Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (23492)
- Medicine and Health Sciences (20658)
- Arts and Humanities (18171)
- Education (17171)
- Physical Sciences and Mathematics (14800)
-
- Life Sciences (13495)
- Law (12799)
- Engineering (10651)
- Business (6456)
- Higher Education (6439)
- Public Health (4859)
- Medical Specialties (4791)
- Computer Sciences (4526)
- History (4376)
- Psychology (4131)
- Sociology (3294)
- Earth Sciences (3204)
- Library and Information Science (3106)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2969)
- Religion (2931)
- Plant Sciences (2847)
- Computer Engineering (2676)
- Communication (2638)
- Nursing (2468)
- Economics (2110)
- Agronomy and Crop Sciences (2097)
- Agricultural Science (2068)
- Biology (2058)
- Environmental Sciences (2051)
- Plant Biology (2047)
- Institution
-
- University of Nebraska - Lincoln (3364)
- University of Kentucky (3171)
- Georgia Southern University (3007)
- University of Mississippi (2815)
- Chulalongkorn University (2537)
-
- Brigham Young University (2210)
- Utah State University (2067)
- City University of New York (CUNY) (2060)
- Western Michigan University (1979)
- Yale University (1969)
- Association of Arab Universities (1967)
- Walden University (1914)
- University of Central Florida (1857)
- University of South Florida (1847)
- Louisiana State University (1795)
- Taiwan Food and Drug Administration (1747)
- San Jose State University (1706)
- University of New Hampshire (1618)
- University of Dayton (1585)
- University of Alabama at Birmingham (1569)
- Ministry of Higher and Secondary Specialized Education of the Republic of Uzbekistan (1500)
- China Simulation Federation (1490)
- University of New Mexico (1427)
- Washington University School of Medicine (1404)
- New Jersey Institute of Technology (1388)
- University of Montana (1387)
- TÜBİTAK (1363)
- Sigma Theta Tau International Honor Society of Nursing (1328)
- Singapore Management University (1295)
- East Tennessee State University (1288)
- Keyword
-
- COVID-19 (3752)
- Georgia Southern University (2036)
- Coronavirus (1547)
- Michigan (1206)
- Undergraduate (1192)
-
- United States (1175)
- Education (1128)
- Humans (978)
- Athletics (829)
- COVID-19 Crisis (2020 - Present) (745)
- Covid-19 (693)
- Pandemic (677)
- History (605)
- Female (553)
- Newsletter (545)
- Release (540)
- Market Support Programs (519)
- Higher education (514)
- Market Liquidity Program (508)
- Machine learning (506)
- English (505)
- Genealogy (502)
- Gender (498)
- Leadership (492)
- Local history (478)
- News Releases (466)
- School of medicine (461)
- Male (452)
- Mental health (449)
- Technology (429)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (3535)
- Faculty Publications (2116)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (1963)
- IGC Proceedings (1977-2023) (1788)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1750)
-
- Journal of Food and Drug Analysis (1747)
- Documents (1550)
- Journal of System Simulation (1490)
- Dissertations (1353)
- Open Access Publications (1217)
- Browse All News (1110)
- Electronic Theses and Dissertations (1096)
- Defensive Publications Series (1094)
- 2020 Decisions (1047)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (1025)
- Open Access archive (963)
- Faculty Scholarship (921)
- Honors Theses (826)
- Articles (792)
- Journal Articles (792)
- Athletics: News & Publications (783)
- Mansoura Engineering Journal (782)
- All Forum Articles (751)
- Not Reported (724)
- Florida Historical Quarterly (720)
- Publications and Research (657)
- Research outputs 2014 to 2021 (657)
- Theses (655)
- Master's Theses (592)
- ETSU News (578)
- Publication Type
Articles 163111 - 163140 of 169290
Full-Text Articles in Entire DC Network
การย้อมสีอินดิโกบนเส้นด้ายฝ้ายโดยใช้สารละลายหลังการลอกแป้งด้วยอะไมเลสและการฟอกสีผ้าเดนิมด้วยเซลลูเลส, จิตาภัค ชูดวง
การย้อมสีอินดิโกบนเส้นด้ายฝ้ายโดยใช้สารละลายหลังการลอกแป้งด้วยอะไมเลสและการฟอกสีผ้าเดนิมด้วยเซลลูเลส, จิตาภัค ชูดวง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ทดลองนำน้ำเสียจากการลอกแป้งผ้าเดนิมดิบด้วยเอนไซม์อะไมเลสร่วมกับเอนไซม์กลูโคอะไมเลส (น้ำเสียมีกลูโคส) และการนำน้ำเสียจากการฟอกสีผ้าเดนิมด้วยเอนไซม์เซลลูเลส (น้ำเสียมีสีอินดิโก) มาใช้ในการรีดิวซ์และย้อมสีอินดิโกลงบนเส้นด้ายฝ้าย โดยเริ่มแรกผ้าเดนิมดิบจะผ่านการลอกแป้งด้วยเอนไซม์อะไมเลสร่วมกับเอนไซม์กลูโคอะไมเลส น้ำเสียจากการลอกแป้งถูกวิเคราะห์หาความเข้มข้นของกลูโคสในน้ำเสีย หลังจากนั้นผ้าเดนิมที่ผ่านการลอกแป้งแล้วจะถูกนำมาฟอกสีด้วยเอนไซม์เซลลูเลสร่วมกับหินกรวด น้ำเสียจากการฟอกสีถูกนำมาวิเคราะห์ค่าความเข้มข้นของสีอินดิโกในน้ำเสีย รีดิวซ์สีในน้ำเสียจากการฟอกสีโดยใช้โซเดียมไดไทโอไนต์ กลูโคส และน้ำเสียจากการลอกแป้ง (น้ำเสียมีกลูโคส) จากนั้นน้ำเสียจากการฟอกสีที่ถูกรีดิวซ์จะถูกนำไปย้อมเส้นด้ายฝ้าย เส้นด้ายย้อมสีถูกวิเคราะห์หาค่าความเข้มสีและเฉดสี และร้อยละของการผนึกสีบนเส้นด้าย ผลการวิจัยพบว่า เส้นด้ายฝ้ายย้อมด้วยสีที่ถูกรีดิวซ์โดยโซเดียมไดไทโอไนต์และกลูโคส (ณ ภาวะที่ทำให้สารละลายสีย้อมมีค่าความต่างศักย์ออกซิเดชันและรีดักชัน (โออาร์พี) ที่เหมาะสม คือ มีค่า -600 ถึง -700 mV) มีเฉดสีน้ำเงินโดยมีค่าความเข้มสี 1.41 และ 0.74 และการผนึกสีบนเส้นด้าย 74.8% และ 73.8% ตามลำดับ โดยเส้นด้ายย้อมด้วยสีที่ถูกรีดิวซ์ด้วยโซเดียมไดไทโอไนต์มีสีน้ำเงินที่เข้มกว่าเส้นด้ายย้อมด้วยสีที่ถูกรีดิวซ์ด้วยกลูโคสประมาณ 1 เท่า แต่ต่างมีการผนึกสีใกล้เคียงกัน (74-75%) ในขณะที่การศึกษาเบื้องต้นของการใช้น้ำเสียจากการลอกแป้ง (น้ำเสียมีกลูโคส) เป็นสารรีดิวซ์สีในน้ำเสียจากการฟอกสี (แทนการใช้โซเดียมไดไทโอไนต์และการใช้กลูโคสเป็นสารรีดิวซ์สี) เส้นด้ายหลังย้อมมีเฉดสีน้ำเงินอ่อนมาก เนื่องจากค่าโออาร์พีของสารละลายสีมีค่าสูงเกินไป อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้พบว่า สามารถนำน้ำเสียจากการลอกแป้งและน้ำเสียจากการฟอกสีมาหมุนเวียนใช้เป็นวัตถุดิบในการย้อมสีเส้นด้ายฝ้าย แต่ยังต้องปรับปรุงกระบวนการลอกแป้งให้น้ำเสียจากการลอกแป้งมีกลูโคสเกิดจากการลอกแป้งมากขึ้น อาจด้วยการเพิ่มความเข้มข้นของเอนไซม์กลูโคอะไมเลสที่ใช้ในการลอกแป้ง หรือเติมกลูโคสเพิ่มลงไปในน้ำเสียจากการลอกแป้ง เพื่อลดค่าความต่างศักย์ออกซิเดชันและรีดักชันจนถึงค่าที่เหมาะสม คือ ต่ำกว่า -600 mV ลงไป จะทำให้สามารถนำน้ำเสียจากทั้งสองส่วนของการผลิตผ้าเดนิม (น้ำเสียจากการลอกแป้งและจากการฟอกสีผ้าเดนิม) มาหมุนเวียนใช้ต่อได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การเปลี่ยนแปลงของปริมาณไขมันและองค์ประกอบตามระยะการเติบโตปะการังแข็ง, ภานุชนาถ ชินกลาง
การเปลี่ยนแปลงของปริมาณไขมันและองค์ประกอบตามระยะการเติบโตปะการังแข็ง, ภานุชนาถ ชินกลาง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปะการังประกอบด้วยไขมันภายในเนื้อเยื่อปริมาณมาก ในการศึกษาครั้งนี้ได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของปริมาณและองค์ประกอบชนิดไขมันในแต่ละระยะการเติบโตของปะการังเขากวาง 2 ชนิด Acropora humilis และ Acropora millepora และปะการังสมอง 1 ชนิด Platygyra sinensis ที่เติบโตภายใต้การเพาะฟักในระบบอนุบาล โดยเก็บเซลล์สืบพันธุ์จากแนวปะการังในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ขณะปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ตามธรรมชาติ พบว่า ปริมาณไขมันของไข่ปะการังทั้ง 3 ชนิด มีมากกว่า 70 % ของน้ำหนักแห้ง และมีการเปลี่ยนแปลงตามระยะการเติบโต โดยปริมาณไขมันลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงการเติบโตระยะต้น อย่างไรก็ตาม อัตราการลดลงของปริมาณไขมันในปะการังสมองน้อยกว่าในปะการังเขากวางทั้ง 2 ชนิด อนึ่ง องค์ประกอบชนิดไขมันในปะการังมีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน โดยมี wax ester เป็นไขมันชนิดเด่น พบในเซลล์ไข่ปะการังมากกว่า 80 % ของไขมันทั้งหมด และมีแนวโน้มสัดส่วนลดลงตามอายุปะการังที่เพิ่มขึ้น นอกจากนั้น เมื่อเปรียบเทียบปริมาณไขมันของปะการังระยะโตเต็มวัยที่มาจากการเพาะขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศซึ่งย้ายปลูกสู่ทะเล และปะการังชนิดเดียวกันที่เกิดขึ้นเองในธรรมชาติ พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปริมาณไขมันประมาณ 22 – 25 % ของน้ำหนักแห้ง ทั้งนี้ ปะการังมีการสะสมไขมันปริมาณมากในช่วงที่มีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์และลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ออกสู่มวลน้ำ ผลการศึกษาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า ไขมันในปะการังมีการเปลี่ยนแปลงไปตามระยะการเติบโต โดยเกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละช่วงของการดำรงชีวิต ตั้งแต่การปฏิสนธิ การพัฒนาและแพร่กระจายของตัวอ่อน และการเติบโตของปะการัง
ผลของกรด น้ำตาล และพลาสติไซเซอร์ต่อสมบัติของฟิล์มฐานมอลโทเดกซ์ทรินรสน้ำยำ, ศิโยน กรพิบูลย์พงษ์
ผลของกรด น้ำตาล และพลาสติไซเซอร์ต่อสมบัติของฟิล์มฐานมอลโทเดกซ์ทรินรสน้ำยำ, ศิโยน กรพิบูลย์พงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิผลของกรด น้ำตาล และพลาสติไซเซอร์ต่อคุณสมบัติของฟิล์มบริโภคได้ที่ ละลายน้ำที่ดี และพัฒนาผลิตภัณฑ์แผ่นฟิล์มปรุงรสน้ำยำ โดยใช้มอลโทเดกซ์ทรินเสริมแซนแทนกัมเป็นสารก่อฟิล์ม ในขั้นตอนแรกศึกษาการใส่กลีเซอรอลเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของฟิล์ม โดยเปรียบเทียบสูตรสารละลายขึ้นรูปฟิล์ม สูตรที่ใช้แซนแทนกัมและกลีเซอรอล (อัตราส่วน 2:3) เปรียบเทียบกับสูตรที่ไม่เติมกลีเซอรอล พบว่า สูตรที่ไม่เติมกลีเซอรอล มีความเปราะมาก เมื่อเทียบกับสูตรที่เติมกลีเซอรอล จึงไม่เหมาะสมในการนำมาขึ้นรูปฟิล์ม ในการศึกษาอิทธิพลของเครื่องปรุงรส ได้แก่ ผลของการแทนที่น้ำมะนาวด้วยน้ำส้มสายชู ผลของน้ำตาลทรายกับน้ำตาลมะพร้าว ซึ่งไม่ใส่ส่วนผสมที่ไม่ละลายน้ำ (ได้แก่ พริกป่น) พบว่าสูตรที่ใช้น้ำมะนาวจะมีค่าความชื้นและร้อยละการยืดตัวของแผ่นฟิล์มสูงกว่าสูตรที่ใช้น้ำส้มสายชู แต่จะทำให้ค่าความต้านทานแรงดึงน้อยกว่า (p
A Comparison Of Ketamine Combined With Dexmedetomidine And Ketamine Combined With Xylazine On Analgesia In Rabbits, Aomusa Kuaha
A Comparison Of Ketamine Combined With Dexmedetomidine And Ketamine Combined With Xylazine On Analgesia In Rabbits, Aomusa Kuaha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The effects of ketamine combined with dexmedetomidine and ketamine combined with xylazine on analgesia and cardiopulmonary variables in rabbits were evaluated in eight healthy New Zealand White rabbits. The experiment used a randomized double-crossover design. The rabbits were randomly divided into two groups, Group KD (n=4: 2 males/2 females) receivied 35 mg kg -1of ketamine and 0.5 mg kg -1of dexmedetomidine SC, while Group KX (n=4: 2 males/2 females) receivied 35 mg kg -1of ketamine and 5 mg kg -1of xylazine SC. The physiological parameters included HR, RR, PR, SpO2, SBP and RT were determined every 5 minutes and continuously …
Effects Of Single Bolus Injection Of Pimobendan On Cardiac Function, Hemodynamics, And Heart Rate Variability In Healthy Dogs, Poonavit Pichayapaiboon
Effects Of Single Bolus Injection Of Pimobendan On Cardiac Function, Hemodynamics, And Heart Rate Variability In Healthy Dogs, Poonavit Pichayapaiboon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In veterinary medicine, pimobendan has been recommended for management of dogs with congestive heart failure for decades. Recently, an intravenous injectable solution of this drug has been launched. However, the effects of this preparation on electrocardiography, cardiac functions, hemodynamics, heart rate variability (HRV), and the pharmacokinetics (PK) in dogs are still limited. Therefore, the objective of this investigation is to investigate the hemodynamics, cardiac functions, electrocardiographic parameters, the PK profiles and its active metabolite, O-desmethyl pimobendan (ODMP), as well as its effect on HRV of a single bolus pimobendan in healthy dogs. Nine dogs were anesthetized and instrumented to obtained …
Tem Analysis Of Elo Gan Nanostructures On Stripe-Patterned Gaas Substrate By Movpe, Nattamon Suwannaharn
Tem Analysis Of Elo Gan Nanostructures On Stripe-Patterned Gaas Substrate By Movpe, Nattamon Suwannaharn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Epitaxial lateral overgrown (ELO) GaN with AlGaN intermediate layers was grown on stripe-patterned in [110] direction on GaAs (001) substrate by metal-organic vapor phase epitaxy. The purpose of this work is to study the effects of AlGaN intermediate layers and the growth on stripe-patterned in [110] direction on structural phase transformation and defects formation/annihilation in GaN films by high-resolution X-ray diffraction and transmission electron microscopy. The growth rate of AlGaN, and the incorporation of Al into AlGaN was extremely low. According to transmission electron microscopy images, GaN at the window area directly on the substrate nucleates in the mixed phases …
Remediation Of Cadmium Contaminated Soil By Corn Plantation With Biosurfactants Amendment, Pannawee Mekwichai
Remediation Of Cadmium Contaminated Soil By Corn Plantation With Biosurfactants Amendment, Pannawee Mekwichai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Phytoremediation by a local economic crop (corn) is proposed as an alternative treatment option that allows simultaneous cadmium (Cd) contamination reduction and corn biomass utilization in Mae Sot District Tak Province. Biosurfactants, rhamnolipid (RL) and saponin (SP), were introduced to enhance Cd phytoextraction. The optimum RL and SP dose was 4 mmol kg−1 which was applied in Cd soil concentration of 36.8 mg kg-1. Cd uptake and corn biomass were higher with biosurfactant addition than in the control (without biosurfactants addition), by 4.7 and 2.3-folds, respectively, on the 30th day of corn plantation. The optimum biosurfactant doses were applied to …
Torrefaction Of Cassava Rhizome For Catalytic Gasification Process With Mcm-41 Synthesis By Illite Waste, Punchaluck Sirinwaranon
Torrefaction Of Cassava Rhizome For Catalytic Gasification Process With Mcm-41 Synthesis By Illite Waste, Punchaluck Sirinwaranon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In this research, the cassava rhizome (CR) was torrefied under different atmosphere to produce a superior green solid fuel for subsequent catalytic gasification. The research consists of 3 parts. The first part was to study the effect of torrefaction temperature (220–300°C) under nitrogen (N2) and simulated flue gas (SFG) at a residence time of 30 and 60 minutes. The highest carbon content in obtained solid fuel ranged from 51.45–65.09%, meanwhile the lowest oxygen content was 19.36% at a temperature over 260˚C. The decrease of O/C ratio benefited from the fuel characteristics improvement of torrefied CR. The higher heating value of …
เส้นใยนาโนเซลลูโลสที่ดัดแปรผิวเพื่อเป็นสารตัวเติมในอิมัลชันเรซินสำหรับการเคลือบ, เนรัญชรา ภู่ระหงษ์
เส้นใยนาโนเซลลูโลสที่ดัดแปรผิวเพื่อเป็นสารตัวเติมในอิมัลชันเรซินสำหรับการเคลือบ, เนรัญชรา ภู่ระหงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ทำการปรับปรุงผิวของเส้นใยนาโนเซลลูโลส (NCF) ผ่านกระบวนการดัดแปรผิวเพื่อเพิ่มความสามารถในการกระจายตัวสำหรับใช้เป็นสารตัวเติมในสารยึดอะคริลิก-สไตรีนอิมัลชัน โดยทำการดัดแปรผ่านปฏิกิริยาเอสเตอร์ริฟิเคชันด้วยกรดที่แตกต่างกัน 3 ชนิด ได้แก่ กรดซักซินิกแอนไฮไดรด์ (SA) กรดพทาลิกแอนไฮไดรด์ (PA) และกรดซิตริก (CA) ทำให้ได้ NCF/SA, NCF/PA และ NCF/CA ตามลำดับ และแปรเปลี่ยนอัตราส่วนโมลของหน่วยแอนไฮโดรกลูโคสในเซลลูโลสต่อโมลกรดที่เข้าทำปฏิกิริยาเป็น 1:6, 1:8 และ 1:10 ภายใต้สภาวะอุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียสเป็นระยะเวลา 2 ชั่วโมง เพื่อศึกษาผลกระทบของชนิดและปริมาณกรดที่ใช้ดัดแปรผิวต่อค่าระดับการแทนที่ ค่าศักย์ซีต้า และเสถียรภาพการกระจายตัวในน้ำของเส้นใยนาโนเซลลูโลสดัดแปรผิว จากผลการศึกษาพบว่าค่าระดับการแทนที่มีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อปริมาณอัตราส่วนโมลกรดเพิ่มขึ้น โดยการดัดแปรผิวเส้นใยนาโนเซลลูโลสด้วยกรดซักซินิกแอนไฮไดรด์ (NCF/SA) มีค่าระดับการแทนที่สูงที่สุด (0.46-0.86) และแสดงค่าประจุลบที่ผิวที่มีขนาดเพียงพอซึ่งทำให้มีเสถียรภาพของการกระจายตัวในน้ำที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับเส้นใยนาโนเซลลูโลสที่ไม่ได้ทำการดัดแปรผิวและทำการดัดแปรผิวด้วยกรดพทาลิกแอนไฮไดรด์และกรดซิตริก โดย NCF/SA ที่เตรียมโดยใช้ปริมาณกรดน้อยที่สุดที่ 1:6 ให้เสถียรภาพของการกระจายตัวในน้ำได้ดี ดังนั้นจึงเลือก NCF/SA ที่เตรียมได้จากสภาวะนี้ ((1:6)NCF/SA) เป็นสารตัวเติมในสารยึดอะคริลิก-สไตรีนอิมัลชัน โดยใช้ในปริมาณร้อยละ 1 ร้อยละ 3 และร้อยละ 5 โดยน้ำหนักต่อน้ำหนักแห้งของสารยึดอิมัลชัน และขึ้นรูปเป็นฟิล์มแห้งเพื่อศึกษาผลของการเติมสารตัวเติมที่มีต่อสมบัติทางกายภาพของนาโนคอมพอสิตอิมัลชันและฟิล์มสารเคลือบผิวนาโนคอมพอสิต จากผลการศึกษาพบว่าสารตัวเติมมีประสิทธิภาพในการเป็นสารเพิ่มความหนืดให้อิมัลชันนาโนคอมพอสิต นอกจากนี้ยังส่งผลให้ฟิล์มสารเคลือบผิวนาโนคอมพอสิตมีสมบัติการยึดเกาะ ความแข็ง การทนต่อการขูดขีด ค่ายังก์มอดูลัส และค่าการทนต่อแรงดึงเพิ่มขึ้น ทั้งนี้สมบัติต่างๆดังกล่าวขึ้นอยู่กับปริมาณของสารตัวเติม โดยที่ปริมาณตั้งแต่ร้อยละ 3 ถึงร้อยละ 5 แสดงสมบัติกายภาพต่างๆของสารเคลือบผิวนาโน คอมพอสิตมีค่าเพิ่มขึ้น
การขึ้นรูปและสมบัติของนาโนคอมพอสิตยางธรรมชาติ/แกรฟีนออกไซด์ดัดแปร, สรินยา วรพุทธพร
การขึ้นรูปและสมบัติของนาโนคอมพอสิตยางธรรมชาติ/แกรฟีนออกไซด์ดัดแปร, สรินยา วรพุทธพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะใช้แกรฟีนออกไซด์ที่ผ่านการดัดแปรโครงสร้าง เพื่อใช้เป็นสารตัวเติมให้แก่ยางธรรมชาติและยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์ โดยแกรฟีนออกไซด์ที่เตรียมได้จากกระบวนการฮัมเมอร์ถูกดัดแปรโครงสร้างด้วย 3-อะมิโนโพรพิลไตรเอทอกซีไซเลน (APTES) และ (3-(อะมิโนเอทิลอะมิโนโพรพิล)ไตรเมทอกซีไซเลน (TMPES) ได้เป็นแกรฟีนออกไซด์ดัดแปร AGO และ TGO ตามลำดับ จากการวิเคราะห์หมู่ฟังก์ชันและองค์ประกอบทางเคมี พบว่าหมู่แอลคอกซีของสารคู่ควบอะมิโนไซเลนเข้าทำปฏิกิริยากับวงแหวนอิพ็อกไซด์ที่อยู่บนระนาบของแกรฟีนออกไซด์ ซึ่งสามารถเกิดการดัดแปรบนระนาบของแกรฟีนออกไซด์ได้ร้อยละ 22.5 และ 21.5 ตามลำดับ และผลจากการดัดแปรบนระนาบของแกรฟีนออกไซด์ส่งผลให้ลักษณะพื้นผิวมีรอยย่นมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับแกรฟีนออกไซด์ดั้งเดิม อีกทั้งสามารถเพิ่มระยะห่างระหว่างชั้นของคาร์บอนได้ร้อยละ 57.9 และ 63.6 ตามลำดับ ซึ่งการดัดแปรโครงสร้างส่งผลให้ได้ค่าการนำไฟฟ้าของแกรฟีนออกไซด์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 0.51 µS m-1 เป็น 319.1 และ 747.2 µS m-1 สำหรับ AGO และ TGO ตามลำดับ เมื่อพิจารณาสมบัติของยางธรรมชาตินาโนคอมพอสิต พบว่าแกรฟีนออกไซด์ดัดแปรมีการกระจายตัวในเมทริกซ์ที่ดีกว่าแกรฟีนออกไซด์ ส่งผลให้ยางธรรมชาติ/แกรฟีนออกไซด์ดัดแปรนาโนคอมพอสิตมีความทนต่อแรงดึง ค่ามอดูลัสที่ความเครียดระยะ 100 และความทนแรงฉีกขาดที่สูงกว่ายางธรรมชาติ/แกรฟีนออกไซด์นาโนคอมพอสิต เมื่อพิจารณาผลของโครงสร้างของสารดัดแปรต่อสมบัติเชิงกล พบว่าไม่ปรากฏความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อนำแกรฟีนออกไซด์ดัดแปรมาใช้เป็นสารตัวเติมในยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์ พบว่าหมู่เอมีนของแกรฟีนออกไซด์ดัดแปรเกิดอันตรกิริยากับหมู่ออกซิเรนออกซิเจนของยางธรมชาติอิพ็อกซิไดซ์ ส่งผลให้แกรฟีนออกไซด์ดัดแปรสามารถกระจายตัวได้ดีและรวมเป็นเนื้อเดียวกับเมทริกซ์ของยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์ ทำให้ผลของการเติมแกรฟีนออกไซด์ดัดแปรในยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์มีสมบัติเชิงกลที่ดีกว่าการเติมแกรฟีนออกไดซ์ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแกรฟีนออกไซด์ดัดแปรในยางทั้งสองชนิดพบว่าประสิทธิภาพการเสริมแรงของแกรฟีนออกไซด์ดัดแปรในยางธรรมชาติสูงกว่าในยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการเกิดอันตรกิริยาของแกรฟีนออกไซด์ดัดแปรและยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์ ส่งผลให้ความหนืดของยางนาโนคอมพอสิตค่อนข้างสูง ทำให้การผสมสารเคมียางกับยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์ เกิดได้ไม่ดี จึงต้องใช้เวลาในการผสมที่ยาวกว่าจึงทำให้สายโซ่ของยางถูกตัดขาดมากกว่า เมื่อทำการศึกษาสมบัติทางไฟฟ้าของยางธรรมชาติและยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์นาโนคอมพอสิต พบว่าค่าการนำไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อสัดส่วนของแกรฟีนออกไซด์ดัดแปรที่เพิ่มขึ้น การเติม TGO ส่งผลให้ค่าการนำไฟฟ้าของยางนาโนคอมพอสิตสูงกว่าการเติม AGO และ GO เมื่อนำยางธรรมชาติและยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์นาโนคอมพอสิตมาประยุกต์ใช้เป็นเซนเซอร์ในการตรวจจับการเคลื่อนไหว โดยอาศัยการเคลื่อนไหวของนิ้วมนุษย์ พบว่ายางนาโนคอมพอสิตที่ใช้สารตัวเติม AGO มีความเหมาะสมในการนำมาพัฒนาเป็นเซนเซอร์มากกว่า TGO อันเนื่องมาจากลักษณะการเปลี่ยนแปลงของค่าความต้านทานไฟฟ้าที่เป็นรูปแบบที่ชัดเจนมากกว่า
ระดับความเข้มข้นตามแนวตั้งของฝุ่นละอองและโลหะ บริเวณอาคารสูงในกรุงเทพมหานคร, ศิริภัทร์ อินทร์ตระกูล
ระดับความเข้มข้นตามแนวตั้งของฝุ่นละอองและโลหะ บริเวณอาคารสูงในกรุงเทพมหานคร, ศิริภัทร์ อินทร์ตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นศึกษาระดับความเข้มข้นตามแนวตั้งของ PM2.5 และ PM2.5-10 บริเวณภายในและภายนอกอาคารสูงแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร โดยศึกษาที่ระดับความสูง 4.5, 51.5 และ 138.5 เมตร ในช่วงฤดูฝน (วันที่ 23 - 29 กันยายน 2562) ฤดูหนาว (วันที่ 13 - 19 มกราคม 2563) และฤดูร้อน (วันที่ 2 - 8 มีนาคม 2563) พร้อมทั้งวิเคราะห์โลหะในฝุ่นละออง ได้แก่ As, Cd, Cr, Pb, Mn, Ni, Cu, Fe, Zn, Mg, K, Ca และ Ba ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณ PM2.5 และ PM2.5-10 ภายนอกอาคารมีความเข้มข้นสูงที่สุดในช่วงฤดูหนาว รองลงมาได้แก่ ฤดูฝน และฤดูร้อน โดยมีค่าเฉลี่ยของ PM2.5 เท่ากับ 43.5 ± 10.7, 31.7 ± 12.8 และ 17.1 ± 5.8 µg/m3 ตามลำดับ และมีค่าเฉลี่ยของ PM2.5-10 เท่ากับ 16.5 ± 2.4, 14.6 ± 4.3 และ 12.8 ± 2.5 µg/m3 ตามลำดับ โดยความเข้มข้นของ PM2.5 ในแต่ละระดับความสูงไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 (p > 0.05) ทั้งในช่วงฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูร้อน สำหรับความเข้มข้นของ PM2.5-10 พบว่า ในแต่ละระดับความสูงไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ …
กลยุทธ์การปรับตัวของผู้ประกอบการโรงแรมที่ได้รับมาตรฐาน Sha ต่อผลกระทบ Covid-19 ในเขตกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 2563, สุเมธ กมลศิริวัฒน์
กลยุทธ์การปรับตัวของผู้ประกอบการโรงแรมที่ได้รับมาตรฐาน Sha ต่อผลกระทบ Covid-19 ในเขตกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 2563, สุเมธ กมลศิริวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมโดยเฉพาะกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่หนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก โรงแรมหลายแห่งต้องปรับตัวในหลากหลายวิธี รวมถึงการเข้าร่วมการรับรองมาตรฐานป้องกัน COVID-19 ที่เรียกว่า Safety & Health Administration (SHA) งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษากลยุทธ์การปรับตัวของผู้ประกอบการโรงแรมที่ได้รับมาตรฐาน SHA ต่อผลกระทบ COVID-19 ในเขตกทม. จำนวน 46 แห่ง โดยใช้วิธีการรวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ของโรงแรม และเว็บไซต์ OTA ระหว่างเดือนมี.ค.-ธ.ค.2563 รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการโรงแรมกรณีศึกษา 3 แห่ง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีวิเคราะห์สถิติระดับราคาห้องพักและจำนวนวันปิด รวมถึงการถอดเทปคำสัมภาษณ์เพื่อวิเคราะห์คำสำคัญเพื่อนำไปสู่ข้อสรุป ผลการศึกษาพบว่า 1) โรงแรมในกรุงเทพฯที่อยู่ในเขต CBD ต้องมีการปิดตัวชั่วคราวในช่วง มี.ค.-ธ.ค.63 คิดเป็นจำนวนวันที่ปิดประมาณ 34-50% ทั้งนี้โรงแรมขนาดใหญ่มีการปิดตัวชั่วคราวมากที่สุด และมีการลดราคาห้องพักเฉลี่ย 59% จากราคาปกติ ขณะที่โรงแรมขนาดเล็กมีการลดระดับราคาห้องพักเฉลี่ย 50% จากราคาปกติ 2) กลยุทธ์ที่โรงแรมทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็กนิยมใช้มากที่สุดคือ การขายห้องพักแบบมีส่วนลด อย่างไรก็ตามกลยุทธ์ด้านการขายอาหารและเครื่องดื่มและกลยุทธ์ด้านการให้บริการมีการใช้มากในโรงแรมขนาดใหญ่และขนาดกลางอันเนื่องมาจากความพร้อมในด้านสิ่งอำนวยความสะดวก 3) กลยุทธ์การปรับตัวด้านกายภาพของโรงแรม มีการปรับใน 3 พื้นที่ คือ (1) พื้นที่ส่วน BOH (Back of the House) เช่น ครัว, ส่วนซักรีดมีการเปิดใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างรายได้เข้าโรงแรม (2) พื้นที่ ส่วนห้องพักและพื้นที่ส่วนกลางเช่น ห้องอาหาร สระว่ายน้ำ มีการปิดชั่วคราวเพื่อลดการดูแลในช่วงที่จำนวนแขกเข้าพักมีน้อย (3) การปรับเปลี่ยนจากงานระบบเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่แบบรวม (Chiller Plant) แบ่งเป็นหลายๆเครื่องที่มีขนาดเล็กลง เพื่อลดภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้า 4) การเข้าร่วมมาตรฐาน SHA อาจไม่ส่งผลโดยตรงต่อการบริหารโรงแรม แต่มีผลทางอ้อมในเชิงการรับรู้จากสาธารณะจากการได้รับการรับรองมาตรฐานโดยภาครัฐ นอกจากนี้ มาตรการของภาครัฐที่เกิดขึ้นแม้จะไม่ได้บังคับใช้กับโรงแรมในส่วนของห้องพัก แต่ก็มีผลทางอ้อมทำให้จำนวนผู้เข้าพักลดลงจนกระทั่งโรงแรมหลายแห่งต้องปิดตัวชั่วคราว สอดคล้องกับจำนวนวันปิดและการเปลี่ยนแปลงของราคาห้องพักที่ลดลงอย่างรุนแรงในช่วงที่เริ่มมีมาตรการปิดประเทศ งานวิจัยนี้ แสดงให้เห็นสถานการณ์และการปรับตัวของโรงแรมในเขต CBD ในกรุงเทพฯเพื่อรับมือกับสถานการณ์ COVID-19 ในช่วงปี 2563 ทั้งนี้ การปรับตัวที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นการใช้ทรัพยากรด้านกายภาพและการบริการของโรงแรมเพื่อสร้างรายได้และลดรายจ่าย แต่การปรับตัวดังกล่าวอยู่ในระยะสั้นซึ่งเป็นไปตามสถานการณ์และมาตรการภาครัฐ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อต่อผู้ประกอบการโรงแรมที่จะสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการเตรียมตัว อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการนำข้อมูลไปเพื่อการวางแผนทั้งด้านการออกแบบพื้นที่และการบริหารจัดการโรงแรมในระยะยาวเพื่อรองรับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
การจัดการโครงการรูปแบบผสมช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในระยะต้น: กรณีศึกษา โครงการวิซดอม 101 และโครงการ สามย่านมิตรทาวน์, สิริน เวชสุภัค
การจัดการโครงการรูปแบบผสมช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในระยะต้น: กรณีศึกษา โครงการวิซดอม 101 และโครงการ สามย่านมิตรทาวน์, สิริน เวชสุภัค
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ใน พ.ศ. 2562 ได้มีโรคระบาดใหม่เกิดขึ้น ซึ่งได้รับรายงานครั้งแรกจากนครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย สาธารณประชาชนจีน โดยผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อจะมีอาการ ไข้สูง ไอแห้ง และอ่อนเพลีย มีอาการปอดอักเสบโดยไม่ทราบสาเหตุ ต่อมาทางองค์การอนามัยโรคได้ประกาศชื่อโรคนี้อย่างเป็นทางการ ว่า COVID-19 (โควิด-19) หรือ “Coronavirus Disease 2019” การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะด้านการจัดการอาคารรูปแบบผสม ซึ่งอาคารรูปแบบผสมเป็นที่นิยมต่อนักพัฒาอสังหาริมทรัพย์ในด้านการคุ้มค่าต่อการลงทุน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพกายภาพ และการจัดการอาคาร ความพึงพอใจต่อการจัดการอาคารของผู้ใช้อาคาร และเสนอแนวทางการจัดการอาคารรูปแบบผสมในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในระยะต้น ผ่านการเก็บข้อมูลด้วยการ สำรวจอาคาร สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่บริหารอาคาร และ แจกแบบสอบถามผู้ใช้อาคาร โดยเลือกโครงการ วิซดอม 101 และโครงการสามย่านมิตรทาวน์ เนื่องจากเป็นโครงการรูปแบบผสมที่มีลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างกันที่ตั้งอยู่ในสถานที่ในพื้นที่ในใจกลางเมือง และพื้นที่ชานเมือง ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจต่อการจัดการอาคารรูปแบบผสมในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในระยะต้นมากที่สุด ได้แก่ การเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลเพื่อลดความแออัด และความสะอาดของจุดสัมผัสร่วม ดังนั้นเพื่อเป็นแนวทางในการจัดการอาคารในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในระยะต้น สามารถดำเนินการโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ในกาจัดการพื้นที่ ได้แก่ แอพพลิเคชั่นสำหรับจองพื้นที่ส่วนกลาง และที่ฝากของอัจฉริยะ เพื่อลดความแออัดในพื้นที่ส่วนด้านความสะอาดภายเพื่อลดการติดเชื้อในพื้นที่อาคารสามารถทำได้โดยการ เปลี่ยนระบบกล้องอ่านป้ายทะเบียน LPR ในลานจอดรถ แป้นเท้าเหยียบลิฟต์และแผ่นเพลทเหยียบประตูเพื่อลดการผัส การติดตั้งระบบยูวีในระบบแอร์รวม เพื่อฆ่าเชื้อไวรัสฯภายในอากาศ และและการใช้หุ่นยนต์ฆ่าเชื้อด้วยรังสียูวี-ซี เพื่อทำการฆ่าเชื้อไวรัสฯบนพื้นผิวต่างๆ
การตรวจสอบการปะทะของแบบก่อสร้างโครงการอาคารชุดพักอาศัยประเภทอาคารสูง ด้วยแบบจำลองสารสนเทศอาคาร, พิมพ์พร วิริยะกาล
การตรวจสอบการปะทะของแบบก่อสร้างโครงการอาคารชุดพักอาศัยประเภทอาคารสูง ด้วยแบบจำลองสารสนเทศอาคาร, พิมพ์พร วิริยะกาล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อาคารชุดพักอาศัยประเภทอาคารสูงเป็นอาคารประเภทที่มีข้อกฎหมายบังคับและกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เข้มงวด และเนื่องจากมีโปรแกรมการใช้งานหลากหลาย ทำให้มีความซับซ้อนด้านการออกแบบ รวมถึงมีผู้เกี่ยวข้องในโครงการหลากหลายส่วน จึงทำให้แบบก่อสร้างอาคารมักพบการปะทะของงานต่างๆ ซึ่งหากการปะทะดังกล่าวไม่ถูกแก้ไขตั้งแต่ช่วงก่อนการก่อสร้างจะส่งผลกระทบต่อโครงการในช่วงการก่อสร้าง ในขณะเดียวกัน แบบจำลองสารสนเทศอาคารเป็นแนวคิดที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในกระบวนการออกแบบและก่อสร้างอาคาร รวมถึงการตรวจสอบการปะทะระหว่างหมวดงานต่างๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อขัดแย้งที่มักพบในแบบก่อสร้างอาคาร จึงเป็นที่มาของการศึกษาการปะทะในแบบก่อสร้างโครงการอาคารชุดพักอาศัยด้วยแบบจำลองสารสนเทศอาคาร โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจำนวน 5 ศึกษาองค์ประกอบที่ก่อให้เกิดการปะทะในแบบก่อสร้างโครงการ จัดทำตารางการปะทะระหว่างงานย่อยของแต่ละหมวดงาน ตรวจสอบการปะทะกับกลุ่มตัวอย่าง จัดกลุ่มการปะทะ วิเคราะห์ระดับผลกระทบของการปะทะที่เกิดขึ้นในกิจกรรมการก่อสร้างโครงการ จากนั้นนำข้อมูลที่ได้วิเคราะห์เชิงสถิติ จัดอันดับการปะทะ สรุปผลการศึกษา และอภิปรายผลการศึกษา จากการศึกษาพบองค์ประกอบที่ก่อให้เกิดการปะทะในแบบก่อสร้างสามารถจำแนกออกเป็น 8 หมวดงานหลัก ได้แก่ หมวดงานสถาปัตยกรรมหลัก หมวดงานสถาปัตยกรรมภายใน หมวดงานภูมิสถาปัตยกรรม หมวดงานวิศวกรรมโครงสร้าง หมวดงานระบบสุขาภิบาล หมวดงานระบบดับเพลิง หมวดงานไฟฟ้าและสื่อสาร และหมวดงานระบบปรับอากาศและเครื่องกล จากการตรวจสอบการปะทะของกลุ่มตัวอย่างพบว่า ระดับชั้นพักอาศัยมีค่าเฉลี่ยของจำนวนการปะทะเป็นอันดับสูงสุดที่ 252,584.80 ข้อต่อโครงการ คิดเป็นร้อยละ 78.52 ของจำนวนการปะทะทั้งโครงการ จึงเป็นที่มาของการตรวจสอบการปะทะเฉพาะระดับชั้นพักอาศัย เนื่องจากการปะทะมีปริมาณสูงมากดังที่กล่าวข้างต้น จึงมีความจำเป็นต้องจัดกลุ่มการปะทะเพื่อรวบรวมการปะทะกันที่มีลักษณะเดียวกันไว้ด้วยกัน นอกจากนี้พบว่า การปะทะที่มีปริมาณสูงสุดสามอันดับแรกของระดับชั้นพักอาศัย คือ (1) การปะทะระหว่างงานผนังของหมวดงานสถาปัตยกรรมหลักและงานท่อของหมวดงานระบบสุขาภิบาล (2) การปะทะระหว่างงานผนังของหมวดงานสถาปัตยกรรมภายในและงานท่อของหมวดงานระบบสุขาภิบาล และ (3) การปะทะระหว่างงานฝ้าของหมวดงานสถาปัตยกรรมภายในและงานท่อของหมวดงานระบบสุขาภิบาล ตามลำดับ โดยมีค่าเฉลี่ยของจำนวนกลุ่มการปะทะอยู่ที่ 8.4 8.2 และ 5.4 กลุ่มต่อโครงการ ตามลำดับ โดยทั้งผู้รับจ้างก่อสร้างและผู้ควบคุมงานก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยให้ค่าคะแนนระดับผลกระทบของการปะทะที่เกิดขึ้นในกิจกรรมการก่อสร้างโครงการในลักษณะเกาะกลุ่มกันในช่วง 2.33-3.71 คะแนน ซึ่งส่งผลให้เกิดการแก้ไขแบบ ใช้ระยะเวลาในการแก้ปัญหาเพิ่ม และทำให้เกิดเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่ไม่ทำให้ต้องหยุดกิจกรรมการก่อสร้าง ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างอย่างแบบจำลองสารสนเทศอาคารในการตรวจสอบการปะทะของแบบก่อสร้างก่อนที่จะนำไปทำเป็นแบบขยายรายละเอียดในลักษณะ Shop Drawing เพื่อให้ผู้รับจ้างก่อสร้างและผู้ควบคุมงานก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยตระหนักถึงการปะทะที่ได้จากแบบก่อสร้างของกลุ่มตัวอย่างและนำไปพิจารณารายละเอียดการก่อสร้างต่อ ทำให้ลดความเสี่ยงและความรุนแรงของผลกระทบทั้งด้านคุณภาพ ระยะเวลา และต้นทุนค่าก่อสร้างโครงการในช่วงการก่อสร้าง ซึ่งส่งผลดีต่อผู้รับจ้างก่อสร้าง บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตลอดจนลูกค้าโครงการ
กลยุทธ์การปรับตัวต่อผลกระทบจากโควิด-19 ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วง พ.ศ. 2563, ภุชงค์ สถิรพิพัฒน์กุล
กลยุทธ์การปรับตัวต่อผลกระทบจากโควิด-19 ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วง พ.ศ. 2563, ภุชงค์ สถิรพิพัฒน์กุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ช่วงปี พ.ศ. 2563 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย ทำให้บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มีการเลือกใช้กลยุทธ์การปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ซึ่งงานวิจัยนี้ได้รวบรวมข้อมูลจากบริษัทพัฒนาอสังหาฯ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 28 บริษัท แบ่งเป็น 3 ขนาด ตามสินทรัพย์รวม ได้แก่ บริษัทขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก เก็บข้อมูลจากข่าวสารการปรับตัวของบริษัทพัฒนาอสังหาฯ ทุกบริษัท และบทสัมภาษณ์เชิงลึกจากบริษัทฯ กรณีศึกษา แต่ละขนาด จำนวน 3 บริษัท โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการคัดแยกข้อความสำคัญเชิงการปรับตัวในเนื้อความข่าว และวิเคราะห์เปรียบเทียบในประเด็นของผลกระทบที่ได้รับ การเลือกใช้และลักษณะของกลยุทธ์การปรับตัว รวมไปถึงผลจากการใช้กลยุทธ์การปรับตัว เพื่อนำไปสู่ข้อสรุป ผลการศึกษาพบว่า 1) การแพร่ระบาดโควิด-19 ส่งผลให้อุปทานและอุปสงค์ที่อยู่อาศัยปรับตัวลดลง โดยมาตรการ ล็อกดาวน์ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริโภคเกิดความกังวลและความไม่มั่นคงทางรายได้ มีการควบคุมค่าใช้จ่าย และเกิดภาวะการหดตัวของกำลังซื้อในที่สุด ส่งผลกระทบต่อบริษัทพัฒนาอสังหาฯ ในด้านการวางแผน การตลาด การเงิน และการทำงานองค์กร ซึ่งส่งผลต่อการเลือกใช้กลยุทธ์การปรับตัว 2) บริษัทพัฒนาอสังหาฯ มีการใช้กลยุทธ์การปรับตัว 5 ด้าน ได้แก่ กลยุทธ์ด้านการวางแผน, ด้านการตลาด, ด้านการเงิน, ด้านการทำงานองค์กร และด้านการป้องกันโควิด-19 โดยแบ่งเป็น 10 หมวดหมู่ 42 วิธีการ ซึ่งมีการใช้กลยุทธ์ด้านการตลาดกว่าร้อยละ 50 ของการเลือกใช้กลยุทธ์ทั้งหมด 3) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้ง 3 ขนาด เลือกใช้หมวดกลยุทธ์หลัก 2 หมวดเหมือนกัน ได้แก่หมวดส่วนผสมทางการตลาดและหมวดการวางแผนการลงทุน ซึ่งมีอัตราส่วนมากกว่าร้อยละ 45 โดยเฉพาะวิธีการปรับตัวเชิงลึกในเรื่องการจัดกิจกรรมทางการตลาด, การลงทุนเปิดตัวโครงการ และการเน้นลงทุนโครงการแนวราบ 4) การที่บริษัทฯ กรณีศึกษา เลือกใช้วิธีการปรับตัวเชิงลึกในเรื่องการจัดกิจกรรมทางการตลาด, การเน้นลงทุนโครงการแนวราบ และการปรับราคาสินค้า สามารถรักษาผลประกอบการได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม โดยการกระจายพื้นที่การลงทุน และการวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจไว้ล่วงหน้า มีส่วนในการช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะวิกฤต งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึง สถานการณ์และการปรับตัวของบริษัทพัฒนาอสังหาฯ เพื่อความอยู่รอดและรับมือกับภาวะวิกฤตการณ์แพร่ระบาด โควิด-19 ระลอก 1 พ.ศ. 2563 ทั้งนี้การเลือกใช้กลยุทธ์สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปของตลาดอสังหาฯ เพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินงานต่อไปได้ในภาวะวิกฤต …
การติดตามผลการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางกายภาพของสำนักงานสุขภาวะ โดยทัศนคติของผู้ใช้ : กรณีศึกษา ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (Risc), บุญชิรา ศรีวงศ์งาม
การติดตามผลการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางกายภาพของสำนักงานสุขภาวะ โดยทัศนคติของผู้ใช้ : กรณีศึกษา ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (Risc), บุญชิรา ศรีวงศ์งาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันสถานการณ์การเติบโตและอุปทานของตลาดอาคารสำนักงานอยู่ในภาวะการแข่งขันของตลาดที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงมาก ทำให้ต้องอาศัยกลยุทธ์การพัฒนาที่ก่อให้เกิดความยั่งยืน โดยปัญหาด้านสุขภาพหรือสุขภาวะของผู้ใช้อาคารเป็นประเด็นสำคัญในการพัฒนาอาคารสำนักงาน จึงมีความจำเป็นต้องศึกษาการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ส่งเสริมให้เกิดสุขภาวะในการใช้งาน ซึ่งในประเทศไทยมีโครงการสำนักงานสุขภาวะที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในการออกแบบอาคารที่ส่งเสริมสุขภาวะ WELL Building Standard Version 1 แห่งแรกในประเทศไทย คือ โครงการศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) ผู้วิจัยจึงเลือกโครงการดังกล่าวเป็นกรณีศึกษาและทำการศึกษามาตรฐาน WELL Building Standard Version 1 ร่วมกับการศึกษาวิจัยเชิงสำรวจที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม ตลอดจนการสังเกตการณ์ภายในพื้นที่โครงการกรณีศึกษา โดยใช้กระบวนการติดตามผลและประเมินผลโครงการ (Project Monitoring and Evaluation) โดยมีกลุ่มผู้ใช้ภายในพื้นที่โครงการกรณีศึกษาทั้งหมดจำนวน 9 คน และกลุ่มผู้ประกอบการหรือผู้บริหารระดับสูงและผู้พัฒนาโครงการเป็นกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาวิจัย โดยใช้หลักการประเมินตนเอง (Self-assessment) ในการให้ข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า 1) โครงการศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) มีการพัฒนาโครงการตามมาตรฐาน WELL Building Standard Version 1 โดยเลือกระดับการรับรองมาตรฐานในระดับ Gold และได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าว โดยมีการดำเนินการเกณฑ์ปัจจัยตามมาตรฐานจำนวน 61 เกณฑ์ปัจจัยจากทั้งหมด 103 เกณฑ์ปัจจัย คิดเป็นร้อยละ 59.22 ของเกณฑ์ปัจจัยตามมาตรฐานในประเภทการตกแต่งพื้นที่ภายในอาคารใหม่และการตกแต่งพื้นที่ภายในอาคารเดิมทั้งหมด ทั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาในประเด็นด้านการให้ความสำคัญและความคาดหวังต่อเกณฑ์ปัจจัยในการพัฒนาโครงการ พบว่า หมวด Air เป็นหมวดที่มีจำนวนการดำเนินการทั้งในข้อบังคับการดำเนินการ (Precondition) และข้อเลือกทำ (Optimization) มากที่สุด โดยผู้พัฒนาโครงการมีการให้ค่าระดับความสำคัญและความคาดหวังเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยที่เกณฑ์ปัจจัยในหมวด Air มีค่าเฉลี่ยการให้ความสำคัญในระดับมากที่สุด และมีค่าเฉลี่ยความคาดหวังในระดับมากที่สุดเช่นเดียวกัน รองลงมา ได้แก่ หมวด Light มีค่าเฉลี่ยการให้ความสำคัญในระดับมาก และมีค่าเฉลี่ยความคาดหวังในระดับมากที่สุด หมวด Comfort มีค่าเฉลี่ยการให้ความสำคัญและความคาดหวังในระดับมาก ตามลำดับ 2) ผู้ใช้ตอบสนองโดยการรับรู้และมีความพึงพอใจต่อเกณฑ์ปัจจัย Air Quality Standards มากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยการรับรู้อยู่ในระดับมากที่สุด และมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก รองลงมา ได้แก่ เกณฑ์ปัจจัย Ergonomics มีค่าเฉลี่ยการรับรู้อยู่ในระดับค่อนข้างมาก และมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก เกณฑ์ปัจจัย Visual Lighting Design มีค่าเฉลี่ยการรับรู้อยู่ในระดับมาก และมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ในระดับค่อนข้างมาก และเกณฑ์ปัจจัย …
การพัฒนาที่พักประเภทโรงแรมในอุตสาหกรรมไมซ์ (Mice) ภายใต้แนวคิดท้องถิ่นนิยม (Localization): กรณีศึกษา ฮอริซัน วิลเลจ รีสอร์ต จังหวัดเชียงใหม่, ปรัชกร วันทา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ธุรกิจโรงแรมมีความสำคัญอย่างมากต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ โรงแรมในอุตสาหกรรมไมซ์ ที่นำแนวคิดท้องถิ่นนิยมมาใช้ ไม่เพียงแต่สร้างรายได้ให้กับการท่องเที่ยวแต่ยังเป็นการพัฒนาชุมชนไปด้วย ในจังหวัดเชียงใหม่มีโรงแรมอุตสาหกรรมไมซ์ขนาดใหญ่ที่นำแนวคิดท้องถิ่นนิยมมาใช้มี 4 แห่ง โดยโรงแรม ฮอริซัน วิลเลจ ได้รับการรับรองมาตรฐานสถานที่จัดงานในประเทศไทย (TMVS) จึงเป็นกรณีศึกษาด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่น่าสนใจมาก โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษา แนวคิด กระบวนการการพัฒนา และผลที่ได้รับ เพื่อวิเคราะห์ข้อดีและข้อจำกัดในการพัฒนาโรงแรมในอุตสาหกรรมไมซ์ ที่นำแนวคิดท้องถิ่นนิยมมาใช้ เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะ โดยใช้วิธีการศึกษาจากเอกสาร การสำรวจ สังเกต และการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ และผู้ชำนาญการ ผลจากการศึกษาพบว่า การนำแนวคิดท้องถิ่นนิยมมาใช้กับอุตสาหกรรมไมซ์ของโรงแรม ฮอริซัน วิลเลจ รีสอร์ต ที่มีการดำเนินงานตั้งแต่ปี พ.ศ.2549-2562 รวมทั้งหมด 13 ปี การพัฒนาตามกระบวนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มีการพัฒนาทั้งหมด 6 ครั้ง และมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทั้งหมด 4 ช่วง คือ 1) ก่อนการพัฒนาโครงการ (พ.ศ.2522-2549) ผู้ประกอบการใช้เวลาสะสมที่ดินตลอดเวลา 15 ปี เพื่อพัฒนาการเกษตร จนในปีพ.ศ.2546 ผู้ประกอบการได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จ สมเด็จพระเทพฯ พระองค์ทรงมีรับสั่งแนะนำแนวทางที่มีประโยชน์ในการพัฒนาหลายประการ ประกอบกับผู้ประกอบการมีความประสงค์ที่จะตอบแทนคุณแผ่นดิน จึงเป็นที่มาและแรงบันดาลใจสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโครงการ 2) ช่วงก่อตั้งโครงการ (พ.ศ. 2549-2552) เป็นช่วงที่วางรากฐานแนวความคิดและกำหนดทิศทางในการพัฒนาโรงแรมในอุตสาหกรรมไมซ์โดยเริ่มนำแนวคิดท้องถิ่นนิยมมาใช้ 3) ช่วงการเติบโตของการท่องเที่ยว (พ.ศ. 2556-2557) นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนเข้ามาจำนวนมาก ผู้ประกอบการตัดสินใจลงทุนพัฒนาโรงแรมเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ มีห้องประชุมรองรับได้ตั้งแต่ 20-800 คน ส่งผลให้โรงแรมได้รับการรับรองมาตรฐานการจัดงานระดับสากล (TMVS) และต่อยอดการพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น 4) ช่วงพัฒนาการบริหารภายในองค์กร (พ.ศ. 2560-2562) ทายาทของผู้ประกอบการ จบการศึกษาด้านการโรงแรม และกลับมาบริงานอย่างเต็มตัว และพัฒนาต่อยอดแนวความคิดท้องถิ่นนิยมด้วยการตลาดสมัยใหม่ แนวคิด และ เทคโนโลยี โดยนำเสนอความเป็นท้องถิ่นสู่ไมซ์ในระดับสากล ด้วยการร่วมมือกับภาครัฐฯ และเอกชน รวมถึงชุมชนโดยรอบ ผลจากการดำเนินงาน ฮอริซัน วิลเลจ พัฒนาโดยการปลูกฝัง และบ่มเพาะแนวความคิด ควบคู่ไปกับการดำเนินงานโดยอาศัยความรู้ ประสบการณ์ และปัจจัยส่งเสริมในการตัดสินใจลงทุนที่เหมาะสม นำไปสู่การค้นหาตัวตนเพื่อสร้างจุดขายในความเป็นท้องถิ่น และนำเสนอสู่ความเป็นสากล โดยเป็นการลดต้นทุนและเพิ่มคุณค่าให้กับโรงแรม …
การประยุกต์ใช้เบอร์โทด์โมเดลในการวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนโครงการจัดสรรที่ดินที่มีรูปแบบการวางผังแตกต่างกัน: กรณีศึกษา โครงการจัดสรรที่ดินในอำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี, โชติรัตน์ สว่างวงษ์
การประยุกต์ใช้เบอร์โทด์โมเดลในการวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนโครงการจัดสรรที่ดินที่มีรูปแบบการวางผังแตกต่างกัน: กรณีศึกษา โครงการจัดสรรที่ดินในอำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี, โชติรัตน์ สว่างวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เบอร์โทด์โมเดล (Bertaud Model) ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ทดสอบความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในแนวราบ และเพื่อทำการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินของโครงการ (Pre-feasibility study) พัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารโลก (World Bank) ในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2520 สามารถใช้คำนวณต้นทุนและผลตอบแทนจากการออกแบบวางผังโครงการ ซึ่งใช้ได้ทั้งก่อนการออกแบบวางผัง ควบคู่ไปกับการออกแบบวางผัง และใช้วิเคราะห์หลังการออกแบบวางผังโครงการแล้วเสร็จ จึงมีประโยชน์อย่างมากสำหรับโครงการจัดสรรที่ดิน งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาหลักการทำงานและการนำเบอร์โทด์โมเดลมาประยุกต์ใช้ในการคำนวณต้นทุนและผลตอบแทนโครงการจัดสรรที่ดินที่มีรูปแบบการวางผังโครงการที่แตกต่างกัน กรณีศึกษาโครงการจัดสรรที่ดินขนาดกลางในพื้นที่อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี จำนวน 25 โครงการ ผลจากการศึกษาพบว่า สามารถแบ่งรูปแบบการวางผังตามลักษณะการวางทางสัญจรภายในโครงการได้เป็น 3 รูปแบบ คือ (1) รูปแบบเส้นตรง (Linear) 3 โครงการ (2) รูปแบบถนนปลายตัน (Cul-de-sac) 17 โครงการ และ (3) รูปแบบผสม (Multi-Layout) 5 โครงการ เมื่อนำเบอร์โทด์โมเดลมาใช้ในการคำนวณโดยควบคุมตัวแปร ราคาก่อสร้าง แผนการก่อสร้าง ราคาขาย แผนการขาย ปีที่ดำเนินการ ด้วยการใช้ข้อมูลจากโครงการฐาน (Base case) เดียวกัน เพื่อให้ต้นทุนและผลตอบแทนที่เกิดเป็นผลจากการวางผังโดยตรง พบว่า (1) โครงการรูปแบบเส้นตรง (Linear) มีค่าร้อยละของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ที่ดินในการวางผังเฉลี่ย ร้อยละ 78.84 และอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) เฉลี่ยร้อยละ 15.32 (2) โครงการรูปแบบถนนปลายตัน (Cul-de-sac) มีค่าร้อยละของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ที่ดินในการวางผังเฉลี่ย ร้อยละ 59.51 และอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) เฉลี่ยร้อยละ 22.39 (3) โครงการรูปแบบผสม (Multi-Layout) มีค่าร้อยละของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ที่ดินในการวางผังเฉลี่ยร้อยละ 66.54 และอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) เฉลี่ยร้อยละ 21.22 ทำให้โครงการที่มีรูปแบบการวางผังแบบถนนปลายตัน (Cul-de-sac) มีต้นทุนต่ำและผลตอบแทนสูงที่สุด ซึ่งตรงกับแนวคิดทฤษฎีในบทความ Residential Street Pattern Design โดย Farnis Grammenos และ Julie Tasker-Brown …
การวางแผนทางการเงินเพื่อการอยู่อาศัยในวัยเกษียณของพนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นวลทอง วจะรักษ์เลิศ
การวางแผนทางการเงินเพื่อการอยู่อาศัยในวัยเกษียณของพนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นวลทอง วจะรักษ์เลิศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 45 ของบุคลากรทั้งหมด เมื่อถึงวัยเกษียณย่อมหมายถึงรายได้ประจำที่เคยมีได้สิ้นสุดลง และอาจส่งผลต่อการอยู่อาศัยในวัยเกษียณ งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาการวางแผนทางการเงินเพื่อการอยู่อาศัยในวัยเกษียณของพนักงานกลุ่มนี้ ทั้งด้านการออมเงินและการเตรียมการด้านที่อยู่อาศัย รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้อง และใช้แบบสอบถามพนักงานมหาวิทยาลัยที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป จำนวน 330 คน และวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ผลการศึกษาพบว่า (1) กลุ่มตัวอย่างมีการวางแผนทางการเงินเพื่อการอยู่อาศัยหลังเกษียณร้อยละ 60.6 โดยเริ่มออมเมื่ออายุ 40 ปี เมื่อทดสอบสมมติฐานจากข้อมูลกลุ่มตัวอย่างภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด หากมีค่าใช้จ่ายในวัยเกษียณ 11,320 บาทต่อเดือน ผู้ที่วางแผนทางการเงินจะมีเงินออมสำหรับใช้จ่ายได้ประมาณ 11 ปีหลังเกษียณ ในขณะที่ผู้ที่ไม่มีการวางแผนทางการเงิน จะมีเงินออมสำหรับใช้จ่ายได้ประมาณ 3 ปีหลังเกษียณ (2) การวางแผนด้านที่อยู่อาศัยในวัยเกษียณ พบว่ากลุ่มตัวอย่างต้องการอยู่ในที่อยู่เดิมร้อยละ 64.2 ซึ่งในกลุ่มนี้กว่าร้อยละ 54.6 ยังไม่มีแนวคิดในการปรับปรุงที่อยู่อาศัย ในขณะที่ผู้ต้องการย้ายที่อยู่ร้อยละ 35.8 โดยผู้ที่เป็นเจ้าของบ้านมีแนวโน้มจะอาศัยอยู่ที่เดิมมากกว่า ส่วนผู้ที่วางแผนย้ายที่อยู่อาศัยส่วนมากเป็นผู้เช่า หรือมีที่อยู่อาศัยในต่างจังหวัด (3) กลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้สูงต้องการนโยบายสนับสนุนด้านการออมและสร้างรายได้ ขณะที่ผู้มีรายได้ต่ำกว่าต้องการนโยบายสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินและการมีที่อยู่อาศัย ทั้งนี้พนักงานร้อยละ 66 ที่ไม่เคยศึกษาการวางแผนการอยู่อาศัยหลังเกษียณ และไม่มีความรู้ด้านการลงทุน จึงต้องการให้มหาวิทยาลัยสนับสนุนด้านการให้ความรู้ในการวางแผนทางการเงินตั้งแต่เริ่มเข้าทำงาน รวมถึงการขยายเวลาเกษียณหรือสนับสนุนอาชีพหลังเกษียณอายุ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า พนักงานมหาวิทยาลัยไม่มีสวัสดิการหลังเกษียณเหมือนกับข้าราชการ การวางแผนทางการเงินเพื่อการเกษียณจึงมีความสำคัญอย่างมาก แม้ว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะมีการออมและวางแผนทางการเงินแล้ว แต่ยังคงมีเงินออมไม่เพียงพอเนื่องจากยังไม่มีความรู้ด้านนี้มากนัก มหาวิทยาลัยและภาครัฐจึงควรส่งเสริมให้พนักงานมีความรู้ด้านการวางแผนทางการเงินเพื่อการเกษียณตั้งแต่ช่วงเริ่มเข้าทำงาน และพัฒนากลไกการออมภาคสมัครใจให้พนักงานมีการออมมากขึ้น เพื่อลดปัญหาการทางการเงินของผู้สูงอายุในอนาคต
ความเสี่ยงของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในระหว่างปี 2557-2562, จิรัทชวิน แสงสว่าง
ความเสี่ยงของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในระหว่างปี 2557-2562, จิรัทชวิน แสงสว่าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากใช้เงินลงทุนสูงและสร้างผลกระทบทวีคูณต่อการสร้างงานและภาคเศรษฐกิจของประเทศ งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาลักษณะความเสี่ยงของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงปี 2557-2562 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยรวบรวมข้อมูลการเปิดเผยความเสี่ยงจากแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (56-1) จำนวน 25 บริษัท แบ่งเป็นขนาดเล็ก 15 บริษัท ขนาดกลาง 7 บริษัท และบริษัทขนาดใหญ่ 3 บริษัท วิเคราะห์ลักษณะความเสี่ยงโดยการจัดกลุ่มคำและหาคำร่วมของลักษณะความเสี่ยง เปรียบเทียบข้อมูลโดยแบ่งตามขนาดบริษัทและการดำเนินโครงการแนบราบและแนวสูง วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของลักษณะความเสี่ยงในแต่ละช่วงเวลา รวมถึงสัมภาษณ์ผู้ประกอบการบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 3 บริษัท เพื่อประเมินปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยงและรวบรวมการจัดการความเสี่ยงเพื่อวิเคราะห์ความแตกต่างในแต่ละขนาดบริษัท ผลการศึกษาพบว่า 1) ความเสี่ยงของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบ่งเป็น 4 ประเภทได้แก่ ความเสี่ยงระดับองค์กร ความเสี่ยงด้านตลาดและกฎระเบียบ ความเสี่ยงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และความเสี่ยงอื่นๆ ซึ่งมีการเปิดเผยความเสี่ยงระดับองค์กรมากที่สุดกว่าร้อยละ 42% ต่อการเปิดเผยความเสี่ยงทั้งหมด โดยเฉพาะความเสี่ยงจากความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมือง รวมถึงการเข้าถึงแหล่งทุน 2) ความเสี่ยงบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มักเป็นความเสี่ยงที่เกิดก่อนการพัฒนาโครงการ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากแนวโน้มต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้นที่พบมากในโครงการแนวราบ และความเสี่ยงจากการจัดหาที่ดินที่พบมากในโครงการแนวสูง 3) ในช่วงปี 2557-2562 ซึ่งเป็นช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย บริษัทขนาดเล็กและบริษัทขนาดกลางเห็นว่าความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยด้านการเมืองและมาตรการภาครัฐเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องเตรียมการ บริษัทขนาดใหญ่เห็นว่าความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าโดยเฉพาะเรื่องต้นทุนเป็นเรื่องสำคัญและต้องมีการวางแผนจัดการความเสี่ยง ทั้งนี้ความเสี่ยงที่บริษัททั้ง 3 ขนาดมีการเปิดเผยมากคือ ความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนผู้รับเหมาและแรงงานฝีมือ และความเสี่ยงจากแนวโน้มต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้น 4) บริษัทกรณีศึกษาทั้ง 3 ขนาด ประเมินว่าปัจจัยด้านเศรษฐกิจและปัจจัยด้านกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยงในระดับสูงและเมื่อเกิดขึ้นแล้วสร้างความเสียหายต่อองค์กรในระดับสูง 5) การจัดการความเสี่ยงจากการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและความเสี่ยงจากการจัดหาที่ดินของบริษัททุกขนาดค่อนข้างคล้ายกัน แต่เมื่อสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่า มีการจัดการความเสี่ยงมากกว่าที่เปิดเผยในแบบรายงานประจำปี ซึ่งการจัดการความเสี่ยงที่แตกต่างกันเป็นไปตามกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของแต่ละบริษัท งานวิจัยฉบับนี้แสดงให้เห็นถึง ลักษณะความเสี่ยงของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงที่เศรษฐกิจ สังคม การเมือง มีความผันผวนสูงซึ่งเป็นหนึ่งในวัฏจักรที่เกิดขึ้น การเรียนรู้ความเสี่ยงดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในการประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและจัดทำแผนป้องกันความเสี่ยงเพื่อลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นซึ่งกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมเป็นวงกว้าง
ทัศนคติของผู้หญิงโสดอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไปต่อการอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมในเขตกรุงเทพและปริมณฑล, ธนารีย์ ปัญโญ
ทัศนคติของผู้หญิงโสดอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไปต่อการอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมในเขตกรุงเทพและปริมณฑล, ธนารีย์ ปัญโญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันผู้หญิงโสดมีจำนวนและแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนิยมอาศัยในคอนโดมิเนียม จากงานวิจัยส่วนใหญ่ที่ผ่านมายังขาดการศึกษาถึงเรื่องที่อยู่อาศัยซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ดังนั้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม ความพึงพอใจและปัญหาในการอยู่อาศัย โดยสอบถามออนไลน์จากกลุ่มผู้หญิงโสดที่อาศัยอยู่ตามลำพังในคอนโดมิเนียมในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจำนวน 1,143 คน ซึ่งใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างจากหลายแหล่งข้อมูล ได้แก่ แอปพลิเคชันไลน์ (LINE) กลุ่มคนโสดในเฟซบุ๊ก (Facebook) และกระทู้ในเว็บไซต์พันทิป (Pantip) และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตารางไขว้ ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างผู้หญิงโสดส่วนใหญ่อายุ 30-39 ปี และเมื่อพิจารณาตามลักษณะงานอดิเรก พบว่าแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มคือ กลุ่มผู้หญิงโสดนักเดินทาง กลุ่มผู้หญิงโสดเต็มที่กับชีวิต กลุ่มผู้หญิงโสดออนไลน์ และผู้หญิงโสดชีวิตเรียบง่าย ทั้งนี้ กลุ่มผู้หญิงโสดส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ทำงานประจำในภาคเอกชนและรัฐ และมีรายได้ประมาณ 50,001-70,000 บาทต่อเดือน 2) คอนโดมิเนียมที่อาศัยมีขนาดเฉลี่ย 31-35 ตร.ม. โดยมีปัจจัยในการเลือกคอนโดมิเนียมคือ ทัศนียภาพ ทำเลที่ตั้งใกล้สถานีรถไฟฟ้า ใกล้ที่ทำงาน และความปลอดภัย ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ร้อยละ 60 นิยมเช่า นิยมเช่าคอนโดมิเนียมในระดับสูง (Upper class) ขณะที่ผู้ซื้อคอนโดมิเนียมจะซื้อในราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท 3) ผู้หญิงโสดมากกว่าร้อยละ 50 พอใจต่อการอยู่อาศัยในระดับมาก จากปัจจัยความปลอดภัยและความผ่อนคลาย อย่างไรก็ตามปัญหาที่พบเจอเมื่ออาศัยอยู่ตามลำพัง คือการซ่อมแซม การขนของ และการเจ็บป่วยเป็นหลัก โดยเฉพาะในกลุ่มอายุมาก นอกจากนี้ยังมีความรู้สึกเหงาในการอยู่อาศัยเป็นครั้งคราว ซึ่งมีแนวโน้มลดลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น อีกทั้งปัจจัยความเหงาจะส่งผลกระทบต่อการใช้งานพื้นที่ 4) ผู้หญิงโสดมากกว่าร้อยละ 50 ใช้ชีวิตอยู่ในคอนโดมิเนียมทุกวัน โดยกลุ่มอายุมากมีการใช้พื้นที่มากกว่าอายุน้อยทั้งภายในและภายนอกห้อง 5) ผู้หญิงโสดมีแนวโน้มจะยังเลือกอยู่คอนโดมิเนียมต่อไปในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 40-49 ปี ซึ่งเลือกที่จะอยู่ใกล้ห้างสรรพสินค้า ขณะที่กลุ่มอายุ 30-39 ปี เลือกที่จะอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าประมาณ 300 เมตรเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม กลุ่มนี้เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณต้องการอยู่บ้านเดี่ยว/บ้านแฝดแทนการอยู่คอนโดมิเนียม และจะอยู่ตามลำพัง ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงโสดส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อการอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม เนื่องจากเห็นว่าปลอดภัยและมีความผ่อนคลาย โดยจะเลือกคอนโดมิเนียมที่อยู่ใกล้ห้างสรรพสินค้าและสถานีรถไฟฟ้าเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ยังพบปัญหาในด้านการบริการ อาทิ การซ่อมแซม การขนของ หรือการเจ็บป่วยเมื่ออยู่คนเดียว ดังนั้น ผลการศึกษาจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการเพื่อพัฒนาคอนโดมิเนียมและที่อยู่อาศัยแบบอื่นที่ตอบโจทย์กลุ่มนี้ …
พฤติกรรมต่อการเข้าพักโรงแรมที่มีการนำกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพมาปรับใช้ กรณีศึกษา นักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าพักโรงแรมขนาดเล็กในจังหวัดจันทบุรี, ไกรพัชร เทศประสิทธิ์
พฤติกรรมต่อการเข้าพักโรงแรมที่มีการนำกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพมาปรับใช้ กรณีศึกษา นักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าพักโรงแรมขนาดเล็กในจังหวัดจันทบุรี, ไกรพัชร เทศประสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิกฤตการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทำให้การท่องเที่ยวทั่วโลกหยุดชะงัก สร้างผลกระทบแก่ธุรกิจโรงแรมทั่วประเทศไทย แต่ธุรกิจด้านกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ (Wellness) กลับมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากพฤติกรรมของคนไทยที่เริ่มให้ความสนใจด้านสุขภาพ ซึ่งจังหวัดจันทบุรีมีการวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจากศักยภาพของภูมิประเทศและแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สอดคล้องกับแนวคิดด้านพฤติกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งมีแนวโน้มเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในอนาคต วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะพฤติกรรมการท่องเที่ยวของกลุ่มตัวอย่างที่สนใจทำกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพและมีแนวโน้มจะเข้าพักโรงแรมขนาดเล็กในจังหวัดจันทบุรี เพื่อนำมาปรับใช้กับบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกเชิงสุขภาพภายในโรงแรม โดยผู้วิจัยศึกษาการวิจัยเชิงปริมาณจากอุปสงค์การท่องเที่ยวของกลุ่มตัวอย่าง โดยการสร้างแบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ (Online) จากนักท่องเที่ยวจำนวน 313 คน โดยพิจารณาปัจจัยเรื่อง ลักษณะทางประชากร พฤติกรรมการท่องเที่ยว รูปแบบกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพที่สนใจให้โรงแรมบริการ จากนั้นผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติและสรุปผลร่วมกับข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้องกับบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกเชิงสุขภาพในโรงแรมขนาดเล็กในจังหวัดจันทบุรีเพื่อเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงธุรกิจโรงแรมแก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ จากผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ทำแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 60 – 79 ปี เป็นผู้เกษียณอายุ และ พนักงานเอกชนจำนวนใกล้เคียงกัน มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี มีรายได้ต่อเดือน 20,001 – 40,000 บาท จากการวิเคราะห์ พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่สามารถสร้างโอกาสแก่โรงแรมขนาดเล็กในจังหวัดจันทบุรีด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ คือ กลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งมีพฤติกรรมท่องเที่ยวสอดคล้องกับกิจกรรมในพื้นที่ เช่น การเดินทางขึ้นเขาคิชฌกูฏ การท่องเที่ยววิถีชุมชน เป็นต้น โดยกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีรายได้ต่อเดือน 20,001 – 40,000 บาท เดินทางพร้อมกลุ่มเพื่อน จำนวน 6 – 11 คน พักค้างคืนโรงแรม 3 วัน 2 คืน มีค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวต่อคนต่อทริป ประมาณ 2,001 – 4,000 บาท มาท่องเที่ยวช่วงวันธรรมดาและเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว โดยกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพที่กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุสนใจให้โรงแรมช่วยบริการ ได้แก่ 1) บริการนำเที่ยวภายนอกโรงแรมโดยสนใจกิจกรรมท่องเที่ยวสำหรับโฮมสเตย์ (Homestay) มากที่สุด 2) บริการเฉพาะรถรับ-ส่งภายนอกโรงแรมโดยสนใจกิจกรรมเดินชมธรรมชาติและกิจกรรมวิถีชุมชนมากที่สุด 3) บริการภายในโรงแรมโดยสนใจกิจกรรมนวดไทยหรือนวดน้ำมันหอมระเหยมากที่สุด ซึ่งกิจกรรมรูปแบบดังกล่าวมีความสอดคล้องกับพฤติกรรมทั่วไปของผู้สูงอายุเนื่องจากเป็นกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่มีการใช้กำลังกายในระดับที่ไม่หนักจนเกินไป การเสนอแนะโอกาสในการนำกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพที่กลุ่มตัวอย่างสนใจมาปรับใช้กับโรงแรมขนาดเล็กในจังหวัดจันทบุรี ได้แก่ 1) การร่วมกับผู้ประกอบการในพื้นที่หรือบุคลากรในชุมชนท้องถิ่นเพื่อบริการและอำนวยความสะดวกกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพภายนอกโรงแรม และ 2) การปรับปรุงหรือต่อเติมพื้นที่ภายในโรงแรมรวมถึงการปล่อยเช่าพื้นที่แก่ผู้ประกอบการกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพประเภทการนวดไทยที่สนใจ หากผู้ประกอบการสามารถปรับบริการและพื้นที่โรงแรมเพื่อรองรับกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพข้างต้นก็จะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายมาเข้าพักที่โรงแรมขนาดเล็กในจังหวัดจันทบุรีได้
พื้นที่สีเขียวและต้นทุนการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับราคาประหยั และระดับราคาปานกลาง ในช่วงปี พ.ศ. 2557 - 2562 ในเขตกรุงเทพมหานคร, พนิตนันท์ งามลิขิตเลิศ
พื้นที่สีเขียวและต้นทุนการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับราคาประหยั และระดับราคาปานกลาง ในช่วงปี พ.ศ. 2557 - 2562 ในเขตกรุงเทพมหานคร, พนิตนันท์ งามลิขิตเลิศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พื้นที่สีเขียวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความน่าอยู่ของเมืองและมีการกำหนดในกฎหมายให้พัฒนาพื้นที่สีเขียวในโครงการที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม การพัฒนาพื้นที่สีเขียวย่อมเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการ งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาลักษณะการจัดให้มีพื้นที่สีเขียวและต้นทุนการจัดพื้นที่สีเขียวในโครงการคอนโดมิเนียมในเขตกรุงเทพมหานคร ผู้วิจัยรรวบรวมข้อมูลจากรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ระหว่าง พ.ศ. 2557 - 2562 จำนวน 356 โครงการ และเลือกศึกษาเชิงลึกในโครงการราคาประหยัด (Economy Class) และโครงการราคาปานกลาง (Main Class) รวม 175 โครงการ ใช้การสัมภาษณ์บริษัทผู้ประกอบการเรื่องต้นทุนพัฒนาพื้นที่สีเขียว วิเคราะห์ผลเปรียบเทียบลักษณะพื้นที่สีเขียว หาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร รวมถึงประมาณต้นทุนการจัดพื้นที่สีเขียว ผลการศึกษาพบว่า 1) คอนโดมิเนียมราคาปานกลาง มีสัดส่วนการจัดพื้นที่สีเขียวมากกว่าในคอนโดมิเนียมราคาประหยัด ถึงร้อยละ 18 ต่อพื้นที่โครงการ ขณะที่โครงการที่มีขนาดใหญ่กว่ามีการจัดให้มีสัดส่วนพื้นที่สีเขียวมากกว่าในโครงการขนาดเล็กกว่าถึงร้อยละ 30 ต่อพื้นที่โครงการ 2) เมื่อพิจารณาเกณฑ์ในการจัดให้มีพื้นที่สีเขียว โครงการราคาประหยัด จัดให้มีคุณลักษณะด้านขนาดพื้นที่สีเขียว และตำแหน่งพื้นที่สีเขียวชั้นล่าง ในสัดส่วนที่มากกว่าโครงการราคาปานกลาง ขณะที่โครงการราคาปานกลาง จัดให้มีพื้นที่ว่าง และพื้นที่ซึมน้ำ มีสัดส่วนที่มากกว่าโครงการราคาประหยัด เมื่อเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด 3) แนวคิดการจัดพื้นที่สีเขียวจากลักษณะกลุ่มลูกค้าและแนวคิดการสร้างจุดขาย มีส่วนสะท้อนถึงการกำหนดต้นทุนตามระดับราคาทั้งนี้ต้นทุนการจัดส่วนใหญ่อยู่ที่พื้นที่สีเขียวชั้นล่าง ซึ่งมีสัดส่วนต้นทุนชั้นล่างต่อบนอาคารโดยเฉลี่ยร้อยละ 74 : 26 อย่างไรก็ตาม จากการประมาณการพบว่า โครงการส่วนใหญ่มีสัดส่วนต้นทุนพื้นที่สีเขียวไม่ถึงร้อยละ 0.48 ของมูลค่าโครงการ จากการศึกษาชี้ให้เห็นว่าลักษณะพื้นที่สีเขียวในคอนโดมิเนียมมีการจัดแตกต่างกันตามระดับราคาและขนาดโครงการ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่โครงการต่างๆมีการจัดพื้นที่สีเขียวมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ผลการศึกษาจะเป็นข้อมูลสำคัญต่อการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการพัฒนาพื้นที่สีเขียวให้กับโครงการที่อยู่อาศัยแนวสูงโดยเฉพาะโครงการขนาดเล็กและราคาต่ำซึ่งมีอยู่จำนวนมาก เพื่อนำไปสู่การเป็นจุดขายและการเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนที่อยู่ในคอนโดมิเนียมต่อไป
รูปแบบทางกายภาพที่พักอาศัยชั่วคราวสำเร็จรูปแบบถอดประกอบสำหรับพนักงานหน่วยงานก่อสร้าง และคนงานก่อสร้าง : กรณีศึกษาที่พักอาศัยชั่วคราวสำเร็จรูปบริษัท อิตาเลียนไทยดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน), สุปรีดิ์ เปียถนอม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษารูปแบบที่พักอาศัยชั่วคราวที่ทางบริษัทรับเหมาก่อสร้างจัดหาให้กับพนักงาน และแรงงานก่อสร้างนั้น ส่วนใหญ่บริษัทรับเหมาก่อสร้างรับหน้าที่ในการจัดเตรียมที่พักให้เป็นแหล่งพักอาศัย บริษัทมักเลือกพื้นที่ใกล้กับหน่วยงานก่อสร้าง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพนักงาน และเป็นสวัสดิการให้กับแรงงานในหน่วยก่อสร้าง โดยในปัจจุบันบริษัทอิตาเลียนไทยดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้พัฒนาที่พักอาศัยชั่วคราวสร้างใหม่เป็นรูปแบบที่ใช้วัสดุสำเร็จรูปแบบถอดประกอบในการก่อสร้างทั้งหมดโดยจัดที่พักอาศัยชั่วคราวสำหรับพนักงานประจำ คนงานก่อสร้าง และผู้รับเหมาช่วงคือ วิศวกร พนักงาน โฟร์แมน คนงานก่อสร้างของบริษัท และคนงานก่อสร้างของผู้รับเหมาช่วง เพื่อคุ้มทุนในระยะยาว และสะดวกในการเคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ก่อสร้างอื่น แต่อย่างไรก็ดีจากการศึกษาเบื้องต้นการนำรูปแบบสำเร็จรูปแบบถอดประกอบเพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำนั้นไม่ได้มากเท่าที่ควร โดยพบว่าผู้พักอาศัยมักต่อเติมดัดแปลงพื้นที่พักอาศัยบริเวณของตนเอง ซึ่งการพักอาศัยจะอยู่เป็นเวลา 1-2 ปีขึ้นไปย่อมต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องต่อวิถีการดำเนินชีวิต ส่งผลให้ที่พักอาศัยชั่วคราวสำเร็จรูปเกิดการเสียหายขึ้นจากการต่อเติมดัดแปลงดังกล่าว งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบทางกายภาพ และวิเคราะห์ปัญหาการนำที่พักอาศัยชั่วคราวสำเร็จรูปแบบถอดประกอบมาใช้สำหรับเป็นที่พักอาศัยชั่วคราว โดยการรวบรวมข้อมูลด้านกายภาพของที่พักอาศัยชั่วคราวสำเร็จรูป ให้ทราบถึงรูปแบบการพักอาศัย ปัญหาในการพักอาศัย และสาเหตุในการดัดแปลงที่พักอาศัย ซึ่งมีวิธีการวิจัยคือศึกษาที่พักอาศัยชั่วคราวเชิงลึก 1 พื้นที่โดยการสำรวจสภาพกายภาพ จำนวน 147 ห้องพัก และเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้พักอาศัยในกลุ่มตัวอย่างจำนวน 35 ห้องพัก กลุ่มตัวอย่างละ 5 ห้องพัก ครอบคลุมตั้งแต่ระดับหัวหน้างานถึงคนงานก่อสร้าง ประกอบไปด้วยผู้พักอาศัยระดับวิศวกร พนักงาน โฟร์แมน คนงานก่อสร้างชาวไทยของบริษัท คนงานก่อสร้างชาวเมียนมาของบริษัท คนงานก่อสร้างชาวไทยของผู้รับเหมาช่วง และคนงานก่อสร้างชาวกัมพูชาของผู้รับเหมาช่วง หลังจากนั้นจึงนำผลสรุปมาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเสนอแนวทางการจัดการปัญหา และการต่อเติมที่พักอาศัยให้เพียงพอต่อผู้พักอาศัย ผลการศึกษาพบว่าส่วนใหญ่ลักษณะการใช้งานของผู้พักอาศัยจะกระทบต่อที่พักอาศัยชั่วคราวในระยะยาวกรณีที่ต้องเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่อื่นโดยวิธี เจาะ ยึด เชื่อมเข้ากับแผ่นสำเร็จรูปหรือโครงสร้างของที่พักอาศัยสำเร็จรูปคิดเป็นร้อยละ 74 คือ การต่อเติมดัดแปลงกันสาด ราวตากผ้า ทำFlashingกันน้ำบริเวณรอยต่อแผ่นผนังภายนอก การปิดช่องแสงบริเวณหน้าต่าง การติดตั้งชั้นวางของภายในห้องพักเข้ากับแผ่นผนังและติดตั้งวัสดุกั้นห้องบริเวณเหนือแผ่นผนังภายในแต่ละห้องพัก ซึ่งสาเหตุในการดัดแปลงที่พักอาศัยคือ 1.เพื่อเพิ่มพื้นที่พักอาศัยทั้งภายใน และภายนอกห้องพักคิดเป็นร้อยละ 50 2.เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากสภาพกายภาพเดิมซึ่งเกิดจากธรรมชาติคือแดด ฝน และแก้ปัญหาจากพฤติกรรมการใช้งานพื้นที่ไม่สอดคล้องต่อความต้องการของผู้พักอาศัยคิดเป็นร้อยละ 50 เมื่อศึกษาปัญหาทางกายภาพ และสังคมพบว่าการแก้ปัญหาของผู้พักอาศัยเกิดขึ้นจากความจำเป็น ที่ต้องดัดแปลงแก้ไขกายภาพ เพื่อให้ความเป็นอยู่ของผู้พักอาศัยเองดีขึ้น ซึ่งเกิดจากการใช้งาน และความต้องการของผู้พักอาศัย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้งานในระยาวของที่พักอาศัยชั่วคราวสำเร็จรูปให้เกิดความเสียหายก่อนจะถึงจุดคุ้มทุนตามที่ผู้ประกอบการวางแผนไว้ จากการสรุปผลด้วยลักษณะการใช้งาน รูปแบบ ปัญหา และสาเหตุในการดัดแปลงพื้นที่มีความแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มตัวอย่าง ดังนั้นผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างที่ต้องการนำที่พักอาศัยชั่วคราวสำเร็จรูปมาใช้งานเพื่อความสะดวก รวดเร็วในการก่อสร้าง และคุ้มทุนในระยะยาวควรคำนึงถึงพฤติกรรมการใช้งานรวมทั้งความต้องการของผู้พักอาศัย และในหน่วยงานก่อสร้างจะมีวัสดุเหลือใช้ หรือ วัสดุเสียหายจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถนำมาใช้ในงานก่อสร้างหลักได้ ผู้ประกอบการสามารถนำวัสดุดังกล่าวมาประยุกต์ใช้สำหรับที่พักอาศัยชั่วคราวสำเร็จรูปแบบถอดประกอบเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป งานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาที่พักอาศัยชั่วคราว และเป็นแนวทางสำหรับหน่วยงานภาครัฐในการออกระเบียบ ข้อบังคับในการพักอาศัยชั่วคราว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงาน และแรงงานก่อสร้าง ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้ทำงานได้อย่างเต็มความสามารถ และส่งผลทางอ้อมในการยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างต่อไป
สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารทรัพย์ส่วนกลางกับการบริหารงานของนิติบุคคลอาคารชุดพักอาศัยระดับราคาสูง: กรณีศึกษา บริษัท การ์เดียน พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด, กฤษดา ศรีใหม่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเรื่องสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารทรัพย์ส่วนกลางกับการบริหารงานของนิติบุคคลอาคารชุดพักอาศัยระดับราคาสูงเนื่องจากจัดเก็บและคาดการณ์ค่าใช้จ่ายที่เพียงพอและขั้นตอนการบริหารที่ชัดเจนจะทำให้สามารถบริหารสภาพแวดล้อมของโครงการให้ดูดีอยู่เสมอ โดยมีการคัดเลือกกรณีศึกษาเป็นอาคารชุดพักอาศัยระดับราคาสูงจำนวน 4 อาคาร ที่บริหารนิติบุคคลโดยบริษัท การ์เดียน พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด เนื่องจากมีแบบแผนการบริหารที่ชัดเจนมีประสิทธิภาพ และมีการบริหารรายรับได้เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย เพื่อเสนอแนะแนวทางการบริหารและการคาดการณ์ค่าใช้จ่ายอาคารชุดพักอาศัยระดับราคาสูงมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับต้นทุนและการบริหารนิติบุคคลอาคารชุดในรูปแบบอื่นๆ โดยวิธีศึกษาเอกสารงบแสดงฐานะทางการเงิน รายงานการประชุมประจำปีและสัมภาษณ์ผู้จัดการอาคาร ผลการศึกษาพบ 3 ส่วนดังนี้ 1. หมวดค่าใช้จ่าย คือรายรับและรายจ่าย 2. ขั้นตอนการดำเนินงานในการบริหารทรัพย์ส่วนกลางอาคารชุดและ 3.ข้อเสนอแนะในการบริหาร ทั้งนี้การรายงานผลจะเป็นค่าเฉลี่ยต่อรายรับและรายจ่ายทั้งหมดระหว่างปี 2560-2562 โดยรายรับ พบ 8 หมวดดังนี้ 1. รายรับค่าส่วนกลาง มีค่าเฉลี่ย 85.86% เป็นรายรับหลักของโครงการ 2. รายรับเพิ่มค่าส่วนกลาง มีค่าเฉลี่ย 0.58% 3. รายรับค่าน้ำประปา มีค่าเฉลี่ย 2.73% 4. รายรับค่าไฟ มีค่าเฉลี่ย 0.51% 5. รายรับค่าเช่าพื้นที่ส่วนกลาง มีค่าเฉลี่ย 1.15% 6. ดอกเบี้ยรับ มีค่าเฉลี่ย 2.35% 7. รายรับอื่นๆคิดเป็นค่าเฉลี่ย 2.30% 8. รายรับค่างานปรับปรุงพัฒนา พบได้เพียงอาคารกรณีศึกษาอาคารที่ 1 มีค่าเฉลี่ย 4.54% พบว่ามีสัดส่วนรายรับใกล้เคียงกันทั้ง 4 อาคาร เว้นแต่อาคารที่ 1 ที่พบรายรับหมวดที่ 8 ทำให้ค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น รายจ่ายพบ 6 หมวดงานดังนี้ 1. รายจ่ายตามสัญญา มีค่าเฉลี่ย 66.20% 2. รายจ่ายค่าสาธารณูปโภค มีค่าเฉลี่ย 17.61% 3. รายจ่ายดำเนินการสำนักงานมีค่าเฉลี่ย 1.73% 4. รายจ่ายงานระบบและซ่อมบำรุง มีค่าเฉลี่ย 6.81% 5. รายจ่ายอื่นๆ มีค่าเฉลี่ย 0.38% 6. รายจ่ายงานพัฒนาและปรับปรุง มีความผันแปรสูง มีสัดส่วนระหว่าง 0.22% – 12.83% …
แนวทางการปรับปรุงที่อยู่อาศัยและพื้นที่ภายนอกอาคารสำหรับผู้สูงอายุ ในชุมชนมุสลิมในพื้นที่กรุงเทพฯชั้นใน กรณีศึกษา ชุมชนบ้านครัว, วิทวัส วิมลเสตถ์
แนวทางการปรับปรุงที่อยู่อาศัยและพื้นที่ภายนอกอาคารสำหรับผู้สูงอายุ ในชุมชนมุสลิมในพื้นที่กรุงเทพฯชั้นใน กรณีศึกษา ชุมชนบ้านครัว, วิทวัส วิมลเสตถ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรใน พ.ศ. 2564 ประเทศไทยจะเป็นสังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ กรุงเทพมหานครมีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามร้อยละ 4.6 และชุมชนมุสลิมที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพชั้นในจะเป็นชุมชนเก่าแก่ จึงทำให้ผู้วิจัยสนใจศึกษา ชุมชนมุสลิมในพื้นที่กรุงเทพฯชั้นใน และได้เลือกชุมชนบ้านครัว เป็นพื้นที่ศึกษา เนื่องด้วยชุมชนบ้านครัวเป็นชุมชนมุสลิมแห่งแรกในฝั่งพระนครและเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ปัจจุบันได้ถูกแบ่งเป็น 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนบ้านครัวเหนือ ชุมชนบ้านครัวตะวันตกและชุมชนบ้านครัวใต้ ทั้ง3ชุมชนมีวัฒนธรรมร่วมกัน และมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บทความวิจัยนี้มีประเด็นคำถาม คือ การปรับปรุงที่อยู่อาศัยและพื้นที่ภายนอกสำหรับผู้สูงอายุในชุมชนมุสลิมในพื้นที่กรุงเทพชั้นในควรมีแนวทางอย่างไร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพ สภาพการอยู่อาศัย พื้นที่ภายนอกในชุมชน วิเคราะห์กิจกรรมในชีวิตประจำวันและศึกษาปัญหาการใช้งานพื้นที่ เพื่อนำเสนอแนวทางการปรับปรุงที่อยู่อาศัยและพื้นที่ภายนอกในชุมชนให้เหมาะสมต่อผู้สูงอายุตามแนวคิดเมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ(Age friendly city) จากการเก็บข้อมูลด้วย แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์รวมถึงการสำรวจพื้นที่ด้านที่อยู่อาศัยและพื้นที่ภายนอกในชุมชนของพื้นที่ศึกษา พบว่าที่ ด้านที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุในชุมชนมุสลิมส่วนใหญ่เป็นบ้านเดี่ยว ส่วนใหญ่มีการประกอบศาสนกิจประจำวัน(การละหมาด)ในห้องเอนกประสงค์ และส่วนใหญ่อาบน้ำละหมาดในห้องน้ำ มีปัญหาและอุปสรรคของผู้สูงอายุได้แก่พื้นที่ ลานหน้าบ้าน ห้องครัวและห้องน้ำ สาเหตุมาจากวัสดุไม่เหมาะสมกับการใช้งาน ส่วนพื้นที่ภายนอกในชุมชน มีปัญหาและอุปสรรคของผู้สูงอายุได้แก่ ทางเดิน ถนน ทางเข้ามัสยิดและทางลาดในสวน โดยมีสาเหตุเกิดจาก พื้นที่ไม่เหมาะกับการใช้งาน พื้นไม่เรียบ วัสดุลื่นและไม่มีราวจับ จึงเสนอแนะแนวทางปรับปรุงได้แก่ จัดเตรียมที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมต่อสภาพการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุตามแนวคิดออกแบบเพื่อทุกคน หรือ Universal Design
แนวทางการปรับสภาพแวดล้อมเพื่อผู้สูงอายุในชุมชนพหุวัฒนธรรมระหว่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 กรณีศึกษา ชุมชนรอบศาสนสถานย่านกุฎีจีน เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร, ณัฐนิชา กรกิ่งมาลา
แนวทางการปรับสภาพแวดล้อมเพื่อผู้สูงอายุในชุมชนพหุวัฒนธรรมระหว่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 กรณีศึกษา ชุมชนรอบศาสนสถานย่านกุฎีจีน เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร, ณัฐนิชา กรกิ่งมาลา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุมีเกณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การศึกษาความต้องการและการมีแนวทางการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อคุณภาพชีวิตและมีความสุข การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการเข้าใช้พื้นที่ศาสนสถานของผู้สูงอายุในวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในชุมชนเพื่อรองรับการใช้งานของผู้สูงอายุในวิกฤตโควิด–19 เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาด้านกายภาพของศาสนสถานในการรองรับการใช้งานของผู้สูงอายุ ผู้วิจัยเลือกศึกษาพื้นที่ 3 ชุมชนได้แก่ ชุมชนวัดประยุรฯ ชุมชนกุฎีจีน และชุมชนกุฎีขาว เหตุผลเพราะว่าเป็นพื้นที่ชุมชนเก่าแก่ที่มีความโดดเด่นในการอยู่ร่วมกันต่างวัฒนธรรมและเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาในด้านกายภาพและสังคม ผ่านกระบวนการ คัดเลือกกลุ่มเป้าหมายโดยผ่าน Gatekeeper และใช้หลักเกณฑ์การวิจัยเชิงคุณภาพตามแนวทางของ Nastasi และ Schensul (2005) ในการการสัมภาษณ์ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชนและคณะกรรมการชุมชนรวมถึงผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปีที่เข้าใช้พื้นที่ศาสนสถานเป็นประจำทั้งหมด 32 ท่าน โดยใช้แนวคิดถนนเพื่อชีวิต (Street for life)Elizabeth Burton และ Lynne Mitchell (2006) และแนวคิดเมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ (Age friendly city) ของ WHO เพื่อนำข้อเสนอแนะมาเป็นแนวทางในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมชุมชน ผลจากการสำรวจพื้นที่ด้านที่อยู่อาศัย พื้นที่ภายนอกและภายในอาคาร การคมนาคมของพื้นที่ศึกษาชุมชนวัดประยุรฯ ชุมชนกุฎีจีน ชุมชนกุฎีขาว ด้านพื้นที่ภายนอกและภายในอาคารพบว่ามีอุปสรรคของการใช้งานพื้นที่ภายนอกในส่วนของทางเท้า ถนน ตรอก ซอย โดยมีสาเหตุมาจากพื้นที่ไม่เหมาะสมต่อการใช้งาน มีสิ่งกีดขวางบนถนน และสภาพผิวถนนที่ค่อนข้างขรุขระ ในด้านที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นครึ่งตึกครึ่งไม้ที่มีอายุมากไม่เหมาะสมต่อการใช้งานของผู้สูงอายุและการคมนาคมในพื้นที่สมาชิกในชุมชนใช้การเดินเท้าในการไปยังส่วนต่างๆ ของชุมชนดังนั้น จึงเสนอแนะแนวทางการออกแบบและปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อผู้สูงอายุตามแนวคิดเมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ (Age friendly city) เช่น มีพื้นที่สีเขียวหรือที่นั่งสาธารณะ ทางเท้าที่ไม่มีสิ่งกีดขวางและเรียบเสมอกันสามารถใช้งานได้จริง
แนวทางการพัฒนาที่พักอาศัยโดยรอบโรงพยาบาลเพื่อสนับสนุนการดูแลระยะกลาง กรณีศึกษา: ที่พักรอบโรงพยาบาล 4 ศูนย์ (ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลางและตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ทรงสิทธิ์ กัลป์ตินันท์
แนวทางการพัฒนาที่พักอาศัยโดยรอบโรงพยาบาลเพื่อสนับสนุนการดูแลระยะกลาง กรณีศึกษา: ที่พักรอบโรงพยาบาล 4 ศูนย์ (ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลางและตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ทรงสิทธิ์ กัลป์ตินันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุตั้งแต่พ.ศ.2548 และกำลังจะกลายเป็นสังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 20 ขณะที่จำนวนของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น อัตราการใช้บริการสุขภาพก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ส่งผลให้เกิดปัญหาความหนาแน่นในการใช้บริการในโรงพยาบาลทุกระดับโดยเฉพาะโรงพยาบาลระดับตติยภูมิหรือโรงพยาบาลศูนย์ ในปัจจุบันมีการคิดค้นยุทธศาสตร์และแนวทางแก้ไข้ปัญหาความหนาแน่นจากภาครัฐที่หลากหลาย ส่งผลให้โรงพยาบาลและการแพทย์มีความก้าวหน้าอย่างมาก ธุรกิจโดยรอบพื้นที่โรงพยาบาลจึงจำเป็นต้องพัฒนาตามไปด้วย ซึ่งผู้วิจัยเล็งเห็นโอกาสสำหรับภาคเอกชนในการพัฒนาอาคารอยู่อาศัยรวมเพื่อเป็นที่พักให้แก่ผู้มาใช้บริการที่โรงพยาบาล เพื่อลดช่องว่างระหว่างผู้มาใช้บริการกับโรงพยาบาลและอำนวยความสะดวกทั้งด้านพื้นที่และบริการ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบที่พักอาศัยและสิ่งอำนวยความสะดวกของอาคารอยู่อาศัยรวมที่อยู่โดยรอบโรงพยาบาล เพื่อวิเคราะห์ความต้องการพื้นฐานของผู้มาใช้บริการและญาติ ขณะที่มาพักเพื่อใช้บริการโรงพยาบาล และเสนอแนะเป็นแนวทางการพัฒนาที่พักอาศัยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านกายภาพและบริการพื้นฐานของผู้มาใช้บริการ จากการศึกษาวิจัยที่พักอาศัยโดยรอบพื้นที่โรงพยาบาลศูนย์และผู้ใช้บริการ พบว่าระดับการให้ความสำคัญของผู้ใช้บริการภายในห้องพัก พื้นที่ภายนอกหรือพื้นที่ส่วนกลางและการบริการมีความสอดคล้องกับคุณภาพของโครงการ โดยรูปแบบห้องพักส่วนใหญ่เป็นรูปแบบห้องสตูดิโอ ขนาด 18-24 ตร.ม. เตียงเดี่ยวหรือเตียงคู่ ผู้เข้าพักอาศัยให้ความสำคัญต่อพื้นที่ภายในห้องพัก 3 ลำดับแรก คือพื้นที่เตียงหรือพื้นที่นอนร้อยละ 29.72 พื้นที่ห้องน้ำร้อยละ 27.72 พื้นที่ระเบียงร้อยละ 17.22 สำหรับพื้นที่ภายนอกห้องพักหรือพื้นที่ส่วนกลางให้ความสำคัญ 3 ลำดับแรกคือ ที่จอดรถร้อยละ 27.67 พื้นที่โถงหรือพื้นที่ต้อนรับร้อยละ 26.22 พื้นที่ทานอาหารหรือห้องอาหาร ร้อยละ 19.61 ส่วนด้านการบริการให้ความสำคัญ 3 ลำดับแรก คือ ด้านการรักษาความปลอดภัยร้อยละ 18.63 ด้านการต้อนรับร้อยละ 18.03 ด้านความสะอาดและการทำความสะอาดร้อยละ 17.85 กลุ่มผู้เข้าพักที่พักรอบโรงพยาบาล ณ ปัจจุบัน สามารถสรุปได้ว่าเป็นกลุ่มคนอายุ 36-45 ปี ที่เดินทางมาพักแถวโรงพยาบาลล่วงหน้า เพื่อมารอรับบริการทางการแพทย์ โดยมีผู้ดูแลและร่วมพักอาศัยประมาณ 1-3 ท่าน และการมาใช้บริการแต่ละครั้งจะพำนักอยู่ประมาณ 1-3 วัน
แนวทางการพัฒนาอาคารชุดเพื่อสุขภาพดี กรณีศึกษา โครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ จังหวัดปทุมธานี และ โครงการไนท์บริดจ์ ดิ โอเชี่ยน ศรีราชา จังหวัดชลบุรี, สุธาสินี บุญน้อม
แนวทางการพัฒนาอาคารชุดเพื่อสุขภาพดี กรณีศึกษา โครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ จังหวัดปทุมธานี และ โครงการไนท์บริดจ์ ดิ โอเชี่ยน ศรีราชา จังหวัดชลบุรี, สุธาสินี บุญน้อม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุดได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการสำรวจพบว่าในอาคารชุดแต่ละแห่งมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น แต่ขาดการจัดการด้านสุขภาพของผู้อยู่อาศัย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลเอกสาร มาตรฐานและเกณฑ์การประเมินอาคาร ด้านการออกแบบที่อยู่อาศัยในต่างประเทศ วิเคราะห์ปัจจัยด้านกายภาพ พฤติกรรมผู้อยู่อาศัย สภาพแวดล้อม และบริบทโดยรอบของโครงการอาคารชุดเพื่อสุขภาพดี เพื่อนำเสนอแนวทางในการพัฒนาที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุดที่มีการส่งเสริมให้ผู้อยู่อาศัยมีสุขภาพดีในประเทศไทย โดยศึกษาจากผู้อยู่อาศัย ผู้ประกอบการ สถาปนิก รวมไปถึงนำความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญมาสรุปผลเพื่อหาแนวทาง ผ่านการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม โดยเลือกศึกษาโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ จังหวัด ปทุมธานี และ โครงการไนท์บริดจ์ ดิ โอเชี่ยน ศรีราชา จังหวัดชลบุรี เนื่องจากเป็นโครงการที่ส่งเสริมการมีสุขภาพดีของผู้อยู่อาศัย ผลการศึกษาพบว่าผู้อยู่อาศัยให้ความเห็นว่า การอยู่อาศัยในโครงการก่อให้เกิดสุขภาพดีในระดับปานกลางถึงมาก และพบว่าปัจจัยที่ก่อให้เกิดอาคารชุดเพื่อสุขภาพดี ประกอบไปด้วย 8 ปัจจัย ได้แก่ 1.คุณภาพอากาศ 2. คุณภาพน้ำ 3. แสงสว่าง 4.สภาวะน่าสบาย 5.วัสดุ 6.เสียง 7.การอนุรักษ์พลังงาน 8.สถานที่ตั้งโครงการ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาวะและสถาปนิกผู้ออกแบบโครงการ มีความคิดเห็นตรงกันว่า ปัจจัยด้านวัสดุ มีความสำคัญมากที่สุด ทางด้านผู้อยู่อาศัยและสถาปนิกผู้ออกแบบโครงการ มีความเห็นตรงกันว่า ปัจจัยด้านที่ตั้ง เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากที่สุด ในส่วนของผู้ประกอบการและสถาปนิก มีความเห็นตรงกันว่า ปัจจัยด้านคุณภาพน้ำมีความสำคัญมาก ดังนั้นเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาอาคารชุดเพื่อสุขภาพดีของคนทุกกลุ่มในประเทศไทย ควรดำเนินการใน 3 ประเด็นดังนี้คือ 1.จัดทำคู่มือหรือเกณฑ์การออกแบบอาคารชุดเพื่อสุขภาพดีที่เหมาะสมกับประเทศไทย 2.ส่งเสริมให้มีผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมการมีสุขภาพดีมีความหลากหลายและมีราคาที่จับต้องได้ 3.การให้ความรู้ความเข้าใจกับบุคลทั่วไปและสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง
แนวทางการพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวภายใต้แนวคิดสุขภาพกรณีศึกษาโครงการจีรัง เรสซิเดนซ์ และโครงการณุศาชีวานี พัทยา, วริสรา ไพจิตรพิทักษ์
แนวทางการพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวภายใต้แนวคิดสุขภาพกรณีศึกษาโครงการจีรัง เรสซิเดนซ์ และโครงการณุศาชีวานี พัทยา, วริสรา ไพจิตรพิทักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
"บ้าน" ถือเป็นที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการอยู่อาศัย แต่บ้านไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่พักพิงเท่านั้น การดูแลรักษาให้บ้านสะอาด ปลอดภัย เอื้อต่อการอยู่อาศัย ก็จะยิ่งทำให้ผู้อยู่อาศัยมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งในด้านอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบันมีการรับรองการประเมินอาคารด้านต่างๆ ดังนั้นการวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกณฑ์ประเมินอาคารประเภทบ้านเดี่ยวที่ส่งเสริมสุขภาพของผู้อยู่อาศัย และโครงการที่มีแนวคิดเพื่อสุขภาพในประเทศไทย ได้แก่โครงการจีรัง เรสซิเดนซ์ และโครงการณุศาชีวานี พัทยา เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาบ้านเพื่อสุขภาพ จากการศึกษาเกณฑ์การประเมินที่พักอาศัยประเภทบ้านเดี่ยว อันได้แก่ LEED, BREEAM, CASBEE และ WELL พบว่า LEED และ BREEAM มุ่งเน้นไปที่การลดผลกระทบด้านลบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ในขณะที่ CASBEE และ WELL นั้นมุ่งเน้นไปที่สุขภาพหรือคุณภาพของชีวิตผู้อยู่อาศัย สำหรับโครงการกรณีศึกษาทั้ง 2 นั้น ไม่ได้ยื่นประเมินเกณฑ์อาคารใดๆ แต่เน้นการออกแบบตัวบ้านให้ระบายอากาศได้ดี ได้รับอากาศบริสุทธิ์จากธรรมชาติภายนอก ทำให้บ้านไม่ร้อน และเป็นการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) รองรับผู้สูงอายุเป็นหลัก เสริมด้วยการมีคลินิคสุขภาพภายในโครงการเพื่อตอบโจทย์ตามแนวคิดโครงการที่เน้นเรื่องสุขภาพ ทั้งนี้ผู้อยู่อาศัยทั้ง 2 โครงการให้คะแนนระดับสุขภาพภายหลังเข้าอยู่อาศัยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 7 มีความสุขและความพึงพอใจต่อทางโครงการด้านการส่งเสริมสุขภาพถึงร้อยละ 88 จากปัจจัยทางด้านสภาพแวดล้อม สิ่งอำนวยความสะดวก และลักษณะบ้านตามลำดับ สำหรับแนวทางการพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวภายใต้แนวคิดสุขภาพในประเทศไทยนั้นสามารถใช้ปัจจัยทางด้านสภาพแวดล้อม สิ่งอำนวยความสะดวก ลักษณะบ้าน รวมทั้งใบรับรองประเมินอาคาร WELL ที่มุ่งเน้นสุขภาพผู้อยู่อาศัย เนื่องจากมีตัวชี้วัด และเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน แต่ทั้งนี้จำต้องพิจารณาเลือกเกณฑ์ประเมินอาคารที่เหมาะสมกับแต่ละประเภทของที่อยู่อาศัย วัตถุประสงค์ของการออกแบบหรือพัฒนาโครงการ และสภาพแวดล้อมของประเทศไทยร่วมด้วย โดยผู้พัฒนาโครงการอาจต้องพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการออกแบบ ก่อสร้าง รวมทั้งการขอใบรับรองประเมินอาคารด้วยเช่นกัน