Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 481 - 510 of 6951

Full-Text Articles in Entire DC Network

พลวัตและบทบาทของคติชนและวิถีชนของผู้เลี้ยงควายในจังหวัดชลบุรี, ชุตินันท์ มาลาธรรม Jan 2024

พลวัตและบทบาทของคติชนและวิถีชนของผู้เลี้ยงควายในจังหวัดชลบุรี, ชุตินันท์ มาลาธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มุ่งรวบรวมคติชนและวิถีชนของผู้เลี้ยงควายในจังหวัดชลบุรี แล้วนำมาวิเคราะห์พลวัตและบทบาทด้วยมุมมองคติชนวิทยา (folkloristics) และวิถีชนศึกษา (folklife studies) ผู้วิจัยเก็บข้อมูลภาคสนามระหว่าง พ.ศ.2563-2566 ในชุมชนที่มีการจัดประเพณีวิ่งควายในจังหวัดชลบุรี 24 แห่ง ได้แก่ อำเภอเมืองชลบุรี บ้านบึง บ่อทอง หนองใหญ่ พานทอง พนัสนิคม เกาะจันทร์ ศรีราชา และบางละมุง ในจังหวัดระยอง 2 แห่ง และจังหวัดฉะเชิงเทรา 1 แห่งผลการศึกษาพบว่า เดิมผู้เลี้ยงควายในจังหวัดชลบุรีเลี้ยงควายเป็นแรงงานในการเกษตร เมื่อวิถีชีวิตเปลี่ยนไป ผู้เลี้ยงควายสามารถปรับใช้คติชนและวิถีชนเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ในการเลี้ยงควายที่มีหลากหลายมากขึ้น ทั้งเพื่อขาย เพื่อประกวดควายงาม เพื่อวิ่งแข่งขัน และเพื่อร่วมประเพณี ผู้เลี้ยงปรับใช้ความรู้ความเชื่อเพื่อคัดเลือกควายที่ดี มีเคล็ดลับ การเลือกอาหาร การปรับใช้คติชนวัตถุ ทำให้ปัจจุบันควายมีรูปร่างลักษณะต่างกันมาก ควายงามมีลักษณะที่ดีตามเกณฑ์ของกรมปศุสัตว์ ทำให้ควายทั่วประเทศมีลักษณะคล้ายกัน ส่วนควายวิ่งมีลักษณะสูง ขายาวเรียวรัด ปราดเปรียวเพื่อให้วิ่งแข่งได้ จึงสามารถคงลักษณะเฉพาะของควายในชลบุรีไว้ได้จังหวัดชลบุรีมีการจัดประเพณีวิ่งควายในหลายชุมชน ต่อเนื่องตลอดทั้งปี มีทั้งประเพณีวิ่งควายในช่วงเทศกาลออกพรรษาที่จัดในชุมชนตลาดต่าง ๆ สัมพันธ์กับความเชื่อเกี่ยวกับประเพณีวิ่งควาย และประเพณีวิ่งควายนอกช่วงเทศกาลออกพรรษาที่จัดในพื้นที่ว่างเพื่อคัดเลือกควายและเพื่อความสนุกสนานเป็นสำคัญ ทั้งยังมีรูปแบบการใช้ควายแบบ “วิ่งควายบก” ที่มีคนนั่งบนตัวควาย และ “วิ่งควายคราดนา” ที่คนใช้ควายคู่เทียมคราดวิ่งแข่งในพื้นที่มีน้ำขังเลียนแบบการใช้ควายคราดนาเพื่อเตรียมทำนาข้าวด้วย ผู้เลี้ยงจึงต้องมีความรู้ในการฝึกฝนและดูแลควายอย่างดีต่อเนื่องตลอดทั้งปี จึงจะมีควายที่ดีสำหรับนำไปร่วมประเพณีวิ่งควายประเพณีวิ่งควายมีบทบาทหน้าที่สร้างความสนุกสนานเพลิดเพลิน ให้การศึกษาและรักษามาตรฐานพฤติกรรมของสังคม สร้างปฏิสัมพันธ์ของกลุ่มชนและเป็นเครื่องมือในการจัดการความสัมพันธ์เชิงอำนาจ สร้างและนำเสนออัตลักษณ์ทั้งอัตลักษณ์ของผู้เลี้ยงควาย ชุมชน และจังหวัด สร้างความทรงจำร่วมของกลุ่มชน และเป็นทุนทางวัฒนธรรมในบริบทเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทั้งนี้บทบาทหน้าที่ดังกล่าวล้วนมีพลวัตไปตามสภาพเศรษฐกิจ สังคม โลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะบทบาทอย่างยิ่งการเป็นทุนวัฒนธรรมเป็นบทบาทใหม่จากนโยบายส่งเสริมการใช้ทุนวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวคติชนและวิถีชนของผู้เลี้ยงควายในจังหวัดชลบุรีมีพลวัตของเรื่องเล่าเกี่ยวกับประเพณีวิ่งควาย พลวัตของความเชื่อในการคัดเลือกควาย พลวัตของคติชนประเภทวัตถุที่ใช้ในวิถีการเลี้ยงควาย และพลวัตของประเพณีพิธีกรรม พลวัตของดังกล่าวสัมพันธ์กับปัจจัยด้านสภาพเศรษฐกิจและสังคม สภาพแวดล้อมและการใช้พื้นที่ ความสัมพันธ์ของผู้คนและการเมืองท้องถิ่น ความเชื่อและทัศนะที่มีต่อควาย รวมถึงกระแสการส่งเสริมการท่องเที่ยวและโลกาภิวัตน์การใช้มุมมองการศึกษาทั้งคติชนวิทยาและวิถีชนศึกษาในวิทยานิพนธ์นี้จึงช่วยขยายขอบเขตการศึกษาความรู้ของผู้เลี้ยงควายให้กว้างและลึกมากขึ้น ทั้งยังเห็นมิติอื่น ๆ ในชีวิตของผู้เลี้ยงควายเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นแนวทางในการศึกษาคติชนเกี่ยวกับสัตว์ (animal lore) อื่น ๆ รวมถึงความรู้ในวิถีชีวิตของคนกลุ่มอื่น ๆ ต่อไป


ปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560ศึกษากรณีระยะเวลา และการใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าของการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักร, ธวัชชัย สุขแว่น Jan 2024

ปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560ศึกษากรณีระยะเวลา และการใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าของการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักร, ธวัชชัย สุขแว่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดพื้นฐาน ทฤษฎี ที่มา และหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการผ่านแดนและการถ่ายลำที่เกี่ยวของกับระยะเวลาการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักร และการใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าของการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักรของไทย เพื่อวิเคราะห์และศึกษาสภาพปัญหาของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักรและการใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าของผ่านแดนหรือของถ่ายลำ และหาแนวทางในการปรับปรุงพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลานำของผ่านแดนหรือถ่ายลำออกไปนอกราชอาณาจักรให้มีความสอดคล้องและมีมาตรฐานเป็นหนึ่งเดียวกันในการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างประเทศรวมทั้งสามารถใช้สิทธิประโยชน์ตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องได้ จากการศึกษาพบว่าหลักเกณฑ์เกี่ยวกับระยะเวลา และการใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าของการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักรของไทย ไม่สามารถขอขยายระเวลาของการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรได้ และต้องเปลี่ยนพิธีการศุลกากรจากการผ่านแดนหรือถ่ายลำเป็นการนำเข้าเท่านั้น ไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าได้ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ มีระยะเวลาการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเหมือนกันกับไทยคือ 30 วันนับแต่วันนำเข้า แต่ทุกประเทศจะมีข้อยกเว้นในการขอขยายระยะเวลาในการส่งสินค้าผ่านแดนหรือถ่ายลำให้กับผู้ประกอบการที่มีเหตุผลและความจำเป็นตามที่ได้กำหนดไว้ นอกจากนี้การใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้า ประเทศดังกล่าวได้กำหนดให้สินค้าผ่านแดนหรือถ่ายลำสามารถจัดเก็บในเขตปลอดอากร (Freezone) ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกทางการค้าให้กับผู้ประกอบการหากเกิดปัญหาในการส่งสินค้าผ่านแดนหรือถ่ายลำออกไปนอกราชอาณาจักร ผู้ศึกษาได้ข้อเสนอแนวทางการนำหลักเกณฑ์เกี่ยวกับระยะเวลา และการใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าของการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักรของต่างประเทศมาใช้ประกอบในการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านแดนหรือถ่ายลำของประเทศไทย ได้แก่ (1) การแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การผ่านแดนและถ่ายลำของประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการขยายระยะเวลา และ (2) การใช้เขตปลอดอากร (Free Zone) เป็นสถานที่จัดเก็บสินค้าผ่านแดนหรือถ่ายลำ เพื่อให้มีความสอดคล้องและมีมาตรฐานเป็นหนึ่งเดียวกันในการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ สนับสนุนให้เกิดการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศมากขึ้น


ผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการซื้อประกันชีวิต, ปุณิกา ธีรทัพเทวัญ Jan 2024

ผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการซื้อประกันชีวิต, ปุณิกา ธีรทัพเทวัญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์ผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทย โดยเน้นศึกษาพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคและกระบวนการขายประกันที่เปลี่ยนแปลงไปหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ทั้งนี้ยังมีการเปรียบเทียบกระบวนการก่อนและหลังการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว เพื่อให้เห็นความแตกต่างในด้านประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น ขอบเขตการศึกษาครอบคลุมถึงการวิเคราะห์ผลกระทบเชิงลึกจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อการดำเนินธุรกิจประกันชีวิต โดยเปรียบเทียบกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในต่างประเทศ เช่น GDPR ของสหภาพยุโรป และ PDPA ของสิงคโปร์ เพื่อพิจารณาความแตกต่างด้านการปฏิบัติและผลกระทบในบริบทที่หลากหลาย นอกจากนี้ การศึกษายังมุ่งเสนอแนวทางการปรับปรุง PDPA ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยเน้นการลดความซับซ้อนของกระบวนการที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนให้ธุรกิจประกันชีวิตสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรอบกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโต ผลการศึกษานี้คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทยอย่างยั่งยืน


แนวทางการจัดสรรภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อนำไปใช้อุดหนุนรายจ่ายด้านสาธารณสุขของรัฐ : กรณีศึกษาภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล, นันทวัฒน์ อวยสินประเสริฐ Jan 2024

แนวทางการจัดสรรภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อนำไปใช้อุดหนุนรายจ่ายด้านสาธารณสุขของรัฐ : กรณีศึกษาภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล, นันทวัฒน์ อวยสินประเสริฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาแนวทางการนำเครื่องมือภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะมาใช้เพื่อกันเงินจากเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลแก่หน่วยงานทางด้านสาธารณสุข โดยถึงแม้ว่าการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลจะมีส่วนสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ต่อผู้บริโภคให้คำนึงถึงโทษจากการบริโภคน้ำตาลตามแนวคิดรัฐผู้พิทักษ์ แต่อย่างไรก็ดี เจตนารมณ์ของภาษีชนิดนี้จะมีความชัดเจนมากขึ้นหากมีกลไกในการจัดสรรเงินภาษีแก่หน่วยงานที่มีภารกิจด้านสุขภาพเหมือนกับกรณีภาษีสุราและภาษียาสูบ ซึ่งในเอกัตศึกษาฉบับนี้จะหยิบยกแนวทางการจัดเก็บและการกันเงินภาษีเครื่องดื่มของประเทศฟิลิปปินส์ และเมืองเบิร์กลีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา มาปรับใช้เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มของประเทศไทยให้เกิดความเป็นธรรมทางภาษีเพิ่มขึ้นจากการศึกษาพบว่า แนวทางการกันเงินจากภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลจะประสบผลสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อภาครัฐสามารถดำเนินการผ่านแนวคิดบันได 3 ขั้น อันประกอบด้วย (1) “การสร้างรากฐานที่มั่นคง" ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลของไทยให้มีความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ (2) “การสร้างการยอมรับ" ต่อการนำเครื่องมือกันเงินภาษีเพื่อวัตถุประสงค์มาใช้ในทางปฏิบัติ และ (3) “การมุ่งสู่เป้าหมายที่แข็งแกร่ง" ด้วยการกันเงินจากภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลแก่หน่วยงานด้านสาธารณสุข โดยผู้วิจัยมีข้อเสนอให้นำแนวคิดการกันเงินภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะแบบอ่อน (Soft Earmarking) มาใช้เนื่องจากสามารถสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ที่จัดเก็บและค่าใช้จ่ายตามภารกิจด้านสาธารณสุขได้อย่างชัดเจน มีความยืดหยุ่นสูงในการใช้บังคับเพราะสามารถยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ตามนโยบายของรัฐบาล อีกทั้งยังช่วยให้การจัดสรรงบประมาณผ่านพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่ได้รับผลกระทบในระยะยาว โดยในการนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอให้กันเงินภาษีดังกล่าวไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปของเงินอุดหนุนแก่กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ควรสร้างกลไกการถ่วงดุลอำนาจเพื่อป้องกันไม่ให้กองทุนนำเงินที่ได้รับไปใช้จ่ายโดยขาดการควบคุม เช่น กำหนดให้กองทุนมีหน้าที่ต้องประเมินผลสัมฤทธิ์ผ่านการจัดทำรายงานประจำปีและเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาเป็นประจำทุกปี หรือกำหนดให้มีการทบทวนอัตราการนำส่งและเพดานการนำส่งเงินกันเป็นระยะ ๆ


The Assessment Of Thai Academic Librarians’ Burnout During The Covid-19 Pandemic, Angsurat Raya Jan 2024

The Assessment Of Thai Academic Librarians’ Burnout During The Covid-19 Pandemic, Angsurat Raya

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aims to determine the burnout level of Thai academic librarians during the COVID-19 pandemic by using the Copenhagen Burnout Inventory (CBI) and identify risk factors associated with Thai academic librarians’ burnout during the COVID-19 pandemic.A descriptive quantitative survey was conducted by using an online structured questionnaire distributed through a social media platform (Facebook Fanpage) to academic librarians affiliated with the Academic Librarian Group of Thailand Library Association. The survey incorporated 46 items including demographic information, working situations during the COVID-19 pandemic, and burnout assessment covering three domains: personal burnout, work-related burnout and client-related burnout which based on the …


กลวิธีการสร้างความตลกขบขันกับภาพแทนของผู้หญิงที่นำเสนอในการ์ตูนช่องบนเพจเฟซบุ๊ก “เบื่อเมีย” และ “ฟอร์มหมาแก่”, รชยา รัชตะวรรณ Jan 2024

กลวิธีการสร้างความตลกขบขันกับภาพแทนของผู้หญิงที่นำเสนอในการ์ตูนช่องบนเพจเฟซบุ๊ก “เบื่อเมีย” และ “ฟอร์มหมาแก่”, รชยา รัชตะวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาพแทนของผู้หญิงที่นำเสนอผ่านมุกตลกในการ์ตูนบนเฟซบุ๊ก โดยใช้กรอบการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ (Qualitative Content Analysis; QCA) ในการค้นหาหัวข้อ (theme) และเพื่อศึกษากลวิธีการสร้างความตลกขบขันของมุกตลกในการ์ตูนบนเฟซบุ๊ก โดยใช้ทฤษฎีทั่วไปของภาษาสื่ออารมณ์ขัน (General Theory of Verbal Humor; GTVH) ในการวิเคราะห์แหล่งความรู้ (Knowledge Resource; KR) 6 ประการ ซึ่งเป็นองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ช่วยในการสร้างความตลกขบขัน ได้แก่ ความขัดแย้งของตัวบท (Script Opposition) กลไกทางตรรกะ (Logical mechanism) สถานการณ์ (Situation) เป้าหมายในการล้อเลียน (Target) กลวิธ๊ในการบรรยาย (Narrative strategy) รูปภาษา (Language) โดยเก็บข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก “เบื่อเมีย” และ “ฟอร์มหมาแก่” จำนวน 87 ตัวอย่าง ผลการวิจัยพบว่ามุกตลกในการ์ตูนบนเฟซบุ๊กนำเสนอภาพแทนของผู้หญิงจำนวน 5 หัวข้อ ได้แก่ การควบคุมจัดการ การแสดงออกทางอารมณ์ การรับประทานอาหาร การดูแลรักษารูปร่างหน้าตา และการใช้เงิน การนำเสนอผู้หญิงในลักษณะดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นภาพแทนผู้หญิง (โดยเฉพาะในฐานะภรรยา) ว่าเป็นคนกินเก่ง ขี้โมโห เอาแต่ใจ บงการผู้ชาย ทั้งยังมีรูปร่างที่ไม่น่าดู ภาพแทนของผู้หญิงในลักษณะนี้ถูกนำเสนอผ่านตัวบทของความตลกขบขันซึ่งอาศัยความขัดแย้งของตัวบท (SO) เป็นองค์ประกอบที่โดดเด่นที่สุดที่มุกตลกในการ์ตูนช่องบนเฟซบุ๊กใช้ในสร้างความตลกขบขัน โดย SO ทำงานร่วมกันกับกลไกทางตรรกะ (LM) เสมอ อีกทั้งความตลกขบขันยังมักเกิดจากการทำงานร่วมกันของแหล่งความรู้ (KR) หลายประการด้วย


การฝึกฝนการใช้เสียงสำหรับนักแสดงตามเทคนิคการฝึกการใช้เสียงของ คริสติน ลิงค์เลเทอร์ : กรณีศึกษาการแสดงเดี่ยว เรื่อง เดอะ ฮิวแมน วอยซ์ ของ ฌอง กอกโต, จารุศรี ศุกระจันทร์ Jan 2024

การฝึกฝนการใช้เสียงสำหรับนักแสดงตามเทคนิคการฝึกการใช้เสียงของ คริสติน ลิงค์เลเทอร์ : กรณีศึกษาการแสดงเดี่ยว เรื่อง เดอะ ฮิวแมน วอยซ์ ของ ฌอง กอกโต, จารุศรี ศุกระจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและฝึกฝนเทคนิคการพัฒนาการใช้เสียงอันเป็นธรรมชาติ ของคริสติน ลิงค์เลเทอร์ และสังเคราะห์กระบวนการการนำเทคนิคดังกล่าวมาปรับใช้ในการพัฒนาการแสดงเดี่ยวบทละครเรื่อง เดอะ ฮิวแมน วอยซ์ เนื่องจากผู้วิจัยประสบปัญหาเกี่ยวกับการใช้เสียงในการแสดง กล่าวคือผู้วิจัยไม่สามารถถ่ายทอดความจริงภายในของตัวละครผ่านเสียงได้อย่างตรงไปตรงมาในบางสถานการณ์ ส่งผลให้ผู้ชมไม่สามารถเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกและเรื่องราวของตัวละครได้อย่างลึกซึ้งและชัดเจน ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาเทคนิคดังกล่าวอันเป็นเทคนิคที่ช่วยให้นักแสดงสามารถค้นพบการใช้เสียงอย่างเป็นอิสระ นำไปสู่การสื่อสารความจริงภายในของตัวละครที่ละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง และจริงใจยิ่งขึ้น ผู้วิจัยนำเทคนิคดังกล่าวมาใช้ฝึกฝนในขั้นตอนของการฝึกฝนเสียงเพื่อพัฒนาเสียง และเตรียมความพร้อมของเสียงก่อนการแสดง การฝึกซ้อมบทละคร และการเตรียมตัวก่อนทำการแสดงจริง ผู้วิจัยค้นพบว่าภายหลังการฝึกฝนการใช้เสียงด้วยเทคนิคพัฒนาการใช้เสียงอันเป็นธรรมชาติของคริสติน ลิงค์เลเทอร์ ผู้วิจัยสามารถกำจัดอุปสรรค์ที่ขัดขวางการเชื่อมโยงระหว่างเสียง และอารมณ์ความรู้สึกภายในของตัวละครได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยสามารถถ่ายทอดความจริงภายในของตัวละครได้อย่างลุ่มลึก และจริงใจมากยิ่งขึ้น อีกทั้งผู้วิจัยค้นพบว่าตนเองพัฒนาทักษะอื่น ๆ ทางด้านการแสดงควบคู่ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวร่างกาย จินตนาการ และประสาทสัมผัส ส่งผลต่อการพัฒนาการแสดงองค์รวมของผู้วิจัย โดยผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัย และสรุปผลการวิจัยจากการศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง จดบันทึกและบันทึกวิดีโอการฝึกซ้อม การรวบรวมแบบสอบถามจากผู้ชม และการสัมมนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านการใช้เสียง


การศึกษากระบวนการฝึกฝนความทรงจำทางประสาทสัมผัสของ อูทา ฮาเกน และการฝึกฝนร่างกายของ เจอร์ซี่ โกรวทาฟสกี : กรณีศึกษา บทละครเรื่อง Death And Maiden (เดธ แอนด์ เดอะ เมเดน) ของ แอเรียล ดอร์ฟ, กุลสตรี ตั้งมานะกิจกำจาย Jan 2024

การศึกษากระบวนการฝึกฝนความทรงจำทางประสาทสัมผัสของ อูทา ฮาเกน และการฝึกฝนร่างกายของ เจอร์ซี่ โกรวทาฟสกี : กรณีศึกษา บทละครเรื่อง Death And Maiden (เดธ แอนด์ เดอะ เมเดน) ของ แอเรียล ดอร์ฟ, กุลสตรี ตั้งมานะกิจกำจาย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์กระบวนการฝึกฝนความทรงจำทางประสาทสัมผัสของ อูทา ฮาเกน และการฝึกฝน ร่างกายของ เจอร์ซี่ โกรวทาฟสกีเพื่อสามารถนำไปพัฒนาการแสดงผ่านตัวละคร พอลลินา ในละครเรื่องเดธ แอนด์ เดอะ เมเดน (Death and the Maiden) โดยผู้วิจัยได้ศึกษาทฤษฎีการแสดง และมีการฝึกฝนผ่านแบบฝึกหัดด้านการแสดงควบคู่ไปกับการฝึกซ้อมเพื่อพัฒนาตนเองในด้านการเรียกความทรงจำทางประสาทสัมผัสมาใช้ในขณะทำการแสดงและพัฒนาตนเองในด้านการใช้ร่างกายเพื่อเป็นสื่อกลางในการสื่อสารของตัวละครอย่างมีอิสระและผ่อนคลาย เนื่องจากบทละครเรื่องนี้ตัวละครพอลลินา มีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกับตัวผู้วิจัยเองอย่างสิ้นเชิง จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายที่ผู้วิจัยจะพัฒนาความสามารถในการแสดงของตนให้สามารถถ่ายทอดตัวละครนี้ออกมาได้อย่างสมจริงแบบฝึกหัดที่ผู้วิจัยใช้ฝึกฝนเพื่อพัฒนาตนเองในด้านความทรงจำทางประสาทสัมผัสจะประกอบไปด้วย 12 แบบฝึกหัด โดยที่จะแบ่งการฝึกออกเป็น 4 สัปดาห์ และฝึกฝนสัปดาห์ละ 3 แบบฝึกหัด และแบบฝึกหัดฝึกฝนร่างกายจะประกอบไปด้วย 6 แบบฝึกหัด โดยที่แบ่งการฝึกออกเป็นสัปดาห์ละ 1 แบบฝึกหัด ผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลโดยการจดบันทึก การบันทึกวิดิโอการฝึกซ้อมและการแสดง และมีการประเมินหลังการแสดงจบจากผู้เชี่ยวชาญทางการแสดง ผู้กำกับ นักแสดง และผู้ชมทั่วไปสิ่งที่ผู้วิจัยได้พัฒนาหลังจากการฝึกฝนแบบฝึกหัดจนครบ 10 สัปดาห์แล้วนำมาพัฒนาตนเองในการแสดงบนเวทีนั้น ผู้วิจัยสามารถเรียกความทรงจำทางประสาทสัมผัสมาใช้ขณะแสดงบนเวทีได้อย่างมีชัดเจนและเสถียร รวมไปถึงสามารถเทียบเคียงและใช้การจินตนาการเพื่อเข้าใจความเจ็บปวดของตัวละครที่ไม่ได้มีประสบการณ์ชีวิตเหมือนกับผู้วิจัยเอง และสามารถอยู่กับเหตุการณ์ตรงหน้าในขณะแสดงได้ดียิ่งขึ้น ในส่วนของร่างกายนั้น ผู้วิจัยรู้สึกได้ถึงความเป็นอิสระ ผ่อนคลาย ไม่เกิดอาการเกร็งจากความตื่นเต้นในขณะแสดง


Buddhism And Khwan In The Religious System Of The Tai Khamtis' Villages In Arunachal Pradesh, India, Chow Kensan Tunkhang Jan 2024

Buddhism And Khwan In The Religious System Of The Tai Khamtis' Villages In Arunachal Pradesh, India, Chow Kensan Tunkhang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis examines the interaction between Buddhism and Khwan, an indigenous belief in the soul, in three Tai Khamti villages in Arunachal Pradesh, India. The study aims to identify components of the Khwan belief tradition, as well as to investigate the nature of their relationships with Buddhism.Ethnographic cases reveal that Khwan is a distinct and indivisible essence that invigorates all living beings, and without one of which, an individual is susceptible to afflictions. Possessing a complete Khwan symbolises life, whereas its absence signifies death. There are four primary categories of Khwan ritual complexes conducted for an ailing individual: retrieving the …


กระบวนการแก้ไขปัญหาการเป็นตัวละครเเละการอยู่กับความต้องการของตัวละคร: กรณีศึกษาการแสดงเป็นตัวละคร "มาช่า"ในละครเวทีเรื่อง วานย่า เเละซอนย่า เเละ มาช่า เเละสไปค์ (2555) ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรง, นวฉัตร เสนวิรัช Jan 2024

กระบวนการแก้ไขปัญหาการเป็นตัวละครเเละการอยู่กับความต้องการของตัวละคร: กรณีศึกษาการแสดงเป็นตัวละคร "มาช่า"ในละครเวทีเรื่อง วานย่า เเละซอนย่า เเละ มาช่า เเละสไปค์ (2555) ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรง, นวฉัตร เสนวิรัช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับกระบวนการแก้ไขปัญหาการเป็นตัวละครและการอยู่ กับความต้องการของตัวละคร : กรณีศึกษาการแสดงเป็นตัวละคร “มาช่า” ในละครเวทีเรื่อง วานย่า และ ซอนย่า และ มาช่า และ สไปค์ (2555) ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกฝนและพัฒนาทักษะการแสดงในการเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการของตัวละครของนักแสดงและเพื่อค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาการเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการตัวละครของนักแสดงในฐานะตัวละคร “มาช่า (Masha)” ในบทละครเวทีเรื่อง “Vanya and Sonia and Masha and Spike” เนื่องจากผู้วิจัยยังมีประสบการณ์ด้านการแสดงไม่มากพอทำให้ผู้วิจัยประสบปัญหาในการแสดง 2 เรื่อง คือ 1.) การเป็นตัวละครหรือการเข้าถึงบทบาทของตัวละคร และ 2.) การอยู่กับความต้องการของตัวละคร โดยมีคำถามงานวิจัยว่า ผู้วิจัยจะสามารถพัฒนาทักษะการแสดงเรื่องการเป็นตัวละครเเละการอยู่กับความต้องการของตัวละครของนักแสดงในการแสดงบทละครเวทีเรื่อง “Vanya and Sonia and Masha and Spike” ได้อย่างไรบ้าง ซึ่งในงานวิจัยชิ้นนี้ผู้วิจัยได้ค้นคว้าหาข้อมูล แนวคิด ทฤษฎี ของนักการละครตะวันตกที่ได้ร่ำเรียนจากศาสตร์ด้านการแสดงของหลักสูตรปริญญาโท ภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยตั้งสมมติฐานของงานวิจัยไว้ว่าการเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการของตัวละคร "มาช่า (Masha)" จะช่วยให้ร่างกายของผู้วิจัยในฐานะนักแสดงสามารถตอบสนองออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งนี้กระบวนการดำเนินงานวิจัยแบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 กระบวนการคือ 1.) การทำงานวิเคราะห์บทละครและตัวละคร 2.) กระบวนการฝึกซ้อมการแสดง 3.) ช่วงระยะเวลาการทำงานก่อนวันแสดง (Pre - Production) และ 4.) ช่วงระยะเวลาการแสดงและหลังการแสดง (Production) นอกจากนี้ผู้วิจัยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเพื่อประเมินผลการวิจัย 2 แบบดังนี้ คือ 1.) แบบบันทึกวิดิโอการซ้อมการแสดงและการสังเกต (Observation) ผู้วิจัยได้มีการจดบันทึกคำแนะนำจากผู้กำกับหลังการฝึกซ้อมทุกครั้ง พร้อมทั้งบันทึกภาพวิดิโอตอนช่วงฝึกซ้อมบางช่วงกับบันทึกวิดีโอรอบวันแสดงจริง และ 2.) การประเมินผลจากการแสดงจริงของช่วงระยะหลังการแสดง(Post Production) ซึ่งผู้วิจัยได้จัดทำแบบสอบถามจากผู้รับชมการแสดงและคำแนะนำจากผู้กำกับและครูที่ปรึกษาหลักด้านการแสดง ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า การเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการของตัวละครนั้นต้องเริ่มจากการเข้าใจตัวละครโดยการที่นักแสดงต้องมีความรู้สึกนึกคิดแบบตัวละคร พร้อมทั้งการปล่อยวางตนเองให้อยู่กับปัจจุบันขณะ(Moment) จะสามารถช่วยให้ผู้วิจัยสามารถสื่อสารการแสดง ถ่ายทอดบทบาท และสามารถตอบสนองปรับเปลี่ยนวิธีการการแสดงที่มีมิติหลากหลายพร้อมทั้งแสดงตามสถานการณ์ในฉากได้อย่างเหมาะสม ซึ่งผู้วิจัยได้นำ แนวคิด ทฤษฎี เทคนิคการแสดงของผู้เชี่ยวชาญการแสดงชื่อดังทั้ง 3 ท่านคือ …


การใช้ศิลปะการละครเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจสำหรับนักศึกษาแพทย์ไทย, ชนัตถ์ พงษ์พานิช Jan 2024

การใช้ศิลปะการละครเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจสำหรับนักศึกษาแพทย์ไทย, ชนัตถ์ พงษ์พานิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจเป็นหนึ่งในทักษะความเป็นมืออาชีพของแพทย์ที่ควรเสริมสร้างตั้งแต่การเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ความเห็นอกเห็นใจส่งผลต่อความสัมพันธ์ที่ดีของแพทย์และคนไข้ ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยและเก็บข้อมูลจากคนไข้ได้ดีขึ้น ลดความวิตกกังวลและความเครียดของคนไข้ ศิลปะการละครเป็นศาสตร์ที่มีศักยภาพในการฝึกฝนความเห็นอกเห็นใจ ปัจจุบันมีการใช้ละครด้นสดมาบูรณาการกับการฝึกฝนทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจในนักศึกษาแพทย์ แต่ยังขาดการศึกษาที่ใช้ทฤษฎีการแสดงมาประยุกต์ในเชิงปฏิบัติ และยังไม่มีการศึกษารูปแบบนี้ในประเทศไทย วิจัยนี้ศึกษาการออกแบบ ‘หลักสูตรการแสดงเพื่อความเห็นอกเห็นใจ’ สำหรับนักศึกษาแพทย์ไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเหมาะสม ความพึงพอใจ และทัศนคติของนักศึกษาแพทย์ที่มีต่อหลักสูตร ตลอดจนศึกษาพัฒนาการด้านการสื่อสารและทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปหลังเรียน การออกแบบหลักสูตรใช้หลักการแสดงของนักการละครชาวรัสเซีย คอนสแตนติน สตานิสลาฟสกี ประกอบด้วยทักษะ 3 ด้าน ได้แก่ ภาวะสร้างสรรค์ การเชื่อมโยง และจินตนาการ นำมาบูรณาการกับการฝึกฝนทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจ ได้เป็นหลักสูตรการแสดงความยาว 3 วัน รวมทั้งสิ้น 18 ชั่วโมงที่มุ่งหวังให้นักศึกษาแพทย์เชื่อมโยงกับตนเอง ผู้อื่น และคนไข้อย่างมืออาชีพ หลักสูตรได้นำมาใช้กับนักศึกษาแพทย์กลุ่มนำร่อง 6 ราย เพื่อปรับปรุงหลักสูตรและกลุ่มตัวอย่าง 21 ราย เพื่อวัดผล ตัวอย่าง 19 ราย ได้สื่อสารกับผู้ป่วยจำลองก่อนและหลังเรียนเพื่อประเมินทักษะการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไป ผลวิจัยพบว่ามากกว่า 95% ของกลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยว่าหลักสูตรช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจ ได้เข้าใจความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาแพทย์ อยากชักชวนเพื่อนให้มาเรียน สนใจเข้าร่วมอีกในอนาคต และเห็นด้วยว่าการละครช่วยให้ฝึกฝนทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจได้ดีขึ้น การสื่อสารกับผู้ป่วยจำลองหลังจบหลักสูตรพบว่า ตัวอย่างมีคะแนนการประเมินทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจสูงขึ้นในทุกด้าน ทักษะที่พัฒนาเด่นชัดคือด้านความเห็นอกเห็นใจและภาษากาย ตัวอย่างได้สะท้อนถึงคุณลักษณะเด่นของละครในการพัฒนาศักยภาพทั้งในระดับบุคคลไปถึงระดับระหว่างบุคคล การเรียนรู้มนุษย์และอารมณ์ต่าง ๆ ผ่านตัวละครคือจุดเด่นของหลักสูตรนี้ ละครเป็นกิจกรรมแบบบูรณาการที่เหมาะสมและสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจของนักศึกษาแพทย์ได้ สามารถประยุกต์เป็นกิจกรรมเสริมในรายวิชาหรือประยุกต์ใช้กับบุคลากรทางการแพทย์ได้


Development Of An Endometrial Cell Culture System Of Thai Swamp Buffalo (Bubalus Bubalis) For Studying The Endometrial-Embryo Interactions, Ruchikon Jongsuwanwattana Jan 2024

Development Of An Endometrial Cell Culture System Of Thai Swamp Buffalo (Bubalus Bubalis) For Studying The Endometrial-Embryo Interactions, Ruchikon Jongsuwanwattana

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Developing and optimizing endometrial sampling techniques are critical for advancing reproductive management and research in cattle and swamp buffalo. This PhD thesis aims i) to design a novel endometrial sampling device for cows and swamp buffaloes, ii) to develop a minimally invasive endometrial cell sample collection technique in cows and buffaloes to prepare endometrial cell culture, iii) to validate the developed mixed endometrial cell culture system retrieved by brush cytology techniques in cows and swamp buffaloes and iv) to utilize the minimally invasive endometrial cell sampling technique for investigation of reproductive disease in ruminant herds. The research is consequently structured …


Molecular Characterization And Immunohistochemical Investigation Using Anti-Capsid Protein Antibody Of Canine Circovirus Associated With Respiratory Diseases In Thai Dogs, Wichan Dankaona Jan 2024

Molecular Characterization And Immunohistochemical Investigation Using Anti-Capsid Protein Antibody Of Canine Circovirus Associated With Respiratory Diseases In Thai Dogs, Wichan Dankaona

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Canine circovirus (CanineCV) is an emerging virus linked to various diseases in dogs, especially respiratory and gastrointestinal ailments. This thesis focuses on molecular characterization and histopathological investigation of CanineCV in dogs from Thailand, aiming to provide insights into the role of virus in canine respiratory diseases. The study involved genomic-based surveillance of CanineCV from nasal and oral swabs of infected dogs by employing polymerase chain reaction (PCR) assay. Additionally, the in situ hybridization (ISH) technique was used to identify and localize the viral genome within infected tissues. The CanineCV recombinant capsid gene (rCap) and protein (rCap) were synthesized and characterized, …


Use Of Ultrasonography For Evaluation Of Response To Chemotherapy In Canine Multicentric Lymphoma, Somchin Sutthigran Jan 2024

Use Of Ultrasonography For Evaluation Of Response To Chemotherapy In Canine Multicentric Lymphoma, Somchin Sutthigran

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Canine multicentric lymphoma (CML) is a common hematopoietic neoplasm in dogs that initially responds well to treatment but often relapses due to chemotherapy resistance. Evaluating the treatment response is a critical factor in helping veterinary oncologists plan and adjust chemotherapeutic protocols. This study aims to investigate the use of basic diagnostic imaging techniques, such as ultrasound (US), advanced imaging, such as computed tomography (CT) and hematologic and blood chemistry parameters, to enhance the evaluation of treatment response for this disease. This prospective observational study included 95 lymphomatous lymph nodes (LLNs) from 15 dogs with CML and 60 normal lymph nodes …


Vaccination Against Streptococcus Iniae And Bacillus Probiotic For Health Enhancement In Juvenile Barramundi (Lates Calcarifer), Pornpawit Tanpichai Jan 2024

Vaccination Against Streptococcus Iniae And Bacillus Probiotic For Health Enhancement In Juvenile Barramundi (Lates Calcarifer), Pornpawit Tanpichai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Juvenile Asian seabass (Lates calcarifer) with an average body weight of 10 ± 0.7 g were used to investigate the efficacy of an inactivated Streptococcus iniae vaccine and the probiotic Bacillus subtilis. Fish were intraperitoneally vaccinated with 1012 CFU fish−1 of formalin-killed S. iniae (V) or sham vaccinated (S) with sterile normal saline solution (NSS). Both groups were fed with Bacillus probiotic (5 × 109 CFU kg-1 diet) for 6 weeks. The protective efficacy of the vaccine against S. iniae examined at 4, 10 and 20 weeks post-vaccination showed that vaccinated (V) and vaccinated and probiotic (VP) groups had no …


The Impact Of Cow Behaviors During Transition Period On Reproductive And Milk Productive Performance, Aqeel Raza Jan 2024

The Impact Of Cow Behaviors During Transition Period On Reproductive And Milk Productive Performance, Aqeel Raza

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates the impact of behavioral patterns during the transition and early postpartum periods on reproductive and lactation outcomes in tropical dairy cows, using the AfiTag-II biosensor to monitor activity, rest time, rest per bout, and restlessness ratio. Data from 298 prepartum and 347 postpartum Holstein Friesian cows, categorized by lactation number (1, 2, and ≥3), was analyzed. K-means clustering on 227 lactation records identified distinct behavioral groups, facilitating the assessment of reproductive traits through Cox regression and lactation curves using the Wood model. First-lactation cows had shorter prepartum rest durations (568.8 ± 5.4 min/day) compared to higher-parity cows, …


Genetic Characteristics Of Salmonella Carrying Plasmid-Associated Antimicrobial Resistance And Virulence Genes Isolated From Pigs, Pork, And Humans In The Bordering Provinces Between Thailand And Some Land Neighboring Countries, Siraphatson Wetchasirigul Jan 2024

Genetic Characteristics Of Salmonella Carrying Plasmid-Associated Antimicrobial Resistance And Virulence Genes Isolated From Pigs, Pork, And Humans In The Bordering Provinces Between Thailand And Some Land Neighboring Countries, Siraphatson Wetchasirigul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Antimicrobial resistance (AMR) is a major public health threat. The issue has disproportionately affected in low- and middle-income countries including Thailand and its neighboring counties where high rates of resistant Salmonella have been continuously reported in pigs, pork, and humans. Recognizing the significant role of R plasmids in AMR distribution, knowledge on virulence genes associated plasmids is still limited. The frequency and patterns of virulence factors are still not routinely tracked. This study aimed to characterize Salmonella enterica isolates carrying plasmid-associated virulence and AMR genes from pig, pork, and human isolates in border provinces of Thailand, Lao PDR, Cambodia, and …


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส-19 ในภาคใต้ตอนบน, กชกร มงคลวรพิลาส Jan 2024

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส-19 ในภาคใต้ตอนบน, กชกร มงคลวรพิลาส

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เปนโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรร ได้แก่ ดัชนีมวลกาย ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหารเช้า การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต การสนับสนุนทางสังคม ความร่วมมือในการใช้ยา การเข้าถึงระบบบริการทางสุขภาพ กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และเพื่อเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ระหว่างกลุ่มที่ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองและกลุ่มที่ไม่ได้ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง และเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ระหว่างกลุ่มที่ไม่เคยมีประวัติการติดเชื้อโควิด-19 และกลุ่มมีประวัติการติดเชื้อโควิด-19 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิขึ้นไป สังกัดกระทรวงสาธารณสุขในเขตสุขภาพที่ 11 ภาคใต้ตอนบน จาก 3 แห่ง จำนวน 235 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดคุณภาพชีวิตเฉพาะโรคสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แบบสอบถามการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามความร่วมมือในการใช้ยา แบบสอบถามการเข้าถึงบริการสุขภาพ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .88, .95,.95,.97,.88 ตามลำดับ วิเคราะห์ด้วยการแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s product moment correlation) และสถิติที (Independent t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. คุณภาพชีวิตของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 จำแนกตามมิติคุณภาพชีวิต พบว่า มิติการควบคุมเบาหวาน (x̄ =63.01,SD= 8.33) มิติความวิตกกังวล (x̄ = 21.02,SD= 2.57) มิติภาระทางสังคม (x̄ = 28.09,SD= 3.18) มิติเพศสัมพันธ์ (x̄ = 20.36,SD= 1.18) มิติความมีเรี่ยวแรงและความกระปรี้กระเปร่า (x̄ = 90.85,SD= 6.89) มีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับสูง 2. คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 สัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำ …


ประสบการณ์ของพยาบาลเด็กในการจัดการการดูแลผู้ป่วยเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, จินตนา สะตะ Jan 2024

ประสบการณ์ของพยาบาลเด็กในการจัดการการดูแลผู้ป่วยเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, จินตนา สะตะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อบรรยายประสบการณ์ของพยาบาลเด็กในการจัดการการดูแลผู้ป่วยเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูล คือ พยาบาลวิชาชีพที่มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจงจำนวน 9 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก การบันทึกเทป การสังเกต และการบันทึกภาคสนาม นำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์เนื้อหาตามวิธีการของ van Manen ผลการศึกษาประสบการณ์ของพยาบาลเด็กในการจัดการการดูแลผู้ป่วยเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ประกอบด้วยประเด็นหลักและประเด็นย่อยดังต่อไปนี้ 1. การเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยเด็กโควิด-19 ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย 1.1) การจัดเตรียมอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้เพียงพอ 1.2) การปรับปรุงพื้นที่เพื่อรับผู้ป่วยติดเชื้อ 1.3) การเตรียมความรู้และทักษะในการป้องกันการติดเชื้อ 2. กระบวนการแรกรับผู้ป่วยเด็กติดเชื้อโควิด 19 เข้ารับการรักษา ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย 2.1) การประเมินอาการเบื้องต้นเพื่อเตรียมห้องและอุปกรณ์การแพทย์ 2.2) การเตรียมผู้ปกครองให้พร้อมสำหรับการดูแลเด็ก 2.3) การทำหัตถการตามแผนการรักษา 3. การปรับรูปแบบการดูแลผู้ป่วยเด็กติดเชื้อโควิด 19 ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย 3.1) การเฝ้าระวังอาการผู้ป่วยเด็กผ่านจอมอนิเตอร์ 3.2) การรวบกิจกรรมการพยาบาลเป็นรอบเวลา 3.3) การให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมเป็นผู้ดูแลหลัก 3.4) การประสานการส่งต่อผู้ป่วย 4. การดูแลผู้ปกครองที่ติดเชื้อโควิด 19 ประกอบด้วย 2 ประเด็นย่อย 4.1) การเบิกจ่ายยาและส่งต่อไปรักษาหากมีอาการหนัก 4.2) การดูแลด้านจิตใจให้คลายความเครียด 5. มาตรการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด 19 ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย 5.1) การใช้อุปกรณ์การแพทย์แบบครั้งเดียวแล้วทิ้ง 5.2) ของเยี่ยมจากภายนอกได้รับการฆ่าเชื้อก่อนส่งต่อให้ผู้ป่วย 5.3) การจัดเวลาและพื้นที่ในการรับประทานอาหารของพยาบาล 5.4) การอบห้องด้วยรังสียูวีทุกวัน 6. ความท้าทายและปัญหาที่พบในการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย 6.1) ความยากลำบากในการทำหัตถการ 6.2) อุปกรณ์ทางการแพทย์ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน 6.3) การสื่อสารกับผู้รับบริการต่างชาติ 6.4) ความไม่พึงพอใจของผู้ปกครองและญาติ 7. ผลลัพธ์ทางบวกที่ได้รับจากการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย …


Knowledge, Attitude, Subjective Norm, Perceived Behavioral Control, Self-Efficacy, Personality, And Intention To Providing Palliative Care For Cancer Patients Among Nursing Students: A Structural Equation Model, Numpueng Prachyakoon Jan 2024

Knowledge, Attitude, Subjective Norm, Perceived Behavioral Control, Self-Efficacy, Personality, And Intention To Providing Palliative Care For Cancer Patients Among Nursing Students: A Structural Equation Model, Numpueng Prachyakoon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Cancer is a serious health related condition that causes suffering from pain and other distress symptoms. Palliative care (PC) is recommended as an appropriate care for patients. Nurses have an important responsibility to provide PC and nursing students should be prepared to perform these duties in the future. This study has purposes to evaluate the relationship between knowledge, attitude, subjective norm, perceived behavioral control, self-efficacy, personality, and intention to providing palliative care for patients with terminal stage cancers among nursing students, using the structural equation modeling (SEM)Method: This cross-sectional study was conducted from all nursing students who are studying …


Effects Of The Integrative Information-Motivation-Behavioral Skills Program On Body Mass Index And Body Image Among University Personnel With Obesity, Pornsuang Chotchuang Jan 2024

Effects Of The Integrative Information-Motivation-Behavioral Skills Program On Body Mass Index And Body Image Among University Personnel With Obesity, Pornsuang Chotchuang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study employed a clustered randomized controlled trial (RCT) to examine the effectiveness of the Integrative Information-Motivation-Behavioral Skills (IIMBS) program on body mass index (BMI) and body image among university personnel obesity. Participants were 64 university personnel of Suratthani Rajabhat University, who were divided equally by clustered random sampling into an intervention and a control group. The 12-week Integrative Information-Motivation-Behavioral Skills (IIMBS) program based on Information-Motivation-Behavioral Skills model (Fisher & Fisher, 1992). It was used via face-to-face sessions and “Belly to Healthy Shape” LINE OA. The research instruments consisted of a demographic questionnaire, Thai-version Body Shape Questionnaire (BSQ-34), and the …


The Effect Of The Individual And Family Self-Mannagement Program On Medication Adherence Among School-Aged Children With Epilepsy., Chutimaporn Kangwal Jan 2024

The Effect Of The Individual And Family Self-Mannagement Program On Medication Adherence Among School-Aged Children With Epilepsy., Chutimaporn Kangwal

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This randomized controlled trial with repeated measures compared medication adherence among school-aged children with epilepsy who received the Individual and Family Self-Management (IFSM) program versus standard nursing care at baseline, post-test, week 8, and week 12. Sixty-two eligible children and their families were randomly assigned to experimental (n=31) and control groups (n=31) using block randomization. The 12-week IFSM program, based on Ryan and Sawin's (2009) Individual and Family Self-Management theory, focused on (1) accurate knowledge and beliefs, (2) self-regulation skills, and (3) social facilitation. The intervention included face-to-face sessions, activities via the “KanChak” LINE Official Account, and booster sessions with …


ผลของโปรแกรมจัดการอาการที่เน้นการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กงต่อความเหนื่อยล้าในผู้ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดเครื่องไตเทียม, ทัชชญา ภัทรธรวราดล Jan 2024

ผลของโปรแกรมจัดการอาการที่เน้นการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กงต่อความเหนื่อยล้าในผู้ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดเครื่องไตเทียม, ทัชชญา ภัทรธรวราดล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กงต่ออาการเหนื่อยล้าในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ณ หน่วยไต โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 21 คน โดยจับคู่กลุ่มตัวอย่างให้มีคุณสมบัติ คล้ายคลึงในด้านอายุ และระยะเวลาในการรักษาด้วยการฟอกเลือด กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กง พัฒนาขึ้นโดย การทบทวนวรรณกรรม ใช้กรอบแนวคิดการจัดการอาการของ Dodd และคณะ (2001) ร่วมกับการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กงของ สุรีพร ธนศิลป์ (2557) เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินคัดกรองระดับอาการเหนื่อยล้า Brief Fatigue Inventory (BFI) แปลเป็นไทยโดย เพ็ญโพยม สาคร (2564) ผ่านการตรวจสอบความตรง ตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน และได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. ผู้ป่วยในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กงมีอาการเหนื่อยล้าน้อยกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผู้ป่วยในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กงจะมีอาการเหนื่อยล้าน้อยกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, พรรณทิวา สุขรอด Jan 2024

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, พรรณทิวา สุขรอด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล ได้แก่ อายุ ภาวะโรคร่วม ความทุกข์ทรมานจากอาการ ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน การสนับสนุนทางสังคม และความปวด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มารับบริการ ณ คลินิกศูนย์บริการเฉพาะทางหัวใจและหลอดเลือด ของโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 94 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบทดสอบสภาพสมองเบื้องต้นฉบับภาษาไทย ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบสอบถามความต้องการของผู้ป่วย 4) แบบประเมินภาวะโรคร่วม 5) แบบสอบถามความทุกข์ทรมานจากอาการ 6) แบบประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน 7) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และ 8) มาตรวัดความปวดแบบตัวเลข เครื่องมือได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน แบบสอบถามที่ 3, 5, และ 7 เท่ากับ 0.80, 1.00 และ 0.88 ตามลำดับ ซึ่งแบบสอบถามที่ 4, 6 และ 8 เป็นเครื่องมือมาตรฐาน ตรวจสอบความเที่ยงค่าแบบสอบถามที่ 3 - 7 เท่ากับ 0.89, 0.81, 0.92, 0.80, 0.85, และ 0.97 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และสถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล มีความต้องการโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 104.32 (S.D. = 13.56) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าความต้องการด้านข้อมูลข่าวสารอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 31.71 (S.D. = …


The Effect Of A Culture Based Breast Health Education Program On Breast Self-Examination Practice Among High-Risk Adult Pakistani Women, Sumaira Naz Jan 2024

The Effect Of A Culture Based Breast Health Education Program On Breast Self-Examination Practice Among High-Risk Adult Pakistani Women, Sumaira Naz

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to determine the effect of a culture-based breast health education program on breast self-examination practice (BSEP) in high-risk women through a randomized controlled trail (RCT). The participants of 72 high -risk women, aged 20-50 years from POF hospital, Taxila was taken on matched pairs with age and educational level and randomly assigned into an experimental and a control group. The program was developed on social cognitive theory (SCT) (Bandura, 1977, 1989), and the cultural identity concept of PEN-3 model (Airhihenbuwa,1989). The intervention group received the culture-based breast health education program, while control group received usual care. BSEP …


ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ, ฐิติพร สุรินธรรม Jan 2024

ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ, ฐิติพร สุรินธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้ตลอดชีวิต ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม และบรรยากาศการส่งเสริมนวัตกรรมในองค์การกับพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ และศึกษาตัวแปรพยากรณ์ที่สามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพระดับปฏิบัติการ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ ที่มีประสบการณ์ทำงานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป จำนวน 210 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการเรียนรู้ตลอดชีวิต แบบสอบถามภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม แบบสอบถามบรรยากาศการส่งเสริมนวัตกรรมในองค์การ และแบบสอบถามพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน ได้ค่า CVI เท่ากับ .94, .89, .88 และ .93 ตามลำดับ และทดสอบค่าความเที่ยง โดยคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า ได้ค่าความเที่ยง เท่ากับ .90, .97, .95 และ .96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ อยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.49, S.D. = 0.76) การเรียนรู้ตลอดชีวิต ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม และบรรยากาศการส่งเสริมนวัตกรรมในองค์การ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .683, .524 และ .499 ตามลำดับ) ปัจจัยที่สามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต บรรยากาศการส่งเสริมนวัตกรรมในองค์การ และภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม โดยมีอำนาจในการทำนายร้อยละ 53.6 (Adjusted R² = .536) สามารถเขียนสมการทำนายในรูปคะแนนมาตรฐาน ดังนี้ ZIWB = .540 ZLLL + .192 ZOIC + .149 ZIL


ผลของโปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้องต่ออาการท้องผูกในผู้สูงอายุเปราะบางที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล, สุวรา พรหมวี Jan 2024

ผลของโปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้องต่ออาการท้องผูกในผู้สูงอายุเปราะบางที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล, สุวรา พรหมวี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้องต่ออาการท้องผูกในผู้สูงอายุเปราะบางที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป หอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูก โรงพยาบาลเลิดสิน ที่มีภาวะเปราะบาง ประเมินด้วยแบบคัดกรองภาวะเปราะบาง (FRAIL scale) จำนวน 48 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 24 คน โดยจับคู่ตามอายุ ตำแหน่งที่เกิดพยาธิสภาพ และความเสี่ยงต่อการเกิดอาการท้องผูก กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ขณะที่กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมเป็นเวลา 8 วัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย เครื่องมือคัดกรอง ได้แก่ แบบคัดกรองภาวะเปราะบาง Mini-CogTM และแบบประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอาการท้องผูก หาความเที่ยงด้วยวิธีการวัดซ้ำเท่ากับ .80, .88, .87 ตามลำดับ เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินการขับถ่ายอุจจาระ มีค่าความตรงของเนื้อหาเท่ากับ 1.0 และความเที่ยงด้วยการวัดซ้ำเท่ากับ .76 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้อง มีค่าความตรงของเนื้อหาเท่ากับ 1.0 และเครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบบันทึกการนวดหน้าท้องและการขับถ่ายอุจจาระ มีค่าความตรงของเนื้อหาเท่ากับ 1.0 ข้อมูลวิเคราะห์โดยใช้สถิติบรรยายและสถิติที กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้สูงอายุเปราะบางที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้อง มีค่าเฉลี่ยของคะแนนอาการท้องผูกน้อยกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผู้สูงอายุเปราะบางที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้อง มีค่าเฉลี่ยของคะแนนอาการท้องผูกน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย:กรณีศึกษา เทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี, ชิดชนก พวงเพ็ชร์ Jan 2024

บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย:กรณีศึกษา เทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี, ชิดชนก พวงเพ็ชร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้มุ่งเน้นการสำรวจบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อทำความเข้าใจสภาพปัญหา อุปสรรค และความท้าทายที่องค์กรต้องเผชิญ รวมถึงนำเสนอแนวทางการปรับปรุงการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ การศึกษาวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัย และข้อมูลภาคสนามผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักในเขตเทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุในพื้นที่ และบุคลากรผู้ปฎิบัติงานร่วมกับเทศบาลตำบลธัญบุรี เพื่อทำความเข้าใจบทบาทขององค์กรในการดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงสภาพปัญหาและอุปสรรคที่พบในกระบวนการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อสังเคราะห์ข้อค้นพบที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและเสนอแนะแนวทางปรับปรุงการดำเนินงานในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ ผลการศึกษาพบว่า การดำเนินงานของเทศบาลครอบคลุมด้านการจัดสรรบริการด้านสุขภาพ การพัฒนาทักษะผู้สูงอายุ และการสร้าง สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต แต่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มที่ขาดความพร้อมทางเทคโนโลยี ข้อเสนอแนะจากการวิจัยนี้ประกอบด้วยการเพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชน การพัฒนาความสามารถของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพของการบริหารจัดการและตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุในพื้นที่อย่างยั่งยืน ผลลัพธ์จากการวิจัยสามารถนำไปปรับใช้ในการวางแผนและกำหนดนโยบายในระดับท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้มีสุขภาพดี มีความสุข และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาชุมชนต่อไปในอนาคต


ทัศนคติต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานระยะไกลและภาพลักษณ์ในอุดมคติของบุคลากรในสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการเป็นหน่วยงานนำร่องระบบราชการดิจิทัล: กรณีศึกษา กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากทุนทางปัญญา และกลุ่มนโยบายการบริหารงานบุคคลอุดมศึกษาและทุนทางปัญญา, ณัฐชวาล สัตยวินิจ Jan 2024

ทัศนคติต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานระยะไกลและภาพลักษณ์ในอุดมคติของบุคลากรในสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการเป็นหน่วยงานนำร่องระบบราชการดิจิทัล: กรณีศึกษา กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากทุนทางปัญญา และกลุ่มนโยบายการบริหารงานบุคคลอุดมศึกษาและทุนทางปัญญา, ณัฐชวาล สัตยวินิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ภาพลักษณ์ของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ในฐานะหน่วยงานนำร่องสำหรับการดำเนินงานในรูปแบบการทำงานระยะไกล ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบราชการดิจิทัล งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการสำรวจความคิดเห็นและทัศนคติของบุคลากรในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับศึกษาประสิทธิภาพ ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานรูปแบบให ม่นี้ การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึกและเทคนิคการสนทนากลุ่มกับกลุ่มตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากภายในและภายนอกหน่วยงาน ผลการศึกษาพบว่า การทำงานระยะไกลส่งผลดีต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรหลายประการ เช่น ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานจากการเลือกสถานที่ปฏิบัติงานที่พึงพอใจที่สุดได้ ลดปัญหาด้านสุขภาพกายและจิตใจ ลดความตึงเครียดหรือความกดดันจากที่ทำงาน รวมถึงสนับสนุนสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวร่วมกับสมาชิกในครอบครัว อีกทั้งยังช่วยปรับปรุงคุณภาพงานให้ดียิ่งขึ้น ปริมาณงานที่บุคลากรสามารถดำเนินการได้มากขึ้นในระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงลดเวลาในการเดินทางเพิ่มเวลาในการทำงาน และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติงานระยะไกลยังเผชิญปัญหา เช่น ความไม่เชื่อมั่นของผู้บริหารต่อผู้ปฏิบัติงาน การขาดระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย และความรู้ด้านเทคโนโลยีที่ไม่เท่าเทียมกันในกลุ่มบุคลากรต่างวัย ทั้งนี้ งานวิจัยเสนอให้ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่มีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน สนับสนุนและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ และเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับการทำงานระยะไกล เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของระบบราชการดิจิทัลอย่างมีประสิทธิผล


ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะความเครียดจากการทำงานกับภาวะหมดไฟของข้าราชการกรมท่าอากาศยาน, ปริพัตร์ วงศ์กาฬสินธุ์ Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะความเครียดจากการทำงานกับภาวะหมดไฟของข้าราชการกรมท่าอากาศยาน, ปริพัตร์ วงศ์กาฬสินธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะความเครียดจากการทำงานกับภาวะหมดไฟของข้าราชการกรมท่าอากาศยาน ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ในรูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยทำการสำรวจความคิดเห็นและการใช้การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 191 คน ที่มาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการแบบชั้นภูมิตามสัดส่วน (Proportional Stratified Random Sampling) จากข้าราชการกรมท่าอากาศยานส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้ครบตามจำนวนที่กำหนด ด้วยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม จากนั้นนำข้อมูลมาประมวลผลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ (Statistical Package for the Social Science : SPSS) โดยใช้การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณา ด้วยวิธีแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาณ ได้เลือกใช้เทคนิคการทดสอบด้วยวิธีการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Linear Regression Analysis) เพื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหมดไฟของข้าราชการกรมท่าอากาศยาน ผลการศึกษา พบว่า ระดับภาวะความเครียดจากการทำงานของข้าราชการกรมท่าอากาศยานโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และระดับภาวะหมดไฟของข้าราชการกรมท่าอากาศยานโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ภาวะความเครียดจากการทำงานด้านลักษณะงาน ด้านความสำเร็จและความก้าวหน้าในอาชีพ ด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคคล และด้านโครงสร้างนโยบายและบรรยากาศขององค์การ มีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟของข้าราชการกรมท่าอากาศยาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีความสัมพันธ์กันในเชิงบวก ซึ่งหากนำมาพิจารณารายด้านทั้ง 4 ด้าน พบว่า ด้านลักษณะงานมีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านความสำเร็จและความก้าวหน้าในอาชีพ และด้านโครงสร้างนโยบายและบรรยากาศ และด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคคลมีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟน้อยที่สุด อยู่ในระดับต่ำ