Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 121 - 150 of 6951

Full-Text Articles in Entire DC Network

ลักษณะและผลทางกฎหมายของเหตุสุดวิสัยในสัญญาก่อสร้างของรัฐ, กอเตย แก้วนิล Jan 2025

ลักษณะและผลทางกฎหมายของเหตุสุดวิสัยในสัญญาก่อสร้างของรัฐ, กอเตย แก้วนิล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานก่อสร้างของหน่วยงานรัฐภายใต้พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ถูกกำหนดให้ใช้แบบสัญญาก่อสร้างมาตรฐาน (แบบสัญญาก่อสร้างของรัฐ) เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันในการกำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา อย่างไรก็ดีปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นคือการบังคับใช้หลักเกณฑ์เกี่ยวกับ “เหตุสุดวิสัย” ยังขาดความชัดเจนและครอบคลุมทั้งในแง่ของลักษณะของเหตุสุดวิสัย และผลทางกฎหมายของเหตุสุดวิสัย อันประกอบด้วยกรณี 1) เหตุสุดวิสัยทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ตามสัญญาก่อสร้างได้ชั่วคราว ซึ่งส่งผลกระทบต่อความล่าช้าและค่าใช้จ่ายในระหว่างการเกิดเหตุสุดวิสัย 2) เหตุสุดวิสัยทำให้การชำระหนี้ตามสัญญาก่อสร้างกลายเป็นพ้นวิสัย 3) เหตุที่ไม่อาจคาดหมายทำให้การชำระหนี้ในสัญญาก่อสร้างไม่ถึงกับพ้นวิสัยแต่เป็นภาระหนักขึ้น และ 4) เหตุสุดวิสัยทำให้งานก่อสร้างของรัฐได้รับความเสียหาย ก่อให้เกิดปัญหาการความไม่ชัดเจนและครอบคลุมในการปรับใช้ข้อสัญญา การวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้อง และภาระความเสี่ยงที่ผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบงานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาลักษณะและผลทางกฎหมายของเหตุสุดวิสัยในแบบสัญญาก่อสร้างของรัฐ รวมถึงบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำพิพากษาศาลฎีกา คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด แนวทางการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการพิจารณาเปรียบเทียบกับแบบสัญญาก่อสร้างมาตรฐานของต่างประเทศ โดยเสนอให้มี (1) การแก้ไขผลทางกฎหมายกรณีเหตุสุดวิสัยทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ในสัญญาก่อสร้างได้ชั่วคราว (2) การกำหนดผลทางกฎหมายกรณีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน (3) การกำหนดผลทางกฎหมายกรณีเหตุสุดวิสัยทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย (4) การกำหนดผลทางกฎหมายกรณีเหตุที่ไม่อาจคาดหมายได้ทำให้การชำระหนี้ในสัญญาก่อสร้างไม่ถึงกับพ้นวิสัยแต่เป็นภาระหนักขึ้น และ (5) การกำหนดหน้าที่ของผู้รับจ้างเพิ่มเติมเพื่อให้มีความครอบคลุม ชัดเจนและเป็นธรรมต่อคู่สัญญา


หลักประโยชน์สูงสุดของเด็กตามกฎหมายระหว่างประเทศ: ศึกษากรณีการทดลองทางการแพทย์ในเด็ก, สุภาภรณ์ แสงก่ำ Jan 2025

หลักประโยชน์สูงสุดของเด็กตามกฎหมายระหว่างประเทศ: ศึกษากรณีการทดลองทางการแพทย์ในเด็ก, สุภาภรณ์ แสงก่ำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์นั้นได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยกลไกสำคัญก็คือการทดลอง ทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการทดลองทางด้านการผลิตยารักษาโรค การทดลองเกี่ยวกับขั้นตอนวิธีการรักษา การทดลองเกี่ยวกับการตรวจวินิจฉัยโรค เป็นต้น โดยเฉพาะสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19)จะเห็นได้ว่าการทดลองทางการแพทย์เกี่ยวกับวัคซีน ยารักษาโรคและวิธีการรักษา เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการรักษาชีวิตผู้คนมากมายทั่วโลก การทดลองทางการแพทย์ในเด็ก ซึ่งเด็กเป็นผู้มีความสามารถอย่างจำกัด ด้วยเหตุที่สติปัญญาและร่างกายยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ ไม่สามารถทำความเข้าใจในข้อมูลเกี่ยวกับการทดลองที่ได้รับได้อย่างถ่องแท้ จึงจักต้องได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษ และในทางระหว่างประเทศได้รับการคุ้มครองตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) ซึ่งมีหลักการที่สำคัญในการให้ความคุ้มครองตามหลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก (The Best Interest of the Child) ในมาตรา 3(1) นั้น การทดลองทางการแพทย์ที่ด้วยวัตถุประสงค์ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ถูกทดลองโดยตรง อีกทั้งเป็นการกระทำที่กระทบต่อร่างกาย มีโอกาสเกิดความเสียหายและผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของผู้เข้าร่วมทดลองโดยตรง เมื่อพิจารณาตามหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กแล้ว การทดลอง ทางการแพทย์ในเด็กขัดกับหลักการดังกล่าวหรือไม่ และมีแนวทางในการคุ้มครองเด็กในการทดลองทางการแพทย์อย่างไร เพื่อป้องกันมิให้เกิดการละเมิดสิทธิเด็กตามกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน


ผลของโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ออาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, เขมสุพิชญา กิตติกูลวรพัฒน์ Jan 2025

ผลของโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ออาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, เขมสุพิชญา กิตติกูลวรพัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว และเพื่อเปรียบเทียบอาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนระหว่างกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมฯ และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยจิตเภทอายุระหว่าง 20-59 ปี อาศัยอยู่กับครอบครัว ซึ่งเข้ารับการรักษาที่แผนกกลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลองครักษ์ จำนวน 60 ครอบครัว โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงได้มาจากเกณฑ์คุณสมบัติที่ผู้วิจัยกำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 ครอบครัว และกลุ่มควบคุม 30 ครอบครัว กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบประเมินอาการทางจิต (PANSS-T) มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .82 และค่า CVI ได้เท่ากับ 1 4) แบบวัดการรับรู้ความเครียด มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .85 และค่า CVI ได้เท่ากับ .92 5) แบบสอบถามการมีส่วนร่วมของครอบครัว มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .85 และค่า CVI ได้เท่ากับ 1 เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1. ค่าเฉลี่ยของอาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนหลังได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 15.74, df = 29, p


ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลก่อนการผ่าตัดโดยใช้สื่อวิดีทัศน์ชุดชมห้องผ่าตัดต่อความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรม, เสาวลักษณ์ ดอกลำเจียก Jan 2025

ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลก่อนการผ่าตัดโดยใช้สื่อวิดีทัศน์ชุดชมห้องผ่าตัดต่อความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรม, เสาวลักษณ์ ดอกลำเจียก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลก่อนการผ่าตัดโดยใช้สื่อวิดีทัศน์ชุดชมห้องผ่าตัดต่อความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรม กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคระบบทางเดินอาหารทั้งเพศชายและเพศหญิง ที่เข้ารับการผ่าตัดเปิดช่องท้องแบบนัดหมายล่วงหน้าที่โรงพยาบาลราชวิถี จำนวน 46 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 23 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการให้ข้อมูลก่อนการผ่าตัดโดยใช้สื่อวีดิทัศน์ชุดชมห้องผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรม แบบสอบถามความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ (The State Anxiety Inventory (STAI) From Y) มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.81 และแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนสิงหาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired t-test และ Independent t-test ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรมต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t= 10.082, pp<.001) และเมื่อเปรียบเทียบภายในกลุ่มทดลองพบว่าค่าเฉลี่ยความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรมหลังทดลองต่ำกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=19.145, p<.001)


ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความสุขสบายแบบองค์รวมต่อคุณภาพการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกในเด็กวัยเรียน, กนกพร กลับเจริญ Jan 2025

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความสุขสบายแบบองค์รวมต่อคุณภาพการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกในเด็กวัยเรียน, กนกพร กลับเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบวัดเฉพาะหลังการทดลองมีกลุ่มเปรียบเทียบ (Posttest-only Control Group Design) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมการส่งเสริมความสุขสบายต่อคุณภาพการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกในเด็กวัยเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กอายุ 7–12 ปี จำนวน 40 ราย ที่เข้ารับการผ่าตัดใหญ่ศัลยกรรมกระดูกส่วนรยางค์และพักรักษาในหอผู้ป่วยกุมารศัลยกรรมกระดูก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 ราย ซึ่งได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความสุขสบาย และกลุ่มควบคุม 20 ราย ซึ่งได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย (1) โปรแกรมการส่งเสริมความสุขสบายแบบองค์รวมที่พัฒนาตามแนวคิดความสุขสบายของ Kolcaba (1992) (2) แบบประเมิน Children’s Comfort Daisies และ (3) แบบประเมินคุณภาพการฟื้นตัวหลังผ่าตัด 15 (Quality of Recovery–15: QoR–15) เครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบคุณภาพ โดยมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (CVI) เท่ากับ 1.00, 1.00 และ 0.96 ตามลำดับ และแบบประเมิน QoR–15 มีค่าความเที่ยง Cronbach’s alpha เท่ากับ 0.86 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ Independent t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 ผลการวิจัยพบว่า เด็กในกลุ่มทดลองมีคะแนนคุณภาพการฟื้นตัวหลังผ่าตัดเฉลี่ยในช่วง 48 และ 72 ชั่วโมง สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) โดยที่ 48 ชั่วโมงหลังผ่าตัด กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ย 130.80 (SD = 16.43) ขณะที่กลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ย 101.45 (SD = 21.13) และที่ 72 ชั่วโมงหลังผ่าตัด กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ย 140.90 (SD = 10.76) ขณะที่กลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ย 118.20 (SD = 17.19) ผลลัพธ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการส่งเสริมความสุขสบายแบบองค์รวมมีประสิทธิผลในการส่งเสริมคุณภาพการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกในเด็กวัยเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการและการนวดกดจุดต่อการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้หลังผ่าตัดแบบเปิดช่องท้องในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในหอผู้ป่วยวิกฤติ, กัญญารัตน์ อรรถสิงห์ Jan 2025

ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการและการนวดกดจุดต่อการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้หลังผ่าตัดแบบเปิดช่องท้องในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในหอผู้ป่วยวิกฤติ, กัญญารัตน์ อรรถสิงห์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้หลังผ่าตัดในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ได้รับการผ่าตัดแบบเปิดช่องท้องระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการนวดกดจุดร่วมกับการจัดการอาการ กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต ในวันที่ 1 ถึง 5 หลังผ่าตัด กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนักที่ได้รับการผ่าตัดแบบเปิดช่องท้อง เข้ารับการรักษาตัวที่หอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมในโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ทั้งเพศชายและหญิงที่มีอายุมากกว่า 20 ปี จำนวน 44 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 22 ราย และกลุ่มทดลอง 22 ราย จับคู่ ให้กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีลักษณะใกล้เคียงกันในเรื่องของเพศ ดัชนีมวลกาย และระดับโพแทสเซียมในเลือดหลังผ่าตัด โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการนวดกดจุด โดยการเคลื่อนไหวร่างกายวันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 10-15 นาที ร่วมกับการนวดกดจุดบริเวณจุด Zusanli (ST-36) วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมการนวดกดจุดร่วมกับการจัดการอาการที่ออกแบบเพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้หลังผ่าตัด และแบบประเมินการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้ ซึ่งผ่านการทดสอบความเที่ยง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.87 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา Mann–Whitney U test และ Friedman test ผลการศึกษาพบว่า คะแนนเฉลี่ยการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้ในช่วงวันที่ 1 ถึง 5 หลังผ่าตัดของผู้ป่วยที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการนวดกดจุดสูงกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p < 0.05) (x² = 82.13, p < 0.001 และ x² = 5.62, p < 0.001 ตามลำดับ)


การศึกษาสมรรถนะวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ กระทรวงสาธารณสุข, จุฑามาศ ชาญวารินทร์ Jan 2025

การศึกษาสมรรถนะวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ กระทรวงสาธารณสุข, จุฑามาศ ชาญวารินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ กระทรวงสาธารณสุข โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสัญญีวิทยา จำนวน 19 คน ประกอบด้วย วิสัญญีแพทย์จากราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์แห่งประเทศไทย จำนวน 4 คน คณะกรรมการชมรมวิสัญญีแห่งประเทศไทย จำนวน 3 คน คณะกรรมการการฝึกอบรมและสอบความรู้ความชำนาญเฉพาะทางทางการพยาบาลและการผดุงครรภ์ด้านการให้ยาระงับความรู้สึก จำนวน 2 คน หัวหน้างานวิสัญญีพยาบาล จำนวน 4 คน วิสัญญีพยาบาลผู้ปฏิบัติการพยาบาลวิสัญญี จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยแบบสอบถามแบบปลายเปิด และแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรวบรวมความคิดเห็นเกี่ยวกับสมรรถนะวิสัญญีพยาบาล 2) นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาและนำมาสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าระดับความสำคัญ 3) นำข้อมูลที่ได้จากการตอบแบบสอบถามประมาณค่าความสำคัญมาคำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็นอีกครั้ง ผลการวิจัย พบว่า สมรรถนะวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ กระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย 7 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการปฏิบัติการพยาบาลวิสัญญี จำนวน 27 ข้อ 2) ด้านการบริหารยาทางวิสัญญี จำนวน 10 ข้อ 3) ด้านการจัดการความปลอดภัยและการบริหารความสี่ยงทางวิสัญญี จำนวน 14 ข้อ 4) ด้านการสื่อสารและการประสานงานเพื่อการดูแลผู้ป่วย จำนวน 7 ข้อ 5) ด้านภาวะผู้นำและการใช้เทคโนโลยี จำนวน 12 ข้อ 6) ด้านการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลวิสัญญี จำนวน 8 ข้อ และ 7) ด้านจรรยาบรรณ และกฎหมาย จำนวน 5 ข้อ


ผลของโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสานต่ออาการสมาธิสั้นของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียน, ญานิกา แซ่ตัง Jan 2025

ผลของโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสานต่ออาการสมาธิสั้นของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียน, ญานิกา แซ่ตัง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่มแบบวัดซ้ำ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนอาการสมาธิสั้นทั้ง 3 ด้าน (อาการขาดสมาธิ, อาการอยู่ไม่นิ่ง/หุนหันพลันแล่น และอาการดื้อต่อต้าน) ของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียนในระยะก่อนได้รับโปรแกรมฯ หลังได้รับโปรแกรมฯทันที และหลังได้รับโปรแกรมฯ 1 เดือน และเปรียบเทียบผลต่างค่าเฉลี่ยคะแนนอาการสมาธิสั้นของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียนที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสานกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กที่มีอายุระหว่าง 6-12 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยจากจิตแพทย์ตามเกณฑ์ ICD-10 ว่าเป็นโรคสมาธิสั้นและครอบครัวที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จำนวน 40 ราย โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสานและกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสาน 2) แบบประเมินอาการสมาธิสั้น SNAP-IV และ 3) แบบประเมินการทำหน้าที่ของครอบครัว การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA) และการทดสอบค่าเฉลี่ยด้วยสถิติ Bonferroni กำหนดค่าระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. อาการสมาธิสั้นทั้ง 3 ด้านของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียนที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสานในระยะหลังการทดลองทันทีและหลังการทดลอง 1 เดือน ลดลงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. อาการสมาธิสั้นทั้ง 3 ด้านของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียนที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสานกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติเฉพาะในระยะหลังการทดลอง 1 เดือนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการวางแผนดูแลล่วงหน้าของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอด, ณัฏฐณิชา พูลเพิ่ม Jan 2025

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการวางแผนดูแลล่วงหน้าของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอด, ณัฏฐณิชา พูลเพิ่ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ เพื่อศึกษาการวางแผนดูแลล่วงหน้าของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอด และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้โอกาสเสี่ยงเมื่อไม่มีการวางแผนดูแลล่วงหน้า การรับรู้ประโยชน์เมื่อมีการวางแผนดูแลล่วงหน้า การรับรู้อุปสรรคต่อการวางแผนดูแลล่วงหน้า อายุ เพศ การรับรู้พยากรณ์โรค ระยะของโรคมะเร็งปอด และ การได้รับการปรึกษาจากบุคลากรทางการแพทย์กับการวางแผนดูแลล่วงหน้า กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอดอายุ 20 ปีขึ้นไป จำนวน 162 คน ซึ่งเลือกจากโรงพยาบาลตติยภูมิ 3 แห่งในกรุงเทพมหานครแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 8 ส่วน วิเคราะห์ด้วยสถิติสถิติทีอิสระ ความแปรปรวนทางเดียว และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอดมีการวางแผนดูแลล่วงหน้าระดับปานกลาง (Mean = 50.53, SD = 13.40) ปัจจัยที่สัมพันธ์เชิงบวกกับการวางแผนดูแลล่วงหน้า ได้แก่ การรับรู้ประโยชน์ของการวางแผนดูแลล่วงหน้า (r = .38, p .05) ระยะของโรค (F = 2.00, df = 3, p > .05) และเพศ (t = -1.53 p > .05)


ผลของโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ต่อการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน, ณัฐธิดา ปังอุทา Jan 2025

ผลของโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ต่อการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน, ณัฐธิดา ปังอุทา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ และเปรียบเทียบการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคกระดูกพรุน มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เข้ารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกหน่วยตรวจด้านออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง จำนวน 46 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 23 คน จับคู่ด้วยเพศ อายุ และคะแนนความปวด กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามกรอบแนวคิดทฤษฎีการดูแลตนเองของ Orem ให้โปรแกรม 4 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัยใช้แบบประเมินการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาคเท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า ผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนภายหลังได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ มีการดูแลตนเองดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนที่ได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ มีคะแนนเฉลี่ยการดูแลตนเอง 63.04 (4.99) สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ 46.74 (3.26) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน, นิชาภา พุมสอน Jan 2025

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน, นิชาภา พุมสอน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการฟื้นตัวหลังผ่าตัด และความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการนอนหลับ ความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล การรับรู้ความสามารถของตนเอง ความพร้อมของผู้ดูแล และการสนับสนุนทางสังคม กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ป่วยเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน โดยมีกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย 1) ผู้ป่วยเนื้องอกสมองที่ได้รับการผ่าตัดในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่ง จำนวน 123 คน และ 2) ผู้ดูแล จำนวน 123 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามสำหรับผู้ที่เป็นเนื้องอกสมอง ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามคุณภาพการนอนหลับ แบบสอบถามความพร้อมในการจำหน่ายจากโรงพยาบาล แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเอง แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และแบบสอบถามการฟื้นตัวหลังผ่าตัด 2) แบบสอบถามสำหรับผู้ดูแล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสอบถามความพร้อมของผู้ดูแล วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า การฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน โดยรวมอยู่ในระดับสูง ( X =69.90, SD = 2.36) คุณภาพการนอนหลับ ความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล การรับรู้ความสามารถของตนเอง และความพร้อมของผู้ดูแล มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .405, .500, .306, และ .368 ตามลำดับ; P < .001) ส่วนการสนับสนุนทางสังคมไม่มีความสัมพันธ์กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัด ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะการเปลี่ยนผ่านฯ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ในเชิงสนับสนุนการฟื้นตัว ดังนั้น พยาบาลควรพัฒนาแนวทางการพยาบาลที่สอดคล้องกับปัจจัยที่สัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองที่ดีอย่างต่อเนื่อง


ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่อภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ปิยะธิดา คำวัง Jan 2025

ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่อภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ปิยะธิดา คำวัง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก่อนและหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัว และเพื่อเปรียบเทียบภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มารับบริการที่ห้องตรวจโรคจิตเวช แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จำนวน 60 คน ได้มาจากการคัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัว แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะกดดันด้านจิตใจ (α=.83) และแบบวัดภาระในการดูแล (α=.93) ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และ .96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายและสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1. ค่าเฉลี่ยของคะแนนภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ค่าเฉลี่ยของคะแนนภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่ำกว่าผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ได้รับการดูแลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญหางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยร่วมกับการสอนแนะ ต่อการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง, พิจิตรา ยอดสง่า Jan 2025

ผลของโปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยร่วมกับการสอนแนะ ต่อการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง, พิจิตรา ยอดสง่า

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยร่วมกับการสอนแนะ ต่อการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง ซึ่งเปรียบเทียบการรู้คิดในผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ และระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุที่มีการรู้คิดบกพร่อง อายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปไม่มีโรคซึมเศร้า การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐานอยู่ในเกณฑ์ปกติ มีภาวะรู้คิดบกพร่อง น้อยกว่า 25 คะแนน จำนวน 44 คน จับคู่คุณลักษณะ ด้วยเพศ อายุ โรคประจำตัว ระดับการศึกษา จัดแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 22 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ โดยใช้แนวคิดกระตุ้นการรู้คิดของ Spector (2018) และแนวคิดการสอนแนะของ Girvin (1999) ประกอบด้วยการรับรู้ตามความเป็นจริง การเคลื่อนไหวร่างกาย การกระตุ้นประสาทสัมผัส และการระลึกถึงความหลัง จัดกิจกรรม 1 ครั้ง/สัปดาห์ ทั้งหมด 6 สัปดาห์ต่อเนื่องกัน ครั้งละ 90 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ร่วมกับการสอนแนะ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินการรู้คิด วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนาและสถิติทดสอบค่าที ผลการศึกษาพบว่า คะแนนเฉลี่ยการทำหน้าที่ด้านการรู้คิดของกลุ่มทดลอง หลังการทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลอง และผลต่างคะแนนเฉลี่ยการรู้คิด ก่อนและหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ, ศศิพิมล แม้นจิต Jan 2025

การศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ, ศศิพิมล แม้นจิต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 20 คน วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก 2) วิเคราะห์ข้อมูล และสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินระดับความสำคัญ และ3) คำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เพื่อสรุปผล ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ ประกอบด้วย 9 ด้าน รวมจำนวน 143 ข้อรายการสมรรถนะ ดังนี้ 1) ด้านการพยาบาลผู้ป่วยแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกในภาวะวิกฤต จำนวน 24 ข้อ 2) ด้านการควบคุมการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อน จำนวน 14 ข้อ 3) ด้านการดูแลบาดแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก จำนวน 18 ข้อ 4) ด้านการบริหารจัดการความปวดจำนวน 17 ข้อ 5) ด้านการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ จำนวน 12 ข้อ 6) ด้านการจัดการโภชนาการ จำนวน 9 ข้อ 7) ด้านการวางแผนจำหน่ายและการดูแลระยะท้าย จำนวน 17 ข้อ 8) การสื่อสารและการทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพ จำนวน 17 ข้อ และ9) การใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ จำนวน 15 ข้อ ซึ่งพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยแต่ละระดับมีสมรรถนะทั้ง 9 ด้าน แต่สมรรถนะย่อยมีความแตกต่างกัน การศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการประเมินสมรรถนะและมอบหมายงานตามความสามารถของพยาบาลแต่ละระดับ


ผลของโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านไลน์แอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านการบริโภคอาหารในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีโรคร่วม, สุนิษา ละดา Jan 2025

ผลของโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านไลน์แอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านการบริโภคอาหารในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีโรคร่วม, สุนิษา ละดา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านไลน์แอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านการบริโภคอาหารในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีโรคร่วม เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือด 1 โรคขึ้นไป ที่มีอายุตั้งแต่ 35 – 80 ปี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 23 คน จับคู่ทั้งสองกลุ่มให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันในเรื่องอายุ จำนวนโรคร่วม จำนวนกลุ่มยาที่ใช้รักษาโรค เปรียบเทียบข้อมูลพื้นฐานด้วยสถิติ Chi-square test และ Fisher’s Exact Test กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีคุณลักษณะพื้นฐานที่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกตัวแปร (p > .05) กลุ่มควบคุมจะได้รับการพยาบาลปกติ ในขณะที่กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านไลน์แอปพลิเคชัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านการบริโภคอาหารของผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีโรคร่วม และแบบสอบถามประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านการบริโภคอาหาร ทดสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.92 และ 1.00 และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.91 และ 0.73 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิตทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านการบริโภคอาหารในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีโรคร่วม กลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านไลน์แอปพลิเคชันสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม ฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านการบริโภคอาหารในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีโรคร่วม ที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านไลน์แอปพลิเคชันสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยต่อความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกในห้องฉุกเฉิน, สุมาลี สีส่วน Jan 2025

ผลของโปรแกรมสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยต่อความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกในห้องฉุกเฉิน, สุมาลี สีส่วน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยต่อความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกในห้องฉุกเฉิน โดยกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้คือ สมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกที่นำส่งผู้ป่วยมารับบริการที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน โดยคัดเลือกตามแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด โปรแกรมรูปธรรม-ปรนัย และแบบสอบถาม ผ่านผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่าความเที่ยง 0.84 โปรแกรมการสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม–ปรนัยต่อความวิตกกังวล มีเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และแบบประเมินความวิตกกังวลขณะเผชิญ (The State Anxiety Inventory (STAI) Form Y) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบ Independent t-test และสถิติ paired t-test ผลการวิจัย: ผลการวิจัยพบว่าสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ห้องฉุกเฉิน ในกลุ่มทดลอง ภายหลังได้รับโปรแกรมคะแนนความวิตกกังวลตํ่ากว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) และคะแนนความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยในกลุ่มทดลองภายหลังได้รับโปรแกรมตํ่ากว่าในสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)


การประยุกต์ใช้การเรียนรู้ของเครื่องร่วมกับดัชนีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในการพยากรณ์ความผันผวนของราคาฟิวเจอร์สสินค้าเกษตร, เจตณัฐ รอดประเสริฐ Jan 2025

การประยุกต์ใช้การเรียนรู้ของเครื่องร่วมกับดัชนีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในการพยากรณ์ความผันผวนของราคาฟิวเจอร์สสินค้าเกษตร, เจตณัฐ รอดประเสริฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของดัชนีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk Index: GPR) ต่อความผันผวนของราคาฟิวเจอร์สสินค้าเกษตร และเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแบบจำลองทางสถิติและแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องในการพยากรณ์ โดยใช้ข้อมูลรายเดือนของราคาฟิวเจอร์สข้าวโพดและถั่วเหลืองจากตลาดซื้อขายล่วงหน้าระดับโลก 3 แห่ง ได้แก่ Chicago Mercantile Exchange (CME), Brasil Bolsa Balcão (B3) และ Dalian Commodity Exchange (DCE) ในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2558 ถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2568 แบบจำลองที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ SARIMAX, GARCHX และ Long Short-Term Memory (LSTM) โดยมีดัชนี Geopolitical Risk (GPR), Geopolitical Threats (GPRT), Geopolitical Acts (GPRA), Country-Specific GPR (GPRC) และปริมาณการซื้อขายของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าข้าวโพดและถั่วเหลืองเป็นตัวแปรภายนอกในการอธิบายความผันผวนของราคา ทั้งนี้ใช้ค่าความคลาดเคลื่อนเปอร์เซ็นต์สัมบูรณ์เฉลี่ย (Mean Absolute Percentage Error: MAPE) เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพหลัก ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าแบบจำลอง LSTM ที่มีการรวมตัวแปรภายนอกนั้นมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการคาดการณ์ความผันผวนของราคาฟิวเจอร์สสินค้าการเกษตร โดยในฟิวเจอร์สข้าวโพด แบบจำลอง LSTM (lookback = 12) ให้ผลการคาดการณ์ที่แม่นยำที่สุด ในตลาด CME ตัวแปรภายนอกที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดคือ GPRC BRAZIL ในขณะที่ตลาด B3 มีตัวแปรภายนอกที่ดีที่สุดคือ GPRC USA และสำหรับตลาด DCE ตัวแปรภายนอกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือ GPRC RUSSIA ขณะที่ในฟิวเจอร์สถั่วเหลือง แบบจำลอง LSTM (lookback = 6) แสดงถึงความแม่นยำสูงสุด โดยตลาด B3 นั้นมีตัวแปรภายนอกที่ได้ผลดีที่สุดคือ GPRA และสำหรับตลาด DCE ตัวแปรภายนอกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือ GPRC …


การเปรียบเทียบการทำนายผลการแข่งขันฟุตบอลโดยใช้การเรียนรู้เชิงลึกจากการผสานข้อมูลทางสถิติและแผนที่ความร้อนของผู้เล่น, ภานุพันธุ์ พันธุ์พฤกษ์ Jan 2025

การเปรียบเทียบการทำนายผลการแข่งขันฟุตบอลโดยใช้การเรียนรู้เชิงลึกจากการผสานข้อมูลทางสถิติและแผนที่ความร้อนของผู้เล่น, ภานุพันธุ์ พันธุ์พฤกษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแบบจำลอง Multilayer Perceptron (MLP), Convolutional Neural Networks (CNN) และ Multimodal Neural Network (MMNN) ในการทำนายผลการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ โดยใช้ข้อมูลทางสถิติ ข้อมูลแผนที่ความร้อนของผู้เล่น และการผสานข้อมูลทั้งสองรูปแบบ ผ่านแนวทาง Early Fusion, Late Fusion และการแปลง Heatmap เป็นข้อมูลเชิงตัวเลขแบบแบ่งพื้นที่สนาม ผลการวิจัยพบว่า แบบจำลอง MMNN ที่ใช้แนวทาง Late Fusion ให้ค่าความแม่นยำที่ 55.68% ซึ่งสูงกว่า Early Fusion ที่ได้ความแม่นยำ 53.45% และ CNN ที่ใช้ข้อมูลทางสถิติร่วมกับข้อมูลตำแหน่งเชิงพื้นที่จากแผนที่ความร้อนที่แบ่งสนามออกเป็น 4 ส่วน มีค่าความแม่นยำสูงสุดที่ 63.50% และให้คะแนน Precision, Recall และ F1 Score สูงกว่าแบบจำลองอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังได้วิเคราะห์ความสำคัญของฟีเจอร์ด้วยเทคนิค SHAP ซึ่งชี้ให้เห็นว่าฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องกับเกมรับของทีมเหย้า เช่น การบล็อก การเคลียร์บอล และการดวลลูกกลางอากาศ มีผลต่อการทำนายมากที่สุด ขณะที่ตำแหน่งของผู้เล่นทีมเยือนมีอิทธิพลน้อยที่สุด


ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานโมไบล์แบงก์กิ้งอย่างต่อเนื่อง, รตน รัตนพรเจริญ Jan 2025

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานโมไบล์แบงก์กิ้งอย่างต่อเนื่อง, รตน รัตนพรเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การใช้บริการโมไบล์แบงก์กิ้ง ในประเทศไทยมีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่องภายใต้การสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมากลับพบว่าผู้ใช้จำนวนมากยังคงใช้งานเพียงบางฟังก์ชันพื้นฐาน เช่น การโอน-จ่าย-รับเงิน เท่านั้น (ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2567) และประสบการณ์กับมิจฉาชีพและความเชื่อมั่นในระบบก็ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมหลังการยอมรับและใช้งานโมไบล์แบงกิ้งกับการเปิดใจใช้บริการการเงินดิจิทัลอื่น ๆ ของผู้ใช้บริการบริโภค ซึ่งยังขาดการศึกษาในเชิงลึกโดยเฉพาะด้านปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานอย่างต่อเนื่อง และการเปิดรับฟังก์ชันใหม่ทั้งจากผู้ให้บริการโมไบล์แบงกิ้งและผู้ให้บริการอื่น ๆ ภายใต้ บริบทของการรับรู้ประโยชน์, และคุณภาพการบริการงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานโมไบล์แบงก์กิ้งอย่างต่อเนื่อง ความตั้งใจใช้ฟังก์ชันที่ไม่เคยใช้งานและความตั้งใจใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันทางการเงินอื่น โดยอิงกรอบแนวคิดจากทฤษฎีความตั้งใจใช้งานต่อเนื่อง (Continuance Intention Model) รวมถึงการวิเคราะห์ผลจากประสบการณ์กับมิจฉาชีพต่างกัน กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจำนวน 434 คนถูกรวบรวมโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากผู้ใช้โมไบล์แบงก์กิ้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ข้อมูลถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression Analysis)โดยผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านการรับรู้ประโยชน์ ความพึงพอใจ และความเชื่อมั่นในผู้ให้บริการ ส่งผลเชิงบวกต่อความตั้งใจในการใช้งานต่อเนื่องและการเปิดรับฟังก์ชันใหม่ทั้งจากธนาคารและผู้ให้บริการภายนอก ในขณะที่ประสบการณ์กับมิจฉาชีพมีแนวโน้มส่งผลให้ความตั้งใจใช้งาน แต่ไม่ส่งผลต่อการเปิดรับฟังก์ชันใหม่ การศึกษาปัจจัยด้านคุณภาพสารสนเทศทั้งสามมิติพบผลกระทบเชิงบวกต่อความพึงพอใจของผู้ใช้ และการศึกษาด้านความเชื่อมั่นพบผลกระทบเชิงบวกจากความสามารถ ความหวังดี และความซื่อสัตย์ของผู้ให้บริการ ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้พัฒนาแนวทางในการส่งเสริมการใช้งานฟังก์ชันของแอปพลิเคชันทางการเงินให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ทั้งในมิติการออกแบบระบบและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน การสร้างความเชื่อมั่น และการออกนโยบายจัดการความเสี่ยงจากมิจฉาชีพ อีกทั้งยังสามารถขยายผลเชิงวิชาการในด้านการประยุกต์ใช้โมเดลพฤติกรรมผู้บริโภคในบริบทเทคโนโลยีทางการเงิน ซึ่งยังเป็นพื้นที่วิจัยที่เปิดกว้างและท้าทายในประเทศไทย


ความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร, จุฑามาศ ประทีปพรศักดิ์ Jan 2025

ความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร, จุฑามาศ ประทีปพรศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง “ความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล การรับรู้ข่าวสาร และทัศนคติต่อประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจที่มีอิทธิพลต่อระดับความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อเสนอแนวทางเชิงนโยบายในการป้องกันและลดความวิตกกังวลของประชาชนต่อภัยอาชญากรรมรุนแรงในพื้นที่สาธารณะ การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณโดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 396 คน ในเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ครอบคลุมกลุ่มนิสิตนักศึกษา ผู้ใช้บริการห้างสรรพสินค้า และผู้ใช้พื้นที่สาธารณะทั่วไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงหรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว โดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นทางสถิติเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่า t การวิเคราะห์ความแปรปรวน เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความหวาดกลัวระหว่างกลุ่ม รวมถึงวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่ายเพื่อทดสอบอิทธิพลของตัวแปรอิสระผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับระดับความหวาดกลัว โดยกลุ่มเพศหญิงมีระดับความหวาดกลัวมากกว่า ขณะที่ปัจจัยด้านช่วงอายุไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ พบว่าการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์กราดยิงจากสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์ส่งผลให้ระดับความวิตกกังวลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และพบว่าทัศนคติต่อประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจมีความสัมพันธ์ในทางลบกับความหวาดกลัว กล่าวคือ ผู้ที่เชื่อมั่นในความสามารถของตำรวจจะมีความกลัวน้อยกว่า ผลการศึกษาโดยรวมชี้ให้เห็นว่าความหวาดกลัวต่อเหตุการณ์กราดยิงไม่เพียงเป็นปฏิกิริยาทางจิตวิทยาต่ออาชญากรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความรู้สึกไม่มั่นคงในสังคมเมืองสมัยใหม่ งานวิจัยนี้เสนอแนวทางการวางแผนการป้องกันและรับมือกับเหตุการณ์กราดยิง โดยให้รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการมาตรการทั้งสามระดับอย่างเป็นระบบ ได้แก่ มาตรการด้านพื้นที่และโครงสร้างกายภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวัง มาตรการด้านสถาบันและการปฏิบัติการเพื่อจัดกำลังตามความเสี่ยงและยกระดับความพร้อมในการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และมาตรการด้านการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดความตื่นตระหนกของประชาชน ซึ่งการประสานกลไกทั้งสามระดับจะช่วยลดทั้งความเสี่ยงเชิงจริงและความหวาดกลัวเชิงรับรู้ พร้อมเสริมสร้างสภาพแวดล้อมเมืองที่ปลอดภัยและยั่งยืนยิ่งขึ้น


