Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2019

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 157651 - 157680 of 165367

Full-Text Articles in Entire DC Network

การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนตามแนวคิดการตั้งปัญหาและการคิดแบบฮิวริสติกส์ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, กฤษฎา วรพิน, วิชัย เสวกงาม, อัมพร ม้าคนอง Jan 2019

การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนตามแนวคิดการตั้งปัญหาและการคิดแบบฮิวริสติกส์ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, กฤษฎา วรพิน, วิชัย เสวกงาม, อัมพร ม้าคนอง

Journal of Education Studies

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ พัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการเรียน การสอนตามแนวคิดการตั้งปัญหาและการคิดแบบฮิวริสติกส์ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนตน้ การวิจัยนี้เปน็ การวิจัยและพัฒนา โดยแบง่ การวิจัย ออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนตามแนวคิดการตั้งปัญหาและการคิด แบบฮิวริสติกส์ และระยะที่ 2 การทดลองใช้กระบวนการเรียนการสอน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 80 คน และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดความสามารถ ในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชุดที่ 1 และชุดที่ 2 ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) กระบวน การเรียนการสอนนี้ใช้แนวคิดการตั้งปัญหาและการคิดแบบฮิวริสติกส์ มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 5 ขั้นตอน คือ ขั้นตั้งปัญหาเพื่อเชื่อมโยงความรู้เดิม ขั้นนำเสนอมโนทัศน์ใหม่ ขั้นเผชิญโจทย์ปัญหาและ ทำความเข้าใจปัญหา ขั้นเข้ากลุ่มเพื่อดำเนินการแก้ปัญหา และขั้นสรุปความรู้และขยายปัญหา 2) นักเรียน ที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนการสอนนี้มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ หลังการทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนที่เรียนด้วยกระบวนการเรียน การสอนนี้มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยกระบวนการเรียน การสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนากระบวนการนําครูใหม่เข้าสู่วิชาชีพโดยใช้แนวคิดการพัฒนาบทเรียนร่วมกันเป็นฐานร่วมกับการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการออกแบบการเรียนการสอน, เกรียง ฐิติจำเริญพร, ชาริณี ตรีวรัญญู, สิริพันธุ์ สุวรรณมรรคา Jan 2019

การพัฒนากระบวนการนําครูใหม่เข้าสู่วิชาชีพโดยใช้แนวคิดการพัฒนาบทเรียนร่วมกันเป็นฐานร่วมกับการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการออกแบบการเรียนการสอน, เกรียง ฐิติจำเริญพร, ชาริณี ตรีวรัญญู, สิริพันธุ์ สุวรรณมรรคา

Journal of Education Studies

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการนำครูใหม่เข้าสู่วิชาชีพโดยใช้แนวคิดการพัฒนา บทเรียนร่วมกันเป็นฐานร่วมกับการเป็นพี่เลี้ยง และศึกษาผลของกระบวนการที่มีต่อความสามารถใน การออกแบบการเรียนการสอนของครูใหม่ กรณีศึกษาเป็นครูประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่มีวุฒิการศึกษา 8 คน ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ แบบประเมิน แผนการจัดการเรียนรู้ การนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้ และการวิเคราะห์และปรับปรุงแผนการจัด การเรียนรู้เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ การสังเกตชั้นเรียน การสังเกตการสะท้อนคิดและ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการนำครูใหม่เข้าสู่วิชาชีพที่พัฒนาขึ้นมี 3 ขั้นตอน ได้แก่ การสร้าง ทีมงานและตั้งเป้าหมายร่วมกัน การเรียนรู้การออกแบบการเรียนการสอนในชั้นเรียน และการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ทางวิชาชีพในการออกแบบการเรียนการสอนและการปฏิบัติการสอน กระบวนการที่พัฒนาขึ้นส่งผล ให้ครูใหม่มีพัฒนาการด้านความสามารถในการออกแบบการเรียนการสอนสูงขึ้น ออกแบบกิจกรรม การเรียนการสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้และมีส่วนร่วมมากขึ้น เลือกใช้สื่อการสอนที่ เหมาะสมกับผู้เรียนออกแบบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้อย่างหลากหลาย และจัดการชั้นเรียนที่เอื้อ ต่อการเรียนการสอน


รู้รอบวัฒนธรรมจากห้องเรียนเสมือนจริง: การออกแบบระบบจากงานวิจัยสู่แนวปฏิบัติ, จินตวีร์ คล้ายสังข์, เขมณัฏฐ์ มิ่งศิริธรรม Jan 2019

รู้รอบวัฒนธรรมจากห้องเรียนเสมือนจริง: การออกแบบระบบจากงานวิจัยสู่แนวปฏิบัติ, จินตวีร์ คล้ายสังข์, เขมณัฏฐ์ มิ่งศิริธรรม

Journal of Education Studies

ระบบห้องเรียนเสมือนจริงสำหรับการเรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้าน (Multicultural virtual world: MVW) เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นจากงานวิจัยเรื่องระบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือน จริงเพื่อเสริมสร้างทักษะในศตวรรษที่ 21 ด้านการสื่อสารและการทำงานร่วมกันสำหรับผู้เรียนระดับ อุดมศึกษาของชุมชนวัฒนธรรมอาเซียน ผลการวิเคราะห์หาองค์ประกอบหลักด้วยวิธี EFA พบ 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) เทคนิคการสอนและสื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกัน (2) เครื่องมือติดต่อสื่อสาร (3) การเรียนรู้ ร่วมกันเป็นทีม และ (4) บทบาทหน้าที่ จากนั้นนำผลที่ได้ไปออกแบบพัฒนาและทดลองใช้ตามกระบวน การวิจัยและพัฒนา (R&D) สรุปขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้ในระบบห้องเรียนเสมือนจริงมี 7 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การเตรียมความพรอ้ ม (2) การกำหนดประเดน็ ปญั หาหรือหัวขอ้ ที่จะศึกษา (3) การตั้งกฎกตกิ า มารยาท การทำงานร่วมกัน (4) การศึกษาข้อมูลร่วมกันและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (5) การสร้างชิ้นงานร่วมกัน (6) การประเมินผล และ (7) การนำเสนอผลงาน โดยในบทความนี้ขอนำเสนอระบบ MVW เน้นจุดเด่นเรื่อง ของระบบและแนวทางในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดการนำไปใช้จริงได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย ความยั่งยืนของชุมชนแห่งการเรียนรู้เสมือนนั้นมีฐานแนวคิดจากเรื่องการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ และแหล่งทรัพยากรเสมือนที่ผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่านำสู่การเรียนรู้ที่ยั่งยืนต่อไป


หนึ่งทศวรรษทฤษฎีที่ใช้ในหลักสูตรการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้สูงอายุและเด็ก, ฐิติกาญจน์ อัศตรกุล Jan 2019

หนึ่งทศวรรษทฤษฎีที่ใช้ในหลักสูตรการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้สูงอายุและเด็ก, ฐิติกาญจน์ อัศตรกุล

Journal of Education Studies

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทฤษฎีที่ใช้อธิบายหลักสูตรการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้สูงอายุ และเด็ก ด้วยวิธีวิจัยเอกสารจากการคัดเลือกเอกสารวิชาการ ระหว่าง พ.ศ. 2550?2559 ใช้วิธีวิเคราะห์ เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ทฤษฎีที่ถูกนำมาใช้เป็นแนวคิดหลักในการอธิบายหลักสูตรการเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่างผู้สูงอายุและเด็ก แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ทฤษฎีในบริบทการมีปฏิสัมพันธ์ระดับบุคคลและกลุ่ม (ทฤษฎีทุนทางสังคม ทฤษฎีการสัมผัส ทฤษฎีการสื่อสารระหว่างวัย การสร้างพลังอำนาจ ทฤษฎีนิเวศวิทยา) และ 2) ทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาระดับบุคคล (ทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคม ทฤษฎีเกี่ยวกับความเป็น บุคคล การศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลง การเรียนรู้ตลอดชีวิต) ส่วนใหญ่ใช้อธิบายวัตถุประสงค์ เป้าหมาย แนวทางการจัดกระบวนการ การออกแบบกิจกรรม และประโยชน์ของหลักสูตร ความท้าทายของการพัฒนา องค์ความรู้นี้ คือ การสร้างทฤษฎีจากการปฏิบัติงานในพื้นที่จริงด้วยประสบการณ์ของนักปฏิบัติ เช่น ผู้จัด กิจกรรม ผู้ดำเนินหลักสูตร ซึ่งจะทำให้ทฤษฎีสามารถอธิบายหลักสูตรได้เจาะจงมากขึ้น


การพัฒนาองค์ประกอบของความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6: เทคนิคเดลฟาย, ธนิยา เยาดำ, ศิริชัย กาญจนวาสี, ปิยวรรณ วิเศษสุวรรณภูมิ Jan 2019

การพัฒนาองค์ประกอบของความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6: เทคนิคเดลฟาย, ธนิยา เยาดำ, ศิริชัย กาญจนวาสี, ปิยวรรณ วิเศษสุวรรณภูมิ

Journal of Education Studies

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบองค์ประกอบของความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เทคนิคเดลฟาย กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เชี่ยวชาญ 17 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหลักภาษา 9 คน และการสอนภาษาไทย 8 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม เกี่ยวกับองค์ประกอบของความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย ชุดที่ 1 แบบสอบถามปลายเปิด ชุดที่ 2 และ 3 แบบสอบถามปลายปิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่ามัธยฐาน ผลต่างของมัธยฐานกับฐานนิยม และพิสัยระหว่าง ควอไทล์เพื่อหาฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญ ผลการวิจัยพบว่า ความเข้าใจในการอ่านภาษาไทยมี 7 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) บอกความหมายของ คำศัพท์ที่มีความหมายตามอรรถ 2) บอกความหมายของคำศัพท์ที่มีความหมายโดยนัย 3) ระบุความหมาย ของพลความของข้อมูลที่ปรากฏ 4) ระบุความหมายของพลความของข้อมูลที่แฝงเร้น 5) ระบุใจความสำคัญ ของข้อมูลที่ปรากฏ 6) ระบุใจความสำคัญของข้อมูลที่แฝงเร้น และ 7) การตีความด้านองค์ประกอบของ ความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย 7 องค์ประกอบ ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นสอดคล้องกันในระดับมากที่สุด (Mdn = 5.00, |Mdn-Mode| = 0, IR = 0)


ผลการใช้กระบวนการเรียนการสอนโดยใช้การพัฒนาบทเรียนร่วมกันและการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการประยุกต์ทฤษฎีสู่การปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ของนิสิตชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย, ปนัฐษรณ์ จารุชัยนิวัฒน์ Jan 2019

ผลการใช้กระบวนการเรียนการสอนโดยใช้การพัฒนาบทเรียนร่วมกันและการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการประยุกต์ทฤษฎีสู่การปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ของนิสิตชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย, ปนัฐษรณ์ จารุชัยนิวัฒน์

Journal of Education Studies

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้กระบวนการเรียนการสอนโดยใช้การพัฒนาบทเรียน ร่วมกัน และการเป็นพี่เลี้ยงที่มีต่อความสามารถในการประยุกต์ทฤษฎีสู่การปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัยของนิสิตชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย กลุ่มเป้าหมาย คือ นิสิตชั้นปีที่ 3 สาขา วิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา การพัฒนา การเรียนรู้คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสำหรับเด็กปฐมวัย ภาคปลาย ปีการศึกษา 2559 จำนวน 17 คน งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยในชั้นเรียน ผู้วิจัยดำเนินการทดลองเป็นเวลา 16 สัปดาห์ โดยแบ่ง การดำเนินการทดลองเป็น 2 ระยะ และเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 4 ครั้ง โดยใช้แบบวัดความรู้ทางการสอน คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย และแบบประเมินความสามารถในการจัดประสบการณ์คณิตศาสตร์สำหรับ เด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การคำนวณหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วนำมาวิเคราะห์ ความแปรปรวนแบบวัดซํ้าที่มีปฏิสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนรวมความรู้ทางการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ของนิสิตสูงขึ้นกว่าก่อนการทดลอง 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถในการปฏิบัติการสอนคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัยของนิสิตหลังการจัดการเรียนการสอนแบบที่ 1 และแบบที่ 2 ในแต่ละระยะการทดลอง พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนรวมจากการวัดครั้งที่ 1-4 เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถในการถ่ายโยงองค์ความรู้ทางศิลปะ ของนักศึกษาศิลปศึกษา, ประไพลิน จันทน์หอม, โสมฉาย บุญญานันต์, ดวงกมล ไตรวิจิตรคุณ Jan 2019

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถในการถ่ายโยงองค์ความรู้ทางศิลปะ ของนักศึกษาศิลปศึกษา, ประไพลิน จันทน์หอม, โสมฉาย บุญญานันต์, ดวงกมล ไตรวิจิตรคุณ

Journal of Education Studies

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความ สามารถในการถ่ายโยงองค์ความรู้ทางศิลปะของนักศึกษาศิลปศึกษา 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัด การเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ซึ่งผลการพัฒนารูปแบบ ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ขั้นตอนการจัด การเรียนรู้ และการประเมินความสามารถในการถ่ายโยงองค์วามรู้ทางศิลปะก่อนและหลังใช้ รูปแบบ เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาศิลปศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ จำนวน 30 คน จับคู่คะแนนผลการเรียนแล้วสุ่มแบ่งนักศึกษาเป็น 2 กลุ่ม โดยใช้รูปแบบวิจัยแบบ สลับ-วัดซํ้า ทำการทดสอบนักศึกษาก่อนเรียน ดำเนินการสอนตามรูปแบบกับกลุ่มทดลองก่อนแล้ว ทดสอบนักศึกษาทั้งหมด โดยนำผลการสอนรอบแรกมาปรับปรุงการสอนรอบที่ 2 กับนักศึกษา กลุ่มควบคุม แล้วทดสอบหลังเรียนกับนักศึกษาทั้งหมด ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ได้ข้อสรุปดังนี้ 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นสามารถพัฒนา ความสามารถในการถ่ายโยงองค์ความรู้ทางศิลปะของนักศึกษาศิลปศึกษาให้เพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 2) การปรับปรุงการสอนตามรูปแบบ รอบที่ 2 ไม่ได้ทำให้ผู้เรียนมีการพัฒนามากกว่ากลุ่ม แรกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3) รูปแบบ ที่พัฒนาขึ้นทำให้นักศึกษากลุ่มแรกมีความคงทนในการเรียนรู้


การพัฒนากรอบมาตรฐานหลักสูตรการอ่านภาษาไทยเชิงธุรกิจสำหรับชาวต่างชาติ, พรรัตน์ ถิระนันท์, อลิศรา ชูชาติ, ฤดีรัตน์ ชุษณะโชติ Jan 2019

การพัฒนากรอบมาตรฐานหลักสูตรการอ่านภาษาไทยเชิงธุรกิจสำหรับชาวต่างชาติ, พรรัตน์ ถิระนันท์, อลิศรา ชูชาติ, ฤดีรัตน์ ชุษณะโชติ

Journal of Education Studies

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากรอบมาตรฐานหลักสูตรการอ่านภาษาไทยเชิงธุรกิจ สำหรับชาวต่างชาติ กรอบมาตรฐานหลักสูตรฉบับนี้พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตร การอ่านภาษาไทยเชิงธุรกิจสำหรับนักธุรกิจชาวต่างชาติ โดยเริ่มจากการสำรวจความต้องการจำเป็นของ การอ่านภาษาไทยเชิงธุรกิจของนักธุรกิจชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทยจำนวน 15 คนและผู้เชี่ยวชาญ ด้านการสอนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศจำนวน 7 คน และการศึกษาแนวคิดการพัฒนามาตรฐาน การอ่านภาษาไทยเชิงธุรกิจสำหรับชาวต่างชาติ ทั้งนี้เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ แบบมีโครงสร้าง และแบบประเมินเกี่ยวกับคุณภาพของมาตรฐานการอ่านภาษาไทยเชิงธุรกิจ ผลการวิจัยได้กรอบมาตรฐานหลักสูตรการอ่านภาษาไทยเชิงธุรกิจสำหรับชาวต่างชาติ ประกอบด้วยมาตรฐานการเรียนรู้ 3 มาตรฐาน 8 ตัวชี้วัด ดังนี้ มาตรฐาน 1 การอ่านเพื่อให้ได้ข้อมูล ข่าวสาร และความคิดในเรื่องต่าง ๆ ประกอบด้วยตัวชี้วัด 3 ตัวชี้วัด มาตรฐาน 2 การอ่านเพื่อเข้าถึงวัฒนธรรม การสื่อสารในการทำงาน ประกอบด้วยตัวชี้วัด 3 ตัวชี้วัด และมาตรฐาน 3 การอ่านเพื่อการปฏิบัติงานและ การตัดสินใจทางธุรกิจ ประกอบด้วยตัวชี้วัด 2 ตัวชี้วัด แต่ละมาตรฐานประกอบด้วยตัวชี้วัดความสามารถ ผู้เรียนที่จำแนกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง


การศึกษาการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของนักวิจัยไทยและนิสิต-นักศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทย ในการวิจัยเชิงปริมาณทางด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ การโรงแรม การท่องเที่ยว และอื่น ๆ, เพ็ญพิมพ์ พวงสุวรรณ, ละเอียด ศิลาน้อย, ชำนาญ ศรีสวัสดิ์, ผกามาศ ชัยรัตน์ Jan 2019

การศึกษาการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของนักวิจัยไทยและนิสิต-นักศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทย ในการวิจัยเชิงปริมาณทางด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ การโรงแรม การท่องเที่ยว และอื่น ๆ, เพ็ญพิมพ์ พวงสุวรรณ, ละเอียด ศิลาน้อย, ชำนาญ ศรีสวัสดิ์, ผกามาศ ชัยรัตน์

Journal of Education Studies

การศึกษาครั้งนี้พบว่า งานวิจัยร้อยละ 26.23% ไม่บอกที่มาของตัวเลขขนาดของกลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้และงานวิจัยร้อยละ 48.36 ใช้สูตรคำนวณขนาดของกลุ่มตัวอย่าง (ซึ่งในจำนวนนี้ร้อยละ 76.27 ใช้สูตร ที่ผิดพลาด) นอกจากนี้งานวิจัยอีกร้อยละ 25.41 ใช้ตารางสำเร็จรูปในการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง (ซึ่งปรากฏว่าใช้ตารางสำเร็จรูปอย่างผิดพลาดทั้งหมด) ความผิดพลาดที่พบคือ งานวิจัยที่ทำการศึกษา ค่าเฉลี่ยประชากร (ซึ่งจะได้ผลลัพธ์เป็นค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็นคำตอบ) กลับนำเอาสูตรของ ยามาเน่มาใช้มากถึงร้อยละ 73.33 รองลงมาเป็นการใช้สูตรของโคแครนและสูตรของกัลยา วานิชย์บัญชาใน ส่วนที่ออกแบบไว้เพื่อการศึกษาสัดส่วนประชากร และสูตรของเคร็จซี่แอนด์มอร์แกนร้อยละ 13.33, 8.88 และ 4.44 ตามลำดับซึ่งถือว่าผิดพลาดเพราะสูตรดังกล่าวเป็นสูตรที่ใช้คำนวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างเพื่อ การศึกษาสัดส่วนประชากร (ซึ่งจะได้ผลลัพธ์เป็นจำนวน ความถี่ ร้อยละ สัดส่วน) และกรณีใช้ตารางสำเร็จรูป กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างเพื่อการศึกษาค่าเฉลี่ยประชากรพบว่าร้อยละ 74.19 นำเอาตารางสำเร็จรูป ของเคร็จซี่แอนด์มอร์แกนมาใช้งาน ร้อยละ 25.81 นำเอาตารางสำเร็จรูปของยามาเน่มาใช้งานซึ่งเป็น การใช้สูตรผิดประเภทของการศึกษาวิจัยดังกล่าว


การคิดเชิงศาสตร์การสอนที่สะท้อนถึงความรู้ครู: พหุกรณีศึกษาครูโรงเรียนสาธิต ในระดับประถมศึกษา จังหวัดกรุงเทพมหานคร, ภาวิณี โสธายะเพ็ชร Jan 2019

การคิดเชิงศาสตร์การสอนที่สะท้อนถึงความรู้ครู: พหุกรณีศึกษาครูโรงเรียนสาธิต ในระดับประถมศึกษา จังหวัดกรุงเทพมหานคร, ภาวิณี โสธายะเพ็ชร

Journal of Education Studies

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภูมิหลังของการมาเป็นครูและ การคิดเชิงศาสตร์การสอนที่สะท้อนถึงความรู้ครู โดยใช้การศึกษาแบบพหุกรณี จำนวน 8 คนจาก โรงเรียนสาธิต ทั้ง 3 แห่ง ใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างและการสัมภาษณ์ด้วยวิธี การหวนระลึกได้จากการกระตุ้นจากวิดีโอ (Video stimulated recall interviews) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ การวิเคราะห์ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณจากการสัมภาษณ์วิเคราะห์ ด้วยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ จะถูกนำเสนอด้วยการใช้แผนภาพประกอบการอธิบาย ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่า การประทับใจครูในสมัยเมื่อตนเองเป็น นักเรียนเป็นแรงบันดาลใจให้ครูผู้เป็นกรณีศึกษาก้าวเข้าสู่วิชาชีพครู รวมทั้งมีความรักและภูมิใจในวิชาชีพครู อย่างมาก 2) ผลการสังเคราะห์การคิดเชิงศาสตร์การสอนที่สะท้อนถึงความรู้ของครู พบว่า ความรู้ครูที่ถูก สะท้อนออกมามากที่สุดคือ ความรู้ในการสอน (PK) และ ความรู้ด้านศาสตร์การสอนทั่ว ๆ ไป (GPK) ตามการสะท้อนของครูรายบุคคลและรายโรงเรียน สำหรับตามรายวิชา พบว่า วิชาคณิตศาสตร์และ วิทยาศาสตร์ ความรู้ในการสอน (PK) ถูกสะท้อนออกมามากที่สุดในการจัดการเรียนการสอน สำหรับวิชา ภาษาอังกฤษ ครูผู้สอนทั้ง 3 คนสะท้อนความรู้ครูอย่างแตกต่างหลากหลาย


แนวคิดในการไตร่ตรองการสอนสำหรับนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพ, ยุรวัฒน์ คล้ายมงคล Jan 2019

แนวคิดในการไตร่ตรองการสอนสำหรับนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพ, ยุรวัฒน์ คล้ายมงคล

Journal of Education Studies

การไตร่ตรองการสอน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้และแนวคิดในการไตร่ตรองการสอนสำหรับนิสิต ฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สังเคราะห์ข้อมูลการคิดไตร่ตรอง ของ John Dewey การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ ของ David Kolb การปฏิบัติอย่างไตร่ตรองของ Donald Sch?n กรอบแนวคิดใหม่สำหรับการคิด ไตร่ตรองในการพัฒนาครูก่อนประจำการของ LaBoskey การอธิบายการเรียนรู้ในการคิดไตร่ตรอง ของ Moon แนวคิดจากพจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ร่วมสมัย และแนวคิดของทิศนา แขมมณี ได้เป็นแนวคิดในการไตร่ตรองการสอนสำหรับนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพ 4 ขั้นตอนคือ ขั้นทบทวน ขั้นตรวจสอบ ขั้นทำความเข้าใจหาเหตุผล และขั้นพัฒนาปรับปรุง


Foreword (From The Volume Editor), Mariusz Szyrski Jan 2019

Foreword (From The Volume Editor), Mariusz Szyrski

internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation)

from the Volume Editor


Report On The Second Congress Of Local Energetics, Mariusz Szyrski Jan 2019

Report On The Second Congress Of Local Energetics, Mariusz Szyrski

internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation)

Congress of January 21, 2019.


Entire Issue Vol. 8 No. 1 Jan 2019

Entire Issue Vol. 8 No. 1

internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation)

Vol. 8(1)


Entire Issue Vol. 8 No. 2 Jan 2019

Entire Issue Vol. 8 No. 2

internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation)

Vol. 8(2)


Entire Issue Vol. 8 No. 3 Jan 2019

Entire Issue Vol. 8 No. 3

internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation)

Vol. 8(3)


Will We Face Changes Of Approaches To Vertical Restraints (From The Volume Editor) Jan 2019

Will We Face Changes Of Approaches To Vertical Restraints (From The Volume Editor)

internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation)

From the Volume Editor.


Entire Issue Vol. 8 No. 4 Jan 2019

Entire Issue Vol. 8 No. 4

internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation)

Vol. 8(4)


Institutional Framework Of Competition Law System (From The Volume Editors), Maciej Bernatt, Magdalena Gniadzik Jan 2019

Institutional Framework Of Competition Law System (From The Volume Editors), Maciej Bernatt, Magdalena Gniadzik

internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation)

From the volume editors.


Entire Issue Vol. 8 No. 6 Jan 2019

Entire Issue Vol. 8 No. 6

internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation)

Vol. 8(6)


About The Law On Bonds And Its Amendments (From The Volume Editors), Angelina Stokłosa, Szymon Syp Jan 2019

About The Law On Bonds And Its Amendments (From The Volume Editors), Angelina Stokłosa, Szymon Syp

internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation)

From the volume editors.


Entire Issue Vol. 8 No. 7 Jan 2019

Entire Issue Vol. 8 No. 7

internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation)

Vol. 8(7)


Jurisdiction Over Claims For Damages Caused By Competition Law Infringements – Conclusions In The Light Of The Cjeu Judgment Of 29 July 2019 In Case C-451/18 Tibor-Trans V Daf Trucks, Aleksandra Mariak Jan 2019

Jurisdiction Over Claims For Damages Caused By Competition Law Infringements – Conclusions In The Light Of The Cjeu Judgment Of 29 July 2019 In Case C-451/18 Tibor-Trans V Daf Trucks, Aleksandra Mariak

internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation)

The article addresses the issue of jurisdiction over claims for damages caused by an infringement of competition law. The paper examines the case-law of the CJEU regarding the application of special jurisdiction stated in Art. 7(2) Regulation 1215/12 in private enforcement cases, with a particular focus on the judgment in case C-451/18 Tibor-Trans. This analysis has shown that the case-law is not yet settled, as the interpretation of the place where the damage arising from competition law violation took place is determined on a case-by-case basis. The judgment in the Tibor-Trans case provided further clarifications in this regard by stating …


Passenger Platforms As A Part Of The Railway Infrastructure. Cjeu Judgment Of 10 July 2019 In Case C-210/18 Westbahn Management Gmbh V Öbb-Infrastruktur Ag, Iwona Miedzińska Jan 2019

Passenger Platforms As A Part Of The Railway Infrastructure. Cjeu Judgment Of 10 July 2019 In Case C-210/18 Westbahn Management Gmbh V Öbb-Infrastruktur Ag, Iwona Miedzińska

internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation)

The purpose of this article is to discuss the judgment of the CJEU of 10 July 2019 in case C-210/18 WESTbahn Management GmbH. In this judgment, the Court stated that the passenger platforms referred to in Annex I to Directive 2012/34/EU of the European Parliament and of the Council establishing a single European railway area (recast) are part of the railway infrastructure, and therefore their use is included in the minimum access package. The classification of a platform infrastructure as part of the railway infrastructure or service infrastructure facility is important in the context of the principles of charging rail …


Entire Issue Vol. 8 No. 8 Jan 2019

Entire Issue Vol. 8 No. 8

internetowy Kwartalnik Antymonopolowy i Regulacyjny (internet Quarterly on Antitrust and Regulation)

Vol. 8(8)


กระบวนการออกแบบหนังสือดอกไม้ด้วยวิธีการนิเทศศิลป์โดยปรับใช้เทคนิคงานตอกกระดาษของจังหวัดสงขลา, พรรณี วิรุณานนท์ Jan 2019

กระบวนการออกแบบหนังสือดอกไม้ด้วยวิธีการนิเทศศิลป์โดยปรับใช้เทคนิคงานตอกกระดาษของจังหวัดสงขลา, พรรณี วิรุณานนท์

Journal of Education Studies

งานวิจัยเชิงสร้างสรรค์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนากระบวนการออกแบบหนังสือศิลปะด้วยวิธีการนิเทศศิลป์โดยปรับใช้งานตอกกระดาษพื้นบ้านภาคใต้ของจังหวัดสงขลาและ (2) จัดทําและนําเสนอหนังสือดอกไม้ตามกระบวนการที่พัฒนาขึ้น โดยแนวคิดที่ใช้ในการออกแบบ คือ “การซ้ํากันและ การสะท้อนกัน” ผลของการสร้างสรรค์ศิลปะ-วิจัยครั้งนี้ ได้เป็น (1) กระบวนการออกแบบหนังสือดอกไม้โดยใช้วิธีการนิเทศศิลป์ที่ปรับใช้เทคนิคงานตอกกระดาษจังหวัดสงขลา ซึ่งมี 3 ขั้นตอนหลัก คือ 1) การสร้างแรงบันดาลใจจากศิลปะไทย 2) การศึกษาและพัฒนาทักษะงานช่างและลวดลายไทย และ 3) กระบวนการออกแบบและการวางจัดหนังสือดอกไม้ และ (2) ชุดของหนังสือดอกไม้ 33 เล่ม และแบบการนําเสนอ ทั้งนี้ดอกไม้ที่ใช้เป็นต้นแบบของหนังสือ จํานวนหนังสือ และต้นแบบของการจัดวางหนังสือดอกไม้ที่พัฒนาขั้นตามกระบวนการ คือ ดอกไม้ในวรรณคดีไทย ที่นับเป็นศิลปะไทยอีกแขนงหนึ่ง


รูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนเรียนรวมระดับประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ยงยุทธ สิมสีพิมพ์, สมคิด สร้อยน้ำ, นวัตกร หอมสิน Jan 2019

รูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนเรียนรวมระดับประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ยงยุทธ สิมสีพิมพ์, สมคิด สร้อยน้ำ, นวัตกร หอมสิน

Journal of Education Studies

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิผล และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนเรียนรวม 2) ตรวจสอบความสอดคล้องของรูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนเรียนรวมกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) ศึกษาอิทธิพลทางตรง อิทธิพลทางอ้อม และอิทธิพลรวมของปัจจัยต่อประสิทธิผลของโรงเรียนเรียนรวม ตัวอย่างคือ ผู้อํานวยการโรงเรียนเรียนรวม จํานวน 572 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเบ้ ความโด่ง การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์การกระจาย การวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และโปรแกรมลิสเรล 8.72 ผลการวิจัย พบว่า 1) ประสิทธิผลและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนเรียนรวมมีค่าเฉลี่ยระดับมาก (M = 4.16) 2) รูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนเรียนรวมสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (X = 51.32 df = 38, p = 0.073, GFI =0.99, AGFI = 0.96, RMSEA = 0.025, SRMR = 0.015, CN = 664.52) และ 3) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อโรงเรียนเรียนรวม 1) ปัจจัยที่มีอิทธิพลทางตรง คือ การจัดการทรัพยากรองค์การ บรรยากาศองค์การของสถานศึกษาคุณลักษณะของบุคลากร และภาวะผู้นําของผู้บริหาร 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลทางอ้อม คือ ภาวะผู้นําของผู้บริหาร มีอิทธิพลทางอ้อมผ่านการจัดการทรัพยากรองค์การ และบรรยากาศองค์การของสถานศึกษา และ 3) ปัจจัยที่มีอิทธิพลรวม คือ ภาวะผู้นําของผู้บริหาร การจัดการทรัพยากรองค์การ บรรยากาศองค์การของสถานศึกษา และคุณลักษณะของบุคลากร


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิดทฤษฎีสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Stad ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์, เสรี คําอั่น, กิรณา จิรโชติเดโช Jan 2019

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิดทฤษฎีสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Stad ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์, เสรี คําอั่น, กิรณา จิรโชติเดโช

Journal of Education Studies

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ประสิทธิภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิดทฤษฎีสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องเซตตามเกณฑ์ 75/75 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตามแนวคิดทฤษฎีสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ตามแนวคิดทฤษฎีสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคําแหง จํานวน 31 คน โดยใช้การสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ 2) แบบสอบถามความพึงพอใจ ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ตามแนวคิดทฤษฎีสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องเซต มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.84/75.482) นักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ .01 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD มีคะแนนรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับดีมาก


การศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุทธิปัญญาและแนวคิดการวางแผนยุทธศาสตร์ชีวิต เพื่อเสริมสร้างการกำกับตนเองและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสุขศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในจังหวัดบุรีรัมย์, อดิศร บาลโสง, วลัย อิศรางกูร ณ อยุธยา, อัมพร ม้าคนอง Jan 2019

การศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุทธิปัญญาและแนวคิดการวางแผนยุทธศาสตร์ชีวิต เพื่อเสริมสร้างการกำกับตนเองและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสุขศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในจังหวัดบุรีรัมย์, อดิศร บาลโสง, วลัย อิศรางกูร ณ อยุธยา, อัมพร ม้าคนอง

Journal of Education Studies

การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุทธิปัญญาและแนวคิดการวางแผนยุทธศาสตร์ชีวิต เพื่อเสริมสร้างการกํากับตนเองและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสุขศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 2) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอน โดยศึกษากลุ่มเดียววัดหลายครั้งแบบอนุกรมเวลา ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จํานวน 23 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาสุขศึกษา จํานวน 20 สัปดาห์ ๆ ละ 1 ชั่วโมง เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบวัดการกํากับตนเอง ที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.90-1.00 ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค = 95 2) แบบทดสอบความรู้รายวิชาสุขศึกษา ที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.80-1.00 ค่า KR-20 = .89 ค่าความยาก 0.43-0.70 ค่าอํานาจจําแนก 0.20-0.37 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการเรียนการสอนมีองค์ประกอบหลัก 5 ขั้น คือ 1) สร้างความสนใจ 2) คาดการณ์ล่วงหน้า 3) วางแผนยุทธศาสตร์ 4) ปฏิบัติให้สําเร็จ และ 5) สะท้อนผลงาน และมีประสิทธิผล คือ 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการกํากับตนเองของกลุ่มตัวอย่างมีพัฒนาการสูงขึ้น ร้อยละ 2.98 โดยหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสุขศึกษา หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การวิเคราะห์และสังเคราะห์ปรัชญา แนวคิด และหลักการของการศึกษาตลอดชีวิต เพื่อการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้, อาชัญญา รัตนอุบล Jan 2019

การวิเคราะห์และสังเคราะห์ปรัชญา แนวคิด และหลักการของการศึกษาตลอดชีวิต เพื่อการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้, อาชัญญา รัตนอุบล

Journal of Education Studies

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพที่มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ สังเคราะห์ และนําเสนอปรัชญา แนวคิดและหลักการของการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ดําเนินการวิจัยด้วยการวิเคราะห์เอกสารและการประชุมสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อประเมินผลข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ปรัชญาของการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้มี 4 ข้อ ประกอบด้วย 1. ความเชื่อว่าชุมชนและบุคคลมีศักยภาพ 2. หัวใจของการเปลี่ยนแปลงคือการเรียนรู้ 3. การเรียนรู้ที่มีคุณค่าคือ การเรียนรู้ตามความต้องการ 4. การเรียนรู้ของชุมชนเกิดขึ้นด้วยกลไกการขับเคลื่อนของชุมชนเพื่อพัฒนาชุมชน แนวคิดของการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้มี 4 แนวคิดประกอบด้วย 1. บุคคลมีความเท่าเทียมในการเรียนรู้ด้วยตนเองและเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน 2. บุคคลสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองโดยใช้วิธีและรูปแบบการเรียนรู้ของตนเอง 3. การเรียนรู้และกิจกรรมการเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่ของชุมชน 4. การเรียนรู้ต้องสามารถตอบสนองความต้องการของบุคคลโดยไม่ขัดแย้งกับวัฒนธรรมของชุมชนและสังคม หลักการของการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้มี 6 หลักการ ประกอบด้วย 1. หลักการเรียนรู้ ได้แก่ มีการศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ เรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม และเรียนรู้อย่างเรียบง่าย สอดคล้องกับธรรมชาติในชุมชน 2. หลักการด้านประโยชน์ตอบแทน ได้แก่ ชุมชนต้องได้รับประโยชน์จาก การแลกเปลี่ยนของบุคคลซึ่งเห็นประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก 3. หลักการคิดและลงมือทํา ได้แก่ ชุมชนเรียนรู้การแก้ปัญหาด้วยการมองเห็นภาพปัญหาควบคู่ไปกับการคิดอย่างเป็นองค์รวม มีการลงมือปฏิบัติจริงที่ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างเป็นลําดับขั้นตอน 4. หลักการความเป็นผู้นํา ได้แก่ มีผู้ปฏิบัติที่เป็นต้นแบบของการเรียนรู้ 5. หลักการสื่อสารได้แก่ การทําความเข้าใจเพื่อนําไปสู่การเรียนรู้ร่วมกัน และ 6. หลักการระเบิดจากภายใน ได้แก่ การสร้างภูมิต้านทานที่เข้มแข็งภายในชุมชนก่อนที่จะนําความเจริญจากภายนอกเข้ามา