Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 991 - 1020 of 6951

Full-Text Articles in Entire DC Network

ประสบการณ์ทางจิตใจของนักกีฬาผู้พิการที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ, ณัฐวรา ปฏิทัศน์ Jan 2024

ประสบการณ์ทางจิตใจของนักกีฬาผู้พิการที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ, ณัฐวรา ปฏิทัศน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจของนักกีฬาผู้พิการที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลเป็นนักกีฬาคนพิการจำนวน 6 รายโดยคัดเลือกแบบการสุ่มตัวอย่างแบบอ้างอิงด้วยบุคคลและผู้เชี่ยวชาญ (snowball sampling) และเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ความท้าทายที่ผู้พิการต้องเผชิญ ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นย่อย คือ ความท้าทายทางด้านร่างกาย ความท้าทายทางจิตใจ และความท้าทายในฐานะนักกีฬาผู้พิการ 2) ปัจจัยเกื้อหนุนจากรอบข้างภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ประกอบไปด้วย 2 ประเด็นย่อย คือ ได้รับการสนับสนุนในการเป็นนักกีฬาอาชีพ และ การมีสังคมรอบข้างที่ดี 3) การมองเห็นสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ขาด ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นย่อย คือ มองความพิการอย่างเข้มแข็ง มองเห็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวเอง และยอมรับตัวเองในแบบที่เป็น


ประสิทธิภาพของการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกต่อความวิตกกังวลและความสามารถในการฟื้นพลังในนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย, ณัชพล ศิริชัยนฤมิตร Jan 2024

ประสิทธิภาพของการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกต่อความวิตกกังวลและความสามารถในการฟื้นพลังในนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย, ณัชพล ศิริชัยนฤมิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของการนำโปรแกรมการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกมาปรับใช้กับนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย ระดับปริญญาบัณฑิต เพื่อลดความวิตกกังวลและเพิ่มความสามารถในการฟื้นพลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาบัณฑิต อายุระหว่าง 18 - 25 ปี และมีค่าคะแนนความวิตกกังวลอยู่ในระดับตั้งแต่ปานกลางขึ้นไปจำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 11 คน กลุ่มควบคุม active 14 คน และกลุ่มควบคุม passive 15 คน วัสดุและวิธีการ ประกอบด้วย (1) โปรแกรมการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก (2) มาตรวัดความวิตกกังวล จากแบบสำรวจความกดดัน ความกังวล ความเครียดของตนเอง หรือ DASS-42 โดยมีค่าความเที่ยงอยู่ที่ .84 และ (3) แบบวัดความเข้มแข็งสร้างสรรค์ หรือ CD-RISC-25 โดยมีค่าความเที่ยงอยู่ที่ .85 ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก กลุ่มทดลองมีคะแนนความวิตกกังวลลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการเข้าร่วม และมีคะแนนความสามารถในการฟื้นพลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระดับ p .05 ในส่วนของคะแนนความสามารถในการฟื้นพลังพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระดับ p < .001 สรุปข้อค้นพบจากการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปปรับใช้โดยนักจิตวิทยาที่สนใจนำการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกมาปรับใช้กับกลุ่มนิสิตนักศึกษา เพื่อส่งเสริมการมีสุขภาพจิตที่ดีได้ และสามารถนำไปปรับใช้กับกลุ่มตัวอย่างอื่น ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลจิตใจให้กับผู้ที่จะนำไปปรับใช้ต่อไป


ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหมดไฟในการเรียนและความพึงพอใจในชีวิตในวัยรุ่นตอนต้น: โมเดลอิทธิพลส่งผ่านแบบมีเงื่อนไขโดยการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดเป็นตัวแปรส่งผ่านและการมีสติเป็นตัวแปรกำกับ, อภิชญา ศาสนจรรยา Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหมดไฟในการเรียนและความพึงพอใจในชีวิตในวัยรุ่นตอนต้น: โมเดลอิทธิพลส่งผ่านแบบมีเงื่อนไขโดยการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดเป็นตัวแปรส่งผ่านและการมีสติเป็นตัวแปรกำกับ, อภิชญา ศาสนจรรยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหมดไฟในการเรียนกับระดับความพึงพอใจในชีวิตของนักเรียนวัยรุ่น โดยมีการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดเป็นตัวแปรส่งผ่านและการมีสติเป็นตัวแปรกำกับ ผู้เข้าร่วมการวิจัยคือวัยรุ่นตอนต้น อายุ 12-15 ปี จำนวนทั้งสิ้น 358 คน ผู้วิจัยได้พัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) มาตรวัดภาวะหมดไฟในการเรียน 3) มาตรวัดความพึงพอใจในชีวิต 4) มาตรวัดการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิด และ 5) มาตรวัดการมีสติ การวิจัยนี้วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบมีเงื่อนไข ผลการวิจัยพบว่าภาวะหมดไฟในการเรียนมีความสัมพันธ์ทางลบกับความพึงพอใจในชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = -0.369, p < .05) อย่างไรก็ตาม การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านระหว่างความสัมพันธ์ของภาวะหมดไฟในการเรียนและความพึงพอใจในชีวิต (β = 0.026, p = .62) ในขณะที่การมีสติสามารถกำกับอิทธิพลทางอ้อมระหว่างภาวะหมดไฟในการเรียนและความพึงพอใจในชีวิตโดยมีการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดเป็นตัวแปรส่งผ่านภายใต้เงื่อนไขการมีสติในระดับต่ำ (β = -0.200, p < .05) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการมีสติในระดับต่ำอาจทำให้การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดกลายเป็นกลไกระหว่างความสัมพันธ์ของภาวะหมดไฟและลดความพึงพอใจในชีวิต อย่างไรก็ตามไม่พบกลไกดังกล่าวภายใต้เงื่อนไขการมีสติระดับปานกลางและระดับสูง ข้อค้นพบนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของการมีสติในการลดผลกระทบของการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดต่อความพึงพอใจในชีวิต และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาการมีสติในกลุ่มนักเรียนวัยรุ่นตอนต้นเพื่อลดผลกระทบด้านลบของพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ยั้งคิดได้


Relationships Between Workload And Team Performance: Mediating Role Of Shared Mental Model Of Air Traffic Controllers At Suvarnabhumi Control Tower, Thailand, Wichanat Phoompiew Jan 2024

Relationships Between Workload And Team Performance: Mediating Role Of Shared Mental Model Of Air Traffic Controllers At Suvarnabhumi Control Tower, Thailand, Wichanat Phoompiew

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objective of this research was to examine the relationships among workload, perceived shared mental model, and team performance of air traffic controllers at Suvarnabhumi Air Traffic Control Tower, Thailand, focusing on how workload related to team performance and the mediating role of perceived shared mental model. Data were collected from 126 air traffic controllers using actual air traffic operational records at Suvarnabhumi Airport, and data analysis was conducted using SPSS and the PROCESS Macro for mediation analysis. The key finding indicated that Workload on Team Performance is fully mediated by the Perceived Shared Mental Model. Consequently, this research highlighted …


อิทธิพลของความเชื่อว่าโลกมีความอันตรายต่อความพึงพอใจในชีวิต โดยมีความเครียดเป็นตัวแปรส่งผ่าน และอัตลักษณ์ทางสังคมและการสนับสนุนทางสังคมเป็นตัวแปรกํากับ : เปรียบเทียบในและนอกพื้นที่สาม จังหวัดชายแดนใต้, ซาร่า ซัตตาร์ Jan 2024