การก่อแรงร่วมสร้างเมืองปลอดภัยเชิงรุกเพื่อป้องกันอาชญากรรม : กรณีศึกษา ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี, กฤติ ม่วงศิริ Jan 2025

การก่อแรงร่วมสร้างเมืองปลอดภัยเชิงรุกเพื่อป้องกันอาชญากรรม : กรณีศึกษา ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี, กฤติ ม่วงศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การสร้างเมืองปลอดภัยเพื่อป้องกันปัญหาอาญากรรม ยังประสบสภาพปัญหาช่องว่างเชิงนโยบาย (Gaps for Policy Formulation) การกำหนดตัวชี้วัดให้สอดคล้องในพื้นที่ (Contextual Index) และสภาพปัญหาด้านการคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders Concern) ส่งผลให้การกำหนดนโยบายขาดความชัดเจนและอาจไม่สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ ผู้วิจัยจึงมุ่งศึกษาสภาพปัญหาและนำเสนอนโยบาย “เมืองปลอดภัยเชิงรุก (Pro-Active Safe City)” เพื่อแก้ไขปัญหาช่องโหว่ของการตีความและการกำหนดเป้าหมายผ่านตัวชี้วัด โดยนำร่องการศึกษาในพื้นที่ศึกษา ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี โดยดำเนินการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ - เชิงคุณภาพ การออกแบบเชิงบูรณาการตามหลัก 4D Design Thinking และการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ (Spatial Analysis) โดยริเริ่มสำรวจด้วยดัชนีตัวชี้วัดความปลอดภัยเชิงกายภาพรายพื้นที่ (Crime Vector Index: CVI) จากการสำรวจออนไลน์ ประชากรจำนวน 382 ราย เพื่อประเมินความเสี่ยงและความต้องการ และการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารและผู้แทนท้องถิ่นจำนวน 7 ราย และการจัดอภิปรายกลุ่มสำหรับภาครัฐ-ภาคประชาชนจำนวน 25 ราย ทั้งนี้ ผลการศึกษาวิจัย พบว่า ประชาชนในพื้นที่มีความต้องการให้เน้นย้ำกลไกการสร้างพื้นที่ส่วนกลางสำหรับการใช้ชีวิตร่วมกันและการพักผ่อน (ร้อยละ 25.13) การติดตั้งเสาไฟส่องสว่าง (ร้อยละ 21.20) และการสร้างอาสาสมัครชุมชนช่วยลาดตระเวนในพื้นที่ (ร้อยละ 14.66) และประชาชนในพื้นที่มีความกังวลต้องรับมือความเสี่ยงของอาชญากรรม โดยต้องการมุ่งเน้นการปกป้องความปลอดภัยในชีวิต การแก้ไขปัญหาพื้นที่เสี่ยง สกัดกั้นความเสี่ยงจากภัยภายนอก ในขณะที่ความเข้มแข็งทางสังคมและการสร้างแนวร่วมเฝ้าระวังภัยอาชญากรรมเป็นกลไกสำคัญ และการสร้างพื้นที่ส่วนกลาง ขยายโอกาสในการใช้พื้นที่ร่วมกันและเศรษฐกิจในพื้นที่ ฉะนั้น แนวทางการสร้างเมืองปลอดภัยสำหรับพื้นที่ จึงนำเสนอในรูปแบบเมืองปลอดภัยเชิงผสมผสาน โดยออกแบบมิติความปลอดภัยเชิงกายภาพผ่านการติดตั้งอุปกรณ์และเทคโนโลยีเฝ้าระวังจุดเสี่ยงบริเวณพื้นที่รอยต่อ และมิตินามธรรมผ่านกลไกสร้างชุมชนเข้มแข็งให้เป็น “หุ้นส่วนความปลอดภัยสาธารณะ (Strategic Partnership for Public Security)” และสร้างความสมดุลระหว่างสังคม - เทคโนโลยีโดยเน้นย้ำการมีส่วนร่วม (Engagement) จากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน (Stakeholders) สร้างความตระหนักการรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ (Sense of Belonging) เป็นพลเมืองตื่นรู้ (Active Citizen) เพื่อป้องกันอาชญากรรมพื้นฐาน (Street Crimes) และยาเสพติด และยกระดับสู่การสร้างข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ เพื่อแนะนำกระบวนการและขั้นตอนการปฏิบัติ และธรรมาภิบาลด้านเมืองปลอดภัย ด้านกฎ …


Optimization Of Bioactive Compound Extraction From Rambutan Peels Using Pulsed Electric Field And Its Application, Robby Aji Prima Jan 2025

Optimization Of Bioactive Compound Extraction From Rambutan Peels Using Pulsed Electric Field And Its Application, Robby Aji Prima

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to optimize the extraction of bioactive compounds from rambutan peel using Pulsed Electric Field (PEF) technology and evaluate its functionality as a natural antioxidant. A Central Composite Design (CCD) was employed to examine the effects of ethanol concentration, electric field intensity, and pulse number on extraction efficiency. Response Surface Methodology (RSM) analysis revealed that the optimization model achieved a high composite desirability (D = 0.982). The optimal extraction conditions were identified as 70% ethanol, an electric field intensity of 4,000 V/cm, and 120 pulses. Under these conditions, the extract exhibited high levels of total phenolics, flavonoids, and …


Neural-Network Based K-Value Prediction In Clustering Problems Without Distance Computation, Rohhan Rabari Jan 2025

