Dissertations (1237)
- Legacy Color Lithology Strip Logs (1152)
- Electronic Theses and Dissertations (1147)
- Exile (1073)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (1057)
- Florida Historical Quarterly (1027)
- 2022 Decisions (1015)
- Faculty Scholarship (851)
- Defensive Publications Series (792)
- Faculty, Staff and Students Publications (784)
- Research outputs 2022 to 2026 (768)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (765)
- Honors Theses (764)
- Doctoral Dissertations and Projects (738)
- Browse All News (713)
- Articles (699)
- Theses (675)
- Midad AL-Adab Refereed Quarterly Journal (633)
- Montgomery County Probate Court (Alabama) (594)
- Children's Book and Media Review (586)
- Baltic Journal of Health and Physical Activity (573)
- Publication Type
Articles 163111 - 163140 of 167929
Full-Text Articles in Entire DC Network
การประเมินค่าทัศนคติในสำนวนแปล คำให้การเพื่อขอลี้ภัยของ พล.ต.ต. ปวีณ พงศ์สิรินทร์ โดยสำนักข่าวประชาไทและพรรคก้าวไกล, ณัฐพงษ์ บุญยะศรี
การประเมินค่าทัศนคติในสำนวนแปล คำให้การเพื่อขอลี้ภัยของ พล.ต.ต. ปวีณ พงศ์สิรินทร์ โดยสำนักข่าวประชาไทและพรรคก้าวไกล, ณัฐพงษ์ บุญยะศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประเมินค่าทัศนคติในสำนวนแปล คำให้การเพื่อขอลี้ภัยของ พล.ต.ต. ปวีณ พงศ์สิรินทร์ 2 สำนวน โดยสำนักข่าวประชาไทและพรรคก้าวไกลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ด้วยทฤษฎีการประเมินค่าโดย Martin และ White (2005) ประยุกต์ตามแนวทางการประเมินค่าการแปล โดย Jeremy Munday (2012) ระเบียบวิธีวิจัยของการศึกษาครั้งนี้เป็น 3 ระดับชั้น โดยชั้นที่ 1 การศึกษาเปรียบเทียบการประเมินค่าทัศนคติในตัวบทต้นฉบับและสำนวนแปล 2 สำนวน เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทางรูปภาษาที่เกิดจากการแปลทัศนคติของสำนวนแปลในหมวดหมู่อารมณ์ การตัดสินและความนิยมจากหน่วยสร้างที่แสดงทัศนคติ และระดับทัศนคติในหมวดหมู่ความเข้มข้นและความจำเพาะจากหน่วยสร้างที่แสดงระดับทัศนคติ ชั้นที่ 2 การอภิปรายผลการวิเคราะห์กับบริบทการแปล และจากนั้นสรุปผลการวิจัยในชั้นที่ 3 โดยผลการศึกษาพบการเสริมความเข้มข้นของทัศนคติและเน้นความจำเพาะในสำนวนแปล และการใช้สำนวนภาษาในการสื่อทัศนคติที่มีความเข้มข้นและตรงไปตรงมามากกว่าต้นฉบับ และการละไม่แปล และการแปลแบบตีความเกินทำให้สำนวนแปลสื่อใจความไม่ตรงกันกับภาษาที่ปรากฏในต้นฉบับบางจุด ซึ่งอนุมานได้ว่าสำนวนแปลที่สะท้อนออกมาในภาษาปลายทางมีอิทธิพลมาจากจุดยืน อุดมการณ์ทางการเมืองของผู้เขียนและผู้แปล รวมถึงหน้าที่และวัตถุประสงค์ของการนำตัวบทไปใช้ด้วย
การแปลสุนทรพจน์ครั้งแรกเนื่องในโอกาสพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีโจ ไบเดน, ธีร์ สุวรรณะชฎ
การแปลสุนทรพจน์ครั้งแรกเนื่องในโอกาสพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีโจ ไบเดน, ธีร์ สุวรรณะชฎ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแปลตัวบทสุนทรพจน์แรกของประธานาธิบดีโจ ไบเดนจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ผู้วิจัยจึงศึกษาแนวทางการถ่ายทอดวัจนลีลาของตัวบทต้นฉบับสู่ตัวบทฉบับแปลโดยที่ยังคงสื่อความหมายและเนื้อหาไว้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ โดยต้องอาศัยแนวทางการวิเคราะห์ตัวบทของคริสติอาเน นอร์ด (Christiane Nord) ทฤษฎีการแปลแบบสื่อความหมาย (Communicative Translation) ของปีเตอร์ นิวมาร์ก (Peter Newmark) และแนวคิดการแปลวัจนลีลาของจีน โบแอส-เบเออร์ (Jean Boase-Beier) มาใช้เพื่อถ่ายทอดตัวบทสุนทรพจน์แรกที่คงรูปแบบวัจนลีลาและวาทศิลป์ไว้ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วนสมบูรณ์ ผลการวิจัยพบว่าทฤษฎีต่าง ๆ ที่ผู้วิจัยเลือกมาใช้สามารถตอบโจทย์และมีหลักการแปลที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งบทแปล นั่นคือ บทสุนทรพจน์ที่เก็บลักษณะของวัจนลีลาไว้ได้อย่างครบถ้วน มีการใช้เครื่องมือทางวรรณศิลป์และวาทศิลป์ต่าง ๆ ที่ตรงตามความหมายที่ต้องการจะสื่อ ตลอดจนรักษารายละเอียดเกี่ยวกับบุคคล สถานที่ และเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ไว้ได้
การแปลลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมในหนังสือการ์ตูนมังงะเรื่อง เจ้าหนูข้าวจี่ โดย เกษม อภิชนตระกูล, ธนพนธ์ ปานอุดมลักษณ์
การแปลลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมในหนังสือการ์ตูนมังงะเรื่อง เจ้าหนูข้าวจี่ โดย เกษม อภิชนตระกูล, ธนพนธ์ ปานอุดมลักษณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษากลยุทธ์การแปลลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรม มุกตลก และภาษาถิ่นอีสานในหนังสือการ์ตูน เจ้าหนูข้าวจี่ ของเกษม อภิชนตระกูล ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับการทำอาหารในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ตัวบทกรณีศึกษาพบคำหลายคำที่มีที่มาจากลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมและความแตกต่างทางวัฒนธรรมของภาษาต้นทางและปลายทาง ทำให้กระบวนการแปลนั้นยากมากยิ่งขึ้น คำที่มีลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมนั้นไม่สามารถที่จะแปลด้วยวิธีทั่วไปได้เลย ในการศึกษาครั้งนี้ สันนิษฐานได้ว่า ในการแปลลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรม จะต้องใช้กลวิธีการแปล เช่น กลยุทธ์การแปลลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมของแอนโธนี พิม มาเพื่อแก้ปัญหาที่พบได้ในตัวบทกรณีศึกษานี้ นอกจากกลยุทธ์การแปลของแอนโธนี พิม แล้วการศึกษาครั้งนี้ยังพบว่ามุกตลกที่พบก็เป็นลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมที่จะต้องได้รับการวิเคราะห์ด้วยเช่นกัน ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้พบว่า มุกตลกสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลัก็คือ มุกตลกสากล มุกตลกเฉพาะวัฒนธรรมและมุกตลกทางภาษา มุกตลกสากลจะเป็นมุกตลกที่สามารถแปลด้วยวิธีการปรกติได้ แต่มุกตลกวัฒนธรรมจะต้องแปลแบบเดียวกันกับคำเฉพาะทางวัฒนธรรม ในขณะที่มุกตลกทางภาษาควรที่จะได้รับการแปลด้วยแนวทางการแปลของเดิร์ค เดลาบาสติสตา อีกประเด็นปัญหาหนึ่งที่พบก็คือ การใช้ภาษาถิ่นและภาษาไทยที่ไม่ได้มาตรฐานในตัวบทต้นทาง ทำให้ในการแปลจะต้องรักษาไว้ซึ่งความแปลกต่างดังกล่าวเพื่อให้คงไว้ถึงลักษณะที่ไม่เหมือนทางวัฒนธรรมของตัวละครนั้น งานวิจัยฉบับนี้แสดงให้เห็นว่า ลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมและมุกตลกวัฒนธรรมที่พบใน เจ้าหนูข้าวจี่ สามารถแปลโดยใช้แนวทางของแอนโธนี พิมและแนวทางการแปลหนังสือการ์ตูนของเคลาส์ เคนดล์ ในส่วนภาพของหนังสือการ์ตูนนั้นก็ใช้ในการแก้ปัญหาการแปลที่เกี่ยวกับการแปลลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมได้ สำหรับมุกตลกทางภาษานั้นสามารถแปลโดยใช้แนวทางการแปลของเดิร์ค เดลาบาติสตา ทำให้การแปลเข้าใจและชัดเจนขึ้น สุดท้าย ภาษาอังกฤษที่ไม่ได้มาตรฐานก็สามารถนำมาแทนที่การใช้ภาษาไทยที่ไม่ได้มาตรฐานที่พบในตัวบทต้นทางได้ ซึ่งจะช่วยให้บทแปลสามารถที่จะคงไว้ซึ่งลักษณะหรือบทบาทของตัวละครรวมถึงลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมของตัวละครเหล่านั้นด้วย
การศึกษาแนวทางการแปลคำเลียนเสียงธรรมชาติ (Onomatopoeia) และการนำไปใช้ในการแปลนวนิยายเรื่อง The Council Of Animals ของ Nick Mcdonell, ปภาดา แก้วก่อง
การศึกษาแนวทางการแปลคำเลียนเสียงธรรมชาติ (Onomatopoeia) และการนำไปใช้ในการแปลนวนิยายเรื่อง The Council Of Animals ของ Nick Mcdonell, ปภาดา แก้วก่อง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวทางการแปลคำเลียนเสียงธรรมชาติ (Onomatopoeia) และการนำไปใช้ในการแปลนวนิยายเรื่อง The Council of Animals ของ Nick McDonell สมมติฐานในการวิจัยคือ การแปลคำเลียนเสียงธรรมชาติใช้กลวิธีการแปลด้วยคำเลียนเสียงธรรมชาติในภาษาปลายทางมากที่สุด ตามด้วยคำที่ไม่ใช่คำเลียนเสียงธรรมชาติ การถอดความ (paraphrase) และการละไม่แปล (omission) ตามลำดับ ผลจากการศึกษากลวิธีการแปลคำเลียนเสียงธรรมชาติจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยของคลังข้อมูลต้นฉบับและบทแปลนวนิยายเกี่ยวกับสัตว์ จำนวน 4 เรื่อง พบว่า กลวิธีการแปลคำเลียนเสียงธรรมชาติ (onomatopoeia words) และ คำแสดงอาการส่งเสียงที่เกี่ยวข้อง (onomatopoeic verbs) มีทั้งหมด 4 วิธี เรียงตามสัดส่วนที่พบจากมากที่สุดไปน้อยที่สุด ได้แก่ (ก) การแปลด้วยคำเลียนเสียงธรรมชาติ (ข) การแปลด้วยคำที่ไม่ใช่คำเลียนเสียงธรรมชาติ (ค) การแปลด้วยการถอดความ และ (ง) การละไม่แปล เมื่อนำมาปรับใช้กับการแปลตัวบทคัดสรรโดยยึดหลักเกณฑ์การวิเคราะห์คำเลียนเสียงธรรมชาติโดยใช้ทฤษฎีประเด็นสัมพันธ์ (Relevance-Theoretic Analysis) ของเรียวโกะ ซาซาโมโตะและรีเบคก้า แจ็คสัน (Ryoko Sasamoto and Rebecca Jackson) พบว่าคำเลียนเสียงธรรมชาติทุกคำใช้กลวิธีการแปลด้วยคำเลียนเสียงธรรมชาติทั้งหมดเนื่องจากที่มีองค์ประกอบด้านการแสดงมากกว่าการพูด และคำแสดงอาการส่งเสียงที่เกี่ยวข้องใช้กลวิธีการแปลด้วยคำเลียนเสียงธรรมชาติมากที่สุด ตามด้วยคำที่ไม่ใช่คำเลียนเสียงธรรมชาติ ตามลำดับ เนื่องจากคำส่วนใหญ่มีองค์ประกอบด้านการแสดงมากกว่าการพูด เพราะตัวบทคัดสรรให้ความสำคัญต่อองค์ประกอบทางเสียง ทั้งนี้การแปลคำเลียนเสียงธรรมชาติทั้ง 2 ประเภทไม่พบกลวิธีการถอดความและการละไม่แปล แต่พบกลวิธีย่อยประเภทอื่น คือ กลวิธีทางเสียง ได้แก่ การผันวรรณยุกต์ การเพิ่มจำนวนพยัญชนะ และการใช้คำซ้ำ
การแปลคำศัพท์ทางจิตวิเคราะห์ในหนังสือเรื่อง Freud And Beyond: A History Of Modern Psychoanalytic Thought ของ Stephen A. Mitchell และ Margaret J. Black, วิภาวี วิจิตรสาร
การแปลคำศัพท์ทางจิตวิเคราะห์ในหนังสือเรื่อง Freud And Beyond: A History Of Modern Psychoanalytic Thought ของ Stephen A. Mitchell และ Margaret J. Black, วิภาวี วิจิตรสาร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวทางการแปลคำศัพท์เฉพาะทางจิตวิเคราะห์ในหนังสือเรื่อง Freud and Beyond: A History of Modern Psychoanalytic Thought ของ Stephen A. Mitchell และ Margaret J. Black จากคำศัพท์ที่คัดสรรจำนวน 30 คำ โดยมีสมมติฐานการวิจัยว่า แนวทางการวิเคราะห์ตัวบทของคริสติอาเน นอร์ด แนวทางการแปลแบบตีความและยึดความหมายของฌอง เดอลิล แนวทางการสร้างคำใหม่ในภาษาอังกฤษของจอร์จ ยูล แนวทางการวิเคราะห์ลักษณะเฉพาะของมโนทัศน์ของ มาเรีย เทเรซา คาเบร แนวทางการแปลคำสร้างใหม่ของปีเตอร์ นิวมาร์ก แนวทางการบัญญัติศัพท์และการจัดทำพจนานุกรมศัพท์เฉพาะสาขาวิชาของสมศีล ฌานวังศะ และหลักการสร้างคำในภาษาไทยและหลักการบัญญัติศัพท์โดยใช้คำภาษาบาลีและสันสกฤตในปัจจุบันของวัลยา ช้างขวัญยืนและคณะ จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการแปล และสามารถช่วยวางแผนการแปลคำศัพท์เฉพาะทางจิตวิเคราะห์ในตัวบทประเภทหนังสือวิชาการเบื้องต้น (Basic academic text) ซึ่งผสมผสานระหว่างรูปแบบงานเขียนสารคดีและบันเทิงคดีได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าแนวทางการวิเคราะห์ตัวบท แนวทางการแปลแบบตีความและยึดความหมาย แนวทางการสร้างคำใหม่ในภาษาอังกฤษ แนวทางการวิเคราะห์ลักษณะเฉพาะของมโนทัศน์ แนวทางการแปลคำสร้างใหม่ แนวทางการบัญญัติศัพท์และการจัดทำพจนานุกรมศัพท์เฉพาะสาขาวิชา และหลักการสร้างคำในภาษาไทยและหลักการบัญญัติศัพท์โดยใช้คำภาษาบาลีและสันสกฤตในปัจจุบัน สามารถใช้สร้างคำแปลคำศัพท์ในภาษาปลายทางและแก้ปัญหาการแปลคำศัพท์ทางจิตวิเคราะห์ได้อย่างมีคุณภาพ
การปรับปรุงกระบวนการทำงานของแผนกขนส่งสินค้าขาเข้า : บริษัทกรณีศึกษา Xyz, เปมิกา กาญจนกามล
การปรับปรุงกระบวนการทำงานของแผนกขนส่งสินค้าขาเข้า : บริษัทกรณีศึกษา Xyz, เปมิกา กาญจนกามล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาและค้นคว้าอิสระนี้เป็นการศึกษาการปรับปรุงกระบวนการทำงานของแผนกขนส่งสินค้าขาเข้า ของบริษัทกรณีศึกษา XYZ ซึ่งเป็นบริษัทตัวแทนนำเข้า และส่งออกสินค้า (Freight Forward Company) หนึ่งในกิจกรรมสำคัญ คือการอัปเดตสถานะสินค้าว่าสินค้านั้น ๆ ดำเนินการขนส่งอยู่ที่ไหนแล้วบ้าง เพื่ออัปเดตให้แก่ลูกค้าของบริษัทได้สามารถรับทราบเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนการผลิต การตลาด หรือประโยชน์อื่น ๆ และยังเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ใช้วัดผลประเมินประสิทธิภาพการทำงานของแผนกอีกด้วย ซึ่งคะแนนประสิทธิภาพในการทำงานนั้นยังส่งผลต่อการปรับคิดเงินเดือนประจำปี ตลอดจนโบนัสของพนักงานประจำบริษัทอีกด้วย ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาหาสาเหตุที่ทำให้กระบวนการทำงานของบริษัทกรณีศึกษามีปัญหา ตลอดจนนำแนวคิด ทฤษฏี และเครื่องมือ ไม่ว่าเป็นแนวคิดลีน ไคเซ็น แผนผังสายธารแห่งคุณค่า (Value Stream Mapping : VSM) และแนวคิด ECRS เข้ามาช่วยในการดำเนินหาทางแก้ไขปัญหาที่บริษัทกรณีศึกษากำลังเผชิญ ตลอดจนการประชุมหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อหาแนวทางการทำงานใหม่ เพื่อให้ทุกคนทราบถึงปัญหาที่แท้จริง และช่วยกันหาแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาซึ่งหลังจากปรับปรุงกระบวนการนั้น พบว่าทั้ง 2 กิจกรรมการแจ้งเตือน ที่ผู้วิจัยทำการศึกษานั้น มีระยะเวลาเฉลี่ยในการทำงานลดลง และสามารถขจัดกระบวนการที่ไม่มีคุณค่าออกจากกระบวนการทำงานได้ โดยกิจกรรมการแจ้งเตือนที่ 1 มีระยะเวลาเฉลี่ยลดลงจาก 240:09 นาทีลดลงอยู่ที่ 118.36 นาที ระยะเวลาเฉลี่ยในการทำงานลดลงคิดเป็นร้อยละ 50.61 และกิจกรรมการแจ้งเตือนที่ 3 นั้นลดลงคิดเป็นร้อยละ 88.33 จะระยะเวลาเฉลี่ยรวมในการทำงานที่ 12,536:58 นาที ลดลงอยู่ที่ 1,462:57 นาที และในการวัดผลประเมินประจำเดือนธันวาคม 2565 พบได้ว่าสัดส่วนคะแนนเพิ่มขึ้น โดยกิจกรรมการแจ้งเตือนที่ 1 สัดส่วนคะแนนในเดือนธันวาคม 2565 อยู่ที่ 86.09% และกิจกรรมการแจ้งเตือนที่ 3 อยู่ที่ 90.54%
การแปลบทกวีนิพนธ์เชิงอภิปรัชญาชุด Songs And Sonnets ของจอห์น ดันน์, อาทิมา พวงเข็มแดง
