Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (23491)
- Medicine and Health Sciences (20658)
- Arts and Humanities (18171)
- Education (17170)
- Physical Sciences and Mathematics (14799)
-
- Life Sciences (13495)
- Law (12799)
- Engineering (10650)
- Business (6456)
- Higher Education (6439)
- Public Health (4859)
- Medical Specialties (4791)
- Computer Sciences (4526)
- History (4376)
- Psychology (4130)
- Sociology (3294)
- Earth Sciences (3204)
- Library and Information Science (3106)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2969)
- Religion (2931)
- Plant Sciences (2847)
- Computer Engineering (2676)
- Communication (2638)
- Nursing (2468)
- Economics (2110)
- Agronomy and Crop Sciences (2097)
- Agricultural Science (2068)
- Biology (2058)
- Environmental Sciences (2051)
- Plant Biology (2047)
- Institution
-
- University of Nebraska - Lincoln (3364)
- University of Kentucky (3171)
- Georgia Southern University (3007)
- University of Mississippi (2815)
- Chulalongkorn University (2537)
-
- Brigham Young University (2210)
- Utah State University (2067)
- City University of New York (CUNY) (2060)
- Western Michigan University (1979)
- Yale University (1969)
- Association of Arab Universities (1967)
- Walden University (1914)
- University of Central Florida (1857)
- University of South Florida (1847)
- Louisiana State University (1795)
- Taiwan Food and Drug Administration (1747)
- San Jose State University (1706)
- University of New Hampshire (1618)
- University of Dayton (1585)
- University of Alabama at Birmingham (1569)
- Ministry of Higher and Secondary Specialized Education of the Republic of Uzbekistan (1500)
- China Simulation Federation (1490)
- University of New Mexico (1427)
- Washington University School of Medicine (1404)
- New Jersey Institute of Technology (1388)
- University of Montana (1387)
- TÜBİTAK (1363)
- Sigma Theta Tau International Honor Society of Nursing (1328)
- Singapore Management University (1295)
- East Tennessee State University (1288)
- Keyword
-
- COVID-19 (3752)
- Georgia Southern University (2036)
- Coronavirus (1547)
- Michigan (1206)
- Undergraduate (1192)
-
- United States (1175)
- Education (1128)
- Humans (978)
- Athletics (829)
- COVID-19 Crisis (2020 - Present) (745)
- Covid-19 (693)
- Pandemic (677)
- History (605)
- Female (553)
- Newsletter (545)
- Release (540)
- Market Support Programs (519)
- Higher education (514)
- Market Liquidity Program (508)
- Machine learning (506)
- English (505)
- Genealogy (502)
- Gender (498)
- Leadership (492)
- Local history (478)
- News Releases (466)
- School of medicine (461)
- Male (452)
- Mental health (449)
- Technology (429)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (3535)
- Faculty Publications (2116)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (1963)
- IGC Proceedings (1977-2023) (1788)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1750)
-
- Journal of Food and Drug Analysis (1747)
- Documents (1550)
- Journal of System Simulation (1490)
- Dissertations (1353)
- Open Access Publications (1217)
- Browse All News (1110)
- Electronic Theses and Dissertations (1096)
- Defensive Publications Series (1094)
- 2020 Decisions (1047)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (1025)
- Open Access archive (963)
- Faculty Scholarship (921)
- Honors Theses (826)
- Articles (792)
- Journal Articles (792)
- Athletics: News & Publications (783)
- Mansoura Engineering Journal (782)
- All Forum Articles (751)
- Not Reported (724)
- Florida Historical Quarterly (720)
- Publications and Research (657)
- Research outputs 2014 to 2021 (657)
- Theses (655)
- Master's Theses (592)
- ETSU News (578)
- Publication Type
Articles 163861 - 163890 of 169284
Full-Text Articles in Entire DC Network
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับบริษัทจำกัดที่จัดตั้งโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, พิชญนันท์ ทิพย์มณี
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับบริษัทจำกัดที่จัดตั้งโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, พิชญนันท์ ทิพย์มณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริษัทจํากัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเอกชนด้วยทุนมูลค่าเกินกว่าร้อยละ 50 หรืออยู่ภายใต้การครอบงำชี้ขาดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งในทางวิชาการเรียกว่า “วิสาหกิจมหาชนท้องถิ่น” (Local Public Enterprise) แยกเป็นอิสระออกจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจ และเมื่อบริษัทจำกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ บริษัทดังกล่าวจึงถือเป็น “ผู้ประกอบการ” ที่ต้องตกอยู่ภายใต้กติกาและการแข่งขันทางการค้า ตามหลักการแข่งขันเสรีและเสมอภาค ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ประเทศไทยได้มีการบัญญัติให้อำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยในการจัดตั้งหรือถือหุ้นในบริษัทจำกัด โดยพบว่า ปัจจุบันมีการจัดตั้งบริษัทจำกัดโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพียง 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด และ บริษัท ขอนแก่น ทรานซิท ซิสเต็ม จำกัด ซึ่งเป็นโมเดลสำคัญแก่องค์ปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในการดำเนินกิจการด้วยวิธีการจัดตั้งบริษัท อย่างไรก็ดี เนื่องด้วยประเด็นปัญหาทางกฎหมาย เช่น หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจัดตั้ง สถานะทางกฎหมาย ขอบวัตถุประสงค์ การกำกับดูแล และการกำหนดแนวทางการบังคับใช้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ที่ไม่ชัดเจน ส่งผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยไม่สามารถจัดตั้งหรือถือหุ้นในบริษัทจำกัดได้ตามเจตนารมณ์ของตน ก่อให้เกิดอุปสรรคแก่ภาครัฐในการควบคุมกำกับดูแลการจัดตั้งหรือถือหุ้นในบริษัทจำกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งยังก่อให้เกิดการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการภาครัฐและเอกชน วิทยานิพนธ์เล่มนี้ จึงมีข้อเสนอแนะให้มีการตรากฎหมายให้อำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยทั้ง 5 ประเภท ให้สามารถจัดตั้งหรือถือหุ้นในบริษัทจำกัดที่จัดตั้งโดยนิติบุคคลคนเดียวและบริษัทร่วมทุน เพื่อดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ภายใต้หลักเกณฑ์และการกำกับดูแลของรัฐบาลส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และเสนอแนะให้มีการบัญญัติสถานะทางกฎหมายด้วยคำว่า “วิสาหกิจมหาชนท้องถิ่น” ประกอบกับ การวางแนวทางการบังคับใช้กฎหมายที่ชัดเจน เช่น การบังคับใช้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 แก่บริษัทจำกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในฐานะ “ผู้ประกอบธุรกิจ” เพื่อเป็นมาตรการช่วยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเลือกใช้วิธีการได้อย่างเหมาะสม ในขณะเดียวกัน เพื่อเป็นมาตรการป้องกันและกำกับดูแลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดตั้งถือหุ้นในบริษัทจำกัดให้เป็นโดยชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้ง เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทางเศรษฐกิจตามหลักการแข่งขันเสรีและเสมอภาค ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและหลักการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ปัญหาผลทางกฎหมายในข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ของลูกหนี้, นรรัตน์ ธีรานุกูร
ปัญหาผลทางกฎหมายในข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ของลูกหนี้, นรรัตน์ ธีรานุกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ (Cross-default clause) เกิดจากการตกลงของคู่สัญญา มีสาระสำคัญ คือ นำเอาการผิดนัดของลูกหนี้ในสัญญาฉบับหนึ่งมาเป็นเหตุแห่งการผิดนัดในสัญญาอีกฉบับหนึ่ง เพื่อปกป้องประโยชน์ของเจ้าหนี้ให้มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้พร้อมกับหนี้อื่นหากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้อื่นนั้น ข้อสัญญาการผิดนัดไขว้นี้ถูกนำไปใช้ในสัญญาต่าง ๆ แต่ผลทางกฎหมายของข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ไม่ชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาในการบังคับชำระหนี้และความรับผิดของคู่สัญญาและบุคคลภายนอกที่เข้าประกันหนี้ให้แก่ลูกหนี้ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงศึกษาผลทางกฎหมายของข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ในระบบกฎหมายไทย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 รวมถึง กฎและประกาศ ตลอดจนหลักกฎหมายทั่วไป แต่ไม่รวมถึงกรณีเจ้าหนี้ผิดนัด สัญญาของสมาคมระหว่างประเทศ สัญญาซื้อขายหลักทรัพย์และสัญญาทางปกครอง ทั้งนี้ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีการศึกษากฎหมายต่างประเทศเพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ผลทางกฎหมายของข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ด้วย พบว่า ตามกฎหมายสัญญาของรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ข้อสัญญาการผิดนัดไขว้สามารถใช้บังคับได้ เนื่องจากความรับผิดตามสัญญาของกฎหมายของรัฐนิวยอร์กเป็นไปตามหลักความรับผิดโดยเคร่งครัดที่คู่สัญญาต้องรับผิดตามที่ตกลงกัน แต่ในกรณีกฎหมายล้มละลาย ข้อสัญญาการผิดนัดไขว้มีผลบังคับใช้ได้ต่อเมื่อสัญญาต่าง ๆ มีความเกี่ยวข้องกัน สำหรับกฎหมายของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีซึ่งเป็นหนึ่งในต้นแบบที่สำคัญในการร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย พบว่า ความรับผิดทางแพ่งของกฎหมายเยอรมันเป็นไปตามหลักความผิด โดยมีบทบัญญัติระบุไว้อย่างชัดเจนในประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมัน แต่กฎหมายเยอรมันไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับผลบังคับใช้ของข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ไว้โดยเฉพาะ จากการศึกษาพบปัญหาข้อสัญญาการผิดนัดไขว้เป็นการตกลงเกี่ยวกับสิทธิและความรับผิดของคู่สัญญาต่างจากที่กฎหมายกำหนด เช่น ลูกหนี้ต้องชำระหนี้ก่อนถึงกำหนดชำระหนี้ ลูกหนี้เป็นลูกหนี้ผิดนัดทันทีโดยข้อสัญญาแม้ว่าลูกหนี้ไม่ได้ชำระหนี้ล่าช้า หรือ ลูกหนี้ต้องรับผิดในหนี้โดยไม่มีความผิด เป็นต้น อีกทั้ง ยังพบปัญหาความไม่ธรรมในการบังคับใช้ของข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ที่ไม่มีเงื่อนไขในการเรียกให้ลูกหนี้รับผิดตามสัญญา ทำให้ลูกหนี้รับภาระในหนี้โดยไม่เป็นธรรมและเกินสมควร ดังนั้น ผู้เขียนจึงเสนอหลักเกณฑ์ของข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ให้มีผลบังคับได้เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี โดยพิจารณาจากความเกี่ยวข้องของสัญญาเหล่านั้นไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง รวมถึง การตีความเรื่องความเกี่ยวข้องของสัญญาเหล่านั้น เพื่อให้ข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ถูกนำมาใช้บังคับอย่างหมาะสมและเป็นธรรมแก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่าย
ปัญหาผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกโดยไม่ชอบด้วยหน้าที่, ธารทิพย์ เกียรติสุวรรณ์
ปัญหาผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกโดยไม่ชอบด้วยหน้าที่, ธารทิพย์ เกียรติสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กรณีผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกโดยไม่ชอบด้วยหน้าที่ กฎหมายมิได้บัญญัติผลทางกฎหมายไว้โดยชัดแจ้ง เช่น กรณีผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก พบว่าคำพิพากษาศาลฎีกาบางฉบับวินิจฉัยผลทางกฎหมายให้นิติกรรมมีผลไม่ผูกพันทายาทและคำพิพากษาศาลฎีกาบางฉบับวินิจฉัยให้นิติกรรมมีผลตกเป็นโมฆะ ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 มรดก ในเรื่องผู้จัดการมรดก ก็มิได้มีการบัญญัติคุ้มครองบุคคลภายนอกจากการรับโอนทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกไว้โดยเฉพาะ ในทางปฏิบัติพบว่าศาลฎีกานำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องหนี้และเรื่องทรัพย์มาปรับใช้ในการวินิจฉัยคดี ทำให้เกิดความแตกต่างในการปรับใช้กฎหมายและส่งผลกระทบต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกด้วย เมื่อพิจารณาลักษณะการโอนทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกตามระบบกฎหมายเยอรมันและระบบกฎหมายอังกฤษพบว่า แม้ระบบกฎหมายเยอรมันและระบบกฎหมายอังกฤษจะมีความแตกต่างกัน แต่ก็มีการบัญญัติรูปแบบวิธีการโอนทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกไว้โดยเฉพาะและมีบทบัญญัติคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้ซึ่งรับโอนทรัพย์มรดกจากผู้จัดการมรดกไว้โดยเฉพาะเช่นเดียวกัน ซึ่งแตกต่างจากระบบกฎหมายไทยที่ไม่มีรูปแบบวิธีการโอนทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกและการบัญญัติคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้ซึ่งรับโอนทรัพย์มรดกจากผู้จัดการมรดกแต่อย่างใด จากกการศึกษากรณีผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกโดยไม่ชอบด้วยหน้าที่ เห็นควรที่จะบัญญัติผลของนิติกรรมตกเป็นโมฆะสำหรับกรณีผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกโดยตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก และกรณีผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกนอกขอบอำนาจหน้าที่ ควรบัญญัติให้นิติกรรมมีผลไม่ผูกพันทายาท สำหรับการคุ้มครองบุคคลภายนอก เห็นควรที่จะบัญญัติกฎหมายเพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกจากการรับโอนทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกไว้โดยเฉพาะในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 มรดก รวมถึงเห็นควรที่จะบัญญัติให้มีการใช้หนังสือรับรองการรับมรดกสำหรับการโอนทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดก โดยบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะ 4 วิธีจัดการและปันทรัพย์มรดก โดยเพิ่มเป็น หมวดที่ 4 วิธีการโอนทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดก
ปัญหาหลักการปกป้องคุ้มครองตนเองในเรื่องความเสียหายอันเกิดจากโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, พีรวัส ไพบูลย์ศิริ
ปัญหาหลักการปกป้องคุ้มครองตนเองในเรื่องความเสียหายอันเกิดจากโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, พีรวัส ไพบูลย์ศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 435 บัญญัติไว้เฉพาะแต่การป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดจากโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นเท่านั้น มิได้กล่าวถึงการป้องกันความเสียหายอันพึงเกิดจากต้นไม้หรือกอไผ่เอาไว้ด้วย อีกทั้งยังมิได้บัญญัติว่าใครเป็นผู้มีหน้าที่จัดการปัดป้องภยันตรายเอาไว้อย่างแน่ชัด และผู้จะเสียหายสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้างหากผู้มีหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามที่ร้องขอ ส่งผลให้ขอบเขตการบังคับใช้มาตรา 435 ยังขาดความชัดเจนแน่นอน จากการศึกษากฎหมายเยอรมัน กฎหมายสวิส และกฎหมายอังกฤษ ประกอบกับกฎหมายไทย พบว่า คำว่า “สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น” ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย มาตรา 435 ไม่น่าหมายความรวมถึง ต้นไม้หรือกอไผ่ด้วย และไม่สามารถนำมาตรา 1347 มาใช้เทียบเคียงในฐานะกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งได้ ส่วนผู้มีหน้าที่จัดการปัดป้องภยันตราย หมายถึง ผู้ที่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น และผู้จะเสียหายสามารถฟ้องร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้มีหน้าที่ดำเนินการตามที่ร้องขอได้ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ไม่ยอมดำเนินการตามที่ร้องขอ ผู้เขียนจึงขอเสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติมาตรา 435 โดยเพิ่มเรื่องการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดจากต้นไม้หรือกอไผ่ และระบุผู้มีหน้าที่ดำเนินการปัดป้องภยันตรายเช่นเดียวกับในประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมัน และประมวลกฎหมายหนี้สวิส เพื่อให้เกิดความชัดเจนและความเป็นระบบมากยิ่งขึ้น และระหว่างที่ยังไม่มีการแก้กฎหมาย ขอเสนอให้ตีความมาตรา 435 ให้ใช้บังคับกับกรณีความเสียหายที่อาจเกิดจากต้นไม้หรือกอไผ่ด้วย เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้กับสังคมไทยมากที่สุด
มาตรการการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของนักธุรกิจในธุรกิจขายตรงที่มีรูปแบบหลายชั้น, มนธิดา อัครสามารถ
มาตรการการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของนักธุรกิจในธุรกิจขายตรงที่มีรูปแบบหลายชั้น, มนธิดา อัครสามารถ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีความมุ่งหมายที่จะศึกษาการดำเนินธุรกิจขายตรงที่มีรูปแบบหลายชั้นของนักธุรกิจผ่านกิจกรรมที่มีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในมุมมองของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โดยศึกษาประกอบกับกฎหมาย General Data Protection Regulation ของสหภาพยุโรป จากการสัมภาษณ์นักธุรกิจพบว่านักธุรกิจปฏิบัติไม่สอดคล้องกับพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ ดังนี้ นักธุรกิจไม่ได้แจ้งรายละเอียดการเก็บรวบรวมข้อมูลและช่องทางการใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งไม่ทราบวิธีการจัดการคำร้องขอนั้น ไม่มีรูปแบบและวิธีการขอความยินยอม ไม่ได้กำหนดระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูล นิยามคำว่ากิจการขนาดเล็กไม่ครอบคลุมถึงบุคคลธรรมดาที่มีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล และพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ ไม่มีบทบัญญัติเรื่องการจัดทำประมวลแนวปฏิบัติ ด้วยเหตุนี้เพื่อแก้ไขความไม่สอดคล้องมีข้อเสนอแนะให้ภาครัฐออกประกาศหรือภาคเอกชนโดยสมาคมวิชาชีพร่วมกับบริษัทกำหนดแนวทางให้นักธุรกิจนำไปปฏิบัติ คือ กำหนดขอบเขตและรูปแบบของการแจ้งรายละเอียดการเก็บรวบรวมข้อมูล กำหนดรูปแบบและวิธีการขอความยินยอม กำหนดระยะเวลาการจัดเก็บรวบรวมข้อมูล กำหนดช่องทางการใช้สิทธิและวิธีการจัดการคำร้องขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เพิ่มเติมนิยามให้บุคคลธรรมดาที่มีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นกิจการขนาดเล็กที่ได้รับยกเว้นการจัดทำบันทึกรายการของกิจกรรม และตราบทบัญญัติเรื่องการจัดทำประมวลแนวปฏิบัติ นอกจากนี้ต้องพัฒนาความรู้ทางด้านกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและวิธีปฏิบัติแก่นักธุรกิจ
มาตรการทดแทนโทษทางอาญาเพื่อแก้ไขปัญหาการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา, ณัฏฐ์นรี นิภาเกษม
มาตรการทดแทนโทษทางอาญาเพื่อแก้ไขปัญหาการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา, ณัฏฐ์นรี นิภาเกษม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ถึงปัญหาของการนำโทษทางอาญามาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคารวมทั้งศึกษาและแสวงหามาตรการอื่นที่เหมาะสมเพื่อควบคุมราคาของสลากกินแบ่งรัฐบาลในประเทศไทยแทนการใช้โทษทางอาญา จากการศึกษาพบว่าปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาในประเทศไทยเกิดจากโครงสร้างและระบบการจัดจำหน่ายสลากที่มีการส่งต่อสลากผ่านพ่อค้าคนกลางเป็นทอดจนเกิดต้นทุนส่วนเกินมาถึงผู้ค้าปลีกสลากซึ่งส่งผลให้มีความจำเป็นต้องจำหน่ายสลากแก่ผู้บริโภคเกินราคา ซึ่งการที่รัฐใช้วิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยการกำหนดให้การจำหน่ายสลากเกินราคาเป็นความผิดอาญาจะเห็นได้ว่านอกจากจะไม่สอดคล้องต่อสภาพการณ์ของอาชีพผู้ค้าปลีกที่ต้องรับต้นทุนส่วนเกินมาจากพ่อค้าคนกลางแล้วการลงโทษบุคคลเหล่านั้นก็ไม่สอดคล้องต่อวัตถุประสงค์ในการลงโทษในทางอาญาเพราะแม้จะมีการจับกุมผู้ค้าปลีกรายย่อยอยู่เสมอแต่ก็ยังไม่สามารถยับยั้งการกระทำความผิดได้สำเร็จ สุดท้ายรัฐพึงต้องหามาตรการอื่นๆมาใช้ควบคู่กับโทษทางอาญาอยู่ดี อนึ่ง การมีความรับผิดทางอาญาในเรื่องนี้จึงสะท้อนถึงปัญหากฎหมายอาญาเฟ้อ จากการศึกษามาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาในต่างประเทศพบว่าโครงสร้างขององค์กรและวิธีการจัดจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลแต่ละที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามในเรื่องของการรักษาราคาสลาก กินแบ่งรัฐบาลให้ตามกำหนดในต่างประเทศพบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้มาตรการทางอาญาลงโทษแก่ผู้ค้าปลีกสลากกินแบ่งแต่จะออกมาตรการอื่นเพื่อควบคุมไม่ให้การจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้นเกินราคา ด้วยเหตุที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงเสนอแนะให้มีการยกเลิกความผิดอาญาของการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาแล้วใช้มาตรการอื่นทดแทนโทษทางอาญาซึ่งการใช้มาตรการทดแทนดังกล่าวนั้นจะต้องควบคู่ไปกับการแก้ไขโครงสร้างการจัดจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพและปรับปรุงผลิตภัณฑ์สลากที่สามารถป้องกันการถูกนำสลากไปขายเกินราคารวมถึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนภายใต้การคำนึงถึง กรอบทางศีลธรรมที่ต้องระวังไม่ให้เกิดการมอมเมาประชาชนจนเสพติดการพนันอันจะส่งผลกระทบต่อสังคมได้
มาตรการทางกฎหมายในการช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวก แก่คนพิการทางการเห็นในการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, ปาณิสสรา สุดชูเกียรติ
มาตรการทางกฎหมายในการช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวก แก่คนพิการทางการเห็นในการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, ปาณิสสรา สุดชูเกียรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ด้วยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มุ่งหมายให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้งซึ่งเป็นพื้นฐานในการใช้สิทธิของประชาชนเพื่อเลือกผู้แทนที่จะใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชนในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ภายใต้หลักเกณฑ์พื้นฐานของการเลือกตั้ง เมื่อปรากฏว่าคนพิการทางการเห็นยังมีอุปสรรคในการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐจึงต้องกำหนดมาตรการทางกฎหมายเพื่อช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกแก่คนพิการทางการเห็นให้สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งโดยปราศจากอุปสรรค โดยมาตรการดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้หลักการลงคะแนนเสียงโดยตรงและลับด้วย จากการศึกษาพบว่า แม้ปัจจุบันได้มีการกำหนดมาตรการทางการเพื่อช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกแก่ คนพิการในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 92 แล้วก็ตาม แต่มาตรการทางกฎหมายดังกล่าวยังไม่อาจขจัดอุปสรรคในการใช้สิทธิเลือกตั้งของคนพิการทางการเห็นได้ครอบคลุมเพียงพอ ทำให้ยังมีคนพิการทางการเห็นบางส่วนไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งของตนได้ อีกทั้งยังไม่ปรากฏมาตรการทางกฎหมายในการรับรองและคุ้มครองแก่คนพิการทางการเห็นในกรณีต้องมีผู้ช่วยเหลือในทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งเพื่อให้การลงคะแนนเสียงเป็นไปภายใต้หลักการลงคะแนนเสียงโดยตรงและลับอย่างแท้จริง ซึ่งทำให้การใช้สิทธิเลือกตั้งของคนพิการทางการเห็นอาจมีผลเป็นการขัดหรือแย้งกับหลักความเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ และหลักเกณฑ์พื้นฐานในการเลือกตั้งได้ จากปัญหาดังกล่าวผู้เขียนจึงได้เสนอแนวทางการกำหนดมาตรการทางกฎหมายในการช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกแก่คนพิการทางการเห็นในการใช้สิทธิเลือกตั้ง ภายใต้หลักการลงคะแนนเสียงโดยตรงและลับ โดยกำหนดให้รัฐต้องเพิ่มเติมมาตรการทางกฎหมายโดยการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้ง กำหนดมาตรการในการลงคะแนนเสียงเพื่อให้คนพิการทางการเห็นสามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ด้วยตนเอง กำหนดมาตรการในการเข้าถึงหน่วยเลือกตั้ง เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงการเลือกตั้งแก่คนพิการทางการเห็นทั้งที่สามารถเดินทางมายังหน่วยเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม และกำหนดมาตรการตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ให้ชัดเจนและเด็ดขาดในกรณีที่บุคคลอื่นหรือกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งผู้ใดทำให้การอำนวยความสะดวกหรือการให้ความช่วยเหลือในการออกเสียงลงคะแนนไม่ตรงตามเจตนาของคนพิการหรือ ทำให้ไม่เป็นวิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ เพื่อให้เป็นไปโดยสอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2561 ด้วย
มาตรการทางกฎหมายในการดำเนินการจัดเก็บค่าใช้น้ำ, ฉัตรวรินทร์ แก้วนิตย์
มาตรการทางกฎหมายในการดำเนินการจัดเก็บค่าใช้น้ำ, ฉัตรวรินทร์ แก้วนิตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายในการดำเนินการจัดเก็บค่าใช้น้ำในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการศึกษาการดำเนินการจัดเก็บค่าใช้ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พระราชบัญญัติการชลประทานหลวง และพระราชบัญญัติน้ำบาดาลเพื่อนำมาวิเคราะห์ให้ทราบถึงปัญหาและอุปสรรค์ในการดำเนินการจัดเก็บค่าใช้น้ำ โดยมีการศึกษาการจัดเก็บค่าใช้น้ำในประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อนำมาวิเคราะห์และเปรียบเทียบแนวคิดทฤษฎีและรูปแบบกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดเก็บค่าใช้น้ำเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บค่าใช้น้ำของประเทศไทย ผลจากการศึกษาพบว่าในปัจจุบันมาตรการทางกฎหมายในการดำเนินการจัดเก็บค่าใช้น้ำในประเทศไทยไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากการกำหนดประเภทกลุ่มผู้ใช้น้ำ และการกำหนดอัตราค่าใช้น้ำยังไม่มีความเหมาะสมกับทรัพยากรน้ำที่มีอยู่ในพื้นที่ ตลอดถึงลักษณะกิจกรรมการใช้น้ำของผู้ใช้น้ำ ทั้งนี้ สาเหตุเกิดจากความไม่ชัดเจน และช่องว่างของกฎหมายในการกำหนดกลุ่มประเภทผู้ใช้น้ำ อย่างไรก็ตาม เมื่อศึกษามาตรการในการจัดเก็บค่าใช้น้ำในบางประเทศพบว่า มีการกำหนดกลุ่มผู้ใช้น้ำที่ครอบคลุมและชัดเจน มีการกำหนดอัตราค่าใช้โดยคำนึงถึงลักษณะพื้นที่ และสามารถตอบสนองความต้องการในการใช้น้ำของประชาชนได้อย่างทั่วถึง วิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงมีข้อเสนอแนะในการปรับปรุง ปรับปรุงกฎหมายในการกำหนดประเภทผู้ใช้น้ำให้มีความชัดเจน และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และในการกำหนดอัตราค่าใช้น้ำควรคำนึงถึงลักษณะพื้นที่ และสภาพของทรัพยากร และรับฟังความเห็นของผู้ใช้น้ำ ตลอดถึงควรกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดลักษณะกิจกรรมการใช้น้ำ หลักเกณฑ์ในลดยกเว้น ลดหย่อนค่าใช้น้ำ และหลักเกณฑ์ด้านการผ่อนชำระค่าใช้น้ำ เพื่อลดปัญหาการค้างชำระ รวมทั้งควรปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการจัดเก็บค่าใช้น้ำให้มีความสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
มาตรการทางกฎหมายในการปฏิบัติต่อผู้ต้องโทษที่ป่วยทางจิตภายหลังศาลพิพากษา, ชุติกาญจน์ ชาญเชิงพานิช
มาตรการทางกฎหมายในการปฏิบัติต่อผู้ต้องโทษที่ป่วยทางจิตภายหลังศาลพิพากษา, ชุติกาญจน์ ชาญเชิงพานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา มาตรการทางกฎหมายในการปฏิบัติต่อผู้ต้องโทษซึ่งป่วยทางจิตภายหลังศาลพิพากษาโดยศึกษาสภาพปัญหาการบังคับตามคำพิพากษาที่ไม่สามารถคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องโทษที่ป่วยทางจิตได้ตามกฎหมายไทยและมาตรการกฎหมายในกระบวนการชั้นราชทัณฑ์ในการปฏิบัติต่อผู้ต้องโทษจำคุกที่ป่วยทางจิต โดยศึกษาแนวคิดและแนวทางของต่างประเทศ เพื่อวิเคราะห์และแสวงหามาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมนำมาปรับปรุงแก้ไขอันทำให้สามารถให้ความคุ้มครองแก่ผู้ป่วยทางจิตและสังคมมากขึ้น มาตรการกฎหมายในการปฏิบัติต่อผู้ต้องโทษที่ป่วยทางจิตภายหลังศาลพิพากษา ในด้านการบังคับตามคำพิพากษากรณีผู้ต้องโทษเพิ่งปรากฏอาการป่วยทางจิตหลังมีคำพิพากษาตามกฎหมายไทยนั้น ยังมีข้อบกพร่องบางประการที่ไม่สามารถคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องโทษที่ป่วยทางจิต เนื่องจากกฎหมายไม่ให้อำนาจแก่ศาลในการสั่งทุเลาการบังคับโทษกักขังได้ และกรณีศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับโทษจำคุกกรณีที่จำเลยวิกลจริตยังไม่มีการประกาศกำหนดให้สถานบำบัดทางจิตเป็นสถานที่อันควรนอกเรือนจำที่ใช้ในการทุเลาการบังคับโทษจำคุกสำหรับจำเลยที่วิกลจริต อีกทั้งมาตรการในการดำเนินการในชั้นราชทัณฑ์ ไม่มีการกำหนดกรอบระยะเวลาในการส่งตัวผู้ต้องโทษที่ป่วยทางจิตไปรักษานอกเรือนจำ และไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการรับดูแลผู้ป่วยดังกล่าวโดยบุคคลอื่น อันทำให้ไม่สามารถให้ความคุ้มครองแก่ผู้ต้องโทษที่ป่วยทางจิตได้ ด้วยเหตุที่กล่าวมาในข้างต้น จึงขอเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 โดยกำหนดให้ศาลมีอำนาจสั่งทุเลาการบังคับโทษกักขังได้ในกรณีจำเลยวิกลจริต และกำหนดให้สถานบำบัดทางจิตเป็นสถานที่อันควรนอกเรือนจำที่ใช้ในการทุเลาการบังคับโทษจำคุกสำหรับจำเลยที่วิกลจริต และเพิ่มเติมมาตรการให้บุคคลที่ป่วยทางจิตมีผู้รับดูแลและมีการติดตามดูแลหลังจากปล่อยตัวออกจากสถานบำบัด ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะทำให้สามารถให้การคุ้มครองผู้ต้องโทษที่ป่วยทางจิตให้ได้รับการรักษาอาการป่วยทางจิตของตนและช่วยคุ้มครองสังคมจากการกระทำความผิดของบุคคลที่ป่วยทางจิตมากขึ้น
มาตรการพัฒนาระบบการพิสูจน์ความจริงในคดีอาญา: ศึกษาเรื่องการสนับสนุนให้พยานบุคคลเบิกความตรงความจริง, รชตะ ธรรมนิยม
มาตรการพัฒนาระบบการพิสูจน์ความจริงในคดีอาญา: ศึกษาเรื่องการสนับสนุนให้พยานบุคคลเบิกความตรงความจริง, รชตะ ธรรมนิยม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พยานบุคคลนั้นเป็นปัจจัยสำคัญในการพิสูจน์ความจริงในคดีอาญา เพราะคำเบิกความของพยานบุคคลถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักและน่าเชื่อถือที่สุดในคดีอาญา และในคดีอาญานั้น โจทก์จะต้องนำสืบพยานเพื่อให้ศาลเห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดจริงในระดับที่ปราศจากข้อสงสัยตามสมควร ดังนั้น รัฐจึงต้องป้องกันและปราบปรามไม่ให้เกิดการแทรกแซงการเบิกความของพยานบุคคล อย่างไรก็ดี สำหรับประเทศไทยนั้น ยังปรากฏปัญหาที่พยานบุคคลนั้นถูกแทรกแซงการเบิกความด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระบวนยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นการข่มขู่ คุกคาม การให้ประโยชน์ รวมถึงการนำความผิดฐานหมิ่นประมาทมาใช้กดดันพยานบุคคลในระหว่างการพิจารณาคดี ทำให้พยานบุคคลนั้นเกิดความเกรงกลัวและไม่กล้ามาเบิกความหรือมาเบิกความเท็จในกระบวนการดำเนินคดีอาญา ซึ่งส่งผลให้ผู้กระทำความผิดไม่ได้รับการลงโทษและลอยนวลเป็นภัยสังคมต่อไปในที่สุด ด้วยเหตุดังกล่าว วิทยาพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งศึกษามาตรการทางกฎหมายและมาตรการสนับสนุนอื่นๆ ที่สามารถช่วยให้พยานบุคคลมาเบิกความตรงความจริง โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบกับมาตรการในต่างประเทศ เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับหลักการและสภาพปัญหาของประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า วิธีการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพคือประเทศไทยควรบัญญัติความผิดฐานแทรกแซงพยานบุคคลเป็นฐานความผิดเฉพาะตามประมวลกฎหมายอาญา และกำหนดให้ความผิดฐานฆ่าและความผิดฐานทำร้ายพยานบุคคลตามประมวลกฎหมายอาญาเป็นเหตุฉกรรจ์ เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดและสามารถลงโทษผู้กระทำความผิดได้อย่างเหมาะสม ประกอบกับการกำหนดบทยกเว้นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญาให้แก่พยานบุคคลที่ได้เบิกความโดยสุจริต เพื่อให้พยานบุคคลกล้าเบิกความมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเสนอให้นำมาตรการสนับสนุนอื่นๆ มาปรับใช้ ได้แก่ การกำหนดค่าป่วยการของพยานบุคคลในลักษณะของค่าขาดรายได้หรือค่าเสียโอกาส และการจัดทำคู่มือประชาชนให้แก่พยานบุคคล เพื่อสร้างแรงจูงใจให้แก่พยานบุคคลและทำให้พยานบุคคลคุ้นเคยกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญามากยิ่งขึ้น
มาตรการแทนการลงโทษทางอาญาศึกษากรณีความผิดเกี่ยวกับการใช้เครื่องแต่งกายที่กฎหมายคุ้มครอง, กิตติคุณ ขุนพรหม
มาตรการแทนการลงโทษทางอาญาศึกษากรณีความผิดเกี่ยวกับการใช้เครื่องแต่งกายที่กฎหมายคุ้มครอง, กิตติคุณ ขุนพรหม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง มาตรการแทนการลงโทษอาญากรณีความผิดเกี่ยวกับการใช้เครื่องแต่งกายที่กฎหมายคุ้มครอง มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อหามาตรการที่เหมาะสมมาใช้แทนโทษทางอาญาในความผิดเกี่ยวกับการใช้เครื่องแต่งกายที่กฎหมายคุ้มครอง ผลการศึกษาพบว่า ปัจจุบันมีกฎหมายที่บัญญัติเกี่ยวกับการใช้เครื่องแต่งกายที่กฎหมายคุ้มครองอยู่เป็นจำนวนมาก และกำหนดให้การกระทำดังกล่าวมีโทษทางอาญา ซึ่งไม่เหมาะสมกับลักษณะของการกระทำความผิดเนื่องจากเจตนาของผู้กระทำความผิดสามารถแบ่งได้เป็น 3 กรณี ได้แก่ กรณีกระทำเพราะความชื่นชอบส่วนบุคคล กรณีกระทำเพราะต้องการภาพลักษณ์และอำนาจที่มาจากเครื่องแต่งกาย และกรณีกระทำเพื่อเพื่ออำนวยความสะดวกให้สามารถกระทำความผิดอื่นง่ายขึ้น ถึงแม้การกระทำความผิดดังกล่าวมีเจตนาแตกต่างกัน แต่กลับใช้บทบัญญัติของกฎหมายเดียวกันมาใช้บังคับ ดังนั้น จึงควรนำพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่มีการกำหนดความผิดเกี่ยวกับการใช้เครื่องแต่งกายที่กฎหมายคุ้มครองมาบัญญัติไว้ในบัญชี 1 ท้าย (ร่าง) พระราชบัญญัติการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... เพื่อให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจว่า การกระทำความผิดเกี่ยวกับการใช้เครื่องแต่งกายที่กฎหมายคุ้มครองนั้น เป็นการกระทำในลักษณะใด หากเป็นการการกระทำความผิดเพราะความชื่นชอบส่วนบุคคล หรือต้องการภาพลักษณ์หรืออำนาจที่มาจากเครื่องแต่งกาย ให้ศาลมีอำนาจนำการปรับเป็นพินัยมาใช้แทนโทษทางอาญา และถืออัตราโทษปรับทางอาญาที่กำหนดเป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัยตาม (ร่าง) พระราชบัญญัติการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... เว้นแต่กระทำความผิดซ้ำในเรื่องเดียวกันภายในระยะเวลา 3 ปี ให้เป็นข้อยกเว้นมิให้นำการปรับเป็นพินัยมาใช้บังคับกับการกระทำความผิดตั้งแต่ครั้งที่สองเป็นต้นไป และหากเป็นกรณีกระทำความผิดเพื่ออำนวยความสะดวกให้สามารถกระทำความผิดอื่นง่ายขึ้น ให้ศาลบังคับใช้โทษทางอาญาตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายนั้นไปตามเดิม เพื่อให้การกำหนดโทษในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการใช้เครื่องแต่งกายที่กฎหมายคุ้มครองมีความเหมาะสมกับลักษณะของการกระทำความผิดมากยิ่งขึ้น
ลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรีกรณีต้องคำพิพากษาให้จำคุกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560) : ศึกษาผลของคำพิพากษาศาลต่างประเทศ, วริสสรา ธีรทัตตานนท์
ลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรีกรณีต้องคำพิพากษาให้จำคุกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560) : ศึกษาผลของคำพิพากษาศาลต่างประเทศ, วริสสรา ธีรทัตตานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis aims to study the problem of legitimacy, proportionality, and interpretation of provisions relating to the disqualification of minister in case of being sentenced by a judgment to imprisonment under section 160 (7) and section 160 (6) in conjunction with section 98 (7), (9) and (10) of the Constitution of the Kingdom of Thailand (B.E. 2560) to achieve a more appropriate and clearer scope of application of the provisions. This thesis uses Documentary Research Method to investigate the decision of the Constitutional Court, legal opinions of the Office of the Council of State, and the Foreign Constitutions and In-depth …
สิทธิของบุคคลข้ามเพศในกระบวนการค้นตัวและการคุมขัง, ปิยธิดา จันทร์หอม
สิทธิของบุคคลข้ามเพศในกระบวนการค้นตัวและการคุมขัง, ปิยธิดา จันทร์หอม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการและทฤษฎีสิทธิของบุคคลข้ามเพศในกระบวนการค้นตัวและการคุมขังในคดีอาญา รวมถึงแนวคิดในการกำหนดแนวทางการค้นตัวและการคุมขังบุคคลข้ามเพศของต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบหาแนวทางแก้ไขปรุงกฎหมายการค้นตัวและการคุมขังบุคคลข้ามเพศในประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า กฎหมายไทยไม่มีแนวทางการปฏิบัติต่อบุคคลข้ามเพศในกระบวนการค้นตัวและการคุมขัง ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้เกณฑ์เพศกำเนิดในการจำแนกบุคคลข้ามเพศและปฏิบัติต่อบุคคลข้ามเพศตามดุลพินิจ ซึ่งเมื่อผู้ศึกษาได้ศึกษากระบวนการค้นตัวและการคุมขังตามกฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย พบว่าประเทศดังกล่าวได้กำหนดแนวทางและรายละเอียดการค้นตัวและคุมขังบุคคลข้ามเพศไว้โดยเฉพาะ ส่วนประเทศเยอรมนีไม่ปรากฏหลักเกณฑ์การปฏิบัติสำหรับบุคคลข้ามเพศเช่นเดียวกับประเทศไทย ดังนั้น ผู้ศึกษาเสนอแนะให้นำแนวคิดการปฏิบัติต่อบุคคลข้ามเพศในกระบวนการค้นตัวและการคุมขังของต่างประเทศมาปรับใช้กับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทย โดยกำหนดให้การค้นตัวต้องดำเนินการโดยบุคคลที่มีเพศเหมาะสม และจัดสรรห้องขังแยกเฉพาะสำหรับผู้ต้องหาข้ามเพศ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ต้องหาข้ามเพศมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับห้องคุมขังที่เหมาะสมกับเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ
สิทธิของบุคคลในการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญเมื่อมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามมาตรา 213 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560), จินต์จุฑา พานิชวงศ์
สิทธิของบุคคลในการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญเมื่อมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามมาตรา 213 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560), จินต์จุฑา พานิชวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงแนวคิด หลักการ วิธีการ และระบบการใช้สิทธิของบุคคลในการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญเมื่อมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560) มาตรา 213 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 โดยศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศที่มีการพัฒนาหลักการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญมาก่อนประเทศไทย ซึ่งได้แก่ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ราชอาณาจักรสเปน และสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อนำมาวิเคราะห์ ตีความ ศึกษาแนวทางและรูปแบบที่เหมาะสมของสิทธิของบุคคลในการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญเมื่อมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า สิทธิของบุคคลในการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญเมื่อมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560) มาตรา 213 นั้น มีความแตกต่างจากประเทศที่มีการพัฒนาหลักการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญมาก่อน ทำให้บทบัญญัติดังกล่าวมีปัญหาความคลุมเครือ และมีปัญหาว่าสามารถปกป้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลได้หรือไม่ ดังนั้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงขอเสนอแนะแนวทาง โดยเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560) มาตรา 213 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 เพื่อให้สิทธิของบุคคลในการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญเมื่อมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560) มาตรา 213 นั้น สามารถใช้บังคับได้จริงในทางปฏิบัติ และบรรลุดังเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่มุ่งหมายให้มีการรับรอง ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยให้ชัดเจนและครอบคลุมอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น
แนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีเงินได้สำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล : กรณีศึกษาการทำธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย, วรนุช ถิระวัฒน์
แนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีเงินได้สำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล : กรณีศึกษาการทำธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย, วรนุช ถิระวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาแนวคิดเบื้องต้นในการจัดเก็บภาษีเงินได้ในเศรษฐกิจดิจิทัล เนื่องจากในปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ปริมาณธุรกิจดิจิทัลและการใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลของผู้ใช้งานหรือลูกค้ามีเพิ่มมากขึ้นทุกวันซึ่งก่อให้เกิดรายได้จำนวนมาก ทว่าประเทศไทยไม่สามารถจัดเก็บภาษีเงินได้กับธุรกิจในเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพตามหลักการปรากฏตัวทางกายภาพของนิติบุคคลในประมวลรัษฎากร จึงทำให้ประเทศไทยขาดรายได้จากการจัดเก็บภาษีในส่วนดังกล่าว ดังนั้น การพิจารณาแนวคิดในการแก้ไขหรือบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นยิ่ง การแก้ไขปัญหานี้สำหรับธุรกิจดิจิทัลนั้น ประเทศไทยต้องมีการปรับปรุงจุดเกี่ยวโยงและหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีเงินได้ โดยใช้วิธีการตามข้อเสนอล่าสุดคือข้อเสนอแนวทางร่วมกันซึ่งเกิดจากการบูรณาการข้อเสนอขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา แนวทางร่วมกันซึ่งกำหนดจุดเกี่ยวโยงตามข้อเสนอนี้จะทำให้ประเทศไทยมีเขตอำนาจในการจัดเก็บภาษีจากรายได้ส่วนที่เคยจัดเก็บไม่ได้ซึ่งมีจุดเกี่ยวโยงกับประเทศไทย การกำหนดมาตรการจัดเก็บภาษีของประเทศไทยจำต้องพิจารณาทั้งการใช้มาตรการระยะสั้นและระยะยาว โดยจากการศึกษาแนวคิดของต่างประเทศและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกำหนดมาตรการดังกล่าวนั้น มาตรการเพื่อจัดเก็บภาษีระยะสั้นไม่เหมาะสมกับประเทศไทยเพราะอาจก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบโดยเฉพาะประเด็นการถูกตอบโต้ทางการค้าระหว่างประเทศจากประเทศคู่ค้า ดังนั้นประเทศไทยควรรอใช้มาตรการตามข้อเสนอแนวทางร่วมกันซึ่งเป็นมาตรการระยะยาว โดยอาศัยความร่วมมือที่ทำให้เกิดเป็นข้อตกลงระดับพหุภาคีหรือเรียกกันว่าเครื่องมือระดับพหุภาคี
แนวทางในการกำกับการสนับสนุนเงินทุนจากบุคคลที่สามในการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุน, ปาลิดา สวัสดิภัทรากร
แนวทางในการกำกับการสนับสนุนเงินทุนจากบุคคลที่สามในการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุน, ปาลิดา สวัสดิภัทรากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสนับสนุนเงินทุนจากบุคคลที่สาม (Third Party Funding) เริ่มมีความแพร่หลายในการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาการสนับสนุนเงินทุนในบริบทดังกล่าวที่มีลักษณะเฉพาะอันเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทระหว่างรัฐและนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาเกี่ยวกับผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ การขัดกันแห่งผลประโยชน์ เขตอำนาจของอนุญาโตตุลาการ รวมถึงคำสั่งให้วางประกันค่าใช้จ่ายและการจัดสรรค่าใช้จ่าย เพื่อวิเคราะห์ว่า ควรมีการสนับสนุนเงินทุนจากบุคคลที่สามในการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุนหรือไม่ และจะมีแนวทางในการกำกับการสนับสนุนเงินทุนจากบุคคลที่สามเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร จากการศึกษาพบว่า ควรอนุญาตให้มีการสนับสนุนเงินทุนจากบุคคลที่สาม และมีแนวทางในการกำกับโดยการจำกัดไม่ให้มีการสนับสนุนเงินทุนในบางกรณี รวมถึงมีเงื่อนไขและกฎเกณฑ์เพื่อใช้กำกับการสนับสนุนเงินทุนจากบุคคลที่สามโดยเฉพาะ ดังนั้น การศึกษานี้จึงเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเครื่องมือต่าง ๆ เช่น สนธิสัญญา และข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ เพื่อใช้แก้ไขปัญหาที่เกิดจากการสนับสนุนเงินทุนจากบุคคลที่สามได้อย่างเหมาะสมต่อไป
แนวทางในการพัฒนาการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัด, ศรัณย์ราช พลายเพ็ชร์
แนวทางในการพัฒนาการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัด, ศรัณย์ราช พลายเพ็ชร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัด (Expedited Arbitration) เป็นรูปแบบหนึ่งของกระบวนการอนุญาโตตุลาการที่มีลักษณะที่เคร่งครัดทั้งในแง่ของกระบวนการและระยะเวลา โดยมีวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาที่ถูกตั้งคำถามมากว่าทศวรรษว่ากระบวนการอนุญาโตตุลาการใช้ระยะเวลาที่ยาวนานและมีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น แต่ลักษณะของกระบวนการดังกล่าวอาจทำให้เกิดปัญหาความสอดคล้องกับส่งผลกระทบต่อหลักการพื้นฐานของกระบวนการอนุญาโตตุลาการไม่ว่าจะเป็นหลักความอิสระของคู่สัญญาและหลักศุภนิติกระบวนซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการขอให้ศาลยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดต่อไป ดังนั้น เพื่อพัฒนากระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงรักษาคุณค่าและหลักการพื้นฐานของกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ผู้เขียนจึงมุ่งศึกษาถึงลักษณะของกระบวนการแบบเร่งรัด กระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัดภายใต้กฎข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการและองค์การระหว่างประเทศ และวิเคราะห์ความสอดคล้องของข้อบังคับกับหลักการพื้นฐานของกระบวนการอนุญาโตตุลาการ เพื่อเสนอแนะแนวทางในการนำกระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัดมาใช้ในประเทศไทย โดยรักษาความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของกระบวนการอนุญาโตตุลาการกับการเคารพหลักการพื้นฐานของกระบวนการอนุญาโตตุลาการ จากการศึกษาพบว่า โดยภาพรวมแล้วกระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัด เป็นกระบวนการอนุญาโตตุลาการในรูปแบบหนึ่งที่คู่พิพาทต้องดำเนินกระบวนการพิจารณาตามที่กำหนดอย่างเคร่งครัด มีการพิจารณาเฉพาะพยานเอกสาร และมีระยะเวลาที่สั้นกระชับกว่ากระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบปกติซึ่งทำให้การระงับข้อพิพาทรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น กระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัดสามารถได้รับการพัฒนาให้มีความสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของกระบวนการอนุญาโตตุลาการอันสะท้อนอยู่ในกฎหมายแม่แบบว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ระหว่างประเทศ ค.ศ. 2006 และอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ. 1958 รวมถึงพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ได้ ผู้เขียนเห็นว่ากระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัด สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการอนุุญาโตตุลาการและในขณะเดียวกันก็รักษาหลักพื้นฐานของกระบวนการอนุญาโตตุลาการ นอกจากนี้กระบวนการดังกล่าวยังมีประโยชน์ในด้านการส่งเสริมให้กระบวนการอนุญาโตตุลาการได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น จึงเสนอแนวทางของกระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัดที่เหมาะสมกับประเทศไทย
แนวทางในการกำกับดูแลเกมคอมพิวเตอร์ตามระบบกฎหมายไทย, พิมพ์วิมล วัฒนชานนท์
แนวทางในการกำกับดูแลเกมคอมพิวเตอร์ตามระบบกฎหมายไทย, พิมพ์วิมล วัฒนชานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การที่เกมคอมพิวเตอร์เป็นสื่อประเภทหนึ่งที่สามารถสื่อสารเนื้อหา และมีอิทธิพลต่อความคิดและการกระทำของบุคคลได้ จึงทำให้รัฐทั่วโลกให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลเกมคอมพิวเตอร์เพื่อป้องกันผลกระทบของเกมที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคม ซึ่งสำหรับประเทศไทยนั้น แม้ว่ารัฐจะได้มีการประกาศใช้กฎหมายเพื่อการกำกับดูแลเกมดังกล่าวแล้ว ก็ตาม แต่จากข้อเท็จจริงปรากฏว่า การกำกับดูแลเกมของประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพ และไม่อาจคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้อย่างเต็มที่ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งที่จะศึกษาถึงประเด็นปัญหาของกำกับดูแล เกมคอมพิวเตอร์ตามระบบกฎหมายไทยในปัจจุบัน โดยเปรียบเทียบกับการกำกับดูแลเกมของต่างประเทศ ซึ่งได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลี และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับว่ามีกฎหมายเกี่ยวกับการกำกับดูแลเกมที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยเพียงพอต่อการเจริญก้าวหน้าของอุตสาหกรรมเกม และสามารถคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้อย่างเหมาะสม จากการศึกษา พบว่า การกำกับดูแลเกมคอมพิวเตอร์ตามระบบกฎหมายไทยมีความไม่เหมาะสมและ ไม่ทันสมัย จากการที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายในการกำกับดูแลเกมที่บังคับใช้อยู่นั้นมีข้อจำกัดในเรื่องต่าง ๆ และการมีองค์กรกำกับดูแลเกมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการกำกับดูแลเกมคอมพิวเตอร์ จึงได้เสนอถึงแนวทางในการบัญญัติกฎหมายให้สอดคล้องกับการกำกับดูแลเกมในสภาวการณ์ปัจจุบัน และการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลที่เหมาะสมกับการกำกับดูแล เกมคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะเป็นหนทางที่จะทำให้การกำกับดูแลเกมคอมพิวเตอร์ตามระบบกฎหมายไทยมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น โดยทำให้รัฐสามารถคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่เกี่ยวข้องได้อย่างถ้วนหน้า ไปพร้อม ๆ กับ การแสวงหาประโยชน์ในทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมเกมคอมพิวเตอร์ได้อย่างเต็มที่ต่อไป
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก, อัมพิกา สิริพรม
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก, อัมพิกา สิริพรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนและกรอบแนวคิดสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Method Research) ที่ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ประชากร คือโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก จำนวน 194 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 131 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล คือผู้อำนวยการโรงเรียนและครูวิชาการโรงเรียน จำนวน 262 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีแบบประเมินกรอบแนวคิด แบบสอบถาม และแบบประเมินร่างกลยุทธ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนี PNImodified และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนรู้ (3) การวัดและประเมินผล (4) การพัฒนาสื่อ แหล่งเรียนรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา กรอบแนวคิดสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก มี 7 สมรรถนะ ได้แก่ (1) สมรรถนะด้านการสื่อสาร (2) สมรรถนะด้านการคิดเชิงนวัตกรรม (3) สมรรถนะด้านการเป็นผู้ประกอบการ (4) สมรรถนะด้านการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ (5) สมรรถนะด้านวัฒนธรรมและความเป็นพลเมือง (6) สมรรถนะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารนเทศ (7) สมรรถนะด้านการทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน 2) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกสูงที่สุด คือการพัฒนาหลักสูตร เมื่อพิจารณาเป็นรายสมรรถนะ สมรรถนะที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือสมรรถนะการคิดเชิงนวัตกรรม 3) กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลัก คือ (1) พลิกโฉมหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก มี 2 กลยุทธ์รอง 12 วิธีดำเนินการ (2) ปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก มี 2 กลยุทธ์รอง …
กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามเป้าประสงค์หลักของแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, สถาพร บุตรใสย์
กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามเป้าประสงค์หลักของแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, สถาพร บุตรใสย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาและเป้าประสงค์หลักของแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 2) วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและภาวะคุกคามและ 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามเป้าประสงค์หลักของแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multi-phase Mixed Method Design Research) เก็บข้อมูลเชิงปริมาณร่วมกับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รวม 66 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนี PNImodified และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาประกอบด้วย การวางแผน การนำแผนไปปฏิบัติ การติดตามและประเมินผล กรอบแนวคิดเป้าประสงค์หลักของแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ประกอบด้วย เป้าประสงค์ด้านผู้เรียน ด้านผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้านสถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ในการพัฒนากำลังคนสู่พื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และด้านการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของเครือข่ายทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ 2) จุดแข็งของการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามเป้าประสงค์หลักของแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก คือ การนำแผนไปปฏิบัติในด้านการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของเครือข่ายทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ จุดอ่อน คือ การติดตามและประเมินผลในด้านสถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ในการพัฒนากำลังคนสู่พื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ด้านผู้เรียน ด้านผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา และการวางแผนในด้านสถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ในการพัฒนากำลังคนสู่พื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและด้านผู้เรียน ตามลำดับ โอกาสของการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามเป้าประสงค์หลักของแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก คือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สภาพสังคมและชุมชน ภาวะคุกคาม คือ สภาพการเมืองและนโยบายของรัฐ และสภาพเศรษฐกิจ 3) กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามเป้าประสงค์หลักของแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก 9 กลยุทธ์รอง และ 31 วิธีดำเนินการ โดยกลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย (1) พลิกโฉมการพัฒนาผู้เรียนที่มุ่งเน้นความรู้อุตสาหกรรมใหม่ ทักษะภาษาต่างประเทศที่สองเพื่อการสื่อสารและทักษะการสร้างนวัตกรรม (2) ยกระดับการพัฒนาผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มุ่งเน้นความรู้อุตสาหกรรรมใหม่และศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ควบคู่กับการปฏิบัติจากสถานการณ์จริงหรือสถานการณ์จำลอง และ (3) สร้างภาคีเครือข่ายการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ความเป็นเมืองอุตสาหกรรมใหม่
การพัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเสริมสร้างความไว้วางใจ, ปะราลี อร่ามดวง
การพัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเสริมสร้างความไว้วางใจ, ปะราลี อร่ามดวง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการเสริมสร้างความไว้วางใจและกรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา 2) ศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเสริมสร้างความไว้วางใจ และ 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเสริมสร้างความไว้วางใจ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ เก็บข้อมูลเชิงปริมาณร่วมกับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 319 โรงเรียน และผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือรองผู้อำนวยการโรงเรียน ครูหัวหน้าระดับ ครูประจำชั้น ประธานสภานักเรียน และตัวแทนผู้ปกครองในเครือข่ายผู้ปกครอง รวม 1,595 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ประกอบด้วย 1) แบบประเมินความเหมาะสมของกรอบแนวคิดการวิจัย 2) แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเสริมสร้างความไว้วางใจ 3) แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของ (ร่าง) กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเสริมสร้างความไว้วางใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นการวิเคราะห์ความแปรปรวน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการเสริมสร้างความไว้วางใจ ประกอบด้วย พฤติกรรมที่มีคุณลักษณะเป็นฐาน พฤติกรรมที่มีสมรรถนะเป็นฐาน และพฤติกรรมที่มีการสื่อสารเป็นฐาน กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วยการพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาสื่อและแหล่งเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผล 2) จุดแข็งของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเสริมสร้างความไว้วางใจ คือ การจัดการเรียนการสอน (PNImodified = 0.307) และการวัดและประเมินผล (PNImodified = 0.312) ตามลำดับ จุดอ่อนของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเสริมสร้างความไว้วางใจ คือ การพัฒนาสื่อและแหล่งเรียนรู้ (PNImodified = 0.325) และการพัฒนาหลักสูตร (PNImodified = 0.324) ตามลำดับ โอกาสของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเสริมสร้างความไว้วางใจ คือ สภาพสังคม (PNImodified = 0.341) และเทคโนโลยี (PNImodified = 0.348) ตามลำดับ ภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเสริมสร้างความไว้วางใจ คือ สภาพการเมืองและนโยบายของรัฐ (PNImodified = 0.364) และสภาพเศรษฐกิจ …
การพัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดทักษะภาวะผู้นำในอนาคต, จินดา สรรประสิทธิ์
การพัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดทักษะภาวะผู้นำในอนาคต, จินดา สรรประสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาและทักษะภาวะผู้นำในอนาคต 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดทักษะภาวะผู้นำในอนาคต และ 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดทักษะภาวะผู้นำในอนาคต โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ เก็บข้อมูลเชิงปริมาณร่วมกับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 388 แห่ง และ โรงเรียนต้นแบบการเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำ จำนวน 3 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ประกอบด้วย 1) แบบประเมินกรอบแนวคิดในการวิจัย 2) แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดทักษะภาวะผู้นำในอนาคต 3) แบบสัมภาษณ์โรงเรียนต้นแบบ และ 4) แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างนวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดทักษะภาวะผู้นำในอนาคต วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย (1) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (2) การพัฒนาการจัดการเรียนการสอน และ (3) การพัฒนาการวัดและประเมินผล กรอบแนวคิดทักษะภาวะผู้นำในอนาคต ประกอบด้วย การพัฒนาผู้เรียนเพื่อให้มีทักษะต่อไปนี้ (1) ทักษะการสร้างความมั่นใจในตนเอง (2) ทักษะการปรับตัว (3) ทักษะการสร้างความไว้วางใจ (4) ทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล (5) ทักษะการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือ (6) ทักษะการสร้างแรงบันดาลใจ (7) ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (8) ทักษะการวางแผนเชิงกลยุทธ์ (9) ทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ และ (10) ทักษะการสร้างนวัตกรรมบนพื้นฐานคุณธรรม จริยธรรม 2) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดทักษะภาวะผู้นำในอนาคต โดยภาพรวม อยู่ในระดับสูง (PNImodified = 0.108) ทั้งนี้ผลการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นพบว่า การบริหารงานวิชาการด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการพัฒนาการวัดและประเมินผล (PNImodified = 0.127) รองลงมา คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (PNImodified = 0.117) …
กรรมวิธีการสร้างกระจับปี่ของช่างศุภาพล ไทรวิมาน, วิศรุต แซ่จุ่ง
กรรมวิธีการสร้างกระจับปี่ของช่างศุภาพล ไทรวิมาน, วิศรุต แซ่จุ่ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องกรรมวิธีการสร้างกระจับปี่ของช่างศุภาพล ไทรวิมาน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากรรมวิธีการสร้างกระจับปี่ และการประเมินคุณภาพกระจับปี่ของช่างศุภาพล ไทรวิมาน ผลการศึกษาพบว่า ช่างศุภาพล ไทรวิมาน ศึกษางานช่างสร้างเครื่องดนตรีกับบิดา ซึ่งเคยเป็นช่างสร้างเครื่องดนตรีคนสำคัญของร้านดุริยบรรณ และเรียนรู้ซึมซับวิชาความรู้ด้านงานช่างจากการเป็นช่างในโรงงานของบิดา จนมีความรู้ความสามารถที่โดดเด่นในการสร้างจะเข้ ต่อมาภายหลังได้ทดลองสร้างกระจับปี่ โดยใช้กระจับปี่ของช่างจรูญ คชแสง เป็นต้นแบบ แต่ได้ดัดแปลงแก้ไขตามแนวทางของตนจนเกิดเป็นอัตลักษณ์เฉพาะ โดยการสร้างหลักแบบไม่ใช้หย่องและไม่เจาะรูหน้ากะโหลก ซึ่งมีขั้นตอนใน การสร้างทั้งหมด 8 ขั้นตอน ได้แก่ การสร้างคันทวน การสร้างกะโหลก การสร้างโขน การสร้างลูกบิด การสร้างหลัก การสร้างนมและซุ้ม การเคลือบผิวไม้และย้อมสีชิ้นงาน และการประกอบและ เทียบเสียง ทั้งนี้คุณภาพของชิ้นงานมีความละเอียด เรียบร้อยสวยงาม ได้มาตรฐาน และมีคุณภาพเสียงที่ดังกังวาน มีเสียงที่ทุ้มลึก และมีลักษณะเสียงที่สั่นสะเทือน ตรงตามคุณลักษณะเสียงที่ไพเราะของกระจับปี่
การแสดงเดี่ยวเปียโนระดับมหาบัณฑิตโดย มัชฌาพร ยมนา, มัชฌาพร ยมนา
การแสดงเดี่ยวเปียโนระดับมหาบัณฑิตโดย มัชฌาพร ยมนา, มัชฌาพร ยมนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงเดี่ยวเปียโนในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะด้านการบรรเลงเปียโน โดยเน้นการศึกษาข้อมูลเชิงลึกในด้านการวิเคราะห์บทประพันธ์ การศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับผู้ประพันธ์และวรรณกรรมทางดนตรี และทักษะการแสดงดนตรีร่วมกับผู้อื่น บทประพันธ์สำหรับการแสดงในครั้งนี้คัดเลือกมาจากผลงานของฟร็องซีส ปูแลง โดยมีการเรียบเรียงบทประพันธ์ที่ต่างประเภทกัน ซึ่งผู้วิจัยได้ทำการคัดเลือกบทเพลงสำหรับการแสดงครั้งนี้ไว้ 4 บทเพลงดังนี้ (1) Sonata for Piano Four Hands, FP 8 (2) Les Soirèe de Nazelles, FP 84 (3) Capriccio (d'après Le Bal masquè), FP 155 (4) Sonata for Two Pianos, FP 156 การแสดงในครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เวลา 16.30 น. ณ ห้องแสดงดนตรีธงสรวง โดยการแสดงแบ่งเป็น 2 ช่วง ระยะเวลาโดยประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที
การแสดงเดี่ยวเปียโนระดับมหาบัณฑิตโดย ฐิศรา วงศ์แสงจันทร์, ฐิศรา วงศ์แสงจันทร์
การแสดงเดี่ยวเปียโนระดับมหาบัณฑิตโดย ฐิศรา วงศ์แสงจันทร์, ฐิศรา วงศ์แสงจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงเดี่ยวเปียโนครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพทางด้านเทคนิคการบรรเลงเปียโน นำเสนอมุมมองเชิงตีความและเชิงวิเคราะห์เพื่อส่งเสริมทักษะความรู้และทักษะการแสดงดนตรีศตวรรษที่ยี่สิบให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในวิทยานิพนธ์จะรวบรวมทั้งการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับประวัตินักประพันธ์เพลง ประวัติของบทเพลง การวิเคราะห์องค์ประกอบและโครงสร้างทางดนตรี การเปรียบเทียบผลงานของนักประพันธ์เพลงอื่น ๆ ในเชิงลึก พร้อมกับอิทธิพลต่อการประพันธ์เพลงในยุคสมัยนั้น นอกจากนี้ปัญหาการตีความในการแสดง จะถูกนำเสนอผ่านการเปรียบเทียบการแสดงจากนักเปียโนที่มีชื่อเสียง ผลงานทั้งหมดนี้ ผู้วิจัยได้คัดเลือกบทเพลงจากความสนใจในดนตรีในยุคศตวรรษที่ยี่สิบ โดยมีบทเพลงที่ใช้ในการแสดงทั้งหมด 5 บทเพลง ได้แก่ (1) Six Pieces for Solo Piano ประพันธ์โดย Ottorino Respighi (2) Piano Sonata, Op.1 ประพันธ์โดย Alban Berg (3) Three Irish Legends ประพันธ์โดย Henry Cowell (4) Makrokosmos, Volume 1 (Part I) ประพันธ์โดย George Crumb และ (5) Processional ประพันธ์โดย George Crumb การแสดงครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 เวลา 16.00 น. ณ Tongsuang’s Concert Salon & Gallery จังหวัดปทุมธานี ซึ่งการแสดงแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ระยะเวลาโดยประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที
การแสดงเดี่ยวเปียโนระดับมหาบัณฑิต โดย กฤติน สุธรรมชัย, กฤติน สุธรรมชัย
การแสดงเดี่ยวเปียโนระดับมหาบัณฑิต โดย กฤติน สุธรรมชัย, กฤติน สุธรรมชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงเดี่ยวเปียโนโดย กฤติน สุธรรมชัย มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้แสดงในด้านเทคนิคการบรรเลงเปียโน การศึกษาประวัตินักประพันธ์เพลงชาวรัสเซียและความเป็นมาของบทเพลง การวิเคราะห์บทเพลง การตีความบทเพลง และวิธีการฝึกซ้อม รวมทั้งได้รับประสบการณ์ในการเตรียมตัวและการจัดการงานแสดง ทั้งนี้การแสดงเดี่ยวเปียโนมีเป้าหมายในการเผยแพร่บทเพลงเปียโนที่ประพันธ์โดยนักประพันธ์เพลงชาวรัสเซียแก่ผู้ที่สนใจทุกกลุ่ม ผู้แสดงได้คัดเลือกบทเพลงที่ใช้ในการแสดงทั้งหมด 4 บทเพลง จากนักประพันธ์เพลงชาวรัสเซียยุคโรแมนติก ดังต่อไปนี้ 1. The Lark ประพันธ์โดย Michael Glinka เรียบเรียงสำหรับเดี่ยวเปียโนโดย Mily Balakirev 2. Reverie ประพันธ์โดย Mily Balakirev 3. Sonata Fantasy No.2 in G-sharp minor, Op.19 ประพันธ์โดย Alexander Scriabin 4. Piano Concerto No.2 in C minor, Op.18 ประพันธ์โดย Sergei Rachmaninoff การแสดงเดี่ยวเปียโนครั้งนี้กำหนดจัดแสดงในวันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2563 เวลา 13.00 น. ณ Tongsuang’s Concert Salon & Gallery จังหวัดปทุมธานี การแสดงแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 25 นาที
เพลงมอญบ้านจรรย์นาฏย์, ติณณภพ ถนอมธรรม
เพลงมอญบ้านจรรย์นาฏย์, ติณณภพ ถนอมธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามูลบทที่เกี่ยวข้องกับเพลงมอญบ้านจรรย์นาฏย์ และศึกษาเอกลักษณ์ของเพลงมอญบ้านจรรย์นาฏย์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า ตระกูลจรรย์นาฏย์นับทายาทได้ 3 รุ่น 1. ครูเพชร จรรย์นาฏย์ 2. ครูไพฑูรย์ จรรย์นาฏย์ 3. ครูพิทักษ์ จรรย์นาฏย์ เป็นการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นภายในสำนักและสู่สังคมดนตรีไทยโดยกว้างโดยวิธีการถ่ายทอดแบบมุขปาฐะ วงปี่พาทย์มอญเกิดขึ้นโดยครูไพฑูรย์ จรรย์นาฏย์ เครื่องมอญชุดแรกที่สร้างคือ ฆ้องมอญจากร้านตุ๊กตาไทย ครูไพฑูรย์ จรรย์นาฏย์ เป็นผู้ประพันธ์เพลงมอญมีทั้งหมด 7 เพลง ได้แก่ เพลงมอญมอบเรือ เพลงสองกุมาร เพลงเขมรยวน เพลงพม่ารำขวาน เพลงม่านมงคล เพลงเร็วดาวกระจาย และ เพลงเร็วมะลิวัลย์ เอกลักษณ์ของเพลงมอญบ้านจรรย์นาฏย์ พบว่ามีรูปแบบโครงสร้างคล้ายเพลงเถา อนึ่งพบการประพันธ์หน้าทับตะโพนมอญที่ไว้ใช้สำหรับเพลงเขมรยวนโดยเฉพาะ พบบันไดเสียงทั้งหมด 4 บันไดเสียงคือ บันไดเสียงเพียงออบน กลาง ชวา และเพียงออล่าง
บทบาทการส่งเสริมดนตรีไทยของพลตรีประพาศ ศกุนตนาค, ปรมินทร์ เต็มพร้อม
บทบาทการส่งเสริมดนตรีไทยของพลตรีประพาศ ศกุนตนาค, ปรมินทร์ เต็มพร้อม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องบทบาทการส่งเสริมดนตรีไทยของพลตรีประพาศ ศกุนตนาค มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติชีวิตของพลตรีประพาศ ศกุนตนาค และบทบาทการส่งเสริมดนตรีไทยของพลตรีประพาศ ศกุนตนาค ผลการศึกษาพบว่า พลตรีประพาศ ศกุนตนาค เกิดในครอบครัวที่ชื่นชอบดนตรีไทย ทำให้เกิดความสนใจการขับร้องเพลงไทย โดยยึดทางเพลงตามคุณหญิงไพฑูรย์ กิตติวรรณ มีลีลาการขับร้องตามครูเหนี่ยว ดุริยพันธุ์ การขับร้องเพลงไทยได้ไพเราะประกอบกับมีความสามารถในการขับเสภาทำให้พลตรีประพาศ ศกุนตนาค ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ขับเสภาประกอบละครทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 และเป็นนักร้องเพลงไทยในงานสำคัญต่าง ๆ พลตรีประพาศ ศกุนตนาค รับราชการทหาร เหล่าทหารสื่อสาร จึงทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศข่าวในโอกาสสำคัญทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ประกอบกับการเป็นนักแสดง และนักร้องเพลงไทย จึงทำให้ พลตรีประพาศ ศกุนตนาค มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เมื่อให้การสนับสนุนส่งเสริมดนตรีไทยจึงมีผู้ให้ความสนใจทั้งการสมัครเป็นลูกศิษย์และติดตามผลงาน พลตรีประพาศ ศกุนตนาคมีบทบาทในการส่งเสริมดนตรีไทยทั้งการเผยแพร่การขับร้องเพลงไทย การตีกรับขับเสภา ผ่านสื่อทางวิทยุโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ และเป็นผู้ประสานงานจัดงานดนตรีไทยในโอกาสสำคัญ นอกจากนั้น พลตรีประพาศ ศกุนตนาคยังมีบทบาทในการสืบทอดดนตรีไทยทั้งในฐานะครูผู้ถ่ายทอดความรู้ขั้นพื้นฐานด้านการขับร้องเพลงไทย และการตีกรับขับเสภาให้กับลูกศิษย์ รวมทั้งการถ่ายทอดกรรมวิธีการสร้างกรับเสภา นอกจากนั้นพลตรีประพาศ ศกุนตนาคยังร่วมจัดตั้ง “สำนักสยามเสภานุรักษ์” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการส่งเสริมการขับร้องเพลงไทย และการตีกรับขับเสภา ทางสื่อออนไลน์
วงสะล้อ ซอ ปิน ของแม่ครูลำดวน สุวรรณภูคำ คณะช่อแก้ว จังหวัดแพร่, วัชราภรณ์ มุ้งป่า
วงสะล้อ ซอ ปิน ของแม่ครูลำดวน สุวรรณภูคำ คณะช่อแก้ว จังหวัดแพร่, วัชราภรณ์ มุ้งป่า
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วงสะล้อ ซอ ปิน ของแม่ครูลำดวน สุวรรณภูคำ คณะช่อแก้ว จังหวัดแพร่ ใช้ระเบียบการวิจัยเชิงคุณภาพโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติชีวิต วิธีการบรรเลงวงสะล้อ ซอ ปิน ทำนองซอ และทำนองดนตรีของแม่ครูลำดวน สุวรรณภูคำ โดยเก็บข้อมูลภาคสนามระหว่างปี พ.ศ. 2562-2563 ประวัติชีวิตแม่ครูลำดวน สุวรรณภูคำ ท่านเป็นศิลปินพื้นบ้านล้านนาด้านการขับซอล่องน่าน และเป็นหัวหน้าคณะช่อแก้ว แม่ครูสั่งสมประสบการณ์ด้านการขับซอและการฟ้อนแง้นมาร่วม 50 ปี มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมในจังหวัดแพร่และจังหวัดใกล้เคียง ศึกษาเพลงพื้นบ้านจากพ่อครูเมืองดี เทพประสิทธิ์ โดยเริ่มจากการยกขันตั้งขอเป็นศิษย์ การเข้าพิธีกินอ้อเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ ศึกษาหลักในการบรรเลงในแต่ละสถานการณ์ พิธีกรรม และพิธีการที่จะต้องปฏิบัติทุกครั้งในเวลาไปออกงานแสดงอย่างเคร่งครัด วิธีการบรรเลงของปิน มีการบรรเลงคู่ 2 และคู่ 4 เป็นส่วนมาก โดยปินมีการใช้กลวิธีพิเศษคือกลวิธีการสะบัด สะล้อพบว่ามีการใช้คู่เสียงทุกคู่เสียงในเพลงรูปแบบดำเนินทำนองและมีการใช้กลวิธีพิเศษได้แก่ การพรมนิ้ว การขยี้ และการสะบัด การบรรจุคำเพลงในแบบของแม่ครูลำดวน สุวรรณภูคำ โดยส่วนมากมักจะบรรจุ 2 คำ ต่อ 1 ห้อง เว้นแต่สถานการณ์ในการด้นสดที่จำเป็นจะต้องใช้คำหลายคำก็จะเป็นกรณีพิเศษ การเน้นคำจะเน้นตามสำเนียงภาษาของภาคเหนือ ตัวที่เน้นมักจะอยู่ในจังหวะที่ตรงกับลูกตกของแต่ละห้อง ในบางจุดที่ต้องการเน้นเป็นพิเศษจะใส่กลวิธีพิเศษการซ้อนเสียงเข้าไป การใช้กลวิธีพิเศษของการขับซอนิยมใช้การเอื้อนมีใน 2 กรณี คือ ใช้ในคำที่มีการใช้วรรณยุกต์ไม้ตรีและไม้จัตวาและใช้เพื่อเชื่อมคำระหว่างห้อง นอกจากนี้มักจะใช้ในเพลงรูปแบบดำเนินทำนองมากกว่าเพลงบังคับทาง ทำนองดนตรีพบว่าใช้กลุ่มเสียงปัญจมูลของเพลงดาดน่าน เพลงลับแลง เพลงพม่าต๊ะโต๋งเต๋ง เพลงดาดแพร่ และเพลงจะปุเชียงกลาง มีจำนวน 3 กลุ่มเสียงได้แก่ กลุ่มเสียงทางเพียงออบน ชวา และกลางแหบ
การแสดงเดี่ยวคลาริเน็ตระดับมหาบัณฑิตโดย ภาณุพันธุ์ วัณณกุล, ภาณุพันธุ์ วัณณกุล
การแสดงเดี่ยวคลาริเน็ตระดับมหาบัณฑิตโดย ภาณุพันธุ์ วัณณกุล, ภาณุพันธุ์ วัณณกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงเดี่ยวคลาริเน็ตในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาและค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับบทเพลงที่ใช้ในการแสดงคลาริเน็ต ประกอบด้วยประวัติผู้ประพันธ์เพลง ด้านเทคนิคการประพันธ์และแรงบันดาลใจในการประพันธ์เพลง การตีความบทเพลง เปรียบเทียบการตีความบทเพลงของนักแสดงคลาริเน็ตแต่ละคน ศึกษาแนวคิดวิธีการบรรเลง และวิเคราะห์บทเพลงเพื่อเป็นประโยชน์ในการฝึกซ้อม การเตรียมความพร้อมและการจัดการแสดง การแสดงเดี่ยวคลาริเน็ตในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เลือกบทเพลงมาด้วยกันทั้งหมด 4 บทเพลง โดยเป็นบทเพลงที่ทรงคุณค่าจากนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงในแต่ละยุคสมัย รวมทั้งสิ้น 3 ยุค ดังนี้(1) Clarinet Sonata in E-Flat Major, Op.120 No.2 ผลงานการประพันธ์ของ Johannes Brahms (2) Premiere Rhapsody ผลงานการประพันธ์ของ Claude Debussy (3) Hommage a Manuel de Falla ผลงานการประพันธ์ของ Bela Kovacs และ (4) Concerto for Clarinet and String Orchestra Arranged for Clarinet and Piano By Composer ผลงานการประพันธ์ของ Aaron Copland การแสดงเดี่ยวคลาริเน็ตครั้งนี้ได้จัดการแสดงในวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 เวลา 18.00 น. ในรูปแบบออนไลน์ รวมเวลาที่ใช้ในการแสดงทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมง