Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 61 - 90 of 2655

Full-Text Articles in Entire DC Network

ประสบการณ์ของผู้ให้คำปรึกษาที่ประสบกับการเสียชีวิตของผู้รับบริการโดยไม่คาดคิด, ทิฆัมพร เสาร์วิบูลย์ Jan 2025

ประสบการณ์ของผู้ให้คำปรึกษาที่ประสบกับการเสียชีวิตของผู้รับบริการโดยไม่คาดคิด, ทิฆัมพร เสาร์วิบูลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประสบกับการเสียชีวิตของผู้รับบริการโดยไม่คาดคิดก่อให้เกิดผลกระทบทั้งทางอารมณ์และต่อความมั่นคงของอัตลักษณ์ทางวิชาชีพของผู้ให้คำปรึกษา แต่ยังมีงานวิจัยที่อธิบายประสบการณ์ดังกล่าวค่อนข้างจำกัด งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและทำความเข้าใจประสบการณ์ของผู้ให้คำปรึกษาที่เผชิญการเสียชีวิตของผู้รับบริการโดยไม่คาดคิด โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกในผู้ให้คำปรึกษา 4 ราย และวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ (Interpretative Phenomenological Analysis: IPA) ผลการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ใจความสำคัญหลัก ได้แก่ 1) ความสั่นคลอนตัวตนจากการสูญเสีย 2) การเยียวยาตนเองเพื่อฟื้นคืนความสามารถในการให้บริการ และ 3) การมีทรัพยากรรองรับเพื่อรับมือกับความสูญเสีย ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การเสียชีวิตของผู้รับบริการโดยไม่คาดคิดก่อให้เกิดอารมณ์ทางลบอย่างรุนแรงและการโทษตนเอง แต่ผู้ให้คำปรึกษาสามารถฟื้นคืนความมั่นคงทางใจผ่านการดูแลตนเอง การตระหนักว่าตนได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว และการได้รับการสนับสนุนจากบุคคลรอบข้าง ทั้งยังตอกย้ำความสำคัญของการมีทรัพยากรและสวัสดิการที่ช่วยเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความสูญเสีย โดยได้นำเสนอการอภิปรายผลผ่านทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางในการเสริมสร้างการดูแลใจของผู้ให้คำปรึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ


ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีการเผชิญปัญหาและปัญหาสุขภาพจิตของนักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิก โดยมีการฟื้นคืนพลังเป็นตัวแปรส่งผ่าน, ธีมาพร ฉิมหลวง Jan 2025

ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีการเผชิญปัญหาและปัญหาสุขภาพจิตของนักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิก โดยมีการฟื้นคืนพลังเป็นตัวแปรส่งผ่าน, ธีมาพร ฉิมหลวง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของระหว่างกลวิธีการเผชิญปัญหาและปัญหาสุขภาพจิตของนักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิก โดยมีการฟื้นคืนพลังเป็นตัวแปรส่งผ่าน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิก ที่มีอายุตั้งแต่ 19 ปีขึ้นไป จำนวน 246 คน เครื่องมือในการวิจัย คือแบบประเมินกลวิธีในเผชิญกับความเครียดแบบสั้นฉบับภาษาไทย (α = 0.70) แบบประเมินการฟื้นคืนพลัง (α = 0.90) และแบบประเมิน Thai General Health Questionnaire-12 (α = 0.84) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ตัวแปรส่งผ่าน ด้วยโปรแกรม PROCESS Macro for SPSS (Model 4) โดยใช้เทคนิค Bootstrapping จำนวน 5,000 ครั้ง และกำหนดช่วงความเชื่อมั่นที่ 95%ผลการวิจัย พบว่า กลวิธีการเผชิญปัญหาโดยมุ่งเน้นที่อารมณ์ที่สนับสนุนการแก้ไขปัญหา ไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อปัญหาสุขภาพจิต (β = 0.069, p =.338) แต่มีอิทธิพลทางอ้อมต่อปัญหาสุขภาพจิตผ่านการฟืนคืนพลัง (β = -0.174, p


ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ภาระงานและภาวะหมดไฟในการทำงาน โดยมีพฤติกรรมการมาทำงานด้วยร่างกายที่ไม่สมบูรณ์เป็นตัวแปรส่งผ่านและการรับรู้ความเห็นอกเห็นใจของผู้นำเป็นตัวแปรกำกับ, ภัทราพร เศรษฐวงศ์ Jan 2025

ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ภาระงานและภาวะหมดไฟในการทำงาน โดยมีพฤติกรรมการมาทำงานด้วยร่างกายที่ไม่สมบูรณ์เป็นตัวแปรส่งผ่านและการรับรู้ความเห็นอกเห็นใจของผู้นำเป็นตัวแปรกำกับ, ภัทราพร เศรษฐวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภาวะหมดไฟในการทำงาน เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาวะของพนักงาน โดยมีการรับรู้ภาระงานเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้อง และอาจเกิดจากการมีพฤติกรรมการมาทำงานด้วยร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ด้วยเช่นกัน ขณะที่การรับรู้ความเห็นอกเห็นใจของผู้นำเป็นทรัพยากรที่ช่วยลดผลกระทบเชิงลบดังกล่าว งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ภาระงานและภาวะหมดไฟในการทำงาน โดยพฤติกรรมการมาทำงานด้วยร่างกายที่ไม่สมบูรณ์เป็นตัวแปรส่งผ่าน และการรับรู้ความเห็นอกเห็นใจของผู้นำเป็นตัวแปรกำกับ จากการศึกษาพนักงานประจำในองค์การภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชนในประเทศไทย จำนวน 149 คน เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลแบบถดถอยเชิงพหุคูณผ่าน PROCESS Macro Model 8 ใน SPSS ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ภาระงานมีอิทธิพลเชิงบวกต่อภาวะหมดไฟในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และพฤติกรรมการมาทำงานด้วยร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านบางส่วน (partial mediation) ในความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ภาระงานและภาวะหมดไฟในการทำงาน อย่างไรก็ตามการรับรู้ภาระงานไม่พบอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมการมาทำงานด้วยร่างกายที่ไม่สมบูรณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่การรับรู้ความเห็นอกเห็นใจของผู้นำมีบทบาทกำกับเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ภาระงานและพฤติกรรมการมาทำงานด้วยร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ แต่ไม่พบอิทธิพลกำกับความสัมพันธ์จากการรับรู้ภาระงานไปสู่ภาวะหมดไฟในการทำงานที่มีตัวแปรกำกับแบบครบโมเดล (moderated mediation model) งานวิจัยครั้งนี้ช่วยช่วยเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาวะของพนักงานและตอกย้ำความสำคัญของภาวะผู้นำที่มีความเห็นอกเห็นใจ เพื่อสนับสนุนแนวทางการพัฒนานโยบายด้านสุขภาวะและการบริหารภาระงานในองค์การ


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความสุขของผู้สูงอายุตอนต้นในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, มนันชยา คงแก้ว Jan 2025

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความสุขของผู้สูงอายุตอนต้นในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, มนันชยา คงแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับความสุขของผู้สูงอายุตอนต้นในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่ การเห็นคุณค่าในตนเอง การรับรู้การสนับสนุนทางสังคม ความถี่การมีส่วนร่วมทางสังคม ความพึงพอใจการมีส่วนร่วมทางสังคม การมองโลกในแง่ดี และการจัดการกิจกรรมในชีวิตประจำวัน โดยมีสมมติฐานการวิจัยว่าปัจจัยที่สัมพันธ์ทั้งหมดดังกล่าวสามารถร่วมทำนายความสุขของผู้สูงอายุได้ การวิจัยนี้เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุตอนต้นอายุ 60-69 ปี ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 200 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณแบบนำตัวแปรเข้าทุกตัวแปร ผลการวิเคราะห์พบว่า จากตัวแปรทำนายทั้งหมดจำนวน 6 ตัวแปร มี 4 ตัวแปรที่สามารถร่วมกันทำนายความสุขของผู้สูงอายุได้ร้อยละ 56 โดยการเห็นคุณค่าในตนเอง สามารถทำนายได้มากที่สุด (β=.419, p < .01) รองลงมาคือ ความพึงพอใจการมีส่วนร่วมทางสังคม (β = .211, p < .01) การมองโลกในแง่ดี (β = .178, p < .01) และ การรับรู้การสนับสนุนทางสังคม (β = .167, p < .01) ตามลำดับ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การเห็นคุณค่าในตนเอง ความพึงพอใจการมีส่วนร่วมทางสังคม การมองโลกในแง่ดี และการรับรู้การสนับสนุนจากสังคม มีผลต่อความสุขของผู้สูงอายุตอนต้นในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จึงควรมีการส่งเสริมกิจกรรมที่สร้างการเห็นคุณค่าในตนเอง การมองโลกในแง่ดี รวมถึงการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมร่วมกับบุคคลในครอบครัว เพื่อนฝูง และชุมชน โดยไม่เน้นที่การออกไปทำกิจกรรมบ่อย ๆ แต่ควรเป็นการได้ทำกิจกรรมที่ตนเองพึงพอใจโดยไม่ต้องฝืนใจ


การพัฒนาดัชนีเจตสิกการรู้คิดเชิงบวก เพื่อทำนายสุขภาวะทางจิตและปัญหาทางจิตใจในนิสิตนักศึกษา, ศุภลักษณ์ เศรษฐวัชราวนิช Jan 2025

การพัฒนาดัชนีเจตสิกการรู้คิดเชิงบวก เพื่อทำนายสุขภาวะทางจิตและปัญหาทางจิตใจในนิสิตนักศึกษา, ศุภลักษณ์ เศรษฐวัชราวนิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาดัชนีเจตสิกการรู้คิดเชิงบวกในนิสิตนักศึกษา โดยมีการศึกษาดังนี้ การศึกษาที่ 1 เป็นการพัฒนาดัชนีเจตสิกการรู้คิดเชิงบวก และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีเจตสิกการรู้คิดเชิงบวกกับสุขภาวะทางจิต และปัญหาทางจิตใจ โดยวิเคราะห์ผ่านสมการตัวแบบเส้นทางกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน ภายใต้โครงสร้างลำดับสูงแบบสะท้อน-ก่อรูป การศึกษาที่ 2 เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีเจตสิกการรู้คิดเชิงบวก ความหวัง การมองโลกในแง่ดี และการเห็นคุณค่าแห่งตน ในการทำนายสุขภาวะทางจิต โดยการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณแบบลำดับขั้น ผลการศึกษาที่ 1 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน (n = 316) อายุเฉลี่ย 20.54 ปี (SD = 1.39) เป็นเพศหญิง 211 คน เพศชาย 94 เพศทางเลือก 10 คน และไม่ระบุเพศ 1 คน พบว่า ดัชนีเจตสิกการรู้คิดเชิงบวก มีความตรงเชิงเนื้อหา คุณภาพเบื้องต้น ความตรงเชิงภาวะสันนิษฐาน และความตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์ โดยตัวแปรบ่งชี้ ได้แก่ การมีสติ (β = .590, p < .001) หิริ-โอตตัปปะ (β = .248, p < .01) ศรัทธา (β = .234, p < .01) ความซื่อตรงแห่งจิต (β = .173, p < .05) และความเข้าใจในไตรลักษณ์ (β = .124, p > .05) ซึ่งมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบ (.571, p < .001) สะท้อนคุณภาพในการเป็นตัวแปรบ่งชี้ของดัชนี ดัชนีเจตสิกการรู้คิดเชิงบวกมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับสุขภาวะทางจิต (β =.677, p < .001) และเชิงลบกับปัญหาทางจิตใจ (β = -.429, p < .001) รวมถึงสามารถอธิบายความแปรปรวนของสุขภาวะทางจิตได้ร้อยละ 45.8 และปัญหาทางจิตใจได้ร้อยละ 18.4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาที่ 2 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน (n = 244) อายุเฉลี่ย 20.83 ปี (SD = 1.48) เป็นเพศหญิง 174 คน เพศชาย 63 คน และเพศทางเลือก 7 คน พบว่า ดัชนีเจตสิกการรู้คิดเชิงบวกมีความสามารถอธิบายความแปรปรวนของสุขภาวะทางจิตเพิ่มขี้นร้อยละ 3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ΔR2=.03, p < .001) เพิ่มจากตัวแปรควบคุม ได้แก่ ความหวัง การมองโลกในแง่ดี และการเห็นคุณค่าแห่งตน ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ดัชนีเจตสิกการรู้คิดเชิงบวก มีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการนำไปใช้ทำนายสุขภาวะทางจิต และปัญหาทางจิตใจในนิสิตนักศึกษา


ผลของโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ออาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, เขมสุพิชญา กิตติกูลวรพัฒน์ Jan 2025

ผลของโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ออาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, เขมสุพิชญา กิตติกูลวรพัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว และเพื่อเปรียบเทียบอาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนระหว่างกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมฯ และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยจิตเภทอายุระหว่าง 20-59 ปี อาศัยอยู่กับครอบครัว ซึ่งเข้ารับการรักษาที่แผนกกลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลองครักษ์ จำนวน 60 ครอบครัว โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงได้มาจากเกณฑ์คุณสมบัติที่ผู้วิจัยกำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 ครอบครัว และกลุ่มควบคุม 30 ครอบครัว กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบประเมินอาการทางจิต (PANSS-T) มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .82 และค่า CVI ได้เท่ากับ 1 4) แบบวัดการรับรู้ความเครียด มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .85 และค่า CVI ได้เท่ากับ .92 5) แบบสอบถามการมีส่วนร่วมของครอบครัว มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .85 และค่า CVI ได้เท่ากับ 1 เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1. ค่าเฉลี่ยของอาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนหลังได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 15.74, df = 29, p


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของผู้ใช้สารเสพติด หลายชนิดร่วมกันในภาคใต้ของประเทศไทย, เตชินี สิทธิอำนวย Jan 2025

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของผู้ใช้สารเสพติด หลายชนิดร่วมกันในภาคใต้ของประเทศไทย, เตชินี สิทธิอำนวย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สถานการณ์และรูปแบบการใช้สารเสพติดร่วมของผู้ใช้สารเสพติดที่รับการบำบัดสารเสพติดในโรงพยาบาลรัฐบาลในเขต ภาคใต้ และ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรร ได้แก่ อายุ เพศ อาชีพ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส อายุที่เริ่มใช้สารเสพติด ระยะเวลาการใช้สารเสพติด การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวลขณะปัจจุบัน การวิตกกังวลประจำบุคคล การเผชิญความเครียดด้านการมุ่งแก้สาเหตุปัญหา การเผชิญความเครียดด้านการจัดการกับอารมณ์ และสัมพันธภาพในครอบครัว กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของผู้ใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกันในภาคใต้ กลุ่มตัวอย่างเพื่อตอบวัตถุประสงค์วิจัยข้อ 1 คือ ผู้ใช้สารเสพติด จำนวน 111 คน และกลุ่มตัวอย่างเพื่อตอบวัตถุประสงค์วิจัยข้อ 2 คือ ผู้ใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกัน จำนวน 211 คน ทั้งเพศชายและหญิง ที่มีอายุ 20 – 59 ปี ที่ได้รับการคัดเลือกตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนดไว้ ซึ่งเข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติดแบบผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลรัฐบาลในเขตภาคใต้ ได้แก่ โรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา โรงพยาบาลมหาราช นครศรีธรรมราช โรงพยาบาลสิชล และโรงพยาบาลพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 5 ชุด คือ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามพฤติกรรมการใช้สารเสพติด 3) แบบประเมินภาวะซึมเศร้า 9Q 4) แบบวัดความวิตกกังวล STAI 5) แบบวัดการเผชิญความเครียต และ 6) แบบสอบถามสัมพันธภาพในครอบครัว สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูลได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติไคสแคว์ และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันผลการวิจัยพบว่า 1. จากผลการศึกษาสถานการณ์และรูปแบบการใช้สารเสพติดในภาคใต้ พบว่า ผู้ใช้สารเสพติดเพียงชนิดเดียวมีเพียง 23 คน (ร้อยละ 20.7) และผู้ใช้สารเสพติดส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกัน 88 คน (ร้อยละ 79.3) จำแนกเป็นใช้สารเสพติดสองชนิดร่วมกัน 76 คน (ร้อยละ 68.5) และใช้สารเสพติดสามชนิดร่วมกัน …


ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความสุขสบายแบบองค์รวมต่อคุณภาพการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกในเด็กวัยเรียน, กนกพร กลับเจริญ Jan 2025

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความสุขสบายแบบองค์รวมต่อคุณภาพการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกในเด็กวัยเรียน, กนกพร กลับเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบวัดเฉพาะหลังการทดลองมีกลุ่มเปรียบเทียบ (Posttest-only Control Group Design) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมการส่งเสริมความสุขสบายต่อคุณภาพการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกในเด็กวัยเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กอายุ 7–12 ปี จำนวน 40 ราย ที่เข้ารับการผ่าตัดใหญ่ศัลยกรรมกระดูกส่วนรยางค์และพักรักษาในหอผู้ป่วยกุมารศัลยกรรมกระดูก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 ราย ซึ่งได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความสุขสบาย และกลุ่มควบคุม 20 ราย ซึ่งได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย (1) โปรแกรมการส่งเสริมความสุขสบายแบบองค์รวมที่พัฒนาตามแนวคิดความสุขสบายของ Kolcaba (1992) (2) แบบประเมิน Children’s Comfort Daisies และ (3) แบบประเมินคุณภาพการฟื้นตัวหลังผ่าตัด 15 (Quality of Recovery–15: QoR–15) เครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบคุณภาพ โดยมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (CVI) เท่ากับ 1.00, 1.00 และ 0.96 ตามลำดับ และแบบประเมิน QoR–15 มีค่าความเที่ยง Cronbach’s alpha เท่ากับ 0.86 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ Independent t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 ผลการวิจัยพบว่า เด็กในกลุ่มทดลองมีคะแนนคุณภาพการฟื้นตัวหลังผ่าตัดเฉลี่ยในช่วง 48 และ 72 ชั่วโมง สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) โดยที่ 48 ชั่วโมงหลังผ่าตัด กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ย 130.80 (SD = 16.43) ขณะที่กลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ย 101.45 (SD = 21.13) และที่ 72 ชั่วโมงหลังผ่าตัด กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ย 140.90 (SD = 10.76) ขณะที่กลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ย 118.20 (SD = 17.19) ผลลัพธ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการส่งเสริมความสุขสบายแบบองค์รวมมีประสิทธิผลในการส่งเสริมคุณภาพการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกในเด็กวัยเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม, ญานิศา พึ่งน้อย Jan 2025

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม, ญานิศา พึ่งน้อย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความเชื่อเกี่ยวกับยาเคมีบำบัด ความวิตกกังวล การสนับสนุนทางสังคม การสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ กับการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัด ในผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมทุกระยะ ที่แพทย์พิจารณาเห็นสมควรว่าสามารถรับยาเคมีบำบัดได้ จำนวน 115 ราย มารับบริการที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่งในกรุงเทพมหานคร เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามด้วยตนเอง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างเกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 44.35) เป็นเพศหญิงที่มีอายุระหว่าง 50–59 ปี และมีอายุเฉลี่ย 55 ปี (SD = 8.13) โดยภาพรวมการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 28.47 (SD = 7.92) ความเชื่อเกี่ยวกับยาเคมีบำบัด มีความสัมพันธ์ทางลบในระดับปานกลาง (r = -.382) ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (r = .369) และการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ (r = .357) มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับการร่วมตัดสินใจ ส่วนการสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำ (r = .214) และความวิตกกังวลมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำ (r = -.289) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อย่างไรก็ตาม อายุ ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการร่วมตัดสินใจ (r = –.117, p = .213)ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าความเชื่อเกี่ยวกับยาเคมีบำบัด ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ดังนั้นพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ควรนำผลการศึกษานี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างการดูแลที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพในการตัดสินใจร่วมกัน


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการวางแผนดูแลล่วงหน้าของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอด, ณัฏฐณิชา พูลเพิ่ม Jan 2025

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการวางแผนดูแลล่วงหน้าของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอด, ณัฏฐณิชา พูลเพิ่ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ เพื่อศึกษาการวางแผนดูแลล่วงหน้าของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอด และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้โอกาสเสี่ยงเมื่อไม่มีการวางแผนดูแลล่วงหน้า การรับรู้ประโยชน์เมื่อมีการวางแผนดูแลล่วงหน้า การรับรู้อุปสรรคต่อการวางแผนดูแลล่วงหน้า อายุ เพศ การรับรู้พยากรณ์โรค ระยะของโรคมะเร็งปอด และ การได้รับการปรึกษาจากบุคลากรทางการแพทย์กับการวางแผนดูแลล่วงหน้า กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอดอายุ 20 ปีขึ้นไป จำนวน 162 คน ซึ่งเลือกจากโรงพยาบาลตติยภูมิ 3 แห่งในกรุงเทพมหานครแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 8 ส่วน วิเคราะห์ด้วยสถิติสถิติทีอิสระ ความแปรปรวนทางเดียว และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอดมีการวางแผนดูแลล่วงหน้าระดับปานกลาง (Mean = 50.53, SD = 13.40) ปัจจัยที่สัมพันธ์เชิงบวกกับการวางแผนดูแลล่วงหน้า ได้แก่ การรับรู้ประโยชน์ของการวางแผนดูแลล่วงหน้า (r = .38, p .05) ระยะของโรค (F = 2.00, df = 3, p > .05) และเพศ (t = -1.53 p > .05)


ผลของโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ต่อการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน, ณัฐธิดา ปังอุทา Jan 2025

ผลของโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ต่อการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน, ณัฐธิดา ปังอุทา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ และเปรียบเทียบการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคกระดูกพรุน มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เข้ารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกหน่วยตรวจด้านออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง จำนวน 46 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 23 คน จับคู่ด้วยเพศ อายุ และคะแนนความปวด กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามกรอบแนวคิดทฤษฎีการดูแลตนเองของ Orem ให้โปรแกรม 4 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัยใช้แบบประเมินการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาคเท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า ผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนภายหลังได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ มีการดูแลตนเองดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนที่ได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ มีคะแนนเฉลี่ยการดูแลตนเอง 63.04 (4.99) สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ 46.74 (3.26) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05


ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้สัมผัสร่วมบ้านของผู้ป่วยวัณโรค, นงนภัส เกษรทอง Jan 2025

ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้สัมผัสร่วมบ้านของผู้ป่วยวัณโรค, นงนภัส เกษรทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงทำนาย เพื่อศึกษาความสามารถของปัจจัยคัดสรรในการทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้สัมผัสวัณโรคร่วมบ้าน โดยปัจจัย ประกอบด้วย 1) ความรู้เกี่ยวกับวัณโรค 2) ทัศนคติต่อวัณโรค 3) แรงจูงใจในการป้องกันวัณโรค 4) การรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันวัณโรค และ 5) การรับรู้อุปสรรคเกี่ยวกับการป้องกันวัณโรค กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สัมผัสวัณโรคร่วมบ้าน จำนวน 111 คน ซึ่งเลือกอย่างเจาะจงจากโรงพยาบาล 3 แห่งในเขตกรุงเทพมหานคร เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเอง วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า พฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้สัมผัสวัณโรคร่วมบ้านโดยรวม อยู่ในระดับดี (Mean = 44.2, SD = 6.5) ปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ทัศนคติต่อวัณโรค (b = .374, p<.05) การรับรู ้ความสามารถของตนเอง ในการป้องกันวัณโรค (b = .244, p <.05) และ การรับรู ้อุปสรรคเกี ่ยวกับการป้องกันวัณโรค (b = .166, p <.05) ปัจจัยดังกล่าวสามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคได้ร้อยละ 32.8 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (R2 = .328, p <.05) อย่างไรก็ตามในการศึกษานี้ ความรู ้เกี ่ยวกับวัณโรค และแรงจูงใจในการป้องกันวัณโรค ไม่สามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู ้สัมผัสวัณ โรคร่วมบ้าน


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน, นิชาภา พุมสอน Jan 2025

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน, นิชาภา พุมสอน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการฟื้นตัวหลังผ่าตัด และความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการนอนหลับ ความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล การรับรู้ความสามารถของตนเอง ความพร้อมของผู้ดูแล และการสนับสนุนทางสังคม กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ป่วยเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน โดยมีกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย 1) ผู้ป่วยเนื้องอกสมองที่ได้รับการผ่าตัดในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่ง จำนวน 123 คน และ 2) ผู้ดูแล จำนวน 123 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามสำหรับผู้ที่เป็นเนื้องอกสมอง ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามคุณภาพการนอนหลับ แบบสอบถามความพร้อมในการจำหน่ายจากโรงพยาบาล แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเอง แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และแบบสอบถามการฟื้นตัวหลังผ่าตัด 2) แบบสอบถามสำหรับผู้ดูแล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสอบถามความพร้อมของผู้ดูแล วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า การฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน โดยรวมอยู่ในระดับสูง ( X =69.90, SD = 2.36) คุณภาพการนอนหลับ ความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล การรับรู้ความสามารถของตนเอง และความพร้อมของผู้ดูแล มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .405, .500, .306, และ .368 ตามลำดับ; P < .001) ส่วนการสนับสนุนทางสังคมไม่มีความสัมพันธ์กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัด ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะการเปลี่ยนผ่านฯ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ในเชิงสนับสนุนการฟื้นตัว ดังนั้น พยาบาลควรพัฒนาแนวทางการพยาบาลที่สอดคล้องกับปัจจัยที่สัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองที่ดีอย่างต่อเนื่อง


ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่อภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ปิยะธิดา คำวัง Jan 2025

ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่อภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ปิยะธิดา คำวัง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก่อนและหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัว และเพื่อเปรียบเทียบภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มารับบริการที่ห้องตรวจโรคจิตเวช แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จำนวน 60 คน ได้มาจากการคัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัว แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะกดดันด้านจิตใจ (α=.83) และแบบวัดภาระในการดูแล (α=.93) ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และ .96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายและสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1. ค่าเฉลี่ยของคะแนนภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ค่าเฉลี่ยของคะแนนภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่ำกว่าผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ได้รับการดูแลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญหางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยร่วมกับการสอนแนะ ต่อการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง, พิจิตรา ยอดสง่า Jan 2025

ผลของโปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยร่วมกับการสอนแนะ ต่อการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง, พิจิตรา ยอดสง่า

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยร่วมกับการสอนแนะ ต่อการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง ซึ่งเปรียบเทียบการรู้คิดในผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ และระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุที่มีการรู้คิดบกพร่อง อายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปไม่มีโรคซึมเศร้า การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐานอยู่ในเกณฑ์ปกติ มีภาวะรู้คิดบกพร่อง น้อยกว่า 25 คะแนน จำนวน 44 คน จับคู่คุณลักษณะ ด้วยเพศ อายุ โรคประจำตัว ระดับการศึกษา จัดแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 22 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ โดยใช้แนวคิดกระตุ้นการรู้คิดของ Spector (2018) และแนวคิดการสอนแนะของ Girvin (1999) ประกอบด้วยการรับรู้ตามความเป็นจริง การเคลื่อนไหวร่างกาย การกระตุ้นประสาทสัมผัส และการระลึกถึงความหลัง จัดกิจกรรม 1 ครั้ง/สัปดาห์ ทั้งหมด 6 สัปดาห์ต่อเนื่องกัน ครั้งละ 90 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ร่วมกับการสอนแนะ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินการรู้คิด วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนาและสถิติทดสอบค่าที ผลการศึกษาพบว่า คะแนนเฉลี่ยการทำหน้าที่ด้านการรู้คิดของกลุ่มทดลอง หลังการทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลอง และผลต่างคะแนนเฉลี่ยการรู้คิด ก่อนและหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรับประทานอาหารของผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, วรัมพร เซี่ยงฉิน Jan 2025

ปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรับประทานอาหารของผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, วรัมพร เซี่ยงฉิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบความสัมพันธ์เชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความร่วมมือในการรับประทานอาหารและอำนาจทำนายของปัจจัย อายุ ความรู้ด้านโภชนาการ ระยะเวลาเป็นโรคไตเรื้อรัง ระยะเวลารักษาโดยการฟอกเลือด สถานะเศรษฐกิจและสังคม การสนับสนุนทางสังคม และสัมพันธภาพกับบุคลากรสุขภาพ ในผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมจำนวน 121 ราย ซึ่งมารับบริการที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่งในกรุงเทพมหานคร คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบ stepwise ผลการวิจัยพบว่า ความร่วมมือในการรับประทานอาหารโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̅ = 52.76, SD = 14.67) ปัจจัยที่ทำนายได้ดีที่สุดคือการสนับสนุนทางสังคม สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 10.6 (R² = .106, p< .001) เมื่อเพิ่มปัจจัยสัมพันธภาพกับบุคลากรสุขภาพ สามารถอธิบาย เพิ่มเติมได้ร้อยละ 10.1 (R² Change = .101) ระยะเวลาการฟอกเลือดอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 (R² Change = .071) ระยะเวลาเป็นโรคไตเรื้อรังอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 (R² Change = .037) อายุอธิบาย เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 (R² Change = .029) ความรู้ด้านโภชนาการอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 (R² Change = .031) และสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 (R² Change = .031) รวมกัน สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ทั้งหมดร้อยละ 40.6 (R² = .406, F = 5.971, p < .05) โดยพบว่า การ สนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยทำนายที่สำคัญที่สุด (β = .270, p < .01) รองลงมาคือสัมพันธภาพกับ บุคลากรสุขภาพ (β = .269, p < .01) ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้ให้บริการด้านสุขภาพรวมถึงพยาบาลใน การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความร่วมมือในการรับประทานอาหารของผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือดด้วย เครื่องไตเทียม โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างการสนับสนุนทางสังคม และส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดีระหว่าง ผู้ป่วยกับบุคลากรสุขภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลรักษาโดยรวมต่อไป


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ในผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย, ศศิธร ทันดร Jan 2025

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ในผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย, ศศิธร ทันดร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรในผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย และศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมดังกล่าว โดยปัจจัยประกอบด้วย 1) อายุ 2) สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจ 3) ความรุนแรงของโรคอาหารไม่ย่อย 4) ความรู้ 5) ทัศนคติ 6) แหล่งข้อมูลสุขภาพ และ 7) ประวัติการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ของสมาชิกในครอบครัว กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย อายุ 20–59 ปี จำนวน 168 คน ในโรงพยาบาลตติยภูมิ 2 แห่งในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเลือกสถานที่เก็บข้อมูลแบบเจาะจง และเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีเรียงลำดับการมารับบริการ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประกอบด้วย 5 ส่วน ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา 0.83–0.91 และค่าความเชื่อมั่นของครอนบาคแอลฟา 0.70–0.89 กลุ่มตัวอย่างตอบได้ด้วยตนเอง วิเคราะห์ด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันและอีต้า และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อโดยรวมอยู่ในระดับดี (x̄=8.88, SD=1.89) ในขณะที่กลุ่มที่ติดเชื้อมีคะแนนพฤติกรรมการป้องกันต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในด้านสุขอนามัย ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความรู้ (r=.215, p<.05) ทัศนคติ (r=–.155, p<.05) และแหล่งข้อมูลสุขภาพ (F=3.213, p<.05) อย่างไรก็ตาม อายุ ความรุนแรงของโรคอาหารไม่ย่อย สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจ และประวัติ ก า ร ติ ด เชื้ อใน ค รอบ ค รั วไม่ มี ค วาม สั ม พั น ธ์กับ พ ฤติ กรรม ดั งกล่ า ว การศึกษานี้นำมาใช้ประโยชน์ในการประเมินพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรในกลุ่มเสี่ยง เพื่อให้คำแนะนำดูแลที่เหมาะสม และเป็นแนวทางศึกษาปัจจัยทำนาย พฤติกรรมดังกล่าวต่อไป


การศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ, ศศิพิมล แม้นจิต Jan 2025

การศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ, ศศิพิมล แม้นจิต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 20 คน วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก 2) วิเคราะห์ข้อมูล และสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินระดับความสำคัญ และ3) คำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เพื่อสรุปผล ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ ประกอบด้วย 9 ด้าน รวมจำนวน 143 ข้อรายการสมรรถนะ ดังนี้ 1) ด้านการพยาบาลผู้ป่วยแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกในภาวะวิกฤต จำนวน 24 ข้อ 2) ด้านการควบคุมการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อน จำนวน 14 ข้อ 3) ด้านการดูแลบาดแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก จำนวน 18 ข้อ 4) ด้านการบริหารจัดการความปวดจำนวน 17 ข้อ 5) ด้านการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ จำนวน 12 ข้อ 6) ด้านการจัดการโภชนาการ จำนวน 9 ข้อ 7) ด้านการวางแผนจำหน่ายและการดูแลระยะท้าย จำนวน 17 ข้อ 8) การสื่อสารและการทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพ จำนวน 17 ข้อ และ9) การใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ จำนวน 15 ข้อ ซึ่งพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยแต่ละระดับมีสมรรถนะทั้ง 9 ด้าน แต่สมรรถนะย่อยมีความแตกต่างกัน การศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการประเมินสมรรถนะและมอบหมายงานตามความสามารถของพยาบาลแต่ละระดับ


ผลของโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่อความคิดฆ่าตัวตายในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, อรณิชา สดศรีประเวศ Jan 2025

ผลของโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่อความคิดฆ่าตัวตายในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, อรณิชา สดศรีประเวศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่อความคิดฆ่าตัวตายในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้า อายุระหว่าง 20-59 ปี ที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 40 ครอบครัว โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่ผู้วิจัยกำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 ครอบครัว และกลุ่มควบคุม 20 ครอบครัว กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วม และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วม 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบประเมินความคิดฆ่าตัวตาย 4) แบบประเมินความหวัง เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือชุดที่ 3 และ 4 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1 มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .87 และ .88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ค่าคะแนนเฉลี่ยความคิดฆ่าตัวตายของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในกลุ่มทดลอง หลังเข้าร่วมโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ( t=16.88, df=19, p<.001 ) 2. ค่าคะแนนเฉลี่ยความคิดฆ่าตัวตายของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในกลุ่มทดลองที่เข้าร่วมโปรแกรมการ บ าบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่ ากว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ( t=10.47, df=31.66, p<.001 )


ความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร, จุฑามาศ ประทีปพรศักดิ์ Jan 2025

ความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร, จุฑามาศ ประทีปพรศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง “ความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล การรับรู้ข่าวสาร และทัศนคติต่อประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจที่มีอิทธิพลต่อระดับความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อเสนอแนวทางเชิงนโยบายในการป้องกันและลดความวิตกกังวลของประชาชนต่อภัยอาชญากรรมรุนแรงในพื้นที่สาธารณะ การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณโดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 396 คน ในเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ครอบคลุมกลุ่มนิสิตนักศึกษา ผู้ใช้บริการห้างสรรพสินค้า และผู้ใช้พื้นที่สาธารณะทั่วไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงหรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว โดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นทางสถิติเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่า t การวิเคราะห์ความแปรปรวน เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความหวาดกลัวระหว่างกลุ่ม รวมถึงวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่ายเพื่อทดสอบอิทธิพลของตัวแปรอิสระผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับระดับความหวาดกลัว โดยกลุ่มเพศหญิงมีระดับความหวาดกลัวมากกว่า ขณะที่ปัจจัยด้านช่วงอายุไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ พบว่าการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์กราดยิงจากสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์ส่งผลให้ระดับความวิตกกังวลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และพบว่าทัศนคติต่อประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจมีความสัมพันธ์ในทางลบกับความหวาดกลัว กล่าวคือ ผู้ที่เชื่อมั่นในความสามารถของตำรวจจะมีความกลัวน้อยกว่า ผลการศึกษาโดยรวมชี้ให้เห็นว่าความหวาดกลัวต่อเหตุการณ์กราดยิงไม่เพียงเป็นปฏิกิริยาทางจิตวิทยาต่ออาชญากรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความรู้สึกไม่มั่นคงในสังคมเมืองสมัยใหม่ งานวิจัยนี้เสนอแนวทางการวางแผนการป้องกันและรับมือกับเหตุการณ์กราดยิง โดยให้รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการมาตรการทั้งสามระดับอย่างเป็นระบบ ได้แก่ มาตรการด้านพื้นที่และโครงสร้างกายภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวัง มาตรการด้านสถาบันและการปฏิบัติการเพื่อจัดกำลังตามความเสี่ยงและยกระดับความพร้อมในการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และมาตรการด้านการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดความตื่นตระหนกของประชาชน ซึ่งการประสานกลไกทั้งสามระดับจะช่วยลดทั้งความเสี่ยงเชิงจริงและความหวาดกลัวเชิงรับรู้ พร้อมเสริมสร้างสภาพแวดล้อมเมืองที่ปลอดภัยและยั่งยืนยิ่งขึ้น


Scam Slayer : A Gamification For Creating A Cyber Scam Awareness, Xin Lyu Jan 2025

Scam Slayer : A Gamification For Creating A Cyber Scam Awareness, Xin Lyu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study explores how gamified learning can enhance the ability to recognize and prevent online fraud. The research team developed a role-playing educational game, Scam Slayer, using Ren’Py, integrating five common fraud scenarios and an Anti-Fraud Assistant to create an immersive and reflective learning experience. Analysis of a pre-game survey with 400 participants and a post-game survey with 40 players shows significant improvements in fraud recognition and alertness, with no demographic differences in learning outcomes. Participants also reported high satisfaction with the game’s narrative and educational value, suggesting that gamified learning can serve as an effective complement to traditional online …


Immunoinformatics-Based Design And In Vitro Expression Analysis Of A Multi-Epitope Vaccine Against African Swine Fever Virus, Dhithya Venkateswaran Jan 2025

Immunoinformatics-Based Design And In Vitro Expression Analysis Of A Multi-Epitope Vaccine Against African Swine Fever Virus, Dhithya Venkateswaran

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

African swine fever (ASF) is a lethal haemorrhagic disease affecting domestic and wild pigs, causing severe economic losses globally. The absence of an effective vaccine has hindered ASF control, as traditional approaches are challenged by the virus’s genetic complexity and immune evasion mechanisms. In this study, we employed immunoinformatics to design a multi-epitope vaccine (MEV) against African Swine Fever Virus (ASFV), targeting conserved viral proteins—B646L (p72), CP204L (p30), E183L (p54), and EP402R (CD2v). Antigenic and non-allergenic BL and HL epitopes were selected and assembled with appropriate adjuvant and linkers to construct the MEV. No CTL epitopes were included, as they …


Ideologies And Fears As Mechanisms Of Military Regime Legitimation : A Comparative Analysis Of Sarit Thanarat In Thailand And Ne Win In Burma, Hyeon-Min Kim Jan 2025

Ideologies And Fears As Mechanisms Of Military Regime Legitimation : A Comparative Analysis Of Sarit Thanarat In Thailand And Ne Win In Burma, Hyeon-Min Kim

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis examines how Sarit Thanarat in Thailand and Ne Win in Burma legitimized their military regimes through ideological narratives and threat discourses. Both leaders, who came to power through coups d’état without democratic legitimacy, sought to justify their authoritarian military rules by constructing discourses that transformed coercion into moral guardianship. Sarit emphasized traditional Thai values, lak-thai, aligning them with the monarchy and anti-communism to portray his military regime as the protector of national identity. Ne Win, by contrast, promoted Burman ethno-nationalism and the Burmese Way to Socialism and emphasized the Burmese Armed Forces (Tatmadaw)’s role in safeguarding the unity …


Inclusive-Classroom Simulation Using Immersive Vr Technology : A Training Tool For Classroom Management With Asd Students, Jakkarin Thepvong Jan 2025

Inclusive-Classroom Simulation Using Immersive Vr Technology : A Training Tool For Classroom Management With Asd Students, Jakkarin Thepvong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study developed and evaluated the Inclusive Classroom Simulation (ICS), an immersive virtual reality (IVR) tool designed to improve pre-service teachers’ self-efficacy and attitudes toward managing inclusive classrooms with students on the autism spectrum. Using mixed-methods approach, including expert interviews, prototype development, usability testing, and a pre-post VR intervention, the study engaged pre-service teachers in realistic classroom scenarios that replicated ASD-related disruptive behaviors. Findings indicate that high sense of agency enchances classroom-management, self-efficacy and attitudes toward inclusive practices. Qualitative results further support the tool’s authenticity, usability, and potential for skill transfer to real-world teaching. The research expands VR-based teacher training …


The Representation Of The Lgbtq2+ Community In The Context Of Pride Month In Thai Online Media From 2022 To 2025, Julia Borawska Jan 2025

The Representation Of The Lgbtq2+ Community In The Context Of Pride Month In Thai Online Media From 2022 To 2025, Julia Borawska

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis examines the representation of Thai Pride Month and the LGBTQ+ community in Thai online media between 2022 and 2025. It provides a comprehensive analysis of content featured on both individual- and organization-based media, distinguishing between social media and mainstream news outlets. Within the social media sphere, the study further differentiates between influential Thai celebrities—particularly actors and actresses involved in queer-portraying productions—and organizational entities involved in LGBTQ+ advocacy as well as BL/GL production companies. The first two groups rarely feature queer-related content or express explicit support for Pride Month and the LGBTQ+ community, choosing to engage only when personally …


Chilean Perceptions Of Thailand As Seen Through Social Media (2015 – 2024), Nicolas Agustin Castillo Aldunce Jan 2025

Chilean Perceptions Of Thailand As Seen Through Social Media (2015 – 2024), Nicolas Agustin Castillo Aldunce

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis has two main objectives: 1) to examine the perception of Thailand as seen in Chilean social media between 2015 and 2024 and 2) to identify the prevailing narratives and stereotypes and underline the factors responsible for these perceptions. 120 social media posts about Thailand from 11 institutional and independent Chilean content creators are collected and analyzed and Richard Gregory’s theory of perception is applied as its theoretical framework. It is found that there was an increase in online contents related to Thailand since 2015 after the ratification of Chile-Thailand Free Trade Agreement, particularly between 2022 to 2024 when …


An Empirical Study Of Immersive Technology Using Desktop Augmented Reality Software For Primary School In Thailand, Orakarn Laoharutanun Jan 2025

An Empirical Study Of Immersive Technology Using Desktop Augmented Reality Software For Primary School In Thailand, Orakarn Laoharutanun

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research investigates learner engagement and reuse intention in immersive learning environments through the development and evaluation of a Desktop Augmented Reality (Desktop AR) application designed for primary school students in Thailand. Grounded in the 5E instructional model and the immersive engagement framework, the study identifies four key experiential factors—presence, embodiment, enjoyment, and novelty—that influence engagement and reuse intention in immersive learning. A multi-phase mixed-method design was employed. Phase I developed and tested a theoretical model using structural equation modelling with primary students aged 11 (Pratom6). Phase II involved designing a Desktop AR learning application, followed by expert validation of …


Imagining Peace From Abroad : How Myanmar Students In Bangkok Define Peace, Shinhyoung Choi Jan 2025

Imagining Peace From Abroad : How Myanmar Students In Bangkok Define Peace, Shinhyoung Choi

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis examines how Myanmar students living in Bangkok understand and define peace through their everyday experiences, social positions, and transnational lives. Drawing on a multi-stage, qualitatively driven research design—including a narrative survey, a structured follow-up survey, and in-depth interviews—the study investigates how students’ peace perceptions emerge while they navigate between Myanmar’s instability and Bangkok’s relative institutional order.Findings from 105 participants show that students’ peace orientations cluster into two dominant narratives: a Development-Oriented Narrative emphasizing education, opportunity, and gradual change, and a Resistance-Oriented Narrative emphasizing justice, accountability, and structural reform. Although the initial hypothesis assumed that Bangkok’s stability would directly …


An Analysis Of The Impact Of The Korean Dramas On Image Building And The Promotion Of Thai Tourism : A Case Study Of King The Land, Episode 10, Sopittha Sintutepparat Jan 2025

An Analysis Of The Impact Of The Korean Dramas On Image Building And The Promotion Of Thai Tourism : A Case Study Of King The Land, Episode 10, Sopittha Sintutepparat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aims to study and analyze the impact of the Korean drama King the Land on Thailand’s national image and tourism in various dimensions. The researcher collected data from two main sources: primary data and secondary data. The primary data were obtained through in-depth interviews with five individuals directly involved in the filming of Episode 10 of King the Land in Thailand, including one government representative, two members of the Thai production team, and two local business owners at the filming locations. The secondary data consisted of the content analysis of the drama, academic articles, research papers, relevant policies, …


The Popularity Of The Untamed In Thailand And I Told Sunset About You In China : Reciprocal Fandom And Cultural Diplomacy, Yuanwei Gao Jan 2025

The Popularity Of The Untamed In Thailand And I Told Sunset About You In China : Reciprocal Fandom And Cultural Diplomacy, Yuanwei Gao

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aims to explore cross-cultural fan interactions between China and Thailand and their influence on cultural diplomacy. In recent years, television dramas from both China and Thailand have gained remarkable popularity in the respective countries. Among various types of dramas, BL (Boys’ Love) dramas stand out as a typical case of transnational fan interaction due to their large cross-border audience and highly active online and offline interaction. Among them, the Chinese TV drama The Untamed (Chen Qing Ling) has received wide attention in Thailand, and the Thai TV drama I Told Sunset About You (แปลรักฉันด้วยใจเธอ) has sparked heated discussions …