การแปลบทกวีนิพนธ์เชิงอภิปรัชญาชุด Songs And Sonnets ของจอห์น ดันน์, อาทิมา พวงเข็มแดง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการถ่ายทอดแนวคิดและวัจนลีลาที่โดดเด่นในกวีนิพนธ์แนวอภิปรัชญาจำนวน 6 เรื่องที่คัดสรรจากชุด Songs and Sonnets ของจอห์น ดันน์ ได้แก่ The Flea, The Apparition, Woman’s Constancy, The Canonization, The Bait และ A Valediction: Forbidding Mourning จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับแนวคิดเชิงอภิปรัชญาและบทวิเคราะห์ลักษณะการประพันธ์ของดันน์และกวีแนวอภิปรัชญาคนอื่น ๆ เพื่อนำมาใช้ประกอบกับทฤษฎีวาทกรรมวิเคราะห์ ของคริสติอาเนอ นอร์ด ในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจตัวบทและแนวคิดเชิงอภิปรัชญาที่สอดแทรกอยู่ พร้อมทั้งศึกษาทฤษฎีการแปลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ทฤษฎีการแปลแบบครบความ ของปีเตอร์ นิวมาร์ค ทฤษฎีการแปลแบบยึดความหมาย ของมารี-อานน์ เลเดแรร์ กลวิธีในการคิดหาคำแปล ของโมนา เบเคอร์ ทฤษฎีการแปลชดเชย ของเฮอร์วีย์ ซานดอร์ และเอียน ฮิกกินส์ แนวทางการแปลวรรณกรรม ของวัลยา วิวัฒน์ศร และแนวทางการแปลกวีนิพนธ์ ของเจมส์ โฮล์มส์ เพื่อหาแนวทางการแปลที่เหมาะสมโดยเฉพาะสำหรับตัวบทประเภทกวีนิพนธ์ พร้อมทั้งถ่ายทอดแนวคิดอภิปรัชญาที่สำคัญและลีลาการประพันธ์ของกวีเป็นร้อยกรองภาษาไทย โดยคำนึงถึงความใกล้เคียงของผลลัพธ์ที่เกิดจากเครื่องมือทางวรรณศิลป์ในภาษาไทยเมื่อเทียบกับกวีนิพนธ์ต้นฉบับ และการทำความเข้าใจความหมายของผู้อ่านกวีนิพนธ์ฉบับแปลไปควบคู่กัน เพื่อให้ผู้อ่านกวีนิพนธ์ฉบับแปลสามารถวิเคราะห์สาระสำคัญของแนวคิดอภิปรัชญาที่สอดแทรกอยู่ในกวีนิพนธ์ และได้รับสุนทรียภาพผ่านกลวิธีทางวรรณศิลป์ที่กวีใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดแนวคิดนั้นให้ได้มากที่สุด
การวิเคราะห์ต้นทุนโลจิสติกส์สำหรับการนำเข้ามอลต์ระหว่างการใช้เรือสินค้าเทกองกับเรือตู้สินค้า, เสาวลักษณ์ ธัญลักษณ์ภาคย์
การวิเคราะห์ต้นทุนโลจิสติกส์สำหรับการนำเข้ามอลต์ระหว่างการใช้เรือสินค้าเทกองกับเรือตู้สินค้า, เสาวลักษณ์ ธัญลักษณ์ภาคย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์ต้นทุนรวมโลจิสติกส์สำหรับการนำเข้า มอลต์ ระหว่างการใช้เรือสินค้าเทกองกับเรือตู้สินค้า โดยทำการศึกษาต้นทุนรวมโลจิสติกส์และ ระยะเวลาในการขนส่งมอลต์จากประเทศออสเตรเลียจนถึงโรงงานที่ตั้งอยู่ที่จังหวัด พระนครศรีอยุธยาด้วยวิธีเรือสินค้าเทกอง โดยปัจจุบันใช้รูปแบบการขนส่งด้วยวิธีเรือตู้สินค้า ผู้วิจัย จะทำการจำลองสถานการณ์ เพื่อทำการเปรียบเทียบกับเส้นทางการขนส่งที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยจะทำการจำลองสถานการณ์ใน 8 รูปแบบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาต้นทุนรวมโลจิสติกส์และ ระยะเวลา ในการขนส่งมอลต์เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับต้นทุนโลจิสติกส์และระยะเวลารวมของการ ขนส่งมอลต์ในปัจจุบัน โดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ประกอบการการขนส่งสินค้าระหว่าง ประเทศและภายในประเทศที่เกี่ยวข้อง โดยในการศึกษา ผู้วิจัยได้ทำการเปรียบเทียบต้นทุนรวมโลจิสติกส์ 4 ด้านคือ 1. ต้นทุนการขนส่ง (Transportation Cost) 2. ต้นทุนการขนถ่ายสินค้า (Handling Costs) 3. ต้นทุนคลังสินค้า (Warehousing Costs) 4. ต้นทุนค่าใช้จ่ายอื่นๆ (Other Cost) ผลการศึกษา พบว่าสินค้าทางการเกษตรจำพวกสินค้ามอลต์ รูปแบบการขนส่งวิธีเรือสินค้า เทกองมีต้นทุนรวมโลจิสติกส์ต่ำกว่าการขนส่งวิธีเรือตู้สินค้า แต่อย่างไรก็ตามควรพิจารณาถึงปัจจัย อื่นร่วมด้วย อาทิเช่น ระดับน้ำหรือช่วงเวลาที่เหมาะสมในการขนส่งด้วยเรือเทกองในแต่ละ ช่วงเวลาของปี
การวิเคราะห์ปัจจัยกำหนดการส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกของประเทศไทยโดยแบบจำลองแรงโน้มถ่วง, จิดาภา ศรีจำนงค์
การวิเคราะห์ปัจจัยกำหนดการส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกของประเทศไทยโดยแบบจำลองแรงโน้มถ่วง, จิดาภา ศรีจำนงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
มูลค่าการส่งออกพลาสติกของประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการเพิ่มขึ้นของประชากรและเศรษฐกิจโลก การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นที่จะศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์พลาสติกของประเทศไทยและการศึกษาครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์พลาสติกของประเทศไทยต่อไปในอนาคต การศึกษานี้เป็นการสร้างแบบจำลองแรงโน้มถ่วงเพื่อเป็นตัวแทนของการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์พลาสติกของประเทศไทยไปยังประเทศต่างๆ โดยมีการเสนอแบบจำลองทางเลือกเพื่อทำการประเมินว่าตัวแปรด้านโลจิสติกส์ ได้แก่ ระยะห่าง เวลาที่ใช้ในการขนส่ง และต้นทุนที่ใช้ในการขนส่ง ตัวแปรใดเป็นตัวแปรที่ดีที่สุดของตัวแปรด้านโลจิสติกส์ ในการประมาณค่าแบบจำลองจะทำการศึกษาด้วยวิธี Pooled Regression Model, Fixed Effect Model และ Random Effect เพื่อหาแบบจำลองที่เหมาะสมที่สุด โดยใช้ข้อมูลแบบอนุกรมเวลา (รายปี) ของมูลค่าการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์พลาสติกของประเทศไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2547-2561 จากการศึกษาพบว่าตัวแปรระยะทางเป็นตัวแปรด้านโลจิสติกส์ที่เหมาะสมกับแบบจำลองมากที่สุด โดยมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกของประเทศไทย ได้แก่ ขนาดเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า การใช้ภาษากลาง และการใช้พรมแดนร่วมกัน
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจในการทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วในกรุงเทพมหานคร, จิตริน เขมานุรักษ์
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจในการทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วในกรุงเทพมหานคร, จิตริน เขมานุรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจในการทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วในกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและทำการศึกษา ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ปัจจัยด้านความรู้และการรับรู้ถึงปัญหาหน้ากากอนามัยใช้แล้ว และปัญหาขยะของกรุงเทพมหานคร รวมไปถึงปัจจัยด้านนโยบายและการรณรงค์ส่งเสริม ที่แตกต่างกันจะให้ผลทางด้านพฤติกรรมการทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วแยกจากขยะทั่วไป (5 ข้อ) ที่แตกต่างกันหรือไม่ โดยการศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยกลุ่มประชาที่ทำการศึกษา คือ ผู้ที่ทั้งเคย และไม่เคยทิ้งหน้ากากอนามัยได้อย่างถูกต้องถูกวิธีมาก่อน ซึ่งทำการสำรวจผ่านแบบสอบถาม Google form และได้รับข้อมูลต่อกลับทั้งสิ้น 400 ชุด ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยด้านประชากรณ์ศาสตร์ การที่มี รายได้เฉลี่ยต่อเดือน, จำนวนสมาชิกในครัวเรือน, สภาพที่อยู่อาศัย, ประวัติการติดเชื้อไวรัส COVID-19 ของตนเอง และจำนวนวัคซีนตนได้รับที่แตกต่างกัน มีระดับพฤติกรรมการทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วแยกจากขยะทั่วไปแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในส่วนของ ปัจจัยด้านความรู้และการรับรู้ถึงปัญหาหน้ากากอนามัยใช้แล้ว และปัญหาขยะของกรุงเทพมหานคร ทุกๆ ปัจจัยมีระดับพฤติกรรมการทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วแยกจากขยะทั่วไปแตกต่างกัน แต่ะจะมีบางข้อความรู้และการรับรู้ถึงปัญหาบางข้อเท่านั้นที่สามารถทำให้เกิดพฤติกรรมการทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วแยกจากขยะทั่วไปแตกต่างกัน ได้ทั้ง 5 ข้อ ในขณะที่ ปัจจัยด้านนโยบายและการรณรงค์ส่งเสริม พบว่า การส่งเสริมด้วยการให้ภาครัฐแจกถุงพลาสติก หรือให้ร้านค้าแจกถุงพลาสติก ที่สามารถใช้ในการคัดแยกขยะติดเชื้ออย่าง “หน้ากากอนามัยใช้แล้ว” มีระดับพฤติกรรมการทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วแยกจากขยะทั่วไป ไม่แตกต่างกัน
ปัจจัยในการเกิดอุบัติเหตุของรถบรรทุก 6 ล้อ ในเขตภาคตะวันออก บริษัทกรณีศึกษา Abc, ชนมณีทิวา ชาญสมร
ปัจจัยในการเกิดอุบัติเหตุของรถบรรทุก 6 ล้อ ในเขตภาคตะวันออก บริษัทกรณีศึกษา Abc, ชนมณีทิวา ชาญสมร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้จะเป็นการศึกษาปัจจัยที่มีผลให้เกิดอุบัติเหตุของรถบรรทุก 6 ล้อ บริษัทกรณีศึกษา เอบีซี วัตถุประสงค์เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่บริษัทต้องสูญเสียจากการเกิดอุบัติเหตุในแต่ละปี เช่นลดค่าเบี้ยประกันอุบัติเหตุในกรณีที่รถไม่เคยเกิดอุบัติเหตุในปีนั้นจะได้รับส่วนลดค่าเบี้ยประกันในปีต่อไป เพื่อประเมินปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถบรรทุกหกล้อของพนักงานและศึกษาพฤติกรรมเสี่ยงในการขับขี่ของพนักงานขับรถบรรทุกเพื่อจัดทำมาตรการป้องกันและแก้ไข ผู้ศึกษาได้ทำการศึกษารวบรวมปัจจัยและคัดเลือกประชากรสมมติฐานด้วยวิธีการ สุ่มเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จากปัจจัยหลัก 3 ปัจจัย ประกอบด้วย ปัจจัยด้านผู้ขับขี่ปัจจัยด้านยานพาหนะ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม โดยเมื่อนำเกณฑ์หลักการจัดลำดับมาใช้ในการศึกษานี้ใช้วิธีวิเคราะห์ด้วยวิธี การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกแบบไบนารี (Binary Logistic Regression) ผู้ศึกษาจะใช้การสุ่มเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงแล้วนำมาวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีผลให้เกิดอุบัติเหตุ คือ ความเร็วสูงสุดในการขับต่อเที่ยว และช่วงเวลาในการทำงานต่อวัน มีผลอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ
การปรับปรุงกระบวนการคำสั่งซื้อของลูกค้า : กรณีศึกษา บริษัท Freight Forwarder, ชนัสฐา คณะทอง
การปรับปรุงกระบวนการคำสั่งซื้อของลูกค้า : กรณีศึกษา บริษัท Freight Forwarder, ชนัสฐา คณะทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการดำเนินการของแผนกส่งออกทางทะเลของบริษัทตัวแทนขนส่งสินค้าแห่งหนึ่งโดยศึกษาด้วยเงื่อนไขการซื้อขายแบบ FOB, EXW และ CIF โดยงานใช้การศึกษากระบวนการทำงานโดยแผนผัง Flow chart และแผนผัง IDEFO เพื่อระบุกิจกรรมหลักทั้งหมดที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด นอกจากนี้ ศึกษาผ่านแบบสอบถาม พนักงานที่เกี่ยวข้องและลูกค้า เพื่อระบุปัญหาของกิจกรรมที่พบ ซึ่งจากการวิจัยพบว่าปัญหาที่สำคัญที่สุด 3 ประการคือ 1) ความคลาดเคลื่อนของต้นทุนขายและใบแจ้งหนี้ของสายเรือ 2) ความล่าช้าในการแก้ไขหรือยืนยันใบตราส่ง และ 3) ข้อผิดพลาดในการยืนยันการจองระวางเรือ โดยได้ใช้แผนภาพก้างปลาในการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาเหล่านี้ ซึ่งผลจากการศึกษานำไปสู่การนำเสนอแนวทางการปรับปรุงด้วยเครื่องมือ ECRS (การกำจัด, การรวบรวม, การจัดเรียงใหม่ และการทำให้ง่ายขึ้น)
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับการใช้งาน Online Platform : กรณีศึกษาบริษัท Xyz, ฐิติกร แก้วดวงเด่น
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับการใช้งาน Online Platform : กรณีศึกษาบริษัท Xyz, ฐิติกร แก้วดวงเด่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงงานพิเศษฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิต่อการยอมรับการใช้งาน เทคโนโลยีสำหรับผู้นำเข้าส่งออกและตัวแทนผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมทางด้านขนส่งสินค้าทางทะเลหรือสาสยเรือนั้นมีการแข่งขันกันสูง มากขึ้นโดยเฉพาะทางด้านบริการ ในแง่ของการบริการทางสายเรือ จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบให้ การทำงาน มีความรวดเร็วในการให้บริการ ถูกต้องแม่นยำ ข้อมูลเข้าถึงได้ง่าย และผู้ใช้บริการรับรู้ ถึงประโยชน์ของการใช้งาน โดยบริษัทกรณีศึกษาเป็นสายการเดินเรือรายใหญ่ โดยใช้แบบสอบถาม เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้นำเข้าส่งออกและตัวแทนผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศ จำนวน 350 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับการใช้งาน Online Platform กรณีศึกษา บริษัสายเรือ XYZ จำนวน 4 ด้าน และความตั้งใจที่จะใช้งาน ผลการศึกษาพบว่า ด้าน ความคาดหวังในประสิทธิภาพ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านอิทธิพลทางสังคม และ ด้านความ ง่ายต่อการใช้งาน ซึ่งพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกใช้ Online Platform อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีจำนวน 3 ปัจจัย คือ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านอิทธิพลทางสังคม และ ด้านความง่ายต่อการใช้งาน
การพัฒนาเกณฑ์การประเมินผู้รับเหมาช่วงบริการขนส่ง, ณัฐธมนต์ วงศ์ชัยศรี
การพัฒนาเกณฑ์การประเมินผู้รับเหมาช่วงบริการขนส่ง, ณัฐธมนต์ วงศ์ชัยศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการศึกษาและพัฒนาเกณฑ์การประเมินผู้รับเหมาช่วงบริการขนส่งที่ ให้บริการโดยบริษัท 3PL โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวัดผลการปฏิบัติงานของ บริษัทกรณีศึกษาและของผู้รับเหมาช่วงที่ทางบริษัทกรณีศึกษาใช้บริการ โดยวิธีการศึกษาและ วิเคราะห์ที่ใช้มีการเชิงคุณภาพ (Qualitative) และเชิงปริมาณ (Quantitative) โดยการศึกษา ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์ผลข้อมูล การเก็บข้อมูล การสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการ ปฏิบัติงาน การปรับปรุงและทดลองใช้เกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดย ผลลัพธ์ของการวิจัยนั้นประกอบด้วยการสรุปเกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน รูปแบบใหม่ และเทียบกับผลการประเมินประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานรูปแบบเดิม โดยใช้วิธีการ แสดงผลในรูปแบบของตารางและกราฟเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานของการใช้เกณฑ์การประเมิน ในปัจจุบันและแบบปรับปรุง
ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการรีไซเคิลที่เหมาะสมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ณัฐพร ภัทรอธิคม
ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการรีไซเคิลที่เหมาะสมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ณัฐพร ภัทรอธิคม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลหรือมีอิทธิพลต่อตัวแปรตาม ซึ่งในงานวิจัยนี้คือการเข้าร่วมการรีไซเคิล โดยใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแบบแผน (Theory of Planned Behavior: TPB) โดยสำรวจจากประชากรในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และมีกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจำนวน 407 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณา (Descriptive Statistics) และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจและพฤติกรรมการเข้าร่วมการคัดแยกขยะ ผลการศึกษาพบว่า ทัศนคติ (Attitude) การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม (Perceived Behavioral Control) ความพึงพอใจต่อสิ่งอำนวยความสะดวก (Satisfaction with local facilities) มีอิทธิพลต่อความตั้งใจ (Intention) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่บรรทัดฐานของสิ่งอ้างอิงไม่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจและพฤติกรรมการเข้าร่วมการคัดแยกขยะ และความตั้งใจมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเข้าร่วมการคัดแยกขยะ (Behavior) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่า ประเภทของที่พักอาศัยแบบมีและไม่มีส่วนกลางมีอิทธิพลต่อความพึงพอใจต่อสิ่งอำนวยความสะดวกต่อการเข้าร่วมการคัดแยกขยะ และตำแหน่งของจุดรวบรวมขยะรีไซเคิลไม่มีอิทธิพลต่อทุกปัจจัย
ทัศนคติผู้บริโภคต่อธุรกิจขนส่งสัตว์เลี้ยงพร้อมระบบติดตามระหว่างกรุงเทพฯ – เชียงใหม่, ณิชากร เพ็ชรตุ่น
ทัศนคติผู้บริโภคต่อธุรกิจขนส่งสัตว์เลี้ยงพร้อมระบบติดตามระหว่างกรุงเทพฯ – เชียงใหม่, ณิชากร เพ็ชรตุ่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ทัศนคติผู้บริโภคต่อธุรกิจขนส่งสัตว์เลี้ยงพร้อมระบบติดตามระหว่างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เป็นการศึกษาเพื่อเสาะหาช่องทางในการทำธุรกิจขนส่งสัตว์เลี้ยงแบบใหม่ ที่คาดว่าจะสามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมการบริโภคและตลาดสัตว์เลี้ยงที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยผู้วิจัยได้คำนวณต้นทุน และราคาค่าขนส่ง ซึ่งมีทั้งหมด 5 ราคา โดยแยกตามขนาด จากนั้นก็ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถาม ซึ่งถามถึงลักษณะทางประชากรศาสตร์ของเจ้าของสัตว์เลี้ยงความถี่ในการพาสัตว์เลี้ยงไปเที่ยว ลักษณะทางประชากรศาสตร์ของสัตว์เลี้ยงและการยอมรับราคาฟังก์ชั่นต่าง ๆ ในการติดตามการขนส่งสัตว์เลี้ยง คุณลักษณะการบริการและเหตุผลที่ต้องการใช้บริการ ผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่ของเจ้าของสัตว์เลี้ยง ยอมรับราคาที่ตั้งไว้ที่ 2,400 บาท (XS), 3,000 บาท (S), 3,800 บาท (M), 4,600 บาท (L), 5,300 บาท (XL) และ 6,100 บาท (XXL) มีความเห็นด้วยกับคุณลักษณะการให้บริการที่ตั้งไว้ และมีเหตุผลในการใช้บริการคือการท่องเที่ยว การย้ายถิ่นฐาน และการยกให้เจ้าของใหม่ สำหรับการยอมรับราคา ตัวแปรที่มีอิทธิพลคือเงินเดือนของเจ้าของสัตว์เลี้ยง โดยพบว่ายิ่งฐานเงินเดือนน้อยลง ยิ่งมีแนวโน้มปฏิเสธมากขึ้นและในส่วนที่เกี่ยวกับฟังก์ชั่นที่จ่ายเงินเพิ่ม พบว่า สายพันธุ์ มีอิทธิพลมากที่สุดในการยอมรับฟังก์ชั่น โดยเจ้าของสัตว์เลี้ยงพันธุ์เฟรนช์ บูลด็อก มีแนวโน้มยอมรับมากกว่าสายพันธุ์อื่น เนื่องจากความอ่อนแอตามสายพันธุ์ที่มีแนวโน้มที่จะป่วยหรือเกิดความผิดปกติมากกว่าสายพันธุ์อื่น
การวิเคราะห์ต้นทุนการจัดการรับคืนสินค้าด้วยการคิดต้นทุนฐานกิจกรรมเกณฑ์เวลา, ทศพร มะโนแสน
การวิเคราะห์ต้นทุนการจัดการรับคืนสินค้าด้วยการคิดต้นทุนฐานกิจกรรมเกณฑ์เวลา, ทศพร มะโนแสน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการวิเคราะห์ต้นทุนการจัดการรับคืนสินค้า โดยใช้แนวคิดการวิเคราะห์ต้นทุนกิจกรรมเกณฑ์เวลามาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ โดยรวบรวมข้อมูลจากบริษัทตัวอย่างแห่งหนึ่งที่ดำเนินธุรกิจจัดหน่ายสินค้าเสื้อผ้าแฟชั่น รองเท้า เครื่องสำอาง และเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ แก่ร้านค้าในกรุงเทพและต่างจังหวัด โดยทำการศึกษาตั้งแต่การรับเรื่องรวบรวมคำสั่งการคืนสินค้า การติดตามสินคืน การรับสินค้าคืน การคัดแยกสภาพสินค้า จนไปถึงการจัดเก็บสินค้า ในการสร้างระบบต้นทุนฐานกิจกรรมเกณฑ์เวลา เริ่มจากการวิเคราะห์กิจกรรมของแผนกต่าง ๆ ที่เก็บรวบรวมข้อมูลไว้ แล้วทำการหาเวลามาตรฐานในการทำงานโดยใช้การจับเวลาทำการคำนวณหาอัตราต้นทุนกำลังการผลิต ทำการคำนวณต้นทุนต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ การศึกษาในครั้งนี้พบว่าต้นทุนประเภทบุคลากร อันได้แก่ เงินเดือนและค่าจ้างพนักงานเป็นต้นทุนที่มีสัดส่วนที่สูง ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยผลิตภัณฑ์สูง ซึ่งสะท้อนให้เห็นต้นทุนที่ไม่ได้ใช้งาน การศึกษาจึงได้เสนอแนวทางนโยบายการลดการคืนสินค้า ปรับปรุงกระบวนลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนและการพิจารณาทบทวนในการใช้พนักงานร่วมกันเพื่อให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด
ปัจจัยด้านโลจิสติกส์ที่ส่งผลต่อปริมาณการส่งออกข้าวหอมมะลิไทย 100%, ทับทิม ฐิตเรืองศักดิ์
ปัจจัยด้านโลจิสติกส์ที่ส่งผลต่อปริมาณการส่งออกข้าวหอมมะลิไทย 100%, ทับทิม ฐิตเรืองศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาอิทธิพลของปัจจัยด้านโลจิสติกส์ที่ส่งต่อปริมาณการส่งออกข้าวหอมมะลิไทย 100% ประชากรที่ใช้ในสารนิพนธ์ครั้งนี้คือข้อมูลเชิงตัวเลขที่มีค่าสถิติรายเดือนตั้งแต่ปี 2559-2664 ของตัวแปรอิสระได้แก่ ราคา FOB ของข้าวหอมมะลิ 100% อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทและดอลล่าห์สหรัฐ ปริมาณการผลิตข้าวหอมมะลิ ราคา FOB ข้าว Vietnam Jasmine 5% และ World Container Index โดยสถิติที่นำมาใช้ในการศึกษาสารนิพนธ์เล่มนี้ได้แก่ การวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression) ซึ่งผลการศึกษาในสารนิพนธ์เล่มนี้พบว่า ตัวแปรอิสระที่ส่งผลต่อปริมาณการส่งออกข้าวหอมมะลิไทย 100% ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทและดอลล่าห์สหรัฐ World Container Index และปริมาณการผลิตข้าวหอมมะลิ ที่ระดับนัยสำคัญที่ 0.05
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงานขับรถบรรทุก, ธนบัตร ชื่นจิตต์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงานขับรถบรรทุก, ธนบัตร ชื่นจิตต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงาน ขับรถบรรทุกโดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาครั้งนี้ 2 ประการ ได้แก่ ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการคง อยู่ของพนักงานขับรถบรรทุก และ ศึกษาแนวทางในการรักษาคนขับรถบรรทุกให้คงอยู่ได้อย่าง ยั่งยืน โดยผู้วิจัยได้ทำการรวบรวมปัจจัยและคัดเลือกมาทั้งหมด 7 ปัจจัยได้แก่ ปัจจัยในด้านการ ทำงานของพนักงานขับรถบรรทุก ปัจจัยด้านที่พักอาศัยของพนักงานขับรถบรรทุก ปัจจัยด้าน สภาพแวดล้อมในการทำงานของพนักงานขับรถบรรทุก ปัจจัยด้านรายได้ของพนักงานขับ รถบรรทุก ปัจจัยด้านสุขภาพของพนักงานขับรถบรรทุก ปัจจัยส่วนตัวของพนักงานขับรถบรรทุก และปัจจัยด้านการได้งานใหม่ของพนักงานขับรถบรรทุก โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลจาก แบบสอบถามที่ได้ทำการสอบถามแก่พนักงานขับรถบรรทุกในบริษัทตัวอย่างแห่งหนึ่งและนำผลที่ ได้จากแบบสอบถามมาทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยนำข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามมาประมวลผลใน โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS โดยใช้วิธีเทคนิคการถดถอยโลจิสติกส์ (Logistic Regression Analysis) แบบ Binary Logistic Regression จากการศึกษาผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากตัวแปรต้นทั้งหมด 7 ตัวแปรที่เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่พนักงานขับรถบรรทุก พบว่ามี 4 ตัวแปรต้นที่ส่งผลต่อการ คงอยู่ของพนักงานขับรถบรรทุก ได้แก่ ปัจจัยด้านที่พักอาศัยของพนักงานขับรถบรรทุก ต่อมาคือ ปัจจัยด้านสุขภาพของพนักงานขับรถบรรทุก ปัจจัยด้านรายได้ของพนักงานขับรถบรรทุก และ ปัจจัยด้านการได้งานใหม่ของพนักงานขับรถบรรทุก
