Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2018

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 164041 - 164070 of 170102

Full-Text Articles in Entire DC Network

ดีวัลคาไนเซชันของยางธรรมชาติวัลคาไนซ์โดยแบคทีเรียที่คัดแยกได้จากดินที่ปนเปื้อนซัลเฟอร์ในประเทศไทย, เบญจา แก้วเพ็ชร Jan 2018

ดีวัลคาไนเซชันของยางธรรมชาติวัลคาไนซ์โดยแบคทีเรียที่คัดแยกได้จากดินที่ปนเปื้อนซัลเฟอร์ในประเทศไทย, เบญจา แก้วเพ็ชร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กระบวนการดีวัลคาไนเซชันด้วยวิธีทางชีวภาพเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถแก้ปัญหาขยะจากยาง มีข้อดีคือมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและต้นทุนต่ำ ดังนั้นงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คัดแยกแบคทีเรียจากแหล่งดินที่ปนเปื้อนซัลเฟอร์ในประเทศไทย เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการดีวัลคาไนเซชันทำให้ได้ยางรีเคลม (reclaim rubber) หรือยางดีวัลคาไนซ์ (devulcanized rubber) ผลการคัดแยกพบว่า Bacillus cereus มีประสิทธิภาพในการสลายพันธะซัลเฟอร์ใน dibenzothiophene ได้เท่ากับ 88.1±0.1% และเมื่อนำ B. cereus ไปทดสอบการสลายพันธะซัลเฟอร์ในยางธรรมชาติวัลคาไนซ์ทั้ง 3 สูตร (ระบบธรรมดา (conventional vulcanization: CV) ระบบกึ่งประสิทธิภาพ (semi-efficient vulcanization: Semi-EV) และระบบประสิทธิภาพ (efficient vulcanization: EV)) พบว่าในยางธรรมชาติวัลคาไนซ์สูตร CV ให้ค่าการลดลงของซัลเฟอร์สูงที่สุด (27.1±0.4) ภายใต้ภาวะที่พีเอช 7 อุณหภูมิห้อง (30±2oC) เป็นเวลา 30 วัน ค่าความหนาแน่นของพันธะเชื่อมขวางของยางดีวัลคาไนซ์มีค่าลดลง 70.2% ส่งผลให้สัดส่วนเจลมีค่าลดลง นอกจากนี้ศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดีวัลคาไนเซชัน ได้แก่ ขนาดของอนุภาคยาง พีเอชและอุณหภูมิ เพื่อหาภาวะที่เหมาะสมในกระบวนการดีวัลคาไนเซชัน ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าการกำจัดซัลเฟอร์ในยางดีวัลคาไนซ์ขนาดเล็ก (Ø=0.3-0.4 มิลลิเมตร) สูงกว่ายางดีวัลคาไนซ์ขนาดใหญ่ (Ø=2.0-2.7 มิลลิเมตร) ภาวะที่เหมาะสมของการดีวัลคาไนซ์ยางของ B. cereus คือที่พีเอช 5 ณ อุณหภูมิห้อง (30±2oC) เป็นเวลา 20 วัน ให้เปอร์เซ็นต์การลดลงของซัลเฟอร์เท่ากับ 64.3±0.1 เมื่อนำยาง GTR ไปบ่มร่วมกับ B. cereus พบว่าปริมาณของซัลเฟอร์มีค่าลดลง 40.2±0.2% สุดท้ายนำยางดีวัลคาไนซ์ที่อัตราส่วนแตกต่างกันตั้งแต่ 5-20 ส่วนในร้อยส่วนของยาง (phr) ไปผสมกับยางบริสุทธิ์ พบว่าเมื่อปริมาณของยางดีวัลคาไนซ์เพิ่มขึ้นส่งผลให้ค่าทนแรงดึงสูงสุด (tensile strength) และระยะยืดที่จุดขาด (elongation at break) ของยางรีวัลคาไนซ์มีค่าลดลง ในขณะที่ความแข็ง (haredness) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ดังนั้นยางดีวัลคาไนซ์ที่ได้จากกระบวนการดีวัลคาไนเซชันด้วย B. cereus สามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในกระบวนการวัลคาไนเซชันได้


ระบบการเรียนรู้บนคลาวด์ตามแนวคิดวิศวกรรมผันกลับและเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อส่งเสริมความคิดเชิงประมวลผล, สุธิวัชร ศุภลักษณ์ Jan 2018

ระบบการเรียนรู้บนคลาวด์ตามแนวคิดวิศวกรรมผันกลับและเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อส่งเสริมความคิดเชิงประมวลผล, สุธิวัชร ศุภลักษณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพความต้องการในการจัดการเรียนการสอน 2) เพื่อพัฒนาระบบการเรียนรู้บนคลาวด์ฯ 3) เพื่อศึกษาผลของการใช้ระบบการเรียนรู้บนคลาวด์ฯ และ 4) เพื่อนำเสนอระบบการเรียนรู้ฯ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาสภาพความต้องการคือนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตจำนวน 685 คน และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 10 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาระบบ คือ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 26 คน ได้แก่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการศึกษา จำนวน 14 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านความคิดเชิงประมวลผล จำนวน 8 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมผันกลับ จำนวน 3 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการศึกษา จำนวน 1 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามออนไลน์ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แบบประเมินรูปแบบ ระบบการเรียนรู้บนคลาวด์ตามแนวคิดวิศวกรรมผันกลับ แผนการจัดการเรียนรู้ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความสามารถด้านความคิดเชิงประมวลผล แบบประเมินตนเองด้านความคิดเชิงประมวลผล แบบสอบถามความคิดเห็นในการเรียนด้วยระบบการเรียนรู้บนคลาวด์ฯ และแบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านความคิดเชิงประมวลผล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนที่มีการวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA) และการทดสอบค่าที (T-Test) ผลการวิจัยพบว่า ระบบการเรียนรู้บนคลาวด์ฯ ที่พัฒนาขึ้น มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ระบบการเรียนรู้ 2) เนื้อหา 3) บทบาทผู้สอนและผู้เรียน 4) เครื่องมือบนระบบคลาวด์ และ 5) การประเมินผล โดยมี 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การกำหนดเป้าหมายและการตั้งกลุ่ม 2) การร่วมกันวางแผน 3) การเลือกต้นแบบ 4) การวิเคราะห์งานร่วมกัน 5) การออกแบบร่วมกัน 6) ให้ผลป้อนกลับและการประเมินผล …


การตรวจหาคลอร์เททระไซคลินตกค้างในตัวอย่างอาหารโดยวิธีอิมมูโนแอสเสย์แบบแลเตอรอลโฟลว์, ปณิชา พวงมาลัย Jan 2018

การตรวจหาคลอร์เททระไซคลินตกค้างในตัวอย่างอาหารโดยวิธีอิมมูโนแอสเสย์แบบแลเตอรอลโฟลว์, ปณิชา พวงมาลัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์มีการใช้ยาปฏิชีวนะคลอร์เททระไซคลิน (CTC) เพื่อรักษาโรค ป้องกันโรคและเร่งการเติบโต โดยการใช้ยาชนิดนี้อาจมีการตกค้างในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ได้ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ดังนั้นทำให้นานาประเทศได้มีการกำหนดระดับยาปฏิชีวนะกลุ่มเททระไซคลิน (TCs) ที่สามารถตรวจพบได้ในอาหาร (MRL) ปัจุบันนี้วิธีอิมมูโนโครมาโทกราฟฟิกแอสเสย์ (ICA) หรือแถบทดสอบ เป็นวิธีที่สามารถทดสอบได้รวดเร็ว สามารถประเมินผลได้ด้วยตาเปล่าและสามารถนำไปตรวจในภาคสนามได้ ดังนั้นจุดประสงค์ของงานวิจัยนี้คือการพัฒนาแถบทดสอบสำหรับตรวจหาคลอร์เททระไซคลินตกค้างในตัวอย่างอาหารจากโมโนโคลนอลแอนติบอดีที่ผลิตขึ้นเอง โดยทำการฉีดกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันหนูสายพันธ์ ICR ด้วย CTC-BSA โดยหนูทุกตัวมีระดับการสร้างแอนติบอดีในช่วง 1:128,000 - 1:256,000 จากนั้นทำการหลอมรวมเซลล์ม้ามของหนูและเซลล์มัยอีโลมา P3X พบว่าได้เซลล์ที่สร้างแอนติบอดีต่อ CTC อิสระที่เสถียรจำนวน 1 โคลน และศึกษาลักษณะสมบัติของโมโนโคลนอลแอนติบอดีพบว่าเป็นไอโซไทป์ IgG1 มี ค่า LOD เท่ากับ 0.1 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร และค่า IC50 เท่ากับ 0.33 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร และเกิดปฏิกิริยาข้ามกับสารในกลุ่มและนอกกลุ่มเททระไซคลินน้อยกว่า 0.033% และไม่เกิดปฏิกิริยาข้ามกับสารในกลุ่มและสารนอกกลุ่ม TCs จากนั้นจึงนำโมโนโคลนอลแอนติบอดีที่ได้ไปตรวจหา CTC ด้วยวิธี ELISA และ ICA เมื่อทดสอบในน้ำนมโดยวิธี ELISA มี %Recovery อยู่ในช่วง 100-105.5 % และ %CV อยู่ในช่วง 3.3-9 % ในน้ำผึ้งมี %Recovery อยู่ในช่วง 99-104 % และ %CV อยู่ในช่วง 1.8-10.1 % จากนั้นทดสอบโดยวิธี ICA พบว่าในน้ำนม มีค่า cutoff เท่ากับ 40 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร และ VLOD เท่ากับ 20 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร ในน้ำผึ้งมีค่า cutoff เท่ากับ 40 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร และ VLOD เท่ากับ 20 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร ดังนั้นจากผลการทดลองชี้ให้เห็นว่าแถบทดสอบ CTC …


ผลของการอยู่ร่วมกันของราอาบัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาและแบคทีเรียที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์แบบไมคอร์ไรซาต่อการเจริญเติบโตของอ้อย, ภัทราวรรณ ธีฆัมพร Jan 2018

ผลของการอยู่ร่วมกันของราอาบัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาและแบคทีเรียที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์แบบไมคอร์ไรซาต่อการเจริญเติบโตของอ้อย, ภัทราวรรณ ธีฆัมพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันมีทางเลือกที่สามารถทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีและสารกำจัดศัตรูพืชที่หลากหลาย โดยมีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หนึ่งในทางเลือกที่ใช้คือการใช้ปุ๋ยชีวภาพที่ประกอบด้วยราอาบัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาและแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อพื้นที่เกษตรกรรม ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแยกและระบุชนิดของราอาบัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาและแบคทีเรียที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์แบบไมคอร์ไรซา รวมไปถึงผลของการอยู่ร่วมกันของราอาบัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาและแบคทีเรียต่อการเจริญเติบโตของต้นอ้อยพบ สปอร์ราอาบัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา 18 ลักษณะที่แตกต่างกันที่ได้จากการแยกดินรอบรากอ้อยของไร่อ้อยในประเทศไทย โดยลักษณะสัณฐานวิทยาของสปอร์สามารถจำแนกแบ่งออกได้เป็น 3 วงศ์คือ Glomeraceae, Acaulosporaceae และ Gigasporaceae โดยวงศ์ Glomeraceae เป็นวงศ์ที่พบมากที่สุดในการศึกษาครั้งนี้ ราอาบัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา AY01 และAT04 เป็นราอาบัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาที่สามารถเพิ่มจำนวนสปอร์และมีเปอร์เซ็นต์การติดเชื้อในรากข้าวฟ่างสูงที่สุด เมื่อระบุชนิดด้วยเทคนิคทางอณูวิทยาและสัณฐานวิทยาของราอาบัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา AY01 และAT04 พบว่าอยู่ในสกุล Diversispora นอกจากนี้สามารถแยกแบคทีเรียจากสปอร์ราอาบัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาได้จำนวน 122 ไอโซเลท โดยพบ 20 ไอโซเลทมีลักษณะความสามารถในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ได้แก่ลักษณะการสร้าง IAA สารในกลุ่ม siderophore แอมโมเนีย การสร้างไบโอฟิล์ม และมีความสามารถในการละลายฟอสเฟต โดยพบเพียงแบคทีเรีย ATR16 เท่านั้นที่สามารถกระตุ้นการงอกของสปอร์ราอาบัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา AY01 และAT04 ได้เมื่อทำการระบุชนิดด้วยเทคนิคอณูวิทยาสามารถระบุได้ว่า ATR16 คือ Acinetobacter baumannii ในการทดลองเพื่อศึกษาการอยู่ร่วมกันของราอาบัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา AY01 และAT04 กับแบคทีเรีย ATR16 โดยเก็บค่าความสูง มวลชีวภาพเหนือดินและใต้ดิน และเปอร์เซ็นต์การติดเชื้อในรากอ้อย จากชุดการทดลองที่มีการใช้ราอาบัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา AY01 ร่วมกับแบคทีเรีย ATR16 พบว่า มีค่าต่าง ๆ สูงกว่าชุดควบคุมและมีเปอร์เซ็นต์การติดเชื้อสูงสุด (69.59%) ผลการทดลองเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการใช้ราอาบัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาร่วมกับแบคทีเรียที่มีลักษณะของการส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชสามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตของอ้อยได้ ซึ่งการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปพัฒนาเป็นหัวเชื้อชีวภาพเพื่อนำไปใช้ในการเกษตรแบบยั่งยืน


