Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 931 - 960 of 6951

Full-Text Articles in Entire DC Network

แนวทางการกำหนดจุดชมโบราณสถานเพื่อคนพิการทางการเคลื่อนไหว กรณีศึกษาอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์, อติกานต์ บำรุงวุทธิ์ Jan 2024

แนวทางการกำหนดจุดชมโบราณสถานเพื่อคนพิการทางการเคลื่อนไหว กรณีศึกษาอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์, อติกานต์ บำรุงวุทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เป็นที่ตั้งของปราสาทหินพนมรุ้ง มรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศ ตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟดับสนิท สภาพพื้นที่ที่มีความสูงชันและสถาปัตยกรรมขอมที่มีลักษณะเฉพาะ ส่งผลให้การเข้าถึงพื้นที่ซึ่งมีพื้นต่างระดับเป็นอุปสรรคสำหรับผู้พิการทางการเคลื่อนไหว คุณค่าและความงามของปราสาทหินพนมรุ้งอยู่ที่ความเป็นของแท้ดั้งเดิม ความครบถ้วนสมบูรณ์ และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงอาจกระทบต่อคุณค่าดังกล่าว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดจุดชมโบราณสถานที่เหมาะสมและเข้าถึงได้สำหรับคนพิการทางการเคลื่อนไหว วิธีวิจัยใช้การประเมินคุณค่าพื้นที่ตามเกณฑ์การอนุรักษ์โบราณสถาน และการประเมินความที่ของภาพที่ปรากฏในสื่อ การประเมินการเข้าถึงจุดสำคัญ และการรับฟังความเห็นผู้เชี่ยวชาญ การศึกษาพบว่า องค์ประกอบโบราณสถานจาก 17 จุด มีจำนวน 6 จุดสำคัญในการชมสำหรับคนพิการทางการเคลื่อนไหว ได้แก่ ลานทางสู่ปราสาท ปราสาทประธาน บันไดขึ้นสู่ปราสาทประธาน ชาลารูปกากบาท บันไดต้นทาง และสระน้ำโบราณ ที่งนี้ พบปัญหาอุปสรรคด้านการเข้าถึงทางกายภาพ เนื่องจากพื้นผิวของทางเดินเป็นวัสดุหินทรายและหินศิลาแลง สภาพขรุขระ และรูปแบบของสถาปัตยกรรมขอมที่มีรูปแบบพื้นต่างระดับ แนวทางการออกแบบ เริ่มจากการศึกษาและเข้าใจสถาปัตยกรรมขอมอย่างลึกซึ่ง ด้วยการประเมินมุมมอง การประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสิ่งก่อสร้างใหม่ ทำการจำแนกความจำเป็นในการเข้าถึง บริเวณที่ไม่สามารถมองเห็น ณ ตำแหน่งดั้งเดิม อาจต้องทดแทนด้วยการมองเห็นจากตำแหน่งอื่น สำหรับจุดที่สามารถมองเห็น ณ ตำแหน่งดั้งเดิม ออกแบบปรับปรุงด้วยแนวคิดด้านการอนุรักษ์ และด้านการเข้าถึงทั้งทางกายภาพและการเข้าถึงทางการมองเห็น โดยปรับพื้นที่ให้น้อยที่สุด


The Impact Of High Speed Rail On Fdi Attraction In Chinese Cities, Xinyue Wang Jan 2024

The Impact Of High Speed Rail On Fdi Attraction In Chinese Cities, Xinyue Wang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

As China enters the "high-speed rail era," the construction of high-speed rail has advanced rapidly, establishing the world's largest and most sophisticated high-speed rail network. This study examines the impact of high-speed rail on foreign direct investment (FDI) using a quasi-natural experiment approach. Utilizing panel data from 300 prefecture-level cities in China from 2008 to 2021, a multi-time-point difference-in-differences (DID) model is constructed to assess the causal relationship between high-speed rail development and FDI attraction. After confirming the parallel trend assumption, the regression results indicate that the opening of high-speed rail has a positive effect on a city’s ability to …


ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะเชิงสัณฐานของจังหวัดนนทบุรีและขอบเขตการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน, ปัณฑิตา ปัณฑะจักร์ Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะเชิงสัณฐานของจังหวัดนนทบุรีและขอบเขตการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน, ปัณฑิตา ปัณฑะจักร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โรงพยาบาลที่ให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินควรต้องมีระดับความเป็นสาธารณะสูง เข้าถึงได้สะดวก รวดเร็ว และตอบสนองเชิงพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการขยายตัวของเมืองอย่างต่อเนื่องของจังหวัดนนทบุรีนั้นทำให้โรงพยาบาลไม่สามารถให้บริการได้ครอบคลุมพื้นที่เหมือนเช่นเคย ส่งผลให้การดำเนินงานการแพทย์ฉุกเฉินมีระยะเวลาตอบสนองการปฏิบัติการฉุกเฉิน (response time) ไม่เป็นไปตามตัวชี้วัดของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งเน้นศึกษาเชิงกายภาพถึงลักษณะเชิงสัณฐานของจังหวัดนนทบุรีและโรงพยาบาลที่ให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน 12 แห่ง ได้แก่ รูปแบบโครงข่ายการสัญจร รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคาร และรูปแบบความหนาแน่นของมวลอาคารและที่ว่าง วิเคราะห์ร่วมกับศักยภาพการตอบสนองเชิงพื้นที่ของโรงพยาบาลระดับเมือง/ย่าน และการเชื่อมต่อเชิงพื้นที่ ด้วยชุดทฤษฎีและเทคนิคสเปซซินแทกซ์ รวมถึงสรุปความสัมพันธ์ของเส้นทางในโครงข่ายการสัญจร เพื่อให้ทราบถึงความประสานและความสามารถในการทำความเข้าใจเมือง/ย่าน ผลการศึกษาพบว่า โรงพยาบาลที่มีศักยภาพการตอบสนองเชิงพื้นที่ระดับย่าน และการเชื่อมต่อเชิงพื้นที่ที่สูง จะมีร้อยละของระยะเวลาตอบสนองการปฏิบัติการฉุกเฉิน (response time) ภายใน 8 นาที ที่มากที่สุด โดยมีโครงข่ายการสัญจรโดยรอบที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันเป็นอย่างดีและเข้าถึงโรงพยาบาลได้จากถนนสายหลักไม่เกิน 1 เลี้ยว มีการใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคารแบบพื้นที่เมืองผสมผสานตั้งแต่ 3 ประเภทขึ้นไป และมีความหนาแน่นของมวลอาคารขนาดเล็กที่มีสัดส่วนของที่ว่างใกล้เคียงหรือน้อยกว่ามวลอาคาร ผลที่ได้จากการศึกษาสามารถใช้เป็นแนวทางพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินของจังหวัดนนทบุรีในอนาคตได้


ผลกระทบของสถานบริการที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มต่อกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวของเมือง: กรณีเมืองเชียงใหม่, อรรถพันธ์ สารวงศ์ Jan 2024

ผลกระทบของสถานบริการที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มต่อกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวของเมือง: กรณีเมืองเชียงใหม่, อรรถพันธ์ สารวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของสถานบริการที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวในเมืองเชียงใหม่ โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมและกรอบการวิเคราะห์เชิงพื้นที่หลายระดับ ผลการศึกษาพบว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กระบวนการแพลตฟอร์มและการส่งเสริมของรัฐจากการผ่อนปรนเชิงนโยบายมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวในพื้นที่ศูนย์กลางเมืองเชียงใหม่ แม้ว่าที่พักผ่ระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มจะกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของเมืองมากขึ้น แต่ก็ยังคงกระจุกตัวสูงอยู่ในพื้นที่ใจกลางเมืองอย่างชัดเจน สะท้อนจากช่องว่างค่าเช่าที่ยังคงเปิดมูลค่าอยู่ในระดับสูงในพื้นที่ศูนย์กลางเมือง โดยเฉพาะที่พักประเภทบ้านในย่านเมืองเก่าที่ถูกเปลี่ยนไปเป็นที่พักนักท่องเที่ยวและให้เช่าระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มมากขึ้น ผลดังกล่าวจะยิ่งทำให้ความเข้มข้นของการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นและค่อย ๆ เปลี่ยนพื้นที่ศูนย์กลางเมืองเก่าให้กลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวไปพร้อม ๆ กับการแทนที่และย้ายออกไปของคนดั้งเดิมและเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดผลกระทบการพลัดถิ่นเชิงถิ่นที่ (place-based displacement) ของผู้อยู่อาศัยระยะยาวที่ได้รับผลกระทบจากการแทรกซึมของที่พักผ่านแพลตฟอร์มเข้าไปในพื้นที่อยู่อาศัยในลักษณะผุดขึ้นทั้งชั่วคราวและถาวรอย่างไม่เป็นแบบแผน (pop-up tourism) และส่งผลกระทบต่อความเป็นชุมชนและคุณภาพชีวิตของคนท้องถิ่น อย่างไรก็ดี การดำเนินธุรกิจที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มในปัจจุบันยังไม่มีการกำกับเชิงสถาบันและการติดตามผลกระทบอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจจะทำให้รัฐประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นในเมืองต่ำกว่าความเป็นจริง จะพบว่าที่พักผ่านระยะสั้นแพลตฟอร์มเป็นตัวเร่งกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวจากด้านล่าง (bottom-up touristification) ในพื้นที่ศูนย์กลางเมืองเชียงใหม่อย่างไม่เป็นระบบและไม่เป็นแบบแผน ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญต่อการวางแผนพัฒนาเมืองจากผลกระทบเกิดขึ้นแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ดังนั้น การจัดทำนโยบายสาธารณะที่คำนึงถึงความสมดุลเชิงพื้นที่จึงสำคัญ รวมถึงการกำหนดมาตรการกระจายต้นทุนและผลประโยชน์โดยการกำกับผลกระทบจากธุรกิจที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์ม เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้พื้นที่เมืองแก่ผู้คนในสังคมอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน


Dual Effects Of Health Insurance And Socioeconomic Status On Healthcare Utilization And Unmet Needs In Thailand: Insights From Two Surveys, Kanokluck Thongkalya Jan 2024

Dual Effects Of Health Insurance And Socioeconomic Status On Healthcare Utilization And Unmet Needs In Thailand: Insights From Two Surveys, Kanokluck Thongkalya

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In Thailand, universal health coverage (UHC) has expanded insurance enrollment. However, barriers to healthcare access persist across socioeconomic and employment sectors. Existing literature often examines the effects of socioeconomic status (SES) and health insurance separately, leaving a gap in understanding how these factors jointly influence healthcare outcomes. This study investigates the combined influence of SES and health insurance on healthcare utilization and unmet needs, emphasizing the importance of considering both factors together. Given Thailand’s labor market, which includes both formal and informal sectors, understanding how different types of health insurance correspond to varying SES levels is essential for assessing access …


The Impact Of Inward Fdi In Agricultural And Food Sectors On Food Security, Rati Nugforn Jan 2024

The Impact Of Inward Fdi In Agricultural And Food Sectors On Food Security, Rati Nugforn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aims to investigate the impacts of inward primary-sector foreign direct investment (IPFDI) and inward secondary-sector foreign direct investment (ISFDI) in agricultural and food industries on food security and its four pillars, including food affordability, food availability, food quality and safety, and food sustainability and adaptation. This study focuses on 21 high-income countries, 17 middle-income countries, and 5 low-income countries from 2012 to 2021. For the methodology, this paper employs panel regressions. The findings manifest that IPFDI undermines food security in high-income countries through land grabbing and resource misallocation. Similarly, ISFDI negatively impacts food security by fostering market concentration …


กระบวนการสะสมทุนโดยการพรากสิทธิในนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eec), ธิวัชร์ ดำแก้ว Jan 2024