การปรับปรุงกระบวนการผลิตหนังสือโดยแนวคิดลีนของบริษัท Aaa จำกัด, ธนวัต ธนสารโชคพิบูลย์
การปรับปรุงกระบวนการผลิตหนังสือโดยแนวคิดลีนของบริษัท Aaa จำกัด, ธนวัต ธนสารโชคพิบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตโดยแนวคิดลีนกรณีศึกษาของบริษัท AAA จำกัด รวมถึงหาแนวทางพัฒนาเพื่อให้เวลารวมของการผลิตหนังสือนั้นลดลงซึ่งจะส่งผลให้สามารถผลิตหนังสือได้ทันเวลาการส่งมอบทันเวลา ด้วยการประยุกต์ใช้แผนผังสายธารคุณค่าร่วมกับการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ขั้นตอนการศึกษาทั้งหมดแบ่งเป็น 9 ขั้นตอน ดังนี้ 1) กำหนดผลิตภัณฑ์มาศึกษา ซึ่งเป็นหนังสือที่กำลังผลิตจริงในปี 2566 2) ศึกษากระบวนการทั้งหมดของการผลิตหนังสือว่ามีกระบวนการใดบ้าง ขั้นตอนเป็นอย่างไร 3) การกำหนดปัญหาโดยใช้หลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 4) เก็บข้อมูลจากการปฏิบัติงานจริงทั้งหมด 7 วัน 5) สร้างแผนผังสายธารคุณค่าสถานะปัจจุบัน 6) วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงเพื่อปรับปรุงแผนผังสายธารคุณค่าใหม่ให้เหมาะสม 7) สร้างแผนผังสายธารคุณค่าสถานะอนาคต 8) นำไปใช้ปฏิบัติงานจริง เป็นระยะเวลา 49 วัน โดยเริ่มใช้ปฏิบัติจริงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 9) สรุปผลการดำเนินงานเพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก่อนและหลังการปรับปรุง ผลจากการวิจัยพบว่า ปัญหาที่ทำให้เกิดความล่าช้าคือกระบวนการเข้าเล่มจนเสร็จทั้งหมดแล้วจึงค่อยมาเข้าสันกาว หลังจากการปรับปรุงโดยการรวมกระบวนการเข้าเล่มและเข้าสันกาวเข้าด้วยกัน ส่งผลให้สามารถลดเวลาการผลิตรวมของหนังสือได้ถึงร้อยละ 19.24 ในแต่ละวันทำให้การผลิตนั้นสามารถผลิตได้ทันส่งมอบ
การวิเคราะห์เปรียบเทียบต้นทุนการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศของตู้คอนเทนเนอร์และเรือเทกอง : กรณีศึกษาสินค้ากระดาษ, ปิยวัช ศรีโรจนรัตน์
การวิเคราะห์เปรียบเทียบต้นทุนการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศของตู้คอนเทนเนอร์และเรือเทกอง : กรณีศึกษาสินค้ากระดาษ, ปิยวัช ศรีโรจนรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากกรณีศึกษาของบริษัทผู้ผลิตกระดาษในประเทศไทยที่มีการส่งออกกระดาษจาก ประเทศไทยไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก โดยกลุ่มประเทศหลักที่มีการส่งออกได้แก่ กลุ่มประเทศใน ทวีปเอเชียและยุโรป ซึ่งรูปแบบหลักของการขนส่งดั้งเดิมที่ใช้จะเป็นรูปแบบของตู้คอนเทนเนอร์ ผ่านท่าเรือแหลมฉบัง ทั้งนี้เทอมการซื้อขายสินค้าของบริษัทจะเป็นเทอม CIF (Cost Insurance & Freight) ทั้งหมดซึ่งบริษัทเป็นผู้จัดสรรกิจกรรมโลจิสติกส์ตั้งแต่หน้าโรงงานจนถึงท่าเรือปลายทาง แต่เนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดของโควิด 19 ที่ส่งผลให้ค่าระวางตู้คอนเทนเนอร์ปรับตัวสูงขึ้น 3 - 4 เท่า จึงเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกในด้านของต้นทุนการขนส่ง สารนิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งเน้นที่จะศีกษารูปแบบการขนส่งแบบเทกองเพื่อเป็นทางเลือกของ การขนส่ง โดยทำการศึกษาต้นทุนของรูปตู้คอนเทนเนอร์และรูปแบบเทกองภายใต้การคำนวณ ต้นทุนตลอดทั้งปีในเส้นทางหลักของบริษัทจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังท่าเรือ Antwerp ซึ่งข้อมูล ด้านต้นทุนของแต่ละกิจกรรมเป็นการเก็บรวบรวมจากบริษัทผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์และนำ ต้นทุนมาเฉลี่ยเพื่อเป็นค่ากลางสำหรับการคำนวณ ผลการศึกษาพบว่ารูปแบบเทกองมีต้นทุนที่ต่ำ กว่ารูปแบบตู้คอนเทนเนอร์ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด 19 แต่ในขณะเดียวกันเมื่อพิจารณา ในช่วงหลังการแพร่ระบาดโควิด 19 ที่สถานการณ์ค่าระวางปรับตัวกลับมาเป็นปกติ พบว่ารูปแบบตู้ คอนเทนเนอร์ยังคงเป็นรูปแบบที่มีต้นทุนที่ต่ำที่สุด
ปัจจัยการรับรู้ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อความตั้งใจเดินทางท่องเที่ยวของผู้โดยสารสายการบินภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19, พิชญพิชญ์ นิ่มพยา
ปัจจัยการรับรู้ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อความตั้งใจเดินทางท่องเที่ยวของผู้โดยสารสายการบินภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19, พิชญพิชญ์ นิ่มพยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาปัจจัยด้านการรับรู้ความเสี่ยงด้านสุขภาพในมาตรการด้านต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยวของผู้โดยสารสายการบินภายในประเทศไทย ภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยมีตัวแปรอิสระในมาตรการต่าง ๆ ได้แก่ Active Intervention, Passive Intervention และ Technological Intervention ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ โดยมีกลุ่มประชากรตัวอย่างเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางโดยใช้บริการสายการบินภายในประเทศไทย ในช่วงระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จำนวนทั้งสิ้น 401 คน และนำมาประมวลผลโดยการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงเส้นเดี่ยว (Simple Linear Regression Analysis) โดยมีระดับนัยสำคัญที่ 0.05 จากผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยการรับรู้ความเสี่ยงด้านสุขภาพในมาตรการ Active Intervention และ Passive Intervention ไม่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว และมาตรการด้าน Technological Intervention ส่งผลต่อความตั้งใจในการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยวของผู้โดยสารสายการบินภายในประเทศไทย ภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า หากสายการบินมีการนำเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่อำนวยความสะดวกในการเข้ารับบริการมาใช้ เพื่อเป็นการป้องกัน และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 จะส่งผลต่อความตั้งใจในการเดินทางท่องเที่ยวของผู้โดยสาร และนำไปสู่การสร้างความมั่นใจในการเดินทางมากยิ่งขึ้น
การคัดเลือกผู้ให้บริการนำเข้าและส่งออกสินค้า ในประเทศลาว : กรณีศึกษาธุรกิจค้าปลีก, ภากร ศิริชื่นวิจิตร
การคัดเลือกผู้ให้บริการนำเข้าและส่งออกสินค้า ในประเทศลาว : กรณีศึกษาธุรกิจค้าปลีก, ภากร ศิริชื่นวิจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการคัดเลือกผู้ให้บริการนำเข้าและส่งออกสินค้า ใน ประเทศลาว ส ำหรับธุรกิจค้าปลีก ซึ่งใช้วิธีการตัดสินใจแบบหลายหลักเกณฑ์ (Multi Criteria Making: MCDM) ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับปัญหาของบริษัทกรณีศึกษา โดยพิจารณาจาก หลักเกณฑ์ 3 หลักเกณฑ์ ได้แก่ หลักเกณฑ์ด้านข้อมูลผู้ให้บริการ หลักเกณฑ์ด้านราคา และ หลักเกณฑ์ด้านการจัดส่ง เพื่อทำการคัดเลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสมจากทางเลือกผู้ให้บริการ จำนวน 3 ราย คือ ผู้ให้บริการ B D และ E ผู้วิจัยได้ประยุกต์ใช้เทคนิคกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (Analytic Hierarchy Process: AHP) ทำการวิเคราะห์หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาคัดเลือกผู้ให้บริการ โดยผลจากการศึกษา พบว่า แต่ละหลักเกณฑ์และทางเลือก มีความเห็นที่แตกต่างกัน เนื่องจาก ผู้ตอบแบบสอบถามมีมุมมองที่ต่างกันตามบทบาท ในขณะที่ผลลัพธ์สุดท้ายของการตัดสินใจเป็นไป ในทิศทางเดียวกันตามลำดับคะแนน คือ หลักเกณฑ์ด้านราคา หลักเกณฑ์ด้านการจัดส่ง และ หลักเกณฑ์ด้านข้อมูลผู้ให้บริการ และทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด คือ ผู้ให้บริการ E แต่เมื่อพิจารณา ลงแต่ละหลักเกณฑ์ พบว่ายังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของบริษัท ทางผู้วิจัยจึงนำผลการวิเคราะห์ นำเสนอผู้มีอำนาจพิจารณา ซึ่งได้ให้นโยบายและเลือกผู้ให้บริการ จำนวน 2 รายตามล ำดับคะแนน ที่ได้จากการวิเคราะห์ คือ ผู้ให้บริการ B และ E โดยได้ทำข้อตกลงกับผู้ให้บริการทั้ง 2 ราย ให้แบ่งการให้บริการเท่าๆกัน และปฎิบัติตามเงื่อนไขของบริษัท
การเปรียบเทียบต้นทุนการนำเข้าแผ่นยาง ระหว่างเทอมการซื้อขาย Fob และ Cif, ยุจชรีย์ จันทร์มีศรี
การเปรียบเทียบต้นทุนการนำเข้าแผ่นยาง ระหว่างเทอมการซื้อขาย Fob และ Cif, ยุจชรีย์ จันทร์มีศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงวิธีการลดต้นทุนการนำเข้าแผ่นยางจากประเทศจีนด้วยวิธีการเปลี่ยน Incoterm จาก FOB เป็น CIF โดยการศึกษาวิจัยนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การวิเคราะห์เปรียบเทียบต้นทุนรวมโลจิสติกส์ในการนำเข้าสินค้าระหว่างเทอม FOB และ CIF โดยใช้การศึกษาและเก็บข้อมูลต้นทุนรวมโลจิสติกส์ รวมไปถึงการจำลองสถานการณ์เปรียบเทียบ ค่าขนส่งสินค้า 3 กรณีคือ กรณีที่ค่าขนส่งสินค้าเป็นแบบ Best Case FOB เปรียบเทียบกับ CIF, กรณี Worst Case FOB เปรียบเทียบกับ CIF และ Best Case FOB เปรียบเทียบกับ Worst case FOB ส่วนที่สองผู้วิจัยใช้วิธีการกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (Analytical Hierarchy Process) เพื่อมาวิเคราะห์ปัจจัยในการคัดเลือก Incoterm ในการนำเข้าสินค้าระหว่าง FOB และ CIF โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ผลการศึกษาพบว่า การนำเข้าสินค้าด้วยเทอม FOB มีต้นทุนรวมโลจิสติกส์ที่ต่ำกว่า CIF อยู่ที่ 13% ในส่วนของการจำลองสถานการณ์ค่าขนส่งสินค้าสินค้า 3 แบบพบว่า กรณี Best case FOB เปรียบเทียบกับ CIF พบว่า Best Case FOB มีต้นทุนค่าขนส่งสินค้าที่ต่ำกว่า, กรณี Worst Case FOB เปรียบเทียบกับ CIF พบว่า Worst Case FOB มีต้นทุนค่าขนส่งสินค้าที่สูงกว่า และ กรณี Best Case FOB เปรียบเทียบกับ Worst Case FOB พบว่า Best Case FOB มีต้นทุนค่า ขนส่งสินค้าที่ต่ำกว่า ในส่วนของการวิเคราะห์ปัจจัยเพื่อคัดเลือก …
การปรับปรุงนโยบายการเติมเต็มสินค้าคงคลัง : กรณีศึกษา บริษัทค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง, วจนวรรณ จันทวี
การปรับปรุงนโยบายการเติมเต็มสินค้าคงคลัง : กรณีศึกษา บริษัทค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง, วจนวรรณ จันทวี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ธุรกิจค้าปลีกสินค้า เป็นธุรกิจที่ต้องมีการบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่เหมาะสม เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันกับผู้แข่งขันรายอื่นๆ โดยส่วนใหญ่แล้วการดำเนินงานภายใต้ธุรกิจ ลักษณะนี้มักไม่ทราบค่าความต้องการซื้อของลูกค้าได้ล่วงหน้า อีกทั้งลักษณะความต้องการสินค้า ยังมีลักษณะผันผวน ดังนั้นเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของการบริหารจัดการสินค้าคงคลังแล้ว บริษัทควรมีนโยบายในการเติมเต็มสินค้าคงคลังที่เหมาะสม เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ภายใต้ต้นทุนการบริหารจัดการที่เหมาะสม จากการศึกษาพบว่าในปัจจุบันบริษัทไม่ได้มีการกำหนด นโยบายในการเติมเต็มสินค้าคงคลัง ทั้งมิติทางด้านปริมาณ และเวลาในการสั่งซื้อ ทำให้เกิดปัญหา การจัดเก็บสินค้าคงคลังที่มากเกินไป ในขณะเดียวกันสินค้าบางประเภทกลับเกิดปัญหาสินค้าขาด มือ งานวิจัยฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง โดย แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่การพยากรณ์ความต้องการสินค้า และการกำหนด นโยบายการเติมเต็มสินค้าคงคลังภายใต้ระยะเวลานำ และรอบการสั่งที่คงที่ ในส่วนขั้นตอนการ พยากรณ์ความต้องการสินค้านั้นพบว่าวิธีการที่เหมาะสมกับสินค้าแต่ละรายการสามารถให้ค่าความ คลาดเคลื่อนจากการพยากรณ์ไม่เกิน 10% ซึ่งสามารถใช้เป็นมาตรฐานในการกำหนดปริมาณสินค้า คงคลังสำรองเพื่อความปลอดภัย และระดับคงคลังเป้าหมาย (OUL) เมื่อดำเนินการทดสอบ นโยบายที่นำเสนอ พบว่าปริมาณสินค้าคงคลังสามารถลดลงได้มากถึง 41% ลดต้นทุนรวมลงได้ 25% และสามารถปรับปรุงความสามารถในการให้บริการเป็น 95% ได้
การพิจารณาเลือกที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าที่เหมาะสม กรณีศึกษา : บริษัทขนส่งด่วนระหว่างประเทศ, วัศพจน์ ตากวิริยะนันท์
การพิจารณาเลือกที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าที่เหมาะสม กรณีศึกษา : บริษัทขนส่งด่วนระหว่างประเทศ, วัศพจน์ ตากวิริยะนันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้เป็นการประยุกต์ใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (Analytic Hierarchy Process) ในการเลือกทำเลที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ของบริษัทกรณีศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาปัจจัยที่มีผลต่อการพิจารณาเลือกที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าและหาพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้านอกจากนี้ยังใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนในการประกอบการตัดสินใจเพิ่มเติม จากการศึกษาพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกทำเลที่ตั้งประกอบไปด้วยทั้งหมด 8 ปัจจัยคือ ปัจจัยด้วยการขนส่ง ปัจจัยด้านแหล่งสินค้า ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจัยด้านแรงงาน ปัจจัยด้านการเงิน ปัจจัยด้านสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ ปัจจัยด้านชุมชน และปัจจัยด้านสภาพการแข่งขันทางธุรกิจ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะนำมาใช้ในการพิจารณาทำเลที่ตั้งทางเลือกทั้งหมด 2 แห่ง คือ ถนนเทพารักษ์ กม. 8 จังหวัดสมุทรปราการ และถนนบางนา-ตราด จังหวัดกรุงเทพมหานคร ผลจากการศึกษาตามกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์พบว่าปัจจัยที่สำคัญ 3 ลำดับแรกที่ส่งผลต่อการเลือกทำเลที่ตั้งของศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ของบริษัทกรณีศึกษา คือ ปัจจัยด้านการขนส่ง ปัจจัยด้านแหล่งสินค้า และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งคิดเป็น 71.6 เปอร์เซ็นต์ของค่าน้ำหนักความสำคัญของปัจจัยทั้งหมด ส่วนทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดคือ ถนนเทพารักษ์ กม. 8 จังหวัดสมุทรปราการ โดยผลวิเคราะห์ความเหมาะสมนั้นก็มีความสอดคล้องกับผลลัพธ์ดังกล่าว ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อสรุปผล อภิปรายผล และวิเคราะห์เหมาะสมในการลงทุนสร้างศูนย์กระจายสินค้าในพื้นที่ที่ได้จากการใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์
การปรับปรุงกระบวนการออกแบบโครงการก่อสร้าง : กรณีศึกษา บริษัทออกแบบภายใน, วิภาวรรณ ตันตินันท์
การปรับปรุงกระบวนการออกแบบโครงการก่อสร้าง : กรณีศึกษา บริษัทออกแบบภายใน, วิภาวรรณ ตันตินันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการออกแบบโครงการก่อสร้างที่ดำเนินการโดยบริษัทออกแบบตกแต่งภายใน ซึ่งประสบปัญหาข้อร้องเรียนจากลูกค้าและความล่าช้าในการส่งมอบงาน การศึกษาเริ่มจากการทำแผนผังกระบวนการด้วยเทคนิค BPMN ร่วมกับข้อมูลที่รวบรวมจากการสัมภาษณ์พนักงาน 13 คน และจากการสังเกตการณ์ทำงานซึ่งอาการและสาเหตุของปัญหาได้รับการวิเคราะห์ด้วยวิธี 5W1H และ Why-Why โดยสาเหตุของปัญหาถูกนำมาจัดลำดับความสำคัญ ได้แก่ การตัดสินใจที่ล่าช้าของผู้มีอำนาจ การขาดบุคลากรที่มีความรู้ด้านการก่อสร้าง และการให้ลูกค้าเปลี่ยนแปลงแบบได้แบบไม่จำกัด การใช้หลักการ ECRS และเทคนิค House of Quality ทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการที่สำคัญ เพิ่มประโยชน์จากการใช้ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบและการก่อสร้าง การจัดตั้ง KPI สำหรับการวัดประสิทธิภาพ และจำกัดการเปลี่ยนแปลงแบบจากลูกค้า
การปรับปรุงระบบโลจิสติกส์เพื่อส่งออกน้ำตาลด้วยตู้คอนเทนเนอร์, วิริญา ภานุพงษ์
การปรับปรุงระบบโลจิสติกส์เพื่อส่งออกน้ำตาลด้วยตู้คอนเทนเนอร์, วิริญา ภานุพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบทางเลือกของระบบโลจิสติกส์ของการส่งออกน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์บรรจุกระสอบด้วยตู้คอนเทนเนอร์ที่เหมาะสมที่สุดโดยเปรียบเทียบในสี่ทางเลือก ระบบแรกที่ใช้อยู่ปัจจุบันคือการขนย้ายน้ำตาลไปจัดเก็บไว้เป็นสินค้าคงคลังเพื่อรอการส่งออกที่คลังสินค้าเช่าภายนอกที่อยู่ห่างไกลจากโรงงานและใช้รถหัวลากขนส่งตู้คอนเทนเนอร์มาบรรจุน้ำตาลที่คลังสินค้าเพื่อขนส่งนำไปท่าเรือแหลมฉบัง ระบบที่สองใช้รถหัวลากขนส่งตู้คอนเทนเนอร์มาบรรจุน้ำตาลที่โรงงานแล้วขนส่งนำไปท่าเรือแหลมฉบังระบบที่สามมีรูปแบบคล้ายกับระบบที่สองแต่ใช้การขนส่งทางรถไฟเพื่อนำตู้คอนเทนเนอร์มาบรรจุน้ำตาลที่โรงงานแล้วขนส่งนำไปท่าเรือแหลมฉบังด้วยรถไฟ และระบบที่สี่คือการขนย้ายน้ำตาลไปทำการบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์ที่คลังสินค้าภายนอกใกล้กับท่าเรือแหลมฉบังแล้วใช้รถหัวลากขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ไปท่าเรือแหลมฉบัง ผลการวิเคราะห์พบว่าทางเลือกที่มีต้นทุนโลจิสติกส์ต่ำที่สุดคือระบบที่สามที่ทำการบรรจุน้ำตาลเข้าตู้คอนเทนเนอร์ที่โรงงานแล้วขนส่งด้วยรถไฟไปท่าเรือ และทางเลือกที่มีต้นทุนทางโลจิสติกส์ที่น้อยที่สุดถัดมาได้แก่ระบบที่สี่ซึ่งนำน้ำตาลไปทำการบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ที่คลังสินค้าใกล้ท่าเรือ อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบในเชิงระยะเวลาการขนส่ง ระบบที่สี่นั้นใช้ระยะเวลามากกว่าหนึ่งวันเพียงเล็กน้อยเพื่อขนส่งน้ำตาลกระสอบบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ไปท่าเรือหลังจากที่มีการแจ้งรับน้ำตาลจากสายเรือ ในขณะที่ระบบที่สามต้องใช้ระยะเวลาสี่วันและอาจพบความเสี่ยงจากการบริการของรถไฟที่ยังไม่มีความเสถียรเพียงพอ โดยสรุปแล้วในด้านต้นทุนโลจิสติกส์และระยะเวลาการขนส่งจึงเลือกใช้ระบบที่สี่ซึ่งเป็นระบบที่ดีที่สุด
การจัดการวัตถุดิบคงคลัง : กรณีศึกษาวัตถุดิบประเภทเม็ดพลาสติก, ศศิยา ฉิมไทย
การจัดการวัตถุดิบคงคลัง : กรณีศึกษาวัตถุดิบประเภทเม็ดพลาสติก, ศศิยา ฉิมไทย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดวิธีการจัดการสินค้าคงคลังของวัตถุดิบที่มีระยะเวลารอคอยนาน โดยประเมินจากวิธีการสั่งซื้ออย่างประหยัด (EOQ) และวิธีการจำลองสถานการณ์มอนติคาร์โล ซึ่งจะใช้ 2 วิธีการนี้ในการกำหนดปริมาณการสั่งซื้อ จุดสั่งซื้อใหม่ และต้นทุนรวมซึ่งเป็นผลลัพธ์จากต้นทุนการสั่งซื้อและต้นทุนการจัดเก็บสินค้าคงคลัง โดยใช้ข้อมูลปริมาณการใช้งานย้อนหลัง 24 เดือนของวัตถุดิบประเภทเม็ดพลาสติกจำนวน 3 ชนิด ในการวิเคราะห์ จากผลการศึกษาพบว่าวิธีการจำลองสถานการณ์มอนติคาร์โลให้นโยบายการจัดการสินค้าคงคลังที่ดีกว่าวิธีการ EOQ ในแง่ของต้นทุนรวม นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการแบบเดิมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน พบว่านโยบายที่กำหนดโดยวิธีการจำลองสถานการณ์ทำให้ต้นทุนลดลงโดยเฉลี่ย 66%
การประยุกต์ใช้ Scor Model ในการปรับปรุงกระบวนการของศูนย์เติมเต็มคำสั่งซื้อ, ศิรารัฏฐ์ อมรรุ่งเรือง
การประยุกต์ใช้ Scor Model ในการปรับปรุงกระบวนการของศูนย์เติมเต็มคำสั่งซื้อ, ศิรารัฏฐ์ อมรรุ่งเรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากแนวโน้มของตลาดซื้อขายออนไลน์ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความต้องการที่จะลดความเสี่ยง เพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ โยการลดการถือครองสินทรัพย์ผลักดันให้มีการพึ่งพาผู้ให้บริการโลจิสติกส์บุคคลที่สาม (3PL) มากขึ้น เป็นเหตุให้งานวิจัยนี้ต้องการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัท 3PL กรณีศึกษา โดยนำหลักการของ Supply Chain Operation Reference (SCOR) Model เข้ามาประยุกต์ใช้ โดยอาศัยการนิยามกระบวนการตาม SCOR Process และใช้มาตรวัดระดับที่ 1 ของ SCOR ในการประเมินประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อนำไปเทียบกับมาตรฐานอุตสาหกรรมและคู่แข่งผ่าน Strategy Canvas เพื่อทำการกำหนดเป้าหมายประสิทธิภาพที่บริษัทต้องการ และใช้มาตรวัดในระดับ 2 และ 3 ของ SCOR เพื่อหาสาเหตุของความพร่องประสิทธิภาพที่พบ แล้วจึงนำแนวปฏิบัติใน SCOR Practice ที่สอดคล้องมาคัดเลือกด้วยหลักการ Prioritization Matrix ที่ผ่านการพิจารณาของคณะทำงาน เพื่อนำแนวปฏิบัติกลุ่ม Quick Wins ซึ่งได้แก่ ABC Inventory Classification และ Theory of Constraints มาใช้ประกอบการปรับปรุงกระบวนการ ผลการประยุกต์ใช้แนวคิดดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานทั้งในด้านความน่าเชื่อถือที่ดีขึ้นประมาณร้อยละ 19 มีรอบเวลาการผลิตสั้นลงประมาณร้อยละ 20 และความยืดหยุ่นของระบบเพิ่มขึ้นประมาณเท่าตัว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้ จึงเสนอให้บริษัทนำแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องของ SCOR ในกลุ่มอื่นมาประยุกต์ใช้เพิ่มเติม รวมถึงหมั่นปรับปรุงคุณภาพของข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป