Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (22830)
- Arts and Humanities (18258)
- Education (17543)
- Medicine and Health Sciences (15442)
- Law (13587)
-
- Life Sciences (12524)
- Physical Sciences and Mathematics (11786)
- Engineering (8953)
- Higher Education (6920)
- Business (6247)
- Sociology (3828)
- Psychology (3772)
- History (3423)
- Medical Specialties (3333)
- Religion (3241)
- Biology (3206)
- Library and Information Science (3167)
- Computer Sciences (2925)
- Communication (2781)
- Animal Sciences (2557)
- Public Health (2413)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2304)
- Nursing (2136)
- Creative Writing (1960)
- Physics (1756)
- Economics (1742)
- Zoology (1717)
- Music (1690)
- Educational Administration and Supervision (1683)
- English Language and Literature (1682)
- Institution
-
- U.S. Naval War College (6850)
- Brigham Young University (3603)
- Georgia Southern University (3508)
- University of Nebraska - Lincoln (3170)
- Utah State University (2827)
-
- Purdue University (2764)
- University of South Florida (2662)
- Ohio University (2639)
- Chulalongkorn University (2345)
- University of Mississippi (2136)
- University of Montana (2067)
- City University of New York (CUNY) (1990)
- University of New Hampshire (1875)
- Louisiana State University (1790)
- University of Alabama at Birmingham (1771)
- University of Kentucky (1749)
- Morehead State University (1699)
- Ministry of Higher and Secondary Specialized Education of the Republic of Uzbekistan (1683)
- Walden University (1674)
- University of Dayton (1648)
- University of Plymouth (1438)
- University of New Mexico (1379)
- UIdaho Law (1355)
- Singapore Management University (1341)
- Portland State University (1339)
- TÜBİTAK (1335)
- Liberty University (1247)
- Western Kentucky University (1228)
- Villanova University Charles Widger School of Law (1223)
- East Tennessee State University (1215)
- Keyword
-
- The U.S. Naval War College (3830)
- Georgia Southern University (2294)
- Book Review (1818)
- Education (1103)
- Agriculture (784)
-
- Book review (752)
- Athletics News (751)
- Athletics Department (720)
- Newsletter (717)
- Book reviews (685)
- News Releases (628)
- History (616)
- Natural resources (591)
- Historical resources (556)
- Early California maps (541)
- Young Adult (511)
- Gender (505)
- Humans (505)
- English (497)
- Excellent (476)
- Leadership (476)
- Technology (468)
- Poetry (462)
- Primary (462)
- United States (447)
- Undergraduate (440)
- Higher education (431)
- Media (425)
- China (415)
- Intermediate (409)
- Publication
-
- Naval War College Review (6821)
- Theses and Dissertations (3662)
- Faculty Publications (2134)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (1664)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1572)
-
- Electronic Theses and Dissertations (1558)
- All Forum Articles (1421)
- Roger W. Barbour Slide Collection (1388)
- University of Montana Course Syllabi (1316)
- Browse All News (1237)
- 2018 Decisions (1126)
- Open Access Publications (1107)
- OHIO News Articles Archive (1105)
- Children's Book and Media Review (1101)
- Athletics: News & Publications (1062)
- Dissertations (940)
- Not Reported (845)
- Faculty Scholarship (838)
- Defensive Publications Series (810)
- UNH Today Archive (784)
- Publications and Research (763)
- Open Access Dissertations (757)
- University of Mississippi News (747)
- Articles (739)
- Honors Theses (691)
- Fall 2018 (635)
- Master's Theses (617)
- International Nursing Research Congress (INRC) (604)
- ETSU News (593)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (578)
- Publication Type
Articles 164641 - 164670 of 170090
Full-Text Articles in Entire DC Network
การศึกษาประสิทธิภาพของยา จากการเปลี่ยนยาทีโนโฟเวียร์ เป็นยา อะบาคาเวียร์เปรียบเทียบกับยาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ ในผู้ป่วย ติดเชื้อเอชไอวี ที่มีภาวะไตเสื่อมจากยาทีโนโฟเวียร์ ที่ 24 สัปดาห์: การวิจัยแบบสุ่ม แบบเปิด และศึกษาไปข้างหน้าหลายศูนย์, นพพร ส่งอำไพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาและความสำคัญ: ยาต้านไวรัสเอชไอวีที่มีส่วนประกอบของยาทีโนโฟเวียร์ ไดโซพรอกซิล ฟูมาเรท (Tenofovir Disoproxil Fumarate: TDF) ทำให้เกิดการทำงานของไตบกพร่อง และนำไปสู่การหยุดยาทีโนโฟเวียร์ สูตรยาทดแทนในผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่องคือ สูตรยาที่มียาอะบาคาเวียร์เป็นส่วนประกอบ หรือสูตรยาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ เป็นต้น แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการเปลี่ยนยาทีโนโฟเวียร์เป็นยาอะบาคาเวียร์กับยาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ ในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่มีการทำงานของไตบกพร่องจากยาทีโนโฟเวียร์ ผู้ป่วยและวิธีวิจัย: การวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่ม แบบเปิด และศึกษาไปข้างหน้า ศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของยาจากการเปลี่ยนยาทีโนโฟเวียร์เป็นยาอะบาคาเวียร์กับยาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ ในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่มีการทำงานของไตบกพร่องจากยาทีโนโฟเวียร์ ที่ 24 สัปดาห์ โดยศึกษาในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับยาต้านไวรัสและมีปริมาณไวรัสน้อยกว่า 40 ตัวต่อลูกบาศก์มิลลิลิตร และมีการทำงานของท่อไตส่วนต้นบกพร่องจากยาทีโนโฟเวียร์ และ/หรือมีการลดลงของอัตราการกรองที่ไตมากกว่าร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับก่อนได้รับยาทีโนโฟเวียร์ ผู้ป่วยจะได้รับการสุ่มเลือกเปลี่ยนเป็นยาอะบาคาเวียร์ซึ่งประกอบด้วย ยาสูตรผสมอะบาคาเวียร์ 600 มิลิกรัม กับลามิวูดีน 300 มิลลิกรัม (Kivexa ®,ABC/3TC) รับประทาน 1 เม็ด วันละ 1 ครั้ง ร่วมกับยาเอฟฟาไวเรนซ์ 600 มิลลิกรัม(EFV, 600) รับประทาน 1 เม็ดวันละ 1 ครั้ง หรือเปลี่ยนเป็นยาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ ซึ่งประกอบด้วยยา ยาโลพินาเวียร์ 200 มิลลิกรัม/ริโทนาเวียร์ 50 มิลลิกรัม (Kaletra®, LPV/r) รับประทาน 2 เม็ด ทุก 12 ชั่วโมง หรือ ยาโลพินาเวียร์ 100 มิลลิกรัม/ริโทนาเวียร์ 25 มิลลิกรัม(Aluvia®, LPV/r) รับประทาน4 เม็ด ทุก 12 ชั่วโมง ร่วมกับยา lamivudine (3TC, 150) รับประทาน 1 เม็ด ทุก 12 ชั่วโมง การทำงานของท่อไตส่วนต้นบกพร่องนิยามโดยตรวจพบความผิดปรกติมากกว่า หรือเท่ากับสองข้อขึ้นไป จากจำนวนปัจจัยดังต่อไปนี้ คือ hyperphosphaturia, nondiabetic glycosuria, …
การตรวจระดับการแสดงออกของยีนเพื่อวินิจฉัยวัณโรคเยื่อหุ้มปอด, นฤมล ลือกิตินันท์
การตรวจระดับการแสดงออกของยีนเพื่อวินิจฉัยวัณโรคเยื่อหุ้มปอด, นฤมล ลือกิตินันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: วัณโรคเยื่อหุ้มปอดเป็นสาเหตุของ น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดชนิดที่มีเซลล์ลิมโฟซัยท์เด่นที่สามารถรักษาให้หายได้ที่พบบ่อยที่สุด การวินิจฉัยแยกโรคจากมะเร็งระยะแพร่กระจายมาที่เยื่อหุ้มปอดยังเป็นปัญหาสำคัญ มีการศึกษาเกี่ยวกับการตรวจวัดระดับการแสดงออกของยีนที่จำเพาะต่อเชื้อวัณโรคในเลือดเพื่อใช้ในการวินิจฉัยวัณโรคปอด แต่ยังไม่มีข้อมูลในกลุ่มวัณโรคเยื่อหุ้มปอด วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาระดับการแสดงออกของยีนที่จำเพาะต่อเชื้อวัณโรคจากน้ำช่องเยื่อหุ้มปอดและเลือดของผู้ป่วยที่มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดชนิดที่มีเซลล์ลิมโฟซัยท์เด่น วิธีการศึกษา: ผู้ป่วยที่มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดชนิดที่มีเซลล์ลิมโฟซัยท์เด่นแต่ละคน จะได้รับการเก็บน้ำจากช่องเยื่อหุ้มปอดและเลือดอย่างละ 3 ซีซี เพื่อส่งตรวจวัดระดับการแสดงออกของยีนที่จำเพาะต่อเชื้อวัณโรค โดยวิธีการ quantitative real-time polymerase chain reaction (PCR) ยีนดังกล่าวได้แก่ FCGR1B1, FCGR1B2, FCGR1A, MAFB, GBP5, APOL1, KCNJ15, STAT1, KAZN และ CD53 ค่าที่ได้จะถูกนำมาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มวัณโรคเยื่อหุ้มปอดและกลุ่มมะเร็งระยะแพร่กระจายมาที่เยื่อหุ้มปอด ผลการศึกษา: ผู้ป่วยวัณโรคเยื่อหุ้มปอด 16 คนและมะเร็งระยะแพร่กระจายมาที่เยื่อหุ้มปอด 18 คน เข้าร่วมการศึกษาช่วงปี พ.ศ. 2561 – 2562 ระดับยีน GBP5 และ STAT1 ในน้ำช่องเยื่อหุ้มปอดมีการแสดงออกสูงในกลุ่มวัณโรคเยื่อหุ้มปอดมีค่าสูงกว่ากลุ่มมะเร็งระยะแพร่กระจายมาที่เยื่อหุ้มปอดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (GBP5 8.0 เทียบกับ 0.8, p<0.001 และ STAT1 11.1 เทียบกับ 3.1, p<0.001) ระดับการแสดงออกของยีน GBP5 และ STAT1 ในน้ำช่องเยื่อหุ้มปอดสอดคล้องไปกับการแสดงออกของยีนในเลือด (GBP5 r=0.384, p=0.025 และ STAT1 r=0.436, p=0.010) ระดับยีน GBP5 ในน้ำช่องเยื่อหุ้มปอดมีค่า area under receiving operating curve (AUROC) สูงที่สุดร้อยละ 97.9% (95%CI 93.5-100%) โดยเมื่อใช้ระดับ 3.0 ในการวินิจฉัยวัณโรคเยื่อหุ้มปอดแล้ว จะมีความไว ความจำเพาะ ค่าพยากรณ์เชิงบวก และค่าพยากรณ์เชิงลบ เป็นร้อยละ 93.8, 100, 100 และ 94.7 ตามลำดับ สรุปผล: ยีน GBP5 และ STAT1 ในน้ำช่องเยื่อหุ้มปอดและเลือดมีความสัมพันธ์กับวัณโรคเยื่อหุ้มปอด โดยเฉพาะระดับยีน GBP5 อาจนำมาใช้วินิจฉัยวัณโรคเยื่อหุ้มปอดได้
การศึกษาผลของการจำกัดเกลือและน้ำต่อความเหนื่อยในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน, นิธินันท์ ฉิมพาลี
การศึกษาผลของการจำกัดเกลือและน้ำต่อความเหนื่อยในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน, นิธินันท์ ฉิมพาลี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระดับความเหนื่อยของผู้ป่วยโดยใช้ visual analog scale (VAS) ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน ซึ่งได้รับปริมาณเกลือและน้ำแตกต่างกัน วิธีการศึกษา: ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวายเฉียบพลันซึ่งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจะถูกสุ่มเพื่อได้รับการจำกัดเกลือและน้ำ ดังนี้ กลุ่ม A ได้รับอาหารที่มีเกลือ 1.5 กรัมและจำกัดน้ำดื่มไม่เกิน 1,000 มิลลิลิตรต่อวัน ขณะที่กลุ่ม B ได้รับอาหารที่มีเกลือ 3 กรัมและจำกัดน้ำดื่มไม่เกิน 2,000 มิลลิลิตรต่อวัน ทั้งนี้การรักษาอื่นเป็นไปตามแนวทางเวชปฏิบัติของการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะได้รับการประเมิน ณ ชั่วโมงที่ 0, 24, 48 ของการศึกษา ผลการศึกษาหลักคือ การเปลี่ยนแปลงระดับความเหนื่อยของผู้ป่วยที่ 0 และ 48 ชั่วโมงของการศึกษา โดยวิธีประเมินด้วย VAS วิเคราะห์ผลการศึกษาใช้วิธี Mann-Whitney U test ผลการศึกษา: มีผู้ป่วยเข้าร่วมการศึกษาทั้งสิ้น 35 ราย โดยอายุเฉลี่ย 69.5 ± 15.7 ปีและเป็นเพศชายร้อยละ 45.7 ผลการศึกษาครั้งนี้ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของผลการศึกษาหลัก อันได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของระดับความเหนื่อยจาก VAS ระหว่างผู้ป่วยกลุ่ม A และ B (-2.5 (6.5) เซนติเมตร เปรียบเทียบกับ -0.7 (3.5) เซนติเมตร (median (interquartile range)) ตามลำดับ; p=0.68). นอกจากนี้ยังไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของผลการศึกษารอง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวผู้ป่วย, NTproBNP, creatitine, ระดับโซเดียมในปัสสาวะ, ปริมาณการใช้ยาขับปัสสาวะ furosemide และระยะเวลาการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ตลอดจนอัตราการเกิดภาวะล้มเหลวของการรักษา และภาวะ cardiorenal syndrome สรุปผลการศึกษา: การจำกัดเกลือและน้ำไม่มีผลต่อการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน
ปัจจัยพยากรณ์ของการกลับเป็นซ้ำในมะเร็งปอดชนิดอะดีโนระยะต้นที่ยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองและได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดหมด, นุสรา ลีลเดชกุล
ปัจจัยพยากรณ์ของการกลับเป็นซ้ำในมะเร็งปอดชนิดอะดีโนระยะต้นที่ยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองและได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดหมด, นุสรา ลีลเดชกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: ผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดอะดีโนที่ยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองและได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดหมดจัดว่าเป็นกลุ่มที่มีการพยากรณ์โรคที่ดี แต่อย่างไรก็ตามพบว่ามีผู้ป่วยประมาณร้อยละ 30 ที่ยังพบการกลับเป็นซ้ำของโรค วัตถุประสงค์: ศึกษาปัจจัยทางคลินิก,พยาธิวิทยา และโมเลกุลพันธุกรรม เพื่อหาปัจจัยพยากรณ์ที่เป็นตัวบ่งชี้ถึงโอกาสการกลับเป็นซ้ำของโรคมะเร็งในผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว วิธีการศึกษา: ศึกษาแบบย้อนหลังในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดอะดีโนที่ยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง หลังได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดหมด ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2552 ถึง 31 ธันวาคม พศ.2559 จำนวน 220 คน โดยตัวชี้วัดปฐมภูมิในการศึกษานี้คือ การหาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางคลินิก และลักษณะทางพยาธิวิทยากับโอกาสปลอดโรค ซึ่งใช้การวิเคราะห์ด้วยสถิติถดถอยทั้งแบบตัวแปรเดียวและแบบหลายตัวแปร ผลการศึกษา: หลังจากติดตามผู้ป่วยเป็นเวลาเฉลี่ย 4 ปี พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงร้อยละ 61.8, ไม่มีประวัติสูบบุหรี่ร้อยละ 67.7, เป็นโรคระยะที่1 ร้อยละ 85.5, พบการกลายพันธุ์ของยีนอีจีเอฟอาร์รีเซปเตอร์ร้อยละ 52.4 และพบผู้ป่วยมีการกลับเป็นซ้ำของโรคทั้งหมด 60 รายจาก 220 รายคิดเป็นร้อยละ 27.3 จากผลการวิเคราะห์ทางสถิติถดถอยแบบหลายตัวแปร พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสปลอดโรคอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ขนาดของก้อนมะเร็งตั้งแต่ 4 เซนติเมตรขึ้นไป, การพบการลุกลามของมะเร็งไปยังเยื่อหุ้มปอดด้านใน, การพบการตายของเซลล์มะเร็งในก้อนมะเร็ง และระยะห่างจากก้อนมะเร็งมายังหลอดลมที่น้อยกว่า 2 เซนติเมตร สรุปผลการศึกษา: ขนาดของก้อนมะเร็งตั้งแต่ 4 เซนติเมตรขึ้นไป, การพบการลุกลามของมะเร็งไปยังเยื่อหุ้มปอดด้านใน, การพบการตายของเซลล์มะเร็งในก้อนมะเร็ง และระยะห่างจากก้อนมะเร็งมายังหลอดลมที่น้อยกว่า 2 เซนติเมตร เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการพยากรณ์การกลับเป็นซ้ำของโรคอย่างมีนัยสำคัญ ในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดอะดีโนที่ยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหลังได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดหมด ทั้งนี้การพบกลายพันธุ์ของยีนอีจีเอฟอาร์รีเซปเตอร์ไม่พบว่าเป็นปัจจัยพยากรณ์การกลับเป็นซ้ำของโรคอย่างมีนัยสำคัญในการศึกษานี้
ความชุกของภาวะพร่องฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ปานุวัฒน์ สุธีรยงประเสริฐ
ความชุกของภาวะพร่องฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ปานุวัฒน์ สุธีรยงประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
คำนำ: ภาวะพร่องฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีความสัมพันธ์กับการอักเสบเรื้อรังและภาวะสูงอายุ ภาวะนี้อาจมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการทำงานหรือสมรรถภาพทางเพศที่ลดลง การศึกษานี้เป็นการหาความชุกของภาวะนี้ในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเพศชายในประชากรไทย วิธีการ: การศึกษารวบรวมผู้ป่วยชายโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) และชายสูงอายุสุขภาพดีที่รักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ วัดระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนโดยวิธี electrochemiluminescent immunoassay (ECLIA) รวมถึงการตรวจสมรรถภาพปอด และทำแบบสอบถามเพื่อประเมินสภาวะสุขภาพกาย จิต และ คุณภาพชีวิตผู้ป่วย ผลการศึกษา: ผู้เข้าร่วมการศึกษาประกอบด้วย ผู้ป่วย COPD เพศชาย 91 ราย และ ผู้สูงอายุชาย 39 ราย โดยมีอายุเฉลี่ย 72.6 และ 66.7 ปีตามลำดับ ความชุกของภาวะพร่องเทสโทสเตอโรนในผู้ป่วย COPD เป็น 8.8 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับผู้สูงอายุชาย 5.1 เปอร์เซ็นต์ (p = 0.722) โดยพบว่ากลุ่มผู้ป่วย COPD ที่มีภาวะพร่องฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีปริมาตร FVC ต่ำกว่าในกลุ่มที่มีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนปกติ (Pre-FVC: 2.07 vs 2.66, p = 0.03; Post-FVC: 1.80 vs 2.72, p = 0.02) สรุป: ความชุกของภาวะพร่องฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในผู้ป่วยชาย COPD ไม่แตกต่างจากประชากรสูงอายุชายสุขภาพดี โดยความชุกอยู่ที่ 8.8 เปอร์เซ็นต์ และค่าการตรวจสมรรถภาพปอดที่มีระดับ FVC ต่ำอาจสัมพันธ์กับภาวะพร่องฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน
การวินิจฉัยการปนเปื้อนของแบคทีเรียด้วยอะดีโนซีนไตรฟอสเฟตในกล้องตรวจท่อน้ำดีและตับอ่อนที่ผ่านการทำความสะอาดตามมาตรฐาน, ปิยภูมิ ภาคย์วิศาล
การวินิจฉัยการปนเปื้อนของแบคทีเรียด้วยอะดีโนซีนไตรฟอสเฟตในกล้องตรวจท่อน้ำดีและตับอ่อนที่ผ่านการทำความสะอาดตามมาตรฐาน, ปิยภูมิ ภาคย์วิศาล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: การเพาะเชื้อจากกล้องตรวจท่อน้ำดีและตับอ่อน เป็นวิธีที่ช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อแบคทีเรียดื้อยา แต่วิธีนี้ยังมีข้อจำกัดในแง่เวลาที่ต้องรอผลเพาะเชื้อนานหลายวันก่อนที่จะนำกล้องไปใช้กับผู้ป่วยรายอื่นต่อไปได้ ในขณะที่การตรวจวัดอะดีโนซีนไตรฟอสเฟต ซึ่งเป็นสารที่พบอยู่ในจุลชีพ และสารอินทรีย์ เป็นการทดสอบที่ให้ผลการตรวจทันที รวดเร็วกว่าการเพาะเชื้อ ซึ่งอาจสามารถนำมาใช้ตรวจสอบการปนเปื้อนของกล้องตรวจท่อน้ำดีและตับอ่อนหลังจากผ่านการทำความสะอาด วัตถุประสงค์: ประเมินความสามารถของการทดสอบการตรวจวัดค่าอะดีโนซีนไตรฟอสเฟต ภายหลังจากการทำความสะอาดกล้องตรวจท่อน้ำดีและตับอ่อนในกระบวนการทำลายเชื้อระดับสูง ในการทำนายการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียก่อโรค โดยมีการเพาะเชื้อเป็นการตรวจมาตรฐาน วิธีการศึกษา: การศึกษานี้ได้รวบรวมข้อมูลจากกล้องตรวจท่อน้ำดีและตับอ่อนที่ผ่านการใช้งานในผู้ป่วย 84 ราย ในช่วงเดือนตุลาคม 2560 ถึงกันยายน 2561 โดยได้ทำการเพาะเชื้อ 84 ครั้ง จากสิ่งส่งตรวจที่ได้จากการป้ายตรวจบริเวณเอเลเวเตอร์ และทำการเพาะเชื้อ 84 ครั้ง จากน้ำล้างบริเวณช่องใส่อุปกรณ์ทำงานของกล้อง ร่วมกับได้ทำการตรวจวัดค่าอะดีโนซีนไตรฟอสเฟตจำนวน 168 ครั้ง โดยได้วิเคราะห์หาค่าความจำเพาะ ความไว ค่าการทำนายโรคเมื่อผลตรวจเป็นลบและบวก และค่าความถูกต้องของค่าอะดีโนซีนไตรฟอสเฟต ที่ระดับ 200 หน่วยรีเลทีพไลท์ยูนิท (อาร์แอลยู) และใช้กราฟอาร์โอซี ในการประเมินหาค่าจุดตัดที่เหมาะสมในการทำนายการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียก่อโรค ผลการศึกษา: จากการเพาะเชื้อจากกล้องทั้ง 84 ครั้ง พบเชื้อแบคทีเรียก่อโรคจากกล้องจำนวน 13 ครั้ง (ร้อยละ 15.5) จากสิ่งส่งตรวจที่ได้จากการป้ายตรวจเอเลเวเตอร์ ในขณะที่ไม่พบการเปื้อนเลยจากสิ่งส่งตรวจที่ได้จากน้ำล้างช่องใส่อุปกรณ์ทำงาน นอกจากนี้พบว่าในจำนวน 13 ผลการตรวจที่ตรวจพบเชื้อแบคทีเรียก่อโรคดังกล่าว มี 12 ผลการตรวจ (ร้อยละ 92.3) ที่ส่งตรวจมาจากกล้องตรวจท่อน้ำดีและตับอ่อนตัวเดียวกัน ซึ่งพบในภายหลังว่ามีสิ่งแปลกปลอมขนาดเล็กติดอยู่ที่บริเวณเอเลเวเตอร์ จากการวิเคราะห์การตรวจวัดค่าอะดีโนซีนไตรฟอสเฟตด้วยกราฟอาร์โอซี พบว่ามีพื้นที่ใต้กราฟอาร์โอซี เท่ากับ 0.75 และจุดตัดที่เหมาะสมในการใช้ทำนายการปนเปื้อนเชื้อก่อโรคของกล้องตรวจท่อน้ำดีและตับอ่อนภายหลังทำความสะอาดในกระบวนการทำลายเชื้อระดับสูง คือ ค่าตัวเลข 40 อาร์แอลยู เนื่องจากมีความไวและค่าการทำนายโรคเมื่อผลตรวจเป็นลบเท่ากับร้อยละ 100 สรุปผล: การตรวจวัดค่าอะดีโนซีนไตรฟอสเฟตเป็นการทดสอบที่มีประโยชน์ในการให้ผลตรวจที่รวดเร็วในการตรวจสอบความสะอาดของกล้องส่องท่อน้ำดีและตับอ่อน เนื่องจากค่าอะดีโนซีนไตรฟอสเฟตมีความสัมพันธ์ที่ดีกับการปนเปื้อนเชื้อก่อโรคที่ตรวจพบจากการเพาะเชื้อ โดยแนะนำให้ใช้ค่าตัวเลขที่ 40 อาร์แอลยู เป็นจุดตัดของการทดสอบ
อรรถประโยชน์ของสายวัดตรวจความต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้าของหลอดอาหาร ควบคู่กับการวัดค่าความเป็นกรดด่างในหลอดอาหาร แบบตัววัดกรด 2 ตำแหน่งในผู้ป่วยโรคกล่องเสียงอักเสบเรื้อรัง, พงศ์ธร หาญบุญคุณูปการ
อรรถประโยชน์ของสายวัดตรวจความต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้าของหลอดอาหาร ควบคู่กับการวัดค่าความเป็นกรดด่างในหลอดอาหาร แบบตัววัดกรด 2 ตำแหน่งในผู้ป่วยโรคกล่องเสียงอักเสบเรื้อรัง, พงศ์ธร หาญบุญคุณูปการ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา : ภาวะกรดไหลย้อนเข้าสู่กล่องเสียงเป็นภาวะที่ยากต่อการวินิจฉัยและมักมาแสดงอาการด้วยกล่องเสียงอักเสบเรื้อรัง สายวัดตรวจความต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้าของหลอดอาหาร ควบคู่กับการวัดค่าความเป็นกรดด่างในหลอดอาหาร แบบตัววัดกรด 2 ตำแหน่งเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยในการวินิจฉัยภาวะนี้ และยังมีข้อมูลที่วัดได้ซึ่งยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาอรรถประโยชน์ของสายวัดตรวจความต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้าของหลอดอาหารควบคู่กับการวัดค่าความเป็นกรดด่างในหลอดอาหาร แบบตัววัดกรด 2 ตำแหน่ง ในผู้ป่วยโรคกล่องเสียงอักเสบเรื้อรังที่สงสัยสาเหตุจากโรคกรดไหลย้อน วิธีการศึกษา : ผู้ป่วยที่มีอาการรบกวนด้านหูคอจมูกนานกว่า 3 เดือนและรับการตรวจจากแพทย์โสต สอ นาสิก วิทยาแล้วไม่พบลักษณะความผิดปกติจำเพาะ จะได้เข้ารับตรวจวัดความต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้าของหลอดอาหารแบบตัววัดกรด2ตำแหน่ง ผลการศึกษา: กลุ่มที่มีค่าการสัมผัสกรดมากกว่าค่าปกติมีค่าเฉลี่ยค่าพื้นฐานความต้านทานไฟฟ้าของเยื่อบุผิวที่ระดับ 3, 5 ซม ต่ำกว่ากลุ่มที่มีค่าการสัมผัสกรดอยู่ในเกณฑ์ปกติ ค่าพื้นฐานความต้านทานไฟฟ้าที่ระดับคอหอยและหลอดอาหารส่วนต้นมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับอัตราการไหลของน้ำลายที่ยังไม่ได้รับการกระตุ้น สรุปผลวิจัย: สายวัดตรวจความต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้าแบบตัววัดกรด 2 ตำแหน่งช่วยยืนยันการไหลย้อนของสารในหลอดอาหารที่ขึ้นสูงถึงคอหอยได้จึงอาจช่วยในการวินิจฉัยภาวะกรดไหลย้อนสู่กล่องเสียงได้ ค่าพื้นฐานทางไฟฟ้าในส่วนของเยื่อบุหลอดอาหารส่วนต้นและในส่วนบริเวณของคอหอยอาจมีความสำคัญในการต่อยอดงานวิจัยในอนาคตได้ อย่างไรก็ตามยังอาจมีปัจจัยอื่นนอกจากภาวะที่เกี่ยวเนื่องกับการไหลย้อนของกรดที่ยังไม่ได้รับการศึกษา
ความชุกของการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดใหม่ในขนาดที่แตกต่างจากขนาดยามาตรฐานในคนไทย, พิชญ์ธินันท์ จิรัชยโชติ
ความชุกของการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดใหม่ในขนาดที่แตกต่างจากขนาดยามาตรฐานในคนไทย, พิชญ์ธินันท์ จิรัชยโชติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ ศึกษาหาความชุกของการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดใหม่ในขนาดที่แตกต่างจากมาตรฐานในคนไทยและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสั่งยาในเวชปฏิบัติ วิธีการศึกษา ทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดใหม่ทุกชนิดและทุกข้อบ่งชี้ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2560 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 วิเคราะห์หาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสั่งยาขนาดที่แตกต่างจากมาตรฐาน โดยใช้สถิติการวิจัยชนิดอัตราส่วนแต้มต่อ ค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95 และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก ผลการศึกษา มีผู้ป่วยรายใหม่ที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือดในระหว่าง 1 มกราคม พ.ศ. 2560 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ทุกข้อบ่งชี้จำนวน 445 ราย มีผู้ป่วยร้อยละ 53.26 ที่ได้รับยาในขนาดที่แตกต่างจากมาตรฐาน เพศหญิงเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสั่งยาขนาดต่ำกว่ามาตรฐาน ในขณะที่อายุที่มากกว่า 80 ปี ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ระหว่าง 15 ถึง 50 มิลลิลิตรต่อนาทีและโรคร่วมที่มากกว่าหรือเท่ากับสองโรคขึ้นไปเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการสั่งยาของแพทย์อย่างเหมาะสม พบว่าการป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำส่วนลึกเป็นข้อบ่งชี้ที่มีการใช้ยาต่ำกว่ามาตรฐานสูงสุดถึงร้อยละ 73.90 หากวิเคราะห์ในกลุ่มย่อยไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านอายุ เพศ น้ำหนัก ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ โรคร่วม ต่อการสั่งยาในขนาดที่แตกต่างจากมาตรฐาน สรุป ความชุกของการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดใหม่ในขนาดที่แตกต่างจากมาตรฐานในคนไทย พบสูงถึงร้อยละ 53.26 ซึ่งสูงกว่าการศึกษาก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก ปัจจัยที่มีอิทธิพล ได้แก่ อายุ เพศ น้ำหนัก ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์และการมีหลายโรคร่วม
ผลของผ้าปิดตาและที่อุดหูในเวลากลางคืนต่อคุณภาพการนอนหลับในหอผู้ป่วยวิกฤต, ภูรีพัทธ์ อรรถเวชกุล
ผลของผ้าปิดตาและที่อุดหูในเวลากลางคืนต่อคุณภาพการนอนหลับในหอผู้ป่วยวิกฤต, ภูรีพัทธ์ อรรถเวชกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: เสียงและแสงรบกวนที่มากเกินไปในหอผู้ป่วยวิกฤตนั้นสามารถที่จะรบกวนการนอนหลับของผู้ป่วยโดยการกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวของสมองส่งผลให้คุณภาพการนอนหลับเลวลง เป้าหมาย: เพื่อที่จะประเมินประสิทธิภาพของอุปกรณ์ผ้าปิดตาและที่อุดหูในการเพิ่มคุณภาพการนอนหลับของผู้ป่วยในหอผู้ป่วยวิกฤติ วิธีการศึกษา: ผู้ป่วยที่เข้าพักในหอผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรม จำนวน 20 คนได้เข้าสู่การศึกษา โดยจะสุ่มผู้ป่วยเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มแรกจะได้รับการสวมใส่อุปกรณ์ผ้าปิดตาและที่อุดหูในเวลากลางคืนเป็นเวลาห้าคืน ส่วนกลุ่มที่สองจะเป็นกลุ่มควบคุม มีผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มการรักษา 10 คน และ กลุ่มควบคุม 10 คน วัดผลดัชนีการตื่นตัวของสมองและค่าทางการนอนหลับอื่นๆ โดยเครื่องตรวจการนอนหลับที่มีผู้เฝ้า (attended polysomnography) วัดการนอนหลับและการเคลื่อนไหวของร่างกายในเวลากลางวันด้วย wrist actigraphy และ ประเมินคุณภาพการนอนหลับโดยแบบสอบถาม Richard-Campbell sleep questionnaire ในทุกวันของการศึกษา นอกจากนี้ข้อมูลจาก wrist actigraphy และ polysomnography จะนำมาเปรียบเทียบเพื่อหาความสัมพันธ์ ผลการศึกษา: การใช้ผ้าปิดตาและที่อุดหูในเวลากลางคืนในช่วงคืนแรกมีแนวโน้มที่จะสามารถลดค่าดัชนีการตื่นตัวของสมองได้เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม (21.00 (21.40) กับ 42.10 (27.05) เหตุการณ์ต่อชั่วโมง, p=0.086) เพิ่มคุณภาพการนอนหลับ (59.00 (5.48) กับ 56.4 (5.17), p= 0.146) และเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกายในเวลากลางวัน (7806 [7003] vs 1556 [3889] ครั้ง, p =0.067) ผลการวัดค่าการนอนหลับจาก polysomnography และ wrist actigraphy มีความสัมพันธ์กันเพียงเล็กน้อยในทุก parameter สรุป: การสวมใส่ผ้าปิดตาและที่อุดหูในผู้ป่วยวิกฤติอายุรกรรมมีแนวโน้มที่จะลดดัชนีการตื่นตัวของสมอง เพิ่มคุณภาพการนอนหลับและเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกายในเวลากลางวัน อุปกรณ์ wrist actigraphy ไม่สามารถวัดค่าการนอนหลับในผู้ป่วยวิกฤติอายุรกรรมได้อย่างแม่นยำ
ความสัมพันธ์ของภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัวที่ไม่มีอาการในผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสเอชไอวีกับค่ากล้ามเนื้อหัวใจอักเสบโทรโปนิน, มนัสวี วัสสระ
ความสัมพันธ์ของภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัวที่ไม่มีอาการในผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสเอชไอวีกับค่ากล้ามเนื้อหัวใจอักเสบโทรโปนิน, มนัสวี วัสสระ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างค่า high-sensitive troponin I (hs-TnI) และภาวะการเกิดหลอดเลือดแข็งตัวโดยที่ยังไม่เกิดอาการ (subclinical atherosclerosis) ในกลุ่มประชากรที่ติดเชื้อไวรัส HIV วิธีการวิจัย ใช้การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง โดยผู้เข้าร่วมการศึกษาจะเป็นประชากรไทยที่ติดเชื้อไวรัส HIV ที่ไม่มีโรคทางระบบหัวใจและหลอดเลือดหรือภาวะอื่นที่ส่งผลต่อการตรวจ มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยกลุ่มประชากรจะเป็นอาสาสมัครจากผู้ป่วยในโครงงานวิจัยของศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ผู้เข้าร่วมการศึกษานี้จะได้รับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อประเมินปริมาณหินปูนของเกาะผนังเลือดแดงหัวใจ (computed tomography coronary artery calcification) และนำเลือดไปส่งตรวจค่า hs-TnI และใช้สถิติในการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่าง coronary artery calcium score (CAC score) และ ค่า hs-TnI โดย spearman correlation coefficient และ univariate และ multivariate logistic regression ผลการศึกษา มีผู้เข้าร่วมการศึกษา 338 ราย อายุเฉลี่ย 54 ปี เป็นเพศชาย 211 ราย (62%) ทุกรายได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส โดยมีค่าซีดีโฟร์ (CD4) เฉลี่ย อยู่ที่ 614 cell/mm3 และ 98% ของกลุ่มประชากรตรวจไม่พบปริมาณไวรัสในกระแสเลือด (Viral load < 50 copies/mL) พบว่าค่า hs-TnI มีความสัมพันธ์กับค่า CAC score (r = 0.287, p<0.0001) และการวิเคราะห์ multivariated logistic regression พบว่า hs-TnI ที่เพิ่มขึ้นจะเพิ่มอัตราส่วนปัจจัยเสี่ยงการตรวจพบหินปูนที่ผนังหลอดเลือดแดงหัวใจ odd ratio = 1.64 (95% CI, 1.05 – 2.56, p=0.029) อย่างไรก็ตาม เมื่อนา hs-TnI ไปรวมกับ Thai CV risk score ยังไม่พบประโยชน์เพิ่มเติมในการทานายการตรวจพบหินปูนที่ผนังหลอดเลือดแดงหัวใจ (ROCAUC เพิ่มจาก 0.6827 เป็น 0.692 ,p=0.45) สรุปผลการศึกษา ในกลุ่มประชากรผู้ติดเชื้อHIVที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการรักษาแล้ว และไม่เคยมีโรคทางระบบหัวใจและหลอดเลือด พบว่า hs-TnI มีความสัมพันธ์กับค่าหินปูนที่ผนังหลอดเลือดแดงหัวใจ
การศึกษาความชุก ลักษณะทางคลินิคและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษในผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว, วีรภัทร โฆษิตานุฤทธิ์
การศึกษาความชุก ลักษณะทางคลินิคและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษในผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว, วีรภัทร โฆษิตานุฤทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาและความสำคัญ: ความชุกของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวและการฟื้นตัวของภาวะนี้ยังไม่เป็นที่ทราบดีในปัจจุบัน วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความชุกของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษและการฟื้นตัวของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวและเพื่อศึกษาหาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษ ระเบียบวิธีวิจัย: ทำการศึกษาแบบทบทวนย้อนหลังในผู้ป่วย 90 คนที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวและมีภาวะไทรอยด์เป็นพิษระหว่างปีพ.ศ. 2545 – พ.ศ. 2560 ทำการคัดผู้ป่วย 26 คนออกจากการศึกษาเนื่องจากมีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (2 คน) ลิ้นหัวใจเอออติกตีบรุนแรง (1 คน) ลิ้นหัวใจไมตรัลตีบหรือรั่วรุนแรง (4 คน) หลอดเลือดหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด (1 คน) และไม่มีผลการตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจขณะนอนโรงพยาบาล (18 คน) ได้ผู้ป่วยเข้าสู่การศึกษาทั้งหมด 64 คน โดยกำหนดนิยามดังนี้ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษ คือ มีการบีบตัวของหัวใจห้องซ้ายล่างน้อยกว่าร้อยละ 55 การฟื้นตัวของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษโดยสมบูรณ์ คือ มีการฟื้นตัวของการบีบตัวของหัวใจห้องซ้ายล่างมากกว่าร้อยละ 55 และการฟื้นตัวของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษบางส่วน คือ มีการฟื้นตัวของการบีบตัวของหัวใจห้องซ้ายล่างเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 10 แต่การบีบตัวของหัวใจห้องซ้ายล่างยังน้อยกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 55 ผลการศึกษา: ผู้ป่วย 64 คน มีผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้ายลดลง (Heart failure with reduced ejection fraction; HFrEF) คิดเป็นร้อยละ 19 และมีผู้ป่วยที่มีภาวะภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษ 33 คน คิดเป็นร้อยละ 0.9 ของผู้ป่วยทั้งหมดที่มานอนโรงพยาบาลด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว โดยมีค่าเฉลี่ยของอายุอยู่ที่ 46 + 15 ปี เป็นผู้หญิงร้อยละ 58 ในจำนวนผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษ 33 คน มีผู้ป่วย 14 คนที่มีผลการตรวจติดตามคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงหลังการรักษาภาวะไทรอยด์เป็นพิษ และมีผู้ป่วย 7 คนคิดเป็นร้อยละ 57 ที่มีการฟื้นตัวของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งผู้ป่วย 7 คนมีการฟื้นตัวของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษโดยสมบูรณ์ และ 1 คนมีการฟื้นตัวของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษบางส่วน จากการวิเคราะห์หาปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษพบว่าระดับฮีโมโกลบิน ระดับเม็ดเลือดขาว และระดับครีเอตินีนที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์กับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติจากไทรอยด์เป็นพิษโดยสมบูรณ์ โดยมีค่าอัตราส่วนปัจจัยเสี่ยงเป็น 1.35 ระดับความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95 เป็น 1.01-1.79; …
ความแม่นยำของการใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาลชนิดต่อเนื่องเปรียบเทียบกับการใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาลชนิดเจาะปลายนิ้วในการปรับอินซูลินในหอผู้ป่วยวิกฤติทาง อายุรกรรม, วัณณิตา ติงสรัตน์
ความแม่นยำของการใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาลชนิดต่อเนื่องเปรียบเทียบกับการใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาลชนิดเจาะปลายนิ้วในการปรับอินซูลินในหอผู้ป่วยวิกฤติทาง อายุรกรรม, วัณณิตา ติงสรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความแม่นยำของการใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาลชนิดต่อเนื่องเปรียบเทียบกับการใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาลชนิดเจาะปลายนิ้วในการปรับอินซูลินในหอผู้ป่วยวิกฤติทางอายุรกรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย วิธีการวิจัย เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบไปข้างหน้าในผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 18 ถึง 80 ปี ในหอผู้ป่วยวิกฤติทางอายุรกรรมที่มีน้ำตาลในเลือดสูงมากกว่าหรือเท่ากับ 180 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และได้รับการรักษาด้วยอินซูลินทางหลอดเลือดดำอย่างน้อย 24 ชั่วโมง จะได้รับการติดเครื่องวัดระดับน้ำตาลชนิดต่อเนื่องใต้ชั้นผิวหนัง รุ่น iPro2 Medtronic เพื่อศึกษาระดับน้ำตาลเปรียบเทียบกับการเจาะเลือดปลายนิ้วใน 24 ชั่วโมงแรก และประเมินความแม่นยำของเครื่องวัดระดับน้ำตาลชนิดต่อเนื่องโดยใช้ค่า mean absolute relative difference (MARD) ซึ่งค่าที่ยอมรับคือ < 14%, กราฟ surveillance error grid analysis (SEG) และดูความสอดคล้องของข้อมูล โดยการใช้ Modified Bland-Altman Plot ผลการศึกษา มีผู้ป่วยเข้าร่วมการศึกษาจำนวน 17 ราย ข้อมูลจากผู้ป่วยจำนวน 12 รายถูกนำมาวิเคราะห์ผล มีจำนวนคู่ของระดับน้ำตาลจากการเจาะเลือดปลายนิ้วใน 24 ชั่วโมงแแรกเปรียบเทียบกับเครื่องวัดระดับน้ำตาลชนิดต่อเนื่องจำนวน 144 คู่ ระดับน้ำตาลเฉลี่ยใน 24 ชั่วโมงแรกจากเครื่องวัดระดับน้ำตาลชนิดต่อเนื่องเท่ากับ 161.28 ± 32.16 และ จากการเจาะเลือดปลายนิ้วเท่ากับ 161.09 ± 32.30 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (p value = 0.878) ความแม่นยำของเครื่องวัดระดับน้ำตาลชนิดต่อเนื่องมีค่า MARD เท่ากับร้อยละ 7.2 , SEG analysis มีระดับน้ำตาลที่อยู่ใน zone A และ zone B เท่ากับร้อยละ 100 และ Modified Bland-Altman Plot แสดง 95% of limit of agreement เท่ากับ -19.3% ถึง 20.6% สรุปการศึกษานี้ แสดงให้เห็นว่าการใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาลชนิดต่อเนื่องในผู้ป่วยวิกฤติทางอายุรกรรมมีระดับน้ำตาลไม่แตกต่างจากการเจาะเลือดปลายนิ้ว
การศึกษาลักษณะทางคลีนิกของผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดมัยอีโลมาที่กลับเป็นซ้ำครั้งแรกในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ศิริลักษณ์ สุทธินนท์
การศึกษาลักษณะทางคลีนิกของผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดมัยอีโลมาที่กลับเป็นซ้ำครั้งแรกในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ศิริลักษณ์ สุทธินนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาลักษณะทางคลินิกพื้นฐานของผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดมัยอีโลมาที่กลับเป็นซ้ำครั้งแรก ในโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ วิธีการวิจัย รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยทุกรายที่ได้รับวินิฉัยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดมัยอีโลมาที่กลับเป็นซ้ำครั้งแรกตามเกณฑ์ของ International Myeloma Working Group 2016 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 และติดตามผลการรรักษาจนถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2562 ผลการศึกษา พบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดมัยอีโลมาที่กลับเป็นซ้ำครั้งแรกจำนวน 108 คนในช่วงศึกษา อายุเฉลี่ยเมื่อแรกรับการวินิจฉัย 58.9 ปี พบว่ามีผู้ป่วยร้อยละ 13.1 มีโครโมโซมที่มีความเสี่ยงสูง t(4;14) แต่ไม่มีรายใดพบ del(17p) เมื่อโรคกลับเป็นซ้ำผู้ป่วยมีอายุเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 61.6 ปี ผู้ป่วยร้อยละ 32.4 มีสมรรถภาพของร่างกายดีขึ้นกว่าเมื่อแรกวินิจฉัย ในขณะที่ผู้ป่วยร้อยละ 25.9 สมรรถภาพลดลงซึ่งสัมพันธ์กับผู้ป่วยที่ตอบสนองในการรักษาครั้งแรกไม่ดี เมื่อกลับเป็นซ้ำพบว่ามีปริมาณของโรคน้อยกว่าแรกวินิจฉัย พบระยะของโรคที่รุนแรงระยะที่สามน้อยกว่า (ร้อยละ 53.7 กับ 14.8, แรกวินิจฉัย กับ เมื่อกลับเป็นซ้ำ ตามลำดับ, ค่าเฉลี่ยของเอ็มโปรตีนน้อยกว่า (2.63 กับ 1.62), ปริมาณพลาสม่าเซลล์ในไขกระดูกน้อยกว่า (ร้อยละ 59 กับ 30) และมีปริมาณเม็ดเลือดแดงสูงกว่า (9.6 กับ 10.4) มีผู้ป่วยที่เม็ดเลือดขาวต่ำ (ร้อยละ25.2 กับ 31.8) และเกล็ดเลือดต่ำ (ร้อยละ 13.1 กับ 28) มากกว่าแสดงถึงไขกระดูกที่ทำงานได้ลดลง และถ้าพบ มีความสัมพันธ์กับระยะเวลารอดชีวิต ในการรักษาครั้งแรก (Frontline) ผู้ป่วยได้รับยาใหม่ประสิทธิภาพสูง (Novel agents) ร้อยละ 86 และได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกร้อยละ 35.2 ผู้ป่วยใช้ยาพียงแค่ 1 สูตรและใช้ระยะเวลาในการรักษา 9.9 เดือน ระยะเวลาจากการวินิจฉัยถึงโรคกลับเป็นซ้ำครั้งแรก 25.5 เดือน …
การศึกษาทางไฟฟ้ากล้ามเนื้อการกลืนระหว่างการได้รับออกซิเจนอัตราไหลสูงเทียบกับระหว่างการที่ได้รับออกซิเจนอัตราไหลต่ำ ในผู้ป่วยหลังการถอดท่อช่วยหายใจ; การศึกษาไขว้กลุ่มแบบสุ่ม, สริตา ธาวนพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา การใช้ออกซิเจนอัตราไหลสูงผ่านสายจมูกมีการนำมาใช้มากขึ้นในปัจจุบันโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยหลังการถอดท่อช่วยหายใจ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับผลที่เกิดขึ้นต่อการกลืนนั้นยังไม่ชัดเจน การศึกษาครั้งนี้จึงต้องการเปรียบเทียบ latency time ของปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ในผู้ป่วยหลังการถอดท่อช่วยหายใจที่ใช้ออกซิเจนอัตราไหลสูงผ่านทางสายจมูกด้วยอัตราไหล 50 ลิตรต่อนาที กับออกซิเจนอัตราไหลต่ำ 5 ลิตรต่อนาที วิธีศึกษา การศึกษาในระยะที่ 1 เป็นการศึกษาข้ามกลุ่มแบบสุ่ม ทำการศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจมา ≥ 48 ชั่วโมง และอยู่ในภาวะหลังการถอดท่อช่วยหายใจไม่เกิน 48 ชั่วโมง โดยผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการสำลัก มีภาวะกลืนลำบากอยู่เดิม หรือไม่ผ่านการตรวจคัดกรองการกลืนลำบากจะถูกตัดออกจากการศึกษา ก่อนที่จะเข้าสู่ ระยะ run-in ด้วยการให้ออกซิเจนอัตราไหลต่ำ 1-5 ลิตรต่อนาทีเพื่อให้ได้ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนที่ ≥ 92% เป็นเวลา 5 นาที จากนั้นจะทำการสุ่มผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่มเพื่อได้รับออกซิเจนอัตราไหลสูง 50 ลิตรต่อนาที หรือออกซิเจนอัตราไหลต่ำ 5 ลิตรต่อนาที เป็นเวลา 5 นาที จากนั้นผู้ป่วยจะได้คำสั่งให้กลืนน้ำ 3 มิลลิลิตร จำนวน3 ครั้ง เพื่อทำการเก็บข้อมูลคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ ซึ่งจะถูกอ่านค่าโดยทีมผู้วิจัยที่ไม่ทราบถึงวิธีการให้ออกซิเจนที่ผู้ป่วยได้รับ ตามด้วยระยะ wash out เป็นเวลา 5 นาที แล้วจึงสลับวิธีการให้ออกซิเจนแก่ผู้ป่วย แล้วทำการทดสอบการกลืนอีกครั้ง เมื่อเข้าสู่ระยะที่ 2 ของการศึกษาผู้ป่วยทุกรายจะได้รับออกซิเจนอัตราไหลสูงด้วยอัตรา 30 และ 40 ลิตรต่อนาที นาน 5 นาที ก่อนที่จะทดสอบการกลืน ผลการศึกษา จำนวนผู้ป่วยที่เข้าร่วมการศึกษามีทั้งหมด 20 คน มีค่าเฉลี่ยของค่า latency time ของปฏิกิริยารีเฟล็กซ์การกลืน ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจนอัตราไหลสูงด้วยอัตราไหล 50 ลิตรต่อนาที เท่ากับ 1.11 ±0.56 วินาที ซึ่งสั้นกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจนอัตราไหลต่ำด้วยอัตราไหล 5 ลิตรต่อนาที เท่ากับ 1.29 ±0.7 วินาที (p= 0.027) ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อค่า latency …
การเปรียบเทียบการทำความสะอาดรอบท่อปัสสาวะระหว่างน้ำเกลือปกติและน้ำยาแซฟลอน ก่อนสวนปัสสาวะในการลดอุบัติการณ์ของแบคทีเรียในปัสสาวะหลังการคาสายสวน: การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม, สาริน คหะแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนเป็นการติดเชื้อในโรงพยาบาลที่พบบ่อยซึ่งนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ทำให้ผู้ป่วยต้องรับการรักษาตัวในโรงพยาบาลนานขึ้น มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมากขึ้น พบว่าการมีเชื้อแบคทีเรียอยู่บริเวณรอบท่อปัสสาวะมีความสัมพันธ์กับอุบัติการณ์ของการมีแบคทีเรียในปัสสาวะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการทำความสะอาดรอบท่อปัสสาวะก่อนคาสายสวน ระหว่างของน้ำเกลือปกติและน้ำยาฆ่าเชื้อแซฟลอน ในการลดอุบัติการณ์ของแบคทีเรียในปัสสาวะหลังการคาสายสวน ผู้ป่วยและวิธีวิจัย: การวิจัยเชิงทดลองไปข้างหน้าแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมเปรียบเทียบ ว่าน้ำเกลือปกติไม่ด้อยกว่าน้ำยาแซฟลอนในการลดอุบัติการณ์ของแบคทีเรียในปัสสาวะในวันที่ 5 หลังการคาสายสวน โดยถือว่าไม่ด้อยกว่าหากอุบัติการณ์แตกต่างกันไม่เกินร้อยละ 10 ทำในผู้ป่วยที่อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปที่ได้รับการคาสายสวนปัสสาวะใน 2 หอผู้ป่วยอายุรกรรมวิกฤต 2 หอผู้ป่วยศัลยกรรมประสาทวิกฤต 1 หอผู้ป่วยศัลยกรรมวิกฤต 4 หอผู้ป่วยอายุรกรรมทั่วไป 4 หอผู้ป่วยศัลยกรรมทั่วไป และห้องฉุกเฉิน ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 เดือนมิถุนายน พ.ศ.2561 ถึงวันที่ 30 เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2562 โดยผู้ป่วยจะได้น้ำเกลือปกติหรือน้ำยาแซฟลอนทำความสะอาดรอบท่อปัสสาวะก่อนคาสายสวน น้ำยาแต่ละชนิดจะถูกสุ่มให้ใช้ในแต่ละหอผู้ป่วยที่มีลักษณะผู้ป่วยเหมือนกันตั้งแต่เริ่มการศึกษา และหลังจากนั้นจะสลับกันทุก 3 เดือนจนครบกำหนดระยะเวลาการศึกษา ผู้ป่วยที่ได้รับการคาสายสวนจะได้รับการเก็บปัสสาวะเพาะเชื้อในวันที่ 1, 3, และ 5 ของการคาสายสวน ผลการวิจัย: จำนวนผู้ป่วยทั้งหมด 508 ราย ถูกสุ่มให้อยู่ในกลุ่มน้ำเกลือปกติ 254 ราย และน้ำยาแซฟลอน 254 ราย ผู้ป่วยร้อยละ 55.7 ได้รับการคาสายสวนที่ห้องฉุกเฉิน อุบัติการณ์ของแบคทีเรียในปัสสาวะในวันที่ 3 และ 5 หลังการคาสายสวนของผู้ป่วยทุกรายเท่ากับร้อยละ 3.5 และ 12 ตามลำดับ อัตราการติดเชื้อ 2.9 ครั้งต่อ 1000 วันใส่สายสวน ระยะเวลามัธยฐานของการคาสายสวนคือ 5 (IQR 4, 7) วัน ในวันที่ 5 หลังการคาสายสวนพบว่าอุบัติการณ์ของแบคทีเรียในปัสสาวะในกลุ่มที่ใช้น้ำเกลือปกติและน้ำยาแซฟลอนในการทำความสะอาด เท่ากับร้อยละ 10.6 และ 6.6 ตามลำดับ (ค่าเฉลี่ยของผลต่าง ร้อยละ 3.9; 95% confidence interval (CI) 0.3 to …
การศึกษายีนกลายพันธุ์ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงระยะแพร่กระจายไปที่ตับที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดตับระหว่างกลุ่มที่มีการกลับเป็นซ้ำเร็วและช้า, สาริศ อารยะพงษ์
การศึกษายีนกลายพันธุ์ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงระยะแพร่กระจายไปที่ตับที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดตับระหว่างกลุ่มที่มีการกลับเป็นซ้ำเร็วและช้า, สาริศ อารยะพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา : การรักษาโดยการผ่าตัดตับในมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่มีการกระจายไปที่ตับสามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและโอกาสหายขาดได้ อย่างไรก็ตามพบว่าหลังการผ่าตัดตับ มีอัตราการเกิดโรคกลับเป็นซ้ำได้ถึง 50% การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาลักษณะทางพันธุกรรมที่สัมพันธ์กับการกลับเป็นซ้ำของโรคในผู้ป่วยกลุ่มนี้ วิธีดำเนินการ : เป็นการศึกษาข้อมูลย้อนหลัง ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่มีการแพร่กระจายไปที่ตับที่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดตับอย่างสมบูรณ์ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่มกราคม 2550 จนถึงเมษายน 2562 ที่มีการกลับเป็นซ้ำเร็วภายใน 6 เดือนกับกลุ่มที่มีการกลับเป็นซ้ำช้าหลัง 3 ปี โดยตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีน KRAS, NRAS, BRAF, PIK3CA, APC, CTNNB1, SMAD4, MLH1, MSH2, MSH6 และ PMS2 ด้วยวิธี Whole Exome Sequencing จากชิ้นเนื้อมะเร็งบริเวณตับของผู้ป่วย ผลการศึกษา : มีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่มีการแพร่กระจายไปที่ตับที่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดตับจำนวน 521 คน ผู้ป่วยเข้าตามเกณฑ์ 39 คน อยู่ในกลุ่มที่กลับเป็นซ้ำเร็ว 20 คน พบว่ากลุ่มที่กลับเป็นซ้ำเร็วมีจำนวนมะเร็งที่ตับและได้รับการรักษาก่อนผ่าตัดมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สามารถตรวจ WES ได้ทั้งหมด 18 คน พบว่าในกลุ่มที่มีการกลับเป็นซ้ำเร็วมีการกลายพันธุ์ของยีน NRAS มากกว่า(18.2% vs 0%, p=0.5) และพบการกลายพันธุ์ของยีน MMR น้อยกว่า (9.1% vs 28.6%, p=0.53) พบความแตกต่างของการแปรผันของจำนวนชุดดีเอ็นเอในยีนบางตัวระหว่างสองกลุ่ม ซึงไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผลการศึกษา : กลุ่มผู้ป่วยที่กลับเป็นซ้ำเร็วพบการกลายพันธุ์ของยีน NRAS ได้บ่อยกว่า และมีการกลายพันธุ์ของยีนกลุ่ม MMR ที่น้อยกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่มีการกลับเป็นซ้ำของโรคช้าแต่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้จำเป็นต้องศึกษาเพื่อยืนยันในกลุ่มประชากรที่เยอะขึ้น
การเปรียบเทียบอัตราเสียชีวิตในโรงพยาบาลระหว่างผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อผนังหัวใจช่วงล่างของเวนตริเคิลซ้ายขาดเลือดชนิดเอสทียกที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือดร่วมและไม่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือดร่วมที่ได้รับการรักษาโดยวิธีการฉีดสีและถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยการใช้บอลลูนหรือขดลวดในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, สุเมธ ปรีชาวุฒิเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อผนังหัวใจช่วงล่างของเวนตริเคิลซ้ายขาดเลือดชนิดเอสทียก ถ้ามีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือดร่วม จะมีการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี มีภาวะแทรกซ้อนทางด้านการไหลเวียนโลหิตและระบบไฟฟ้าหัวใจ ส่งผลต่อภาวะทุพพลภาพและการเสียชีวิตในโรงพยาบาล อย่างไรก็ตามผู้ป่วยส่วนใหญ่ของการศึกษาก่อนหน้านี้ได้รับการรักษาด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำและยังจำกัดการศึกษาในประชากรผิวขาว วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบอัตราเสียชีวิตในโรงพยาบาลของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อผนังหัวใจช่วงล่างของเวนตริเคิลซ้ายขาดเลือดชนิดเอสทียกซึ่งมีและไม่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือดร่วมในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีการฉีดสีและถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยการใช้บอลลูนขดลวด วิธีการศึกษา: เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ศึกษาย้อนหลังในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อผนังหัวใจช่วงล่างของเวนตริเคิลซ้ายขาดเลือดชนิดเอสทียกที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีการฉีดสีและถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยการใช้บอลลูนขดลวดในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตั้งแต่ 1 มกราคม 2550 - 31 ธันวาคม 2559 ผลการศึกษา: ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อผนังหัวใจช่วงล่างของเวนตริเคิลซ้ายขาดเลือดชนิดเอสทียกที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีการฉีดสีและถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยการใช้บอลลูนขดลวดจำนวน 452 ราย มีผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือดร่วมจำนวน 99 ราย อัตราเสียชีวิตในโรงพยาบาลเท่ากับร้อยละ 23.2 สาเหตุหลักมาจากการเกิดภาวะหัวใจช็อค เทียบกับร้อยละ 5.1 ในผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือด (ค่าพีน้อยกว่า 0.001) ผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือดมีอุบัติการณ์ของการเกิดภาวะหัวใจช็อคมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (ร้อยละ 48.5 เทียบกับร้อยละ 15.6, ค่าพีน้อยกว่า 0.001) สัดส่วนการบีบตัวของหัวใจเวนตริเคิลซ้ายน้อยกว่า (ร้อยละ 51.15 ± 17.27 เทียบกับร้อยละ 55.79 ± 12.46, ค่าพี 0.037) ภาวะการนำกระแสไฟฟ้าในหัวใจผิดปกติชนิดเอวีบล็อคสมบูรณ์ (ร้อยละ 33.3 เทียบกับร้อยละ 11.9 ค่าพีน้อยกว่า 0.001) และภาวะชนิดวีที (ร้อยละ 15.2 เทียบกับร้อยละ 5.9 ค่าพี 0.003) หลังจากนำตัวแปรอายุ เพศหญิง ภาวะหัวใจช็อค สัดส่วนการบีบตัวของหัวใจเวนตริเคิลซ้าย ภาวะชนิดวีที และภาวะการนำกระแสไฟฟ้าในหัวใจผิดปกติชนิดเอวีบล็อคสมบูรณ์มาปรับ พบว่าภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือดมีแนวโน้มที่จะเป็นตัวทำนายที่ไม่ดีสำหรับการตายในโรงพยาบาล (อัตราส่วนความเสี่ยงอันตรายที่ปรับแล้ว 1.96 ช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95, 0.73 ถึง 5.23 ค่าพี 0.18) อย่างไรก็ตามมันเป็นตัวทำนายอิสระที่สำคัญสำหรับการตายที่ 1 ปี (อัตราส่วนความเสี่ยงอันตรายที่ปรับแล้ว 2.12 ช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95, 1.03 ถึง 4.36 ค่าพี 0.041) สรุปผล: ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อผนังหัวใจช่วงล่างของเวนตริเคิลซ้ายขาดเลือดชนิดเอสทียกซึ่งได้รับการรักษาโดยวิธีการฉีดสีและถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยการใช้บอลลูนขดลวด และมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือดมีอัตราตายในโรงพยาบาลสูงกว่าเมื่อเทียบกับที่ไม่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือด และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือดมีแนวโน้มที่จะส่งผลที่ไม่ดีเกิดขึ้นตามมามากกว่าเมื่อเทียบกับไม่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลขวาขาดเลือด
ผลของการทำพลาสมาเฟอเรซิสที่มีต่อระดับยาไมโคฟีโนลิกแอซิดในพลาสมาของในผู้ป่วย, สุดารัตน์ ปิยะศิริเดช
ผลของการทำพลาสมาเฟอเรซิสที่มีต่อระดับยาไมโคฟีโนลิกแอซิดในพลาสมาของในผู้ป่วย, สุดารัตน์ ปิยะศิริเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความสำคัญและที่มา: ไมโคฟีโนลิกแอซิด(mycophenolic acid, MPA) และการทำพลาสมาเฟอเรซิส เป็นกระบวนการรักษาภาวะความผิดปกติจากภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะผู้ป่วยปลูกถ่ายไต แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนของการทำพลาสมาเฟอเรซิสที่มีผลต่อระดับไมโคฟีโนลิกแอซิด วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ (pharmacokinetic)ของยาMPA โดยการวัดค่า area under the time-concentration curve ที่ 0-12 ชั่วโมง (AUC0-12) ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการตรวจติดตามระดับยาMPA ในเลือดของผู้ป่วย โดยเทียบระหว่างวันที่ทำพลาสมาเฟอเรซิสและวันที่ไม่ได้ทำพลาสมาเฟอเรซิส ระเบียบวิธีวิจัย: ผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายไต ที่รับประทานยาไมโคฟีโนเลทโมฟีติล(mycophenolate mofetil, MMF) 1,000 มก./วัน และเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการทำพลาสมาเฟอเรซิสที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่พ.ศ.2561-2562 โดยผู้ป่วยจะได้รับการเก็บตัวอย่างเลือดที่ 0, 1/2, 1, 2, 3, 4, 6, 8 และ 12 ชั่วโมงหลังรับประทานยา MMFมื้อเช้า เพื่อนำไปวัดระดับ MPA และนำค่า MPAที่ได้ไปคำนวณหาค่า AUC0-12 ของยาMPA ผู้ป่วยจะได้รับการทำพลาสมาเฟอเรซิสภายใน 4 ชั่วโมงหลังจากที่ผู้ป่วยรับประทาน MMF มื้อเช้า โดยมีวัตถุประสงค์ของการศึกษาคือการติดตามระดับ AUC0-12 ของยาMPA ที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างวันที่ทำและไม่ได้ทำพลาสมาเฟอเรซิส ผลการศึกษา: ผล AUC0-12 ของ MPA จำนวนทั้งสิ้น 40 AUC โดยเป็น AUC0-12 ในวันที่ไม่ได้ทำพลาสมาเฟอเรซิสจำนวน 20 AUC และในวันที่ทำพลาสมาเฟอเรซิสจำนวน 20 AUC ในผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายไตทั้งสิ้น 6 ราย ค่าเฉลี่ยของอายุผู้ป่วยคือ 56.2 ±20.7 ปี ผู้ป่วยทุกรายรับประทาน MMF 1,000 มก./วัน ติดต่อกันนานอย่างน้อย 72 ชั่วโมงก่อนเข้าร่วมการศึกษา ค่าเฉลี่ยของระดับ AUC0-12 ของยาMPA ในวันที่ทำพลาสมาเฟอเรซิสต่ำกว่าวันที่ไม่ได้ทำพลาสมาเฟอเรซิสอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (28.22 ±8.21 และ 36.79 ±10.29 …
ผลกระทบของยาเคมีบำบัดต่อการทำงานของรังไข่ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่ได้รับการรักษามะเร็งระบบโลหิตในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, อโณทัย จินตบัญญัติ
ผลกระทบของยาเคมีบำบัดต่อการทำงานของรังไข่ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่ได้รับการรักษามะเร็งระบบโลหิตในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, อโณทัย จินตบัญญัติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินผลกระทบของยาเคมีบำบัดต่อภาวะที่รังไข่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ในผู้ป่วยมะเร็งทางโลหิตวิทยาหลังการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด วิธีการวิจัย ทำการศึกษาโดยการเก็บตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยเพศหญิงที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ด้วยโรคมะเร็งระบบโลหิตประกอบด้วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดมัยอิลอยด์, มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน อายุ 18-40 ปี จำนวน 29 ราย เพื่อส่งตรวจระดับฮอร์โมน anti-Müllerian hormone(AMH), follicle-stimulating hormone(FSH), luteinizing hormone(LH) และ estradiol หลังหยุดการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดหรือปลูกถ่ายไขกระดูกที่ระยะเวลา 3, 6 และ 12 เดือนเทียบกับอาสาสมัครสุขภาพดีที่อายุเท่ากัน และผู้ป่วยตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับรูปแบบของประจำเดือนและอาการของภาวะหมดระจำเดือนก่อน ระหว่าง และหลังการได้รับยาเคมีบำบัด ผลการศึกษา ในผู้ป่วย 29 รายพบว่า ผู้ป่วยที่หยุดยาเคมีบำบัดตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไปมีจำนวน 21ราย พบว่าระดับ AMH ในกลุ่มผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ย 0.96 ± 0.98 นาโนกรัม/มิลลิลิตร เทียบกับกลุ่มอาสาสมัครมีค่าเฉลี่ย 3.78 ± 2.68 ng/mL นาโนกรัม/มิลลิลิตร ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) เช่นเดียวกับระดับ FSH โดยในกลุ่มผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ย 23.91 ± 37.96 ยูนิต/ลิตรและในกลุ่มผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ย 4.90 ± 3.96 ยูนิตต่อลิตร (p=0.03) ในขณะที่ฮอร์โมนอื่นไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในกลุ่มผู้ป่วยหลังหยุดยาเคมีบำบัดที่ 3 และ 6 เดือนพบว่าได้จำนวนประชากรน้อยเกินไปซึ่งจะไม่แสดงผลการศึกษา ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกจะมีระดับ AMH ต่ำว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.001) ผู้ป่วย 17 ใน 21 รายมีการเปลี่ยนแปลงของประจำเดือน โดย 6 รายที่ไม่มีประจำเดือนเลย หลังหยุดยาเคมีบำบัด ผู้ป่วย 4 รายไม่มีประจำเดือนอีกเลย ซึ่ง 4 รายนี้เป็นผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายไขกระดูก สรุป ระดับฮอร์โมน AMH และ FSH มีความไวในการประเมินการทำงานของรังไข่ในผู้ป่วยมะเร็งระบบโลหิตหลังได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดและการปลูกถ่ายไขกระดูก ในขณะที่ระดับของ estradiol และ LH จะเปลี่ยนแปลงเฉพาะในผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกเท่านั้น
ผลของการเสริมกากชาต่อสมรรถภาพการผลิต การย่อยได้ปรากฏ และ การผลิตก๊าซมีเทนของแพะนมลูกผสม, รพีพัฒน์ สันโดษ
ผลของการเสริมกากชาต่อสมรรถภาพการผลิต การย่อยได้ปรากฏ และ การผลิตก๊าซมีเทนของแพะนมลูกผสม, รพีพัฒน์ สันโดษ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้กากชา ต่อประสิทธิภาพการใช้อาหาร การย่อยได้ปรากฏ การเปลี่ยนแปลงของเมทาโบไลท์ในเลือด และการผลิตก๊าซมีเทน ในอาหารที่ใช้เลี้ยงแพะนมลูกผสม วางแผนการวิจัยแบบสลับ (3 x 3 crossover design) โดยใช้แพะนมลูกผสมพันธุ์ซาแนนจำนวน 9 ตัว น้ำหนักเฉลี่ย 30 ± 3.50 กิโลกรัม เป็นแม่แพะที่ผ่านการคลอดมาแล้ว (multiparous) และอยู่ในช่วงให้ผลผลิตน้ำนมหลังคลอด (lactation) การทดลองแบ่งออกเป็น 2 ช่วง โดยในช่วง 14 วันแรกจะเป็นช่วงของการปรับตัว ช่วงที่เหลืออีก 7 วันจะเป็นช่วงของการเก็บตัวอย่างและข้อมูล แพะแต่ละตัวได้รับอาหารทั้งสามสูตรที่มีการเสริมกากชาลงในสัดส่วนที่ 0 5 และ 10 เปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งในรูปของอาหารผสมเสร็จ (Total mixed ration; TMR) (กลุ่มที่ 1 2 และ 3 ตามลำดับ) มีการคำนวณระดับโปรตีนและพลังงานเท่ากันทุกสูตร (isonitrogenous and isocaloric diets) ทำการเก็บตัวอย่าง ได้แก่ อาหาร เลือด ปัสสาวะ มูล น้ำนม และของเหลวจากกระเพาะรูเมน เพื่อที่จะประเมินค่าพารามิเตอร์ที่สังเกตหลายชนิด ผลการศึกษาพบว่า ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติในกลุ่มทดลองของปริมาณการกินได้ ผลผลิตน้ำนม ค่าเมทาโบไลท์ในเลือด (กลูโคส ไตรกลีเซอไรด์ โปรตีนรวม) ค่าพีเอชในกระเพาะรูเมน กรดไขมันระเหย (volatile fatty acids; VFAs) ค่าอัลลานโทอิน (allantoin) ค่าสมดุลไนโตรเจนและผลผลิตก๊าซมีเทน ส่วนประกอบของโปรตีนในน้ำนมในกลุ่มที่ 3 มีความแตกต่างกันทางสถิติ (p<0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ 1 และ 2 ค่าการย่อยได้ของวัตถุแห้งในกลุ่มที่ 3 สูงกว่าในกลุ่มที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) แต่ไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ 1 ส่วนกลุ่มที่ 2 มีค่าการย่อยได้ของสารอินทรีย์ โปรตีนและ NDF ต่ำที่สุดในทุกกลุ่ม อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ 3 มีค่าการย่อยได้ของ NDF และ ADF สูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น จากผลการศึกษาสรุปได้ว่า สามารถใช้กากชาได้ถึงระดับ 10 เปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งในสูตรอาหาร เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนในอาหารที่ใช้เลี้ยงแพะนมลูกผสมผสมซาเนนได้ โดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อปริมาณการให้ผลผลิตและนิเวศวิทยาในกระเพาะรูเมน อย่างไรก็ตาม การเสริมกากชาที่ระดับ 5 และ 10 เปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งในสูตรอาหารไม่ส่งผลต่อการผลิตก๊าซมีเทน
การพัฒนาโปรแกรมการเพิ่มพูนความสามารถในการพัฒนาความสุขอย่างยั่งยืนของนักศึกษาพยาบาลทหาร-ตำรวจ, ชุติมา ฮากิม
การพัฒนาโปรแกรมการเพิ่มพูนความสามารถในการพัฒนาความสุขอย่างยั่งยืนของนักศึกษาพยาบาลทหาร-ตำรวจ, ชุติมา ฮากิม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบความสามารถในการพัฒนาความสุขอย่างยั่งยืนของนักศึกษาพยาบาลทหาร-ตำรวจ 2) พัฒนาโปรแกรมการเพิ่มพูนความสามารถในการพัฒนาความสุขอย่างยั่งยืนของนักศึกษาพยาบาลทหาร-ตำรวจ และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการเพิ่มพูนความสามารถในการพัฒนาความสุขอย่างยั่งยืนของนักศึกษาพยาบาลทหาร-ตำรวจ โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบพหุวิธี กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยมี 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) นักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 1-4 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 294 คน ของวิทยาลัยพยาบาลในสังกัดกระทรวงกลาโหมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ 2) นักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 3 ของวิทยาลัยพยาบาลตำรวจและวิทยาลัยพยาบาลทหารอากาศ จำนวน 72 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการเพิ่มพูนความสามารถในการพัฒนาความสุขอย่างยั่งยืนของนักศึกษาพยาบาลทหาร-ตำรวจ 2) แบบสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ และ 3) แบบสอบถามความสามารถในการพัฒนาความสุขอย่างยั่งยืน วิเคราะห์องค์ประกอบความสามารถในการพัฒนาความสุขอย่างยั่งยืนโดยใช้โปรแกรม LISREL 8.72 วิเคราะห์ความสามารถในการพัฒนาความสุขอย่างยั่งยืนโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณ (MANOVA) ผลการวิจัยมีดังนี้ 1) การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน พบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ มีค่าดัชนีความสอดคล้องกลมกลืน ประกอบด้วย X²=96.503, p=.115 df=81 X²= 1.191, GFI =.960, AGFI=.934, CFI =.997, SRMR=.034, RMSEA=.025 องค์ประกอบความสามารถในการพัฒนาความสุขอย่างยั่งยืนของนักศึกษาพยาบาลทหาร-ตำรวจ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การทำดี (0.923) การมีความเข้มแข็งทางจิตใจ (0.918) การคิดดี (0.906) การมีสัมพันธภาพที่ดี (0.840) และการเสริมพลังอำนาจในตนเอง (0.736) 2) โปรแกรมการเพิ่มพูนความสามารถในการพัฒนาความสุขอย่างยั่งยืนของนักศึกษาพยาบาลทหาร-ตำรวจ ประกอบด้วยกิจกรรมเสริมหลักสูตร 5 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ กิจกรรมรู้จักตนเอง กิจกรรมสร้างพลังบวก กิจกรรมคุณค่าของฉัน และกิจกรรมสร้างโลกสวย ใช้ระยะเวลา 3 วัน …
การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมของอาจารย์หลักสูตรนานาชาติ, กัลญา โอภาสเสถียร
การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมของอาจารย์หลักสูตรนานาชาติ, กัลญา โอภาสเสถียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ (1) เพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้ แบบวัดสมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมของอาจารย์หลักสูตรนานาชาติ และตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลตัวบ่งชี้ที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (2) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของสมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมของอาจารย์หลักสูตรนานาชาติ (3) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมของอาจารย์หลักสูตรนานาชาติ ตัวอย่างวิจัยคือ อาจารย์หลักสูตรนานาชาติมหาวิทยาลัยรัฐบาลและในกำกับจำนวน 289 คนซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือในการวิจัยได้แก่ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แบบวัดสมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมของอาจารย์หลักสูตรนานาชาติที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบประเมินแนวทางการพัฒนาสมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมของอาจารย์หลักสูตรนานาชาติ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา สถิติเชิงบรรยาย สถิติเชิงอ้างอิงโดยใช้การทดสอบที และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
1) สมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมของอาจารย์หลักสูตรนานาชาติ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ 7 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ องค์ประกอบด้านความรู้ในการสื่อสารและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ประกอบด้วย 2 ตัวบ่งชี้คือ ความรู้ความเข้าใจในการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม และความรู้ความเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรมของนักศึกษา องค์ประกอบด้านทัศนคติต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรม ประกอบด้วย 3 ตัวบ่งชี้คือ ความตระหนักในความหลากหลายทางวัฒนธรรมของนักศึกษา การเปิดใจยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมของนักศึกษา และการใฝ่รู้ในความหลากหลายทางวัฒนธรรมของนักศึกษา องค์ประกอบด้านการปฏิสัมพันธ์และการสอนระหว่างวัฒนธรรม ประกอบด้วย 2 ตัวบ่งชี้คือ การปฏิสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับนักศึกษาที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการสอนนักศึกษาที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ส่วนแบบวัดสมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมของอาจารย์หลักสูตรนานาชาติที่พัฒนาขึ้นมีเนื้อหาครอบคลุมทั้ง 3 องค์ประกอบ จำนวน 43 ข้อคำถามโดยมีลักษณะเป็นแบบมาตรวัดประเมินค่า 5 ระดับซึ่งได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญว่ามีความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = .71 - 1.00) และมีความเที่ยงของแบบวัดแต่ละองค์ประกอบระหว่าง 0.822 - 0.939 โดยมีค่าความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ 0.947 และโมเดลตัวบ่งชี้สมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมของอาจารย์หลักสูตรนานาชาติที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ( 2 = 3.48, df = 6, P-value = 0.747, GFI = 1.00, AGFI = 0.98, SRMR = 0.012, RMSEA = 0.000 และ CN = 1400.28 )
2) อาจารย์หลักสูตรนานาชาติที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีระดับสมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมทุกด้านอยู่ในระดับมาก …
โปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ทางสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ 3 อ.ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น ของนักศึกษาพยาบาล, พเยาว์ พงษ์ศักดิ์ชาติ
โปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ทางสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ 3 อ.ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น ของนักศึกษาพยาบาล, พเยาว์ พงษ์ศักดิ์ชาติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความรอบรู้ทางสุขภาพของนักศึกษาพยาบาลที่อยู่ในภูมิภาค และระดับชั้นปีแตกต่างกัน และศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ทางสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ 3 อ. ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นของนักศึกษาพยาบาล การดำเนินงานวิจัย คือแบบพหุวิธี แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 เป็นการสำรวจความรอบรู้ทางสุขภาพของนักศึกษาพยาบาล ประเมินด้วย ข้อมูลพื้นฐานและแบบประเมินความรอบรู้ทางสุขภาพในนักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 1 - ชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 390 คน ของวิทยาลัยพยาบาล สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุขในภูมิภาคต่าง ๆ จำนวน 12 แห่ง ระยะที่ 2 เป้นการการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 72 คน เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2561 แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 36 คน นักศึกษาของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สระบุรี เป็นกลุ่มทดลอง และนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พระพุทธบาท เป็น กลุ่มควบคุม ตามลำดับ เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ทางสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ 3 อ. ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นของนักศึกษาพยาบาล เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ทางสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ 3 อ. ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นของนักศึกษาพยาบาล แบบ และแบบประเมินความเชื่อมั่นแห่งตน ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพด้านอาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินความรอบรู้ทางสุขภาพ และแบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพตามหลักปฏิบัติตน 3 อ. ของนักศึกษาพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ ผลการวิจัย มีดังนี้
1.นักศึกษาพยาบาลที่เรียนในวิทยาลัยพยาบาล ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคต่างกันมีคะแนนความรอบรู้ทางสุขภาพ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ F (3, 386) = 3.02, p=0.03 …
รูปแบบการบริหารจัดการนิสิตนักศึกษาข้ามเพศในสถาบันอุดมศึกษาไทย, อาทิตย์ อินต๊ะแก้ว
รูปแบบการบริหารจัดการนิสิตนักศึกษาข้ามเพศในสถาบันอุดมศึกษาไทย, อาทิตย์ อินต๊ะแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงนโยบายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการใช้ชีวิตของนิสิตนักศึกษาข้ามเพศและการบริหารจัดการนิสิตนักศึกษาข้ามเพศของสถาบันอุดมศึกษาไทย (2) วิเคราะห์แนวทางการบริหารจัดการที่ดีของสถาบันอุดมศึกษากรณีศึกษาของไทยต่อนิสิตนักศึกษาข้ามเพศและเปรียบเทียบการบริหารจัดการนิสิตนักศึกษาข้ามเพศของสถาบันอุดมศึกษาไทยและต่างประเทศ และ (3) พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการนิสิตนักศึกษาข้ามเพศในสถาบันอุดมศึกษาไทย กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยประกอบด้วย นิสิตนักศึกษาข้ามเพศจำนวน 52 คน อาจารย์ 20 คนและผู้บริหารจำนวน 24 คนจาก 24 สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศไทย ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ การศึกษาเอกสารและภาพถ่าย การประชุมสัมมนาผู้ทรงคุณวุฒิ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ผู้บริหาร แบบสัมภาษณ์นิสิตนักศึกษาข้ามเพศ แบบสัมภาษณ์อาจารย์ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบบันทึกการประชุมสัมมนาผู้ทรงคุณวุฒิ และเครื่องบันทึกเสียง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้
1. นิสิตนักศึกษาข้ามเพศส่วนใหญ่ได้รับการยอมรับและมีภาพลักษณ์ที่ดีต่อบุคคลทั่วไปสามารถเข้าร่วมกิจกรรมและเป็นผู้นำในกิจกรรมต่างๆของมหาวิทยาลัย นิสิตนักศึกษาข้ามเพศสามารถแสดงออกโดยการใช้คำพูดเพื่อแสดงถึงเพศที่ตนเองต้องการได้ รวมถึงการแต่งกายข้ามเพศในการเข้าเรียน การเข้าสอบและเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรได้ในขณะที่บางมหาวิทยาลัยยังไม่มีแนวปฏิบัติในเรื่องดังกล่าว นิสิตนักศึกษาข้ามเพศส่วนใหญ่เลือกใช้ห้องน้ำเพศหญิงมากกว่าเพศชายเนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัยและความสะอาด นิสิตนักศึกษาข้ามเพศมีการจัดสรรเงินบางส่วนในการดูแลตนเองทางด้านรูปร่างและผิวพรรณเป็นพิเศษ นิสิตนักศึกษาข้ามเพศส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดเลือกที่จะปรึกษาเรื่องส่วนตัวกับเพื่อนและรุ่นพี่ที่เป็นบุคคลข้ามเพศมากกว่าอาจารย์และเจ้าหน้าที่ภายในมหาวิทยาลัยและนิสิตนักศึกษาข้ามเพศส่วนใหญ่ต้องอาศัยอยู่ในหอพักที่มีการแบ่งแยกตามเพศกำเนิด มีการส่งเสริมการให้ความรู้และความเข้าใจในเรื่องของเพศวิถีและความหลากหลายทางเพศในมหาวิทยาลัยเพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจต่อความหลากหลายในสังคมมหาวิทยาลัย
2. สถาบันอุดมศึกษาไทยที่มีแนวปฏิบัติที่ดีให้เสรีภาพต่อนิสิตนักศึกษาข้ามเพศในการเข้าร่วมและจัดกิจกรรมต่างๆ การออกประกาศหรือแนวทางปฏิบัติในการแต่งกายของนิสิตนักศึกษาข้ามเพศอย่างชัดเจน การจัดสรรห้องน้ำเสมอภาคซึ่งเป็นห้องน้ำที่นิสิตนักศึกษาทุกคนสามารถเข้าใช้บริการร่วมกันได้รวมถึงนิสิตนักศึกษาพิการ บุคลากรหรืออาจารย์ผู้สูงอายุต่างๆ การบริการให้คำปรึกษาและสุขภาพแก่นิสิตนักศึกษาโดยความร่วมมือกับทางคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมีนักจิตวิทยาและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเพศคอยให้บริการในศูนย์การให้คำปรึกษาและสุขภาพแก่นิสิตและนักศึกษาข้ามเพศ การเปิดรายวิชาและหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับเพศวิถีและบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศให้กับนิสิตนักศึกษาทั้งในระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา
3. รูปแบบการบริหารจัดการนิสิตนักศึกษาข้ามเพศในสถาบันอุดมศึกษาไทย (FICE Model) ประกอบด้วยการบริหารจัดการนิสิตนักศึกษาข้ามเพศใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 1 การบริหารจัดการด้านเสรีภาพ การแสดงออกและกิจกรรม (F: Freedom, Gender Expression, and Activity Management) ด้านที่ 2 การบริหารจัดการด้านโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก (I: Infrastructure and Facility Management) ด้านที่ 3 การบริหารจัดการด้านการให้คำปรึกษาและสุขภาพ (C: Counselling and Healthcare Service Management) และด้านที่ 4 การบริหารจัดการด้านการส่งเสริมการให้ความรู้และความเข้าใจในเรื่องของเพศวิถีและความหลากหลายทางเพศ (E: Educational and Training Program Management)
ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในสองทศวรรษหน้า, ภีมพิพัฒน์ มโนมัยกุล
ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในสองทศวรรษหน้า, ภีมพิพัฒน์ มโนมัยกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพปัจจุบัน สภาพปัญหาของการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนและสภาพในอนาคตของการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในสองทศวรรษหน้า 2) วิเคราะห์แนวโน้มทิศทางการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในสองทศวรรษหน้า 3) นำเสนอยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในสองทศวรรษหน้า โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ 1) มหาวิทยาลัยเอกชน จำนวนทั้งหมด 34 แห่ง โดยผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ อธิการบดี รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร คณบดี รองคณบดีฝ่ายบริหารของกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ กลุ่มสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 136 คน 2) ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเอกชน จำนวน 15 คน 3) ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ จำนวน 5 คน 4) ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบร่างยุทธศาสตร์ จำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบวิเคราะห์สาระ แบบสัมภาษณ์ แบบสำรวจ แบบสอบถาม แบบตรวจสอบร่างยุทธศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์สาระ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน SWOT IFAS EFAS SFAS กราฟแสดงปัจจัยยุทธศาสตร์ และ TOWS Matrix ซึ่งผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. สภาพปัจจุบันของการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง หากพิจารณาตามรายด้าน พบว่า สถาบันอุดมศึกษาเอกชนให้ความสำคัญในระดับที่มากในด้านการฝึกอบรมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันอุดมศึกษาเอกชนให้ความสำคัญในระดับปานกลางในด้านการมีส่วนร่วมในงานและการสร้างความผูกพันในองค์กร ด้านการวางแผนทรัพยากรมนุษย์หรือการวางแผนกำลังคน ด้านการประเมินผลการปฎิบัติงาน ด้านการสรรหาและการคัดเลือก และด้านการบำรุงรักษาทรัพยากรมนุษย์หรือการบริหารค่าตอบแทน ตามลำดับ สำหรับสภาพในอนาคตของการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในสองทศวรรษหน้า ภาพรวมอยู่ในระดับมาก หากพิจารณาตามรายด้าน พบว่า สถาบันอุดมศึกษาเอกชนให้ความสำคัญในระดับมากในทุกด้าน โดยด้านที่ให้ความสำคัญสูงที่สุด คือ ด้านการมีส่วนร่วมในงานและการสร้างความผูกพันในองค์กร 2. แนวโน้มทิศทางการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในสองทศวรรษหน้า ประกอบด้วย แนวโน้มด้านการวางแผนทรัพยากรมนุษย์หรือการวางแผนอัตรากำลังคน 12 ข้อ แนวโน้มด้านการสรรหาและการคัดเลือกบุคลากร 13 ข้อ แนวโน้มด้านการบำรุงรักษาทรัพยากรมนุษย์หรือการบริหารค่าตอบแทน 14 ข้อ แนวโน้มด้านการฝึกอบรมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 14 ข้อ …
การใช้เชื้อเพลิงดีเซลสังเคราะห์จากขยะพลาสติกในเครื่องยนต์ Ci ชนิด Direct Injection, ยุทธนา ชาญณรงค์ชัย
การใช้เชื้อเพลิงดีเซลสังเคราะห์จากขยะพลาสติกในเครื่องยนต์ Ci ชนิด Direct Injection, ยุทธนา ชาญณรงค์ชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาผลของการใช้เชื้อเพลิงดีเซลสังเคราะห์จากขยะพลาสติกที่มีต่อสมรรถนะ ปรากฏการณ์การเผาไหม้รวมถึงค่าควันดำของเครื่องยนต์ ซึ่งในงานวิจัยนี้จะทดสอบกับเครื่องยนต์ Kubota รุ่น RT 140 DI โดยสามารถแบ่งการทดสอบออกได้เป็น 3 ส่วน โดยส่วนที่หนึ่งเป็นการทดสอบเพื่อดูค่าสมรรถนะที่สภาวะคงตัว ความเร็วรอบคงที่ ตั้งแต่ 1000 - 2400 รอบ/นาที ทั้งที่สภาวะภาระสูงสุดและภาระบางส่วนของเครื่องยนต์ พบว่า ที่ภาระสูงสุดของเครื่องยนต์เมื่อใช้เชื้อเพลิงดีเซลสังเคราะห์จากขยะพลาสติกสามารถสร้างค่าแรงบิดเบรกและกำลังเบรกได้น้อยกว่าเชื้อเพลิงดีเซลเนื่องจากมีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงน้อยกว่าซึ่งเป็นผลมาจากความหนาแน่นของเชื้อเพลิงที่น้อยกว่า แม้จะมีค่าความร้อนของเชื้อเพลิงที่สูงกว่าจึงมีค่าอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงจำเพาะเบรกและค่าประสิทธิภาพการเปลี่ยนพลังงานเชื้อเพลิงเบรกดีกว่า และที่สภาวะภาระบางส่วนของเครื่องยนต์เมื่อใช้เชื้อเพลิงดีเซลสังเคราะห์จากขยะพลาสติกจะมีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงจำเพาะเบรก ค่าประสิทธิภาพการเปลี่ยนพลังงานเชื้อเพลิงเบรกดีกว่าการใช้เชื้อเพลิงดีเซลสอดคล้องกับผลที่ภาระสูงสุด ส่วนที่สองเป็นการทดสอบค่าสมรรถนะของเครื่องยนต์และค่าควันดำที่จุดทดสอบตามมาตรฐาน ESC test cycle พบว่า เครื่องยนต์เมื่อใช้เชื้อเพลิงดีเซลสังเคราะห์จากขยะพลาสติกมีค่าสมรรถนะที่ดีกว่า ส่วนควันดำมีค่าเคียงกับเชื้อเพลิงดีเซล ส่วนที่สามเป็นผลการวิเคราะห์การเผาไหม้ของเครื่องยนต์เมื่อใช้เชื้อเพลิงดีเซลสังเคราะห์จากขยะพลาสติก ในการทดสอบจะทำการวัดความดันในห้องเผาไหม้ ความดันเชื้อเพลิงที่ทางเข้าหัวฉีดและองศาเพลาข้อเหวี่ยง โดยบันทึกข้อมูลทุก ๆ 2 องศาเพลาข้อเหวี่ยง จำนวน 200 วัฏจักรต่อจุดทดสอบ ที่จุดทดสอบตามมาตรฐาน ESC test cycle พบว่า จุดเริ่มต้นการฉีดเชื้อเพลิงจะเข้าใกล้ศูนย์ตายบนเมื่อความเร็วรอบมากขึ้น ความดันในห้องเผาไหม้สูงสุดมีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อภาระการทดสอบมากขึ้น ส่วนอัตราการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดและการปล่อยความร้อนสุทธิมีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อภาระการทดสอบมากขึ้น โดยมีค่าสัดส่วนมวลเชื้อเพลิงที่เผาไหม้อยู่ในช่วง 0.732 - 0.866 ซึ่งไม่ต่างจากเชื้อเพลิงดีเซล จากผลการทดสอบสามารถสรุปได้ว่าเชื้อเพลิงดีเซลสังเคราะห์จากขยะพลาสติกสามารถนำไปให้ในเครื่องยนต์ CI ชนิด Direct Injection ได้โดยไม่ต้องมีการปรับแต่งเครื่องยนต์ โดยมีค่าประสิทธิภาพต่าง ๆ ที่ดีกว่าและค่าควันดำใกล้เคียงกับการใช้เชื้อเพลิงดีเซล
การศึกษากลไกการดักจับอนุภาคภายในหลุมจุลภาครูปทรงสามเหลี่ยม, ภาคภูมิ ยิ่งประทานพร
การศึกษากลไกการดักจับอนุภาคภายในหลุมจุลภาครูปทรงสามเหลี่ยม, ภาคภูมิ ยิ่งประทานพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาแบ่งออกเป็นสองวัตถุประสงค์หลัก อย่างแรกเป็นการศึกษากลไกการดักจับอนุภาคโดยอาศัยหลักการหมุนวนที่เกิดขึ้นภายในหลุมสามเหลี่ยมคือ สามเหลี่ยมมุมเท่า สามเหลี่ยมมุมแหลม และสามเหลี่ยมมุมป้าน ผลจากการจำลองการไหลพบว่าของไหลที่บริเวณหลุมรูปทรงสามเหลี่ยมจะเกิดการไหลแบบหมุนวนสำคัญ 2 รูปแบบคือ การหมุนวนภายในหลุมโดยแกนการหมุนตั้งฉากกับทิศทางการไหล และการหมุนวนที่ขอบด้านหน้าหลุมโดยมีแกนการหมุนในทิศทางเดียวกับการไหล โดยการหมุนแบบแรกเป็นการดักจับอนุภาคลงสู่หลุม ทั้งนี้การหมุนวนภายในหลุมและการหมุนวนที่ขอบด้านหน้าหลุมจะเกิดการปฏิสัมพันธ์ของการหมุนวนจนทำให้เกิดการหมุนวนอีกกลุ่มหนึ่งภายในหลุมเรียกว่าการหมุนวนทุติยภูมิ การหมุนวนนี้อาจช่วยประคองอนุภาคที่ถูกดักจับให้อยู่กลางหลุมแต่หากมีขนาดการหมุนวนที่มากเกินไปอาจส่งผลให้อนุภาคหลุดออกจากหลุมได้ โดยสามเหลี่ยมมุมป้านจะมีขนาดการหมุนวนทุติยภูมิสูงที่สุด ดังนั้นหากมีอนุภาคถูกดักจับภายในหลุมมีความเป็นไปได้สูงที่อนุภาคจะถูกแรงหมุนวนดันออกจากหลุมสำหรับกรณีสามเหลี่ยมมุมป้านรองลงมาถือสามเหลี่ยมมุมเท่าและสามเหลี่ยมมุมแหลมตามลำดับ วัตถุประสงค์ที่สองคือการนำเสนอรูปแบบการดักจับอนุภาคโดยอาศัยการทดลองประกอบ รูปแบบการดักจับใหม่นี้เริ่มจากการดักจับอนุภาคให้เต็มหลุมที่อัตราการไหลต่ำก่อนจากนั้นเพิ่มอัตราการไหลเพื่อเพิ่มขนาดของการไหลหมุนวนทุติยภูมิส่งผลให้อนุภาคออกจากหลุมมากขึ้น โดยอุปกรณ์การไหลประกอบไปด้วยช่องการไหลที่พื้นมีการเรียงตัวของหลุมจุลภาครูปทรงสามเหลี่ยม สำหรับการทดลองเริ่มจากการนำอนุภาคพลาสติกผสมเข้ากับสารละลาย PBS และฉีดเข้าสู่อุปกรณ์การไหลที่อัตราการไหลประมาณ 10 มิลลิลิตรต่อชั่วโมงเพื่อดักจับอนุภาคให้เต็มหลุมจากนั้นปรับอัตราการไหลสูงเพื่อดันอนุภาคออกจากหลุมจนกระทั่งเหลือเพียงอนุภาคเดี่ยว โดยที่อัตราการไหล 500 มิลลิลิตรต่อชั่วโมงเป็นเวลา 2 นาที พบว่าสามเหลี่ยมมุมเท่า สามเหลี่ยมมุมแหลม และสามเหลี่ยมมุมป้านสามารถดักจับอนุภาคเดี่ยวได้ 83.6% 31.5% และ 16.7% ตามลำดับ ซึ่งสามเหลี่ยมมุมแหลมจะกักเก็บอนุภาคไว้ภายในหลุมได้มากเนื่องจากมีขนาดการหมุนวนทุติยภูมิในหลุมที่ต่ำแต่สามเหลี่ยมมุมป้านมีขนาดการหมุนวนทุติยภูมิสูงสุดส่งผลให้อนุภาคส่วนใหญ่ถูกดันออกจากหลุมจนหมด
ผลกระทบแรงระเบิดต่อปริมาณเหล็กปลอก ขนาดหน้าตัดและรูปร่างของเสาคอนกรีตทั่วไป, กษิดิ์เดช โกศลศานต์
ผลกระทบแรงระเบิดต่อปริมาณเหล็กปลอก ขนาดหน้าตัดและรูปร่างของเสาคอนกรีตทั่วไป, กษิดิ์เดช โกศลศานต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2491 เหตุการณ์ความไม่สงบเริ่มรุนแรงขึ้นเป็นระยะ และเริ่มบานปลายหลังปี 2547 ผู้ก่อความไม่สงบใช้อาวุธปืน และวัตถุระเบิดทำการก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆ อาทิเช่น ทำลายอาคาร บ้านเรือน และโรงเรียน เป็นต้น ซี่งเหตุการณ์ความไม่สงบนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชน เป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอีกด้วย ดังนั้นงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาและวิเคราะห์ความสามารถในการรับแรงระเบิด ของเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งเสาคอนกรีตเสริมเหล็กนี้ มีปริมาณเหล็กปลอก ขนาดหน้าตัดเสา และรูปร่างเสาที่แตกต่างกัน ในการวิจัยใช้ระเบิด Trinitrotoluene (TNT) ปริมาณ 2 ปอนด์ เป็นอุปกรณ์หลักในการทดสอบเสา โดยมีระยะห่างจากเสาถึงจุดศูนย์กลางระเบิด 500 mm ในการทดสอบนี้มีการตรวจวัด การโก่งตัวของเสาและความดันของระเบิดที่กระทำต่อเสา จากนั้นนำเสาที่ได้ทำการทดสอบระเบิดแล้วไปทดสอบหากำลังต้านแรงอัดของเสาเปรียบเทียบกับเสาที่ไม่ได้ทดสอบระเบิดด้วย ผลสรุปแสดงให้เห็นว่าเสาคอนกรีตเสริมเหล็กมีความสามารถในการรับแรงระเบิดได้ เมื่อเพิ่มปริมาณเหล็กปลอก ขนาดหน้าตัดเสา และมีรูปร่างเสาอย่างเหมาะสม
การประเมินความล้าของฟันที่ผ่านการบูรณะโดยใช้วิธีระนาบวิกฤตและเกณฑ์ของ Findley โดยใช้ระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์, วิรเดช ธารณเจษฎา
การประเมินความล้าของฟันที่ผ่านการบูรณะโดยใช้วิธีระนาบวิกฤตและเกณฑ์ของ Findley โดยใช้ระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์, วิรเดช ธารณเจษฎา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้ประยุกต์ความรู้ด้านความล้าโดยวิธีการวิเคราะห์ระนาบวิกฤต (critical plane analysis) ตามแบบจำลองของฟินเลย์ (Findley's model) เพื่อหาอายุการใช้งานในรูปจำนวนรอบและรูปการแตกหักของฟันที่ได้รับการบูรณะ การศึกษานี้สร้างแบบจำลองฟันที่ผ่านการครอบฟันที่ทำจากเซรามิก 2 ชนิด คือลิเทียมไดซิลิเกตและเซอร์โคเนีย ด้วยวิธีภาพถ่ายคอมพิวเตอร์ (CT scan) และการปรับแต่งรูปร่างด้วยโปรแกรมช่วยออกแบบ (computer-aided design program) ก่อนนำแบบจำลองมาวิเคราะห์การกระจายความเค้นด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ แล้วนำความเค้นดังกล่าวมาวิเคราะห์ความล้าในรูปพารามิเตอร์ฟินเลย์ การศึกษานี้ใช้โปรแกรม COMSOL และ MATLAB วิเคราะห์หาระนาบรอยแตกหักและจำนวนรอบภาระที่เนื้อฟันและวัสดุครอบฟันสามารถรับได้ แรงบดเคี้ยวที่สนใจคือแรงจากการบดเคี้ยวปกติหรือการกัดฟันที่ไม่ปกติ เช่นแรงจากการกัดฟันในผู้ที่มีภาวะนอนกัดฟัน ผลการศึกษาพบว่าความเค้นที่เกิดขึ้นในกรณีฟันครอบด้วยลิเทียมไดซิลิเกตมีค่าน้อยกว่าฟันที่ครอบด้วยเซอร์โคเนีย เนื่องจากลิเทียมไดซิเกตมีค่าความหนาแน่นน้อยกว่าเซอร์โคเนีย ทำให้ได้รับผลของแรงพลศาสตร์น้อยกว่า เมื่อพิจารณาพฤติกรรมการล้าพบว่าลักษณะการแตกหักที่ระนาบวิกฤตในเนื้อฟันหรือครอบฟันมีลักษณะคล้ายกับการแตกหักที่พบได้จากการทดลองหรือจากรายงานทางคลินิกที่มีเงื่อนไขขอบเขตใกล้เคียงกัน ฟันที่ครอบด้วยวัสดุทั้งสองชนิดสามารถทนต่อแรงบดเคี้ยวปกติได้มากกว่า 106 รอบ สำหรับกรณีการกัดฟันที่ไม่ปกติ พบว่าครอบฟันที่เป็นลิเทียมไดซิลิเกตเกิดการรอยแตกที่ครอบฟันก่อน ในขณะที่ครอบฟันที่เป็นเซอร์โคเนียเกิดรอยแตกที่บริเวณเนื้อฟันก่อน การพิจารณาความเสียหายโดยพิจารณาเกณฑ์ความเค้น von Mises และพิจารณาพารามิเตอร์ฟินเลย์ให้ผลการทำนายความเสียหายที่แตกต่างกัน เนื่องจากการพิจารณาความเค้น von Mises พิจารณาขนาดความเค้นที่จะทำให้เกิดการเสียหายเป็นหลัก ในขณะที่การพิจารณาพารามิเตอร์ฟินเลย์พิจารณาความเค้นในรูปที่ทำให้เกิดรอยแตกเป็นหลัก
การเพิ่มความสามารถในการติดตามบุคคลของระบบกล้องวงจรปิดด้วยระบบกล้องเคลื่อนที่ได้, ณัชพณ สันตยากร
การเพิ่มความสามารถในการติดตามบุคคลของระบบกล้องวงจรปิดด้วยระบบกล้องเคลื่อนที่ได้, ณัชพณ สันตยากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในงานวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการติดตามในระบบกล้องวงจรปิดโดยการพัฒนาระบบเพื่อติดตามเป้าหมายเมื่อเดินผ่านขอบเขตการมองเห็น (FOV) ของกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่กับที่ไปแล้ว และรวมเข้ากับข้อมูลการติดตาม จากนั้นจะทำการคำนวณตำแหน่ง และตรวจจับเป้าหมาย ถ้าความคลุมเครือของเป้าหมายมากเกินกว่าที่ได้กำหนดไว้ ระบบจะสั่งให้กล้องเคลื่อนที่ได้ไปยังพื้นที่ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดเพื่อหาเป้าหมายนั้นอีกครั้ง งานวิจัยนี้เสนอระบบติดตามโดยการใช้ Monte Carlo Localization (MCL) เป็นหลักในการติดตาม ในการทดสอบได้จัดทำโปรแกรมเพื่อตรวจจับ และติดตามวัตถุโดยการใช้ระบบของกล้อง ผลถูกทดลองในการจำลองที่ใช้ 5000 อนุภาคเพื่อติดตามเป้าหมายในพื้นที่ เมื่อการกระจายของอนุภาคมากกว่าค่าที่กำหนดไว้ ระบบจะส่งกล้องที่สามารถเคลื่อนที่ได้ไปยังตำแหน่งค่าเฉลี่ยของกลุ่มการกระจายของอนุภาค ผลเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่ากล้องเคลื่อนที่ได้สามารถไปยังพื้นที่ที่เหมาะสมที่จะติดเป้าหมาย