กระบวนการสะสมทุนโดยการพรากสิทธิในนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eec), ธิวัชร์ ดำแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการสะสมทุนโดยการพรากสิทธิในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยอาศัยกรอบแนวคิด “การสะสมทุนโดยการพรากสิทธิ” (Accumulation by Dispossession) ของ David Harvey เพื่อวิเคราะห์นโยบายของรัฐที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสิทธิในที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่สามจังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากเอกสารราชการ การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ และการสนทนากลุ่มย่อยกับประชาชนในพื้นที่ผลการศึกษาพบว่า นโยบาย EEC เป็นนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐใช้กลไกพิเศษและกฎหมายเฉพาะกิจในช่วงรัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพื่อเร่งรัดการลงทุนขนาดใหญ่ โดยมีการยกเว้นกฎหมายผังเมืองและกฎหมายสิ่งแวดล้อมเดิม อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างกว้างขวาง พื้นที่เกษตรกรรมและที่อยู่อาศัยของประชาชนถูกจัดสรรใหม่เพื่อรองรับอุตสาหกรรม ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องสูญเสียสิทธิในที่ดินทำกิน การเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตดั้งเดิม นโยบายนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างอำนาจรัฐกับทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะทุนข้ามชาติที่ได้รับประโยชน์จากการจัดการทรัพยากรของรัฐในนามของการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษาแสดงให้เห็นว่า “การพรากสิทธิ” ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเชิงกายภาพของการเวนคืนหรือยึดครองที่ดินเท่านั้น แต่ยังปรากฏในรูปแบบของการเปลี่ยนกฎหมาย โครงสร้างสถาบัน และการสร้างความยินยอมทางอุดมการณ์ผ่านการโฆษณาว่านโยบายดังกล่าวจะนำประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ทั้งที่ในทางปฏิบัตินำไปสู่ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ การสูญเสียอัตลักษณ์ชุมชน และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ข้อเสนอจากการศึกษาเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการทบทวนนโยบายพัฒนาพื้นที่ขนาดใหญ่ภายใต้หลัก สิทธิมนุษยชน การมีส่วนร่วมของประชาชน และการคำนึงถึงความยั่งยืนของทรัพยากรในระยะยาว โดยเสนอให้มีการกำกับตรวจสอบเชิงนโยบายและการปฏิรูปกระบวนการวางแผนการพัฒนา เพื่อป้องกันการใช้กลไกของรัฐเป็นเครื่องมือสนับสนุนการสะสมทุนที่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อสังคมอย่างถาวร


Reducing Exhaustion And Reduced Personal Efficacy In Office Workers: The Impact Of Art Therapy, Natnicha Prachakittikul Jan 2024

Reducing Exhaustion And Reduced Personal Efficacy In Office Workers: The Impact Of Art Therapy, Natnicha Prachakittikul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigated the psychological effects of a one-day clay-based art therapy workshop on Thai office workers experiencing emotional exhaustion and reduced personal efficacy. The research aimed to assess the outcomes of the intervention in three key areas: emotional release, rediscovery of inner strengths, and reframed perspectives.A total of 30 participants were purposively selected from a Bangkok-based organization and assigned to either an art therapy group, which received the art therapy intervention, or a control group with no intervention. After accounting for withdrawals, the final sample included 27 participants. Data were collected through pre- and post-session open-ended questions and reflective …


Curating Nang Loeng: Visibility And Community Engagement Through Artistic Practices In Bangkok’S Historical Neighborhood, Merlin Nona Susanna Rebmann Jan 2024

Curating Nang Loeng: Visibility And Community Engagement Through Artistic Practices In Bangkok’S Historical Neighborhood, Merlin Nona Susanna Rebmann

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis investigates the role of community-based art practices in promoting cultural empowerment and social visibility in marginalized urban contexts. Focusing on the Bangkok-based collective Community Lab and its origins in the E-Lerng group, the study explores how artistic strategies emerge from within local communities to address institutional absence, sustain cultural heritage and foster long-term engagement. Through three case studies that highlight creative archiving, cross-cultural collaboration, and embedded artistic practice, the research examines how Community Lab navigates different roles as artists, mediators, archivists and activists. The analysis highlights how their hybrid practice contributes to preserving intangible heritage, creating translocal dialogue …


A Chai Story : The Interplay Of Food, Memory, And Identity In Contemporary Creative Practices, Thaksina Chawla Jan 2024

A Chai Story : The Interplay Of Food, Memory, And Identity In Contemporary Creative Practices, Thaksina Chawla

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This curatorial thesis positions masala chai as a living cultural artifact that embodies layered histories of intimacy, resistance, and transformation. Grounded in postcolonial theory, material culture studies, diaspora studies, and sensory ethnography, the research investigates how chai operates not merely as a beverage, but as a medium of embodied knowledge, culinary memory, and cultural negotiation.The outcome is A Chai Story, a digital exhibition that curates contemporary artworks, archival materials, soundscapes, poetry, and documentary footage into a reflexive and participatory experience. Rather than following a chronological format, the exhibition is structured around four thematic sections—colonial legacies, ritual performance, authenticity, and global …


The Impact Of Art Therapy On Empathy Development In Thai Adolescents, Baitoey Charoenpitaya Jan 2024

The Impact Of Art Therapy On Empathy Development In Thai Adolescents, Baitoey Charoenpitaya

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This qualitative research aimed to explore how the embodied mandala method, grounded in the Embodiment–Projection–Role (EPR) framework and the concept of the mandala as a dramatic structure of the mind, can support the development of empathy in Thai adolescents. The study involved ten participants aged 13–15 who engaged in expressive arts activities across six sessions. Data were collected through structured written interviews, reflection notes, and artwork, and analyzed thematically. Two key themes emerged: (1) Emotional Echoes: Knowing Through Feeling (affective empathy), and (2) Beyond Distance: Bridging Self and Other (cognitive and affective empathy). Findings indicated that the embodied mandala method …


Exploring Similarities And Differences Of Symbols Selection And Narrative Themes In Sandtray Therapy Among Thais With And Without Depression: A Pilot Study, Kevalin Saksiamkul Jan 2024

Exploring Similarities And Differences Of Symbols Selection And Narrative Themes In Sandtray Therapy Among Thais With And Without Depression: A Pilot Study, Kevalin Saksiamkul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This pilot study investigates the symbolic selections and narrative themes emerging from Sandtray Therapy among Thai adults with and without depression. The study aimed to examine how symbol choices and storytelling could distinguish between the two groups, thereby exploring the potential of Sandtray as a non-verbal expressive tool for supporting psychological assessment. Thirty participants (15 diagnosed with depression and 15 without diagnosis) each created a sandtray scene using a standardized set of 298 miniatures, followed by open-ended narration. Quantitative analysis using t-tests and Mann-Whitney U-tests identified 16 symbolic items significantly more common among participants with depression. Thematic analysis of narratives …


Exploring Stress Through Storytelling In Short-Form Videos Created By Thai Undergraduate Students In Bangkok, Ziyuan Lin Jan 2024

Exploring Stress Through Storytelling In Short-Form Videos Created By Thai Undergraduate Students In Bangkok, Ziyuan Lin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This qualitative study explores how Thai undergraduate students in Bangkok experience, express, and manage stress through short-form video storytelling, using an expressive arts therapy framework. This study aimed to (1) identify students’ sources of stress, (2) examine their coping mechanisms, and (3) evaluate how creating short-form videos supported emotional expression, reflection, and self-discovery. Fifteen participants (aged 18–24) created videos ranging from 30 to 90 seconds in length, based on the “The Hero’s Journey” narrative, alongside structured interviews and experience surveys. Thematic analysis revealed three overarching themes: sources of stress (academic pressure, social and interpersonal challenges, and identity-related uncertainty); coping mechanisms …


Ganesha In The Context Of Art Toys In Thai Society, Chisanupong Curechaem Jan 2024

Ganesha In The Context Of Art Toys In Thai Society, Chisanupong Curechaem

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis studies the phenomenon of reinterpreting sacred symbols through contemporary material culture in Thai society, focusing on art toys modeled after Ganesha. This research aims to explore the mechanisms by which these objects, with their pop culture aesthetics and appealing cuteness, can function as "mental anchors" in the modern era, considering this phenomenon at the intersection of syncretic belief, the dynamics of Buddhist Commercialization, and consumer culture. Using practice led curatorial research methodology, the primary outcome of this research is the development of a conceptual framework presented as a proposal for "Novaganesha: Pray & Play" a conceptual exhibition that …


จิตรกรรมร่วมสมัย ชุดพฤติกรรมการตกหลุมรัก, สิระ หอมจันทร์ Jan 2024

จิตรกรรมร่วมสมัย ชุดพฤติกรรมการตกหลุมรัก, สิระ หอมจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยและสร้างสรรค์ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างงานจิตรกรรมที่เกิดจากการพิจารณาแรงบันดาลใจส่วนตัว ผ่านการค้นคว้าข้อมูล ทบทวนวรรณกรรมและพัฒนาเป็นงานศิลปะ เพื่อเข้าใจเหตุผลการตกหลุมรัก ซึ่งเป็นพื้นฐานในบริบทชีวิตประจำวัน โดยงานวิจัยนี้ได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลภาคเอกสาร การศึกษาผลงานศิลปิน และพัฒนาเป็นงานสร้างสรรค์ ที่มีการสอดแทรกและเชื่อมโยงแนวความคิด รูปแบบ รูปทรง ความหมายทางสี สัญลักษณ์ และสัญญะในงานทัศนศิลป์ นอกจากนี้งานในวิจัยได้นำทฤษฎีด้านความรัก ทฤษฎีจิตวิทยา ทฤษฎีวิทยาศาสตร์ และ ด้านศิลปะ มาใช้การในการศึกษา ผลของการศึกษาข้อมูลและทดลองสร้างสรรค์สรุปได้ว่าการตกหลุมรักจะเกิดขึ้นจาก การรับรู้ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) การรับรู้ทางกายภาพ คือ สายตา ที่เป็นอวัยวะอันสำคัญที่สุด เพราะการมองเห็นทำให้ อาจนำไปสู่ความชอบ และ เกิดการตกหลุมรัก 2) การรับรู้ทางอารมณ์ คือ ความรู้สึกที่สนองตอบรับให้เกิดอารมณ์ภายใต้ความคิด ทั้งนี้ แนวทางการสร้างสรรค์ผลงานจิตกรรม ที่ผู้วิจัยสนใจนำเสนอ จึงมีลักษณะรูปแบบของ ศิลปะลัทธิจุลนิยม (Minimalism) ที่ สามารถเข้าใจได้ง่าย ไม่ซับซ้อนในเชิงองค์ประกอบ แต่มีการตีความหมายจากสัญลักษณ์ และความสนใจชุดสีของ ลัทธิประชานิยม (Pop Art) ที่มีสีสันสดใส ตีความหมายเหตุผลผ่านงานจิตรกรรม เกิดเป็นชุดผลงานจิตรกรรม 4 ชุด ได้แก่ 1) ระยะที่ 1 เน้นการใช้วัสดุ 2) ระยะที่ 2 เน้นการวาดข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน 3) ระยะที่ 3 เน้นการใช้สีเปรียบเทียบความรู้สึก 4) ระยะที่ 4 ศิลปะนิพนธ์ เน้นการใช้สีชมพูและการใช้รูปทรงหัวใจ ซึ่งในผลงานชุดที่ 4 สามารถตอบโจทย์ได้ดีที่สุด เมื่อเทียบกับ 3 ระยะก่อนหน้า


