Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2019

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 162631 - 162660 of 165281

Full-Text Articles in Entire DC Network

Ecotopia: Space, Gender, And Myth In Khachapura And Nakorn Aiyara(ดินแดนอุดมคติเชิงนิเวศ : พื้นที่ เพศ อํานาจ และ มายาคติ ในนวนิยายเรื่องคชาปุระและนครไอยรา), Orawan Rithisrithorn, Pathom Hongsuwan, Thanya Sangkhaphanthanon Jan 2019

Ecotopia: Space, Gender, And Myth In Khachapura And Nakorn Aiyara(ดินแดนอุดมคติเชิงนิเวศ : พื้นที่ เพศ อํานาจ และ มายาคติ ในนวนิยายเรื่องคชาปุระและนครไอยรา), Orawan Rithisrithorn, Pathom Hongsuwan, Thanya Sangkhaphanthanon

Journal of Letters

This article analyzesthe meaning of Khachapura City in the novels Khachapura and Nakorn Aiyaraby Pongsakorn who is a famous fantasy novel writer. The key theoretical approach of this article is based on ecocriticism. The article has three topics: Khachapura City as the purification of space, Khachapura City as a mythof ecocentric space and Khachapura City as a space that is other. Analysis shows that Khachapura City is the purification of space through a barrier to access; people must have four magical objects for access. Moreover, the purification of space is connected to patriarchy. Khachapura City is a myth of ecocentric …


The Importance Of Numeral Systems In Trinisinghe(ความสําคัญของระบบ เลขในคัมภีร์ตรีนิสิงเห), Natthan Maneeratana, Chanwit Tudkeao Jan 2019

The Importance Of Numeral Systems In Trinisinghe(ความสําคัญของระบบ เลขในคัมภีร์ตรีนิสิงเห), Natthan Maneeratana, Chanwit Tudkeao

Journal of Letters

Trinisinghe is one of the most important Siamese magical manuscripts because it explains numbers and ancient numeral systems in the Thai Yantra system. The numbers in this manuscript come from magic squares which are composed from the mathematical knowledge of many ancient civilizations. Numbers also relate to the stars in our solar system and can be combined with religious concepts, especially Buddhist philosophy. Thus, effective learning Siamese-Yantra the learners must study Trinisinghe - one of the five important Lop Pong scriptures as the fundamental knowledge. Trinisinghe also plays an important role in magical rituals and the Thai Yantra system, including …


The Reception Of Western Political Thought On The Forms Of Government In Siam(การรับ ความคิดทางการเมืองตะวันตกว่าด้วยเรื่องรูปแบบการปกครอง), Akekalak Chaiyapumee Jan 2019

The Reception Of Western Political Thought On The Forms Of Government In Siam(การรับ ความคิดทางการเมืองตะวันตกว่าด้วยเรื่องรูปแบบการปกครอง), Akekalak Chaiyapumee

Journal of Letters

This article outlines the reception of western political thought on the forms of government in Siam, which subsequently engendered political articulations and forced Siamese elites to adjust the structure of the government after the western model. This process can be categorized into two separate courses of action, which are the internal and external necessities laying conditions for Siamese elites to improve the political structure in order to survive by meeting the standard of civilization set by the European model, which itself has changed over time. The constraints from the western world during the colonization period, however, have forced the related …


Spanish Verb Forms Expressing Futurity : Thai University Undergraduates' Errors(ข้อผิดพลาดในการใช้กริยาภาษาสเปนที่แสดงเวลา อนาคตของ ผู้เรียนชาวไทยระดับอุดมศึกษา), Sukij Poopuang Jan 2019

Spanish Verb Forms Expressing Futurity : Thai University Undergraduates' Errors(ข้อผิดพลาดในการใช้กริยาภาษาสเปนที่แสดงเวลา อนาคตของ ผู้เรียนชาวไทยระดับอุดมศึกษา), Sukij Poopuang

Journal of Letters

This mixed-methodresearch examines errorsin the useof Spanish verb formsto expressfuturity. The sample consists of 74 Thai university undergraduate students (2nd, 3rdand 4thyear) majoring in Spanish attheFaculty of Arts, Chulalongkorn University. ContrastiveAnalysis (CA) and ErrorAnalysis (EA) are themain theoretical frameworksused to account for various errors found in the students'essays andclozetest. The errors detected are presented statistically toshowtheirfrequencies and to identify their causes. The analysis reports that to express futurity Thai university undergraduate learners have difficulties in assimilating the grammatical, semantic and pragmatic rules ofverbforms. On the other hand, the interferenceof mother language and some strategies, such as simplification and hypercorrection, can …


Guideline To Develop An Instructional Design Models Using Video-Based Open Learning: Quantitative Phenomenology Study, Narin Nonthamand, Jaitip Na-Songkhla Jan 2019

Guideline To Develop An Instructional Design Models Using Video-Based Open Learning: Quantitative Phenomenology Study, Narin Nonthamand, Jaitip Na-Songkhla

Journal of Education Studies

The objectives of this quantitative phenomenology study were: (1) to synthesize literature relevant to an open instructional design to enhance creative problem solving ability; (2) to study veterans’ experience-based opinions towards the open instructional design model; and (3) to apply the open instructional design as the guideline. The research included sample 10 veterans with 15 years of instruction experience in scholarly or professor positions, two of which specialized in five academic fields. The applied research tools included three in-depth interview sections, namely (1) inquiries about general information of the respondents, (2) opinion towards open instruction, and (3) opinion towards concepts …


การบริหารวิชาการของวิทยาลัยอาชีวศึกษาตามแนวคิดการพัฒนาคุณลักษณะผู้ประกอบการของนักศึกษา, นิจิรา บำรุงกิจ, ชญาพิมพ์ อุสาโห, พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์ Jan 2019

การบริหารวิชาการของวิทยาลัยอาชีวศึกษาตามแนวคิดการพัฒนาคุณลักษณะผู้ประกอบการของนักศึกษา, นิจิรา บำรุงกิจ, ชญาพิมพ์ อุสาโห, พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์

Journal of Education Studies

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการพัฒนาคุณลักษณะผู้ประกอบการของ นักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาและคุณลักษณะผู้ประกอบการของนักศึกษา และ 2) ศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการของวิทยาลัยอาชีวศึกษาตามแนวคิดการพัฒนาคุณลักษณะ ผู้ประกอบการของนักศึกษา เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย กลุ่มตัวอย่างเป็นสถานศึกษาอาชีวศึกษาในสังกัดของ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 141 แห่ง ผู้ให้ข้อมูลแห่งละ 3 คน ได้แก่ ผู้อำนวยการ ครู และ นักศึกษา รวมผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 423 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบประเมินกรอบแนวคิด และแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการพัฒนาคุณลักษณะผู้ประกอบการของนักศึกษาวิทยาลัย อาชีวศึกษาประกอบด้วยการจัดการเรียนและปฏิบัติ 3 ระยะต่อเนื่อง แต่ละระยะมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนา คุณลักษณะผู้ประกอบการของนักศึกษาและมีวิธีการเรียนการสอน 6 วิธี และคุณลักษณะผู้ประกอบการ ของนักศึกษา 4 ประการ 2) ค่าเฉลี่ยของสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการของ วิทยาลัยอาชีวศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และค่าเฉลี่ย โดยรวมของสภาพที่พึงประสงค์สูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยรวมของสภาพปัจจุบันในทุกด้าน


ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ด้วยการทำงานที่มีต่อทักษะการดูแลตนเองและทักษะการสื่อสารของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3, บุษกร เฉลิมสินสุวรรณ, จินตนา สรายุทธพิทักษ์ Jan 2019

ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ด้วยการทำงานที่มีต่อทักษะการดูแลตนเองและทักษะการสื่อสารของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3, บุษกร เฉลิมสินสุวรรณ, จินตนา สรายุทธพิทักษ์

Journal of Education Studies

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะการดูแลตนเองและทักษะ การสื่อสาร ระหว่างก่อนและหลังทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของ คะแนนทักษะการดูแลตนเองและทักษะการสื่อสาร หลังทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม การเลือกกลุ่มตัวอย่างโรงเรียนใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เป็นโรงเรียนวิชูทิศ กรุงเทพมหานคร และ สุ่มห้องเรียนที่เป็นตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มแบบง่าย เป็นนักเรียนกลุ่มทดลอง จำนวน 30 คน และนักเรียน กลุ่มควบคุม จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษาโดยใช้ การเรียนรู้ด้วยการทำงาน จำนวน 8 แผน แบบวัดทักษะการดูแลตนเองโดยนักเรียน แบบสำรวจทักษะ การดูแลตนเองของนักเรียนโดยผู้ปกครอง และแบบประเมินทักษะการสื่อสาร วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนน ด้วยค่า ?ที? ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะการดูแลตนเองและทักษะการสื่อสารหลังการทดลองของกลมุ่ ทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะการดูแลตนเองและทักษะการสื่อสารหลังการทดลองของกลมุ่ ทดลอง สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนาหลักสูตรเสริมสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และความคิดผลิตภาพ สำหรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4, ปราณี พงษ์สุพรรณ, ไพฑูรย์ สินลารัตน์, ศศิธร เขียวกอ Jan 2019

การพัฒนาหลักสูตรเสริมสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และความคิดผลิตภาพ สำหรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4, ปราณี พงษ์สุพรรณ, ไพฑูรย์ สินลารัตน์, ศศิธร เขียวกอ

Journal of Education Studies

วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้ คือ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริม ความคิดสร้างสรรค์และความคิดผลิตภาพ 2) พัฒนาหลักสูตรเสริมสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิด สร้างสรรค์และความคิดผลิตภาพ และ 3) ประเมินผลการใช้หลักสูตร โดยมีการดำเนินการ 4 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และความคิดผลิตภาพ 2) พัฒนาหลักสูตร 3) ทดลองใช้ และ 4) ประเมินผล กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียน อนุบาลปราณี อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 48 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และความคิดผลิตภาพ มีการจัดดำเนินการน้อย แนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาไทยควรปรับเปลี่ยนหลักสูตรและการสอน ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย 2) หลักสูตรเสริมนี้พัฒนาขึ้นตามแนวคิดสะเต็มศึกษามีองค์ประกอบดังนี้ (1) จุดมุ่งหมาย (2) สาระการเรียนรู้ (3) การนำไปใช้ (4) การวัดประเมินผล กระบวนการจัดการเรียนรู้ 6 ส. ที่นำไปสู่ การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และความคิดผลิตภาพประกอบด้วย (1) สร้างความสงสัย (2) สืบเสาะความรู้ (3) สังเคราะห์ความรู้ (4) สร้างสรรค์ผลงาน (5) สรุปความรู้ และ (6) เสนอผลงาน ผลการประเมินคุณภาพ ของหลักสูตรและแผนการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยระดับคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุดและมากตามลำดับ 3) ประเมินผลการใช้หลักสูตรพบว่านักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์และความคิดผลิตภาพสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05


โมเดลเชิงสาเหตุของการออกกลางคันของนักศึกษามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, พงศ์พันธุ์ คำพรรณ์, จีรเกียรติ อภิบุณโยภาส Jan 2019

โมเดลเชิงสาเหตุของการออกกลางคันของนักศึกษามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, พงศ์พันธุ์ คำพรรณ์, จีรเกียรติ อภิบุณโยภาส

Journal of Education Studies

การศึกษาโมเดลเชิงสาเหตุของการออกกลางคันของนักศึกษามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของสถานะทางเศรษฐกิจ การบูรณาการทางวิชาการ การบูรณาการทาง สังคม ความผูกพันกับเป้าประสงค์และความผูกพันกับสถาบันที่มีต่อการออกกลางคันของนักศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กรอบแนวคิดในการวิจัยพัฒนาจากทฤษฎีปฏิกิริยาตอบโต้ของทินโตและงานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 380 ตัวอย่าง วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โมเดลเชิงสาเหตุด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ผลการศึกษาจากโมเดลเชิงสาเหตุ พบว่า การออกกลางคัน มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (?2 = 217.98, df = 40, p-value = 0.09, GFI = 0.90; AGFI = 0.83; SRMS = 0.03; RMSEA = 0.05) ตัวแปรแฝงด้านสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม การบูรณาการทาง วิชาการ การบูรณาการทางสังคม ความผูกพันกับเป้าประสงค์และความผูกพันกับสถาบันมีอิทธิพลทางตรง ต่อในทิศทางตรงข้ามกับการออกกลางคันของนักศึกษามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ปัญหาการออกกลางคันของนักศึกษา ได้แก่ (1) พัฒนาสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวย ความสะดวกในมหาวิทยาลัย (2) สนับสนุนทุนการศึกษาและการสร้างรายได้เสริมให้กับนักศึกษา (3) การรับนักศึกษาต้องเน้นที่คุณภาพและมีการสอนเสริมในกลุ่มที่มีความต้องการเป็นพิเศษ (4) สร้าง แรงจูงใจและสร้างเป้าหมายในชีวิตให้แก่นักศึกษา (5) มีการฝึกอบรมอาจารย์ให้เป็นที่ปรึกษามืออาชีพ


รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรบูรณาการการดํารงตนให้เป็นพลเมืองดีของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, พัชรา จันทรัตน์, วีระวัฒน์ อุทัยรัตน์ Jan 2019

รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรบูรณาการการดํารงตนให้เป็นพลเมืองดีของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, พัชรา จันทรัตน์, วีระวัฒน์ อุทัยรัตน์

Journal of Education Studies

การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อสนับสนุน การพัฒนาหลักสูตรบูรณาการการดำรงตนให้เป็นพลเมืองดีของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) กำหนดรูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อสนับสนุน การพัฒนาหลักสูตรบูรณาการฯ และ 3) ประเมินรูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อสนับสนุนการพัฒนา หลักสูตรบูรณาการฯ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวนสถานศึกษาละ 9-15 คน รวม 377 โรงเรียน ภายใต้รูปแบบการวิจัยแบบผสมวิธีที่ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตร บูรณาการฯ มี 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ สร้างสรรค์การวิเคราะห์มาตรฐาน ส่งเสริมการพัฒนาและ การสื่อสาร สืบสานการดำรงตนให้เป็นพลเมืองดี รวมทั้งหมด 22 องค์ประกอบย่อย 2) รูปแบบการบริหาร แบบมีส่วนร่วมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรบูรณาการฯ ประกอบด้วยจุดเน้น วัตถุประสงค์ กระบวนการ และวิธีการเกี่ยวกับการดำเนินการจัดทำหลักสูตร ได้แก่ การสร้างสรรค์การวิเคราะห์มาตรฐาน การส่งเสริม การพัฒนาและการสื่อสาร และการสืบสานการดำรงตนให้เป็นพลเมืองดีภายใต้การเข้ามามีหน้าที่และ รับผิดชอบต่อกระบวนการจัดการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 3) รูปแบบการบริหาร แบบมีส่วนร่วมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรบูรณาการฯ มีความถูกต้อง ความเป็นไปได้ และความเป็น ประโยชน์ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่ามีความถูกต้อง ความเป็นไปได้ และความเป็น ประโยชน์ในระดับมากที่สุดทุกข้อ


Review Essay On Stephen Kotkin, Stalin: Waiting For Hitler, 1929–1941, Cynthia A. Roberts Jan 2019

Review Essay On Stephen Kotkin, Stalin: Waiting For Hitler, 1929–1941, Cynthia A. Roberts

Publications and Research

This review essay examines Stephen Kotkin’s account of Stalin’s leadership, Soviet foreign policy, and military strategy during the increasingly dangerous international environment of the 1930s and the approach of war in 1941. It focuses on three problems of particular relevance to international relations and military and diplomatic history: Stalin’s difficulty in balancing against Nazi Germany through alliances with the Western democracies; the Soviet turn toward internal balancing through military modernization and defense preparations; and the political-military failures that contributed to the catastrophe of 1941. The review assesses Stalin’s perceptions of external threats, his extensive involvement in military-industrial development, the consequences …


รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครูโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, กัญญาพัชญ์ กานต์ภูวนันต์, วีระวัฒน์ อุทัยรัตน์ Jan 2019

รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครูโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, กัญญาพัชญ์ กานต์ภูวนันต์, วีระวัฒน์ อุทัยรัตน์

Journal of Education Studies

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา กําหนด และประเมินรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครูโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารและตัวแทนครู โรงเรียนละ 1 คน จากโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษในประเทศไทย จํานวน 290 โรงเรียน รวมทั้งหมด 580 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็น แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบประเมินรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สมการถดถอย ผลการวิจัย พบว่า 1) ระบบสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ด้านมาตรฐานและการประเมิน และด้านการพัฒนาวิชาชีพครู สูงผลต่อการพัฒนาสมรรถนะของครูโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ ประกอบด้วย 9 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ด้านภาษาและเทคโนโลยีสําหรับครูด้านการพัฒนาหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านจิตวิทยาสําหรับครู ด้านการวัดและประเมินผลการศึกษาด้านการบริหารจัดการในห้องเรียน ด้านการวิจัยทางการศึกษา ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา และด้านความเป็นครู 2) รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครูโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ ประกอบด้วย เป้าหมาย วัตถุประสงค์ เนื้อหา กระบวนการ และการประเมิน และ 3) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความถูกต้อง ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด


รูปแบบการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อการสร้างเสริมองค์กรสุขภาวะอย่างบูรณาการขององค์กรที่มีแนวปฏิบัติอย่างยั่งยืนในประเทศไทย, จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล, อาชัญญา รัตนอุบล, สุวิธิดา จรุงเกียรติกุล Jan 2019

รูปแบบการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อการสร้างเสริมองค์กรสุขภาวะอย่างบูรณาการขององค์กรที่มีแนวปฏิบัติอย่างยั่งยืนในประเทศไทย, จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล, อาชัญญา รัตนอุบล, สุวิธิดา จรุงเกียรติกุล

Journal of Education Studies

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ประกอบของรูปแบบการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อการสร้างเสริมองค์กรสุขภาวะอย่างบูรณาการขององค์กรที่มีแนวปฏิบัติอย่างยั่งยืนในประเทศไทย 2) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อการสร้างเสริมองค์กรสุขภาวะอย่างบูรณาการขององค์กรที่มีแนวปฏิบัติอย่างยั่งยืนในประเทศไทย และ 3) ศึกษาปัจจัยและเงื่อนไขของรูปแบบการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อการสร้างเสริมองค์กรสุขภาวะอย่างบูรณาการขององค์กรที่มีแนวปฏิบัติอย่างยั่งยืนในประเทศไทย โดยใช้วิธีดําเนินการวิจัยเชิงอนาคต ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการที่ว่าสรรพสิ่งเชื่อมโยงระหว่างกัน 2) การเปลี่ยนแปลงอย่างบูรณาการต่องครอบคลุมทุกมิติอย่างเป็นระบบอันประกอบด้วย มิติด้านหลักการ มิติด้านกายภาพ มิติด้านจิตใจ มิติด้านปัญญา มิติด้านอารมณ์ มิติด้านองค์กร มิติด้านสังคม และมิติด้านสิ่งแวดล้อม 3) กระบวนการที่จะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงนั้นต้องเริ่มด้วยการสร้างความตระหนักรู้อย่างมีสติด้วยการคิดพิจารณาอย่างใคร่ครวญ โดยผ่านการแลกเปลี่ยนสนทนาอย่างสร้างสรรค์ 4) ปัจจัยที่จะนําไปสู่ความสําเร็จได้นั้นต้องปลูกฝังการพัฒนาอย่างเป็นระบบให้เป็นส่วนหนึ่งของค่านิยมองค์กร


การจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันสำหรับช่างผมไทย, จิณณา สืบสายไทย, อุบลวรรณ หงส์วิทยากร Jan 2019

การจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันสำหรับช่างผมไทย, จิณณา สืบสายไทย, อุบลวรรณ หงส์วิทยากร

Journal of Education Studies

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของการจัดการความรู้ในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันสําหรับช่างผมไทย การวิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาขีดความสามารถของช่างผมไทย จํานวน 9 คน ทําการคัดเลือกโดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง โดยมีเงื่อนไขจากการศึกษาพบว่า การจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันสําหรับช่างผมไทยมี 8 ด้าน ประกอบด้วย 1) การพัฒนาระบบการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้สู่ตลาดสากล 2) การจัดตั้งหรือกําหนดองค์กรหรือหน่วยงานที่ทําหน้าที่ในการจัดการเรียนรู้สําหรับช่างผมไทย 3) การส่งเสริมความรู้และพัฒนาทักษะการเรียนรู้สู่สากลของช่างผมไทย 4) การกําหนดบทบาทของภาครัฐในการส่งเสริมช่างผมไทยสู่ตลาดสากลที่ชัดเจน 5) การจัดตั้งหรือกําหนดองค์กรหรือหน่วยงานอื่น ๆ เฉพาะในการส่งเสริม ช่างผมไทยสู่สากล 6) การกําหนดและพัฒนาแนวทางพัฒนาและส่งเสริมช่างผมไทยสู่สากลที่ชัดเจน 7) การพัฒนากรอบคุณวุฒิทางการศึกษาหรือวิชาชีพที่มีมาตรฐานสากลเพื่อความพร้อมสู่การทํางานในต่างประเทศ และ 8) การพัฒนาและสนับสนุนบทบาทของภาคเอกชนให้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมช่างผมไทยสู่ตลาดสากล


ผลของการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานที่มีต่อความสามารถในการดูแลสุขภาพครอบครัวของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, จิรัชญา มูลหงส์, จินตนา สรายุทธพิทักษ์ Jan 2019

ผลของการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานที่มีต่อความสามารถในการดูแลสุขภาพครอบครัวของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, จิรัชญา มูลหงส์, จินตนา สรายุทธพิทักษ์

Journal of Education Studies

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานที่มีต่อความสามารถในการดูแลสุขภาพครอบครัวของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนจ่านกร้อง จังหวัดพิษณุโลก จํานวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาแบบโครงงาน จํานวน 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงาน มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.95 และแบบวัดความสามารถใน การดูแลสุขภาพครอบครัว ด้านความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติ มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.95, 0.97, 0.98 มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.88, 0.82, 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า (1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถในการดูแลสุขภาพครอบครัวด้านความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถในการดูแลสุขภาพครอบครัวด้านความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05


กลยุทธ์การบริหารสถาบันอุดมศึกษาสังกัดกองทัพเรือตามแนวคิดการสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม, จุฬาลักษณ์ โสระพันธ์, ธีรภัทร กุโลภาส Jan 2019

กลยุทธ์การบริหารสถาบันอุดมศึกษาสังกัดกองทัพเรือตามแนวคิดการสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม, จุฬาลักษณ์ โสระพันธ์, ธีรภัทร กุโลภาส

Journal of Education Studies

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารสถาบันอุดมศึกษาสังกัดกองทัพเรือตามแนวคิดการสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม และพัฒนากลยุทธ์การบริหารสถาบันอุดมศึกษาสังกัดกองทัพเรือตามแนวคิดการสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มประชากร คือ ผู้บริหาร อาจารย์ และนักวิจัยสังกัดสถาบันอุดมศึกษาสังกัดกองทัพเรือ ประกอบด้วย โรงเรียนนายเรือ และวิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ จํานวน 97 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบตรวจสอบความเหมาะสมของกลยุทธ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการจัดลําดับความสําคัญของความต้องการจําเป็นผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการบริหารสถาบันอุดมศึกษาสังกัดกองทัพเรือตามแนวคิดการสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (X = 3.309,SD=0.84) ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X = 4.258, SD= 0.70) 3) จุดแข็ง คือการเสริมสร้างให้ผู้เรียนมีขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม และมิติองค์กร/หน่วยงาน จุดอ่อน คือ การเสริมสร้างให้ครูอาจารย์/บุคลากรของสถาบันมีขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม มิติบุคคลและมิติเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร/บุคคล ส?วนโอกาส คือ นโยบายของรัฐบาล สภาพสังคมและสภาพเทคโนโลยี ภาวะคุกคาม คือ สภาพเศรษฐกิจ 4) กลยุทธ์การบริหารสถาบันอุดมศึกษาสังกัดกองทัพเรือตามแนวคิดการสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก คือ (1) ปรับปรุงการบริหารให้ผู้เรียนมีขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม (2) เร่งพัฒนาการบริหารเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม และ (3) ยกระดับการบริหารงบประมาณการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม


The Influence Of Pre-Exam Activities On Test Performance: Studying The Gender Differences, Simon Moxon, Athipat Cleesuntorn Jan 2019

The Influence Of Pre-Exam Activities On Test Performance: Studying The Gender Differences, Simon Moxon, Athipat Cleesuntorn

Journal of Education Studies

The aim of this study was to investigate the influence of pre-exam activities on exam performance, and the significance of gender in each case. The research instruments comprised of a behavioural trait questionnaire and the scores which were taken from a Social Studies formal examination. Respondents (n = 358, female = 224, male = 134) were assigned to one of five groups based on their chosen pre-exam activity; Practising Recall of Subject Material (PRSM), Writing/ Reviewing Course Notes (WRCN), Brain Chemical Stimuli (BCS), Mood, and Social Interaction (SI). Data were analysed in terms of mean quartile range exam scores using …


การพัฒนารูปแบบกลยุทธ์การบริหารจัดการเชิงบูรณาการ ตามแนวคิดการบริหารจัดการชั้นสูงและระบบประกันคุณภาพสมบูรณ์แบบสำหรับสถาบันอุดมศึกษารัฐ: กรณี 10 สถาบันอุดมศึกษา, เทื้อน ทองแก้ว, พันธศักดิ์ พลสารัมย์, ศรเนตร อารีโสภณพิเชฐ Jan 2019

การพัฒนารูปแบบกลยุทธ์การบริหารจัดการเชิงบูรณาการ ตามแนวคิดการบริหารจัดการชั้นสูงและระบบประกันคุณภาพสมบูรณ์แบบสำหรับสถาบันอุดมศึกษารัฐ: กรณี 10 สถาบันอุดมศึกษา, เทื้อน ทองแก้ว, พันธศักดิ์ พลสารัมย์, ศรเนตร อารีโสภณพิเชฐ

Journal of Education Studies

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบกลยุทธ์การบริหารจัดการเชิงบูรณาการ ตามแนวคิดการบริหารจัดการชั้นสูง และระบบประกันคุณภาพสมบูรณ์แบบ สําหรับสถาบันอุดมศึกษารัฐ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหาร 30 คน และคณะกรรมการประกันคุณภาพ 250 คน ของสถาบันอุดมศึกษารัฐ 10 แห่ง ใช้การวิจัยผสมวิธี (Mixed method) การวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงกึ่งโครงสร้างการสนทนากลุ่มด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และเขียนภาพเดนโดรแกรม (Dendrogram) การวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบประเมินรูปแบบและแบบประเมินความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีวิเคราะห์สถิติเชิงบรรยาย คือ จํานวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า PNI modifiedสรุปเป็นรูปแบบ ตรวจสอบรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จํานวน 18 คน และทดลองรูปแบบกับผู้บริหารและอาจารย์ จํานวน 40 คน ผลวิจัยพบว่า รูปแบบกลยุทธ์การบริหารจัดการเชิงบูรณาการ ตามแนวคิดการบริหารจัดการชั้นสูงและระบบประกันคุณภาพสมบูรณ์แบบ คือ AEPQA Model จากการบูรณาการ การบริหารจัดการชั้นสูง (Advanced execution premium ? AEP) และระบบคุณภาพ (Quality assurance ? QA) ภายใต้กรอบความคิดของระบบ CSIPOCF (Context, suppliers, input, process, output/outcome, customers, feedback) และมีกลไกขับเคลื่อนระบบ คือ ภาวะผู้นําของสภาสถาบันและผู้บริหารโครงสร้างการบริหาร ระบบฐานข้อมูล เทคโนโลยีสารสนเทศ แผนยุทธศาสตร์ การควบคุม ติดตามและประเมินผล เพื่อการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้มีสํานักงานบริหารยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนระบบ


การวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์เพื่อประเมินการลงทุนบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น "เรือหลวงลันตา", พงศ์พันธุ์ คำพรรณ์ Jan 2019

การวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์เพื่อประเมินการลงทุนบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น "เรือหลวงลันตา", พงศ์พันธุ์ คำพรรณ์

Journal of Education Studies

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ (2) เพื่อวิเคราะห์ความล้มเหลวของตลาด และ (3) เสนอแนะแนวทางการลงทุนบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเรือหลวงลันตา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ ประชุมสนทนากลุ่ม ศึกษาดูงานและวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ ผลการวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์พบว่า การลงทุนบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์โดยภาครัฐให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากกว่าภาคเอกชน ปัจจัยเสี่ยงที่สําคัญของการลงทุนบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ ได้แก่ ความล้มเหลวของตลาด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรายได้จากการกําหนดค่าตั๋วเข้าชมและยอดผู้เข้าชมขั้นตํ่าในแต่ละวัน ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการลงทุนบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์มีดังนี้ (1) มอบหมายให้ภาคเอกชนเข้ามาบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์และใช้งบประมาณภาครัฐอุดหนุนส่วนต่างที่เกิดจากความล้มเหลวของตลาดหรือเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการโดยใช้ข้อมูลจากการวิจัยไปกําหนดราคากลางและภาครัฐควรจัดหารายได้จากการใช้ประโยชน์จากพื้นที่โดยรอบของพิพิธภัณฑ์ และ (2) บริหารจัดการเองโดยภาครัฐซึ่งต้องรับความเสี่ยงจากความล้มเหลวของตลาด ข้อเสนอแนะในระยะเวลา 5 ปีที่จะเปิดให้บริการมีดังนี้ (1) สร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะของบุคลากร และ (2) จ้างที่ปรึกษาผู้ที่มีความเชี่ยวชาญมาให้คําแนะนําและประเมินผลเพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการของพิพิธภัณฑ์


การบริหารห้องเรียนในศตวรรษที่ 21 เพื่อเสริมสร้างคุณภาพของความเป็นพลเมือง, พงษ์ลิขิต เพชรผล, ปองสิน วิเศษศิริ, พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์ Jan 2019

การบริหารห้องเรียนในศตวรรษที่ 21 เพื่อเสริมสร้างคุณภาพของความเป็นพลเมือง, พงษ์ลิขิต เพชรผล, ปองสิน วิเศษศิริ, พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์

Journal of Education Studies

การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดของการบริหารห้องเรียนในศตวรรษที่ 21เพื่อเสริมสร้างคุณภาพของความเป็นพลเมือง 2) ศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและภาวะคุกคามของการบริหารห้องเรียนในศตวรรษที่ 21 เพื่อเสริมสร้างคุณภาพของความเป็นพลเมือง วิธีดําเนินการมี 3 ขั้นตอน คือ 1) กําหนดกรอบแนวคิด 2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ 3) วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและภาวะคุกคาม โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือ โรงเรียนมัธยมขนาดกลางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือสังกัด สพฐ. จํานวน 230 โรงเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิด ประกอบด้วย กรอบกระบวนการบริหาร ได้แก่ การวางแผน การนําแผนไปปฏิบัติและการประเมินผล กรอบห้องเรียนในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ การสนับสนุนผู้เรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยครูเป็นผู้อํานวยความสะดวกให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมการเรียนรู้ กรอบความเป็นพลเมือง ได้แก่ ใจกว้าง รับฟัง มีเมตตา เข้าใจวัฒนธรรมและความคาดหวังของผู้อื่น และกรอบการเสริมสร้างคุณภาพของความเป็นพลเมือง ได้แก่ การสอนความเป็นพลเมืองและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในห้องเรียน 2) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารห้องเรียนในศตวรรษที่ 21 เพื่อเสริมสร้างคุณภาพของความเป็นพลเมืองในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางและมาก 3) จุดแข็ง คือ บรรยากาศในการเรียนที่ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม จุดอ่อน คือ การวัดและประเมินผล โอกาส คือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ภาวะคุกคาม คือ นโยบายของรัฐบาล สภาพเศรษฐกิจและสังคม


ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ 4 Mat, พิริยา สร้อยแก้ว, อริยา คูหา, มัฮดี แวดราแม Jan 2019

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ 4 Mat, พิริยา สร้อยแก้ว, อริยา คูหา, มัฮดี แวดราแม

Journal of Education Studies

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT ระหว่างหลังเรียนและก่อนเรียน 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติและการเรียนรู้แบบ 4 MAT และ 3) ความคงทนในการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบปกติและการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนเทศบาล 4 กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่มีค่าความเชื่อมั่น .82 ค่าความยากง่ายอยู่ในช่วงระหว่าง .20-.80 และค่าอํานากจําแนกอยู่ในช่วงระหว่าง 0.20?0.70 ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน นักเรียนชั้นที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นแตกต่างกับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติและความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT มีความคงทนในการเรียนรู้สูงขึ้นแตกต่างกับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในบริบทสังคมพหุวัฒนธรรม, ยศวดี ดำทรัพย์, ณรงค์ พุทธิชีวิน, วันชัย ธรรมสัจการ Jan 2019

การพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในบริบทสังคมพหุวัฒนธรรม, ยศวดี ดำทรัพย์, ณรงค์ พุทธิชีวิน, วันชัย ธรรมสัจการ

Journal of Education Studies

การวิจัยครั้งนี้มีวัตุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบภาวะผู้นําของผู้บริหารสถานศึกษาในบริบทสังคมพหุวัฒนธรรม หาองค์ประกอบของการพัฒนารูปแบบภาวะผู้นําและยกร่างรูปแบบ และทําการตรวจสอบความเป็นไปได้ของการพัฒนารูปแบบ ดําเนินการวิจัย ระยะ คือ 1) การศึกษาภาวะผู้นําของผู้บริหารสถานศึกษาตามสภาพจริง โดยการวิเคราะห์เอกสารและศึกษาสํารวจ 2) พัฒนารูปแบบโดยใช้เทคนิคเดลฟาย (Delphi technique) 3) ตรวจสอบความเป็นไปได้ของรูปแบบ โดยการสัมภาษณ์และสอบถามความเป็นไปได้ ผลการวิจัย พบว่า ระยะที่ 1 วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อค้นหาร่างคุณลักษณะของภาวะผู้นํา ระยะที่ 2 ใช้เครื่องมือในการประเมินความเหมาะสมและยืนยัน องค์ประกอบโดยใช้เทคนิคเดลฟาย (Delphi technique) สามารถให้ผู้วิจัยยกร่างที่สําคัญ 7 องค์ประกอบ คือองค์ประกอบเชิงคุณลักษณะองค์ประกอบเชิงพฤติกรรม องค์ประกอบเชิงสถานการณ์ องค์ประกอบเชิงการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบเชิงวิชาการองค์ประกอบเชิงปฏิรูป (ภาวะผู้นําของกระทรวงศึกษาธิการ) องค์ประกอบเชิงเทคโนโลยีสารสนเทศ ระยะที่ 3 ค้นพบว่าองค์ประกอบมีความสําคัญในทุกด้านไม่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าผู้บริหารอยู่ในสถานการณ์แบบไหน จึงจะนําเอาภาวะผู้นํารูปแบบต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขสถานการณ์ เมื่อต้องการที่จะพัฒนา ผู้บริหารจึงเป็นส่วนสําคัญร่วมกับการพัฒนาบรรยากาศและสังคมแบบพหุวัฒนธรรม ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการเรียนรู้ภายในสถานศึกษา เพื่อพัฒนาองค์กรให้ประสบความสําเร็จสูงสุด


ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมนวัตกรรมของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 จังหวัดนนทบุรี, สิรภพ สมอุดร, สุชาดา นันทะไชย Jan 2019

ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมนวัตกรรมของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 จังหวัดนนทบุรี, สิรภพ สมอุดร, สุชาดา นันทะไชย

Journal of Education Studies

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับพฤติกรรมนวัตกรรมของครูโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 จังหวัดนนทบุรี และ 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมนวัตกรรมของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 จังหวัดนนทบุรี ตัวอย่างเป็นครูมัธยมศึกษา โรงเรียนในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 3 จังหวัดนนทบุรี จํานวน 313 คน สุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.91 ได้รับแบบสอบถามที่มีความสมบูรณ์คืนจํานวน 289 ชุด คิดเป็นร้อยละ 92.33 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า 1) ครูโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 3 จังหวัดนนทบุรี มีระดับพฤติกรรมนวัตกรรมโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยด้านแรงจูงใจในตนเองและปัจจัยด้านบรรยากาศการทํางานด้านนวัตกรรมส่งผลต่อพฤติกรรมนวัตกรรมขอครูอย่างมีนัยสําคัญที่ระดับ 0.01 ส่วนปัจจัยด้านการสนับสนุนของผู้บริหารด้านนวัตกรรมและปัจจัยด้านการเรียนรู้ด้วยการนําตนเอง ไม่ส่งผลต่อพฤติกรรมนวัตกรรมของครู


การพัฒนาตัวบ่งชี้คุณภาพการจัดการศึกษาหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต, สุธีรา ช่อประดิษฐ Jan 2019

การพัฒนาตัวบ่งชี้คุณภาพการจัดการศึกษาหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต, สุธีรา ช่อประดิษฐ

Journal of Education Studies

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้และองค์ประกอบคุณภาพการจัดการศึกษาหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความครอบคลุมในองค์ประกอบที่ต้องการวัดและความเหมาะสมของตัวบ่งชี้จํานวน 5 คน 2) คณบดีอาจารย์ผู้สอน นักศึกษา มหาบัณฑิต และผู้ใช้บัณฑิต ในมหาวิทยาลัยที่มีการเป?ดสอนหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต 20 แห่งที่ใช้ในการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างของตัวบ่งชี้ จํานวน 364 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มีจํานวน 2 ชุด ชุดที่ 1 เป็นแบบสอบถามใช้สําหรับตรวจสอบความครอบคลุมในองค์ประกอบที่ต้องการวัดและความเหมาะสมของตัวบ่งชี้การจัดการศึกษาหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ชุดที่ 2 เป็นแบบสอบถามใช้สําหรับตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง สําหรับการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยใช้โปรแกรมสําเร็จรูป ในการวิเคราะห์ความเหมาะสมของตัวบ่งชี้ และวิเคราะห์ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างโดยวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบ ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบและตัวบ่งชี้ที่สามารถนําไปใช้ประเมินคุณภาพการจัดการหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต จํานวน 9 องค์ประกอบ 51 ตัวบ่งชี้ คือ องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร 6 ตัวบ่งชี้ อาจารย์ 5 ตัวบ่งชี้ นักศึกษา/มหาบัณฑิต 8 ตัวบ่งชี้ การบริหารหลักสูตร 8 ตัวบ่งชี้ กระบวนการเรียนการสอน 5 ตัวบ่งชี้ ทรัพยากรที่เอื้อต่อการเรียนการสอน 5 ตัวบ่งชี้ งบประมาณ 4 ตัวบ่งชี้ การวัดและประเมินผล 5 ตัวบ่งชี้ และการวิจัย 5 ตัวบ่งชี้


การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนตามแนวคิดการตั้งปัญหาและการคิดแบบฮิวริสติกส์ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, กฤษฎา วรพิน, วิชัย เสวกงาม, อัมพร ม้าคนอง Jan 2019

การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนตามแนวคิดการตั้งปัญหาและการคิดแบบฮิวริสติกส์ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, กฤษฎา วรพิน, วิชัย เสวกงาม, อัมพร ม้าคนอง

Journal of Education Studies

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ พัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการเรียน การสอนตามแนวคิดการตั้งปัญหาและการคิดแบบฮิวริสติกส์ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนตน้ การวิจัยนี้เปน็ การวิจัยและพัฒนา โดยแบง่ การวิจัย ออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนตามแนวคิดการตั้งปัญหาและการคิด แบบฮิวริสติกส์ และระยะที่ 2 การทดลองใช้กระบวนการเรียนการสอน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 80 คน และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดความสามารถ ในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชุดที่ 1 และชุดที่ 2 ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) กระบวน การเรียนการสอนนี้ใช้แนวคิดการตั้งปัญหาและการคิดแบบฮิวริสติกส์ มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 5 ขั้นตอน คือ ขั้นตั้งปัญหาเพื่อเชื่อมโยงความรู้เดิม ขั้นนำเสนอมโนทัศน์ใหม่ ขั้นเผชิญโจทย์ปัญหาและ ทำความเข้าใจปัญหา ขั้นเข้ากลุ่มเพื่อดำเนินการแก้ปัญหา และขั้นสรุปความรู้และขยายปัญหา 2) นักเรียน ที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนการสอนนี้มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ หลังการทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนที่เรียนด้วยกระบวนการเรียน การสอนนี้มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยกระบวนการเรียน การสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนากระบวนการนําครูใหม่เข้าสู่วิชาชีพโดยใช้แนวคิดการพัฒนาบทเรียนร่วมกันเป็นฐานร่วมกับการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการออกแบบการเรียนการสอน, เกรียง ฐิติจำเริญพร, ชาริณี ตรีวรัญญู, สิริพันธุ์ สุวรรณมรรคา Jan 2019

การพัฒนากระบวนการนําครูใหม่เข้าสู่วิชาชีพโดยใช้แนวคิดการพัฒนาบทเรียนร่วมกันเป็นฐานร่วมกับการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการออกแบบการเรียนการสอน, เกรียง ฐิติจำเริญพร, ชาริณี ตรีวรัญญู, สิริพันธุ์ สุวรรณมรรคา

Journal of Education Studies

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการนำครูใหม่เข้าสู่วิชาชีพโดยใช้แนวคิดการพัฒนา บทเรียนร่วมกันเป็นฐานร่วมกับการเป็นพี่เลี้ยง และศึกษาผลของกระบวนการที่มีต่อความสามารถใน การออกแบบการเรียนการสอนของครูใหม่ กรณีศึกษาเป็นครูประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่มีวุฒิการศึกษา 8 คน ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ แบบประเมิน แผนการจัดการเรียนรู้ การนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้ และการวิเคราะห์และปรับปรุงแผนการจัด การเรียนรู้เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ การสังเกตชั้นเรียน การสังเกตการสะท้อนคิดและ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการนำครูใหม่เข้าสู่วิชาชีพที่พัฒนาขึ้นมี 3 ขั้นตอน ได้แก่ การสร้าง ทีมงานและตั้งเป้าหมายร่วมกัน การเรียนรู้การออกแบบการเรียนการสอนในชั้นเรียน และการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ทางวิชาชีพในการออกแบบการเรียนการสอนและการปฏิบัติการสอน กระบวนการที่พัฒนาขึ้นส่งผล ให้ครูใหม่มีพัฒนาการด้านความสามารถในการออกแบบการเรียนการสอนสูงขึ้น ออกแบบกิจกรรม การเรียนการสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้และมีส่วนร่วมมากขึ้น เลือกใช้สื่อการสอนที่ เหมาะสมกับผู้เรียนออกแบบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้อย่างหลากหลาย และจัดการชั้นเรียนที่เอื้อ ต่อการเรียนการสอน


รู้รอบวัฒนธรรมจากห้องเรียนเสมือนจริง: การออกแบบระบบจากงานวิจัยสู่แนวปฏิบัติ, จินตวีร์ คล้ายสังข์, เขมณัฏฐ์ มิ่งศิริธรรม Jan 2019

รู้รอบวัฒนธรรมจากห้องเรียนเสมือนจริง: การออกแบบระบบจากงานวิจัยสู่แนวปฏิบัติ, จินตวีร์ คล้ายสังข์, เขมณัฏฐ์ มิ่งศิริธรรม

Journal of Education Studies

ระบบห้องเรียนเสมือนจริงสำหรับการเรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้าน (Multicultural virtual world: MVW) เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นจากงานวิจัยเรื่องระบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือน จริงเพื่อเสริมสร้างทักษะในศตวรรษที่ 21 ด้านการสื่อสารและการทำงานร่วมกันสำหรับผู้เรียนระดับ อุดมศึกษาของชุมชนวัฒนธรรมอาเซียน ผลการวิเคราะห์หาองค์ประกอบหลักด้วยวิธี EFA พบ 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) เทคนิคการสอนและสื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกัน (2) เครื่องมือติดต่อสื่อสาร (3) การเรียนรู้ ร่วมกันเป็นทีม และ (4) บทบาทหน้าที่ จากนั้นนำผลที่ได้ไปออกแบบพัฒนาและทดลองใช้ตามกระบวน การวิจัยและพัฒนา (R&D) สรุปขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้ในระบบห้องเรียนเสมือนจริงมี 7 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การเตรียมความพรอ้ ม (2) การกำหนดประเดน็ ปญั หาหรือหัวขอ้ ที่จะศึกษา (3) การตั้งกฎกตกิ า มารยาท การทำงานร่วมกัน (4) การศึกษาข้อมูลร่วมกันและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (5) การสร้างชิ้นงานร่วมกัน (6) การประเมินผล และ (7) การนำเสนอผลงาน โดยในบทความนี้ขอนำเสนอระบบ MVW เน้นจุดเด่นเรื่อง ของระบบและแนวทางในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดการนำไปใช้จริงได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย ความยั่งยืนของชุมชนแห่งการเรียนรู้เสมือนนั้นมีฐานแนวคิดจากเรื่องการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ และแหล่งทรัพยากรเสมือนที่ผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่านำสู่การเรียนรู้ที่ยั่งยืนต่อไป


หนึ่งทศวรรษทฤษฎีที่ใช้ในหลักสูตรการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้สูงอายุและเด็ก, ฐิติกาญจน์ อัศตรกุล Jan 2019

หนึ่งทศวรรษทฤษฎีที่ใช้ในหลักสูตรการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้สูงอายุและเด็ก, ฐิติกาญจน์ อัศตรกุล

Journal of Education Studies

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทฤษฎีที่ใช้อธิบายหลักสูตรการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้สูงอายุ และเด็ก ด้วยวิธีวิจัยเอกสารจากการคัดเลือกเอกสารวิชาการ ระหว่าง พ.ศ. 2550?2559 ใช้วิธีวิเคราะห์ เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ทฤษฎีที่ถูกนำมาใช้เป็นแนวคิดหลักในการอธิบายหลักสูตรการเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่างผู้สูงอายุและเด็ก แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ทฤษฎีในบริบทการมีปฏิสัมพันธ์ระดับบุคคลและกลุ่ม (ทฤษฎีทุนทางสังคม ทฤษฎีการสัมผัส ทฤษฎีการสื่อสารระหว่างวัย การสร้างพลังอำนาจ ทฤษฎีนิเวศวิทยา) และ 2) ทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาระดับบุคคล (ทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคม ทฤษฎีเกี่ยวกับความเป็น บุคคล การศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลง การเรียนรู้ตลอดชีวิต) ส่วนใหญ่ใช้อธิบายวัตถุประสงค์ เป้าหมาย แนวทางการจัดกระบวนการ การออกแบบกิจกรรม และประโยชน์ของหลักสูตร ความท้าทายของการพัฒนา องค์ความรู้นี้ คือ การสร้างทฤษฎีจากการปฏิบัติงานในพื้นที่จริงด้วยประสบการณ์ของนักปฏิบัติ เช่น ผู้จัด กิจกรรม ผู้ดำเนินหลักสูตร ซึ่งจะทำให้ทฤษฎีสามารถอธิบายหลักสูตรได้เจาะจงมากขึ้น


การพัฒนาองค์ประกอบของความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6: เทคนิคเดลฟาย, ธนิยา เยาดำ, ศิริชัย กาญจนวาสี, ปิยวรรณ วิเศษสุวรรณภูมิ Jan 2019

การพัฒนาองค์ประกอบของความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6: เทคนิคเดลฟาย, ธนิยา เยาดำ, ศิริชัย กาญจนวาสี, ปิยวรรณ วิเศษสุวรรณภูมิ

Journal of Education Studies

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบองค์ประกอบของความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เทคนิคเดลฟาย กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เชี่ยวชาญ 17 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหลักภาษา 9 คน และการสอนภาษาไทย 8 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม เกี่ยวกับองค์ประกอบของความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย ชุดที่ 1 แบบสอบถามปลายเปิด ชุดที่ 2 และ 3 แบบสอบถามปลายปิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่ามัธยฐาน ผลต่างของมัธยฐานกับฐานนิยม และพิสัยระหว่าง ควอไทล์เพื่อหาฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญ ผลการวิจัยพบว่า ความเข้าใจในการอ่านภาษาไทยมี 7 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) บอกความหมายของ คำศัพท์ที่มีความหมายตามอรรถ 2) บอกความหมายของคำศัพท์ที่มีความหมายโดยนัย 3) ระบุความหมาย ของพลความของข้อมูลที่ปรากฏ 4) ระบุความหมายของพลความของข้อมูลที่แฝงเร้น 5) ระบุใจความสำคัญ ของข้อมูลที่ปรากฏ 6) ระบุใจความสำคัญของข้อมูลที่แฝงเร้น และ 7) การตีความด้านองค์ประกอบของ ความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย 7 องค์ประกอบ ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นสอดคล้องกันในระดับมากที่สุด (Mdn = 5.00, |Mdn-Mode| = 0, IR = 0)


ผลการใช้กระบวนการเรียนการสอนโดยใช้การพัฒนาบทเรียนร่วมกันและการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการประยุกต์ทฤษฎีสู่การปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ของนิสิตชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย, ปนัฐษรณ์ จารุชัยนิวัฒน์ Jan 2019

ผลการใช้กระบวนการเรียนการสอนโดยใช้การพัฒนาบทเรียนร่วมกันและการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการประยุกต์ทฤษฎีสู่การปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ของนิสิตชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย, ปนัฐษรณ์ จารุชัยนิวัฒน์

Journal of Education Studies

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้กระบวนการเรียนการสอนโดยใช้การพัฒนาบทเรียน ร่วมกัน และการเป็นพี่เลี้ยงที่มีต่อความสามารถในการประยุกต์ทฤษฎีสู่การปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัยของนิสิตชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย กลุ่มเป้าหมาย คือ นิสิตชั้นปีที่ 3 สาขา วิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา การพัฒนา การเรียนรู้คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสำหรับเด็กปฐมวัย ภาคปลาย ปีการศึกษา 2559 จำนวน 17 คน งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยในชั้นเรียน ผู้วิจัยดำเนินการทดลองเป็นเวลา 16 สัปดาห์ โดยแบ่ง การดำเนินการทดลองเป็น 2 ระยะ และเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 4 ครั้ง โดยใช้แบบวัดความรู้ทางการสอน คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย และแบบประเมินความสามารถในการจัดประสบการณ์คณิตศาสตร์สำหรับ เด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การคำนวณหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วนำมาวิเคราะห์ ความแปรปรวนแบบวัดซํ้าที่มีปฏิสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนรวมความรู้ทางการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ของนิสิตสูงขึ้นกว่าก่อนการทดลอง 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถในการปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัยของนิสิตหลังการจัดการเรียนการสอนแบบที่ 1 และแบบที่ 2 ในแต่ละระยะการทดลอง พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนรวมจากการวัดครั้งที่ 1-4 เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง