Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (911)
- Medicine and Health Sciences (729)
- Education (403)
- Psychology (255)
- Arts and Humanities (250)
-
- Communication (233)
- Communication Technology and New Media (233)
- Mass Communication (233)
- Nursing (197)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (183)
- Sociology (148)
- Public Health (145)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (108)
- Business (105)
- Physical Sciences and Mathematics (92)
- Mental and Social Health (90)
- Other Mental and Social Health (88)
- Economics (84)
- Medical Sciences (84)
- Sports Sciences (78)
- Architecture (77)
- Engineering (66)
- Dentistry (65)
- Criminology (61)
- Social Justice (61)
- Fine Arts (53)
- English Language and Literature (50)
- Urban, Community and Regional Planning (48)
- Geriatric Nursing (46)
- Computer Sciences (45)
Articles 391 - 420 of 2655
Full-Text Articles in Entire DC Network
ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าธรรมเนียมที่ทนายเรียกในการทำคดี: การศึกษาโดยการสำรวจเชิงทดลองจากกลุ่มตัวอย่างนิสิตคณะนิติศาสตร์และเศรษฐศาสตร์, วทัญญู รักขธรรมวงศ์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าธรรมเนียมที่ทนายเรียกในการทำคดี: การศึกษาโดยการสำรวจเชิงทดลองจากกลุ่มตัวอย่างนิสิตคณะนิติศาสตร์และเศรษฐศาสตร์, วทัญญู รักขธรรมวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ค่าธรรมเนียมทนายความเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบยุติธรรม โดยเฉพาะในคดีความที่มีลักษณะที่ไม่สามารถคาดการณ์ผลลัพธ์ได้แน่นอน โครงสร้างและระดับของค่าธรรมเนียมจึงมีบทบาทอย่างยิ่งในการกำหนดแรงจูงใจของทนายความและความสามารถของประชาชนในการเข้าถึงบริการทางกฎหมาย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าธรรมเนียมขั้นต่ำที่ทนายความยินดีรับทำคดีละเมิด ภายใต้โครงสร้างค่าตอบแทนแบบ Fixed Fee และ Percentage Contingent Fee โดยเน้นการวิเคราะห์จากมุมมองด้านความเสี่ยงและต้นทุนค่าเสียโอกาส ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ปัจจัยด้านโครงสร้างค่าธรรมเนียม โอกาสชนะคดี และระยะเวลาในการทำคดีมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อการกำหนดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ โดยเฉพาะในรูปแบบค่าตอบแทนแบบ Contingent Fee ซึ่งทนายความต้องรับความเสี่ยงร่วมกับลูกความ นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างเชิงพฤติกรรมระหว่างกลุ่มนิสิตทั้งสองคณะในการประเมินความคุ้มค่าของการรับทำคดี อันสะท้อนถึงมุมมองต่อความเสี่ยงและต้นค่าเสียโอกาสที่ต่างกัน
ผลกระทบของความชัดเจนในภาษีต่อใบอนุญาตทางศีลธรรม: การปฏิบัติการในห้องทดลองทางเศรษฐศาสตร์, นพอนันต์ สาลี
ผลกระทบของความชัดเจนในภาษีต่อใบอนุญาตทางศีลธรรม: การปฏิบัติการในห้องทดลองทางเศรษฐศาสตร์, นพอนันต์ สาลี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ใบอนุญาตทางศีลธรรม (Moral licensing) เป็นหนึ่งในอคติทางความคิด (Cognitive Bias) ที่แสดงให้เห็นถึง แนวโน้มที่ผู้คนเต็มใจทำผิดศีลธรรมมากขึ้น หลังจากทำสิ่งที่ถูกศีลธรรม อคติดังกล่าวถูกสร้างได้จากหลายปัจจัยหนึ่งในนั้นคือ “ความชัดเจนในการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากสินค้า” หรือ กระบวนการเก็บแบบภาษีโดดเด่น (Tax Salience) ซึ่งทำให้ผู้บริโภครับรู้ว่าตนได้มีส่วนร่วมในการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมผ่านการจ่ายภาษี ราวกับว่าเขาได้ทำความดีไปแล้ว โดยงานวิจัยนี้ศึกษาผลของ ใบอนุญาตทางศีลธรรม ที่ถูกสร้างจากการเก็บภาษีที่มีความชัดเจน ผ่านการบริจาคทางสิ่งแวดล้อม รวมถึง การแสดงการรับรู้การลงทุนของรัฐบาลเพื่อลดทอนผลในข้างต้น, การเปรียบเทียบผลในการชดเชยทางศีลธรรม (Moral Cleansing) ซึ่งเป็นผลในทางตรงกันข้าม กับใบอนุญาตทางศีลธรรม โดยใช้การปฏิบัติการในห้องทดลองทางเศรษฐศาสตร์ (Laboratory Experiment) ผลการวิจัยพบว่า ผลของใบอนุญาตทางศีลธรรม และ การชดเชยทางศีลธรรม มีความสัมพันธ์ในด้านลบ และ ด้านบวก ต่อการบริจาคทางสิ่งแวดล้อมตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญ โดยผลทั้งสองมีขนาดผลที่ไม่สมมาตร ทั้งนี้ยังไม่พบผลของการรับรู้การลงทุนของรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ ข้อค้นพบล้วนชี้ให้เห็นว่า กระบวนการจัดเก็บภาษีที่มีความชัดเจน สามารถส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับแนวคิดการตัดสินใจอย่างสมเหตุสมผล (Rational Thinking) และ ดังนั้น การออกแบบนโยบายภาษี โดยเฉพาะภาษีสิ่งแวดล้อม จึงควรคำนึงถึงผลกระทบทางพฤติกรรมที่ไม่สมเหตุสมผลที่อาจตามมา
การประเมินต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของผลกระทบทางสุขภาพอันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศ Pm2.5 ในประเทศไทย: กรณีศึกษา จังหวัดกรุงเทพมหานครและสงขลา ในปี พ.ศ. 2565, นวพร ระลึกมูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการเสียชีวิตด้วยโรคจากมลพิษทางอากาศที่มีสาเหตุมาจาก PM2.5 ในประเทศไทย โดยจะแบ่งออกเป็น 2 จังหวัด คือ จังหวัดกรุงเทพมหานครและสงขลา ต้นทุนคำนวณด้วยวิธี Cost of illness และวิธีทุนมนุษย์ โดยใช้วิธี Prevalence-based approach เนื่องจากการศึกษานี้สนใจผลกระทบ ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ผลการศึกษาพบว่า กรุงเทพฯ มีต้นทุนเกิดขึ้นทั้งหมดเท่ากับ 3,777,675,485.97 บาท คิดเป็นต้นทุนต่อประชากรเท่ากับ 432.74 บาท และต้นทุนคิดเป็นร้อยละของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) เท่ากับร้อยละ 0.065 สำหรับสงขลามีต้นทุนเกิดขึ้นทั้งหมดเท่ากับ 282,759,567.57 บาท คิดเป็นต้นทุนต่อประชากรเท่ากับ 174.45 บาท และต้นทุนคิดเป็นร้อยละของ GPP เท่ากับร้อยละ 0.111 ต้นทุนที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากต้นทุนทางอ้อมที่เกิดจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร คิดเป็นร้อยละ 99.55 และร้อยละ 99.06 ของต้นทุนทั้งหมดในกรุงเทพฯ และสงขลา ตามลำดับ ต้นทุนที่เกิดขึ้นนั้นพบว่ามีความแตกต่างกันของทั้งสองจังหวัด เป็นเพราะระดับความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 แตกต่างกัน ส่งผลต่อจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 อีกทั้งระดับรายได้ที่แตกต่างกันของทั้งสองจังหวัดก็มีผลต่อมูลค่าต้นทุนที่เกิดขึ้น จึงทำให้ต้นทุนจากการที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ มากกว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นในสงขลา แต่เมื่อทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับ GPP ของแต่ละจังหวัดกลับพบว่าสงขลาต้องแบกรับต้นทุนจากผลกระทบทางสุขภาพด้วยสาเหตุจาก PM2.5 มากกว่าจังหวัดกรุงเทพมหานคร ถึงแม้ว่าสงขลาจะมีปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่รุนแรงมากนักแต่ก็พบว่ามีต้นทุนเกิดขึ้นเช่นกันและขนาดผลกระทบต่อจังหวัดก็มากกว่ากรุงเทพฯ โดยเปรียบเทียบ
Reducing Exhaustion And Reduced Personal Efficacy In Office Workers: The Impact Of Art Therapy, Natnicha Prachakittikul
Reducing Exhaustion And Reduced Personal Efficacy In Office Workers: The Impact Of Art Therapy, Natnicha Prachakittikul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigated the psychological effects of a one-day clay-based art therapy workshop on Thai office workers experiencing emotional exhaustion and reduced personal efficacy. The research aimed to assess the outcomes of the intervention in three key areas: emotional release, rediscovery of inner strengths, and reframed perspectives.A total of 30 participants were purposively selected from a Bangkok-based organization and assigned to either an art therapy group, which received the art therapy intervention, or a control group with no intervention. After accounting for withdrawals, the final sample included 27 participants. Data were collected through pre- and post-session open-ended questions and reflective …
The Impact Of Art Therapy On Empathy Development In Thai Adolescents, Baitoey Charoenpitaya
The Impact Of Art Therapy On Empathy Development In Thai Adolescents, Baitoey Charoenpitaya
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This qualitative research aimed to explore how the embodied mandala method, grounded in the Embodiment–Projection–Role (EPR) framework and the concept of the mandala as a dramatic structure of the mind, can support the development of empathy in Thai adolescents. The study involved ten participants aged 13–15 who engaged in expressive arts activities across six sessions. Data were collected through structured written interviews, reflection notes, and artwork, and analyzed thematically. Two key themes emerged: (1) Emotional Echoes: Knowing Through Feeling (affective empathy), and (2) Beyond Distance: Bridging Self and Other (cognitive and affective empathy). Findings indicated that the embodied mandala method …
Exploring Similarities And Differences Of Symbols Selection And Narrative Themes In Sandtray Therapy Among Thais With And Without Depression: A Pilot Study, Kevalin Saksiamkul
Exploring Similarities And Differences Of Symbols Selection And Narrative Themes In Sandtray Therapy Among Thais With And Without Depression: A Pilot Study, Kevalin Saksiamkul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This pilot study investigates the symbolic selections and narrative themes emerging from Sandtray Therapy among Thai adults with and without depression. The study aimed to examine how symbol choices and storytelling could distinguish between the two groups, thereby exploring the potential of Sandtray as a non-verbal expressive tool for supporting psychological assessment. Thirty participants (15 diagnosed with depression and 15 without diagnosis) each created a sandtray scene using a standardized set of 298 miniatures, followed by open-ended narration. Quantitative analysis using t-tests and Mann-Whitney U-tests identified 16 symbolic items significantly more common among participants with depression. Thematic analysis of narratives …
Exploring Stress Through Storytelling In Short-Form Videos Created By Thai Undergraduate Students In Bangkok, Ziyuan Lin
Exploring Stress Through Storytelling In Short-Form Videos Created By Thai Undergraduate Students In Bangkok, Ziyuan Lin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This qualitative study explores how Thai undergraduate students in Bangkok experience, express, and manage stress through short-form video storytelling, using an expressive arts therapy framework. This study aimed to (1) identify students’ sources of stress, (2) examine their coping mechanisms, and (3) evaluate how creating short-form videos supported emotional expression, reflection, and self-discovery. Fifteen participants (aged 18–24) created videos ranging from 30 to 90 seconds in length, based on the “The Hero’s Journey” narrative, alongside structured interviews and experience surveys. Thematic analysis revealed three overarching themes: sources of stress (academic pressure, social and interpersonal challenges, and identity-related uncertainty); coping mechanisms …
Ganesha In The Context Of Art Toys In Thai Society, Chisanupong Curechaem
Ganesha In The Context Of Art Toys In Thai Society, Chisanupong Curechaem
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis studies the phenomenon of reinterpreting sacred symbols through contemporary material culture in Thai society, focusing on art toys modeled after Ganesha. This research aims to explore the mechanisms by which these objects, with their pop culture aesthetics and appealing cuteness, can function as "mental anchors" in the modern era, considering this phenomenon at the intersection of syncretic belief, the dynamics of Buddhist Commercialization, and consumer culture. Using practice led curatorial research methodology, the primary outcome of this research is the development of a conceptual framework presented as a proposal for "Novaganesha: Pray & Play" a conceptual exhibition that …
จิตรกรรมร่วมสมัยชุดเมื่อฉันกำลังก้าวให้พ้น, วิภาวี ภมรพล
จิตรกรรมร่วมสมัยชุดเมื่อฉันกำลังก้าวให้พ้น, วิภาวี ภมรพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในยุคปัจจุบัน ผู้คนจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะความเครียดและปัญหาทางจิตใจที่เกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น สภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้โรคทางจิตเวชกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม มีเพียงไม่กี่คนที่หันกลับมาทบทวนและเข้าใจสภาวะทางจิตใจของตนเองอย่างลึกซึ้ง ข้าพเจ้าตระหนักถึงความสำคัญของการรับรู้ตนเอง จึงนำกระบวนการทางศิลปะมาใช้เป็นเครื่องมือสำรวจภายในจิตใจ ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของ “ศิลปะบำบัด” วิทยานิพนธ์ชุดนี้มีชื่อว่า “จิตรกรรมร่วมสมัยชุด เมื่อฉันกำลังก้าวให้พ้น” มุ่งเน้นการสร้างสรรค์ผลงานที่เกิดจากการกลั่นกรองความคิดและอารมณ์จากส่วนลึกของจิตใจผ่านการทำงานศิลปะ โดยกระบวนการสร้างสรรค์นี้เปิดโอกาสให้ข้าพเจ้าได้เผชิญหน้าและทำความเข้าใจกับความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึก อันมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและบุคลิกภาพของตนเอง อ้างอิงตามทฤษฎีของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ เกี่ยวกับโครงสร้างของจิตใจ ได้แก่ จิตสำนึก จิตก่อนสำนึก และจิตไร้สำนึก และแนวคิดของ คาร์ล จุง ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างจิตใต้สำนึกกับบุคลิกภาพแบบเก็บตัว (Introvert) และแสดงออก (Extrovert) ซึ่งถูกหล่อหลอมโดยประสบการณ์และสิ่งแวดล้อม ผลงานที่ได้จึงไม่ได้เป็นเพียงการแสดงออกทางศิลปะในเชิงรูปธรรม แต่เป็นกระบวนการเยียวยา สำรวจตนเอง และเชื่อมโยงระหว่างโลกภายในกับโลกภายนอกของศิลปิน ผ่านแนวทางของศิลปะในลัทธิเซอร์เรียลลิสม์ (Surrealism) ซึ่งเปิดพื้นที่ให้จิตใต้สำนึกได้เผยตัวตนออกมาอย่างอิสระ ด้วยภาษาทางทัศนศิลป์ที่สามารถสื่อสารสิ่งที่คำพูดไม่อาจอธิบายได้
จิตรกรรมร่วมสมัย ชุดพฤติกรรมการตกหลุมรัก, สิระ หอมจันทร์
จิตรกรรมร่วมสมัย ชุดพฤติกรรมการตกหลุมรัก, สิระ หอมจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยและสร้างสรรค์ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างงานจิตรกรรมที่เกิดจากการพิจารณาแรงบันดาลใจส่วนตัว ผ่านการค้นคว้าข้อมูล ทบทวนวรรณกรรมและพัฒนาเป็นงานศิลปะ เพื่อเข้าใจเหตุผลการตกหลุมรัก ซึ่งเป็นพื้นฐานในบริบทชีวิตประจำวัน โดยงานวิจัยนี้ได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลภาคเอกสาร การศึกษาผลงานศิลปิน และพัฒนาเป็นงานสร้างสรรค์ ที่มีการสอดแทรกและเชื่อมโยงแนวความคิด รูปแบบ รูปทรง ความหมายทางสี สัญลักษณ์ และสัญญะในงานทัศนศิลป์ นอกจากนี้งานในวิจัยได้นำทฤษฎีด้านความรัก ทฤษฎีจิตวิทยา ทฤษฎีวิทยาศาสตร์ และ ด้านศิลปะ มาใช้การในการศึกษา ผลของการศึกษาข้อมูลและทดลองสร้างสรรค์สรุปได้ว่าการตกหลุมรักจะเกิดขึ้นจาก การรับรู้ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) การรับรู้ทางกายภาพ คือ สายตา ที่เป็นอวัยวะอันสำคัญที่สุด เพราะการมองเห็นทำให้ อาจนำไปสู่ความชอบ และ เกิดการตกหลุมรัก 2) การรับรู้ทางอารมณ์ คือ ความรู้สึกที่สนองตอบรับให้เกิดอารมณ์ภายใต้ความคิด ทั้งนี้ แนวทางการสร้างสรรค์ผลงานจิตกรรม ที่ผู้วิจัยสนใจนำเสนอ จึงมีลักษณะรูปแบบของ ศิลปะลัทธิจุลนิยม (Minimalism) ที่ สามารถเข้าใจได้ง่าย ไม่ซับซ้อนในเชิงองค์ประกอบ แต่มีการตีความหมายจากสัญลักษณ์ และความสนใจชุดสีของ ลัทธิประชานิยม (Pop Art) ที่มีสีสันสดใส ตีความหมายเหตุผลผ่านงานจิตรกรรม เกิดเป็นชุดผลงานจิตรกรรม 4 ชุด ได้แก่ 1) ระยะที่ 1 เน้นการใช้วัสดุ 2) ระยะที่ 2 เน้นการวาดข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน 3) ระยะที่ 3 เน้นการใช้สีเปรียบเทียบความรู้สึก 4) ระยะที่ 4 ศิลปะนิพนธ์ เน้นการใช้สีชมพูและการใช้รูปทรงหัวใจ ซึ่งในผลงานชุดที่ 4 สามารถตอบโจทย์ได้ดีที่สุด เมื่อเทียบกับ 3 ระยะก่อนหน้า
การพัฒนาแบบทดสอบการตรวจหาข้อผิดพลาดทางการใช้ภาษาอังกฤษ ในการวัดความรู้ด้านไวยากรณ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย : การประยุกต์ใช้การประเมินแบบพลวัตด้วยคอมพิวเตอร์, เมธา เฉิดฉาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบการตรวจหาข้อผิดพลาด ทางการใช้ภาษาอังกฤษในการวัดความรู้ด้านไวยากรณ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการประยุกต์ใช้การประเมิน แบบพลวัตด้วยคอมพิวเตอร์ และ (2) เพื่อเปรียบเทียบความรู้ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่แตกต่างกัน จากการทดสอบด้วยแบบทดสอบการตรวจหาข้อผิดพลาดทางการใช้ภาษาอังกฤษ โดยการประยุกต์ใช้การประเมินแบบพลวัตด้วยคอมพิวเตอร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตัวอย่างวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2567 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี จำนวน 300 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบการตรวจหาข้อผิดพลาดทางการใช้ภาษาอังกฤษที่สร้างขึ้นโดยซอฟต์แวร์ iSpring Suite MAX มีลักษณะ เป็นแบบทดสอบประเภทเลือกตอบ 2 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติบรรยาย วิเคราะห์คุณภาพแบบทดสอบฯ จากค่าความตรงเชิงเนื้อหา ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเที่ยง และผลการประเมินความพึงพอใจผู้ใช้งานของอินเตอร์เฟสระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้1. แบบทดสอบการตรวจหาข้อผิดพลาดทางการใช้ภาษาอังกฤษครอบคลุมโครงสร้างเนื้อหาทั้งหมด 8 ด้าน ได้แก่ (1) Part of speech (2) Tense (3) Article (4) Word order (5) Comparison (6) If-clause (7) Parallelism และ (8) Subject-verb agreement รวมทั้งหมด 20 ข้อ ผลการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาของคำถามระดับ 1 มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 คำถามระดับที่ 2 มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60 – 1.00 และสื่อกลางมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60 – 1.00 ค่าความยากอยู่ระหว่าง 0.41 – 0.65 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.53 – 0.85 ความเที่ยงของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.91 และผลการประเมินความพึงพอใจผู้ใช้งานของอินเตอร์เฟสระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ พบว่านักเรียน …
การพัฒนาบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา ที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด Deeper และการเสริมต่อการเรียนรู้, ปาณัสม์ ชินเมธีพิทักษ์
การพัฒนาบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา ที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด Deeper และการเสริมต่อการเรียนรู้, ปาณัสม์ ชินเมธีพิทักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ลักษณะการใช้และการพัฒนาบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษาที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด DEEPER และ Scaffolding 2) เพื่อวิเคราะห์ผลการเปลี่ยนแปลงหลังจากใช้บอร์ดเกมในการส่งเสริมทักษะแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษาที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักเรียนชายระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 2 คน ที่ได้รับการประเมินว่ามีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้ต้นแบบบอร์ดเกมได้รับการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 4 คน ผลการประเมินพบว่าต้นแบบบอร์ดเกมมีความเหมาะสมในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.81) และแบบสังเกตพฤติกรรมการแก้ปัญหาและแบบวัดทักษะแก้ปัญหามีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหากับวัตถุประสงค์ (Index of Congruence : IOC) อยู่ที่ช่วงระหว่าง 0.60 – 1.00 ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ปรับปรุงต้นแบบตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเหมาะสมต่อการใช้งาน การเก็บข้อมูลดำเนินการผ่านการสังเกตพฤติกรรมการแก้ปัญหา เพื่อวิเคราะห์ผลการทดลองและนำไปปรับปรุงพัฒนาต่อไปผลการศึกษาพบว่า การใช้บอร์ดเกมสามารถส่งเสริมการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในขั้นตอนการระบุปัญหาและการนำเสนอแนวทางแก้ไข ผู้เรียนมีพัฒนาการในด้านการคิดวิเคราะห์ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการเชื่อมโยงกับประสบการณ์จริง ทั้งนี้การเสริมต่อการเรียนรู้ที่มีโครงสร้างสนับสนุนที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนแต่ละราย มีบทบาทสำคัญในการสร้าง “วงจรการเรียนรู้” ที่เชื่อมโยงการสนับสนุนจากภายนอกสู่การคิดภายในของผู้เรียนอย่างเป็นลำดับ แม้ว่าจะยังพบข้อจำกัดด้านการใช้ภาษา การอธิบายเหตุผล และการสะท้อนผลอย่างลึกซึ้ง แต่การจัดกิจกรรมที่กระตุ้นการตั้งคำถาม การวิเคราะห์ปัญหา และการแสดงออกอย่างมีเหตุผล ส่งผลให้ผู้เรียนมีแนวโน้มพัฒนาแนวคิดและความเข้าใจภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นว่าการใช้บอร์ดเกมร่วมกับแนวทางการเสริมต่อการเรียนรู้ ที่เป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิผลในการสนับสนุนทักษะการคิดอย่างเป็นระบบสำหรับผู้เรียนที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้
โปรแกรมพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารตามการอบรมโดยใช้ละครเป็นฐาน สำหรับผู้บริหารโรงเรียนเอกชน, ชัญญา วิภารังสี
โปรแกรมพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารตามการอบรมโดยใช้ละครเป็นฐาน สำหรับผู้บริหารโรงเรียนเอกชน, ชัญญา วิภารังสี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาสมรรถนะการสื่อสารของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน 2) ออกแบบโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารโดยใช้ละครเป็นฐานสำหรับผู้บริหารโรงเรียนเอกชน และ 3) วิเคราะห์ผลการใช้โปรแกรมดังกล่าว การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสมรรถนะการสื่อสารของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสามัญศึกษา 3 ประเภท เก็บข้อมูลจากผู้อำนวยการ 3 คน และครู 9 คน รวม 12 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง 20 ข้อ (IOC = 0.76) พบว่าผู้บริหารต้องการพัฒนาการพูดมากที่สุด รองลงมาคือ การสอนงาน การจัดการทีม และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน ระยะที่ 2 ออกแบบโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารโดยใช้ละครเป็นฐาน ระยะเวลา 180 นาที ประกอบด้วย 6 กิจกรรม ได้แก่ 1) อารัมภบท 2) อุ่นเครื่องร่างกาย 3) ฝึกสติและจินตนาการ 4) บทบาทสมมติ 5) การสะท้อนกลับ และ 6) การสรุป โดยอาศัยความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ผ่านการระดมสมองอย่างเป็นระบบ และได้รับการตรวจสอบความเหมาะสมด้านโครงสร้าง เนื้อหา กระบวนการ และการประเมินผล ได้โปรแกรมที่สมบูรณ์ชื่อ "ข้ามขีดจำกัดการสื่อสารด้วยโปรแกรมพัฒนาผ่านการใช้ศาสตร์ละครเป็นฐาน" ระยะที่ 3 ทดสอบประสิทธิภาพโปรแกรมกับผู้อำนวยการโรงเรียนเอกชน 3 คน สัมภาษณ์เชิงลึกก่อนและหลังเข้าร่วม รวมถึงสังเกตพฤติกรรมระหว่างการฝึกอบรม พบว่าผู้บริหารมีการพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารด้านการพูดที่ชัดเจน กระชับ มีความมั่นใจ และการใช้น้ำเสียงอย่างเหมาะสม รวมถึงการควบคุมอารมณ์ได้ดี ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการประยุกต์ใช้ละครเป็นฐานในการฝึกอบรมสามารถส่งเสริมการพัฒนาประสิทธิภาพการสื่อสารด้านการพูดในการบริหาร และการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกกับครูของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนได้อย่างมีประสิทธิผล
Inclusive Leadership Development Innovation For University Faculty Members In Chongqing, China, Changjiang Tang
Inclusive Leadership Development Innovation For University Faculty Members In Chongqing, China, Changjiang Tang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aimed to 1) study the conceptual framework of inclusive leadership and professional development of university faculty members, 2) study the level of inclusive leadership of university faculty members in Chongqing, China, 3) analyses the priority needs in professional development to enhance the inclusive leadership of university faculty members in Chongqing, China, and 4) develop the professional development innovation to enhance the inclusive leadership of university faculty members in Chongqing, China. This study employed a multi-phase mixed-method design, combining quantitative and qualitative data collection. The sample consisted of 17 universities, 366 university faculty members in Chongqing, China. Informants included …
นวัตกรรมการพัฒนาครูโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตามแนวคิดชีวิตที่มีคุณค่า, ครรชิต พิมใจ
นวัตกรรมการพัฒนาครูโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตามแนวคิดชีวิตที่มีคุณค่า, ครรชิต พิมใจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในบริบทปัจจุบันซึ่งครูไทยจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญกับภาวะความรู้สึกหมดพลัง ขาดแรงบันดาลใจ และลดทอนความภาคภูมิใจในการทำหน้าที่ “ผู้ให้” อย่างแท้จริง การพัฒนาครูจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเสริมสร้างทักษะหรือความรู้เชิงวิชาการเท่านั้น หากแต่ควรมุ่งเน้นการหล่อหลอมชีวิตครูให้เปี่ยมด้วยคุณค่า ทั้งในมิติด้านทัศนคติ ประสบการณ์และความหมายของการสร้างคุณประโยชน์แก่ผู้อื่น จากสภาพปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการพัฒนาครูและกรอบแนวคิดชีวิตที่มีคุณค่า 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาครูตามแนวคิดชีวิตที่มีคุณค่าในโรงเรียนสังกัด สพฐ. และ 3) พัฒนานวัตกรรมการพัฒนาครูโรงเรียนสังกัด สพฐ.ตามแนวคิดชีวิตที่มีคุณค่า การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมวิธีพหุระยะ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษากรอบแนวคิดการพัฒนาครูและกรอบแนวคิดชีวิตที่มีคุณค่า โดยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 7 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา การจัดกลุ่มข้อมูลและการสร้างบทสรุป ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาครูตามแนวคิดชีวิตที่มีคุณค่า กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในโรงเรียนสังกัด สพฐ. จำนวน 384 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือวิจัยคือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 3 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยใช้ทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เพื่อพัฒนานวัตกรรมการพัฒนาครูตามแนวคิดชีวิตที่มีคุณค่า โดยใช้การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่มและการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 27 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา การจัดกลุ่มข้อมูลและการสังเคราะห์บทสรุป และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการพัฒนาครูประกอบด้วย (1) การสะท้อนคิดเพื่อการพัฒนา (2) การเรียนรู้และพัฒนาร่วมกัน (3) การพัฒนาที่เน้นการปฏิบัติจริง และ (4) การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ส่วนกรอบแนวคิดชีวิตที่มีคุณค่า ประกอบด้วย (1) คุณค่าเชิงทัศนคติ (2) คุณค่าเชิงประสบการณ์ และ (3) คุณค่าเชิงประโยชน์ 2) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาครู พบว่า สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และความต้องการจำเป็นสูงสุดในการพัฒนาครูอยู่ในมิติคุณค่าเชิงประสบการณ์ ประเด็น “ภาวะลื่นไหลในการทำงาน” ซึ่งสะท้อนว่า ครูต้องการพลังภายในและความสุขที่แท้จริงจากการทำงานมากกว่าการพัฒนาเชิงทฤษฎี 3) นวัตกรรมการพัฒนาครูที่ได้เป็นนวัตกรรมเชิงกระบวนการ …
การพัฒนาบทเรียนโมบายเลิร์นนิงด้วยกลยุทธ์การเสริมต่อการเรียนรู้ทางทัศนภาพเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, สุภลักณ์ สีขาว
การพัฒนาบทเรียนโมบายเลิร์นนิงด้วยกลยุทธ์การเสริมต่อการเรียนรู้ทางทัศนภาพเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, สุภลักณ์ สีขาว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนและแนวทางเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนาบทเรียนโมบายเลิร์นนิงเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ด้วยกลยุทธ์การเสริมต่อการเรียนรู้ทางทัศนภาพของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 3) เพื่อศึกษาผลของ การใช้บทเรียนโมบายเลิร์นนิง ฯ และเปรียบเทียบคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ก่อนและหลังเรียน ตัวอย่างวิจัยระยะที่ 1 คือ ครูผู้สอนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะมิติสัมพันธ์ 9 คน นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 15 คน ตัวอย่างวิจัยระยะที่ 2 คือ ผู้เชี่ยวชาญรวมจำนวน 6 คน ตัวอย่างวิจัยระยะที่ 3 คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย รวม 50 คน เครื่องมือในการวิจัยได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์ครูและผู้เรียน 2) บทเรียนโมบายเลิร์นนิงฯ 3) แบบประเมินคุณภาพบทเรียนโมบายเลิร์นนิงฯ 4) แผนการจัดการเรียนรู้ 5) แบบทดสอบวัดความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ 6) แบบประเมินความพึงพอใจในบทเรียนโมบายเลิร์นนิงฯ การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์ด้วยสถิติบรรยาย 2) การวิเคราะห์คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ (relative growth score) 3) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ การทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้ 1. การศึกษาสภาพการเรียนการสอนเกี่ยวกับมิติสัมพันธ์ พบว่าผู้เรียนเคยทำแบบฝึกหัดเกี่ยวกับมิติสัมพันธ์มาบ้าง แต่ไม่ได้รับการฝึกฝนเพิ่มเติม ด้วยเนื้อหาเป็นส่วนย่อยในหลายวิชา อีกทั้งเวลาและแบบฝึกที่มี ผู้เรียนมีความสนใจหากมีบทเรียนโมบายเลิร์นนิงฯ ซึ่งสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาตามต้องการ และการออกแบบบทเรียนที่มีเนื้อหา วิธีการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบทเรียน โดยใช้สีโทนเย็นเช่น สีฟ้า, สีเขียว หรือขาว ฯลฯ เป็นต้น 2. ผลการพัฒนาบทเรียนโมบายเลิร์นนิงฯ ประกอบด้วย 1) บทเรียน 4 บทเรียน 2) กลยุทธ์การเสริมต่อการเรียนรู้ทางทัศภาพ (Visual Scaffolding) เน้นการใช้การเรียนรู้ด้วยภาพ ได้แก่ เส้นสี, เส้นชี้นำ, ตัวอักษรชี้นำ LTR บอกทิศทางและภาพ 3D ในส่วนเฉลย เพื่อง่ายต่อการจดจำและเรียนรู้ด้วยการดูดซึมข้อมูลรูปแบบภาพ 3) การจัดการเรียนการสอนด้วยบทเรียนโมบายเลิร์นนิงฯ 3. ผลการเรียนด้วยบทเรียนโมบายเลิร์นนิงฯ …
การพัฒนาเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านทักษะการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมายของผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น, อริศราภรณ์ เอเวอลีณ หนูจรเพชร
การพัฒนาเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านทักษะการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมายของผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น, อริศราภรณ์ เอเวอลีณ หนูจรเพชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์องค์ประกอบด้านเนื้อหาและด้านรูปแบบของเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมายที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพของผู้เรียนในชั้นประถมศึกษาตอนต้น (2) พัฒนาเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมาย ฯ และ (3) ตรวจคุณภาพเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านทักษะการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมาย ฯ ใช้การวิจัยเชิงผสมผสานวิธี (Exploratory Sequential Mixed Methods Design) แบ่งเป็น 2 ระยะการวิจัย ได้แก่ ระยะพัฒนาเครื่องมือ ประกอบด้วย (1) แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับทักษะการฟังเพื่อจับใจความในผู้เรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น (สำหรับครูผู้สอน) (2) แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับทักษะการฟังเพื่อจับใจความในผู้เรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น (สำหรับผู้เชี่ยวชาญ) (3) เครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านทักษะการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมาย ฯ และ (4) แบบทดสอบการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมายฯ ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ระยะทดลองใช้เครื่องมือ ประกอบด้วย (1) แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นเกี่ยวกับเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านทักษะการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมาย ฯ และ (2) เครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านทักษะการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมาย ฯ ผลการวิจัยพบว่า (1) เครื่องมือพัฒนาในรูปแบบรายการตรวจสอบ (Checklist) จำนวน 20 ข้อ ครอบคลุมพฤติกรรมการฟัง 7 ด้าน ได้แก่ การตอบคำถาม การปฏิบัติตามคำสั่ง การถ่ายทอดสาร ความสนใจ สมาธิ การสรุปใจความ และการตั้งคำถามตรงประเด็น พร้อมระบบให้คะแนน 3 ระดับ ได้แก่ ไม่เคย บางครั้ง และบ่อยครั้ง (2) เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ มีค่าดัชนีความตรง (IOC) อยู่ในช่วง 0.60–1.00 และ (3) ผลการวิเคราะห์คุณภาพพบว่าค่าความยากเฉลี่ย 0.68 อำนาจจำแนก 0.67 ค่า CITC ระหว่าง .86–.97 และค่าความเที่ยง Cronbach’s alpha เท่ากับ .99 แสดงถึงคุณภาพของเครื่องมือในระดับสูง อีกทั้งมีความตรงตามสภาพในระดับปานกลาง (r = .471, p < .05) สามารถจำแนกผู้เรียนกลุ่มเสี่ยงได้แม่นยำ และได้รับความเห็นจากครูผู้ใช้จริงว่าเหมาะสม ใช้งานสะดวก และช่วยให้สามารถคัดกรองพฤติกรรมการฟังได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีข้อจำกัดด้านเวลา
การศึกษาแนวปฏิบัติการสอนนักเรียนด้อยเปรียบของครูที่มีกรอบความคิดเติบโตในรายวิชาวิทยาศาสตร์, ศุภลักษณ์ พันเจริญ
การศึกษาแนวปฏิบัติการสอนนักเรียนด้อยเปรียบของครูที่มีกรอบความคิดเติบโตในรายวิชาวิทยาศาสตร์, ศุภลักษณ์ พันเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจกรอบความคิดเติบโตของครูที่สอนวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนด้อยเปรียบ กลุ่มที่ศึกษาคือ ครูที่สอนวิทยาศาสตร์ ในโรงเรียนขนาดเล็กและเป็นโรงเรียนในชนบท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราชเขต 2 จำนวน 40 คน จาก 40 โรงเรียนขนาดเล็กในชนบท อ้างอิงข้อมูลจากฐานข้อมูลโรงเรียนของเขตพื้นที่การศึกษา โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยระยะนี้ ได้แก่ แบบวัดกรอบความคิดเติบโตและแบบสัมภาษณ์กรอบความคิดเติบโต วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหา ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา และนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณาการเลือกกลุ่มที่ศึกษาในเชิงลึกในระยะที่ 2 ส่วนในระยะที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสอดคล้องของการปฏิบัติการสอนวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนด้อยเปรียบของครูที่มีกรอบความคิดเติบโตกับแนวปฏิบัติการสอนแบบกรอบความคิดเติบโตและเพื่อสังเคราะห์แนวปฏิบัติการสอนในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์แบบกรอบความคิดเติบโต กลุ่มที่ศึกษาในเชิงลึก คือกลุ่มครูที่สอนวิทยาศาสตร์ ที่ได้จากการคัดเลือกในระยะที่ 1 จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยระยะนี้ ได้แก่ แบบสังเกตการสอนในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ แบบสัมภาษณ์ครูที่สอนวิทยาศาสตร์หลังสังเกตการสอน และแบบสัมภาษณ์นักเรียนที่เรียนวิทยาศาสตร์หลังสังเกตการสอน จำนวน 3 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยระยะที่ 1 พบว่า ครูที่สอนวิทยาศาสตร์มีกรอบความคิดเติบโตในภาพรวมอยู่ในระดับสูง และเมื่อพิจารณาข้อมูลจากการให้สัมภาษณ์ของครูที่สอนวิทยาศาสตร์ที่มีคะแนนกรอบความคิดเติบโตสูง ใน 10 อันดับแรก เพื่อให้เห็นถึงลักษณะการมีกรอบความคิดเติบโตที่ชัดขึ้นในมิติของความเชื่อในการพัฒนาความสามารถและความพยายามเมื่อเจอปัญหาหรืออุปสรรค พบว่า ถึงแม้จะมีกรอบความคิดเติบโตอยู่ในระดับสูงขึ้นไปทุกคน แต่จากการสัมภาษณ์นั้นพบประเด็นที่แสดงออกถึงความแตกต่างในลักษณะของการมีกรอบความคิดเติบโต โดยผู้วิจัยจัดกลุ่มครูที่ให้สัมภาษณ์ตามลักษณะบทสัมภาษณ์ออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มที่สื่อสารให้เห็นลักษณะของการมีกรอบความคิดเติบโตได้อย่างเด่นชัดมาก, ปานกลาง, ไม่เด่นชัด และกำลังลดน้อยลง ระยะที่ 2 พบว่า การปฏิบัติการสอนวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนด้อยเปรียบของครูที่มีกรอบความคิดเติบโตส่วนใหญ่นั้น มีความสอดคล้องกับแนวปฏิบัติการสอนแบบกรอบความคิดเติบโต โดยครูกลุ่มนี้สามารถถ่ายทอดลักษณะการมีกรอบความคิดเติบโตผ่านการสอนในชั้นเรียนได้ มีความพยายามเข้าใจอุปสรรคและพยายามเรียนรู้ที่จะพัฒนาการสอนให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง อีกทั้งยังส่งผลให้นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อตัวครูและต่อการเรียนวิทยาศาสตร์
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนประถมศึกษา, รัฐศาสตร์ คำผุย
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนประถมศึกษา, รัฐศาสตร์ คำผุย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนประถมศึกษา 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยที่มีต่อความสามารถด้านศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียน โดยเปรียบเทียบความสามารถด้านศัพท์ของนักเรียนก่อนและหลังใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และศึกษาความสามารถด้านศัพท์ของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และ 3) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้จากความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย จำนวน 1 ห้องเรียน ทั้งหมด 35 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 4 ชนิด คือ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนประถมศึกษา 2) แบบวัดความสามารถด้านศัพท์ 3) แบบบันทึกการเรียนรู้ศัพท์ และ 4) แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) การทดสอบค่าที (Dependent t-test) การลงรหัสเชิงอนุมาน (Deductive coding) และการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นเพื่อบูรณาการคำศัพท์ภาษาอังกฤษกับการละเล่นพื้นบ้านไทย ประกอบด้วย 5 ชุดกิจกรรม ซึ่งครอบคลุมคำศัพท์ในชีวิตประจำวัน ดำเนินการสอนตามแผน 6 ขั้นตอน โดยมีเพลงภาษาอังกฤษที่แต่งขึ้นใหม่เพื่อใช้ประกอบการละเล่น พร้อมด้วยคู่มือครู สื่อการเรียนรู้ และแบบประเมินผล 2. คะแนนความสามารถด้านศัพท์หลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนมีความสามารถด้านศัพท์ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยสามารถก้าวข้ามความท้าทายในระยะแรก ทั้งการสะกดคำ ระบุประเภทของศัพท์ที่ผิด และการไม่มั่นใจที่จะพูด ไปสู่ความแม่นยำและความคล่องแคล่วในการใช้ศัพท์ทั้งด้านการฟังและการพูดในระยะหลัง 4. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพสูงในการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้เชิงบวก ที่กระตุ้น การมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง และสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ ซึ่งส่งเสริมความมั่นใจในการสื่อสารและทัศนคติที่ดีของนักเรียน นอกจากนี้ กิจกรรมที่เน้นการเล่นเป็นกลุ่มยังเอื้อต่อการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน และทำให้การจดจำคำศัพท์ยั่งยืน ผ่านการทบทวนซ้ำในรูปแบบที่สนุกสนานและมีประสิทธิภาพ
ชุดกิจกรรมแนะแนวสำหรับครูตามรูปแบบการเรียนรู้ระดับจุลภาคเพื่อพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน, มัณฑนา วิเศษสัตย์
ชุดกิจกรรมแนะแนวสำหรับครูตามรูปแบบการเรียนรู้ระดับจุลภาคเพื่อพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน, มัณฑนา วิเศษสัตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. วิเคราะห์กระบวนการจัดกิจกรรมแนะแนวของครูในการพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน รวมทั้งปัญหา อุปสรรค และปัจจัยความสำเร็จที่เกิดขึ้น 2. วิเคราะห์ทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกของนักเรียน และกระบวนการพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกที่ได้รับจากครู 3. ออกแบบชุดกิจกรรมแนะแนวสำหรับครูตามรูปแบบการเรียนรู้ระดับจุลภาคในการพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน และ 4. วิเคราะห์ผลของการใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวสำหรับครูตามรูปแบบการเรียนรู้ระดับจุลภาคในการพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน โดยแบ่งขั้นตอนการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ การวิจัยระยะที่ 1 ขั้นการทำความเข้าใจและการกำหนดปัญหา โดยสัมภาษณ์และสังเกตครูแนะแนวจากโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนสาธิต จำนวน 2 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยใช้แบบสัมภาษณ์ครู และแบบสังเกตการจัดกิจกรรมแนะแนวของครู รวมถึงทำการสัมภาษณ์นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โดยใช้แบบสัมภาษณ์นักเรียน และให้นักเรียนทำแบบประเมินทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก ระยะที่ 2 ขั้นออกแบบต้นแบบชุดกิจกรรมแนะแนวสำหรับครูตามรูปแบบการเรียนรู้ระดับจุลภาคเพื่อพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน จากข้อมูลลักษณะของครูที่ได้ในระยะที่ 1 ผ่านการสนทนากลุ่มร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ตลอดจนสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทำให้ได้ต้นแบบชุดกิจกรรมแนะแนวจำนวน 1 ชุด ระยะที่ 3 ขั้นทดสอบ ผู้วิจัยทำการทดสอบการใช้ชุดกิจกรรม ตัวอย่างการวิจัยในระยะนี้เป็นตัวอย่างเดียวกับการวิจัยในระยะที่ 1 โดยเครื่องมือที่ใช้ในระยะนี้ คือ 1) แบบสัมภาษณ์การใช้ชุดกิจกรรมสำหรับครู 2) แบบสัมภาษณ์นักเรียนเกี่ยวกับกิจกรรม 3) แบบประเมินทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก และ 4) ชุดกิจกรรมแนะแนวสำหรับครูตามรูปแบบการเรียนรู้ระดับจุลภาคเพื่อพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกโดยรวมของนักเรียนโรงเรียนรัฐบาลหลังการทดลอง (M=4.93, SD=.63) สูงกว่าก่อนทดลอง (M=4.63, SD=.80) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=-2.682, Sig=.006) ส่วนของนักเรียนโรงเรียนสาธิตหลังการทดลอง (M=4.47, SD=.76) สูงกว่าก่อนการทดลอง (M=4.32, SD=.51) อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=-1.093, Sig=.143) จากการสัมภาษณ์นักเรียนพบว่า นักเรียนชอบกิจกรรมการฟื้นพลังมากที่สุด รองลงมาคือกิจกรรมความหวัง และการมองโลกในแง่ดีตามลำดับ แต่ยังไม่มีการพูดถึงกิจกรรมการรับรู้ความสามารถในตนเอง จากการสัมภาษณ์ครู แนะแนวพบว่า ชุดกิจกรรมมีความเหมาะสมกับช่วงวัยของนักเรียน แต่ยังไม่สอดคล้องกับลักษณะของครูมากนัก โดยให้ข้อเสนอแนะว่า ชุดกิจกรรมมีความเหมาะสมกับคาบกิจกรรมโฮมรูมมากกว่า เนื่องจากกิจกรรมเป็นเนื้อหาจุลภาคซึ่งใช้เวลา 15 – …
กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดวัฒนธรรมศึกษาเพื่อส่งเสริมความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาของนักเรียนมัธยมศึกษา, ภัทรวิทย์ ตันนิลกุล
กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดวัฒนธรรมศึกษาเพื่อส่งเสริมความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาของนักเรียนมัธยมศึกษา, ภัทรวิทย์ ตันนิลกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อเปรียบเทียบความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดวัฒนธรรมศึกษา และ (2) ศึกษาพัฒนาการความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดวัฒนธรรมศึกษา ซึ่งการวิจัยครั้งนี้มีลักษณะเป็นการวิจัยเชิงทดลองตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) 24 คน ได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวัฒนธรรมศึกษา จำนวน 25 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที (2) แบบบันทึกเชิงสะท้อนคิดแบบมีโครงสร้าง และ (3) แบบวัดเชิงสถานการณ์เพื่อวัดความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนา สถิติที่ใช้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงบรรยาย คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ และสถิติเชิงอนุมาน คือ Dependent Sample t-test และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวมีคะแนนความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาหลังเรียน (M = 13.42, S.D. = 0.881) สูงกว่าก่อนเรียน (M = 4.5, S.D.=2.554) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 15.2; p < .001) นักเรียนทุกคนมีพัฒนาการของคะแนนความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนา โดยนักเรียนมีพัฒนาการระดับปานกลาง จำนวน 1 คน มีพัฒนาการระดับสูง จำนวน 4 คน มีพัฒนาการระดับสูงมาก 19 คน และเมื่อวิเคราะห์พัฒนาการของนักเรียนจากบันทึกเชิงสะท้อนคิดสามารถจำแนกได้ 3 แก่นสาระ ได้แก่ (1) นานาสาระศาสนปฏิบัติ คือ การเรียนรู้ประเด็นที่หลากหลายเกี่ยวกับศาสนาและความเชื่อ (2) อัตวิสัยในมิติศาสนา คือ การนำความรู้เกี่ยวกับศาสนาและความเชื่อต่าง ๆ ไปสู่การปฏิบัติตนในฐานะผู้ที่นับถือและศรัทธาในศาสนาและความเชื่อนั้น ๆ และ (3) ปรับตัวเป็น เห็นคุณค่าศาสนาในพหุสังคม คือ การเรียนรู้ศาสนาเพื่อทำความเข้าใจความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาเพื่อการปรับตัวและสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้
แนวทางการส่งเสริมคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล, นวพร อัจฉริยะเกียรติ
แนวทางการส่งเสริมคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล, นวพร อัจฉริยะเกียรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
คุณภาพของครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัลซึ่งเป็นยุคที่เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในการปฏิบัติงานให้เกิดคุณภาพและประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ของครูประถมศึกษา งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล และ 2) นำเสนอแนวทางส่งเสริมคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธีโดยการวิจัยนี้ดำเนินการใน 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การสำรวจความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล ตัวอย่างวิจัยเป็นครูผู้สอนระดับประถมศึกษาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น (stratified random sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 486 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น และระยะที่ 2 การสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล ใช้การสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 6 คน วิเคราะห์เนื้อหาและสร้างแนวทางฯ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล มีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล ทั้ง 7 องค์ประกอบและ 2. ผลการนำเสนอแนวทางส่งเสริมคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล พบว่า ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ในการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน สร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งผู้ปกครองและหน่วยงานอื่น ๆ มุ่งเน้นการวิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคลก่อนออกแบบการจัดการเรียนรู้ ส่งเสริมการใช้สื่อเทคโนโลยีและการเฝ้าระวังอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี นำกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในรูปแบบดิจิทัลมาใช้เพื่อส่งเสริมให้ครูมีกรอบคิดแบบเติบโตโดยผู้บริหารและหน่วยงานต้นสังกัดควรมีการประกาศเกียรติคุณ ยกย่องและให้รางวัลแก่ครูที่มีผลงานปฏิบัติที่เป็นเลิศและเป็นที่ประจักษ์
การพัฒนาระบบประเมินทักษะการยิงประตูบาสเกตบอลของนักศึกษาครูพลศึกษาโดยใช้การประมาณท่าทางของมนุษย์ด้วยการเรียนรู้เชิงลึก, ชลัมภ์ สงวนศักดิ์
การพัฒนาระบบประเมินทักษะการยิงประตูบาสเกตบอลของนักศึกษาครูพลศึกษาโดยใช้การประมาณท่าทางของมนุษย์ด้วยการเรียนรู้เชิงลึก, ชลัมภ์ สงวนศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การประเมินทักษะการยิงประตูบาสเกตบอลในห้องเรียนอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย โดยเฉพาะเมื่อมีจำนวนนักเรียนมาก วิธีการแบบดั้งเดิมมักอาศัยการสังเกตด้วยตาเปล่า ซึ่งใช้เวลานานและอาจเกิดความไม่สม่ำเสมอในการประเมินได้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบอัตโนมัติสำหรับการประเมินทักษะการยิงประตูบาสเกตบอลของนักศึกษาระดั บปริญญาตรีสาขาพลศึกษา โดยมีเป้าหมายเพื่อระบุท่าทางการยิงประตูที่ถูกต้อง พัฒนาระบบประเมิน และเปรียบเทียบประสิทธิภาพของระบบประเมินกับเครื่องมือเดิมที่มีอยู่ การศึกษานี้ดำเนินการกับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 จำนวน 29 คน จากสาขาวิชาพลศึกษาและสุขศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยใช้แบบประเมินแบบดั้งเดิมที่เป็นแบบตรวจสอบรายการ 5 ระดับสำหรับประเมินท่าทางขณะปฏิบัติทักษะ และระบบประเมินทักษะการยิงประตูบาสเกตบอลที่พัฒนาขึ้นใหม่ ผลการวิจัยพบว่า ในจังหวะที่หนึ่งของการยิงประตู ข้อมือขวามีความคงที่ของการงอมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 165.03, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 15.40) ในขณะที่ข้อศอกซ้ายมีความคงที่ของการงอน้อยที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 100.62, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 30.99) สำหรับจังหวะที่สอง สะโพกซ้ายมีความคงที่สูงที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 165.35, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 11.56) ในขณะที่ข้อศอกซ้ายยังคงมีค่าความคงที่ต่ำที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 103.87, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 33.53) ส่วนในจังหวะที่สาม สะโพกขวามีความคงที่สูงที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 174.65, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 4.00) ขณะที่ข้อเท้าซ้ายมีความคงที่ต่ำที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 146.68, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 17.98) ระบบประเมินที่พัฒนาขึ้นแสดงระดับความแม่นยำที่แตกต่างกันในแต่ละจังหวะของการยิงประตู โดยจังหวะที่หนึ่งมีความแม่นยำสูงที่สุด ซึ่งมีค่า precision ที่ร้อยละ 89.09 recall ที่ร้อยละ 92.45 และ F1 score อยู่ในจังหวะร้อยละ 51 ถึง 90.74 ในขณะที่จังหวะที่สามมีความแม่นยำต่ำที่สุด โดยมี precision ที่ร้อยละ 65.85 recall ที่ร้อยละ 71.05 และ F1 score ที่ร้อยละ 68.35 โดยรวมแล้ว ระบบสามารถประเมินได้ด้วย precision ที่ร้อยละ …
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการกำหนดตนเองและ แนวคิดมัลติสปอร์ตเพื่อสร้างเสริมความฉลาดรู้ทางกายสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา, เกรียงไกร อินทรชัย
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการกำหนดตนเองและ แนวคิดมัลติสปอร์ตเพื่อสร้างเสริมความฉลาดรู้ทางกายสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา, เกรียงไกร อินทรชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนานวัตกรรมทางพลศึกษา เนื่องจากความฉลาดรู้ทางกายเป็นทักษะพื้นฐานที่ส่งผลต่อการส่งเสริมสุขภาพองค์รวมและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน วัตถุประสงค์ของการวิจัย ได้แก่ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางกายสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา (R&D) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 76 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 38 คน เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิและทดสอบความเที่ยงโดยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น (IOC=0.88) และแบบวัดความฉลาดรู้ทางกายสำหรับเด็กไทยอายุ 10–12 ปี (IOC=0.90, r=0.83) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ ผลการวิจัยพบว่า1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 2) หลักการของรูปแบบ 3) กระบวนการจัดการเรียนรู้ 3 ขั้นตอน คือ (1) การสร้างบรรยากาศและกำหนดเป้าหมาย (2) การส่งเสริมทักษะและสัมพันธภาพ และ (3) การสะท้อนคิดและประเมินผล 4) สาระสำคัญ ได้แก่ กีฬาฟุตซอล วอลเลย์บอล บาสเกตบอล และแบดมินตัน และ 5) การวัดและประเมินผล2. ประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น พบว่า 1. นักเรียนกลุ่มทดลองมีระดับความฉลาดรู้ทางกายทั้งด้านกายพิสัย จิตพิสัย สังคมพิสัย และพุทธิพิสัย หลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนความฉลาดรู้ทางกายสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังการทดลองเมื่อเทียบกับก่อนการทดลอง และ 3. นักเรียนกลุ่มทดลองสามารถรักษาระดับความฉลาดรู้ทางกายได้ต่อเนื่องจนถึงสัปดาห์ที่ 10 หลังการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
Ethical Leadership Development Strategies Of University Faculty Members In Jiangsu, The People's Republic Of China, Wenhao Wu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aimed to 1) To study the conceptual frameworks of ethical leadership development and ethical leadership of university faculty members. 2) To study the ethical leadership levels of university faculty members in Jiangsu Province, China. 3) To analyze the strengths, weaknesses, opportunities, and threats of ethical leadership development of university faculty members in Jiangsu Province, China and 4) To develop ethical leadership development strategies of university faculty members in Jiangsu, the People's Republic of China. This study employed a multi-phase mixed methods research design,integrating both quantitative and qualitative approaches. The study involved 562 faculty members and 206 administrators from …
แนวทางการสืบทอดคุณค่าภูมิปัญญาเพลงซอล้านนา, พิชญุตม์ พชรธรรมโรจน์
แนวทางการสืบทอดคุณค่าภูมิปัญญาเพลงซอล้านนา, พิชญุตม์ พชรธรรมโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าภูมิปัญญาเพลงซอล้านนา 2) เพื่อวิเคราะห์การสืบทอดคุณค่าภูมิปัญญาเพลงซอล้านนา 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการสืบทอดคุณค่าภูมิปัญญาเพลงซอล้านนา ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีวิจัยเอกสาร การศึกษาภาคสนาม การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง และการจัดสนทนากลุ่ม ผลการศึกษาพบว่า 1. คุณค่าจริยศาสตร์และสุนทรียศาสตร์ที่ปรากฏในบทประพันธ์เพลงซอล้านนา งสะท้อนถึงการนำเอาหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนามาในในการนำเสนอ สำหรับสร้างความตระหนักและนำไปปรับใช้ในชีวิต ในด้านคุณค่าทางภูมิปัญญาครอบคลุมทั้งรูปธรรม (ภาษา ดนตรี การแสดง หัตถกรรม) และนามธรรม (คติความเชื่อ วิถีชีวิต) ในด้านบทบาทหน้าที่ของเพลงซอล้านนา คือ 1) การบันทึกเรื่องราวของสังคม 2) การสร้างความบันเทิง 3) การสืบทอดจารีตประเพณี 4) การส่งเสริมการศึกษา และ 5) การรักษาระเบียบทางสังคม 2. การสืบทอดคุณค่าภูมิปัญญาเพลงซอล้านนา คือ การถ่ายทอดความรู้จากครูสู่ศิษย์ โดยผสมผสานแนวคิดดั้งเดิมกับแนวทางใหม่ ผ่านการฝึกฝนทั้งในรูปแบบดั้งเดิม (เรียนรู้จากครูโดยตรง) และแบบประยุกต์ (ใช้สื่อและเทคโนโลยี) ศิษย์ต้องมีคุณสมบัติด้านเสียง ความจำ และความกตัญญู ทั้งนี้การเรียนรู้เน้นประสบการณ์ตรงผ่านชุมชนเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและสืบทอดมรดกวัฒนธรรม 3. แนวทางการสืบทอดคุณค่าภูมิปัญญาเพลงซอล้านนา สะท้อนภาพรวมจากการศึกษาคุณค่าทางจริยศาสตร์ สุนทรียศาสตร์ และภูมิปัญญาที่ปรากฏในบทซอ ตลอดจนกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านความสัมพันธ์แบบครูกับศิษย์ การฝึกฝนภาคปฏิบัติ และการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน เสนอให้พัฒนากลไกการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ สนับสนุนบทบาทของชุมชน เยาวชน และภาคีเครือข่าย เพื่อธำรงรักษาอัตลักษณ์ของเพลงซอในบริบทร่วมสมัยอย่างมีพลวัตและยั่งยืน
กลยุทธ์การบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัยสําหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา, นิรชา โพธิ์พรมศรี