การแสดงโขนโรงเรียนสาธิต, พนิดา ปวงบุผา Jan 2024

การแสดงโขนโรงเรียนสาธิต, พนิดา ปวงบุผา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง “การแสดงโขนโรงเรียนสาธิต” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดแสดงโขนของโรงเรียนสาธิตระดับมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร โดยมุ่งศึกษากระบวนการจัดแสดงโขนที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในช่วง พ.ศ. 2562–2567 การวิจัยฉบับนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาจากเอกสาร ได้แก่ หนังสือ วิจัย บทความที่เกี่ยวข้องกับนาฏยศิลป์ โขน การจัดการแสดง เก็บข้อมูลภาคสนามจากการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนาฏยศิลป์และโขน ผู้ฝึกสอน ผู้เรียน และผู้ปกครอง และการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า โรงเรียนสาธิตระดับมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครที่มีการจัดแสดงโขนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 ถึงปัจจุบัน ได้แก่ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) ใช้ทฤษฎีพหุปัญญา โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใช้แนวคิด 1 ศ 5 ส และโรงเรียนดรุณสิกขาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ใช้การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ด้วยปัญญา แต่ละโรงเรียนมีแนวทางการสอนที่แตกต่างกันตามปรัชญาการศึกษา แต่มีพันธกิจร่วมกันในการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ได้รับความร่วมมือจากผู้บริหาร อาจารย์ ผู้เรียน และผู้ปกครอง การจัดแสดงโขนในโรงเรียนสาธิตมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้เยาวชน ช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ทักษะชีวิต และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน เช่น ความมีวินัย ความรับผิดชอบ และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมไทย ควรมีการศึกษาทฤษฎีหรือแนวคิดอื่นเพิ่มเติมเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการสอนโขนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต


ประวัติและนโยบายด้านศิลปะของกลุ่มอีเลิ้งในบริบทของศิลปะชุมชน, ธารินี รัตนเสถียร Jan 2024

ประวัติและนโยบายด้านศิลปะของกลุ่มอีเลิ้งในบริบทของศิลปะชุมชน, ธารินี รัตนเสถียร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจประวัติและนโยบายด้านศิลปะในบริบทของศิลปะชุมชนของกลุ่ม "อีเลิ้ง" (E-Lerng Artists Collective) ซึ่งเป็นกลุ่มศิลปินที่ทำงานอยู่ในย่านนางเลิ้ง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 - 2567 ก่อตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความท้าทายทางสังคมและวัฒนธรรมที่ชุมชนต้องเผชิญ และได้พัฒนาแนวทางจากการทำโครงการศิลปะชุมชนแบบดั้งเดิมไปสู่การเป็นตัวอย่างสำคัญของศิลปะชุมชนในประเทศไทยที่ริเริ่มโดยคนในชุมชนเพื่อตอบสนองต่อปัญหาของชุมชน โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบพรรณนา การทบทวนเอกสาร งานภาคสนาม และการวิเคราะห์บริบททางสังคมและการเมืองที่กลุ่มศิลปินดำเนินงานอยู่ และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และสรุปผลการศึกษา รวมถึงสำรวจวิธีการที่เป็นเอกลักษณ์และยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในชุมชน กระบวนการคิดและการดำเนินงานของกลุ่มอีเลิ้งได้สร้างองค์ความรู้ที่มีคุณค่าในสาขาศิลปะชุมชน (Community Art) ที่มีประเด็นร่วมกับศาสตร์สาขาอื่น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านสังคม การเมือง คุณภาพชีวิต ไปจนถึงประเด็นทางประวัติศาสตร์ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ซึ่งสามารถใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนานโยบายศิลปะในประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบของศิลปะชุมชน (Community Art) ศิลปะที่มีส่วนร่วมทางสังคม (Socially Engaged Art) ศิลปะแห่งการมีส่วนร่วม (Participatory Art) และศิลปะแบบกิจกรรม (Activity-based art)


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์ที่มีต่อความรับผิดชอบของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, มนัสนันท์ ผาสุขกุลโรจน์ Jan 2024

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์ที่มีต่อความรับผิดชอบของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, มนัสนันท์ ผาสุขกุลโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรับผิดชอบ ก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนน ความรับผิดชอบหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 80 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 40 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 40 คน ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์จำนวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.96 – 1.00 และ 2) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความรับผิดชอบ ทั้งหมด 6 ด้าน จำนวน 20 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.60 – 1.00 ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนน ความรับผิดชอบโดยการทดสอบค่าที (t - test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรับผิดชอบหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรับผิดชอบหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์สามารถพัฒนาความรับผิดชอบของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายได้


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือที่มีต่อความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, พงศภัค สุวัตถุดี Jan 2024

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือที่มีต่อความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, พงศภัค สุวัตถุดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ 2. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) และแบ่งนักเรียนออกเป็น 2 กลุ่ม ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) จำนวน 60 คน โดยเป็นนักเรียนกลุ่มทดลองจำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 30 คน ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการทดลอง คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ (IOC = 1.00) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กอายุ 12-17 ปี (IOC = 0.94) และแบบทดสอบทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอล (IOC = 1.00) ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์กิจกรรมมินิวอลเลย์บอลที่มีต่อเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, พุฒิพงศ์ ศรีสมโภชน์ Jan 2024

ผลการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์กิจกรรมมินิวอลเลย์บอลที่มีต่อเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, พุฒิพงศ์ ศรีสมโภชน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลของกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลอง 2) เปรียบเทียบเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 66 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 33 คน และกลุ่มควบคุม 33 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์กิจกรรมมินิวอลเลย์บอล จำนวน 8 สัปดาห์ ค่า IOC เท่ากับ 0.80-1.00 2) แบบประเมินเจตคติการเรียน ค่า IOC เท่ากับ 0.80-1.00 3) แบบทดสอบทักษะวอลเลย์บอล ค่า IOC เท่ากับ 0.80-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยคะแนนด้วยค่าที โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลของกลุ่มทดลองหลังทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนเจตคติการเรียนของกลุ่มทดลองไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะวอลเลย์บอลของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลการประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษาที่มีต่อความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนานในนักเรียนเพศหญิงมัธยมศึกษาตอนต้น, นิศากร ขวัญเมือง Jan 2024

ผลการประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษาที่มีต่อความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนานในนักเรียนเพศหญิงมัธยมศึกษาตอนต้น, นิศากร ขวัญเมือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ปรียบเทียบความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนาน ก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนาน ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 80 คน โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร แบ่งออกเป็น กลุ่มทดลอง จำนวน 40 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการเรียนรู้การประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษาที่มีต่อความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนานในนักเรียนเพศหญิงมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 8 แผน 2) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบทดสอบความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจ 2) แบบประเมินความสนุกสนานในการมีกิจกรรมทางกาย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยคำนวณค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation; SD) และใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ (Two-way ANOVA with repeated measures) ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการทดลองกลุ่มที่ได้รับการประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษามีค่าเฉลี่ยความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนาน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 2) หลังการทดลองกลุ่มที่ได้รับการประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษามีค่าเฉลี่ยความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนานสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการเรียนการสอนรายวิชาพลศึกษาแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001


การพัฒนาบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา ที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด Deeper และการเสริมต่อการเรียนรู้, ปาณัสม์ ชินเมธีพิทักษ์ Jan 2024

การพัฒนาบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา ที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด Deeper และการเสริมต่อการเรียนรู้, ปาณัสม์ ชินเมธีพิทักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ลักษณะการใช้และการพัฒนาบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษาที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด DEEPER และ Scaffolding 2) เพื่อวิเคราะห์ผลการเปลี่ยนแปลงหลังจากใช้บอร์ดเกมในการส่งเสริมทักษะแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษาที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักเรียนชายระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 2 คน ที่ได้รับการประเมินว่ามีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้ต้นแบบบอร์ดเกมได้รับการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 4 คน ผลการประเมินพบว่าต้นแบบบอร์ดเกมมีความเหมาะสมในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.81) และแบบสังเกตพฤติกรรมการแก้ปัญหาและแบบวัดทักษะแก้ปัญหามีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหากับวัตถุประสงค์ (Index of Congruence : IOC) อยู่ที่ช่วงระหว่าง 0.60 – 1.00 ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ปรับปรุงต้นแบบตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเหมาะสมต่อการใช้งาน การเก็บข้อมูลดำเนินการผ่านการสังเกตพฤติกรรมการแก้ปัญหา เพื่อวิเคราะห์ผลการทดลองและนำไปปรับปรุงพัฒนาต่อไปผลการศึกษาพบว่า การใช้บอร์ดเกมสามารถส่งเสริมการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในขั้นตอนการระบุปัญหาและการนำเสนอแนวทางแก้ไข ผู้เรียนมีพัฒนาการในด้านการคิดวิเคราะห์ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการเชื่อมโยงกับประสบการณ์จริง ทั้งนี้การเสริมต่อการเรียนรู้ที่มีโครงสร้างสนับสนุนที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนแต่ละราย มีบทบาทสำคัญในการสร้าง “วงจรการเรียนรู้” ที่เชื่อมโยงการสนับสนุนจากภายนอกสู่การคิดภายในของผู้เรียนอย่างเป็นลำดับ แม้ว่าจะยังพบข้อจำกัดด้านการใช้ภาษา การอธิบายเหตุผล และการสะท้อนผลอย่างลึกซึ้ง แต่การจัดกิจกรรมที่กระตุ้นการตั้งคำถาม การวิเคราะห์ปัญหา และการแสดงออกอย่างมีเหตุผล ส่งผลให้ผู้เรียนมีแนวโน้มพัฒนาแนวคิดและความเข้าใจภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นว่าการใช้บอร์ดเกมร่วมกับแนวทางการเสริมต่อการเรียนรู้ ที่เป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิผลในการสนับสนุนทักษะการคิดอย่างเป็นระบบสำหรับผู้เรียนที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้


ผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษาวิชาแฮนด์บอลด้วยการฝึกการเรียงแก้วที่มีต่อทักษะแฮนด์บอลและการประสานงานระหว่างมือกับตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย, ธนกร ป้านสุวรรณ์ Jan 2024

ผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษาวิชาแฮนด์บอลด้วยการฝึกการเรียงแก้วที่มีต่อทักษะแฮนด์บอลและการประสานงานระหว่างมือกับตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย, ธนกร ป้านสุวรรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะแฮนด์บอลและการประสานงานระหว่างมือกับตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการทดลอง และ 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะแฮนด์บอลและการประสานงานระหว่างมือกับตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 73 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 36 คน และกลุ่มควบคุม 37 คน ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือในวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาวิชาแฮนด์บอลด้วยการฝึกการเรียงแก้ว จำนวน 8 แผน ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.95 และ 2) แบบทดสอบทักษะกีฬาแฮนด์บอล 3 ทักษะ ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.96 3) แบบวัดการประสานงานระหว่างมือกับตา Alternate Hand Wall Toss Test ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลคำนวณค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ของคะแนนการประสานงานระหว่างมือกับตา โดยการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยของทักษะแฮนด์บอลและการประสานงานระหว่างมือกับตาหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) คะแนนเฉลี่ยของทักษะแฮนด์บอลและการประสานงานระหว่างมือกับตาหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีเพียงทักษะการเลี้ยงบอลเพียงทักษะเดียวที่มีผลไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้พลศึกษาวิชาแฮนด์บอลผ่านกิจกรรมการเรียงแก้วสามารถพัฒนาการประสานงานระหว่างมือกับตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายได้


ผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ตามสภาพจริงร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา, กิตติพงศ์ มาตสาร Jan 2024

ผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ตามสภาพจริงร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา, กิตติพงศ์ มาตสาร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษาและสมรรถนะการสื่อสาร ก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุม และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษาและสมรรถนะการสื่อสารหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 60 คน ที่ได้จากวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) และวิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple random sampling) แบ่งเป็นห้องเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ตามสภาพจริงร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ จำนวนนักเรียน 30 คนและห้องเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้รูปแบบปกติ จำนวนนักเรียน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 8 แผนและแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติและสมรรถนะการสื่อสาร วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนกลุ่มทดลอง หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย การจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ตามสภาพจริงร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษาสูงกว่าการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาแบบปกติ


การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน และการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ชญาดา สื่อสุวรรณวิสิฏิ์ Jan 2024

การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน และการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ชญาดา สื่อสุวรรณวิสิฏิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อออกแบบการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น 2) เพื่อศึกษาผลของการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น 3) เพื่อนำเสนอการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2568 จำนวน 31 คน และผู้เชี่ยวชาญในการตรวจประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้และเครื่องมือวิจัย จำนวน 15 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเรียนรู้ฯประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ (1) การเข้าใจ (2) การกำหนดปัญหา (3) การระดมความคิด (4) การสร้างต้นแบบ และ (5) การทดสอบ 2) ผลการเปรียบเทียบระดับการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันก่อนและหลังเรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่า t-test = -11.63 3) ผลการเปรียบเทียบระดับการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกก่อนและหลังเรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่า t-test = -16.85 4) ผลการนำเสนอรูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่า ผลการประเมินรูปแบบอยู่ในระดับ มากที่สุด โดยมีค่า (x̄ = 4.86, S.D. = 0.23) และมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายระหว่างการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึก ของนักเรียนมีค่า .812 โดยมีความสัมพันธ์ในระดับสูง


มุมมองและแนวทางการสอนการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโน, กาจก้อง ศศิสัจจา Jan 2024

มุมมองและแนวทางการสอนการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโน, กาจก้อง ศศิสัจจา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษามุมมองต่อการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโนของผู้เชี่ยวชาญเปียโนในประเทศ ไทย และ 2) ศึกษาแนวทางการสอนการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโนของผู้เชี่ยวชาญเปียโนในประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิง คุณภาพ ศึกษาโดยใช้การสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และรายงานเป็นการบรรยาย และตาราง โดยเก็บ รวบรวมข้อมูลจ​ากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งได้จากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 15 ท่าน แบ่งตาม ช่วงอายุ 3 กลุ่ม ได้แก่กลุ่ม Gen BB กลุ่ม Gen X และกลุ่ม Gen Y จำนวนกลุ่มละ 5 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า 1) มุมมองต่อการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโนของผู้เชี่ยวชาญเปียโนในประเทศไทย มีลักษณะ เฉพาะตัวที่หลากหลาย สะท้อนถึงความเป็นปัจเจกของแต่ละบุคคลที่มีแนวคิดแตกต่างกันตามประสบการณ์และรสนิยม อย่างไรก็ตาม ผลการ วิเคราะห์สะท้อนให้เห็นแนวโน้มของความนิยมในภาพรวมที่สามารถจำแนกได้เป็น 6 ประเด็นหลัก ได้แก่ความหมายของการแสดงออกทางอารมณ์ซึ่ง ถูกมองว่าเป็นการสื่อสารผ่านเสียงดนตรีวิธีการแสดงออกซึ่งเน้นที่เสียงเป็นหลักแต่บางส่วนยอมรับบทบาทของท่าทาง การตีความบทเพลง ซึ่งต้อง พิจารณาทั้งความซื่อตรงต่อตัวโน้ต บริบทของบทเพลง และแนวปฏิบัติตามยุคสมัย การมีอารมณ์ร่วมซึ่งควรอยู่ในระดับที่พอเหมาะ ปัจจัยที่ส่งผลต่อ ความสามารถในการแสดงออกซึ่งครอบคลุมทั้งปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลและปัจจัยประสบการณ์ทางดนตรีและสิ่งที่บ่งบอกถึงการแสดงออกทางอารมณ์ เช่น ประโยคเพลง จังหวะ ความดังเบา รายละเอียดเสียงและสัมผัส รวมถึงท่าทาง 2) แนวทางการสอนการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโน ของผู้เชี่ยวชาญพบว่า มีความหลากหลายและสะท้อนความเป็นปัจเจกของผู้สอน วิธีการที่ใช้ในการสอนขึ้นอยู่กับลักษณะของบทเพลง และ ประสบการณ์หรือความถนัดของผู้สอนแต่ละคน ทั้งนี้พบว่ามีองค์ประกอบทางดนตรีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 12 ประการ โดยองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ บริบท โครงสร้างเพลง รายละเอียดเสียงและสัมผัส ความดังเบา และประโยคเพลง ด้านวิธีการสอนที่ใช้ มีความหลากหลายรวม 14 วิธี เช่น การอธิบาย การเล่นสาธิต การสอนเทคนิค การให้ฟังเพลง การตั้งคำถาม การเปรียบเปรย และการเล่าเรื่อง โดยพบว่าการสอนในเชิงบรรยายเป็น วิธีการสอนหลักที่ครอบคลุมทุกเนื้อหา แนวทางการสอนของผู้เชี่ยวชาญสามารถจำแนกได้เป็น กลุ่มเน้นเทคนิค และกลุ่มเน้นจินตนาการ นอกจากนี้ยัง พบความแตกต่างทางมุมมองและวิธีการสอนระหว่างรุ่น โดยเฉพาะระหว่างผู้เชี่ยวชาญรุ่น Gen …


โปรแกรมพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารตามการอบรมโดยใช้ละครเป็นฐาน สำหรับผู้บริหารโรงเรียนเอกชน, ชัญญา วิภารังสี Jan 2024

โปรแกรมพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารตามการอบรมโดยใช้ละครเป็นฐาน สำหรับผู้บริหารโรงเรียนเอกชน, ชัญญา วิภารังสี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาสมรรถนะการสื่อสารของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน 2) ออกแบบโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารโดยใช้ละครเป็นฐานสำหรับผู้บริหารโรงเรียนเอกชน และ 3) วิเคราะห์ผลการใช้โปรแกรมดังกล่าว การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสมรรถนะการสื่อสารของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสามัญศึกษา 3 ประเภท เก็บข้อมูลจากผู้อำนวยการ 3 คน และครู 9 คน รวม 12 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง 20 ข้อ (IOC = 0.76) พบว่าผู้บริหารต้องการพัฒนาการพูดมากที่สุด รองลงมาคือ การสอนงาน การจัดการทีม และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน ระยะที่ 2 ออกแบบโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารโดยใช้ละครเป็นฐาน ระยะเวลา 180 นาที ประกอบด้วย 6 กิจกรรม ได้แก่ 1) อารัมภบท 2) อุ่นเครื่องร่างกาย 3) ฝึกสติและจินตนาการ 4) บทบาทสมมติ 5) การสะท้อนกลับ และ 6) การสรุป โดยอาศัยความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ผ่านการระดมสมองอย่างเป็นระบบ และได้รับการตรวจสอบความเหมาะสมด้านโครงสร้าง เนื้อหา กระบวนการ และการประเมินผล ได้โปรแกรมที่สมบูรณ์ชื่อ "ข้ามขีดจำกัดการสื่อสารด้วยโปรแกรมพัฒนาผ่านการใช้ศาสตร์ละครเป็นฐาน" ระยะที่ 3 ทดสอบประสิทธิภาพโปรแกรมกับผู้อำนวยการโรงเรียนเอกชน 3 คน สัมภาษณ์เชิงลึกก่อนและหลังเข้าร่วม รวมถึงสังเกตพฤติกรรมระหว่างการฝึกอบรม พบว่าผู้บริหารมีการพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารด้านการพูดที่ชัดเจน กระชับ มีความมั่นใจ และการใช้น้ำเสียงอย่างเหมาะสม รวมถึงการควบคุมอารมณ์ได้ดี ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการประยุกต์ใช้ละครเป็นฐานในการฝึกอบรมสามารถส่งเสริมการพัฒนาประสิทธิภาพการสื่อสารด้านการพูดในการบริหาร และการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกกับครูของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนได้อย่างมีประสิทธิผล


การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน โดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วิไลภรณ์ วงษ์กิติโสภณ Jan 2024

การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน โดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วิไลภรณ์ วงษ์กิติโสภณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการรูปแบบฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างการวิจัยที่ใช้ในการศึกษาสภาพและความต้องการรูปแบบฯ ผู้วิจัยคัดเลือกตัวอย่าง 2 กลุ่ม 1) นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเขต 1 และ 2 จำนวน 434 คน (Purposive Sampling) ขนาดตัวอย่างขั้นต่ำคำนวณโดย G*Power 3.1.9.7 สำหรับ Paired-samples t-test เท่ากับ 272 คน ตามเกณฑ์ของ Cohen (1988) 2) ครูผู้สอนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ในสังกัดสพฐ. เขต 1 และ 2 จำนวน 5 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) และตัวอย่างการวิจัยที่ใช้ในศึกษาผลการใช้รูปแบบฯ ได้จากเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้แก่ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนมัธยมวัดนายโรง จำนวน 30 คน ที่สมัครใจเข้าร่วมแบบอาสาสมัคร (Voluntary Participation) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพและความต้องการรูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) แบบสัมภาษณ์ครูแบบมีโครงสร้าง 3) แบบประเมินผู้เชี่ยวชาญแบบมีโครงสร้าง 4) แบบประเมินรูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 5) แบบประเมินทักษะการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน 6) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่มีต่อรูปแบบการอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐาน การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย 1) วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) วิเคราะห์สภาพและความต้องการโดยใช้ดัชนีความสำคัญของลำดับความต้องการจำเป็นหรือ Modified Priority Needs Index: PNImodified และ 3) วิเคราะห์ความแตกต่างของคะแนนทักษะการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายก่อนและหลังการอบรม โดยใช้สถิติทดสอบ Paired Samples t-test ผลการวิจัยสรุปได้ว่า …


การพัฒนาโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา, ศักดา สวัสดิ์วร Jan 2024

การพัฒนาโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา, ศักดา สวัสดิ์วร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา และ 2) ประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น ตัวอย่างวิจัยเป็นนักเรียนประถมศึกษาจำนวน 30 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายใน 1 โรงเรียนที่สมัครใจเข้าร่วมโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นและผ่านเกณฑ์คัดเข้า ทำการเก็บข้อมูล 2 ครั้ง คือ ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง 8 สัปดาห์นำข้อมูลมาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยด้วยค่าทีที่ระดับนัยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) โปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย 8 กิจกรรม ได้แก่ (1) ยืดเส้นยืดสาย (2) ฝ่าฟันไปด้วยกัน (3) ภารกิจพิชิตชัยชนะ (4) รวมพลังสู่ชัยชนะ (5) ขยับสไตล์เรา (6) คู่หูทรงพลัง (7) ลูกบอลหรรษา และ (8) มั่นคงทรงพลัง มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ในช่วง 0.80–1.00 และ 2) ประสิทธิผลของโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของคะแนนความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมในระยะหลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า การพัฒนาโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษามีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ในช่วง 0.80–1.00 และโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลสามารถส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาได้


การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักศึกษา, ฐาปนวัฒน์ สุขปาละ Jan 2024

การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักศึกษา, ฐาปนวัฒน์ สุขปาละ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษา 2) พัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักศึกษา และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักศึกษาที่พัฒนาขึ้น การศึกษาระดับความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 434 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นสองขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 35 ข้อ ครอบคลุม 6 องค์ประกอบ มีค่าดัชนีความสอดคล้องรวม 0.77 และค่าความเที่ยง 0.86 การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ส่วนการศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต จำนวน 80 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจงและสุ่มแบบแบ่งชั้นตามเพศ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 40 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 1 ชั่วโมง วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที (t-test) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05ผลการวิจัย พบว่า 1) นักศึกษามีระดับความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2) โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย กิจกรรม 8 กิจกรรม คือ 2.1) รอบรู้บุหรี่ไฟฟ้า 2.2) แยกแยะสื่อและโฆษณา 2.3) รู้ที่มา เข้าใจข้อมูล 2.4) รู้จักคิด รู้จักปฏิเสธ 2.5) คิดก่อนคลิก เลือกก่อนลอง 2.6) ฉลาดรู้…จัดการตน 2.7) สื่อ..สาร ให้โดนใจ และ 2.8) ภารกิจพลังบวก มีค่าดัชนีความสอดคล้องเฉลี่ยเท่ากับ 0.95 3) ประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษากลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) สรุปผลการวิจัย พบว่า โปรแกรมส่งเสริม ความฉลาดรู้ทางสุขภาพที่พัฒนาขึ้นสามารถเพิ่มระดับความฉลาดรู้ทางสุขภาพของนักศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญ และมี แนวโน้มที่จะนำไปใช้ในการพัฒนากลุ่มเยาวชนในระดับอุดมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิผล