Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2019

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 164041 - 164070 of 165280

Full-Text Articles in Entire DC Network

กลยุทธ์การบริหารสถาบันอุดมศึกษาสังกัดกองทัพเรือตามแนวคิดการสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม, จุฬาลักษณ์ โสระพันธ์, ธีรภัทร กุโลภาส Jan 2019

กลยุทธ์การบริหารสถาบันอุดมศึกษาสังกัดกองทัพเรือตามแนวคิดการสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม, จุฬาลักษณ์ โสระพันธ์, ธีรภัทร กุโลภาส

Journal of Education Studies

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารสถาบันอุดมศึกษาสังกัดกองทัพเรือตามแนวคิดการสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม และพัฒนากลยุทธ์การบริหารสถาบันอุดมศึกษาสังกัดกองทัพเรือตามแนวคิดการสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มประชากร คือ ผู้บริหาร อาจารย์ และนักวิจัยสังกัดสถาบันอุดมศึกษาสังกัดกองทัพเรือ ประกอบด้วย โรงเรียนนายเรือ และวิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ จํานวน 97 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบตรวจสอบความเหมาะสมของกลยุทธ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการจัดลําดับความสําคัญของความต้องการจําเป็นผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการบริหารสถาบันอุดมศึกษาสังกัดกองทัพเรือตามแนวคิดการสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (X = 3.309,SD=0.84) ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X = 4.258, SD= 0.70) 3) จุดแข็ง คือการเสริมสร้างให้ผู้เรียนมีขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม และมิติองค์กร/หน่วยงาน จุดอ่อน คือ การเสริมสร้างให้ครูอาจารย์/บุคลากรของสถาบันมีขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม มิติบุคคลและมิติเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร/บุคคล ส?วนโอกาส คือ นโยบายของรัฐบาล สภาพสังคมและสภาพเทคโนโลยี ภาวะคุกคาม คือ สภาพเศรษฐกิจ 4) กลยุทธ์การบริหารสถาบันอุดมศึกษาสังกัดกองทัพเรือตามแนวคิดการสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก คือ (1) ปรับปรุงการบริหารให้ผู้เรียนมีขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม (2) เร่งพัฒนาการบริหารเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม และ (3) ยกระดับการบริหารงบประมาณการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม


The Influence Of Pre-Exam Activities On Test Performance: Studying The Gender Differences, Simon Moxon, Athipat Cleesuntorn Jan 2019

The Influence Of Pre-Exam Activities On Test Performance: Studying The Gender Differences, Simon Moxon, Athipat Cleesuntorn

Journal of Education Studies

The aim of this study was to investigate the influence of pre-exam activities on exam performance, and the significance of gender in each case. The research instruments comprised of a behavioural trait questionnaire and the scores which were taken from a Social Studies formal examination. Respondents (n = 358, female = 224, male = 134) were assigned to one of five groups based on their chosen pre-exam activity; Practising Recall of Subject Material (PRSM), Writing/ Reviewing Course Notes (WRCN), Brain Chemical Stimuli (BCS), Mood, and Social Interaction (SI). Data were analysed in terms of mean quartile range exam scores using …


การพัฒนารูปแบบกลยุทธ์การบริหารจัดการเชิงบูรณาการ ตามแนวคิดการบริหารจัดการชั้นสูงและระบบประกันคุณภาพสมบูรณ์แบบสำหรับสถาบันอุดมศึกษารัฐ: กรณี 10 สถาบันอุดมศึกษา, เทื้อน ทองแก้ว, พันธศักดิ์ พลสารัมย์, ศรเนตร อารีโสภณพิเชฐ Jan 2019

การพัฒนารูปแบบกลยุทธ์การบริหารจัดการเชิงบูรณาการ ตามแนวคิดการบริหารจัดการชั้นสูงและระบบประกันคุณภาพสมบูรณ์แบบสำหรับสถาบันอุดมศึกษารัฐ: กรณี 10 สถาบันอุดมศึกษา, เทื้อน ทองแก้ว, พันธศักดิ์ พลสารัมย์, ศรเนตร อารีโสภณพิเชฐ

Journal of Education Studies

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบกลยุทธ์การบริหารจัดการเชิงบูรณาการ ตามแนวคิดการบริหารจัดการชั้นสูง และระบบประกันคุณภาพสมบูรณ์แบบ สําหรับสถาบันอุดมศึกษารัฐ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหาร 30 คน และคณะกรรมการประกันคุณภาพ 250 คน ของสถาบันอุดมศึกษารัฐ 10 แห่ง ใช้การวิจัยผสมวิธี (Mixed method) การวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงกึ่งโครงสร้างการสนทนากลุ่มด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และเขียนภาพเดนโดรแกรม (Dendrogram) การวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบประเมินรูปแบบและแบบประเมินความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีวิเคราะห์สถิติเชิงบรรยาย คือ จํานวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า PNI modifiedสรุปเป็นรูปแบบ ตรวจสอบรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จํานวน 18 คน และทดลองรูปแบบกับผู้บริหารและอาจารย์ จํานวน 40 คน ผลวิจัยพบว่า รูปแบบกลยุทธ์การบริหารจัดการเชิงบูรณาการ ตามแนวคิดการบริหารจัดการชั้นสูงและระบบประกันคุณภาพสมบูรณ์แบบ คือ AEPQA Model จากการบูรณาการ การบริหารจัดการชั้นสูง (Advanced execution premium ? AEP) และระบบคุณภาพ (Quality assurance ? QA) ภายใต้กรอบความคิดของระบบ CSIPOCF (Context, suppliers, input, process, output/outcome, customers, feedback) และมีกลไกขับเคลื่อนระบบ คือ ภาวะผู้นําของสภาสถาบันและผู้บริหารโครงสร้างการบริหาร ระบบฐานข้อมูล เทคโนโลยีสารสนเทศ แผนยุทธศาสตร์ การควบคุม ติดตามและประเมินผล เพื่อการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้มีสํานักงานบริหารยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนระบบ


การวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์เพื่อประเมินการลงทุนบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น "เรือหลวงลันตา", พงศ์พันธุ์ คำพรรณ์ Jan 2019

การวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์เพื่อประเมินการลงทุนบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น "เรือหลวงลันตา", พงศ์พันธุ์ คำพรรณ์

Journal of Education Studies

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ (2) เพื่อวิเคราะห์ความล้มเหลวของตลาด และ (3) เสนอแนะแนวทางการลงทุนบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเรือหลวงลันตา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ ประชุมสนทนากลุ่ม ศึกษาดูงานและวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ ผลการวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์พบว่า การลงทุนบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์โดยภาครัฐให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากกว่าภาคเอกชน ปัจจัยเสี่ยงที่สําคัญของการลงทุนบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ ได้แก่ ความล้มเหลวของตลาด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรายได้จากการกําหนดค่าตั๋วเข้าชมและยอดผู้เข้าชมขั้นตํ่าในแต่ละวัน ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการลงทุนบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์มีดังนี้ (1) มอบหมายให้ภาคเอกชนเข้ามาบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์และใช้งบประมาณภาครัฐอุดหนุนส่วนต่างที่เกิดจากความล้มเหลวของตลาดหรือเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการโดยใช้ข้อมูลจากการวิจัยไปกําหนดราคากลางและภาครัฐควรจัดหารายได้จากการใช้ประโยชน์จากพื้นที่โดยรอบของพิพิธภัณฑ์ และ (2) บริหารจัดการเองโดยภาครัฐซึ่งต้องรับความเสี่ยงจากความล้มเหลวของตลาด ข้อเสนอแนะในระยะเวลา 5 ปีที่จะเปิดให้บริการมีดังนี้ (1) สร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะของบุคลากร และ (2) จ้างที่ปรึกษาผู้ที่มีความเชี่ยวชาญมาให้คําแนะนําและประเมินผลเพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการของพิพิธภัณฑ์


การบริหารห้องเรียนในศตวรรษที่ 21 เพื่อเสริมสร้างคุณภาพของความเป็นพลเมือง, พงษ์ลิขิต เพชรผล, ปองสิน วิเศษศิริ, พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์ Jan 2019

การบริหารห้องเรียนในศตวรรษที่ 21 เพื่อเสริมสร้างคุณภาพของความเป็นพลเมือง, พงษ์ลิขิต เพชรผล, ปองสิน วิเศษศิริ, พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์

Journal of Education Studies

การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดของการบริหารห้องเรียนในศตวรรษที่ 21เพื่อเสริมสร้างคุณภาพของความเป็นพลเมือง 2) ศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและภาวะคุกคามของการบริหารห้องเรียนในศตวรรษที่ 21 เพื่อเสริมสร้างคุณภาพของความเป็นพลเมือง วิธีดําเนินการมี 3 ขั้นตอน คือ 1) กําหนดกรอบแนวคิด 2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ 3) วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและภาวะคุกคาม โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือ โรงเรียนมัธยมขนาดกลางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือสังกัด สพฐ. จํานวน 230 โรงเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิด ประกอบด้วย กรอบกระบวนการบริหาร ได้แก่ การวางแผน การนําแผนไปปฏิบัติและการประเมินผล กรอบห้องเรียนในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ การสนับสนุนผู้เรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยครูเป็นผู้อํานวยความสะดวกให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมการเรียนรู้ กรอบความเป็นพลเมือง ได้แก่ ใจกว้าง รับฟัง มีเมตตา เข้าใจวัฒนธรรมและความคาดหวังของผู้อื่น และกรอบการเสริมสร้างคุณภาพของความเป็นพลเมือง ได้แก่ การสอนความเป็นพลเมืองและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในห้องเรียน 2) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารห้องเรียนในศตวรรษที่ 21 เพื่อเสริมสร้างคุณภาพของความเป็นพลเมืองในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางและมาก 3) จุดแข็ง คือ บรรยากาศในการเรียนที่ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม จุดอ่อน คือ การวัดและประเมินผล โอกาส คือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ภาวะคุกคาม คือ นโยบายของรัฐบาล สภาพเศรษฐกิจและสังคม


ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ 4 Mat, พิริยา สร้อยแก้ว, อริยา คูหา, มัฮดี แวดราแม Jan 2019

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ 4 Mat, พิริยา สร้อยแก้ว, อริยา คูหา, มัฮดี แวดราแม

Journal of Education Studies

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT ระหว่างหลังเรียนและก่อนเรียน 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติและการเรียนรู้แบบ 4 MAT และ 3) ความคงทนในการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบปกติและการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนเทศบาล 4 กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่มีค่าความเชื่อมั่น .82 ค่าความยากง่ายอยู่ในช่วงระหว่าง .20-.80 และค่าอํานากจําแนกอยู่ในช่วงระหว่าง 0.20?0.70 ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน นักเรียนชั้นที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นแตกต่างกับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติและความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT มีความคงทนในการเรียนรู้สูงขึ้นแตกต่างกับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในบริบทสังคมพหุวัฒนธรรม, ยศวดี ดำทรัพย์, ณรงค์ พุทธิชีวิน, วันชัย ธรรมสัจการ Jan 2019

การพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในบริบทสังคมพหุวัฒนธรรม, ยศวดี ดำทรัพย์, ณรงค์ พุทธิชีวิน, วันชัย ธรรมสัจการ

Journal of Education Studies

การวิจัยครั้งนี้มีวัตุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบภาวะผู้นําของผู้บริหารสถานศึกษาในบริบทสังคมพหุวัฒนธรรม หาองค์ประกอบของการพัฒนารูปแบบภาวะผู้นําและยกร่างรูปแบบ และทําการตรวจสอบความเป็นไปได้ของการพัฒนารูปแบบ ดําเนินการวิจัย ระยะ คือ 1) การศึกษาภาวะผู้นําของผู้บริหารสถานศึกษาตามสภาพจริง โดยการวิเคราะห์เอกสารและศึกษาสํารวจ 2) พัฒนารูปแบบโดยใช้เทคนิคเดลฟาย (Delphi technique) 3) ตรวจสอบความเป็นไปได้ของรูปแบบ โดยการสัมภาษณ์และสอบถามความเป็นไปได้ ผลการวิจัย พบว่า ระยะที่ 1 วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อค้นหาร่างคุณลักษณะของภาวะผู้นํา ระยะที่ 2 ใช้เครื่องมือในการประเมินความเหมาะสมและยืนยัน องค์ประกอบโดยใช้เทคนิคเดลฟาย (Delphi technique) สามารถให้ผู้วิจัยยกร่างที่สําคัญ 7 องค์ประกอบ คือองค์ประกอบเชิงคุณลักษณะองค์ประกอบเชิงพฤติกรรม องค์ประกอบเชิงสถานการณ์ องค์ประกอบเชิงการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบเชิงวิชาการองค์ประกอบเชิงปฏิรูป (ภาวะผู้นําของกระทรวงศึกษาธิการ) องค์ประกอบเชิงเทคโนโลยีสารสนเทศ ระยะที่ 3 ค้นพบว่าองค์ประกอบมีความสําคัญในทุกด้านไม่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าผู้บริหารอยู่ในสถานการณ์แบบไหน จึงจะนําเอาภาวะผู้นํารูปแบบต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขสถานการณ์ เมื่อต้องการที่จะพัฒนา ผู้บริหารจึงเป็นส่วนสําคัญร่วมกับการพัฒนาบรรยากาศและสังคมแบบพหุวัฒนธรรม ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการเรียนรู้ภายในสถานศึกษา เพื่อพัฒนาองค์กรให้ประสบความสําเร็จสูงสุด


ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมนวัตกรรมของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 จังหวัดนนทบุรี, สิรภพ สมอุดร, สุชาดา นันทะไชย Jan 2019

ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมนวัตกรรมของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 จังหวัดนนทบุรี, สิรภพ สมอุดร, สุชาดา นันทะไชย

Journal of Education Studies

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับพฤติกรรมนวัตกรรมของครูโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 จังหวัดนนทบุรี และ 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมนวัตกรรมของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 จังหวัดนนทบุรี ตัวอย่างเป็นครูมัธยมศึกษา โรงเรียนในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 3 จังหวัดนนทบุรี จํานวน 313 คน สุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.91 ได้รับแบบสอบถามที่มีความสมบูรณ์คืนจํานวน 289 ชุด คิดเป็นร้อยละ 92.33 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า 1) ครูโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 3 จังหวัดนนทบุรี มีระดับพฤติกรรมนวัตกรรมโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยด้านแรงจูงใจในตนเองและปัจจัยด้านบรรยากาศการทํางานด้านนวัตกรรมส่งผลต่อพฤติกรรมนวัตกรรมขอครูอย่างมีนัยสําคัญที่ระดับ 0.01 ส่วนปัจจัยด้านการสนับสนุนของผู้บริหารด้านนวัตกรรมและปัจจัยด้านการเรียนรู้ด้วยการนําตนเอง ไม่ส่งผลต่อพฤติกรรมนวัตกรรมของครู


การพัฒนาตัวบ่งชี้คุณภาพการจัดการศึกษาหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต, สุธีรา ช่อประดิษฐ Jan 2019

การพัฒนาตัวบ่งชี้คุณภาพการจัดการศึกษาหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต, สุธีรา ช่อประดิษฐ

Journal of Education Studies

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้และองค์ประกอบคุณภาพการจัดการศึกษาหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความครอบคลุมในองค์ประกอบที่ต้องการวัดและความเหมาะสมของตัวบ่งชี้จํานวน 5 คน 2) คณบดีอาจารย์ผู้สอน นักศึกษา มหาบัณฑิต และผู้ใช้บัณฑิต ในมหาวิทยาลัยที่มีการเป?ดสอนหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต 20 แห่งที่ใช้ในการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างของตัวบ่งชี้ จํานวน 364 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มีจํานวน 2 ชุด ชุดที่ 1 เป็นแบบสอบถามใช้สําหรับตรวจสอบความครอบคลุมในองค์ประกอบที่ต้องการวัดและความเหมาะสมของตัวบ่งชี้การจัดการศึกษาหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ชุดที่ 2 เป็นแบบสอบถามใช้สําหรับตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง สําหรับการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยใช้โปรแกรมสําเร็จรูป ในการวิเคราะห์ความเหมาะสมของตัวบ่งชี้ และวิเคราะห์ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างโดยวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบ ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบและตัวบ่งชี้ที่สามารถนําไปใช้ประเมินคุณภาพการจัดการหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต จํานวน 9 องค์ประกอบ 51 ตัวบ่งชี้ คือ องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร 6 ตัวบ่งชี้ อาจารย์ 5 ตัวบ่งชี้ นักศึกษา/มหาบัณฑิต 8 ตัวบ่งชี้ การบริหารหลักสูตร 8 ตัวบ่งชี้ กระบวนการเรียนการสอน 5 ตัวบ่งชี้ ทรัพยากรที่เอื้อต่อการเรียนการสอน 5 ตัวบ่งชี้ งบประมาณ 4 ตัวบ่งชี้ การวัดและประเมินผล 5 ตัวบ่งชี้ และการวิจัย 5 ตัวบ่งชี้


การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนตามแนวคิดการตั้งปัญหาและการคิดแบบฮิวริสติกส์ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, กฤษฎา วรพิน, วิชัย เสวกงาม, อัมพร ม้าคนอง Jan 2019

การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนตามแนวคิดการตั้งปัญหาและการคิดแบบฮิวริสติกส์ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, กฤษฎา วรพิน, วิชัย เสวกงาม, อัมพร ม้าคนอง

Journal of Education Studies

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ พัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการเรียน การสอนตามแนวคิดการตั้งปัญหาและการคิดแบบฮิวริสติกส์ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนตน้ การวิจัยนี้เปน็ การวิจัยและพัฒนา โดยแบง่ การวิจัย ออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนตามแนวคิดการตั้งปัญหาและการคิด แบบฮิวริสติกส์ และระยะที่ 2 การทดลองใช้กระบวนการเรียนการสอน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 80 คน และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดความสามารถ ในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชุดที่ 1 และชุดที่ 2 ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) กระบวน การเรียนการสอนนี้ใช้แนวคิดการตั้งปัญหาและการคิดแบบฮิวริสติกส์ มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 5 ขั้นตอน คือ ขั้นตั้งปัญหาเพื่อเชื่อมโยงความรู้เดิม ขั้นนำเสนอมโนทัศน์ใหม่ ขั้นเผชิญโจทย์ปัญหาและ ทำความเข้าใจปัญหา ขั้นเข้ากลุ่มเพื่อดำเนินการแก้ปัญหา และขั้นสรุปความรู้และขยายปัญหา 2) นักเรียน ที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนการสอนนี้มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ หลังการทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนที่เรียนด้วยกระบวนการเรียน การสอนนี้มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยกระบวนการเรียน การสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนากระบวนการนําครูใหม่เข้าสู่วิชาชีพโดยใช้แนวคิดการพัฒนาบทเรียนร่วมกันเป็นฐานร่วมกับการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการออกแบบการเรียนการสอน, เกรียง ฐิติจำเริญพร, ชาริณี ตรีวรัญญู, สิริพันธุ์ สุวรรณมรรคา Jan 2019

การพัฒนากระบวนการนําครูใหม่เข้าสู่วิชาชีพโดยใช้แนวคิดการพัฒนาบทเรียนร่วมกันเป็นฐานร่วมกับการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการออกแบบการเรียนการสอน, เกรียง ฐิติจำเริญพร, ชาริณี ตรีวรัญญู, สิริพันธุ์ สุวรรณมรรคา

Journal of Education Studies

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการนำครูใหม่เข้าสู่วิชาชีพโดยใช้แนวคิดการพัฒนา บทเรียนร่วมกันเป็นฐานร่วมกับการเป็นพี่เลี้ยง และศึกษาผลของกระบวนการที่มีต่อความสามารถใน การออกแบบการเรียนการสอนของครูใหม่ กรณีศึกษาเป็นครูประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่มีวุฒิการศึกษา 8 คน ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ แบบประเมิน แผนการจัดการเรียนรู้ การนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้ และการวิเคราะห์และปรับปรุงแผนการจัด การเรียนรู้เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ การสังเกตชั้นเรียน การสังเกตการสะท้อนคิดและ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการนำครูใหม่เข้าสู่วิชาชีพที่พัฒนาขึ้นมี 3 ขั้นตอน ได้แก่ การสร้าง ทีมงานและตั้งเป้าหมายร่วมกัน การเรียนรู้การออกแบบการเรียนการสอนในชั้นเรียน และการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ทางวิชาชีพในการออกแบบการเรียนการสอนและการปฏิบัติการสอน กระบวนการที่พัฒนาขึ้นส่งผล ให้ครูใหม่มีพัฒนาการด้านความสามารถในการออกแบบการเรียนการสอนสูงขึ้น ออกแบบกิจกรรม การเรียนการสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้และมีส่วนร่วมมากขึ้น เลือกใช้สื่อการสอนที่ เหมาะสมกับผู้เรียนออกแบบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้อย่างหลากหลาย และจัดการชั้นเรียนที่เอื้อ ต่อการเรียนการสอน


รู้รอบวัฒนธรรมจากห้องเรียนเสมือนจริง: การออกแบบระบบจากงานวิจัยสู่แนวปฏิบัติ, จินตวีร์ คล้ายสังข์, เขมณัฏฐ์ มิ่งศิริธรรม Jan 2019

รู้รอบวัฒนธรรมจากห้องเรียนเสมือนจริง: การออกแบบระบบจากงานวิจัยสู่แนวปฏิบัติ, จินตวีร์ คล้ายสังข์, เขมณัฏฐ์ มิ่งศิริธรรม

Journal of Education Studies

ระบบห้องเรียนเสมือนจริงสำหรับการเรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้าน (Multicultural virtual world: MVW) เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นจากงานวิจัยเรื่องระบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือน จริงเพื่อเสริมสร้างทักษะในศตวรรษที่ 21 ด้านการสื่อสารและการทำงานร่วมกันสำหรับผู้เรียนระดับ อุดมศึกษาของชุมชนวัฒนธรรมอาเซียน ผลการวิเคราะห์หาองค์ประกอบหลักด้วยวิธี EFA พบ 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) เทคนิคการสอนและสื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกัน (2) เครื่องมือติดต่อสื่อสาร (3) การเรียนรู้ ร่วมกันเป็นทีม และ (4) บทบาทหน้าที่ จากนั้นนำผลที่ได้ไปออกแบบพัฒนาและทดลองใช้ตามกระบวน การวิจัยและพัฒนา (R&D) สรุปขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้ในระบบห้องเรียนเสมือนจริงมี 7 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การเตรียมความพรอ้ ม (2) การกำหนดประเดน็ ปญั หาหรือหัวขอ้ ที่จะศึกษา (3) การตั้งกฎกตกิ า มารยาท การทำงานร่วมกัน (4) การศึกษาข้อมูลร่วมกันและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (5) การสร้างชิ้นงานร่วมกัน (6) การประเมินผล และ (7) การนำเสนอผลงาน โดยในบทความนี้ขอนำเสนอระบบ MVW เน้นจุดเด่นเรื่อง ของระบบและแนวทางในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดการนำไปใช้จริงได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย ความยั่งยืนของชุมชนแห่งการเรียนรู้เสมือนนั้นมีฐานแนวคิดจากเรื่องการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ และแหล่งทรัพยากรเสมือนที่ผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่านำสู่การเรียนรู้ที่ยั่งยืนต่อไป


หนึ่งทศวรรษทฤษฎีที่ใช้ในหลักสูตรการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้สูงอายุและเด็ก, ฐิติกาญจน์ อัศตรกุล Jan 2019

หนึ่งทศวรรษทฤษฎีที่ใช้ในหลักสูตรการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้สูงอายุและเด็ก, ฐิติกาญจน์ อัศตรกุล

Journal of Education Studies

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทฤษฎีที่ใช้อธิบายหลักสูตรการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้สูงอายุ และเด็ก ด้วยวิธีวิจัยเอกสารจากการคัดเลือกเอกสารวิชาการ ระหว่าง พ.ศ. 2550?2559 ใช้วิธีวิเคราะห์ เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ทฤษฎีที่ถูกนำมาใช้เป็นแนวคิดหลักในการอธิบายหลักสูตรการเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่างผู้สูงอายุและเด็ก แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ทฤษฎีในบริบทการมีปฏิสัมพันธ์ระดับบุคคลและกลุ่ม (ทฤษฎีทุนทางสังคม ทฤษฎีการสัมผัส ทฤษฎีการสื่อสารระหว่างวัย การสร้างพลังอำนาจ ทฤษฎีนิเวศวิทยา) และ 2) ทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาระดับบุคคล (ทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคม ทฤษฎีเกี่ยวกับความเป็น บุคคล การศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลง การเรียนรู้ตลอดชีวิต) ส่วนใหญ่ใช้อธิบายวัตถุประสงค์ เป้าหมาย แนวทางการจัดกระบวนการ การออกแบบกิจกรรม และประโยชน์ของหลักสูตร ความท้าทายของการพัฒนา องค์ความรู้นี้ คือ การสร้างทฤษฎีจากการปฏิบัติงานในพื้นที่จริงด้วยประสบการณ์ของนักปฏิบัติ เช่น ผู้จัด กิจกรรม ผู้ดำเนินหลักสูตร ซึ่งจะทำให้ทฤษฎีสามารถอธิบายหลักสูตรได้เจาะจงมากขึ้น


การพัฒนาองค์ประกอบของความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6: เทคนิคเดลฟาย, ธนิยา เยาดำ, ศิริชัย กาญจนวาสี, ปิยวรรณ วิเศษสุวรรณภูมิ Jan 2019

การพัฒนาองค์ประกอบของความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6: เทคนิคเดลฟาย, ธนิยา เยาดำ, ศิริชัย กาญจนวาสี, ปิยวรรณ วิเศษสุวรรณภูมิ

Journal of Education Studies

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบองค์ประกอบของความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เทคนิคเดลฟาย กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เชี่ยวชาญ 17 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหลักภาษา 9 คน และการสอนภาษาไทย 8 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม เกี่ยวกับองค์ประกอบของความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย ชุดที่ 1 แบบสอบถามปลายเปิด ชุดที่ 2 และ 3 แบบสอบถามปลายปิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่ามัธยฐาน ผลต่างของมัธยฐานกับฐานนิยม และพิสัยระหว่าง ควอไทล์เพื่อหาฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญ ผลการวิจัยพบว่า ความเข้าใจในการอ่านภาษาไทยมี 7 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) บอกความหมายของ คำศัพท์ที่มีความหมายตามอรรถ 2) บอกความหมายของคำศัพท์ที่มีความหมายโดยนัย 3) ระบุความหมาย ของพลความของข้อมูลที่ปรากฏ 4) ระบุความหมายของพลความของข้อมูลที่แฝงเร้น 5) ระบุใจความสำคัญ ของข้อมูลที่ปรากฏ 6) ระบุใจความสำคัญของข้อมูลที่แฝงเร้น และ 7) การตีความด้านองค์ประกอบของ ความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย 7 องค์ประกอบ ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นสอดคล้องกันในระดับมากที่สุด (Mdn = 5.00, |Mdn-Mode| = 0, IR = 0)


ผลการใช้กระบวนการเรียนการสอนโดยใช้การพัฒนาบทเรียนร่วมกันและการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการประยุกต์ทฤษฎีสู่การปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ของนิสิตชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย, ปนัฐษรณ์ จารุชัยนิวัฒน์ Jan 2019

ผลการใช้กระบวนการเรียนการสอนโดยใช้การพัฒนาบทเรียนร่วมกันและการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการประยุกต์ทฤษฎีสู่การปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ของนิสิตชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย, ปนัฐษรณ์ จารุชัยนิวัฒน์

Journal of Education Studies

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้กระบวนการเรียนการสอนโดยใช้การพัฒนาบทเรียน ร่วมกัน และการเป็นพี่เลี้ยงที่มีต่อความสามารถในการประยุกต์ทฤษฎีสู่การปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัยของนิสิตชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย กลุ่มเป้าหมาย คือ นิสิตชั้นปีที่ 3 สาขา วิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา การพัฒนา การเรียนรู้คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสำหรับเด็กปฐมวัย ภาคปลาย ปีการศึกษา 2559 จำนวน 17 คน งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยในชั้นเรียน ผู้วิจัยดำเนินการทดลองเป็นเวลา 16 สัปดาห์ โดยแบ่ง การดำเนินการทดลองเป็น 2 ระยะ และเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 4 ครั้ง โดยใช้แบบวัดความรู้ทางการสอน คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย และแบบประเมินความสามารถในการจัดประสบการณ์คณิตศาสตร์สำหรับ เด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การคำนวณหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วนำมาวิเคราะห์ ความแปรปรวนแบบวัดซํ้าที่มีปฏิสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนรวมความรู้ทางการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ของนิสิตสูงขึ้นกว่าก่อนการทดลอง 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถในการปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัยของนิสิตหลังการจัดการเรียนการสอนแบบที่ 1 และแบบที่ 2 ในแต่ละระยะการทดลอง พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนรวมจากการวัดครั้งที่ 1-4 เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถในการถ่ายโยงองค์ความรู้ทางศิลปะ ของนักศึกษาศิลปศึกษา, ประไพลิน จันทน์หอม, โสมฉาย บุญญานันต์, ดวงกมล ไตรวิจิตรคุณ Jan 2019

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถในการถ่ายโยงองค์ความรู้ทางศิลปะ ของนักศึกษาศิลปศึกษา, ประไพลิน จันทน์หอม, โสมฉาย บุญญานันต์, ดวงกมล ไตรวิจิตรคุณ

Journal of Education Studies

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความ สามารถในการถ่ายโยงองค์ความรู้ทางศิลปะของนักศึกษาศิลปศึกษา 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัด การเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ซึ่งผลการพัฒนารูปแบบ ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ขั้นตอนการจัด การเรียนรู้ และการประเมินความสามารถในการถ่ายโยงองค์วามรู้ทางศิลปะก่อนและหลังใช้ รูปแบบ เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาศิลปศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ จำนวน 30 คน จับคู่คะแนนผลการเรียนแล้วสุ่มแบ่งนักศึกษาเป็น 2 กลุ่ม โดยใช้รูปแบบวิจัยแบบ สลับ-วัดซํ้า ทำการทดสอบนักศึกษาก่อนเรียน ดำเนินการสอนตามรูปแบบกับกลุ่มทดลองก่อนแล้ว ทดสอบนักศึกษาทั้งหมด โดยนำผลการสอนรอบแรกมาปรับปรุงการสอนรอบที่ 2 กับนักศึกษา กลุ่มควบคุม แล้วทดสอบหลังเรียนกับนักศึกษาทั้งหมด ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ได้ข้อสรุปดังนี้ 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นสามารถพัฒนา ความสามารถในการถ่ายโยงองค์ความรู้ทางศิลปะของนักศึกษาศิลปศึกษาให้เพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 2) การปรับปรุงการสอนตามรูปแบบ รอบที่ 2 ไม่ได้ทำให้ผู้เรียนมีการพัฒนามากกว่ากลุ่ม แรกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3) รูปแบบ ที่พัฒนาขึ้นทำให้นักศึกษากลุ่มแรกมีความคงทนในการเรียนรู้


การพัฒนากรอบมาตรฐานหลักสูตรการอ่านภาษาไทยเชิงธุรกิจสำหรับชาวต่างชาติ, พรรัตน์ ถิระนันท์, อลิศรา ชูชาติ, ฤดีรัตน์ ชุษณะโชติ Jan 2019

การพัฒนากรอบมาตรฐานหลักสูตรการอ่านภาษาไทยเชิงธุรกิจสำหรับชาวต่างชาติ, พรรัตน์ ถิระนันท์, อลิศรา ชูชาติ, ฤดีรัตน์ ชุษณะโชติ

Journal of Education Studies

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากรอบมาตรฐานหลักสูตรการอ่านภาษาไทยเชิงธุรกิจ สำหรับชาวต่างชาติ กรอบมาตรฐานหลักสูตรฉบับนี้พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตร การอ่านภาษาไทยเชิงธุรกิจสำหรับนักธุรกิจชาวต่างชาติ โดยเริ่มจากการสำรวจความต้องการจำเป็นของ การอ่านภาษาไทยเชิงธุรกิจของนักธุรกิจชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทยจำนวน 15 คนและผู้เชี่ยวชาญ ด้านการสอนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศจำนวน 7 คน และการศึกษาแนวคิดการพัฒนามาตรฐาน การอ่านภาษาไทยเชิงธุรกิจสำหรับชาวต่างชาติ ทั้งนี้เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ แบบมีโครงสร้าง และแบบประเมินเกี่ยวกับคุณภาพของมาตรฐานการอ่านภาษาไทยเชิงธุรกิจ ผลการวิจัยได้กรอบมาตรฐานหลักสูตรการอ่านภาษาไทยเชิงธุรกิจสำหรับชาวต่างชาติ ประกอบด้วยมาตรฐานการเรียนรู้ 3 มาตรฐาน 8 ตัวชี้วัด ดังนี้ มาตรฐาน 1 การอ่านเพื่อให้ได้ข้อมูล ข่าวสาร และความคิดในเรื่องต่าง ๆ ประกอบด้วยตัวชี้วัด 3 ตัวชี้วัด มาตรฐาน 2 การอ่านเพื่อเข้าถึงวัฒนธรรม การสื่อสารในการทำงาน ประกอบด้วยตัวชี้วัด 3 ตัวชี้วัด และมาตรฐาน 3 การอ่านเพื่อการปฏิบัติงานและ การตัดสินใจทางธุรกิจ ประกอบด้วยตัวชี้วัด 2 ตัวชี้วัด แต่ละมาตรฐานประกอบด้วยตัวชี้วัดความสามารถ ผู้เรียนที่จำแนกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง


การศึกษาการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของนักวิจัยไทยและนิสิต-นักศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทย ในการวิจัยเชิงปริมาณทางด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ การโรงแรม การท่องเที่ยว และอื่น ๆ, เพ็ญพิมพ์ พวงสุวรรณ, ละเอียด ศิลาน้อย, ชำนาญ ศรีสวัสดิ์, ผกามาศ ชัยรัตน์ Jan 2019

การศึกษาการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของนักวิจัยไทยและนิสิต-นักศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทย ในการวิจัยเชิงปริมาณทางด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ การโรงแรม การท่องเที่ยว และอื่น ๆ, เพ็ญพิมพ์ พวงสุวรรณ, ละเอียด ศิลาน้อย, ชำนาญ ศรีสวัสดิ์, ผกามาศ ชัยรัตน์

Journal of Education Studies

การศึกษาครั้งนี้พบว่า งานวิจัยร้อยละ 26.23% ไม่บอกที่มาของตัวเลขขนาดของกลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้และงานวิจัยร้อยละ 48.36 ใช้สูตรคำนวณขนาดของกลุ่มตัวอย่าง (ซึ่งในจำนวนนี้ร้อยละ 76.27 ใช้สูตร ที่ผิดพลาด) นอกจากนี้งานวิจัยอีกร้อยละ 25.41 ใช้ตารางสำเร็จรูปในการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง (ซึ่งปรากฏว่าใช้ตารางสำเร็จรูปอย่างผิดพลาดทั้งหมด) ความผิดพลาดที่พบคือ งานวิจัยที่ทำการศึกษา ค่าเฉลี่ยประชากร (ซึ่งจะได้ผลลัพธ์เป็นค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็นคำตอบ) กลับนำเอาสูตรของ ยามาเน่มาใช้มากถึงร้อยละ 73.33 รองลงมาเป็นการใช้สูตรของโคแครนและสูตรของกัลยา วานิชย์บัญชาใน ส่วนที่ออกแบบไว้เพื่อการศึกษาสัดส่วนประชากร และสูตรของเคร็จซี่แอนด์มอร์แกนร้อยละ 13.33, 8.88 และ 4.44 ตามลำดับซึ่งถือว่าผิดพลาดเพราะสูตรดังกล่าวเป็นสูตรที่ใช้คำนวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างเพื่อ การศึกษาสัดส่วนประชากร (ซึ่งจะได้ผลลัพธ์เป็นจำนวน ความถี่ ร้อยละ สัดส่วน) และกรณีใช้ตารางสำเร็จรูป กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างเพื่อการศึกษาค่าเฉลี่ยประชากรพบว่าร้อยละ 74.19 นำเอาตารางสำเร็จรูป ของเคร็จซี่แอนด์มอร์แกนมาใช้งาน ร้อยละ 25.81 นำเอาตารางสำเร็จรูปของยามาเน่มาใช้งานซึ่งเป็น การใช้สูตรผิดประเภทของการศึกษาวิจัยดังกล่าว


การคิดเชิงศาสตร์การสอนที่สะท้อนถึงความรู้ครู: พหุกรณีศึกษาครูโรงเรียนสาธิต ในระดับประถมศึกษา จังหวัดกรุงเทพมหานคร, ภาวิณี โสธายะเพ็ชร Jan 2019

การคิดเชิงศาสตร์การสอนที่สะท้อนถึงความรู้ครู: พหุกรณีศึกษาครูโรงเรียนสาธิต ในระดับประถมศึกษา จังหวัดกรุงเทพมหานคร, ภาวิณี โสธายะเพ็ชร

Journal of Education Studies

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภูมิหลังของการมาเป็นครูและ การคิดเชิงศาสตร์การสอนที่สะท้อนถึงความรู้ครู โดยใช้การศึกษาแบบพหุกรณี จำนวน 8 คนจาก โรงเรียนสาธิต ทั้ง 3 แห่ง ใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างและการสัมภาษณ์ด้วยวิธี การหวนระลึกได้จากการกระตุ้นจากวิดีโอ (Video stimulated recall interviews) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ การวิเคราะห์ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณจากการสัมภาษณ์วิเคราะห์ ด้วยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ จะถูกนำเสนอด้วยการใช้แผนภาพประกอบการอธิบาย ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่า การประทับใจครูในสมัยเมื่อตนเองเป็น นักเรียนเป็นแรงบันดาลใจให้ครูผู้เป็นกรณีศึกษาก้าวเข้าสู่วิชาชีพครู รวมทั้งมีความรักและภูมิใจในวิชาชีพครู อย่างมาก 2) ผลการสังเคราะห์การคิดเชิงศาสตร์การสอนที่สะท้อนถึงความรู้ของครู พบว่า ความรู้ครูที่ถูก สะท้อนออกมามากที่สุดคือ ความรู้ในการสอน (PK) และ ความรู้ด้านศาสตร์การสอนทั่ว ๆ ไป (GPK) ตามการสะท้อนของครูรายบุคคลและรายโรงเรียน สำหรับตามรายวิชา พบว่า วิชาคณิตศาสตร์และ วิทยาศาสตร์ ความรู้ในการสอน (PK) ถูกสะท้อนออกมามากที่สุดในการจัดการเรียนการสอน สำหรับวิชา ภาษาอังกฤษ ครูผู้สอนทั้ง 3 คนสะท้อนความรู้ครูอย่างแตกต่างหลากหลาย


แนวคิดในการไตร่ตรองการสอนสำหรับนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพ, ยุรวัฒน์ คล้ายมงคล Jan 2019

แนวคิดในการไตร่ตรองการสอนสำหรับนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพ, ยุรวัฒน์ คล้ายมงคล

Journal of Education Studies

การไตร่ตรองการสอน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้และแนวคิดในการไตร่ตรองการสอนสำหรับนิสิต ฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สังเคราะห์ข้อมูลการคิดไตร่ตรอง ของ John Dewey การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ ของ David Kolb การปฏิบัติอย่างไตร่ตรองของ Donald Sch?n กรอบแนวคิดใหม่สำหรับการคิด ไตร่ตรองในการพัฒนาครูก่อนประจำการของ LaBoskey การอธิบายการเรียนรู้ในการคิดไตร่ตรอง ของ Moon แนวคิดจากพจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ร่วมสมัย และแนวคิดของทิศนา แขมมณี ได้เป็นแนวคิดในการไตร่ตรองการสอนสำหรับนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพ 4 ขั้นตอนคือ ขั้นทบทวน ขั้นตรวจสอบ ขั้นทำความเข้าใจหาเหตุผล และขั้นพัฒนาปรับปรุง


Foreword (From The Volume Editor), Mariusz Szyrski Jan 2019

Foreword (From The Volume Editor), Mariusz Szyrski

internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation)

from the Volume Editor


Report On The Second Congress Of Local Energetics, Mariusz Szyrski Jan 2019

Report On The Second Congress Of Local Energetics, Mariusz Szyrski

internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation)

Congress of January 21, 2019.


Entire Issue Vol. 8 No. 1 Jan 2019

Entire Issue Vol. 8 No. 1

internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation)

Vol. 8(1)


Entire Issue Vol. 8 No. 2 Jan 2019

Entire Issue Vol. 8 No. 2

internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation)

Vol. 8(2)


Entire Issue Vol. 8 No. 3 Jan 2019

Entire Issue Vol. 8 No. 3

internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation)

Vol. 8(3)


Will We Face Changes Of Approaches To Vertical Restraints (From The Volume Editor) Jan 2019

Will We Face Changes Of Approaches To Vertical Restraints (From The Volume Editor)

internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation)

From the Volume Editor.


Entire Issue Vol. 8 No. 4 Jan 2019

Entire Issue Vol. 8 No. 4

internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation)

Vol. 8(4)


Institutional Framework Of Competition Law System (From The Volume Editors), Maciej Bernatt, Magdalena Gniadzik Jan 2019

Institutional Framework Of Competition Law System (From The Volume Editors), Maciej Bernatt, Magdalena Gniadzik

internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation)

From the volume editors.


Entire Issue Vol. 8 No. 6 Jan 2019

Entire Issue Vol. 8 No. 6

internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation)

Vol. 8(6)


About The Law On Bonds And Its Amendments (From The Volume Editors), Angelina Stokłosa, Szymon Syp Jan 2019

About The Law On Bonds And Its Amendments (From The Volume Editors), Angelina Stokłosa, Szymon Syp

internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation)

From the volume editors.