กลยุทธ์การบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัยสําหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา, นิรชา โพธิ์พรมศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา และแนวคิดความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัย 2) ศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัยสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัยสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา ดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multi-Phase Mixed Method) ใช้วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) และข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 287 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการโรงเรียน และครูผู้สอนระดับชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 861 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 3 งาน คือ (1) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (2) การจัดการเรียนการสอนและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ (3) การวัดและประเมินผล กรอบแนวคิดความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัย ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ (1) ความพึงพอใจในชีวิต (2) ความรู้สึกเชิงบวกและลบ (3) ความรู้สึกในชีวิตที่มีความหมาย 2) จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัยสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา มี 3 ประการ ได้แก่ 2.1 จุดแข็งของการบริหารวิชาการ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาด้านความพึงพอใจในชีวิตและความรู้สึกในชีวิตที่มีความหมาย การจัดการเรียนการสอนและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ด้านความพึงพอใจในชีวิตและความรู้สึกในชีวิตที่มีความหมาย การวัดและประเมินผลด้านความพึงพอใจในชีวิต 2.2 จุดอ่อนของการบริหารวิชาการ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ด้านความรู้สึกเชิงบวกและลบ การจัดการเรียนการสอนและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ด้านความรู้สึกเชิงบวกและลบ การวัดและประเมินผลด้านความรู้สึกเชิงบวกและลบ และ ความรู้สึกในชีวิตที่มีความหมาย 2.3 โอกาสและภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา มีสภาพเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยีเป็นโอกาส มีการเมืองและนโยบายรัฐ เป็นภาวะคุกคาม การจัดการเรียนการสอน และพัฒนากระบวนการเรียนรู้ มีการเมืองและนโยบายรัฐ เป็นโอกาส …
Robot-Assisted Language Learning (Rall) Of Community Of Inquiry Based On Cognitive Flexibility Approach To Enhance Undergraduate Students’ Critical Thinking Skills Andacademic Writing Skills, Vorapon Mahakaew
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to (1) examine the causal relationships among Community of Inquiry (CoI), Robot-Assisted Language Learning (RALL), and Cognitive Flexibility (CF) on Academic Writing Skills (AWS) and Critical Thinking Skills (CTS); (2) develop a web-based instructional prototype integrating these variables; and (3) evaluate its effectiveness through an empirical intervention. The research was conducted in four phases. Phase 1 employed Structural Equation Modeling (SEM) with 1,134 undergraduate students, confirming significant direct and indirect effects among the variables, with CTS acting as a key mediator. Phase 2 involved the development of a web-based instructional prototype. Phase 3 implemented an 8-week instructional …
ผลการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูนที่มีต่อความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ก้องเกียรติ กุลสา
ผลการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูนที่มีต่อความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ก้องเกียรติ กุลสา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูนและ 2) เพื่อเปรียบเทียบความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูน กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนประถมขนาดกลางแห่งหนึ่ง ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร กระทรวงศึกษาธิการ ที่เรียนในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ได้มาด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวนทั้งสิ้น 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 เครื่องมือ 1)เครื่องมือสำหรับการทดลอง ซึ่งประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนการรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูน 2)เครื่องมือสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งประกอบด้วย แบบวัดความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม และแบบสัมภาษณ์วัดความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย คะแนนเฉลี่ยร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเลือกใช้สถิติแบบไม่อิงพารามิเตอร์ คือ การทดสอบวิโคซอน ซายน์แรงก์ (Wilcoxon Signed-Rank Test) ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนมีความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูนจัดอยู่ในระดับสูง (2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์มีคะแนนความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาชุดกิจกรรมสำหรับการเรียนรู้ส่วนบุคคลบน Lms เพื่อส่งเสริมกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพของนักศึกษาครู, พวงผกา ปวีณบำเพ็ญ
การพัฒนาชุดกิจกรรมสำหรับการเรียนรู้ส่วนบุคคลบน Lms เพื่อส่งเสริมกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพของนักศึกษาครู, พวงผกา ปวีณบำเพ็ญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในบริบทที่การศึกษามีการเปลี่ยนแปลง การส่งเสริมกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพจึงมีความสำคัญเพื่อเตรียมนักศึกษาครูให้สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 4 ประการคือ 1) เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพของนักศึกษาครู 2) เพื่อวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพและประสบการณ์ผู้ใช้ระบบจัดการการเรียนรู้ (LMS) ของนักศึกษาครู 3) เพื่อออกแบบและพัฒนาชุดกิจกรรมสำหรับการเรียนรู้ส่วนบุคคลบน LMS ในการส่งเสริมกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพของนักศึกษาครู และ 4) เพื่อศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมสำหรับการเรียนรู้ส่วนบุคคลบน LMS ในการส่งเสริมกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพของนักศึกษาครูและประเมินความเหมาะสมของชุดกิจกรรมที่พัฒนาขึ้น การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา ตัวอย่างวิจัยมี 2 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) ตัวอย่างวิจัยที่ใช้ในการพัฒนาเครื่องมือวัด การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นและประสบการณ์ผู้ใช้ระบบจัดการการเรียนรู้ (LMS) ได้แก่ นักศึกษาครูระดับปริญญาตรี จำนวน 253 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน 2) ตัวอย่างวิจัยที่ใช้ในการศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรม ได้แก่ นักศึกษาครู จำนวน 57 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 28 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 29 คน ได้มาโดยการอาสาสมัครจากตัวอย่างวิจัยกลุ่มแรก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สิถิติบรรยายและสถิติอ้างอิง ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน PNImodified การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) การวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุนาม (MANOVA) การวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุนามแบบวัดซ้ำ (repeated measures MANOVA) การวิเคราะห์คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ การวิเคราะห์ความก้าวหน้าทางการเรียนรู้ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. เครื่องมือวัดกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ เป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 30 ข้อ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การเปิดรับความท้าทาย การเผชิญอุปสรรค การพยายามสู่ความเชี่ยวชาญ การเรียนรู้จากวิพากษ์คำวิจารณ์ และการเรียนรู้จากความสำเร็จของผู้อื่น มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาของแบบวัด (S-CVI/Ave) เท่ากับ .90 ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (α) เท่ากับ .98 ค่าสัมประสิทธิ์โอเมก้า (ω) เท่ากับ .98 …