ผลของวิธีปรุงสุกต่อคุณค่าทางโภชนาการและฤทธิ์ต้านออกซิเดชันในพืชสกุล Vigna สามชนิด, กิตติศักดิ์ ปานทอง Jan 2018

ผลของวิธีปรุงสุกต่อคุณค่าทางโภชนาการและฤทธิ์ต้านออกซิเดชันในพืชสกุล Vigna สามชนิด, กิตติศักดิ์ ปานทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบวิธีการปรุงสุกถั่วทั้งสามวิธี ได้แก่ (1) วิธีการต้มด้วยน้ำประปาอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ที่อัตราส่วนของถั่วที่ผ่านการแช่น้ำต่อปริมาณน้ำประปา 1:10 (w/v) (2) การนึ่งด้วยไอน้ำร้อนอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส และ (3) การปรุงสุกด้วยหม้ออัดแรงดันอุณหูมิ 115 องศาเซลเซียส ความดัน 10 psi ที่อัตราส่วนของถั่วที่ผ่านการแช่น้ำต่อปริมาณน้ำประปา 1:10 (w/v) เพื่อหาวิธีที่สามารถรักษาคุณค่าทางโภชนาการ และสมบัติการต้านออกซิเดชันของถั่ว และสามารถลดปริมาณสารต้านคุณค่าทางโภชนาการของถั่วให้อยู่ในระดับต่ำ ผลการศึกษาพบว่าการปรุงสุกทั้งสามวิธีส่งผลต่อคุณค่าทางโภชนาการของถั่วเขียว ถั่วดำ และถั่วอะซูกิ โดยส่งผลให้ปริมาณโปรตีนหยาบ เถ้า ไขมัน เยื่อใยหยาบ คาร์โบไฮเดรต พลังงาน สารประกอบฟีนอลิก และฟลาโวนอยด์ทั้งหมดแตกต่างกัน (p≤0.05) เมื่อพิจารณาต่อน้ำหนักบริโภค 100 กรัมที่เท่ากัน พบว่าวิธีการปรุงสุกด้วยวิธีการต้ม และการปรุงสุกด้วยหม้ออัดแรงดันมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าวิธีการนึ่ง และการปรุงสุกทั้งสามวิธีส่งผลให้สารต้านคุณค่าทางโภชนาการ (น้ำตาลราฟฟิโนส น้ำตาลสแตคีโอส และกรดไฟติก) ลดลง (p≤0.05) เมื่อเทียบกับถั่วดิบ โดยน้ำหนักแห้ง วิธีการปรุงสุกด้วยวิธีการต้ม และการปรุงสุกด้วยหม้ออัดแรงดันสามารถกำจัดสารต้านคุณค่าทางโภชนาการออกไปจากถั่วเขียว ถั่วดำ และถั่วอะซูกิได้มากกว่าวิธีการนึ่ง เมื่อพิจารณาฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน (Ferric reducing antioxidant power, DPPH radical scavenging activity และ Metal chelating activity) ของถั่วเขียว ถั่วดำ และถั่วอะซูกิที่ผ่านการปรุงสุก พบว่าการปรุงสุกทั้งสามวิธีส่งผลให้ฤทธิ์ต้านออกซิเดชันลดลง (p≤0.05) เมื่อเทียบกับถั่วดิบ โดยน้ำหนักแห้ง วิธีการต้ม และการใช้หม้ออัดแรงดันส่งผลให้ถั่วมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชันที่วิเคราะห์ด้วย Ferric reducing antioxidant power และ Metal chelating activity ลดลงมากว่าวิธีการนึ่ง ในขณะที่ผลการวิเคราะห์ฤทธิ์ต้านออกซิเดชันด้วย DPPH radical scavenging activity ของถั่วที่ผ่านการปรุงสุกทั้งสามวิธีลดลงในระดับใกล้เคียงกัน เมื่อพิจารณาการบริโภคถั่วปรุงสุกในน้ำหนักบริโภค 100 กรัมที่เท่ากัน พบว่าการปรุงสุกด้วยวิธีการนึ่งเป็นวิธีที่สามารถรักษาคุณค่าทางโภชนาการ และสมบัติการต้านออกซิเดชันของถั่วไว้ได้มากที่สุดเมื่อเทียบกับการปรุงสุกวิธีอื่น นอกจากนี้วิธีการปรุงสุกด้วยวิธีการนึ่งยังสามารถกำจัดน้ำตาลราฟฟิโนส น้ำตาลสแตคีโอส …


ภาวะเหมาะที่สุดสำหรับการผลิตไฮโดรไลเสตจากถั่วดำ Vigna Mungo ที่มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน, นฤมล บำรุงศาสตร์ Jan 2018

ภาวะเหมาะที่สุดสำหรับการผลิตไฮโดรไลเสตจากถั่วดำ Vigna Mungo ที่มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน, นฤมล บำรุงศาสตร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะที่เหมาะสมสำหรับการย่อยโปรตีน และกระบวนการทำแห้งที่เหมาะสมในการผลิตไฮโดรไลเสตจากถั่วดำที่มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชันสูง ผลการศึกษาการย่อยโปรตีนด้วยเอนไซม์ Flavourzyme® ที่ระดับความเข้มข้น 1-7 % (w/w) และระยะเวลาย่อย 60 - 1200 นาที ด้วยการใช้วิธีพื้นผิวตอบสนองและการออกแบบการทดลองแบบส่วนผสมกลาง พบว่าภาวะที่มีความเข้มข้นของเอนไซม์และระยะเวลาย่อยเพิ่มขึ้นทำให้ไฮโดรไลเสตมีค่าระดับการย่อยเพิ่มขึ้น (p<0.05) ระดับการย่อยเป็นผลตอบสนองที่มีผลต่อการเพิ่มฤทธิ์ต้านออกซิเดชันของไฮโดรไลเสตจากถั่วดำ โดยระดับการย่อยที่เพิ่มสูงขึ้นมีผลให้ไฮโดรไลเสตมีปริมาณหมู่อะมิโนอิสระและสารประกอบฟีนอลิกเพิ่มมากขึ้น (p<0.05) การผลิตไฮโดรไลเสตทำให้เกิดสารประกอบ Maillard Reaction Products สมการของผลตอบสนองต่าง ๆ มีค่า p-value ของ Lack of fit อยู่ในช่วง 0.102 - 0.359 และมีค่า r2 อยู่ในช่วง 0.8717 - 0.9557 การทำนายภาวะย่อยโปรตีนจากการกำหนดเกณฑ์ของผลตอบสนอง (ระดับการย่อย 75% และค่าผลตอบสนองตัวอื่น ๆ สูงสุด) พบว่าภาวะที่มีความเข้มข้นของเอนไซม์ 6.09 %(w/w) และระยะเวลาย่อย 360 นาที เป็นภาวะที่เหมาะสมสำหรับการย่อยโปรตีนในการผลิตไฮโดรไลเสตที่มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชันสูง จากการตรวจสอบการใช้ได้ของสมการพบว่าเปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อน (% error) ของค่าผลตอบสนองที่ได้จากการทำนายแตกต่างจากค่าที่ได้จากการทดลองอยู่ในช่วง 0.54 - 27.46% เมื่อนำไฮโดรไลเสตที่ผ่านการย่อยในภาวะที่คัดเลือกมาทำแห้งด้วยวิธีการทำแห้งด้วยลมร้อนแบบถาดและแบบโฟม-แมตที่อุณหภูมิ 60๐C พบว่าการทำแห้งแบบโฟม-แมตมีอัตราส่วนความชื้นลดลงและมีอัตราการอบแห้งสูงกว่าการทำแห้งแบบถาด เมื่อสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อทำนายลักษณะการทำแห้งพบว่าแบบจำลองของ Weibull ให้ค่า r สูง และค่า MRS และ RMSE ต่ำ เมื่อเทียบกับแบบจำลองทางคณิตศาสตร์อื่น ๆ ที่ใช้ การนำแบบจำลองมาตรวจสอบการใช้ได้ของสมการพบว่า % error ของปริมาณความชื้นของไฮโดรไลเสตที่ได้จากการทำนายแตกต่างจากค่าที่ได้จากการทดลองอยู่ในช่วง 0.44 - 6.05% เมื่อนำไฮโดรไลเสตมาทำแห้งด้วยสุญญากาศที่อุณหภูมิ 60๐C พบว่าการทำแห้งที่มีระยะเวลา 380 - 450 นาที ทำให้ไฮโดรไลเสตมีปริมาณความชื้นสุดท้าย 18 - 21% โดยน้ำหนักแห้ง การนำไฮโดรไลเสตจากถั่วดำที่ผ่านการทำแห้ง 3 วิธี ข้างต้นในระยะเวลาที่ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความชื้นสุดท้าย 18 และ 21% โดยน้ำหนักแห้ง มาวิเคราะห์สมบัติด้านต่าง ๆ พบว่าการทำแห้งด้วยลมร้อนแบบถาดทำให้ไฮโดรไลเสตมีปริมาณสารประกอบฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ TCA-soluble peptides ความสามารถในการละลาย และความสามารถในการต้านออกซิเดชันที่วิเคราะห์ FRAP สูงกว่าไฮโดรไลเสตที่ทำแห้งด้วยวิธีอื่น (p<0.05) ในขณะที่การทำแห้งด้วยสุญญากาศทำให้ไฮโดรไลเสตมีความสามารถด้าน DPPH radical scavenging activity สูงกว่าไฮโดรไลเสตที่ทำแห้งด้วยวิธีอื่น แต่มีความสามารถด้าน Metal-chelating และ Oxygen Radical Absorbance Capacity ไม่แตกต่างเมื่อเทียบกับการทำแห้งวิธีอื่น (p>0.05)


การพัฒนาผลิตภัณฑ์แผ่นฟิล์มปรุงรสน้ำจิ้มแบบอีสาน (แจ่ว), นุชนาฏ กิจวรเมธา Jan 2018

การพัฒนาผลิตภัณฑ์แผ่นฟิล์มปรุงรสน้ำจิ้มแบบอีสาน (แจ่ว), นุชนาฏ กิจวรเมธา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์แผ่นปรุงรสน้ำจิ้มแจ่ว โดยใช้มอลโทเดกซ์ทรินเป็นสารก่อฟิล์มเพื่อให้มีสมบัติในการละลายน้ำดี และใช้แซนแทนกัมเพื่อปรับปรุงสมบัติเชิงกลของฟิล์ม ขั้นตอนแรกคัดเลือกสูตรสารละลายขึ้นรูปฟิล์มสูตรควบคุม (ไม่ใส่ส่วนผสมที่ไม่ละลายน้ำ ได้แก่พริกป่นและข้าวคั่ว) จากสูตรน้ำจิ้มแจ่ว 3 สูตร ที่แปรอัตราส่วนของน้ำมะขามเปียกต่อน้ำมะนาว คือ สูตรน้ำมะขาม (1:0) สูตรผสม (1:1) และสูตรน้ำมะนาว (0:1) และแปรปริมาณแซนแทนกัมในสารละลายมอลโทเดกซ์ทริน 3 ระดับ (ร้อยละ 0, 1 และ 2 โดยน้ำหนัก) สามารถเลือกสารละลายขึ้นรูปฟิล์ม 2 สูตร ได้แก่ สูตรน้ำมะขามและสูตรผสม ที่ใส่แซนแทนกัมปริมาณร้อยละ 1 ฟิล์มที่ได้มีสมบัติเชิงกลที่เหมาะต่อการขึ้นรูปและละลายน้ำได้ดี ขั้นต่อมาพัฒนาการขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์แผ่นปรุงรสน้ำจิ้มแจ่ว โดยเติมส่วนพริกป่นและข้าวคั่วบนแผ่นฟิล์มขณะอบแห้ง และแปรความหนาของแผ่นปรุงรส 2 ระดับ (0.4 และ 0.8 มิลลิเมตร) พบว่าการเติมพริกป่นและข้าวคั่วเสริมให้ฟิล์มมีความต้านทานแรงดึงสูงขึ้น (p<0.05) และสามารถละลายน้ำกลับเป็นน้ำจิ้มแจ่วได้ โดยแผ่นหนา 0.8 มิลลิเมตร ให้สมบัติเชิงกลที่ดีกว่าแผ่นบาง (p<0.05) และสูตรผสมมีค่าการละลายน้ำสูงกว่าสูตรมะขามเล็กน้อย เมื่อทดสอบการยอมรับทางประสาทสัมผัสของแผ่นปรุงรส (แผ่นหนา) และน้ำจิ้มแจ่วที่ละลายจากแผ่นปรุงรส พบว่าคะแนนความชอบด้านลักษณะปรากฏของแผ่น เนื้อสัมผัสและการละลายน้ำของแผ่นปรุงรสทั้ง 2 สูตร (สูตรน้ำมะขามและสูตรผสม) ไม่แตกต่างกัน (p≥0.05) เมื่อละลายเป็นน้ำจิ้มแจ่วแล้ว คะแนนความชอบด้านต่าง ๆ ไม่ต่างกัน โดยมีคะแนนในช่วงชอบมาก (5-6 จาก 7 คะแนน) จากการศึกษาการเปลี่ยนแปลงคุณภาพระหว่างการเก็บรักษาแผ่นปรุงรสแจ่วทั้ง 2 สูตร ที่อุณหภูมิ 35 และ 45 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 60 วัน พบว่า ปริมาณความชื้นและค่า aw มีแนวโน้มสูงขึ้นและมีสีเข้มขึ้น ซึ่งที่อุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส ให้ค่าความต้านทานแรงดึงสูงกว่า ขณะที่ค่าร้อยละการยืดตัว ปริมาณความชื้น aw และค่าการละลายน้ำต่ำกว่า ที่อุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส (p<0.05) โดยผลิตภัณฑ์แผ่นปรุงรสน้ำจิ้มแจ่วทั้งสองสูตรมีปริมาณจุลินทรีย์ทั้งหมดไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดระหว่างการเก็บรักษา (60 วัน) จากการทดสอบการยอมรับทางประสาทสัมผัส พบว่า แจ่วแผ่นทั้งสองสูตรมีคะแนนความชอบด้านสีไม่แตกต่างกัน แต่ลดลงตามระยะเวลาในการเก็บรักษา เมื่อละลายเป็นน้ำจิ้มแจ่ว พบว่าสูตรน้ำมะขามมีแนวโน้มของคะแนนความชอบทางด้านกลิ่น กลิ่นรสและความชอบโดยรวมน้อยกว่าและมีค่าลดลงเร็วกว่าสูตรผสม แผ่นปรุงรสน้ำจิ้มแจ่วที่พัฒนาขึ้นสามารถผลิตจากน้ำมะขามเปียกหรือผสมน้ำมะนาวที่ใส่แซนแทนกัมปริมาณร้อยละ 1 เมื่อโรยด้วยพริกป่นและข้าวคั่ว สามารถขึ้นรูปได้ดี มีสมบัติเหมาะสมในการนำมาใช้งาน


การทำใสและยืดอายุการเก็บรักษาของไวน์ข้าวหวานปรุงอาหารด้วยการกรองแบบอัลตราฟิลเตรชัน, อรรวี คำประสงค์ Jan 2018

การทำใสและยืดอายุการเก็บรักษาของไวน์ข้าวหวานปรุงอาหารด้วยการกรองแบบอัลตราฟิลเตรชัน, อรรวี คำประสงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

มิรินเป็นหนึ่งในเครื่องปรุงรสที่สำคัญสำหรับอาหารญี่ปุ่น ผลิตจากข้าว และแอลกอฮอล์ โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ Hon mirin, Blended mirin และ Cooking sweet rice wine (ไวน์ข้าวหวานปรุงอาหาร) โดยไวน์ข้าวหวานปรุงอาหารเป็นมิรินที่มีราคาถูก นิยมใช้ทั่วไป ซึ่งได้จากการหมักแป้ง และโปรตีนในข้าวให้เป็นน้ำตาล และกรดอะมิโน แล้วเติมแอลกอฮอล์ให้มีปริมาณร้อยละ 14 ในงานวิจัยนี้จะผลิตมิรินด้วยวิธีดังกล่าวด้วยข้าวเหนียวไทย สายพันธุ์ กข 6 นำมาผ่านกระบวนการหมักโดยเชื้อราที่เหมาะสมที่สุดจาก 2 สายพันธุ์ ได้แก่ Aspergillus oryzae และ Amylomyces rouxii ไวน์ข้าวหวานปรุงอาหารที่ได้จะต้องมีสีเหลืองอ่อนใสและสามารถเก็บรักษาได้ในอุณหภูมิห้องโดยไม่เกิดการตกตะกอนหรือเน่าเสีย ดังนั้นจึงใช้กระบวนการกรองแบบอัลตราฟิลเทรชัน (Ultrafiltration, UF) เพื่อลดจำนวนจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดการเน่าเสียและกำจัดโปรตีนบางส่วนที่ทำให้เกิดความขุ่น (Haze) โดยเลือกใช้เยื่อแผ่นที่มีค่าการกักโมเลกุล (Molecular weight cut off, MWCO) ที่ 10 kDa และ 100 kDa จากผลการทดลองพบว่า Aspergillus oryzae เป็นสายพันธุ์เชื้อราที่มีความเหมาะสมในการผลิตไวน์ข้าวหวานปรุงอาหาร เนื่องจากน้ำต้อยที่ได้จากการหมักมีปริมาณโปรตีนสูงกว่า มีค่าระดับการย่อยสลายของโปรตีนสูงกว่า มีร้อยละผลผลิตสูงกว่าและใช้เวลาในการหมักน้อยกว่าการหมักโดยใช้ Amylomyces rouxii ดังนั้นจึงเลือกใช้ Aspergillus oryzae เป็นเชื้อราในการทำกล้าเชื้อ ในกระบวนการกรองแบบอัลตราฟิลเทรชันพบว่ามีความจำเป็นที่ต้องนำน้ำต้อยที่ได้มาผ่านกระบวนการจัดการเบื้องต้นด้วยการกรองหยาบด้วยผ้าขาวบางแล้วทิ้งให้ตกตะกอนตามธรรมชาติเป็นเวลา 24 ชั่วโมงก่อนนำไปกรองด้วยเยื่อแผ่นเพื่อลดความต้านทานที่มีต่อการกรองแบบอัลตราฟิลเทรชัน การกรองของไวน์ข้าวหวานปรุงอาหารผ่านเยื่อแผ่นที่มีค่ากักโมเลกุลที่ 10 kDa และ 100 kDa พบว่าช่วงแรกของการกรอง อัตราเร็วการกรองของเยื่อแผ่นมีค่ากักโมเลกุลที่ 100 kDa สูงกว่าอัตราเร็วการกรองของเยื่อแผ่นมีค่ากักโมเลกุลที่ 10 kDa แต่อัตราการลดลงของอัตราเร็วการกรองมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยที่อัตราเร็วการกรองของเยื่อแผ่นที่มีค่ากักโมเลกุลที่ 100 kDa จะลดลงรวดเร็วกว่าอัตราเร็วการกรองของเยื่อแผ่นมีค่ากักโมเลกุลที่ 10 kDa และจะลดลงจนมีอัตราเร็วการกรองที่ใกล้เคียงกับอัตราเร็วการกรองของเยื่อแผ่นมีค่ากักโมเลกุลที่ 10 kDa ในช่วงเวลาต่อไป เมื่อพิจารณารูปแบบความสัมพันธ์เชิงเส้นระหว่างพารามิเตอร์ 2 ตัวใน อัตราเร็วการกรอง (q) …


การวิเคราะห์ลักษณะสมบัติของประชากรจุลินทรีย์และรูปแบบของเมตาบอไลต์ในคีเฟอร์ที่มีศักยภาพเป็นโพรไบโอติกด้วยเทคนิคทางอณูชีววิทยา, อัญชิสา กุลทวีสุข Jan 2018

การวิเคราะห์ลักษณะสมบัติของประชากรจุลินทรีย์และรูปแบบของเมตาบอไลต์ในคีเฟอร์ที่มีศักยภาพเป็นโพรไบโอติกด้วยเทคนิคทางอณูชีววิทยา, อัญชิสา กุลทวีสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

คีเฟอร์เป็นผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวที่ได้จากกระบวนการหมักโดยกิจกรรมทางเมตาบอลิซึมของจุลินทรีย์กล้าเชื้อผสมของแบคทีเรียกรดแลคติก ยีสต์ และแบคทีเรียกรดอะซีติก อาศัยอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาในโครงสร้างพอลิแซ็กคาไรด์และโปรตีนที่เรียกว่า เม็ดคีเฟอร์ ในประเทศไทยพบการผลิตคีเฟอร์ภายในครัวเรือนหรืออุตสาหกรรมขนาดเล็กโดยได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังขาดข้อมูลสนับสนุนในเชิงวิชาการ พบเพียงแต่คำกล่าวอ้างถึงประโยชน์ในเชิงสุขภาพด้านต่างๆ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกเม็ดคีเฟอร์ทางการค้าจากแหล่งต่างๆ ในประเทศไทย ที่มีประสิทธิภาพในกระบวนการหมัก โดยพิจารณาจากอัตราการเจริญของจุลินทรีย์กล้าเชื้อ ความสามารถในการสร้างกรด ค่าความหนืดของผลิตภัณฑ์ ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลโปรไฟล์สารเมตาบอไลต์ชนิดระเหยง่ายและชนิดระเหยยากในผลิตภัณฑ์โดยเทคนิค SPME-GC/MS และ 1H-NMR ตามลำดับ แล้วคัดเลือกเม็ดคีเฟอร์ที่มีประชากรจุลินทรีย์กล้าเชื้อที่มีสมบัติในการเป็นโพรไบโอติกเบื้องต้นโดยพิจารณาจากความสามารถในการทนต่อสภาวะความเป็นกรด (pH=3.00) และเกลือน้ำดี (0.30%) เพื่อนำมาวิเคราะห์ระบุชนิดประชากรจุลินทรีย์ที่เป็นองค์ประกอบโดยเทคนิคการวิเคราะห์สารพันธุกรรมด้วย 16s rDNA/RNA gene sequence analysis ผลการศึกษาสามารถพบกล้าเชื้อคีเฟอร์ในประเทศไทยที่มีประสิทฺธิภาพในการหมักสูง เจริญได้ดีภายใต้สภาวะที่ใช้ในการทดสอบ ให้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่าความเป็นกรดและความหนืดเหมาะสม และมีสมบัติเบื้องต้นในการเป็นจุลินทรีย์โพรไบโอติก ผลจากการวิเคราะห์ทางเมตาโบโลมิกส์สามารถระบุชนิดของสารเมตาบอไลต์ชนิดระเหยง่ายได้รวม 39 สาร และสารเมตาบอไลต์ชนิดระเหยยากได้รวม 52 สารในคีเฟอร์ ซึ่งประกอบไปด้วยสารอินทรีย์หลายกลุ่มที่มีความสำคัญต่อคุณภาพด้านกลิ่นรสของผลิตภัณฑ์ ผลการวิเคราะห์ระบุชนิดจุลินทรีย์ด้วยลำดับนิวคลีโอไทด์บริเวณ 16S rDNA/RNA พบว่าประชากรแบคทีเรียกลุ่มหลัก ได้แก่ Lactobacillus otakiensis, Lactobacillus buchneri, Lactobacillus kefiri และ Bacillus subtilis และประชากรยีสต์กลุ่มหลัก ได้แก่ Kluyveromyces marxianus, Kazachstania servazzii, Kazachstania unispora และ Kazachstania spp. ซึ่งมีรายงานเบื้องต้นถึงสมบัติการเป็นจุลินทรีย์โพรไบโอติก ผลที่ได้จากงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงข้อมูลอัตลักษณ์ทางชีวโมเลกุลและจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในเชิงสุขภาพของกล้าเชื้อคีเฟอร์และผลิตภัณฑ์คีเฟอร์ในประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเชิงหน้าที่ (functional food) ในระดับอุตสาหกรรมได้