Neural-Network Based K-Value Prediction In Clustering Problems Without Distance Computation, Rohhan Rabari

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Clustering remains a pivotal component of unsupervised learning, central to tasks such as data exploration and pattern discovery. However, most conventional clustering algorithms are parametric in nature, requiring one or more parameters to be specified in advance—most notably the number of clusters (k). These predefined parameters can drastically alter the outcome of clustering, leading to unstable or misleading results, particularly when the true structure of the data is unknown. This thesis introduces a novel framework that transforms raw input into a latent vector representation, enabling a neural network to automatically predict the optimal number of clusters without any prior parameter …


Estimation Of Burned Severity Areas Using Landsat8 Data From 2016 To 2022 In Chiang Mai Province, Sarunya Karuna Jan 2025

Estimation Of Burned Severity Areas Using Landsat8 Data From 2016 To 2022 In Chiang Mai Province, Sarunya Karuna

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aims to evaluate the area and severity of wildfire damage in Chiang Mai Province using LANDSAT8 satellite data from 2016, 2018, 2020, and 2022, and to analyze the relationship between spatial factors, namely the Normalized Difference Vegetation Index (NDVI) and Land Surface Temperature (LST), with fire occurrence and severity. The study utilized hotspot data analysis in conjunction with the Differenced Normalized Burn Ratio (dNBR) index to assess the area and classify fire severity levels, while also analyzing pre-fire and post-fire NDVI and LST values to identify correlations. The results indicated that 2020 experienced the most severe fire situation, …


Production Of Graphene From Graphite Via Flash Joule Heating Process, Siranut Sirathanutworakan Jan 2025

Production Of Graphene From Graphite Via Flash Joule Heating Process, Siranut Sirathanutworakan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Graphene is a material with unique properties and high potential. Due to its outstanding characteristics in strength, electrical and thermal conductivity, and flexibility, graphene is considered one of the materials of the future that can be used to enhance the efficiency of various emerging technologies. This research focuses on the synthesis of graphene using the Flash Joule Heating (FJH) process, during which an extremely high temperature occurs within milliseconds. The carbon precursor is rapidly exposed to intense heat, resulting in the dissociation of all chemical bonds in its structure and the reorganization of carbon atoms into a new graphene structure. …


Robust Palm Print For Mobile Authentication System, Son Nguyen Jan 2025

Robust Palm Print For Mobile Authentication System, Son Nguyen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Smartphones are gateways to financial, health, and personal data; consequently, mobile authentication must be accurate, fast, privacy-preserving, and scalable. This thesis presents an end-to-end palmprint authentication framework that addresses a practical trilemma: label-efficient learning, on-device efficiency, and cloud-scale identification. We pretrain a ResNet-18 encoder with self-supervised contrastive learning on unlabeled palm images, distill its representation to a lightweight MobileNetV3 student for real-time inference on phones, and support both 1:1 on-device verification and 1:N cloud identification using FAISS/HNSW. On public datasets, the system attains 99.2% accuracy, a 0.15% equal-error rate (EER), and ~87 ms end-to-end latency on iPhone-class hardware. FAISS scales …


Data-Driven Predictive Model For Various Shapes Of Gold Nanoparticle Synthesis Based On Self-Organizing Maps, Thanapol Khamhla Jan 2025

Data-Driven Predictive Model For Various Shapes Of Gold Nanoparticle Synthesis Based On Self-Organizing Maps, Thanapol Khamhla

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This work presents a machine learning framework that simultaneously classifies the shape and predicts the localised surface plasmon resonance (LSPR) wavelength of gold nanoparticles (AuNPs) purely from synthesis conditions. The dataset used to train the model consist of synthesis conditions and the corresponding AuNPs characteristics, including spherical, star, plate, and rod shapes with their measured LSPR wavelengths, were compiled from existing literatures. Our model first classifies synthesis conditions into clusters according to their resulting shape and then builds local regression models for each shape, enabling both classification and quantitative prediction within a single framework. The proposed model integrates the clustering …


Strategies For Playing Unshackle Games On Some Graphs, Thitiphut Leelathanakit Jan 2025

Strategies For Playing Unshackle Games On Some Graphs, Thitiphut Leelathanakit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Unshackle game is a combinatorial game for two players that starts with prisoners and shackles on a board such that each shackle has two ends, and each end is shackled to one prisoner. Two players alternately play a turn by destroying a shackle on the board until all shackles have been destroyed. A prisoner is free when all shackles that are shackled to him are destroyed, and the player who makes the most prisoners free wins and the other loses. Both players draw if neither of them can win. The prisoners and the shackles on the board can be considered …


Scam Slayer : A Gamification For Creating A Cyber Scam Awareness, Xin Lyu Jan 2025

Scam Slayer : A Gamification For Creating A Cyber Scam Awareness, Xin Lyu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study explores how gamified learning can enhance the ability to recognize and prevent online fraud. The research team developed a role-playing educational game, Scam Slayer, using Ren’Py, integrating five common fraud scenarios and an Anti-Fraud Assistant to create an immersive and reflective learning experience. Analysis of a pre-game survey with 400 participants and a post-game survey with 40 players shows significant improvements in fraud recognition and alertness, with no demographic differences in learning outcomes. Participants also reported high satisfaction with the game’s narrative and educational value, suggesting that gamified learning can serve as an effective complement to traditional online …


Heat Treatment Of Basaltic-Related Sapphire From Binh Thuan Deposit, Southern Vietnam, Yuparat Kwangsawat Jan 2025

Heat Treatment Of Basaltic-Related Sapphire From Binh Thuan Deposit, Southern Vietnam, Yuparat Kwangsawat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Characteristics of basalt-related sapphires from Binh Thuan in Southern Vietnam were investigated before and after heat treatment. Samples were divided into four group, based on their color and hue including dark blue, blue, greenish blue, and bluish green. After being heated at 700-1000°C, sapphires' blue hue faded noticeably. Blue color turned to be intensified when heated at 1650°C. Subsequently, beryllium-assisted heating by a local professional gem treater was introduced to these sapphire samples which in turn yielded yellow to yellowish-blue hues. Color changes after heating are conclusively involved by trace compositions of sapphire and temperatures of heating. The appropriate treatment …