อิทธิพลของความเชื่อว่าโลกมีความอันตรายต่อความพึงพอใจในชีวิต โดยมีความเครียดเป็นตัวแปรส่งผ่าน และอัตลักษณ์ทางสังคมและการสนับสนุนทางสังคมเป็นตัวแปรกํากับ : เปรียบเทียบในและนอกพื้นที่สาม จังหวัดชายแดนใต้, ซาร่า ซัตตาร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของความเชื่อว่าโลกมีความอันตรายต่อความพึงพอใจในชีวิต โดยพิจารณาการรับรู้ความเครียดเป็นตัวแปรส่งผ่าน และอัตลักษณ์ทางสังคมกับการสนับสนุนทางสังคมเป็นตัวแปรกำกับ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 214 คน แบ่งเป็นกลุ่มในและนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้เท่า ๆ กัน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย PROCESS Macro (Model 21) ผลการวิจัยพบว่า ความเชื่อว่าโลกมีความอันตรายส่งผลลบต่อความพึงพอใจในชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ (p<.001) ) โดยเฉพาะในกลุ่มนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ส่วนการสนับสนุนทางสังคมส่ง ผลบวกต่อความพึงพอใจในชีวิตในกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ (p < .05) ขณะที่การรับรู้ความเครียดไม่ เป็นตัวแปรส่งผ่าน และไม่พบว่าอัตลักษณ์ทางสังคมหรือการสนับสนุนทางสังคมมีบทบาทเป็นตัวแปรกำกับอย่างมี นัยสำคัญ ข้อค้นพบชี้ให้เห็นว่า การสนับสนุนทางสังคมมีบทบาทสำคัญต่อความพึงพอใจในชีวิตของประชาชนใน พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ จึงควรส่งเสริมการสร้างเครือข่ายทางสังคมในพื้นที่ดังกล่าว ขณะเดียวกันควรมี มาตรการเสริมสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่นอกสามจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อลดผลกระทบจาก ความเชื่อว่าโลกมีความอันตรายซึ่งอาจกระทบต่อความพึงพอใจในชีวิต


Association Among Visual Attention, Anger Reactivity, And Emerging Executive Function: A Multi-Time Point Study In 2-Year-Old Children, Supattra Sittiwang Jan 2024

Association Among Visual Attention, Anger Reactivity, And Emerging Executive Function: A Multi-Time Point Study In 2-Year-Old Children, Supattra Sittiwang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Infant attention serves as a crucial foundation for learning; however, studies examining attention from birth to two years of age have been limited. This research aimed to conduct a multi-time point study to investigate the relationship between visual attention in three attention networks (alerting, orienting, and executive control networks) at ages 5 weeks, 4 months, 7 months, and 12 months, and emerging executive function (emerging EF) at 24 months, with anger reactivity at 12 months as a moderating variable. The study involved 322 mothers engaged in agriculture and their infants in Chiang Mai Province. Data were gathered through observations of …


The Effects Of Acceptance And Commitment Group Therapy On Depression And Psychological Flexibility In Undergraduates With Significant Others Experiencing Depression, Buranee Chinotaikul Jan 2024

The Effects Of Acceptance And Commitment Group Therapy On Depression And Psychological Flexibility In Undergraduates With Significant Others Experiencing Depression, Buranee Chinotaikul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigated the impact of Acceptance and Commitment Group Therapy (ACGT) on depression and psychological flexibility in undergraduates whose significant others experienced depression. Whether attending ACGT would help increase psychological flexibility and decrease depressive symptoms was examined. A total of 25 undergraduates participated in the current study, with 8 assigned to the control group based on convenience and 17 to the intervention group. Those in the intervention group participated in six 2.5-hour on-site ACGT sessions, with data on depression and psychological flexibility being collected at pre-test, post-test, and 10-week follow-up. Results indicated that after the intervention, participants in the …


อิทธิพลของการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูอย่างใส่ใจต่อความวิตกกังวลในการเรียน โดยมีความขัดแย้งในเรื่องการเรียนระหว่างพ่อแม่และลูกเป็นตัวแปรส่งผ่าน ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น: โมเดลความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงสาเหตุ, ดารวันต์ รักสัตย์ Jan 2024

อิทธิพลของการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูอย่างใส่ใจต่อความวิตกกังวลในการเรียน โดยมีความขัดแย้งในเรื่องการเรียนระหว่างพ่อแม่และลูกเป็นตัวแปรส่งผ่าน ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น: โมเดลความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงสาเหตุ, ดารวันต์ รักสัตย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ (1) เพื่อตรวจสอบความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูอย่างใส่ใจ ความขัดแย้งในเรื่องการเรียนระหว่างพ่อแม่และลูก และความวิตกกังวลในการเรียน ระหว่างนักเรียนที่ประเมินความสัมพันธ์กับพ่อและกับแม่ (2) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูอย่างใส่ใจและความวิตกกังวลในการเรียน โดยมีความขัดแย้งในเรื่องการเรียนระหว่างพ่อแม่และลูกเป็นตัวแปรส่งผ่าน กลุ่มตัวอย่าง คือ ลูกวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 12-16 ปี และกำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ประกอบด้วยนักเรียนที่ประเมินความสัมพันธ์กับพ่อ 204 คน และกับแม่ 280 คน รวมทั้งสิ้น 484 คน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล มาตรวัดการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูอย่างใส่ใจ มาตรวัดความขัดแย้งในเรื่องการเรียนระหว่างพ่อแม่และลูก และมาตรวัดความวิตกกังวลในการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า โมเดลการวัดการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูอย่างใส่ใจและความวิตกกังวลในการเรียนไม่แปรเปลี่ยนระหว่างกลุ่มในทุกระดับ (โครงสร้าง, ค่าน้ำหนักองค์ประกอบ, ค่าเฉลี่ย, และค่าความคลาดเคลื่อน) ส่วนโมเดลการวัดความขัดแย้งในเรื่องการเรียนระหว่างพ่อแม่และลูกไม่แปรเปลี่ยนระหว่างกลุ่มในระดับโครงสร้างและค่าน้ำหนักองค์ประกอบเท่านั้น นอกจากนี้โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ทั้งในกลุ่มนักเรียนที่ประเมินความสัมพันธ์กับพ่อและกับแม่ โดยการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูอย่างใส่ใจจากพ่อมีอิทธิพลทางอ้อมในทิศทางลบต่อความวิตกกังวลในการเรียนโดยมีความขัดแย้งในเรื่องการเรียนระหว่างพ่อและลูกเป็นตัวแปรส่งผ่านแบบสมบูรณ์ เช่นเดียวกันกับการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูอย่างใส่ใจจากแม่ที่มีอิทธิพลทางอ้อมในทิศทางลบต่อความวิตกกังวลในการเรียนโดยมีความขัดแย้งในเรื่องการเรียนระหว่างแม่และลูกเป็นตัวแปรส่งผ่านแบบสมบูรณ์


การบริหารลิ้นสำหรับผู้ป่วยสูงอายุที่ได้รับการรักษาทางศัลยกรรมช่องปากเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของลิ้นและประสิทธิภาพในการกลืน, ธันย์ชนก สุพพัตพงศ์ Jan 2024

การบริหารลิ้นสำหรับผู้ป่วยสูงอายุที่ได้รับการรักษาทางศัลยกรรมช่องปากเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของลิ้นและประสิทธิภาพในการกลืน, ธันย์ชนก สุพพัตพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและความสำคัญ: ภาวะกล้ามเนื้อลีบจากอายุที่เพิ่มขึ้น (Age-related sarcopenia) ส่งผลให้มวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรงของลิ้นในผู้สูงอายุลดลง ซึ่งนำไปสู่ความบกพร่องในการกลืน (dysphagia) และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะทุพโภชนาการ การสำลักปอดอักเสบ และการเสื่อมถอยของสมอง การออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของลิ้น (Tongue-strengthening exercises - TSEs) สามารถช่วยเพิ่มความแข็งแรง ความหนาของลิ้น และการทำงานของการกลืนในผู้สูงอายุที่สุขภาพดีได้ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของการออกกำลังกายลิ้นรูปแบบต่างๆ ต่อการเพิ่มความแข็งแรง ความทนทานของลิ้นและการกลืนในผู้สูงอายุวิธีการ: ทำการสุ่มอาสาสมัครผู้สูงอายุสุขภาพดีจำนวน 36 คน ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งเข้ารับการถอนฟันแบบง่ายเพียงซี่เดียวที่ภาควิชาศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล ที่คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นสุ่มแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มลิ้นห่อ (Tongue wrap) กลุ่มลิ้นมุมปาก (Tongue corner) และกลุ่มทาสีลิ้น (Tongue paint) โดยประเมินความแข็งแรงของลิ้น (Tongue strength) ความทนทานของลิ้น (Tongue endurance) และทดสอบความสามารถในการกลืนโดยการกลืนด้วยวิธี Repetitive Saliva Swallowing Test (RSST) ใน 2 ช่วงเวลา คือก่อนเริ่มฝึก (T0) และสัปดาห์ที่ 4 หลังการฝึก (T1) ผลการศึกษา: ในกลุ่มลิ้นทาสีพบว่าความแข็งแรงของลิ้นส่วนหน้า (Anterior Tongue Strength - ATS) และความแข็งแรงของลิ้นส่วนหลัง (Posterior Tongue Strength - PTS) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังการฝึก 4 สัปดาห์ (p < 0.05) โดยความแข็งแรงของลิ้นทั้งส่วนหน้าและส่วนหลังในเพศชายของกลุ่มทาสีลิ้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) ส่วนความแข็งแรงของลิ้นทั้งส่วนหน้า ส่วนหลัง และความทนทานของลิ้นส่วนหน้าในกลุ่มลิ้นห่อและกลุ่มลิ้นมุมปากเพิ่มขึ้นจากค่าเริ่มต้น แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ สรุป: การออกกำลังกายลิ้นด้วยการทาสีลิ้นอาจเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสำหรับการเพิ่มความแข็งแรงของลิ้น


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร, พิตตินันท์ สายดำ Jan 2024

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร, พิตตินันท์ สายดำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความผาสุก และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการมีอิสระแห่งตน ภาวะผู้นำที่เอาใจใส่ผู้ปฏิบัติงาน และบรรยากาศความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน กับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน 1 ปีขึ้นไป 3 โรงพยาบาล โดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน จำนวน 163 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความผาสุกของพยาบาล แบบสอบถามการมีอิสระแห่งตน แบบสอบถามพฤติกรรมภาวะผู้นำที่เอาใจใส่ผู้ปฏิบัติงานของหัวหน้างาน และแบบสอบถามบรรยากาศความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่า CVI เท่ากับ .97, .88, .96 และ .99 ตามลำดับ และทดสอบค่าความเที่ยง โดยคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า ได้ค่าความเที่ยง เท่ากับ .93, .80, .97 และ .93 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า พยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร มีความผาสุกโดยรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.79, S.D. = .41) โดยบรรยากาศความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน การมีอิสระแห่งตน และภาวะผู้นำที่เอาใจใส่ผู้ปฏิบัติงานของหัวหน้างาน มีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลางกับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .504, .493 และ .426 ตามลำดับ) ผลการวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงปัจจัยที่สัมพันธ์กับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพ ดังนั้นผู้บริหารทางการพยาบาลควรส่งเสริมความผาสุกกับพยาบาลวิชาชีพให้สอดคล้องกับปัจจัยที่สัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมและธำรงรักษาให้พยาบาลวิชาชีพมีความผาสุกที่ดี อันจะส่งผลถึงคุณภาพการบริการพยาบาลที่ดี


Closed-Form Formulas For Conditional Moments Of Stochastic Volatility Markovswitching Model And Applications, Supavit Kiatteerarat Jan 2024

Closed-Form Formulas For Conditional Moments Of Stochastic Volatility Markovswitching Model And Applications, Supavit Kiatteerarat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In the present day, the regime-switching model plays a crucial role in the financial world. This thesis studies a stochastic volatility model with regime switching, specifically examining a Markovian regime-switching process known as Cox-Ingersoll-Ross. Analytical formulas for the conditional moment generation function of the process are developed, presenting both a linearly closed-form and an exponentially closed-form. The formulas are derived by solving a partial differential equation (PDE) that obtains the Feynman-Kac Theorem. We also present the relationship between these two closed-forms, demonstrated by using the formula by Faà Bruno. Additionally, a numerical validation, the Monte Carlo method, is employed to …


Evaluating The Efficacy Of An Early Vaccination Strategy After Farrowing Using A Modified Live Prrs Vaccine And Post-Weaning Challenge With Thai Hp-Prrs, Apichart Prapattanakullawong Jan 2024

Evaluating The Efficacy Of An Early Vaccination Strategy After Farrowing Using A Modified Live Prrs Vaccine And Post-Weaning Challenge With Thai Hp-Prrs, Apichart Prapattanakullawong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Porcine reproductive and respiratory syndrome virus (PRRSV) is a major pathogen responsible for substantial economic losses in the global swine industry, adversely affecting both reproductive and respiratory health. In Thailand, early PRRSV infections in suckling and nursery pigs are commonly observed, necessitating the implementation of early vaccination strategies. However, early vaccination in young piglets has been controversial due to concerns about interfering maternal-derived antibodies (MDA) and the competency of the piglets' immune system. The objective of this study is to evaluate the efficacy of a modified-live virus (MLV) PRRS vaccination in early-age piglets from PRRSV-positive farms by assessing immune responses …


Efficacy Of Cell-Free Supernatants Based Nano-Application From Thai Probiotic Bacteria As An Alternative Preservative In Meat Against Foodborne Pathogens, Thin Zar Soe Jan 2024

Efficacy Of Cell-Free Supernatants Based Nano-Application From Thai Probiotic Bacteria As An Alternative Preservative In Meat Against Foodborne Pathogens, Thin Zar Soe

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study evaluates whether the use of cell-free supernatants (CFS) derived from Thai probiotic bacteria as natural preservatives in meat products, provides a safer alternative to chemical preservatives. The objectives include developing a nano-encapsulation technique to enhance the stability and efficacy of CFS, and assessing the effectiveness of nano-encapsulated CFS (Nano-CFS) in maintaining meat safety and quality during storage and evaluating the antibacterial efficacy of CFS and (Nano-CFS) against common foodborne pathogens, determining the minimal inhibitory and bactericidal concentrations (MIC and MBC). The CFS was prepared from the Thai probiotic strains. Antibacterial activity was determined using agar well diffusion and …


Genomics Approach For Ex Situ Conservation Of Asian King Vulture And Steppe Eagle, Wannapol Buthasane Jan 2024

Genomics Approach For Ex Situ Conservation Of Asian King Vulture And Steppe Eagle, Wannapol Buthasane

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The Asian king vulture (Sarcogyps calvus, AKV), an ecologically important forest scavenger, is an Old World vulture in the family Accipitridae. It is classified as a critically endangered species, with no genomic data currently available. This dissertation aimed to assemble a high-quality reference genome to enhance understanding of its genetic background, scavenging adaptations and genetic diversity within Thailand’s captive population. A hybrid genome assembly combining Pacific Biosciences (PacBio) long-read and MGI short-read sequencing was generated from DNA extracted from the whole blood of a female individual. Comparative genomic analyses with New World vultures (NWVs) and other Accipitridae species revealed distinct …


Modified Air-Fenton (Maf) With Bimetallic Particles From Industrial Waste For Coolant Oil Treatment, Hathaichanok Suannuch Jan 2024

Modified Air-Fenton (Maf) With Bimetallic Particles From Industrial Waste For Coolant Oil Treatment, Hathaichanok Suannuch

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research investigates the optimal conditions for treating synthetic coolant oil from the automotive parts manufacturing industry using bimetallic particles synthesized from industrial waste. Aluminum dross (AD) and shot blast (SB) waste were used to produce four types of bimetallic particles: ADSB1, ADSB2, AlCl3: SB, and AD: FeCl3. These particles were employed as catalysts in the modified air-Fenton (MAF) process to remove high levels of chemical oxygen demand (COD) and total organic carbon (TOC), initially at approximately 80,000 mg/L and 40,000 mg/L, respectively. The experiments, designed using response surface methodology (RSM) through Minitab version 19, aimed to determine optimal conditions …


Health Risk Assessment Of Heavy Metals Exposure From Blood Cockles : A Case Study In Samut Sakhon, Thailand, Nuttinan Jitsai Jan 2024

Health Risk Assessment Of Heavy Metals Exposure From Blood Cockles : A Case Study In Samut Sakhon, Thailand, Nuttinan Jitsai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study assessed the potential health risks from heavy metal exposure through the consumption of blood cockles (Anadara granosa) farmed in open-system aquaculture along the Tha Chin River, Samut Sakhon Province, Thailand. Environmental samples—sediment, surface water, and blood cockles—were collected from five farms during the dry season in December 2024. Six heavy metals (As, Cd, Cr, Pb, Hg, and Zn) were analyzed using ICP-MS techniques. The highest mean concentrations in blood cockles were Zn (9.71 ± 1.46 mg/kg), As (0.61 ± 0.10 mg/kg), Cd (0.47 ± 0.40 mg/kg), Pb (0.13 ± 0.02 mg/kg), Cr (0.08 ± 0.02 mg/kg), and Hg...


Machine Learning To Predict Outcome Of Inulin Supplementation In Children And Adolescent Obesity From Gut Microbiome Profile And Clinical Factors, Vitavat Aksornkitti Jan 2024

Machine Learning To Predict Outcome Of Inulin Supplementation In Children And Adolescent Obesity From Gut Microbiome Profile And Clinical Factors, Vitavat Aksornkitti

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Obesity is a non-communicable disease that arises from multiple factors, including lifestyle behaviors, dietary habits, and genetics. Despite the growing prevalence of obesity, traditional interventions such as increased physical activity and changes in diet and lifestyle often fail to achieve sustainable, long-term weight loss. Therefore, more effective strategies are needed to address this condition. Recent studies have highlighted the role of gut microbiota in obesity, illustrating that the obesogenic effects are transferable via fecal microbiota transplantation. However, research in this area has been limited, particularly among children in developing countries such as Thailand. Early studies have shown that variations in …


Assessing Sustainable Innovation Development Potential Of Organizations In Emerging Economies, Weena Chamlertwat Jan 2024

Assessing Sustainable Innovation Development Potential Of Organizations In Emerging Economies, Weena Chamlertwat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis introduces an innovative approach to assessing the sustainable innovation development potential of organizations in emerging economies by developing a comprehensive assessment framework. This framework is tailored to address the challenges and opportunities in these regions. The extensive literature review identified four key dimensions essential for sustainable innovation development: Sustainability Orientation, Systemic Thinking, Stakeholder Inclusion, and Resilience, each further divided into three sub-dimensions, resulting in a detailed and comprehensive assessment framework comprising twelve sub-dimensions. Empirical validation using data from organizations in Thailand confirms the framework's reliability and effectiveness, reinforcing its applicability. The research led to the creation of the …


ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ที่กำลังติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสถาบันกวดวิชาย่านสยาม เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร, กัญจน์การิน ลัทธศักย์ศิริ Jan 2024

ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ที่กำลังติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสถาบันกวดวิชาย่านสยาม เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร, กัญจน์การิน ลัทธศักย์ศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ที่มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ที่กำลังติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในสถาบันกวดวิชาย่านสยาม เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร จำนวน 115 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ.2567 - ธันวาคม พ.ศ. 2567 โดยผู้เข้าร่วมวิจัยตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง ซึ่งประกอบด้วย แบบสอบถามคัดกรองผู้เข้าร่วมวิจัย, แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป, แบบสอบถามการรับรู้ความคาดหวังของผู้ปกครองที่มีต่อตนเองในการสอบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา, แบบสอบถามความคาดหวังต่อตนเองในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยโดยรวม, แบบวัดอาการซึมเศร้า (CES-D) ฉบับภาษาไทย, แบบวัดความวิตกกังวล (STAI Form Y-1, A-state) ฉบับภาษาไทย, แบบสอบถามเรื่องความรู้สึกต่อตนเอง (Revised Thai RSES) ฉบับภาษาไทย โดยวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน จากการศึกษาในครั้งนี้พบ ความชุกของภาวะซึมเศร้า ร้อยละ 29.4 พบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้า ได้แก่ ภาวะวิตกกังวล, ระดับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส covid-19, ระดับความเครียดจากการเรียนกวดวิชา, ระดับความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง, (p<0.01) ระดับความรู้สึกเป็นที่ยอมรับในหมู่เพื่อน, การมีบุคคลที่รู้สึกไว้วางใจ, และระดับความคาดหวังต่อตนเอง ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย (p<0.5) และพบความชุกของภาวะวิตกกังวล ร้อยละ 78 (ภาวะวิตก กังวลปานกลาง ร้อยละ 68.8 ภาวะวิตกกังวลสูง ร้อยละ 9.2) ส่วนปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะวิตกกังวล ได้แก่ เพศ, ภาวะซึมเศร้า, การลงเรียนกวดวิชาวิทยาศาสตร์ (p<0.01), ระดับความเครียด จากการเรียนกวดวิชา, ระดับความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง (p<0.05)


การศึกษาผลของสารสกัดกระเจี๊ยบแดงด้วยน้ำ (ส่วนกลีบเลี้ยง) ต่อภาวะดื้อต่ออินซูลินของอาสาสมัครที่มีภาวะเมแทบอลิกซินโดรม, กัญชพร ชัยสูงเนิน Jan 2024

การศึกษาผลของสารสกัดกระเจี๊ยบแดงด้วยน้ำ (ส่วนกลีบเลี้ยง) ต่อภาวะดื้อต่ออินซูลินของอาสาสมัครที่มีภาวะเมแทบอลิกซินโดรม, กัญชพร ชัยสูงเนิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กระเจี๊ยบแดง (Hibiscus sabdariffa L.) ถูกนำมาเป็นทางเลือกในการรักษากลุ่มอาการภาวะเมแทบอลิกซินโดรม แต่ผลการศึกษาทางคลินิกด้านประสิทธิผลยังคงมีความไม่สอดคล้องกัน งานวิจัยนี้ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ และส่วนที่ 2 งานวิจัยทางคลินิกชนิดสุ่ม ปกปิดสองทางและมีกลุ่มควบคุม โดยส่วนที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพของระเบียบวิธีวิจัยและข้อมูลผลิตภัณฑ์กระเจี๊ยบแดง ระหว่างงานวิจัยที่มีผลการศึกษาเป็นบวกกับลบ ส่วนที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของสารสกัดกระเจี๊ยบแดงด้วยน้ำ (ส่วนกลีบเลี้ยง) ต่อภาวะดื้อต่ออินซูลิน ตัวชี้วัดระดับน้ำตาล ระดับไขมัน การอักเสบ ความดันโลหิต น้ำหนักตัวและความปลอดภัย ได้แก่ ค่าการทำงานของตับ ไตและระบบโลหิต วิธีการวิจัย ส่วนที่ 1 สืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากฐานข้อมูล PubMed, MEDLINE และ Scopus ประเมินคุณภาพของแต่ละบทความตามแนวทางของ CONSORT ส่วนที่ 2 อาสาสมัครที่มีภาวะเมแทบอลิกซินโดรม (88 คน) ถูกแบ่งกลุ่มอย่างสุ่ม ให้กินสารสกัดกระเจี๊ยบแดงด้วยน้ำ (ส่วนกลีบเลี้ยง) 1000 mg/day ซึ่งประกอบด้วยสารโพลีฟีนอล เท่ากับ 45.04 mg/day หรือยาหลอก เป็นเวลา 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ตัวชี้วัดต่างๆ ณ ที่เริ่มต้น สัปดาห์ที่ 6 และ 12 ผลการศึกษา ส่วนที่ 1 งานวิจัยที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือก 23 เรื่อง พบความแตกต่างระหว่างงานวิจัยที่ให้ผลการศึกษาเป็นบวกและลบ และคุณภาพระเบียบวิธีวิจัยและข้อมูลของผลิตภัณฑ์จำเป็นต้องปรับปรุง ส่วนที่ 2 พบว่ากลุ่มที่กินสารสกัดกระเจี๊ยบแดงมีระดับ LDL ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) ณ สัปดาห์ที่ 12 เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนกิน แต่ไม่มีผลต่อภาวะดื้อต่ออินซูลินและตัวชี้วัดอื่นตลอดการศึกษาเมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก โดยสรุปจากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบชี้แนะให้งานวิจัยควรปรับปรุงคุณภาพระเบียบวิธีวิจัยและข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น และการวิจัยทางคลินิกพบว่าการกินสารสกัดกระเจี๊ยบแดงด้วยน้ำ (ส่วนกลีบเลี้ยง) มีความปลอดภัยและอาจช่วยลดระดับ LDL ได้


ความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร, พชร ศศะนาวิน Jan 2024

ความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร, พชร ศศะนาวิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณาภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุก และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร โดยสุ่มเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม 220 คน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 แบบสอบถาม ประกอบด้วย ข้อมูลปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยในงาน ปัจจัยองค์กร ข้อมูลความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงาน (ความเหนื่อยล้า) Occupational Fatigue Exhaustion Recovery Scale-15 แปลไทย ฉบับปรับปรุง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน วิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างสองตัวแปร และวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ พบอัตราตอบกลับร้อยละ 85.27 ความชุกความเหนื่อยล้าเรื้อรัง เฉียบพลัน และการฟื้นตัว ร้อยละ 48.2, 60.9 และ 53.2 ตามลำดับ เมื่อควบคุมตัวกวนแล้วพบว่าปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าเรื้อรังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ 1) ภาวะซึมเศร้า 2) สถานะสุขภาพปานกลาง 3) แนวโน้มที่จะลาออกเล็กน้อย และปานกลาง/ สูง 4) จำนวนผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอ และ 5) การดื่มแอลกอฮอล์ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าเฉียบพลัน ได้แก่ 1) ภาวะซึมเศร้า 2) สถานะสุขภาพปานกลาง 3) แนวโน้มที่จะลาออกเล็กน้อย และปานกลาง/ สูง 4) จำนวนผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอ 5) การทำงานเดิมซ้ำ ๆ ปานกลาง และบ่อยครั้ง 6) ประสบการณ์ในตำแหน่งมากกว่า 2 ถึง 10 ปี และ 7) นโยบายไม่ค่อยดี ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นตัวระหว่างกะ ได้แก่ 1) ภาวะซึมเศร้า 2) ภาวะนอนไม่หลับ 3) แนวโน้มที่จะลาออกปานกลาง/ สูง และ 4) การทำงานเดิมซ้ำ ๆ ปานกลาง ดังนั้น ปัจจัยด้านกายใจ องค์กร และลักษณะงานสัมพันธ์กับความเหนื่อยล้า การพัฒนานโยบายสนับสนุนการทำงาน …


โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเองสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา, ชาญธวัช จันทร์กล่ำ Jan 2024

โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเองสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา, ชาญธวัช จันทร์กล่ำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและของนักเรียนกลุ่มควบคุม 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองกับนักเรียนกลุ่มควบคุมกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 60 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ นักเรียนกลุ่มทดลอง จำนวน 30 คนที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเอง และนักเรียนกลุ่มควบคุม จำนวน 30 คน ไม่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเอง ประกอบด้วย 7 กิจกรรม ประเมินตนเอง รับรู้ปัญหา ร่วมกันวางแผน สู้ปัญหา จิตใจเข้มแข้ง แรงเสริมทางบวก และเรียนรู้ไปด้วยกัน 2) แบบประเมินการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจ ซึ่งประกอบด้วยแบบประเมินการรับรู้ข้อมูลและสถานการณ์เพื่อเตรียมพร้อมป้องกัน แบบประเมินการเผชิญปัญหาและตอบสนอง และแบบประเมินความสามารถในการฟื้นพลังทางจิตใจหลังเผชิญปัญหา วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจ โดยการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) ค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผลการวิจัย โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเองสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาส่งผลให้การจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม


ความสัมพันธ์ของผลผลิตการประมงจับในอ่าวไทยกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ, วิธวินท์ พลลาภานันท์ Jan 2024

ความสัมพันธ์ของผลผลิตการประมงจับในอ่าวไทยกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ, วิธวินท์ พลลาภานันท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การบริหารจัดการทรัพยากรประมงในประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทาย แม้จะมีมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวด ทว่าผลผลิตทางการประมงยังคงแสดงความแปรปรวนสูงในแต่ละปี ซึ่งสะท้อนถึงอิทธิพลของปัจจัยแวดล้อมที่ซับซ้อนเหนือกว่าการควบคุมโดยมนุษย์ ปรากฏการณ์สมุทรศาสตร์ขนาดใหญ่ เช่น Pacific Decadal Oscillation (PDO), Indian Ocean Dipole (IOD), เอลนีโญ และลานีญา มีบทบาทสำคัญในการกำหนดโครงสร้างของระบบนิเวศทางทะเล อย่างไรก็ตาม นอกจากปัจจัยทางธรรมชาติแล้ว กิจกรรมของมนุษย์ถือเป็นองค์ประกอบที่อาจส่งผลกระทบต่อประชากรสัตว์น้ำในระยะยาว เช่นกัน งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์ความแปรปรวนของผลผลิตประมงโดยใช้ ค่าปริมาณการจับสัตว์น้ำต่อหน่วยการลงแรงประมง (CPUE) และปริมาณการจับขึ้นท่า (Landing Catch) ในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปรากฎการณ์การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศและความชุกชุมของประชากรปลา โดยใช้ Non-Metric Multi-Dimensional Scaling (NMDS) ผลการศึกษาพบว่า PDO มีความสัมพันธ์เชิงสถิติที่มีนัยสำคัญ (P = 0.004) กับปริมาณการจับปลาผิวน้ำในอ่าวไทยตอนบน นอกจากนี้ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสหสัมพันธ์ระหว่างดัชนี Oceanic Niño Index (ONI) และผลผลิตปลาทูเผยให้เห็นแนวโน้มเชิงลบที่มีนัยสำคัญ ขณะที่ค่าเฉลี่ยและค่ามัธยฐานของ Demersal CPUE ในอ่าวไทยตอนบนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงของวงจร PDO ที่มีอุณหภูมิต่ำและในช่วงลานีญา (P < 0.001) ข้อค้นพบเหล่านี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อผลผลิตประมง และชี้ถึงความจำเป็นในการบูรณาการข้อมูลสมุทรศาสตร์และภูมิอากาศในการวางแผนบริหารจัดการ เพื่อประเมินแนวโน้มผลผลิตได้แม่นยำและกำหนดนโยบายที่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมทะเล โดยงานวิจัยนี้ช่วยเพิ่มองค์ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อการประมงในประเทศไทย สนับสนุนการวางแผนใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและการออกแบบมาตรการปรับตัวในระยะยาว


ผลของการฝึกเสริมด้วยซิงเกิ้ลเลคแฮมสตริงบริดจ์ ที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาและการเคลื่อนไหวของข้อเข่าขณะวิ่งในนักกีฬาหลังได้รับการผ่าตัดรักษาเอ็นไขว้หน้า, ชนุตร พิศิฏฐศักดิ์ Jan 2024

ผลของการฝึกเสริมด้วยซิงเกิ้ลเลคแฮมสตริงบริดจ์ ที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาและการเคลื่อนไหวของข้อเข่าขณะวิ่งในนักกีฬาหลังได้รับการผ่าตัดรักษาเอ็นไขว้หน้า, ชนุตร พิศิฏฐศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การบาดเจ็บของข้อเข่าในนักกีฬาที่พบได้บ่อยคือการบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้า และหากได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด (Anterior Cruciate Ligament Reconstruction: ACLR) ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพให้กลับเข้าสู่ระดับก่อนได้รับบาดเจ็บ โปรแกรมการฟื้นฟูที่เพิ่มการออกกำลังกายของกล้ามเนื้อแฮมสตริงน่าจะช่วยลดความไม่สมดุลกันของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าได้ วัตถุประสงค์: ศึกษาผลของการเพิ่มการฝึกซิงเกิ้ลเลคแฮมตริงบริดจ์ (Single-Leg Hamstring Bridge: SLHB) เข้าในโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพมาตรฐานหลังการทำการผ่าตัดฟื้นฟูเอ็นไขว้หน้า ที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแฮมสตริงและชีวกลศาสตร์ของข้อเข่าในระหว่างการวิ่ง วิธีการวิจัย: นักกีฬาชาย 8 คนที่ได้รับการผ่าตัดฟื้นฟูเอ็นไขว้หน้าโดยใช้เนื้อเยื่อเอ็นกล้ามเนื้อแฮมสตริงของตนเอง เข้าร่วมการทดลองระยะเวลา 6 สัปดาห์ แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมที่ทำโปรแกรมฟื้นฟูมาตรฐาน และกลุ่มทดลองที่เพิ่มท่าการฝึกซิงเกิ้ลเลคแฮมสตริงบริดจ์แบบเพิ่มความต้านทานแบบก้าวหน้า แบ่งกลุ่มละ 4 คน โดยการสุ่ม ผลการศึกษา: กลุ่มทดลองมีการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญของค่าแรงบิดสูงสุดในการงอเข่าของขาข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ (p = 0.016) หลังการทดลอง และมุมข้อเข่าในจังหวะเท้าสัมผัสพื้นของขาที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ (p = 0.037) เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม สรุปผลการวิจัย: ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในมุมเข่าเมื่อเท้ากระทบพื้น แสดงให้เห็นว่าการฝึกซิงเกิ้ลเลคแฮมสตริงบริดจ์ช่วยเพิ่มความมั่นคงของเข่าขณะเคลื่อนไหว นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของมุมการงอ/เหยียดเข่าสูงสุดขณะสัมผัสพื้น และแรงบิดสูงสุดของขาข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ แสดงว่าการออกกำลังกายแบบซิงเกิ้ลเลคแฮมสตริงบริดจ์อาจช่วยเสริมผลของการฟื้นฟูเอ็นไขว้หน้า โดยการพัฒนาความสมดุลของข้างปกติเพื่อเพิ่มการช่วยเหลือขาข้างที่ได้รับบาดเจ็บผ่านการควบคุมของระบบประสาทส่วนกลาง แต่ทั้งนี้การพบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเฉพาะขาข้างปกติอาจยังยืนยันผลต่อขาข้างที่ได้รับบาดเจ็บได้ไม่ชัดเจน จึงควรวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประโยชน์โดยตรงสำหรับขาข้างที่ได้รับการผ่าตัดและผลลัพธ์ในระยะยาวของการกลับไปเล่นกีฬา


ผลของการออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนอลบาร์ด้วยเก้าอี้ต่อคิเนมาติกส์ขณะวิ่งและระดับความทนต่อแรงกดปวดในนักวิ่งระยะไกลเพศหญิงที่มีอาการปวดบริเวณข้อเข่าทางด้านนอก, อรวรรณ ใจหาญ Jan 2024

ผลของการออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนอลบาร์ด้วยเก้าอี้ต่อคิเนมาติกส์ขณะวิ่งและระดับความทนต่อแรงกดปวดในนักวิ่งระยะไกลเพศหญิงที่มีอาการปวดบริเวณข้อเข่าทางด้านนอก, อรวรรณ ใจหาญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาผลของการออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนอลบาร์ด้วยเก้าอี้ต่อคิเนมาติกส์ขณะวิ่งและระดับความทนต่อแรงกดปวดในนักวิ่งระยะไกลที่มีอาการปวดบริเวณข้อเข่าทางด้านนอก กลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัครนักวิ่งระยะไกล เพศหญิง ที่มีอาการปวดบริเวณข้อเข่าทางด้านนอกแบบเรื้อรัง อายุระหว่าง 20-45 ปี ที่มีประสบการณ์การแข่งขันในรายการวิ่งมินิมาราธอนหรือฮาฟมาราธอน ก่อนเข้าร่วมงานวิจัย มีรายงานระดับอาการปวดขณะวิ่งอย่างน้อย 3 จาก 10 คะแนน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง (15 คน) และกลุ่มควบคุม (12 คน) รวมทั้งสิ้น 27 คน โดยผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ตัวแปรทางคิเนมาติกส์ขณะวิ่ง อาการปวดและระดับความสามารถในการทนต่อแรงกดปวด ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ ความสามารถในการทรงตัวและลักษณะสัณฐานวิทยาของโครงสร้างอิลิโอทิเบียลแบนด์ (Iliotibial band; ITB) และกล้ามเนื้อกลูเตียสมีเดียส (Gluteus medius muscle; GMed) โดยทำการทดสอบก่อนและหลังการทดลองเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยสถิติการทดสอบความแปรปรวนสองทางแบบผสม (Two-way mixed design ANOVA) เพื่อหาความแตกต่างของค่าเฉลี่ยภายในกลุ่มและเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีการทดสอบแอลเอสดี (LSD) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ผลจากการวิจัย พบว่า ภายหลังจากการออกกำลังกายเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ส่งผลต่อลักษณะทางชีวกลศาสตร์การเคลื่อนไหวของกระดูกเชิงกราน ข้อสะโพกและข้อเข่า เมื่อเข้าสู่ช่วงที่เท้าสัมผัสพื้นเต็มที่ในขณะวิ่ง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 โดยลักษณะการเกิดมุมการเอียงลง (Pelvic drop) ในขาข้างปกติมีค่าน้อยกว่ากลุ่มควบคุม มีมุมของการเกิดการเหยียดออกของข้อสะโพก (Hip extension) มุมกางของข้อสะโพก (Hip abduction) มุมการเกิดการหมุนออกของข้อสะโพก (Hip external rotation) และมุมงอเข่า (Knee flexion) ในขาข้างที่บาดเจ็บ ITBS มีค่าเพิ่มขึ้น รายงานค่าคะแนนความปวดที่เกิดขึ้นในขณะวิ่งมีค่าลดลง มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงของขนาดความหนาของโครงสร้าง ITB ลดลง ในขณะที่ขนาดของกล้ามเนื้อมีค่าเพิ่มขึ้นและค่าความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ แตกต่างจากก่อนทดลองและกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แต่อย่างไรก็ตาม ผลจากการวิจัยไม่พบค่าความแตกต่างของความสามารถในการทนต่อแรงกดปวดและค่าความสามารถในการทรงตัวทั้งในขณะอยู่นิ่งและแบบไดนามิก สรุปผลการวิจัย การฝึกออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนอลบาร์ด้วยเก้าอี้ เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านลักษณะชีวกลศาสตร์ขณะวิ่ง คะแนนความปวด …


นวัตกรรมผลิตภัณฑ์วัสดุตกแต่งและสิ่งทอชีวภาพจากธรรมชาติทางทะเลเพื่อส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมแฟชั่นหรูหราเชิงพาณิชย์, วีริศ เชียรสิริไกรวุฒิ Jan 2024

นวัตกรรมผลิตภัณฑ์วัสดุตกแต่งและสิ่งทอชีวภาพจากธรรมชาติทางทะเลเพื่อส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมแฟชั่นหรูหราเชิงพาณิชย์, วีริศ เชียรสิริไกรวุฒิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาชีวมวลไร้มูลค่า จากธรรมชาติทางทะเลที่เหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมเครื่องประดับ ในเขตพื้นที่ จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย 2.เพื่อสร้างนวัตกรรมต้นแบบ วัสดุตกแต่งและสิ่งทอชีวภาพจากธรรมชาติทางทะเล ที่เหมาะสมต่ออุตสาหกรรมแฟชั่นหรูหราที่ยั่งยืนเชิงพาณิชย์ 3.เพื่อสร้างแนวทางการออกแบบตราสินค้าและผลิตภัณฑ์แฟชั่น สำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่นหรูหรา ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืน จากแนวทางการศึกษานวัตกรรมผลิตภัณฑ์วัสดุตกแต่งและสิ่งทอชีวภาพจากธรรมชาติทางทะเล เพื่อส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมแฟชั่นหรูหราเชิงพาณิชย์ และการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถเปลี่ยนขยะชีวมวลเหล่านี้ให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าสูงนั้นจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนและท้าทาย โดยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน จะถูกนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาแนวทางที่ยั่งยืน ผลการศึกษาพบว่าศักยภาพของเปลือกหอยมุกในฐานะวัสดุชีวภาพจากธรรมชาติทางทะเลที่ยังไม่ได้รับการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ งานวิจัยนี้สามารถสร้าง “ทางเลือกใหม่” ให้กับอุตสาหกรรมแฟชั่นหรูหรา โดยตอบสนองต่อแนวโน้ม Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียน) และ Green Innovation (นวัตกรรมสีเขียว) ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลกในเชิงเศรษฐกิจ การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์วัสดุตกแต่งและสิ่งทอชีวภาพจากธรรมชาติทางทะเล สามารถลดต้นทุนในอุตสาหกรรมที่ต้องการวัสดุเติมเต็ม เช่น สิ่งทอ พลาสติก สี กระดาษ และเวชสำอาง ได้อย่างมีประสิทธิภาพในมิติทางสังคมและสิ่งแวดล้อม การถ่ายทอดกระบวนการผลิตให้แก่ชุมชนชายฝั่งสามารถเพิ่มรายได้ ลดปัญหาขยะชีวมวลในท้องถิ่น และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดปริมาณขยะจากอุตสาหกรรมเครื่องประดับเท่านั้น แต่ยังสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้งเหล่านี้ โดยเปลี่ยนให้เป็นวัตถุดิบหลักสำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่นหรูหราเชิงพาณิชย์ สร้างมูลค่าและนวัตกรรมใหม่ให้กับชีวมวลเหลือทิ้งในท้องถิ่น นอกจากจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ยังเป็นการสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม การศึกษานี้จึงมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการดูแลสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในตลาดแฟชั่นระดับโลก นับเป็นการผสานนวัตกรรมจากแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้ากับการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน


นวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์เทคแวร์จากสิ่งทอโลหะสำหรับบุคคลสาธารณะที่มีไลฟ์สไตล์ความเสี่ยงต่อสภาวะแวดล้อมสังคมเพื่อส่งเสริมตลาดการค้าระหว่างประเทศ, วีรินทร์ สันติวรรักษ์ Jan 2024

นวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์เทคแวร์จากสิ่งทอโลหะสำหรับบุคคลสาธารณะที่มีไลฟ์สไตล์ความเสี่ยงต่อสภาวะแวดล้อมสังคมเพื่อส่งเสริมตลาดการค้าระหว่างประเทศ, วีรินทร์ สันติวรรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในยุคปัจจุบันที่โลกเผชิญกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โรคระบาด และอาชญากรรมอย่างต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลสาธารณะซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูงจากการลอบทำร้ายและภัยคุกคามทางสังคมจากความขัดแย้ง อุดมการณ์ หรือการก่อการร้าย ในขณะที่เครื่องแต่งกายทั่วไปยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยควบคู่กับภาพลักษณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมุ่งพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์สิ่งทอโลหะเทคแวร์ โดยบูรณาการศาสตร์ด้านการออกแบบสร้างสรรค์และเทคโนโลยีวัสดุสมัยใหม่ อาทิ เส้นใยอะรามีดที่มีคุณสมบัติทนความร้อนและแรงกระแทกร่วมกับเส้นใยโลหะที่สามารถต้านเชื้อโรคและขึ้นรูปได้ เพื่อสร้างโครงสร้างผ้าที่สามารถป้องกันวัตถุทำลายล้างและเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้กับผู้สวมใส่ การทดลองใช้เทคนิคการประกอบผ้าแบบสุญญากาศและการทดสอบแรงกระแทกจากกระสุนปืนแสดงให้เห็นว่าสิ่งทอที่ได้สามารถดูดซับแรงกระแทกได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้จึงเป็นการขยายขอบเขตของแฟชั่นเพื่อความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยก้าวสู่ตลาดแฟชั่นไลฟ์สไตล์เชิงสร้างสรรค์ระดับสากล โดยเฉพาะในกลุ่มเป้าหมายระดับสูงที่ให้ความสำคัญทั้งด้านความปลอดภัยและบุคลิกภาพ อันจะนำไปสู่การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน โดยการวิจัยเรื่อง นวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์เทคแวร์จากสิ่งทอโลหะสำหรับบุคคลสาธารณะที่มีไลฟ์สไตล์ความเสี่ยงต่อสภาวะแวดล้อมสังคมเพื่อส่งเสริมตลาดการค้าระหว่างประเทศ เป็นกระบวนการวิจัยรูปแบบผสมผสานเชิงคุณภาพและปริมาณ (Mix-Methodology) รวมทั้งมีการเก็บข้อมูลในรูปแบบการทดลอง(Experimental research) โดยมีกระบวนการวิจัยและการสรุปข้อมูลตามวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อหาแนวทางการพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอโลหะเทคแวร์ให้สามารถป้องกันอันตรายจากความเสี่ยงทางสภาพแวดล้อมของสังคมได้: การวิจัยในส่วนนี้ได้นำกระบวนการศึกษาข้อมูล วิเคราะห์ ทดลอง และทดสอบประสิทธิภาพของวัสดุมาใช้อย่างเป็นระบบ โดยพบว่าสามารถพัฒนาสิ่งทอจากวัสดุโลหะ อาทิ ทองแดงและสแตนเลส ร่วมกับเส้นใยสมรรถนะสูงประเภทอะรามิด (Aramid fiber) ผ่านกระบวนการบีบอัดและซ้อนทับในระบบสุญญากาศ (Vacuum Process) พร้อมเติมน้ำยาเรซิ่นชนิดนิ่มเข้าไปในชั้นของเนื้อผ้า เพื่อเพิ่มความยึดเกาะระหว่างวัสดุแต่ละชั้นให้แน่นหนายิ่งขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือสิ่งทอที่มีความแข็งแรง ทนทานต่อแรงกระแทก และสามารถต้านทานอาวุธมีคมหรืออาวุธที่ก่อให้เกิดความเสียหายในระดับที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูง นอกจากนี้ ยังพบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีคุณสมบัติพิเศษในการป้องกันไวรัส โดยเฉพาะไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการด้านความปลอดภัยในบริบทปัจจุบันได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ 2) เพื่อระบุรูปแบบสไตล์ของกลุ่มเป้าหมายสำหรับกลุ่มบุคคลสาธารณะที่มีความเสี่ยงต่อสภาวะแวดล้อมสังคม: กลุ่มเป้าหมายในงานวิจัยนี้ประกอบด้วยบุคคลที่มีบทบาทในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งมักตกเป็นเป้าสายตาของประชาชนทั่วไป มีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลด้านความปลอดภัยเป็นพิเศษ อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นแบบอย่างในด้านภาพลักษณ์และอัตลักษณ์เฉพาะตัว งานวิจัยได้นำเครื่องมือ Paper Doll Data Set มาใช้ในการเก็บข้อมูลจากภาพถ่ายบนสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงการสังเกตการแต่งกายในสถานที่สาธารณะ เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบด้านการแต่งกายของบุคคลกลุ่มนี้ในบริบทของ 5 พื้นที่เศรษฐกิจ ได้แก่ ประเทศไทย กลุ่มประเทศในเอเชีย กลุ่มประเทศยุโรป สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศอาหรับ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า แม้กลุ่มตัวอย่างจะได้รับอิทธิพลจากแนวโน้มแฟชั่นร่วมสมัยในช่วงเวลาเดียวกัน แต่รูปแบบการแต่งกายกลับมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันอย่างเด่นชัดตามบริบททางวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อของแต่ละภูมิภาค ส่งผลให้การออกแบบสิ่งทอและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องคำนึงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างเหมาะสมและรอบด้าน 3) เพื่อหาแนวทางการออกแบบและสร้างสรรค์แบรนด์เครื่องแต่งกายและผลิตภัณฑ์สินค้าไลฟ์สไตล์จากนวัตกรรมสิ่งทอโลหะเทคแวร์: จากข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 และ 2 จึงได้นำมาวิเคราะห์และต่อยอดในการออกแบบแนวคิดการสร้างแบรนด์เครื่องแต่งกายและผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ โดยแบ่งประเภทผลิตภัณฑ์ออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์แฟชั่น ผลิตภัณฑ์สิ่งทอทั่วไป ผลิตภัณฑ์สำหรับการป้องกัน และผลิตภัณฑ์เครื่องประดับ พร้อมทั้งกำหนดอัตลักษณ์ของแบรนด์ให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละภูมิภาค จากนั้นจึงพัฒนาคอลเลกชันต้นแบบ โดยอาศัยกระบวนการวิเคราะห์คาแรคเตอร์ของผู้บริโภค เพื่อออกแบบและผลิตชิ้นงานจริงทั้งในรูปแบบผ้าดิบและผ้าสำเร็จ พร้อมจัดทำภาพถ่ายโปรโมทเพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระดับสากล กลยุทธ์การดำเนินงานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยของกลุ่มบุคคลสาธารณะ …


ดุษฎีนิพนธ์งานวิจัยสร้างสรรค์ นวัตกรรมกระบวนแบบการขับร้อง โดยพันธวิทย์, พันธวิทย์ อัศวเดชเมธากุล Jan 2024

ดุษฎีนิพนธ์งานวิจัยสร้างสรรค์ นวัตกรรมกระบวนแบบการขับร้อง โดยพันธวิทย์, พันธวิทย์ อัศวเดชเมธากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ดุษฎีนิพนธ์สร้างสรรค์ นวัตกรรมกระบวนแบบการขับร้อง โดยพันธวิทย์ เป็นงานวิจัยสร้างสรรค์ที่นำเสนอการปรับกระบวนทัศน์ทางการขับร้องทั้งในด้านวิธีคิดและการปฏิบัติ สร้างจุดยืนใหม่ของการขับร้องให้มองเห็นปัญหาในการขับร้องที่ยังไม่เคยถูกสำรวจมาก่อน ให้ความสำคัญแก่ความเป็นปัจเจกของอวัยวะและร่างกายของผู้ขับร้องที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้ฝึกสามารถย่นระยะเวลาในการฝึกซ้อมได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ยังมีการขยายกรอบความคิดเดิมในการสั่งการร่างกายในการขับร้อง เป็นผลให้ผู้ฝึกสามารถปลดข้อจำกัดทางความคิดและร่างกายให้สามารถแสดงประสิทธิภาพที่สูงขึ้น การวิจัยสร้างสรรค์ นวัตกรรมการขับร้อง โดยพันธวิทย์ มีกระบวนการศึกษาค้นคว้าและการทดลองผ่านการฝึกปฏิบัติขับร้องโดยผู้วิจัยและนักศึกษาจากสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ผลการวิจัยแสดงนวัตกรรมกระบวนแบบการขับร้องซึ่งสวนทางกับกระบวนทัศน์ดั้งเดิม แต่ให้ประสิทธิผลสูงในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากทั้งในมุมของการฝึกฝนและวิธีคิด ผู้วิจัยนำเสนอผลการวิจัยในรูปแบบของการบรรยาย การขับร้องเดี่ยว และการขับร้องหมู่บทเพลงที่คัดมาจากบทเพลงคอรัสและอุปรากรในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2568


การออกแบบคาแรคเตอร์เพื่อประชาสัมพันธ์เทศกาลสร้างสรรค์ไทยผ่านอารมณ์เชิงบวก, ปฤษฎี ศิลปสม Jan 2024

การออกแบบคาแรคเตอร์เพื่อประชาสัมพันธ์เทศกาลสร้างสรรค์ไทยผ่านอารมณ์เชิงบวก, ปฤษฎี ศิลปสม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยเกี่ยวกับกระบวนออกแบบคาแรคเตอร์เพื่อประชาสัมพันธ์เทศกาลสร้างสรรค์ไทยผ่านอารมณ์เชิงบวก ภายใต้หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานฤมิตศิลป์ โดยมีวัตถุประสงค์ในการค้นหารูปแบบกระบวนการออกแบบคาแรคเตอร์เพื่อประชาสัมพันธ์เทศกาลสร้างสรรค์ไทยผ่านอารมณ์เชิงบวก โดยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผ่านกระบวนสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interviews) และการสนทนากลุ่ม (Focus group) จากผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร อาจารย์ด้านการจัดเทศกาล นักออกแบบ ศิลปิน และอาจารย์ด้านการออกแบบคาแรคเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า จากการแบ่งประเภทเทศกาลสร้างสรรค์ไทยทั้งหมด จำแนกได้ 9 ประเภทเทศกาล จากนั้นจึงจำแนกอารมณ์เชิงบวกที่สอดคล้องกับเทศกาลสร้างสรรค์ไทยทั้ง 9 ประเภท โดยผลสรุปดังนี้ 1. เทศกาลสร้างสรรค์ประเภทกีฬาตรงกับความกระฉับกระเฉง (Energetic) 2. การแสดงละคร ศิลปะ วัฒนธรรมกับความรู้สึกเคลิบเคลิ้มเป็นสุข (Euphoria) 3. ศาสนากับความเคารพ (Respect) 4. อุทยานแห่งชาติกับความผ่อนคลาย (Relaxation) 5. สัตว์ประจำถิ่น ตรงกับความสนุกสนาน (Amusement) 6. ดอกไม้ประจำถิ่นตรงกับความรัก (Love) 7. การแสดงดนตรี ตรงกับแรงบันดาลใจ (Inspiration) 8. แหล่งสถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์ ตรงกับความน่าหลงใหล (Fascination) 9. การจัดงานตามแนวคิดตรงกับความมีเสน่ห์ (Enchantment) โดยข้อสรุปดังกล่าว จะนำไปประยุกต์ใช้เพื่อค้นหาแนวทางการออกแบบคาแรคเตอร์เพื่อค้นหาแนวทางการออกแบบคาแรคเตอร์เพื่อสร้างอัตลักษณ์และประชาสัมพันธ์เทศกาลสร้างสรรค์ไทยผ่านทฤษฎีอารมณ์เชิงบวกในลำดับต่อไป


นวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ด้วยวัสดุทางเลือกจากเห็ด ภายใต้แนวคิดการออกแบบหมุนเวียน, ณัฐชยา เปียแก้ว Jan 2024

นวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ด้วยวัสดุทางเลือกจากเห็ด ภายใต้แนวคิดการออกแบบหมุนเวียน, ณัฐชยา เปียแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง นวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ด้วยวัสดุทางเลือกจากเห็ด ภายใต้แนวคิดการออกแบบหมุนเวียน ภายใต้หลักสูตร ศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานฤมิตศิลป์ โดยการวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ควบคู่กับการทดลองสร้างสรรค์นวัตกรรมวัสดุทางเลือกเพื่อใช้ในงานแฟชั่นไลฟ์สไตล์ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้แนวทางการในพัฒนา ออกแบบ และสร้างตราสินค้าแฟชั่น ด้วยนวัตกรรมวัสดุทางเลือกจากเห็ด ใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ (Interview) ผู้เชี่ยวชาญ โดยใช้กระบวนการเทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique) สร้างเครื่องมือสัมภาษณ์ และค่าหาเที่ยงตรง (IOC) รวบรวมข้อมูลความคิดเห็นจากกลุ่ม ผู้เชี่ยวชาญ, นักออกแบบ, นักวิชาการ และผู้มีประสบการณ์ 3 กลุ่ม ด้านการออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ, ด้านพัฒนานวัตกรรมวัสดุสิ่งทอ และด้านเห็ดเศรษฐกิจในประเทศไทย โดยมีการสัมภาษณ์ทั้งหมด 2 ระยะ ในการสัมภาษณ์ระยะที่ 1 เพื่อให้ได้แนวทางพัฒนาวัสดุทางเลือกจากเห็ด สำหรับผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ เมื่อได้ต้นแบบวัสดุทางเลือก และสัมภาษณ์ในระยะที่ 2 เพื่อประเมินการพัฒนาวัสดุทางเลือกจากเห็ดที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ และตราสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ ผลสรุปการสัมภาษณ์ในระยะ 1 พบว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นสิ่งทอเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ต้องการส่งเสริมสนับสนุนวัสดุ และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น วัสดุทางเลือกจากเห็ดเป็นวัสดุมีความแปลกใหม่ น่าสนใจ มีความเหมาะสมในการพัฒนาสำหรับผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ โดยกระบวนการสร้างวัสดุด้วยนวัตกรรมวัสดุหนัง (Leather) มีความเป็นไปได้ว่าเหมาะสมที่สุด และมีโอกาสที่วิสาหกิจชุมชนเพาะเห็ดในประเทศไทยนำไปต่อยอดธุรกิจได้ รวมทั้งมีแนวโน้มเป็นทางเลือกใหม่ของผู้บริโภคประเภทผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ ผลสรุปการสัมภาษณ์ในระยะ 2 พบว่า ต้นแบบวัสดุทางเลือกจากเห็ด มีลักษณะพื้นผิวสัมผัส หยาบ ลื่น สีสัน คล้ายวัสดุหนัง ขนาด 0.3 – 1 มิลลิเมตร มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ ประเภท เสื้อคลุม (Outerwear) กระเป๋า (Bags) รองเท้า (Shoes) โดยผลจากการทดลองต้นแบบวัสดุทางเลือกจากเห็ดที่ 13, 14, 15 และ 16 ในภาพรวมมีความเหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ และจะเป็นวัสดุหลักในการออกแบบผลิตภัณฑ์ และตราสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์จากนวัตกรรมวัสดุทางเลือกจากเห็ด ด้วยแนวคิดการออกแบบหมุนเวียน