การพัฒนาเทคนิคเอกซเรย์คอมพิวเตดโทโมกราฟีโดยการบันทึกภาพบนฉากเรืองรังสีด้วยกล้องดิจิตอล, พณพณ สาวิโรจน์ Jan 2018

การพัฒนาเทคนิคเอกซเรย์คอมพิวเตดโทโมกราฟีโดยการบันทึกภาพบนฉากเรืองรังสีด้วยกล้องดิจิตอล, พณพณ สาวิโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการพัฒนาระบบถ่ายภาพด้วยรังสีเอกซ์โดยใช้ฉากเรืองรังสีและพัฒนาเทคนิคการสร้างภาพโทโมกราฟีของชิ้นงาน ระบบบันทึกภาพประกอบด้วยฉากเรืองรังสี กล้องถ่ายภาพดิจิตอล และแท่นวางชิ้นงานที่หมุนได้ การหมุนของแท่นวางชิ้นงานถูกควบคุมโดยสเตปปิงมอเตอร์และซอฟต์แวร์ที่เขียนด้วย Visual basic 6.0 ในขณะที่การตั้งค่าและการถ่ายภาพของกล้องถ่ายภาพดิจิตอลถูกควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ผ่านทางสายยูเอสบี ได้ทำการศึกษาผลของการตั้งค่าต่างๆ ของกล้องถ่ายภาพและของเครื่องกำเนิดรังสีเอกซ์ที่มีต่อคุณภาพของภาพที่ได้ จากนั้นได้ทดสอบชิ้นงาน 6 ชิ้นที่มีองค์ประกอบและลักษณะต่างกัน โดยทำการถ่ายภาพแต่ละชิ้นงานทุกๆ 1.8 องศา รวมทั้งหมด 100 ภาพ เมื่อนำไปสร้างภาพซีทีแล้วพบว่ามีคุณภาพน่าพอใจมาก เวลาที่ใช้ในการถ่ายภาพ และสร้างภาพแต่ละตัวอย่างรวมทั้งสิ้นประมาณ 7 นาที อย่างไรก็ตามสำหรับตัวอย่างที่มีความหนามากและมีความหนาแน่นสูงอาจต้องปรับเปลี่ยนไปขึ้นอยู่กับการตั้งค่าของกล้องถ่ายภาพและของเครื่องกำเนิดรังสีเอกซ์ รวมทั้งชนิดของฉากเรืองรังสี งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นการนำระบบและเทคนิคที่พัฒนาขึ้นไปใช้งานในการตรวจสอบชิ้นงานในอนาคต


ตัวแปรที่มีผลต่อราคาปิดการประมูลออนไลน์แบบมีค่าธรรมเนียมเมื่อสถานการณ์การประมูลต่างกัน, กุลภัทร์ ผาตินาวิน Jan 2018

ตัวแปรที่มีผลต่อราคาปิดการประมูลออนไลน์แบบมีค่าธรรมเนียมเมื่อสถานการณ์การประมูลต่างกัน, กุลภัทร์ ผาตินาวิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประมูลออนไลน์แบบมีค่าธรรมเนียมเป็นรูปแบบที่ผู้ประมูลต้องเสียเงินที่ไม่สามารถขอคืนได้ก่อนเข้าร่วมการประมูล เพื่อใช้ซื้อจำนวนครั้งการเสนอราคาหรือสิทธิสำหรับเข้าร่วมประมูลสินค้าที่ผู้ประมูลสนใจ ทุกครั้งที่มีการเสนอราคา ราคาสินค้า และเวลาของการประมูลจะเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนคงที่ ผู้ให้ประมูลและผู้ประมูลต่างให้ความสำคัญต่อราคาปิด การศึกษานี้วิเคราะห์ผลของตัวแปรจำนวนห้าตัว คือ จำนวนผู้ร่วมประมูล จำนวนครั้งการเสนอราคาประมูล ระยะเวลาของการประมูล มูลค่าสินค้าที่ถูกนำมาประมูล และตัวแปรมูลค่าจัดส่งสินค้า ที่มีต่อราคาปิดของการประมูลออนไลน์แบบมีค่าธรรมเนียมในบริบทประเทศไทย และเปรียบเทียบผลดังกล่าวระหว่างสถานการณ์ที่ต่างกันในตัวแปรการจำกัดผู้ประมูล และการประกาศคืนสิทธิการเสนอราคาในลักษณะของการสืบเสาะ พร้อมทั้งวิเคราะห์สืบเสาะผลของตัวแปรทั้งห้าต่อรายได้เจ้าของเว็บไซต์การประมูลเพิ่มเติมด้วย ผลการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมการประมูลสินค้าประเภทกระเป๋า และโทรทัศน์จำนวน 254 ธุรกรรม พบว่า จำนวนผู้ร่วมประมูล ระยะเวลาของการประมูล และมูลค่าสินค้าที่ถูกนำมาประมูลมีผลต่อราคาปิดการประมูลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และมูลค่าสินค้าที่ถูกนำมาประมูลเป็นตัวแปรเดียวที่มีผลต่อรายได้เจ้าของเว็บไซต์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ความแตกต่างระหว่างสถานการณ์ในตัวแปรการจำกัดผู้ประมูล และการประกาศคืนสิทธิการเสนอราคามีส่วนทำให้ตัวแปรมีผลต่อราคาปิดการประมูล และรายได้เจ้าของเว็บไซต์ต่างกัน นอกจากเป็นการต่อยอดความรู้ของสารสนเทศทางธุรกิจในบริบทการประมูลออนไลน์แล้ว ผู้ให้ประมูลหรือเจ้าของเว็บไซต์จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับตัวแปรทั้งสาม และสถานการณ์ทั้งสองสถานการณ์เพื่อให้ราคาปิดการประมูลตามหวัง


การจำแนกเสียงโกรธในบทสนทนาของศูนย์ให้บริการข้อมูล, วิฎากร แซ่หว่อง Jan 2018

การจำแนกเสียงโกรธในบทสนทนาของศูนย์ให้บริการข้อมูล, วิฎากร แซ่หว่อง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ศูนย์ให้บริการข้อมูลเป็นส่วนงานขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเสียงโดยตรง อารมณ์โกรธของลูกค้าที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ส่งผลในด้านลบต่อองค์กร งานในการตรวจสอบอารมณ์โกรธที่เกิดขึ้นให้ถูกต้องและรวดเร็วจึงเป็นสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญเนื่องจากมีจำนวนผู้ติดต่อเข้ามาใช้บริการจำนวนมากในแต่ละวัน จึงเป็นที่มาของการศึกษาการพัฒนาตัวแบบรู้จำอารมณ์โกรธของลูกค้าในบริบทของข้อมูลเสียงสนทนาระหว่างลูกค้าและเจ้าหน้าที่ของศูนย์ให้บริการข้อมูล การพัฒนาตัวแบบรู้จำอารมณ์มีขั้นตอนสำคัญ 4 ขั้นตอน ได้ แก่ (1) การประมวลผลข้อมูลเสียงเบื้องต้น เป็นการเตรียมข้อมูลเสียงให้พร้อมสำหรับการวิเคราะห์โดยแยกเสียงของลูกค้าออกจากสายสนทนา และตัดให้เป็นรอบการโต้ตอบ (2) การระบุอารมณ์ให้กับรอบการโต้ตอบ (3) การสกัดคุณลักษณะทางคลื่นเสียงจำนวน 1,582 คุณลักษณะที่สามารถใช้จำแนกอารมณ์ที่เกิดขึ้นภายในรอบการโต้ตอบ และ (4) การพัฒนาตัวแบบ โดยผู้ศึกษาได้เปรียบเทียบประสิทธิภาพของเทคนิค 4 เทคนิค ได้แก่ แรนดอมฟอร์เรส ดิซิสชั่นทรี ลิเนียร์เอสวีซีและโลจิสติกส์รีเกรสชั่น จากข้อมูลรอบการโต้ตอบทั้งหมดที่ใช้พัฒนาตัวแบบคือ 1,345 รอบการโต้ตอบ ที่แบ่งเป็นรอบการโต้ตอบที่เป็นอารมณ์โกรธจำนวน 517 รอบ และรอบการโต้ตอบที่ไม่พบอารมณ์โกรธหรือเป็นอารมณ์ปกติจำนวน 828 รอบ ผลการวิจัยพบว่า เทคนิคแรนดอมฟอร์เรสเป็นเทคนิคที่ให้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุด โดยมีค่าระลึกของอารมณ์โกรธเท่ากับ 83.49 เปอร์เซ็นต์ และค่าความถูกต้องสมดุล 85.53 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นยังพบว่ารอบการโต้ตอบที่มีความยาวที่ 4 วินาทีขึ้นไปจะได้ผลลัพธ์ในการทำนายที่แม่นยำมากกว่าทั้งในรอบการโต้ตอบที่เป็นอารมณ์โกรธและอารมณ์ปกติ


ผลของการตัดกันของสีในเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีต่อการรับรู้ทางอารมณ์ ความไว้ใจ และความตั้งใจซื้อของผู้เข้าชม, สุทธิพงษ์ ยุนกระโทก Jan 2018

ผลของการตัดกันของสีในเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีต่อการรับรู้ทางอารมณ์ ความไว้ใจ และความตั้งใจซื้อของผู้เข้าชม, สุทธิพงษ์ ยุนกระโทก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลกระทบของการตัดกันของสีในเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีต่อการรับรู้ทางอารมณ์ ความไว้ใจ และความตั้งใจซื้อของผู้เข้าชม ผู้วิจัยได้ศึกษาตัวแปรที่เกี่ยวข้องอันได้แก่ 1) การรับรู้ทางอารมณ์ ประกอบด้วย การรับรู้ความน่ารื่นรมย์ การรับรู้ความเร้าอารมณ์ การรับรู้ความมีอิทธิพล 2) ความไว้ใจ และ 3) ความตั้งใจซื้อ โดยมีตัวแปรกำกับ 2 ตัวแปรได้แก่ 1) เพศ ประกอบด้วย เพศชาย และเพศหญิง และ 2) เจเนอเรชัน ประกอบด้วย เจเนอเรชัน X, Y และ Z เว็บไซต์ที่ใช้ในการวิจัยจะเป็นเว็บไซต์ที่มีความแตกต่างกัน 2 ประเภทเว็บไซต์ ได้แก่ เว็บไซต์ขายเครื่องใช้ภายในบ้าน ซึ่งเป็นเว็บไซต์ขายสินค้าอุปโภค/บริโภค และเว็บไซต์การเดินทาง/การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเว็บไซต์การบริการ นอกจากนี้ผู้วิจัยจะนำผลการวิเคราะห์ของเว็บไซต์ทั้ง 2 ประเภทมาเปรียบเทียบว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในภาพรวมพบว่าการตัดกันของสีบนเว็บไซต์ขายเครื่องใช้ภายในบ้านมีผลต่อตัวแปรการรับรู้ความน่ารื่นรมย์ การรับรู้ความเร้าอารมณ์ ความไว้ใจ และความตั้งใจซื้อ แต่ไม่มีผลต่อการรับรู้ความมีอิทธิพล ส่วนเว็บไซต์การเดินทาง/การท่องเที่ยวการตัดกันของสีมีผลต่อความตั้งใจซื้อเพียงตัวแปรเดียว เมื่อผู้เข้าชมเป็นเพศชายการตัดกันของสีบนเว็บไซต์ขายเครื่องใช้ภายในบ้าน ไม่มีผลต่อตัวแปรตามทุกตัวแปร ในขณะที่สำหรับเว็บไซต์การเดินทาง/การท่องเที่ยวการตัดกันของสีมีผลต่อความไว้ใจ และความตั้งใจซื้อ เมื่อผู้เข้าชมเป็นเพศหญิงเว็บไซต์ขายเครื่องใช้ภายในบ้าน การตัดกันของสีมีผลต่อการรับรู้ความน่ารื่นรมย์ ความไว้ใจ และความตั้งใจซื้อ ส่วนเว็บไซต์การเดินทาง/การท่องเที่ยว การตัดกันของสีไม่มีผลต่อตัวแปรตามทั้ง 5 ตัวแปร เมื่อผู้เข้าชมเป็นเจเนอเรชัน X การตัดกันของสีบนเว็บไซต์ขายเครื่องใช้ภายในบ้านมีผลต่อตัวแปรตามทุกตัวแปร เมื่อผู้เข้าชมเป็นเจเนอเรชัน Z การตัดกันของสีมีผลกับการรับรู้ความน่ารื่นรมย์ ความไว้ใจ และความตั้งใจซื้อเท่านั้น สำหรับเว็บไซต์การเดินทาง/การท่องเที่ยวเมื่อผู้เข้าชมเป็นเจเนอเรชัน X การตัดกันของสีมีผลต่อการรับรู้ความน่ารื่นรมย์ การรับรู้ความมีอิทธิพล ความไว้ใจ และความตั้งใจซื้อ เมื่อผู้เข้าชมป็นเจเนอเรชัน Z การตัดกันของสีมีผลต่อการรับรู้ความเร้าอารมณ์ การรับรู้ความมีอิทธิพล ความไว้ใจ และความตั้งใจซื้อ ส่วนเมื่อผู้เข้าชมเป็นเจเนอรชัน Y สำหรับทั้ง 2 เว็บไซต์พบว่าการตัดกันของสีไม่มีผลต่อตัวแปรตามทั้ง 5 ตัวแปร


เภสัชจลนศาสตร์ประชากรของยาแวนโคมัยซินในผู้ป่วยเด็กชาวไทย, ชนิกา ชูพันธ์ Jan 2018

เภสัชจลนศาสตร์ประชากรของยาแวนโคมัยซินในผู้ป่วยเด็กชาวไทย, ชนิกา ชูพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาแบบเก็บข้อมูลย้อนหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบจำลองทางเภสัชจลนศาสตร์และหาปัจจัยที่มีผลต่อค่าพารามิเตอร์ทางเภสัชจลนศาสตร์ของยาแวนโคมัยซินในผู้ป่วยเด็กชาวไทย ค่าความเข้มข้นของ ยาแวนโคมัยซินในซีรั่มจานวน 348 ตัวอย่าง จากผู้ป่วยเด็กอายุระหว่าง 1 เดือน ถึง 18 ปี ที่เข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2555-2560 จานวน 212 คน วิเคราะห์ข้อมูลเภสัช จลนศาสตร์ประชากรด้วยโปรแกรม NONMEM® โดยวิธี first-order conditional estimation with interaction ลักษณะทางเภสัชศาสตร์ของยาแวนโคมัยซินอธิบายได้ด้วยแบบจำลองชนิดหนึ่งห้องที่มีการกำจัดยา แบบปฏิกิริยาอันดับหนึ่ง ค่าเฉลี่ยอัตราการกำจัดยาแวนโคมัยซิน (CL) มีค่า 0.13 ลิตร/ชั่วโมง/กิโลกรัม และ ค่าเฉลี่ยปริมาตรการกระจายยา (Vd) มีค่า 0.88 ลิตร/กิโลกรัม ปัจจัยที่มีผลต่อค่าพารามิเตอร์ทางเภสัชศาสตร์ ได้แก่ น้ำหนัก (กิโลกรัม) และอัตราการกรองของไต (มิลลิลิตร/นาที/1.73 ตารางเมตร) ดังแสดงในสมการ CL (ลิตร/ชั่วโมง) = 1.66*(น้ำหนัก/14)[superscript 0.75]*(อัตราการกรองของไต/108.9) และ V (ลิตร) = 12.7*(น้ำหนัก/14) ค่า ความผันแปรระหว่างบุคคลของ CL เท่ากับร้อยละ 34.8 ค่าความผันแปรระหว่างบุคคลของ V เท่ากับร้อยละ 39.6 และแบบจำลองสุดท้ายถูกตรวจสอบความสมเหตุสมผลด้วยวิธี bootstrap และ visual predictive check (VPC) ค่าพารามิเตอร์จากแบบจำลองสุดท้ายมีค่าใกล้เคียงกับค่าพารามิเตอร์ที่ได้จากการทำ bootstrap 1,000 ครั้ง และอยู่ในช่วงความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95 ผลการจำลองข้อมูลด้วยวิธี VPC 1,000 ครั้ง พบค่าความเข้มข้นของ ยาแวนโคมัยซินร้อยละ 6 ที่อยู่นอกช่วงความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 90 แสดงถึงความเหมาะสมของแบบจำลองดังกล่าว ในการอธิบายเภสัชจลนศาสตร์ของยาแวนโคมัยซิน


การศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ของสารออกซิเรสเวอราทรอลโดยใช้พิเพอรีนเป็นสารเพิ่มชีวปริมาณออกฤทธิ์ในหนูแรท, ธีรรินทร์ จันทร์แสง Jan 2018

การศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ของสารออกซิเรสเวอราทรอลโดยใช้พิเพอรีนเป็นสารเพิ่มชีวปริมาณออกฤทธิ์ในหนูแรท, ธีรรินทร์ จันทร์แสง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สาร Oxyresveratrol เป็นสารสำคัญในแก่นของต้นมะหาด โดยได้มีการศึกษาถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสาร Oxyresveratrol ในหลายด้าน แต่อย่างไรก็ตามสาร Oxyresveratrol เป็นสารที่มีค่าชีวปริมาณออกฤทธิ์ต่ำจึงเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการนำมาพัฒนาเป็นยารับประทาน ดังนั้นจุดประสงค์ในการศึกษานี้ เพื่อศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ของสาร Oxyresveratrol ที่เปลี่ยนไปเมื่อให้สาร Piperine เป็นสารเพิ่มชีวปริมาณออกฤทธิ์ในหนูแรท ซึ่งขนาดที่ให้แบ่งเป็นสาร Oxyresveratrol เดี่ยวขนาด 10 mg/kg หรือ สาร Oxyresveratrol ขนาด 10 mg/kg ให้ร่วมกับสาร Piperine 1 mg/kg โดยการบริหารยาทางหลอดเลือดดำ และ สาร Oxyresveratrol เดี่ยวขนาด 100 mg/kg หรือ สาร Oxyresveratrol ขนาด 100 mg/kg ให้ร่วมกับสาร Piperine 10 mg/kg โดยการบริหารยาทางปากจากนั้นเก็บตัวอย่างเลือด, อวัยวะ, ปัสสาวะ และ อุจจาระ ตามเวลาที่กำหนดนำไปวิเคราะห์ด้วยเครื่อง LC-MS/MS เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางเภสัชจลนศาสตร์ จากผลการศึกษาพบว่าสาร Piperine สามารถเพิ่มค่าชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสาร Oxyresveratrol ขึ้นประมาณ 2 เท่า รวมถึงสามารถช่วยเพิ่มค่าความเข้มข้นของสาร Oxyresveratrol สูงสุดในพลาสมาโดยการบริหารทางปากและ เมื่อคำนวณอัตราส่วนปริมาณยาในอวัยวะต่อพลาสมามีค่าประมาณ 10-100 เท่า ซึ่งสอดคล้องกับค่าปริมาณการกระจายยาที่สูง ประมาณ 50 L/kg ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงสภาพของสารเมื่อได้รับร่วมกับสาร Piperine มีค่า Conversion ratio ลดลงในทั้งสองรูปแบบการบริหาร โดยสรุปสาร Piperine สามารถปรับปรุงค่าทางเภสัชจลนศาสตร์ของสาร Oxyresveratrol ได้ทั้งในทั้งสองรูปแบบการบริหารยา การศึกษาทางเภสัชจลนศาสตร์นี้จึงสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการพัฒนาสาร Oxyresveratrol เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไปได้


ฤทธิ์ต้านมะเร็งของเอทท็อกซี่แมนโซโนนจีต่อเซลล์มะเร็งเต้านม, พิริยา ชนสุต Jan 2018

ฤทธิ์ต้านมะเร็งของเอทท็อกซี่แมนโซโนนจีต่อเซลล์มะเร็งเต้านม, พิริยา ชนสุต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีการแสดงออกของตัวรับเอสโตรเจนในระยะลุกลามร้อยละ 40 สามารถกลับเป็นมะเร็งซ้ำเนื่องจากมีการดื้อยา tamoxifen แพทย์จึงเปลี่ยนไปใช้ยาต้านฮอร์โมนกลุ่มอื่น แต่ยังเกิดการดื้อยาและมีผลข้างเคียงที่รุนแรง ดังนั้นการนำสารจากธรรมชาติมาพัฒนาเป็นยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งจึงเป็นแนวทางที่อาจลดปัญหาดื้อยาได้ สารสกัดจากต้นจันทน์หอม (Mansonia Gagei Drumm) ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งได้หลายชนิด โดย mansonone G (MG) สารสำคัญที่แยกจากสารสกัดสามารถแย่งจับกับตัวรับเอสโตรเจนได้ ในการศึกษานี้จึงทำการทดสอบฤทธิ์อนุพันธ์ MG คือ Ethoxy mansonone G (EMG) สารกึ่งสังเคราะห์ในการยับยั้งการเจริญ การลุกลามและการยับยั้งการเจริญแบบไร้การยึดเกาะ พบว่าเมื่อเพิ่มความเข้มข้นและระยะเวลาในการทดสอบ EMG สามารถยับยั้งการเจริญในเซลล์มะเร็งเต้านมชนิดที่ไม่ดื้อยา (MCF-7) และเซลล์มะเร็งเต้านมที่ดื้อต่อยาต้านฮอร์โมน (MCF-7/LCC2, MCF-7/LCC9) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและมีความเป็นพิษน้อยกว่ายาเคมีบำบัดในเซลล์ไฟโปรบลาสต์ และพบว่ากลไกการออกฤทธิ์ของ EMG ในการยับยั้งการเจริญของเซลล์ MCF-7 ส่วนหนึ่งผ่านการลดการแสดงออกของยีนที่เป็นเป้าหมายของตัวรับเอสโตรเจนและสาร EMG ยังสามารถลดการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวกับการดื้อต่อยา tamoxifen ใน MCF-7/LCC2 และ MCF-7/LCC9 นอกจากนี้ EMG ยังยับยั้งการลุกลามของ MCF-7/LCC2 และ MCF-7/LCC9 โดยลดการแสดงออกของ MMP-9 และ uPA ทั้งยังสามารถลดการเจริญแบบไร้การยึดเกาะผ่านการลดจำนวน ขนาดของ colony ใน MCF-7/LCC2 และ MCF-7/LCC9 สรุปว่าสาร EMG มีคุณสมบัติในการต้านมะเร็งเต้านมชนิดไม่ดื้อยาและชนิดที่ดื้อต่อยาต้านฮอร์โมน ต้านการลุกลาม รวมไปถึงลดการเจริญแบบไร้การยึดเกาะของ MCF-7/LCC2 และ MCF-7/LCC9 ซึ่งอาจนำไปพัฒนาเป็นยาชนิดใหม่ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ดื้อต่อยาต้านฮอร์โมน


เภสัชจลนศาสตร์ของตำรับยาทาผิวหนัง Finasteride ในหนูแรท, สุธีรา ภูมิภักดี Jan 2018

เภสัชจลนศาสตร์ของตำรับยาทาผิวหนัง Finasteride ในหนูแรท, สุธีรา ภูมิภักดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ยาฟิแนสเทอไรด์ (finasteride) เป็นยาในกลุ่ม 5-alpha reductase inhibitor ใช้รักษาโรคผมร่วงทางพันธุกรรมในเพศชาย โดยยาฟิแนสเทอไรด์อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงหลายประการได้แก่ การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ปริมาณน้ำอสุจิลดลง ดังนั้นควรมีการถูกใช้ในรูปแบบยาทาหนังศีรษะเพื่อลดผลข้างเคียงดังกล่าว โดยการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับยาฟิแนสเทอไรด์ในเลือดและในชั้นผิวหนัง หลังการให้ยาความแรง 0.5% ด้วยการทาผิวหนังเพียงครั้งเดียว (single dose) และแบบทาผิวหนังหลายครั้ง (repeated dose) บนพื้นที่ 4 ตารางเซนติเมตรของหนูแรทเพศผู้สายพันธุ์ Sprage-Dawley โดยมีการเก็บพลาสมาและผิวหนังภายใน 24 ชั่วโมง หลังการทายาครั้งสุดท้ายและสกัดยาออกมาเพื่อตรวจวัดระดับยาฟิแนสเทอไรด์ด้วยเครื่อง LC-MS/MS ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ระดับยาฟิแนสเทอไรด์ในพลาสมาหลังการให้ยาด้วยการทาผิวหนังเพียงครั้งเดียวมีแนวโน้มการดูดซึมเข้ากระแสเลือดเพิ่มขึ้นตามปริมาตรยาที่ทา โดยเริ่มตรวจพบระดับยาที่เวลา 4 ชั่วโมง หลังทายาในปริมาตร 300 ไมโครลิตร เพียงครั้งเดียว แต่ไม่พบระดับยาในพลาสมาของกลุ่มที่ได้รับยาปริมาตร 75 หรือ 150 ไมโครลิตร นอกจากนี้การทายาซ้ำวันละ 1 ครั้งและทายาซ้ำวันละ 2 ครั้ง ติดต่อกัน 7 วัน ไม่มีนัยสำคัญต่อระดับยาในพลาสมา ซึ่งเห็นได้ว่ายาฟิแนสเทอไรด์ถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้น้อยหลังการให้ยาด้วยการทาผิวหนัง สำหรับอัตราส่วนระหว่างระดับยาในผิวหนังและระดับยาในพลาสมาที่เวลา 24 ชั่วโมง หลังได้รับยาทางปากเพียงครั้งเดียวมีค่าประมาณ 2.6 เท่า โดยพบอัตราส่วนระหว่างระดับยาในผิวหนังบริเวณที่ไม่สัมผัสยา (control sites) และระดับยาในพลาสมาเกินกว่า 2.6 เท่า ในหนูแรทกลุ่มที่ได้รับยาทางผิวหนังทุกกลุ่ม ทั้งนี้ค่าที่ตรวจพบระดับยาในพลาสมามีความแปรปรวนสูงมาก อย่างไรก็ตามผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า ยาฟิแนสเทอไรด์สามารถสะสมอยู่ในผิวหนังชั้นหนังแท้ (dermis) และถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้น้อยหลังให้ยาด้วยการทาผิวหนัง ทั้งนี้จำนวนครั้งการทาทั้งการทาซ้ำวันละ 1 ครั้งและการทาซ้ำวันละ 2 ครั้งอาจไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการดูดซึมยาเข้าสู่กระแสเลือด


ผลการเปลี่ยนแปลงของค่าคะแนนอาการปวดเข่าลูกสะบ้าและค่าผลลัพธ์การทำงานของข้อต่อลูกสะบ้าหลังได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายที่บ้านในนักวิ่งสมัครเล่นเพศชายและเพศหญิงที่มีอาการปวดเข่าลูกสะบ้า, กิตตินัฐ นวลใย Jan 2018

ผลการเปลี่ยนแปลงของค่าคะแนนอาการปวดเข่าลูกสะบ้าและค่าผลลัพธ์การทำงานของข้อต่อลูกสะบ้าหลังได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายที่บ้านในนักวิ่งสมัครเล่นเพศชายและเพศหญิงที่มีอาการปวดเข่าลูกสะบ้า, กิตตินัฐ นวลใย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของค่าคะแนนอาการปวดเข่าลูกสะบ้า (Kujala Score), Pain Scale, ค่า Single Leg Hop Test (SLHT), ค่า Step Down Test (SDT) และค่าอัตราส่วนแบบทำงานของความแข็งแรงกล้ามเนื้อเหยียดเข่าต่อกล้ามเนื้องอเข่า (Functional Qecc/Hcon ratio) หลังได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายที่บ้าน 24 สัปดาห์ ในนักวิ่งสมัครเล่นเพศชายและเพศหญิงที่มีอาการปวดเข่าลูกสะบ้า จำนวน 59 คน เป็นเพศชาย 30 คน เพศหญิง 29 คน วัดค่า Kujala Score, Pain Scale, SLHT, SDT และค่า Functional Qecc/Hcon ratio ก่อนเริ่มต้นการออกกำลังกาย (T0) ครบ 8 สัปดาห์ (T8) ครบ 16 สัปดาห์ (T16) และเมื่อสิ้นสุด 24 สัปดาห์ (T24) ผลการศึกษาพบว่า ผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งหมดมีค่า Kujala Score เพิ่มขึ้น จากที่ T0 มีค่า 78.95 ± 9.42 และที่ T24 มีค่าเป็น 99.50 ± 0.82, ค่า Pain Scale ที่ T0 มีค่า 5.61±1.43 ที่ T24 มีค่า 0.03±0.18, ค่า SLHT และค่า SDT มีค่าผลลัพธ์เปลี่ยนแปลงดีขึ้น ค่า Functional Qecc/Hcon ratio ที่ T0 มีค่า 1.34 ± …


การศึกษาผลของการฝึกเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องต่ออัตราการตอบสนองในการหดตัวขณะที่กล้ามเนื้อเหยียดยาวออกของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเหยียดหลังและการเปลี่ยนแปลงมุมการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังระดับเอวในอาสาสมัครที่มีอาการปวดเอว, ปรารถนา เนมีย์ Jan 2018

การศึกษาผลของการฝึกเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องต่ออัตราการตอบสนองในการหดตัวขณะที่กล้ามเนื้อเหยียดยาวออกของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเหยียดหลังและการเปลี่ยนแปลงมุมการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังระดับเอวในอาสาสมัครที่มีอาการปวดเอว, ปรารถนา เนมีย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยโดยการทดลองในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องต่ออัตราการตอบสนองของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเหยียดหลังขณะยืนก้มลำตัวในอาสาสมัครที่มีอาการปวดเอวที่มีอายุระหว่าง 20-40 ปี จำนวน 44 คน โดยถูกสุ่มออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มทดลอง (N=22) และกลุ่มควบคุม (N=22) ซึ่งกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการฝึกออกกำลังกายจำนวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ สำหรับกลุ่มควบคุมได้รับคู่มือเกี่ยวกับอาการปวดหลัง ผลการศึกษาพบว่าหลังจากการทดลองกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการออกกำลังกาย มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างก่อนและหลังการทดลอง ของเปอร์เซ็นต์ของอัตราการตอบสนองของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเหยียดหลังเท่ากับ 42.52±25.32 และ 29.08±14.21 ตามลำดับ (P=0.015) มุมการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังระดับเอวเท่ากับ 44.95±9.78 และ 37.28±8.66 องศา (P=0.017) มุมการเคลื่อนของข้อสะโพกเท่ากับ 42.17±17.62 และ 54.81±19.26 องศา (P=0.001) ค่าดัชนีชี้วัดระดับความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันเท่ากับ 16.89±2.16 และ 3.91±1.06 (P<0.05) และระดับความปวดระหว่างทำกิจกรรม 5.32±1.67 และ 2.26±1.76 (P<0.05) สำหรับกลุ่มควบคุมดังนั้นผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการฝึกเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องส่งผลต่อการลดลงของอัตราการตอบสนองของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเหยียดหลังขณะก้มลำตัวในระยะสุดท้าย มีองศาการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังระดับเอวลดลงและข้อสะโพกเพิ่มขึ้น การจำกัดการใช้ชีวิตประจำวันเนื่องจากอาการปวดน้อยลงและระดับปวดบริเวณเอวลดลง โดยโปรแกรมการออกกำลังกายนี้สามารถใช้เป็นทางเลือกในการรักษาและให้คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดเอว


การเปรียบเทียบผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีแบบต่าง ๆ ต่อการส่งออกทูน่ากระป๋องในประเทศไทย, เค้นท์ สเคาว์เทิ่น Jan 2018

การเปรียบเทียบผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีแบบต่าง ๆ ต่อการส่งออกทูน่ากระป๋องในประเทศไทย, เค้นท์ สเคาว์เทิ่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลกระทบของมาตรการกีดกันการค้าที่มิใช่ภาษีประเภทต่าง ๆ ต่อมูลค่าการส่งออกทูน่ากระป๋องของประเทศไทย โดยผ่านแบบจำลองแรงโน้มถ่วง (Gravity Model) โดยใช้ข้อมูลจาก 14 ประเทศคู่ค้าสำคัญของประเทศไทยแบบรายปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006-2015 ซึ่งผลการศึกษาพบว่า มาตรการกีดกันการค้าที่มิใช่ภาษีที่นานาชาติใช่กับสินค้าทูน่ากระป๋อง (HS code: 160414) ไม่ส่งผลเสียกับมูลค่าการส่งออกทูน่ากระป๋องของประเทศไทย แต่กลับส่งผลทำให้มูลค่าการส่งออกทูน่ากระป๋องของไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งขัดแย้งกับแนวคิดการใช้มาตรการกีดกันการค้าที่มิใช่ภาษี เนื่องจาก มาตรฐานสินค้าทูน่ากระป๋องของประเทศไทยสูงกว่าข้อกำหนด กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของมาตรการกีดกันการค้าที่มิใช่ภาษีที่นานาประเทศบังคับใช้กับประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ประสบปัญหานี้ นอกจากนี้ มาตรการกีดกันการค้าที่มิใช่ภาษีที่ส่งผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออกทูน่ากระป๋องมากที่สุดคือ มาตรการกีดกันการค้าที่มิใช่ภาษีประเภทจำกัดปริมาณ (Quantitative Restrictions :QR) เนื่องจาก มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีประเภทจำกัดปริมาณที่สำคัญไม่ส่งผลต่อประเทศไทยแต่ส่งผลกับคู่แข่งของไทย คือ มาตรการห้ามนำเข้าทูน่ากระป๋องที่มีวัตถุดิบจากการทำประมงอวนล้อมของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการประสานงานแก้ไขโดยสมาคมอุตสาหกรรมทูน่ากระป๋องไทยเรียบร้อย แต่ประเทศผู้ส่งออกทูน่ากระป๋องประเทศอื่น ๆ ยังคงประสบปัญหานี้อยู่ ทำให้ในตลาดสหรัฐอเมริกามีทูน่ากระป๋องจากประเทศคู่แข่งของไทยน้อย จึงทำให้ทูน่ากระป๋องของไทยมีส่วนแบ่งตลาดที่มากขึ้นและมูลค่าการส่งออกทูน่ากระป๋องที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย


แนวโน้มในการท่องเที่ยวซ้ำ และความตั้งใจที่จะชักชวนผู้อื่นให้มาท่องเที่ยว: กรณีศึกษาจังหวัดน่าน, จิรภัทร สุคันธมาลา Jan 2018

แนวโน้มในการท่องเที่ยวซ้ำ และความตั้งใจที่จะชักชวนผู้อื่นให้มาท่องเที่ยว: กรณีศึกษาจังหวัดน่าน, จิรภัทร สุคันธมาลา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การท่องเที่ยวของจังหวัดน่านเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางบวกอย่างมากในปัจจุบัน โดยจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยมีอัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยระหว่างปี 2552-2560 สูงเป็นอันดับ 3 ของ 9 จังหวัดภาคเหนือ นอกจากนี้ จังหวัดน่านยังถูกเลือกให้เป็น 1 ใน 12 เมืองต้องห้ามพลาด โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จากศักยภาพของจังหวัดน่านข้างต้นนี้ จึงนำมาสู่วัตถุประสงค์หลักในการวิจัยที่ต้องการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อแนวโน้มในการกลับมาท่องเที่ยวซ้ำ และความตั้งใจในการชักชวนผู้อื่นให้มาท่องเที่ยว โดยการใช้แบบจำลองอรรถประโยชน์ ที่มีตัวแปรอิสระเป็นปัจจัยด้านความพึงพอใจ ปัจจัยเชิงพฤติกรรมการท่องเที่ยวในอดีต และคุณลักษณะส่วนตัวของนักท่องเที่ยว ขณะที่ตัวแปรตามคือแนวโน้มในการท่องเที่ยวซ้ำ และความตั้งใจที่จะชักชวนผู้อื่นให้มาท่องเที่ยว โดยใช้ข้อมูลปฐมภูมิจากการเก็บแบบสอบถาม ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวทั้งหมด 302 คน ผลการศึกษาที่ได้ พบว่า ปัจจัยด้านความพึงพอใจในแหล่งท่องเที่ยวส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อแนวโน้มในการท่องเที่ยวซ้ำ และความตั้งใจที่จะชักชวนผู้อื่นให้มาท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน ความพึงพอใจในปัจจัยด้านที่พักส่งผลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อแนวโน้มในการท่องเที่ยวซ้ำ อีกทั้ง ความพึงพอใจในสิ่งอำนวยความสะดวกของการท่องเที่ยวยังส่งผลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อความตั้งใจที่จะชักชวนผู้อื่นให้มาท่องเที่ยว นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวที่มีพฤติกรรมชอบท่องเที่ยวภูเขาในอดีต มีความตั้งใจที่จะชักชวนผู้อื่นให้มาท่องเที่ยวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในทางตรงกันข้าม นักท่องเที่ยวที่พิจารณาอุณหภูมิของสถานที่ท่องเที่ยวก่อนเดินทางอยู่บ่อยครั้ง มีความตั้งใจที่จะชักชวนผู้อื่นให้มาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


ผลกระทบของ Digital Banking ที่มีต่อผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์, จิรัชยา เย็นทรวง Jan 2018

ผลกระทบของ Digital Banking ที่มีต่อผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์, จิรัชยา เย็นทรวง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้ศึกษาวิวัฒนาการทางการเงินของอินเทอร์เน็ตแบงกิ้งและโมบายแบงกิ้งในประเทศไทยและศึกษาผลกระทบของธนาคารพาณิชย์ที่เปิดให้บริการอินเทอร์เน็ตแบงกิ้ง และโมบายแบงกิ้งต่อผลการดำเนินงานของธนาคารประกอบด้วยความสามารถในการทำกำไรและ Tobin's q โดยปัจจัยที่นำมาศึกษา ได้แก่ ดิจิตอลแบงกิ้ง ขนาดสินทรัพย์ ขนาดกับเทคโนโลยี อัตราส่วนความเป็นเจ้าของ อัตราส่วนเงินฝากต่อสินทรัพย์ อัตราส่วนเงินให้กู้ต่อสินทรัพย์ จำนวนผู้ใช้งานโมบายแบงกิ้ง ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ อัตราเงินเฟ้อ และอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ จากปัจจัยดังกล่าวนำมาสร้างสมการถดถอยเชิงซ้อน โดยทดสอบวิธี Fixed effect แบบ Cluster test ระยะเวลาในการศึกษาตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ปีพ.ศ.2543 ถึงไตรมาสที่ 2 ปีพ.ศ. 2561 จำนวนธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด 11 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ผลการศึกษาพบว่าการเปิดให้บริการอินเทอร์เน็ตแบงกิ้งส่งผลต่ออัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของทุน (ROE) ลดลงร้อยละ 0.25 เช่นเดียวกับผลการทดสอบของการเปิดให้บริการโมบายแบงกิ้งส่งผลต่ออัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ลดลงร้อยละ 0.1 นอกจากนี้ผลการศึกษาของขนาดสินทรัพย์และจำนวนผู้ใช้โมบายแบงกิ้งพบว่ามีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับผลการดำเนินงานที่ระดับนัยสำคัญ


การบริหารพอร์ตการลงทุนด้วยการวิเคราะห์สเปกตรัม, ดนุพล คุณานุปถัมภ์ Jan 2018

การบริหารพอร์ตการลงทุนด้วยการวิเคราะห์สเปกตรัม, ดนุพล คุณานุปถัมภ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นสามารถที่จะส่งผลได้หลากหลายรูปแบบต่อตลาดการเงินในแต่ละช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงและผลกระทบสามารถวัดได้ด้วยความถี่ ซึ่งก็คือรอบวัฏจักรของข้อมูล สำหรับในการวิจัยนี้ จะใช้การวิเคราะห์สเปกตรัมในการวิเคราะห์ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นในแต่ละภาคธุรกิจในช่วงเวลาที่ต่างกัน โดยการใช้ Discrete-Time Fourier Transform ด้วยวิธีการนี้ ทำให้สามารถวิเคราะห์ค่าผลตอบแทน ค่าความเสี่ยง ค่าความแปรปรวนร่วมและผลตอบแทนคาดหวังในกรอบอ้างอิงของความถี่ได้ ซึ่งในกรอบของความถี่ เราสามารถเห็นความสัมพันธ์ระหว่างแผนการลงทุนที่ใช้กับผลตอบแทนของสินทรัพย์ในแต่ละช่วงเวลาได้ สำหรับพอร์ตการลงทุน เราสามารถที่จะสร้างพอร์ตโดยใช้ mean-variance-frequency optimal portfolios และแบ่งช่วงความถี่ของผลตอบแทนที่เราสนใจ ซึ่งในวิธีการ mean-variance optimal portfolios แบบดั้งเดิมไม่สามารถแยกช่วงความถี่ออกมาพิจารณาได้ โดยที่ประสิทธิภาพของพอร์ตการลงทุนจะขึ้นอยู่กับช่วงความถี่ที่เลือกใช้ จำนวนข้อมูลที่ใช้ในการประมาณค่าน้ำหนักการลงทุน และช่วงระยะเวลาที่ใช้ในการปรับน้ำหนักของพอร์ตการลงทุน


ความไม่สมมาตรของข้อมูลในการประกันภัยพืชผลของไทย: กรณีศึกษา โครงการประกันภัยข้าวนาปี, ดามพ์ ไข่มุกด์ Jan 2018

ความไม่สมมาตรของข้อมูลในการประกันภัยพืชผลของไทย: กรณีศึกษา โครงการประกันภัยข้าวนาปี, ดามพ์ ไข่มุกด์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภัยพิบัติทางธรรมชาติสร้างความเสียหายต่อผลผลิตของเกษตรกรเฉลี่ย 7,253 ล้าน/ปี ทำให้ภาครัฐต้องช่วยเหลือเกษตรกรในการบริหารความเสี่ยงโดยใช้การประกันภัยพืชผล แต่ระบบประกันภัยพืชผลยังประสบกับปัญหาบริบทของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน ความไม่สมมาตรของข้อมูลอาจเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหา การศึกษานี้จึงให้ความสำคัญกับปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูลที่เกิดในโครงการประกันภัยพืชผลของเกษตรกรในพื้นที่ความเสี่ยงที่แตกต่างกัน โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าว 379 ครัวเรือน เพื่อนำมาวิเคราะห์ Adverse Selection และ Moral Hazard โดยใช้แบบจำลอง Ordered Logit และการหาค่าคาดหมายของผลตอบแทน อีกทั้งทำการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลในการเข้าร่วมโครงการประกันภัยพืชผล โดยใช้แบบจำลอง Binary Logit ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าปัจจัยที่ส่งผลในการเข้าร่วมโครงการฯ คือ การอุดหนุนค่าเบี้ยจากภาครัฐและประสบการณ์ในการเผชิญภัยพิบัติที่มากขึ้น และพบการเกิด Adverse Selection ในระดับพื้นที่ โดยพื้นที่ความเสี่ยงสูงมีการกระจุกของพื้นที่เอาประกันมากกว่าพื้นที่ความเสี่ยงต่ำ ทำให้ค่าคาดหมายของผลตอบแทนในการดำเนินโครงการฯ ขาดทุน สำหรับการเกิด Moral Hazard พบว่า เกษตรกรในพื้นที่ความเสี่ยงระดับสูงเห็นช่องโหว่ในการตรวจสอบความเสียหายทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการชดเชยที่เพิ่มขึ้น สำหรับพื้นที่ความเสี่ยงระดับกลาง พบว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงต้นทุนในการใช้สารเคมี แต่ในพื้นที่ความเสี่ยงระดับต่ำ ไม่พบการเกิด Moral Hazard จะเห็นได้ว่า หลักเกณฑ์ของโครงการนำสู่การเกิดความไม่สมมาตรของข้อมูล ดังนั้นการกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมกับบริบทของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อลดปัญหาดังกล่าว


ธรรมาภิบาล ค่าตอบแทนและผลการดำเนินงานของบริษัทกรณีศึกษาจากประเทศไทย, มนสิช ภัทรสมสกุล Jan 2018

ธรรมาภิบาล ค่าตอบแทนและผลการดำเนินงานของบริษัทกรณีศึกษาจากประเทศไทย, มนสิช ภัทรสมสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบด้านธรรมาภิบาลของคณะกรรมการบริษัทกับผลการดำเนินงานของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีสมมติฐานว่าคณะกรรมการของบริษัทเป็นโครงสร้างภายในที่มีส่วนสำคัญในการกำกับดูแลฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นการลดต้นทุนตัวแทน (Agency Cost) และยังทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทดีขึ้น โดยงานวิจัยนี้ศึกษาบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัว (Family Firm) และไม่เป็นธุรกิจครอบครัว (Non-Family Firm) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่ไม่ใช่ธุรกิจการเงิน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ถึง 2560 ทั้งหมด 200 บริษัท โดยใช้การวิเคราะห์ถดถอยด้วยวิธี Fixed Effect Model และ Random Effect Model ผลการศึกษาพบว่าความเป็นอิสระของคณะกรรมการส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกรรมการอิสระมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการกำกับดูแลการบริหารงานของฝ่ายบริหาร ในขณะที่การดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทอื่นส่งผลเกิดภาระงานที่มากเกินไปของคณะกรรมการ ซึ่งส่งผลเสียต่อผลการดำเนินงานของบริษัท และค่าตอบแทนของกรรมการมีส่วนช่วยให้เกิดประสิทธิภาพในการกำกับดูแลบริษัทให้มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น โดยผลการวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดทุนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแล เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลในประเทศ ก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน


การประกันภัยข้าวนาปีและการบรรเทาความยากจนของชาวนาไทย, มุขยวิมล อักษรถึง Jan 2018

การประกันภัยข้าวนาปีและการบรรเทาความยากจนของชาวนาไทย, มุขยวิมล อักษรถึง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้ มุ่งเน้นศึกษาถึงประสิทธิผลของโครงการประกันภัยข้าวนาปีที่มีต่อการบรรเทาความยากจนของชาวนาไทยและปัจจัยที่ส่งผลต่อความยากจนของครัวเรือนเกษตรผู้ปลูกข้าวในบริเวณภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ผ่านข้อมูลระดับ Micro Panel Data จากชุดข้อมูล Townsend Thai Data โดยเมื่อเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการดำเนินโครงการประกันภัยข้าวปี ด้วยวิธีการ Difference-in-Difference พบว่า ครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการประกันภัยข้าวนาปีอย่างต่อเนื่องมีหนี้สินต่ำกว่าครัวเรือนที่ไม่เข้าร่วมโครงการ หรือเข้าร่วมโครงการแต่ไม่ต่อเนื่อง และเมื่อพิจารณาปัจจัยที่ส่งผลความยากจนของครัวเรือน ด้วยแบบจำลอง Fixed Effect Regression พบว่า ครัวเรือนเกษตรที่เป็นลูกค้าสินเชื่อเพื่อการผลิตของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) มีหนี้สินสูงกว่าครัวเรือนที่ไม่เป็นลูกค้าสินเชื่อเพื่อการผลิตของธกส. นอกจากนี้ยังพบว่า จำนวนสมาชิกในครัวเรือน การศึกษาของหัวหน้าครัวเรือน รายได้ภาคเกษตร ค่าใช้จ่ายภาคเกษตร ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ขนาดพื้นที่เพาะปลูก และการถือครองที่ดินของครัวเรือน ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อความยากจนของชาวนาไทย การดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปีอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นหนึ่งในโครงการที่สามารถช่วยป้องกันความเสี่ยงของภาคเกษตร และการพัฒนาระบบประกันภัยที่สามารถประเมินความเสียหายที่แม่นยำ โปร่งใส และได้รับความเชื่อมั่นจากผู้เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัย จะสามารถสร้างตลาดประกันภัยพืชผลที่ไม่ต้องอาศัยการแทรกแซงจากภาครัฐได้ นอกจากนี้ การให้ความรู้ทางการเงินและสนับสนุนให้สมาชิกในครัวเรือนได้รับการศึกษา เป็นการส่งเสริมทักษะในการบริหารการเงินในครัวเรือน และสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลข่าวสารด้านการผลิต ซึ่งช่วยพัฒนาผลิตภาพและศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรได้อย่างยั่งยืน ลดความยากจนของครัวเรือน และทำให้แรงงานในภาคเกษตรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


การประเมินประสิทธิภาพหน่วยงานจัดเก็บรายได้ของประเทศไทย, ศรัณยพงศ์ วงษ์วิชาพานิช Jan 2018

การประเมินประสิทธิภาพหน่วยงานจัดเก็บรายได้ของประเทศไทย, ศรัณยพงศ์ วงษ์วิชาพานิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากร และความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลงผลิตภาพกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการจัดเก็บภาษี โดยใช้วิธี Malmquist DEA เพื่อหาประสิทธิผลในการจัดเก็บภาษีของ 119 สรรพากรพื้นที่ในช่วงปี พ.ศ. 2557 - 2560 ผลการศึกษาพบว่า สรรพากรมีการเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาพเชิงเทคนิคที่สูง แต่ การเปลี่ยนแปลงของผลิตภาพนั้นมีค่าน้อย และจำนวนข้าราชการระดับอาวุโสมีผลต่อการเพิ่มขึ้น ของผลิตภาพในการจัดเก็บภาษี


การวางแผนก่อนการเกษียณอายุและความอยู่ดีมีสุขของผู้สูงอายุ, ศราวุฒิ จตุวิวัฒน์วรกุล Jan 2018

การวางแผนก่อนการเกษียณอายุและความอยู่ดีมีสุขของผู้สูงอายุ, ศราวุฒิ จตุวิวัฒน์วรกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประเทศไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทั้งยังมีแนวโน้มประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับอัตราการเกิดที่น้อยลง จึงทำให้อัตราการพึ่งพิงของผู้สูงอายุต่อวัยทำงานเพิ่มขึ้น จนเป็นภาระแก่บุตรหลานและงบประมาณของประเทศ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาในการดูแลตนเองของผู้สูงอายุ แนวทางในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้สามารถเริ่มได้ด้วยตัวของบุคคลเองด้วยการวางแผนก่อนการเกษียณอายุ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการวางแผนเพื่อการเกษียณอายุและระยะเวลาของการวางแผนที่มีต่อความอยู่ดีมีสุขของผู้สูงอายุผ่านคะแนนมาตรฐานสุขภาพกายและสุขภาพจิต โดยศึกษาผ่านแบบจำลอง 2-Stage Least Square (2SLS) ด้วยการใช้ตัวแปรมหภาคเป็น instrumental variable ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจวางแผนเกษียณอายุ ซึ่งผลศึกษาพบว่า แผนเกษียณอายุทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ แผนเกษียณอายุด้านการเงิน สุขภาพกาย สุขภาพจิต และสังคม ผู้สูงอายุที่ทำงานภายหลังอายุ 60 ปีจะส่งผลให้ผู้เกษียณอายุมีความอยู่ดีมีสุขเพิ่มขึ้นได้เมื่อมีการวางแผนทางการเงินและสุขภาพกาย รวมทั้งหากมีการวางแผนเกษียณอายุในช่วงอายุที่เร็วขึ้น ก็จะทำให้ความอยู่ดีมีสุขด้านสุขภาพกายเพิ่มขึ้นอีกด้วย แม้ว่าการวางแผนเกษียณอายุอาจไม่ทำให้ความอยู่ดีมีสุขด้านสุขภาพจิตดีขึ้น แต่การที่บุคคลได้เริ่มมีการวางแผนย่อมทำให้สามารถตั้งเป้าหมายของชีวิต และเตรียมความพร้อมสำหรับสิ่งจำเป็นต่าง ๆ ได้ ผ่านการวางแผนเกษียณอายุด้านต่าง ๆ ภาครัฐจึงควรสนับสนุนให้เกิดการเตรียมความพร้อม ไม่เพียงแต่ด้านการเงินแต่ยังคงรวมถึงด้านอื่น ๆ อีกด้วย


ทุนนิยมกับความเหงา, ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์ Jan 2018

ทุนนิยมกับความเหงา, ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไปเข้าสู่ระบบทุนนิยม ความเหงากำลังเป็นภัยคุกคามผู้คนในปัจจุบัน งานศึกษาชิ้นนี้จึงมุ่งศึกษาบทบาทของทุนนิยมที่มีต่อความเหงาของกลุ่มคนเจนเนอเรชั่นวาย (Generation Y) หรือเกิดระหว่างปี พ.ศ. 2524 – 2540 ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ก้าวเข้าสู่สังคมทุนนิยมอย่างเต็มตัว วิธีการศึกษาที่ใช้ประกอบด้วย การศึกษาในเชิงปริมาณผ่านการใช้มาตรวัดความเหงา UCLA Loneliness Scale Version 3 ซึ่งวัดความเหงามิติความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เพื่อให้เห็นภาพความเหงามิติความสัมพันธ์ในภาพรวม และใช้การศึกษาในเชิงคุณภาพแบบวิธีปรากฎการณ์วิทยา ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยข้อมูลทั้งหมดวิเคราะห์ภายใต้กรอบแนวคิดวิพากษ์สังคมทุนนิยม และแนวคิดจิตวิทยาทางสังคมมาร์กซิสต์ของอีริค ฟรอมม์ ผลการศึกษาพบว่า คนเจนเนอเรชั่นวายในสังคมทุนนิยมเผชิญความเหงามิติความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในระดับสูง ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ภายใต้สังคมทุนนิยมเกิดขึ้นมาจากความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และมีค่านิยมปัจเจก มุ่งเน้นการแข่งขัน ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลลดลง ขณะที่ เมื่อพิจารณาถึงมิติตัวแปรต่างๆ ภายใต้ทุนนิยมพบว่า มิติถิ่นกำเนิด และมิติทางด้านรายได้ เป็นมิติที่มีนัยยะต่อความเหงามิติความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมากที่สุด โดยระดับรายได้แปรผกผันต่อระดับความเหงา กล่าวคือ ยิ่งระดับรายได้ต่ำ ระดับความเหงายิ่งสูง นอกจากนี้แล้ว ยังพบด้วยว่า ทุนนิยมทำให้เกิดความเหงามิติการดำรงอยู่ หรือความรู้สึกที่ไม่มีบทบาทสำหรับตนเอง หรือความรู้สึกไร้ความหมายในชีวิตอีกด้วย


ความเป็นหญิงกับการสร้างเรือนร่างของหญิงในร่างชาย, สุรสีห์ บัวจันทร์ Jan 2018

ความเป็นหญิงกับการสร้างเรือนร่างของหญิงในร่างชาย, สุรสีห์ บัวจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่อง ความเป็นหญิงกับการสร้างเรือนร่างของหญิงในร่างชาย มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา 2 ประการ คือ เพื่อศึกษาการให้ความหมายความเป็นหญิงของกะเทย และศึกษาการสร้างเรือนร่างความเป็นหญิงของกะเทยในฐานะที่เป็นการสร้างตัวตน ด้วยวิธีการวิจัย เชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 22 คน ภายใต้กรอบการวิเคราะห์ด้วยแนวคิดเรื่องตัวตนและอำนาจของ มิเชล ฟูโกต์ และแนวคิดเรื่องอัตลักษณ์ จากการศึกษาพบว่าการประกอบสร้างตัวตนของกะเทยอยู่ภายใต้กรอบวาทกรรมความเป็นหญิง ที่กะเทยมีการนิยามและสำนึกในความเป็นหญิงที่แตกต่างกัน ทั้งในระดับปัจเจกและจากการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันในสังคม ตั้งแต่การมีสำนึกว่าความเป็นหญิงคือสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด หรือแม้แต่การยอมรับว่าเกิดมาในร่างกายของผู้ชาย เพียงแต่มีความต้องการที่จะเป็นผู้หญิง อีกทั้งความเป็นหญิงได้สร้างสำนึกร่วมของความเป็นกลุ่ม แต่ขณะเดียวกันก็เป็นปัจจัยที่กะเทยนำมาเปรียบเทียบระหว่างกัน นอกจากนี้การทำงานของ วาทกรรมความเป็นหญิงในเชิงกระบวนการยังพบอีกว่า มีกลไกการทำงานอย่างแยบยลผ่านกลุ่มและสถาบันทางสังคม อาทิ กลุ่มเพื่อนและรุ่นพี่กะเทย, ผู้ชาย, ผู้หญิง, บุคคลในสายอาชีพ และสถาบันทางการแพทย์ บนพื้นที่ร่างกาย แต่อย่างไรก็ตามการทำงานดังกล่าวไม่สามารถอธิบายแยกขาดจากอิทธิพลของโครงสร้างทางสังคมชุดอื่นๆ อาทิ ระดับฐานะทางเศรษฐกิจ รวมถึงอาชีพ ดังนั้นการสร้างตัวตนความเป็นหญิงของกะเทยจึงมีความสลับซับซ้อน ที่จะเห็นการปะทะประสาน และต่อรองระหว่างตัวตนความเป็นหญิงกับวาทกรรมอยู่ตลอดเวลา