Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 61 - 90 of 2655

Full-Text Articles in Entire DC Network

ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ในหลักสูตรอบรมออนไลน์วิชาภาษาอังกฤษของพนักงานโดยมีอารมณ์เชิงบวกเป็นตัวแปรส่งผ่าน และการรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกเป็นตัวแปรกำกับ, วรรณชนก อยู่ถมยา Jan 2025

ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ในหลักสูตรอบรมออนไลน์วิชาภาษาอังกฤษของพนักงานโดยมีอารมณ์เชิงบวกเป็นตัวแปรส่งผ่าน และการรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกเป็นตัวแปรกำกับ, วรรณชนก อยู่ถมยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ โดยมีอารมณ์เชิงบวกเป็นตัวแปรส่งผ่าน และการรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกเป็นตัวแปรกำกับ กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่เข้าร่วมการอบรมหลักสูตรออนไลน์วิชาภาษาอังกฤษแบบสอนสด จำนวน 120 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณโดยใช้โปรแกรม Process Macro ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนมีความสัมพันธ์ทางบวกกับอารมณ์เชิงบวก และอารมณ์เชิงบวกมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ไม่พบอิทธิพลทางตรงของการรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ อีกทั้งไม่พบอิทธิพลส่งผ่านของอารมณ์เชิงบวกภายใต้เงื่อนไขของการรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวก กล่าวคือ การรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแปรกำกับที่ช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนและอารมณ์เชิงบวก แต่เมื่อวิเคราะห์แบบไม่รวมตัวแปรกำกับ พบว่าอารมณ์เชิงบวกมีบทบาทเป็นตัวแปรส่งผ่านอย่างสมบูรณ์ ผลการศึกษาสะท้อนว่า อารมณ์เชิงบวกเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ แม้ว่าการรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกในบริบทการเรียนออนไลน์อาจยังไม่สามารถเพิ่มอิทธิพลของกลไกการส่งผ่านได้อย่างมีนัยสำคัญ ข้อค้นพบนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเสริมสร้างการรับรู้ความสามารถของผู้เรียน กระตุ้นอารมณ์เชิงบวก และพัฒนาการให้ข้อมูลย้อนกลับ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ในหลักสูตรอบรมพนักงาน


ผลของโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ออาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, เขมสุพิชญา กิตติกูลวรพัฒน์ Jan 2025

ผลของโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ออาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, เขมสุพิชญา กิตติกูลวรพัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว และเพื่อเปรียบเทียบอาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนระหว่างกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมฯ และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยจิตเภทอายุระหว่าง 20-59 ปี อาศัยอยู่กับครอบครัว ซึ่งเข้ารับการรักษาที่แผนกกลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลองครักษ์ จำนวน 60 ครอบครัว โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงได้มาจากเกณฑ์คุณสมบัติที่ผู้วิจัยกำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 ครอบครัว และกลุ่มควบคุม 30 ครอบครัว กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบประเมินอาการทางจิต (PANSS-T) มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .82 และค่า CVI ได้เท่ากับ 1 4) แบบวัดการรับรู้ความเครียด มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .85 และค่า CVI ได้เท่ากับ .92 5) แบบสอบถามการมีส่วนร่วมของครอบครัว มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .85 และค่า CVI ได้เท่ากับ 1 เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1. ค่าเฉลี่ยของอาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนหลังได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 15.74, df = 29, p


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม, ญานิศา พึ่งน้อย Jan 2025

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม, ญานิศา พึ่งน้อย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความเชื่อเกี่ยวกับยาเคมีบำบัด ความวิตกกังวล การสนับสนุนทางสังคม การสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ กับการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัด ในผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมทุกระยะ ที่แพทย์พิจารณาเห็นสมควรว่าสามารถรับยาเคมีบำบัดได้ จำนวน 115 ราย มารับบริการที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่งในกรุงเทพมหานคร เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามด้วยตนเอง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างเกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 44.35) เป็นเพศหญิงที่มีอายุระหว่าง 50–59 ปี และมีอายุเฉลี่ย 55 ปี (SD = 8.13) โดยภาพรวมการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 28.47 (SD = 7.92) ความเชื่อเกี่ยวกับยาเคมีบำบัด มีความสัมพันธ์ทางลบในระดับปานกลาง (r = -.382) ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (r = .369) และการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ (r = .357) มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับการร่วมตัดสินใจ ส่วนการสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำ (r = .214) และความวิตกกังวลมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำ (r = -.289) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อย่างไรก็ตาม อายุ ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการร่วมตัดสินใจ (r = –.117, p = .213)ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าความเชื่อเกี่ยวกับยาเคมีบำบัด ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ดังนั้นพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ควรนำผลการศึกษานี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างการดูแลที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพในการตัดสินใจร่วมกัน


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการวางแผนดูแลล่วงหน้าของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอด, ณัฏฐณิชา พูลเพิ่ม Jan 2025

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการวางแผนดูแลล่วงหน้าของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอด, ณัฏฐณิชา พูลเพิ่ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ เพื่อศึกษาการวางแผนดูแลล่วงหน้าของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอด และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้โอกาสเสี่ยงเมื่อไม่มีการวางแผนดูแลล่วงหน้า การรับรู้ประโยชน์เมื่อมีการวางแผนดูแลล่วงหน้า การรับรู้อุปสรรคต่อการวางแผนดูแลล่วงหน้า อายุ เพศ การรับรู้พยากรณ์โรค ระยะของโรคมะเร็งปอด และ การได้รับการปรึกษาจากบุคลากรทางการแพทย์กับการวางแผนดูแลล่วงหน้า กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอดอายุ 20 ปีขึ้นไป จำนวน 162 คน ซึ่งเลือกจากโรงพยาบาลตติยภูมิ 3 แห่งในกรุงเทพมหานครแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 8 ส่วน วิเคราะห์ด้วยสถิติสถิติทีอิสระ ความแปรปรวนทางเดียว และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอดมีการวางแผนดูแลล่วงหน้าระดับปานกลาง (Mean = 50.53, SD = 13.40) ปัจจัยที่สัมพันธ์เชิงบวกกับการวางแผนดูแลล่วงหน้า ได้แก่ การรับรู้ประโยชน์ของการวางแผนดูแลล่วงหน้า (r = .38, p .05) ระยะของโรค (F = 2.00, df = 3, p > .05) และเพศ (t = -1.53 p > .05)


ผลของโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ต่อการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน, ณัฐธิดา ปังอุทา Jan 2025

ผลของโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ต่อการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน, ณัฐธิดา ปังอุทา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ และเปรียบเทียบการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคกระดูกพรุน มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เข้ารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกหน่วยตรวจด้านออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง จำนวน 46 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 23 คน จับคู่ด้วยเพศ อายุ และคะแนนความปวด กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามกรอบแนวคิดทฤษฎีการดูแลตนเองของ Orem ให้โปรแกรม 4 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัยใช้แบบประเมินการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาคเท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า ผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนภายหลังได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ มีการดูแลตนเองดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนที่ได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ มีคะแนนเฉลี่ยการดูแลตนเอง 63.04 (4.99) สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ 46.74 (3.26) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน, นิชาภา พุมสอน Jan 2025

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน, นิชาภา พุมสอน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการฟื้นตัวหลังผ่าตัด และความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการนอนหลับ ความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล การรับรู้ความสามารถของตนเอง ความพร้อมของผู้ดูแล และการสนับสนุนทางสังคม กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ป่วยเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน โดยมีกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย 1) ผู้ป่วยเนื้องอกสมองที่ได้รับการผ่าตัดในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่ง จำนวน 123 คน และ 2) ผู้ดูแล จำนวน 123 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามสำหรับผู้ที่เป็นเนื้องอกสมอง ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามคุณภาพการนอนหลับ แบบสอบถามความพร้อมในการจำหน่ายจากโรงพยาบาล แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเอง แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และแบบสอบถามการฟื้นตัวหลังผ่าตัด 2) แบบสอบถามสำหรับผู้ดูแล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสอบถามความพร้อมของผู้ดูแล วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า การฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน โดยรวมอยู่ในระดับสูง ( X =69.90, SD = 2.36) คุณภาพการนอนหลับ ความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล การรับรู้ความสามารถของตนเอง และความพร้อมของผู้ดูแล มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .405, .500, .306, และ .368 ตามลำดับ; P < .001) ส่วนการสนับสนุนทางสังคมไม่มีความสัมพันธ์กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัด ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะการเปลี่ยนผ่านฯ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ในเชิงสนับสนุนการฟื้นตัว ดังนั้น พยาบาลควรพัฒนาแนวทางการพยาบาลที่สอดคล้องกับปัจจัยที่สัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองที่ดีอย่างต่อเนื่อง


แนวทางการจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาผู้สูงอายุกรณีศึกษา อาคารผู้ป่วย 20 ชั้นศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, รัชนี ธูปสุวรรณ Jan 2025

แนวทางการจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาผู้สูงอายุกรณีศึกษา อาคารผู้ป่วย 20 ชั้นศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, รัชนี ธูปสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ระบบบริการสุขภาพของไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นวิกฤต ทำให้สถานพยาบาลต้องรองรับผู้สูงอายุที่มีความเปราะบางทั้งด้านร่างกาย สังคม และจิตใจ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยา จึงเป็นประเด็นสำคัญ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสุขภาวะผู้สูงอายุ วิเคราะห์องค์ประกอบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และนำเสนอแนวทางการจัดการในอาคารผู้ป่วย 20 ชั้น ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากแบบสำรวจ การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรทางการแพทย์ และญาติผู้รับบริการ ผลการศึกษาพบว่า แผนกอายุรกรรมผู้ป่วยนอกชั้น 2 มีความแออัด พื้นที่พักคอยขาดความเป็นส่วนตัวสำหรับผู้ป่วยเปลนอน หอผู้ป่วยสามัญชั้น 12 และชั้น 14 มีอุปกรณ์กีดขวางทางสัญจร และป้ายทางหนีไฟไม่ชัดเจน ส่งผลต่อความปลอดภัย ด้านสังคม และยังขาดพื้นที่กลางสำหรับปฏิสัมพันธ์เชิงบวก ด้านจิตใจ ผู้สูงอายุให้ความสำคัญกับความสงบ ความเป็นส่วนตัว และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ บริเวณพักฟื้นมีอุณหภูมิสูงและอากาศถ่ายเทน้อย ส่งผลลบต่อสุขภาวะ จากผลการวิจัยสรุปได้ว่า การจัดการสภาพแวดล้อมเพื่อการเยียวยาแบบองค์รวม ทั้งกายภาพ สังคม และจิตใจ เป็นแนวทางสำคัญ จึงเสนอการปรับปรุงพื้นที่เปลนอน ระบบแสงสว่างและการระบายอากาศ เพิ่มพื้นที่ส่วนกลาง ส่งเสริมการเข้าถึงห้องน้ำ และจัดทางสัญจรพร้อมป้ายหนีไฟมาตรฐาน โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมการทำงานของบุคลากร เพื่อพัฒนาการดูแลผู้สูงอายุให้สอดคล้องกับสังคมสูงวัยในอนาคต


การศึกษารูปแบบความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนในการบริหารจัดการเหตุวิกฤติฉุกเฉินและนโยบายการรักษาความปลอดภัยย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพมหานคร, ปัญจรัตน์ เดชกุญชร Jan 2025

การศึกษารูปแบบความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนในการบริหารจัดการเหตุวิกฤติฉุกเฉินและนโยบายการรักษาความปลอดภัยย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพมหานคร, ปัญจรัตน์ เดชกุญชร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภัยพิบัติเป็นสิ่งที่ทั่วโลกเล็งเห็นความสำคัญและให้ความตระหนักในการบริหารจัดการ ด้วยการเปลี่ยนแปลงของโลกเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดเหตุขึ้นบ่อยครั้ง เป็นเหตุวิกฤติที่เกินการรับมือ การศึกษาเรื่อง รูปแบบความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนในการบริหารจัดการเหตุวิกฤติฉุกเฉินและนโยบายการรักษาความปลอดภัยย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพมหานคร เป็นการศึกษาในภาคการขับเคลื่อนนโยบายการบริหารระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ย่านราชประสงค์ เขตปทุมวัน ภายใต้กรอบแนวคิดการร่วมมือทำงานกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนแบบเครือข่าย Networking มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึง 1) รูปแบบความร่วมมือเชิงนโยบายของภาครัฐและภาคเอกชนในการบริหารจัดการเหตุวิกฤติ 2) นโยบายการรักษาความปลอดภัยของภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่ย่านราชประสงค์ 3) การออกแบบแผนการรับมือเหตุวิกฤติ และ 4) เพื่อดูแนวโน้มการเป็นต้นแบบนำร่องไปใช้ในพื้นที่ชุมชนเมืองอื่นในกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา โดยการสัมภาษณ์ผู้บริหารกลุ่มภาคเอกชนกลุ่มผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ จำนวน 10 องค์กร และหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่อีก 2 องค์กร ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา พรรณนา พัฒนาแก่นสาระ ตรวจสอบด้วยวิธีเทคนิคสามเส้า ร่วมกับการศึกจากข้อมูลเอกสารและการลงพื้นที่เพื่อสังเกตการณ์ ผลการวิจัยพบว่า (1) รูปแบบความร่วมมือเชิงนโยบายของภาครัฐและภาคเอกชนในการบริหารจัดการเหตุวิกฤติฉุกเฉินในย่านราชประสงค์ ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดการจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่แบบเครือข่าย ระหว่างภาครัฐกับเครือข่ายภาคเอกชน บวกกับ Disaster Management และ Crisis Management (2) นโยบายการรักษาความปลอดภัยใช้การร่วมออกแบบ ร่วมคิด และขับเคลื่อนกลไกเชิงนโยบายมีปฏิสัมพันธ์ในระดับองค์กร และระดับบุคคลต่อบุคคล (3) การออกแบบแผนการรับมือเหตุวิกฤติฉุกเฉินจากภัยพิบัติในย่านราชประสงค์ ใช้วิธีการเตรียมความพร้อม ตามหลักการของ Disaster Management ร่วมกับ Crisis Management (4) แนวโน้มการเป็นต้นแบบนำไปใช้ในพื้นที่ชุมชนเมืองอื่นในกรุงเทพมหานคร ต้องพิจารณาร่วมด้วยกับความเข้มแข็งของความร่วมมือของรัฐและเอกชนที่มีวิสัยทัศน์ แนวทางในการขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ระบบการเงินส่วนกลางที่น่าเชื่อถือ มีการจัดปรับการใช้รูปแบบให้เหมาะสมกับทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ของตนเอง


ทัศนคติของคน Gen Y ที่มีต่อนโยบายและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์, พลอยไพลิน พูลสวัสดิ์ Jan 2025

ทัศนคติของคน Gen Y ที่มีต่อนโยบายและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์, พลอยไพลิน พูลสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีความสนใจที่จะศึกษาพฤติกรรมการรับรู้ของคนเจนเนอเรชั่นวายในเขตกรุงเทพมหานครที่มีต่อนโยบายการออมและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการรับรู้คนเจนเนอเรชั่นวายในเขตกรุงเทพมหานครที่มีต่อนโยบายการออม และสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ เปรียบเทียบความคิดเห็นของของคน Gen y ที่มีต่อนโยบายและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ และศึกษาพฤติกรรมการรับรู้คนเจนเนอเรชั่นวายในเขตกรุงเทพมหานครที่มีต่อนโยบายการออม และสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยการวิจัยเป็นชิงปริมาณแจกแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 384 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์โดยการทดสอบค่าที ค่าเอฟ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณเพื่อทดสอบสมมติฐาน ผลการศึกษาพบว่า ระดับทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม ความรู้ในการออมของคน Gen y และนโยบายและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ อยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของทัศนคติในการออมนโยบายและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ของคนเจนเนอเรชั่นวายในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่า เพศ อายุ อาชีพ ค่าใช้จ่ายหลัก ค่าใช้จ่ายต่อเดือน ความเพียงพอของรายรับ–รายจ่ายที่ต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 นอกนั้นมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน และในด้านทัศนคติ การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม และความรู้ในการออม มีผลต่อนโยบายและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจากผลการศึกษาอาจเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดแนวทางพัฒนานโยบายด้านการออมและสวัสดิการผู้สูงอายุให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของสังคมไทยในอนาคต


ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่อภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ปิยะธิดา คำวัง Jan 2025

ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่อภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ปิยะธิดา คำวัง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก่อนและหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัว และเพื่อเปรียบเทียบภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มารับบริการที่ห้องตรวจโรคจิตเวช แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จำนวน 60 คน ได้มาจากการคัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัว แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะกดดันด้านจิตใจ (α=.83) และแบบวัดภาระในการดูแล (α=.93) ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และ .96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายและสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1. ค่าเฉลี่ยของคะแนนภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ค่าเฉลี่ยของคะแนนภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่ำกว่าผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ได้รับการดูแลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญหางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยร่วมกับการสอนแนะ ต่อการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง, พิจิตรา ยอดสง่า Jan 2025

ผลของโปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยร่วมกับการสอนแนะ ต่อการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง, พิจิตรา ยอดสง่า

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยร่วมกับการสอนแนะ ต่อการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง ซึ่งเปรียบเทียบการรู้คิดในผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ และระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุที่มีการรู้คิดบกพร่อง อายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปไม่มีโรคซึมเศร้า การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐานอยู่ในเกณฑ์ปกติ มีภาวะรู้คิดบกพร่อง น้อยกว่า 25 คะแนน จำนวน 44 คน จับคู่คุณลักษณะ ด้วยเพศ อายุ โรคประจำตัว ระดับการศึกษา จัดแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 22 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ โดยใช้แนวคิดกระตุ้นการรู้คิดของ Spector (2018) และแนวคิดการสอนแนะของ Girvin (1999) ประกอบด้วยการรับรู้ตามความเป็นจริง การเคลื่อนไหวร่างกาย การกระตุ้นประสาทสัมผัส และการระลึกถึงความหลัง จัดกิจกรรม 1 ครั้ง/สัปดาห์ ทั้งหมด 6 สัปดาห์ต่อเนื่องกัน ครั้งละ 90 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ร่วมกับการสอนแนะ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินการรู้คิด วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนาและสถิติทดสอบค่าที ผลการศึกษาพบว่า คะแนนเฉลี่ยการทำหน้าที่ด้านการรู้คิดของกลุ่มทดลอง หลังการทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลอง และผลต่างคะแนนเฉลี่ยการรู้คิด ก่อนและหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรับประทานอาหารของผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, วรัมพร เซี่ยงฉิน Jan 2025

ปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรับประทานอาหารของผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, วรัมพร เซี่ยงฉิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบความสัมพันธ์เชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความร่วมมือในการรับประทานอาหารและอำนาจทำนายของปัจจัย อายุ ความรู้ด้านโภชนาการ ระยะเวลาเป็นโรคไตเรื้อรัง ระยะเวลารักษาโดยการฟอกเลือด สถานะเศรษฐกิจและสังคม การสนับสนุนทางสังคม และสัมพันธภาพกับบุคลากรสุขภาพ ในผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมจำนวน 121 ราย ซึ่งมารับบริการที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่งในกรุงเทพมหานคร คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบ stepwise ผลการวิจัยพบว่า ความร่วมมือในการรับประทานอาหารโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̅ = 52.76, SD = 14.67) ปัจจัยที่ทำนายได้ดีที่สุดคือการสนับสนุนทางสังคม สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 10.6 (R² = .106, p< .001) เมื่อเพิ่มปัจจัยสัมพันธภาพกับบุคลากรสุขภาพ สามารถอธิบาย เพิ่มเติมได้ร้อยละ 10.1 (R² Change = .101) ระยะเวลาการฟอกเลือดอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 (R² Change = .071) ระยะเวลาเป็นโรคไตเรื้อรังอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 (R² Change = .037) อายุอธิบาย เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 (R² Change = .029) ความรู้ด้านโภชนาการอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 (R² Change = .031) และสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 (R² Change = .031) รวมกัน สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ทั้งหมดร้อยละ 40.6 (R² = .406, F = 5.971, p < .05) โดยพบว่า การ สนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยทำนายที่สำคัญที่สุด (β = .270, p < .01) รองลงมาคือสัมพันธภาพกับ บุคลากรสุขภาพ (β = .269, p < .01) ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้ให้บริการด้านสุขภาพรวมถึงพยาบาลใน การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความร่วมมือในการรับประทานอาหารของผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือดด้วย เครื่องไตเทียม โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างการสนับสนุนทางสังคม และส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดีระหว่าง ผู้ป่วยกับบุคลากรสุขภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลรักษาโดยรวมต่อไป


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ในผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย, ศศิธร ทันดร Jan 2025

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ในผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย, ศศิธร ทันดร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรในผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย และศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมดังกล่าว โดยปัจจัยประกอบด้วย 1) อายุ 2) สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจ 3) ความรุนแรงของโรคอาหารไม่ย่อย 4) ความรู้ 5) ทัศนคติ 6) แหล่งข้อมูลสุขภาพ และ 7) ประวัติการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ของสมาชิกในครอบครัว กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย อายุ 20–59 ปี จำนวน 168 คน ในโรงพยาบาลตติยภูมิ 2 แห่งในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเลือกสถานที่เก็บข้อมูลแบบเจาะจง และเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีเรียงลำดับการมารับบริการ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประกอบด้วย 5 ส่วน ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา 0.83–0.91 และค่าความเชื่อมั่นของครอนบาคแอลฟา 0.70–0.89 กลุ่มตัวอย่างตอบได้ด้วยตนเอง วิเคราะห์ด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันและอีต้า และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อโดยรวมอยู่ในระดับดี (x̄=8.88, SD=1.89) ในขณะที่กลุ่มที่ติดเชื้อมีคะแนนพฤติกรรมการป้องกันต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในด้านสุขอนามัย ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความรู้ (r=.215, p<.05) ทัศนคติ (r=–.155, p<.05) และแหล่งข้อมูลสุขภาพ (F=3.213, p<.05) อย่างไรก็ตาม อายุ ความรุนแรงของโรคอาหารไม่ย่อย สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจ และประวัติ ก า ร ติ ด เชื้ อใน ค รอบ ค รั วไม่ มี ค วาม สั ม พั น ธ์กับ พ ฤติ กรรม ดั งกล่ า ว การศึกษานี้นำมาใช้ประโยชน์ในการประเมินพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรในกลุ่มเสี่ยง เพื่อให้คำแนะนำดูแลที่เหมาะสม และเป็นแนวทางศึกษาปัจจัยทำนาย พฤติกรรมดังกล่าวต่อไป


การศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ, ศศิพิมล แม้นจิต Jan 2025

การศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ, ศศิพิมล แม้นจิต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 20 คน วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก 2) วิเคราะห์ข้อมูล และสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินระดับความสำคัญ และ3) คำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เพื่อสรุปผล ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ ประกอบด้วย 9 ด้าน รวมจำนวน 143 ข้อรายการสมรรถนะ ดังนี้ 1) ด้านการพยาบาลผู้ป่วยแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกในภาวะวิกฤต จำนวน 24 ข้อ 2) ด้านการควบคุมการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อน จำนวน 14 ข้อ 3) ด้านการดูแลบาดแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก จำนวน 18 ข้อ 4) ด้านการบริหารจัดการความปวดจำนวน 17 ข้อ 5) ด้านการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ จำนวน 12 ข้อ 6) ด้านการจัดการโภชนาการ จำนวน 9 ข้อ 7) ด้านการวางแผนจำหน่ายและการดูแลระยะท้าย จำนวน 17 ข้อ 8) การสื่อสารและการทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพ จำนวน 17 ข้อ และ9) การใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ จำนวน 15 ข้อ ซึ่งพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยแต่ละระดับมีสมรรถนะทั้ง 9 ด้าน แต่สมรรถนะย่อยมีความแตกต่างกัน การศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการประเมินสมรรถนะและมอบหมายงานตามความสามารถของพยาบาลแต่ละระดับ


ผลของโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่อความคิดฆ่าตัวตายในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, อรณิชา สดศรีประเวศ Jan 2025

ผลของโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่อความคิดฆ่าตัวตายในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, อรณิชา สดศรีประเวศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่อความคิดฆ่าตัวตายในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้า อายุระหว่าง 20-59 ปี ที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 40 ครอบครัว โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่ผู้วิจัยกำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 ครอบครัว และกลุ่มควบคุม 20 ครอบครัว กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วม และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วม 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบประเมินความคิดฆ่าตัวตาย 4) แบบประเมินความหวัง เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือชุดที่ 3 และ 4 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1 มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .87 และ .88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ค่าคะแนนเฉลี่ยความคิดฆ่าตัวตายของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในกลุ่มทดลอง หลังเข้าร่วมโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ( t=16.88, df=19, p<.001 ) 2. ค่าคะแนนเฉลี่ยความคิดฆ่าตัวตายของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในกลุ่มทดลองที่เข้าร่วมโปรแกรมการ บ าบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่ ากว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ( t=10.47, df=31.66, p<.001 )


ความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร, จุฑามาศ ประทีปพรศักดิ์ Jan 2025

ความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร, จุฑามาศ ประทีปพรศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง “ความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล การรับรู้ข่าวสาร และทัศนคติต่อประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจที่มีอิทธิพลต่อระดับความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อเสนอแนวทางเชิงนโยบายในการป้องกันและลดความวิตกกังวลของประชาชนต่อภัยอาชญากรรมรุนแรงในพื้นที่สาธารณะ การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณโดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 396 คน ในเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ครอบคลุมกลุ่มนิสิตนักศึกษา ผู้ใช้บริการห้างสรรพสินค้า และผู้ใช้พื้นที่สาธารณะทั่วไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงหรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว โดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นทางสถิติเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่า t การวิเคราะห์ความแปรปรวน เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความหวาดกลัวระหว่างกลุ่ม รวมถึงวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่ายเพื่อทดสอบอิทธิพลของตัวแปรอิสระผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับระดับความหวาดกลัว โดยกลุ่มเพศหญิงมีระดับความหวาดกลัวมากกว่า ขณะที่ปัจจัยด้านช่วงอายุไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ พบว่าการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์กราดยิงจากสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์ส่งผลให้ระดับความวิตกกังวลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และพบว่าทัศนคติต่อประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจมีความสัมพันธ์ในทางลบกับความหวาดกลัว กล่าวคือ ผู้ที่เชื่อมั่นในความสามารถของตำรวจจะมีความกลัวน้อยกว่า ผลการศึกษาโดยรวมชี้ให้เห็นว่าความหวาดกลัวต่อเหตุการณ์กราดยิงไม่เพียงเป็นปฏิกิริยาทางจิตวิทยาต่ออาชญากรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความรู้สึกไม่มั่นคงในสังคมเมืองสมัยใหม่ งานวิจัยนี้เสนอแนวทางการวางแผนการป้องกันและรับมือกับเหตุการณ์กราดยิง โดยให้รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการมาตรการทั้งสามระดับอย่างเป็นระบบ ได้แก่ มาตรการด้านพื้นที่และโครงสร้างกายภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวัง มาตรการด้านสถาบันและการปฏิบัติการเพื่อจัดกำลังตามความเสี่ยงและยกระดับความพร้อมในการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และมาตรการด้านการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดความตื่นตระหนกของประชาชน ซึ่งการประสานกลไกทั้งสามระดับจะช่วยลดทั้งความเสี่ยงเชิงจริงและความหวาดกลัวเชิงรับรู้ พร้อมเสริมสร้างสภาพแวดล้อมเมืองที่ปลอดภัยและยั่งยืนยิ่งขึ้น


การจำแนกแตกต่างว่าด้วยมุมมองคุณภาพชีวิตสีเขียวของคนเมืองในกรุงเทพมหานคร:ศึกษากรณีเขตบางขุนเทียน, พิชฌ์นิพัทธ์ วิชัยโน Jan 2025

การจำแนกแตกต่างว่าด้วยมุมมองคุณภาพชีวิตสีเขียวของคนเมืองในกรุงเทพมหานคร:ศึกษากรณีเขตบางขุนเทียน, พิชฌ์นิพัทธ์ วิชัยโน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ให้ความสนใจกับประเด็นการกัดเซาะชายฝั่งทะเลในฐานะความเสี่ยงภัยที่เมืองกรุงเทพมหานครต้องเผชิญ ซึ่งพื้นที่ชายทะเลบางขุนเทียนที่ตั้งอยู่แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน เป็นพื้นที่ที่สภาวะความเสี่ยงภัยปกคลุมวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนชายทะเลบางขุนเทียน โดยมีจุดมุ่งหมายในการค้นหานิยามความหมายของคุณภาพชีวิตสีเขียวที่เป็นภาพแทนของการอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติและระบบนิเวศของชุมชนชายทะเลบางขุนเทียน ซึ่งความเสี่ยงภัยมีส่วนต่อการกำหนดนิยามความหมายของคุณภาพชีวิตสีเขียว ความเสี่ยงภัยจากการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียนยังได้เปิดเผยให้เห็นถึงการจำแนกแตกต่างของมุมมองที่มีต่อคุณภาพชีวิตสีเขียวที่อ้างอิงอยู่กับตำแหน่งแห่งที่ของความเสี่ยง ผู้เขียนจึงเลือกวิเคราะห์ให้เห็นถึงการจำแนกแตกต่างดังกล่าวไว้ในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ท้ายที่สุด ผู้เขียนได้สำรวจนโยบายการพัฒนาเมืองที่มีส่วนต่อการสร้างคุณภาพชีวิตสีเขียวที่ดี ซึ่งเป็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความเสี่ยงด้วยการมองความเสี่ยงในฐานะภัยที่อำนาจทางการเมืองต้องเข้ามาจัดการ การบอกเล่าประสบการณ์จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 9 ราย ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายทะเลบางขุนเทียนผ่านการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ร่วมกันกับการเล่าเรื่องจากภาพถ่ายในผู้ให้ข้อมูลสำคัญบางราย ช่วยเปิดภาพให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงภัยกับคุณภาพชีวิตสีเขียวได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันผู้ให้ข้อมูลสำคัญต่างมีภูมิหลังทางสังคมวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของการนำไปสู่การวิเคราะห์การจำแนกแตกต่างของมุมมองที่มีต่อคุณภาพชีวิตสีเขียวที่สัมพันธ์กันกับความเสี่ยงภัยได้อย่างลงลึก เมื่อนิยามความหมายของคุณภาพชีวิตสีเขียวได้ปรากฏขึ้นแล้วจากคำบอกเล่าที่ถูกรวบรวมมา ผู้เขียนได้ทบทวนภูมิทัศน์ของนโยบายการพัฒนาเมืองเพื่อการมีคุณภาพชีวิตสีเขียวที่ดีผ่านการวิจัยเชิงเอกสาร ข้อค้นพบของการวิจัยที่นำเสนอไว้ในวิทยานิพนธ์นี้กำลังพาผู้อ่านสำรวจภูมิทัศน์ของความเสี่ยงจากการกัดเซาะชายฝั่งทะเลในพื้นที่ชายทะเลบางขุนเทียนด้วยการชี้ให้เห็นถึงกระบวนการก่อรูปของความเสี่ยงที่เริ่มต้นจากท้องถิ่นก่อนขยายตัวไปสู่การเป็นความเสี่ยงระดับโลกที่ทุกคนต้องเผชิญร่วมกัน ความเสี่ยงในระดับท้องถิ่นอ้างอิงอยู่กับการรับรู้ความเสี่ยงและการต่อสู้ดิ้นรนของผู้ที่ตกอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ของความเสี่ยง ซึ่งแปรเปลี่ยนมาเป็นมุมมองที่พวกเขามีต่อคุณภาพชีวิตสีเขียวที่ดี โดยพวกเขาได้ร่วมนิยามคุณภาพชีวิตสีเขียวว่าเป็นการอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติและระบบนิเวศของชุมชนชายทะเลบางขุนเทียน ขณะเดียวกันการจำแนกแตกต่างต่อมุมมองของคุณภาพชีวิตสีเขียวตอกย้ำให้เห็นด้วยการแตกกระจายของชนชั้นออกเป็นส่วนเสี้ยวที่อิงอยู่กับมิติทางวัฒนธรรมร่วมกันกับเศรษฐกิจ ผู้ที่สังกัดในตำแหน่งที่ในพื้นที่ทางสังคมที่แตกต่างกันต่างมีการเมืองวัฒนธรรมของการต่อสู้กับความเสี่ยงเพื่อให้ได้มาซึ่งการมีคุณภาพชีวิตสีเขียวที่ดีแตกต่างกันออกไปด้วย นอกจากนี้ การที่คุณภาพชีวิตสีเขียวยังมีความเกี่ยวข้องกับนโยบายการพัฒนาเมืองที่มีต่อการจัดการความเสี่ยงภัยจากการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ในการดำเนินนโยบายจึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมจากคนในชุมชนชายฝั่งทะเลเพื่อเป็นหนทางไปสู่การมีคุณภาพชีวิตสีเขียวที่ดีได้ต่อไป


เส้นทางสู่วาระท้ายของชีวิตผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ, วิกานดา แหชัย Jan 2025

เส้นทางสู่วาระท้ายของชีวิตผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ, วิกานดา แหชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง “เส้นทางสู่วาระท้ายของผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่มุ่งสะท้อนประสบการณ์ของผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายผ่านการสร้างเรื่องเล่า (Narrative) เพื่อทำความเข้าใจสภาวะและความหมายของการดำรงอยู่ในช่วงวาระสุดท้ายภายใต้ข้อจำกัดของเรือนจำ ผู้วิจัยดำเนินการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Study) ทั้งหนังสือ บทความทางวิชาการ รายงานการวิจัย และวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในและต่างประเทศ โดยเน้นประเด็นด้านแนวคิดและทฤษฎีการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) สิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขังตามหลักสิทธิมนุษยชน มาตรฐานสากลด้านสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องขัง ตลอดจนกรอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเป็นฐานในการวิเคราะห์ นอกจากนี้ งานวิจัยยังพิจารณาปัจจัยเชิงระบบที่มีผลต่อการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้าย เช่น ความแออัดของเรือนจำ โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข ความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ และข้อจำกัดด้านทรัพยากร ตลอดจนศึกษาแนวปฏิบัติในต่างประเทศซึ่งมีการพัฒนาระบบการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า ได้แก่ ประเทศสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีรูปแบบบริการด้านการดูแลประคับประคองในเรือนจำตั้งแต่การจัดตั้งหน่วยดูแลเฉพาะทาง การพัฒนาอาสาสมัครผู้ต้องขัง ไปจนถึงกลไกการปล่อยตัวด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม การเก็บข้อมูลภาคสนามใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) ได้แก่ แพทย์ พยาบาลวิชาชีพ นักทัณฑวิทยาที่มีประสบการณ์ดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้าย และผู้ต้องขังจำนวน 2 นายที่กำลังเผชิญภาวะป่วยระยะสุดท้าย ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างภาพรวมของประสบการณ์ในวาระสุดท้ายของผู้ต้องขังในด้านร่างกาย จิตใจ จิตสังคม และจิตวิญญาณ รวมถึงอุปสรรคที่พบในการเข้าถึงบริการสุขภาพภายในเรือนจำ ผลการศึกษาคาดว่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญของการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร โครงสร้างพื้นที่ และระบบบริการสาธารณสุขในเรือนจำ อาทิ การดูแลรักษาที่ไม่ต่อเนื่อง การขาดบริการเฉพาะทางด้านประคับประคอง และความจำกัดในการตอบสนองความต้องการทางจิตใจและจิตวิญญาณของผู้ต้องขัง นอกจากนี้ การศึกษายังมุ่งเสนอแนวทางพัฒนาระบบการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายในเรือนจำไทยให้มีลักษณะครอบคลุมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเน้นความสำคัญของการดูแลแบบองค์รวม การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการสนับสนุนให้ผู้ต้องขังมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต


ความเข้าใจและการยอมรับพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีผลต่อพฤติกรรมเชิงจริยธรรม: กรณีศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัด, สหภัค จันทศร Jan 2025

ความเข้าใจและการยอมรับพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีผลต่อพฤติกรรมเชิงจริยธรรม: กรณีศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัด, สหภัค จันทศร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาแนวโน้มความเข้าใจพระราชบัญญัติมาตรฐาทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ที่ประกอบด้วยความรู้เชิงจริยธรรมจากมิติความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริงและการตีความกฎหมาย และเหตุผลเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด 2) เพื่อศึกษาแนวโน้มการยอมรับพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ที่ประกอบด้วยทัศนคติเชิงจริยธรรม และปัจจัยการกำหนดตนเอง (Self-Determination Theory: SDT) ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัด 3) เพื่อศึกษาแนวโน้มพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัดต่อพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 4) เพื่อศึกษาแนวโน้มพัฒนาการจริยธรรมของ Kohlberg จากเหตุผลเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัดตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 5) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านความรู้เชิงจริยธรรมจากมิติความรู้ ที่เป็นข้อเท็จจริงและการตีความกฎหมาย ด้านเหตุผลเชิงจริยธรรม และด้านปัจจัยการกำหนดตนเอง (Self-Determination Theory: SDT) ที่มีผลต่อทัศนคติเชิงจริยธรรม และ 6) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านความรู้เชิงจริยธรรม ด้านทัศนคติเชิงจริยธรรม และด้านเหตุผลเชิงจริยธรรมที่มีผลต่อพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัดต่อพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณจากการสำรวจจากแบบสอบถามเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 18 แห่งทั่วประทศ โดยมีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 543 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ จากการทบทวนวรรณกรรมและเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เจาะลึก จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 คน ผลการวิจัย มีดังนี้ 1) แนวโน้มเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ตอบแบบสอบมีความเข้าใจพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 จากความรู้เชิงจริยธรรมที่มาจากมิติความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถตอบข้อคำถามถูกมากกว่าร้อยละ 70 ทุกข้อ และเจ้าหน้าที่ของรัฐส่วนใหญ่ร้อยละ 96.13 มีผลคะแนนผ่านเกณฑ์การทดสอบความรู้ความสามารถทั่วไป (ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60) ด้านการตีความกฎหมายส่วนใหญ่คิดว่าพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มีความชัดเจน สามารถอ่านแล้วเข้าใจได้ ร้อยละ 57.09 ไม่มีความซ้ำซ้อนของเนื้อหา ร้อยละ 76.06 และสามารถอธิบายความหมายได้ทั้งหมด ส่วนด้านเหตุผลเชิงจริยธรรมภาพรวมต่อการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ร้อยละ 80.48 คือ เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ของรัฐพึงปฏิบัติ 2) แนวโน้มการยอมรับพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 จากทัศนคติเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐทัศนคติที่ค่อนข้างเห็นด้วย …


ข้อพิจารณาการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังป่วยระยะสุดท้าย, สุชัญญา คันศร Jan 2025

ข้อพิจารณาการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังป่วยระยะสุดท้าย, สุชัญญา คันศร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระบบข้อพิจารณาในการปล่อยตัวผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย 2) ศึกษาระบบการดูแลผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย และ 3) เสนอแนะแนวทางระบบการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 6 คน ที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับระบบราชทัณฑ์และการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ได้แก่ นักทัณฑวิทยา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ นักทัณฑปฏิบัติ นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาลวิชาชีพ จากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และศูนย์มิตรอาทร โรงพยาบาลตำรวจ ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบการพิจารณาการปล่อยตัวผู้ต้องขังที่ป่วยระยะสุดท้าย มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ต้องขังที่ป่วยระยะสุดท้าย หลักเกณฑ์นี้ช่วยให้ผู้ต้องขังได้รับโอกาสกลับไปอยู่กับครอบครัวและชุมชน ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเป้าหมายด้านความปลอดภัยของสังคมผ่านกระบวนการคัดกรองและประเมินความเสี่ยงอย่างเหมาะสม 2) ระบบการดูแลผู้ต้องขังที่ป่วยระยะสุดท้าย มีเป้าหมายหลักในการบรรเทาความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ การดูแลนี้ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยจนถึงวาระท้ายชีวิต และยังรวมถึงการดูแลครอบครัวในช่วงการสูญเสีย แต่ยังเผชิญกับข้อจำกัดในเชิงโครงสร้าง ทรัพยากรบุคคล 3) แนวทางระบบการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย ในด้านกายภาพของสถานพยาบาลในเรือนจำ ออกแบบจัดสรรพื้นที่เฉพาะสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Palliative Care Zone) ปรับรูปแบบการเยี่ยมที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าผู้ต้องขังทั่วไป และการสร้างทีม Palliative care ให้แข็งแรงในการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care)


นวัตกรรมการมีส่วนร่วมของผูู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย, ชรินรัตน์ ทองเป็นใหญ่ Jan 2025

นวัตกรรมการมีส่วนร่วมของผูู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย, ชรินรัตน์ ทองเป็นใหญ่

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความเข้มแข็งทางจิตใจ (resilience) เป็นกระบวนการที่เด็กและเยาวชนในปัจจุบันจำเป็นจะต้องมีเพื่อที่จะรับมือกับความยากลำบากและความท้าทายในชีวิต ความเข้มแข็งทางจิตใจสามารถส่งเสริมได้ตั้งแต่ปฐมวัยและผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดคือผู้ปกครองซึ่งมักจะถูกจำกัดบทบาทการมีส่วนร่วมในโรงเรียน จากสภาพปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย และ 3) พัฒนานวัตกรรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาระดับความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้ปกครองนักเรียนชั้นอนุบาลของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 381 คน โดยได้กลุ่มตัวอย่างเริ่มจากการสุ่มแบบง่าย (simple random sampling) และเพิ่มเติมด้วยการได้กลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (convenience sampling) เพื่อให้ครบจำนวนที่กำหนด เครื่องมือวิจัย คือ แบบประเมินระดับความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน ครูอนุบาล และผู้ปกครองนักเรียนชั้นของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 603 คน โดยได้กลุ่มตัวอย่างเริ่มจากการสุ่มแบบง่าย (simple random sampling) และเพิ่มเติมด้วยการได้กลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (convenience sampling) เพื่อให้ครบจำนวนที่กำหนด เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามความต้องการจำเป็นในการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองฯ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 3 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยใช้ทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เพื่อพัฒนานวัตกรรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย โดยใช้การทดสอบนวัตกรรมเชิงกระบวนการและสื่อการเรียนรู้ และการสนทนากลุ่มจาก ผู้บริหารโรงเรียน ครูอนุบาล และผู้ปกครองนักเรียนชั้นของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร 1 โรง จำนวน 7 คน ใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง ระยะเวลาทดสอบ 4 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา การจัดกลุ่มข้อมูลและการสังเคราะห์บทสรุป และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความเข้มแข็งทางจิตใจ ด้านการกำกับตนเอง อยู่ในระดับค่อนข้างมาก 2) ความต้องการจำเป็นของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง พบว่า …


ผลของวิธีการสอนโดยการใช้เทคนิคการตั้งคำถามที่มีต่อการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ณัฐดนัย นิรุตติ์เมธีกุล Jan 2025

ผลของวิธีการสอนโดยการใช้เทคนิคการตั้งคำถามที่มีต่อการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ณัฐดนัย นิรุตติ์เมธีกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการตั้งคำถาม และ (2) วิเคราะห์ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการตั้งคำถาม ที่มีต่อทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน ตัวอย่างวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งอยู่ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ภาคการศึกษาต้น ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1 ห้องเรียน 29 คน ระยะเวลาในการวิจัย คือ 15 คาบเรียน คาบเรียนละ 50 นาที โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการตั้งคำถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที และการจัดกลุ่มข้อมูล เพื่อเสนอข้อค้นพบของการวิจัยผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้(1) นักเรียนที่่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการใช้เทคนิคการตั้งคำถาม พบว่า คะแนนเฉลี่ยของทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเฉพาะทักษะด้านการวิเคราะห์และการประเมิน อย่างไรก็ตามทักษะด้านการแปลความ การอนุมาน และการอธิบาย ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(2) การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการตั้งคำถาม ที่มีต่อทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน แบ่งเป็น 2.1) ขั้นการตั้งคำถาม ไม่สามารถส่งเสริมทักษะการแปลความของนักเรียนได้ หากปราศจากความรู้พื้นฐานในประเด็นที่ศึกษา 2.2) ขั้นการพัฒนาคำถาม สามารถส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน ผ่านกิจกรรมการจำแนกประเภทคำถามปลายเปิดและปลายปิด 2.3) ขั้นการจัดลำดับความสำคัญของคำถาม สามารถส่งเสริมทักษะการประเมินของนักเรียน ผ่านกิจกรรมการคัดเลือกคำถามที่มีคุณภาพ ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ แต่ไม่สามารถส่งเสริมทักษะการอธิบาย อย่างเป็นเหตุเป็นผลได้ 2.4) ขั้นการสะท้อนความคิดและการนำไปใช้ สามารถส่งเสริมทักษะการควบคุมตนเองได้ ผ่านกิจกรรมการสะท้อนการเรียนรู้ของตนเอง


นวัตกรรมการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม, พฤฒยา เลิศมานพ Jan 2025

นวัตกรรมการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม, พฤฒยา เลิศมานพ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงคุณธรรมของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา 2) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม และ 3) เพื่อพัฒนานวัตกรรมการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมวิธีพหุระยะ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงคุณธรรมของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัด สพฐ. จำนวน 380 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือวิจัยคือแบบวัดระดับภาวะผู้นำเชิงคุณธรรมของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 62 เขต ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและครูที่ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัด สพฐ. จำนวน 760 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือวิจัยคือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 3 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยใช้ทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เพื่อพัฒนานวัตกรรมการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาและตามแนวคิดภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม โดยใช้การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่มและการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 17 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา การจัดกลุ่มข้อมูลและการสังเคราะห์บทสรุป และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงคุณธรรมของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.85, SD = 0.37) 2) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม พบว่า ด้านการเรียนรู้แบบกลุ่ม (PNImodified = 0.158) มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงที่สุด 3) นวัตกรรมการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาที่ได้เป็นนวัตกรรมเชิงกระบวนการ ซึ่งประกอบด้วย 3 นวัตกรรมย่อย ได้แก่ (1) นวัตกรรมค่ายผู้นำเชิงคุณธรรม (Virtuous Camp) (2) นวัตกรรม E-Virtuous Interactive และ …


การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองเพื่อเสริมสร้างทักษะการวิจัยบนพื้นฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์, รุ่งรัตน์ ผลสวัสดิ์ Jan 2025

การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองเพื่อเสริมสร้างทักษะการวิจัยบนพื้นฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์, รุ่งรัตน์ ผลสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาและความต้องการในการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองเพื่อเสริมสร้างทักษะการวิจัยบนพื้นฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ 2) พัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองเพื่อเสริมสร้างทักษะการวิจัยบนพื้นฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ 3) นำเสนอปัจจัยแห่งความสำเร็จและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้โปรแกรมการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองเพื่อเสริมสร้างทักษะการวิจัยบนพื้นฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ที่พัฒนาขึ้น ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานวิธี ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยใช้การทดลองแบบกลุ่มทดลองเดียว มีการวัดผลก่อนและหลังการทดลอง ซึ่งครอบคลุมการวิจัย 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาปัญหาและความต้องการ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่มกับผู้เข้าร่วม 7 คน ประกอบไปด้วย ผู้บริหาร อาจารย์แพทย์ แพทย์ประจำบ้าน เพื่อระบุประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะการวิจัย ระยะที่ 2 พัฒนาและทดลองโปรแกรม โดยโปรแกรมพัฒนาขึ้นด้วยบูรณาการร่วมกัน 3 แนวคิด ประกอบไปด้วย แนวคิดการศึกษานอกระบบโรงเรียนของ Boyle (1981) แบบจำลองการศึกษานอกระบบโรงเรียนของ Boyle (1981) โดยใช้แนวคิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยนการชี้นำตนเอง 7 ขั้นตอนของ Knowles (1975;1980) และแนวคิดหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแแพทย์ของ Sackett (1997;2000) เป็นเนื้อหา กลุ่มทดลองประกอบด้วย อาจารย์แพทย์ และแพทย์ประจำบ้าน จำนวน 30 คน ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบประเมินทักษะการวิจัย และแบบสอบถามความพึงพอใจ ระยะที่ 3 ศึกษาปัจจัยแห่งความสำเร็จและปัจจัยที่เป็นอุปสรรค ใช้การสัมภาษณ์เพื่อระบุปัจจัยแห่งความสำเร็จและอุปสรรคที่พบในระหว่างการใช้งานโปรแกรม ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัญหาและความต้องการ โดยปัญหาถูกจัดประเภทเป็น 3 บริบทที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ 1) หลักสูตรและการเรียนการสอน 2) ผู้เรียน และกระบวนการเรียนรู้ 3) สภาพแวดล้อม และแหล่งเรียนรู้ ส่วนความต้องการประกอบด้วยแนวคิดพื้นฐานด้านการวิจัย วิธีการวิจัยที่เหมาะสม และการใช้การวิจัยบนพื้นฐานเชิงประจักษ์อย่างมีเหตุผล ขณะที่การพัฒนาทักษะวิจัยจำเป็นต้องอาศัยการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ 2. โปรแกรมการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1) วัตถุประสงค์ 2) ผู้เรียน 3) ผู้สอน 4) เนื้อหาสาระ 5) กิจกรรมการเรียนรู้ 6)แหล่งเรียนรู้ด้วยตนเอง 7) การติดตามและการประเมินผลการเรียนรู้ ผลการใช้โปรแกรมพบว่า ด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ของกลุ่มทดลอง คะแนนความรู้การวิจัยหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง โดยพบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้การวิจัยมีนัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ …


The Perceived Brand Identity, Value, And Expectations Of Philippine Tourism Among Filipino And International Travelers, Ram Cartney Del Rosario Cortez Jan 2025

The Perceived Brand Identity, Value, And Expectations Of Philippine Tourism Among Filipino And International Travelers, Ram Cartney Del Rosario Cortez

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines the perceived brand identity, perceived value, and overall expectations of Philippines tourism among two key segments—domestic (Filipino) and international (non-Filipino) travelers. The research employed a total of twenty (20) in-depth interviews with 10 participants each for the two segments, and data were analyzed through thematic analysis. Customer-Based Brand Equity Model, Price-Perceived Quality-Value Framework, and Model of Destination Image Formation were the focused theories employed. Findings show a shared core image of the Philippines as a nature-led tropical destination anchored in warm Filipino hospitality for both groups. However, these positive associations are met with conditional expectations—domestic travelers heavily …


The Influence Of Consumption Values On Purchase Intention For Sustainable Fashion Products, Ruochen Liao Jan 2025

The Influence Of Consumption Values On Purchase Intention For Sustainable Fashion Products, Ruochen Liao

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates five consumption values, namely functional, social, emotional, epistemic, and ethical value, along with attitude toward buying sustainable fashion products, subjective norms, perceived behavioral control, and purchase intention. It further examines how consumption values shape attitude toward buying sustainable fashion products, subjective norms, and perceived behavioral control, and how these three constructs subsequently influence purchase intention. Data were collected via online survey from 269 Chinese respondents aged between 18 to 44 years old who had purchased at least one sustainable fashion product within the last six months. Overall, respondents showed positive evaluations of sustainable fashion, reporting high consumption …


Social Media Acceptance Among Myanmar Migrants In Thailand, Thet Myat Noe Thu Jan 2025

Social Media Acceptance Among Myanmar Migrants In Thailand, Thet Myat Noe Thu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objectives of this research are to examine the acceptance of social media, Facebook in particular, among Myanmar migrant workers in Thailand by applying the Technology Acceptance Model (TAM). Specifically, the study investigates five key variables, namely perceived usefulness (PU), perceived ease of use (PE), attitude toward usage (ATU), trustworthiness (TW), and intention to continue using (INT), and their interrelationships. Data were collected through a self-administered online and personal survey from 236 Myanmar migrants aged between 20 to 45 years old, who have been residing in Thailand for at least one year and actively using Facebook for a minimum of …


Chinese Audiences' Perceptions And Responses To Crisis Communication In Thai Romantic Drama Series, Xiaoyun Ying Jan 2025

Chinese Audiences' Perceptions And Responses To Crisis Communication In Thai Romantic Drama Series, Xiaoyun Ying

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The study was to explore Chinese audiences’ perceptions, attitudes, and behavioral intentions toward crisis response strategies in Thai Boys’ Love (BL) romantic drama series. A quantitative approach was employed using an online survey with 200 respondents who are Chinese, living outside mainland China, aged 18-45, and have watched Thai BL series at least once in the last three months. The results indicated that the overall level of respondents’ perceptions is moderate (M = 4.23) toward crisis response strategies. Additionally, the level of respondents’ perceptions is moderate to high to trust the organization and view the information as credible and transparent …


Peripheral Rebels: Western-Derived Symbols Of Resistance In Thai And Colombian Films About Male Youth Subculture, Andres David Garcia Suarez Jan 2025

Peripheral Rebels: Western-Derived Symbols Of Resistance In Thai And Colombian Films About Male Youth Subculture, Andres David Garcia Suarez

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This paper examines how Thai and Colombian films portrays marginalized male youth reworking Western countercultural symbols as forms of empowerment and resistance. Focusing on Nonzee Nimibutr’s Dang Bireley’s and Young Gangsters (1997) and Víctor Gaviria’s Rodrigo D: No Future (1990), it examines how Thai gangsters in 1950s Bangkok and Colombian punks in 1980s Medellín confront structural violence and generational alienation through the rearticulation of American rock and roll and British punk. Drawing on Homi K.Bhabha´s notion of cultural resignification, García Canclini´s theory of cultural hybridization, and Theodor Roszak´s understanding of counterculture, this paper analyzes how both films depict the adoption …


The Key Factors Of Thai Traditional Cultural Festivals That Attract International Tourists : The Case Of Songkran Festival, Jieyi Chen Jan 2025

The Key Factors Of Thai Traditional Cultural Festivals That Attract International Tourists : The Case Of Songkran Festival, Jieyi Chen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

AbstractThis study focuses on traditional cultural festivals in Thailand, particularly Songkran, to examine the key factors that attract international tourists and analyze the uniqueness and appeal of Thai culture. Findings indicate that authenticity, participatory experiences, festive atmosphere, and symbolic rituals are essential elements that attract tourists. However, challenges such as the risk of over-commercialization, uneven international promotion, and issues of cultural preservation remain. By adopting literature analysis and case study methods, this research investigates these key factors and the potential for future development, including the international influence of Thai traditional festivals and their contributions to local tourism development and the …