Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 451 - 480 of 4697

Full-Text Articles in Entire DC Network

การพัฒนาอัลกอริธึมการประมวลผลภาพแบบอัตโนมัติสำหรับการคัดกรองสารต้านไวรัสชิคุนกุนยา, พัทธพล วิริวิทยา Jan 2024

การพัฒนาอัลกอริธึมการประมวลผลภาพแบบอัตโนมัติสำหรับการคัดกรองสารต้านไวรัสชิคุนกุนยา, พัทธพล วิริวิทยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ไวรัสชิคุนกุนยา ซึ่งเป็นสมาชิกของสกุล Alphavirus ยังคงเป็นปัญหาสุขภาพระดับโลกเนื่องจากการระบาดที่แพร่หลายและการขาดวิธีการรักษาที่เฉพาะเจาะจง การตรวจหาไวรัสที่แม่นยำ เช่น ไวรัสชิคุนกุนยา เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการวิจัยสารต้านไวรัส แต่กระบวนการแบบดั้งเดิมมักใช้เวลานานและมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาด งานวิจัยนี้นำเสนอการพัฒนาและทดสอบอัลกอริธึมการประมวลผลภาพอัตโนมัติ ซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็วในการคัดกรองสารที่อาจมีศักยภาพต้านไวรัสชิคุนกุนยา โดยใช้ซอฟต์แวร์ MvTec Halcon อัลกอริธึมนี้ได้รับการพัฒนาเพื่อการตรวจจับและจำแนกเซลล์ที่ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อในการทดสอบไวรัส และผลการทำงานได้รับการตรวจสอบกับการนับแบบแมนนวลที่ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันที่ 0.9807 สำหรับการตรวจจับเซลล์ และ 0.9886 สำหรับการตรวจจับไวรัส หลังจากผ่านการตรวจสอบทางสถิติ อัลกอริธึมถูกนำไปใช้ในการคัดกรองสารต้านไวรัส ซึ่งแสดงถึงประสิทธิภาพในการเพิ่มปริมาณและความแม่นยำของกระบวนการค้นคว้ายา ผลลัพธ์ที่ได้เน้นถึงศักยภาพของอัลกอริธึมนี้ในฐานะเครื่องมือสำคัญที่สามารถเร่งการวิจัยสารต้านไวรัสและมีการใช้งานที่กว้างขึ้นในการตรวจหาโรคจากแมลงพาหะชนิดอื่น ๆ และการปรับปรุงผลลัพธ์ในการวิจัยด้านไวรัสวิทยา คำสำคัญ: การประมวลผลภาพอัตโนมัติ, การคัดกรองแบบ high-throughput, การถ่ายภาพทางชีวเวชศาสตร์, การวิเคราะห์ภาพในไวรัสวิทยา, MvTec Halcon


การวิเคราะห์ความรู้สึก การจำแนกข้อความ และการหาปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจในการใช้บริการของบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย ด้วยวิธีการเรียนรู้ของเครื่อง, ภาติยะ ไล้สวน Jan 2024

การวิเคราะห์ความรู้สึก การจำแนกข้อความ และการหาปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจในการใช้บริการของบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย ด้วยวิธีการเรียนรู้ของเครื่อง, ภาติยะ ไล้สวน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจำลองการจำแนกข้อความและการวิเคราะห์ความรู้สึกของผู้ใช้บริการบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยประยุกต์ใช้เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง รวมถึงศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในการเลือกใช้บริการ ข้อมูลที่ใช้ประกอบด้วยข้อมูลปฐมภูมิจากแบบสอบถามจำนวน 970 ชุด และข้อมูลทุติยภูมิจากข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์จำนวน 4,901 ข้อความ ในการทดลองได้เปรียบเทียบประสิทธิภาพของแบบจำลองที่สร้างจากอัลกอริทึมจำนวน 5 วิธี ได้แก่ นาอีฟเบย์ ต้นไม้ตัดสินใจ เคเนียร์เรสเนเบอร์ โครงข่ายประสาทเทียม และเอกซ์ตรีมการ์เดียนบูสติ้ง ผลการทดลองพบว่าอัลกอริทึมโครงข่ายประสาทเทียมให้ความแม่นยำสูงสุดในการจำแนกประเภทข้อความที่ร้อยละ 86 ขณะที่อัลกอริทึมเอกซ์ตรีมการ์เดียนบูสติ้ง ให้ความแม่นยำสูงสุดในงานวิเคราะห์ความรู้สึก โดยมีค่าความแม่นยำรวมร้อยละ 89 และร้อยละ 83 สำหรับข้อความเชิงลบ สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจ พบว่าคุณภาพของคำแนะนำการลงทุน ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และความสะดวกในการเข้าถึงบริการ เป็นปัจจัยที่มีนัยสำคัญ งานวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบตอบสนองอัตโนมัติ กลยุทธ์การสื่อสาร การตลาด และการปรับปรุงบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บริการได้อย่างตรงจุด


การวิเคราะห์พื้นที่เหมาะสมในการติดตั้งโซล่าร์เซลล์บนหลังคา ของภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย, วนิดา คำแท่ง Jan 2024

การวิเคราะห์พื้นที่เหมาะสมในการติดตั้งโซล่าร์เซลล์บนหลังคา ของภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย, วนิดา คำแท่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประเทศไทยมีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมเริ่มหันมาใช้พลังงานไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์กันมากขึ้น งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการประเมินปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเหมาะสมในการติดตั้งโซล่าร์เซลล์บนหลังคาของภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย โดยใช้กระบวนการ F-AHP ในการหาค่าความสำคัญของปัจจัย พบว่าปัจจัยด้านรังสีดวงอาทิตย์ (0.3618) และอุณหภูมิอากาศ (0.1407) เป็นปัจจัยที่มีค่าน้ำหนักสัมพัทธ์มากที่สุด รวมกันคิดเป็นกว่าครึ่งของปัจจัยทั้งหมด จากนั้นจึงนำปัจจัยทั้งสองไปใช้วิเคราะห์หาพื้นที่ที่เหมาะสมด้วยกระบวนการ F-TOPSIS พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (0.8028) และภาคใต้ฝั่งตะวันออก (0.8028) มีความเหมาะสมสูงสุด โดยเฉพาะจังหวัดมหาสารคาม (0.8642) และจังหวัดร้อยเอ็ด (0.8642) ที่มีค่าสัมประสิทธิ์ความใกล้ชิดสัมพัทธ์สูงที่สุด เนื่องจากค่าที่ดีที่สุดจะใกล้เคียงกับค่าอุดมคติเชิงบวกและค่าที่แย่ที่สุดจะไกลจากค่าอุดมคติเชิงลบ นอกจากนี้การเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์แบบ Fuzzy และ Non-Fuzzy แสดงให้เห็นว่าแม้ผลการจัดลำดับปัจจัยจะมีความใกล้เคียงกันในกระบวนการ AHP แต่ผลการจัดลำดับพื้นที่จาก TOPSIS มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยวิธีการแบบ Fuzzy สามารถรองรับความไม่แน่นอนของข้อมูลได้ดีกว่า สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างปัจจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสะท้อนกระบวนการตัดสินใจที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ได้มากยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้มีประโยชน์ในการสนับสนุนการวางแผนและตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในด้านการสร้างโรงงานใหม่หรือพัฒนาโรงงานด้วยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์


การพยากรณ์ยอดขายรถยนต์ด้วยวิธีการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อลดระดับสินค้าคงคลังของชิ้นส่วนนำเข้า, สุวิทย์ นันทร์ทิพย์ Jan 2024

การพยากรณ์ยอดขายรถยนต์ด้วยวิธีการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อลดระดับสินค้าคงคลังของชิ้นส่วนนำเข้า, สุวิทย์ นันทร์ทิพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพยากรณ์ยอดขายรถยนต์เพื่อเปรียบเทียบความแม่นยำของค่าพยากรณ์จากตัวแบบวิธีการปรับเรียบเอกซ์โพเนนเชียลของโฮลท์และวินเทอร์ วิธีต้นไม้ตัดสินใจ วิธีป่าสุ่ม วิธีXGBoost วิธีโครงข่ายประสาทเทียมและวิธีผสม ด้วยค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ยของข้อมูลยอดขายรถยนต์รายรุ่นย่อยของบริษัทผลิตรถยนต์กรณีศึกษา โดยใช้ข้อมูลยอดขายตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2557 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ในการฝึกตัวแบบพยากรณ์และหาความสัมพันธ์ของปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า โดยใช้คำสั่ง GridSearchCV ในการปรับแต่งค่าไฮเปอร์พารามิเตอร์เพื่อหาค่าที่เหมาะสมในการพยากรณ์ของตัวแบบวิธีการเรียนรู้ของเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการศึกษาพบว่าวิธีผสมเป็นวิธีที่สามารถพยากรณ์ยอดขายได้แม่นยำที่สุด เมื่อเทียบกับวิธีการพยากรณ์อื่น ๆ โดยผลลัพธ์ของวิธีผสมให้ค่าความแม่นยำที่ดีในรุ่นย่อย SM976 SM978 และ ST166 โดยมีค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ยเท่ากับ 17.93% 10.31% และ 18.34% ตามลำดับ และให้ค่าความแม่นยำที่ยอมรับได้ในรุ่นย่อย SM972 SM974 ST164 และ ST168 ด้วยค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ยเท่ากับ 23.19% 26.44% 21.71 และ 22.39% ตามลำดับ นอกจากนี้การนำผลการพยากรณ์ยอดขายของวิธีผสมมาใช้ในการกำหนดความต้องการสั่งซื้อ พร้อมทั้งทดสอบวิธีการสั่งซื้อในรูปแบบ Order-Up-To Level (OUL) ส่งผลให้ระดับคงคลังชิ้นส่วนนำเข้าเฉลี่ยต่อเดือนของทุกรุ่นย่อยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลลัพธ์ในรุ่นย่อย SM972 SM974 SM976 และ SM978 มีระดับชิ้นส่วนคงคลังลดลง 62.65% 79.65% 72.94% และ 69.21% ตามลำดับ และในส่วนของรุ่นย่อย ST162 ST164 และ ST168 มีระดับชิ้นส่วนคงคลังเฉลี่ยต่อเดือนลดลง 55.78% 52.18% และ 61.75% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับระดับสินค้าคงคลังของวิธีการพยากรณ์และวิธีการสั่งซื้อในรูปแบบปัจจุบัน


Effect Of Graphene Nanoplatelets Addition During Electroless Plating Of Abs On The Quantity Of Pdcl2 Usage For Copper-Nickel-Chromium Coated Abs, Wantana Chuakamhod Jan 2024

Effect Of Graphene Nanoplatelets Addition During Electroless Plating Of Abs On The Quantity Of Pdcl2 Usage For Copper-Nickel-Chromium Coated Abs, Wantana Chuakamhod

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Acrylonitrile Butadiene Styrene (ABS) with chromium coating is widely used in applications requiring high strength, durability, and aesthetic appeal, such as automotive parts, electronics, appliances, sanitary fixtures, and decorative consumer goods. Before electroplating, nickel electroless plating is applied to ABS to create a conductive base, but this process traditionally relies on palladium (Pd), a costly material. This research explores reducing Pd usage by incorporating graphene into the plating bath, enabling a decrease in Pd concentration from the industrial standard of 16-25 ppm to just 6 ppm with the addition of 15 mg/L of graphene. The Ni-coated ABS achieved an electrical …


การจัดสมดุลการผลิตและการออกแบบผังกระบวนการผลิตด้วยโปรแกรมจำลองสถานการณ์, ศรัณย์กร เหมมงคลทรัพย์ Jan 2024

การจัดสมดุลการผลิตและการออกแบบผังกระบวนการผลิตด้วยโปรแกรมจำลองสถานการณ์, ศรัณย์กร เหมมงคลทรัพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและปรับปรุงการจัดวางผังของกระบวนการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และกำหนดจำนวนเครื่องจักรที่เหมาะสม เพื่อลดเวลาในการขนส่งชิ้นส่วน ลดเวลารอผลิต ลดงานระหว่างการผลิต และเพิ่มอัตราการใช้ประโยชน์ของระบบการผลิตโดยใช้โปรแกรมจำลองสถานการณ์ แนวคิดหลักที่ใช้ในการวิเคราะห์และปรับปรุงสายการผลิต ได้แก่ การศึกษาเวลา การวิเคราะห์กระบวนการผลิต และการปรับสมดุลของสายการผลิต การปรับปรุงสายการผลิตใช้ข้อมูลจากการวิเคราะห์กระบวนการผลิตปัจจุบันเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสถานีงาน จากนั้นจึงจัดวางเครื่องจักรใหม่ให้สอดคล้องกับขั้นตอนการผลิต หลังจากจำลองกระบวนการที่ปรับปรุงแล้วสำหรับการจัดทำผังการผลิตใหม่อัตราการใช้ประโยชน์เครื่องจักรในกระบวนการผลิต ที่กำลังการผลิต 390,000 ชิ้นต่อไตรมาส จากเดิม 38.47% เป็น 71.76% แบบจำลองสถานการณ์ของระบบการผลิตที่สูงที่สุดจากการพยากรณ์สำหรับปี พ.ศ.2569 ที่ 546,000 ชิ้นต่อไตรมาส อัตราการใช้ประโยชน์ของระบบการผลิตเฉลี่ยที่ 63.77% และแบบจำลองสถานการณ์ของระบบการผลิตที่สูงที่สุดในพื้นที่การผลิตที่กำหนด สามารถผลิตชิ้นงานได้ 1,194,500 ชิ้นต่อไตรมาส อัตราการใช้ประโยชน์ของระบบการผลิตเฉลี่ยที่ 59.33%


An Unsupervised Pipeline For Class-Agnostic Object Detection Using Self-Supervised Vision Transformers And Kolmogorov–Arnold Networks, Yuno Otsuka Jan 2024

An Unsupervised Pipeline For Class-Agnostic Object Detection Using Self-Supervised Vision Transformers And Kolmogorov–Arnold Networks, Yuno Otsuka

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Nowadays, object bounding boxes can help create training data for instance segmentation, which is essential for many computer vision applications. However, generating these bounding boxes still relies heavily on manual annotation, making the process costly and time-consuming. To address this, we propose a fully unsupervised four-stage pipeline that automatically generates pseudo-bounding boxes without any human-labeled data. The pipeline includes (1) Background Removal, (2) Pseudo-Bounding Box Generation, (3) Complementary Bounding Box Generation (optional), and (4) Class-Agnostic Detector Training. At the core of this pipeline is KFOUND, which builds upon FOUND, a fast and lightweight method that avoids assumptions about object count …


การตรวจจับภาวะกระดูกสะโพกหักจากภาพถ่ายเอกซเรย์กระดูกสะโพกโดยใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงลึก, ปิติ กฤตยานุกูล Jan 2024

การตรวจจับภาวะกระดูกสะโพกหักจากภาพถ่ายเอกซเรย์กระดูกสะโพกโดยใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงลึก, ปิติ กฤตยานุกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การตรวจจับภาวะกระดูกสะโพกหักจากภาพเอกซเรย์เป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนและการลื่นล้ม งานวิจัยนี้นำเสนอการพัฒนาโมเดลตรวจจับภาวะกระดูกสะโพกหักโดยใช้โครงข่ายประสาทเทียม YOLOv11 ร่วมกับโมดูล CBAM (Convolutional Block Attention Module) เพื่อปรับปรุงการรับรู้บริบทสำคัญในภาพรังสี โดยมีการทดลองฝังโมดูล CBAM ในตำแหน่งต่าง ๆ และเปรียบเทียบกับโมเดลพื้นฐาน (baseline) ที่ไม่ใช้ CBAM พบว่าโมเดลที่ใช้ CBAM ในตำแหน่งหลัง C3k2 ตัวสุดท้ายในโครงสร้าง Backbone (CBAM4) ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยสามารถเพิ่มค่า [email protected] จากเดิม 94.8% เป็น 96.1% ค่า [email protected]:0.95 จาก 67.6% เป็น 70.4% แสดงให้เห็นว่าโมดูล CBAM สามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพของโมเดลให้สามารถตรวจจับรอยหักของกระดูกสะโพกในภาพ X-ray ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือช่วยแพทย์ในการวินิจฉัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำยิ่งขึ้น


การพัฒนาส่วนแบ็กเอนด์ของเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้เฟรมเวิร์กโหนดเจเอสแบบอิงแบบจำลอง, วีรยุทธ กันภัย Jan 2024

การพัฒนาส่วนแบ็กเอนด์ของเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้เฟรมเวิร์กโหนดเจเอสแบบอิงแบบจำลอง, วีรยุทธ กันภัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพัฒนาซอฟต์แวร์แบบอิงแบบจำลอง ได้กลายเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการวิศวกรรมซอฟต์แวร์ ซึ่งใช้แบบจำลองเป็นองค์ประกอบหลักในการสนับสนุนการพัฒนาซอฟต์แวร์ รวมถึงการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน งานวิจัยนี้นำเสนอการประยุกต์ใช้แนวคิดของการพัฒนาแบบอิงแบบจำลองกับการพัฒนาแบ็กเอนด์ด้วยโหนดเจเอสโดยเน้นทั้งกระบวนการวิศวกรรมไปข้างหน้า และวิศวกรรมย้อนกลับ โดยได้พัฒนายูเอ็มแอลโพรไฟล์สำหรับโหนดเจเอสที่รองรับทั้งฐานข้อมูลแบบซีเควลและโนซีเควลเพื่อใช้ในการสร้างแบบจำลองการออกแบบของเว็บแอปพลิเคชัน และมีเครื่องมือสำหรับการแปลงแบบจำลองเป็นโค้ดและโค้ดเป็นแบบจำลอง ผลการประเมินแนวทางที่นำเสนอผ่านกรณีศึกษา 3 กรณี พบว่ากระบวนการวิศวกรรมไปข้างหน้ามีผลของอัตราการแปลงแบบจำลองเป็นโค้ดที่สูง โดยเฉพาะในส่วนของ Model (86.18-94.53%) และ Route (70.73-90.52%) โดยมีประสิทธิภาพที่ดีสอดคล้องกันทั้งในกรณีของซีเควล (มายซีเควล) และ โนซีเควล (มองโกดีบี) ขณะที่กระบวนการวิศวกรรมย้อนกลับให้ผลลัพธ์ความถูกต้องของการแปลงโค้ดเป็นแบบจำลองถึง 100% สำหรับโค้ดแบ็กเอนด์ในแต่ละรูปแบบการพัฒนา การดำเนินการนี้ช่วยลดระยะเวลาในการพัฒนาโค้ดอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งคงไว้ซึ่งเอกสารประกอบระบบผ่านการสร้างแบบจำลองโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้งานได้จริงสำหรับการพัฒนาและบำรุงรักษาแบ็กเอนด์ด้วยโหนดเจเอส


การกำหนดขนาดที่เหมาะสมของระบบกักเก็บพลังงานประเภทแบตเตอรี่ร่วมกับระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับกำไรส่วนต่างราคาไฟฟ้าและบริการเสริมความมั่นคงของโรงงานอุตสาหกรรม, ธนภูมิ ศรีอุดมขจร Jan 2024

การกำหนดขนาดที่เหมาะสมของระบบกักเก็บพลังงานประเภทแบตเตอรี่ร่วมกับระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับกำไรส่วนต่างราคาไฟฟ้าและบริการเสริมความมั่นคงของโรงงานอุตสาหกรรม, ธนภูมิ ศรีอุดมขจร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้นี้ศึกษาการกำหนดขนาดแบตเตอรี่ที่เหมาะสมเพื่อใช้ร่วมกับระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในโรงงานอุตสาหกรรม โดยพิจารณาการหากำไรจากส่วนต่างของราคาพลังงานไฟฟ้า(Energy Arbitrage)และการให้บริการเสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้า (Ancillary Service) ในส่วนของการให้บริการไฟฟ้าสำรอง เพื่อลดภาระที่ผู้ให้บริการโครงข่ายต้องจัดเตรียมไฟฟ้าสำรองมารองรับความผันผวนของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในกรณีที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เต็มที่ ในการศึกษาได้ใช้โหลดไฟฟ้าที่ได้มีการบันทึกจาก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ประเภทกิจการขนาดกลาง ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด 1,000 กิโลวัตต์ นำมาศึกษากับ โปรไฟล์ความเข้มแสงอาทิตย์โดยนำข้อมูลมาจากโปรแกรม PVsyst มาวิเคราะห์และกำหนดรูปแบบการทำงานของระบบกักเก็บพลังงานประเภทแบตเตอรี่ ในการวิเคราะห์นี้ใช้การประเมินมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value: NPV) และอัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return: IRR) และจุดจำกัดกำลังทำงานของโรงงาน (Power Limit) ที่เหมาะสม สำหรับระบบกักเก็บพลังงานประเภทแบตเตอรี่เพื่อให้ช่วยสำรองพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง ผลการศึกษาพบว่าการใช้งานระบบกักเก็บพลังงานประเภทแบตเตอรี่ร่วมกับระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในโรงงานอุตสาหกรรมสามารถช่วยลดภาระกำลังไฟฟ้าสำรองจากผู้ให้บริการโครงข่ายได้ และยังให้ผลตอบแทนที่ดี โดยการเพิ่มขนาดของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จะช่วยให้ NPV และ IRR สูงขึ้นจนถึงจุดหนึ่งและลดลงหากติดตั้งใหญ่เกินความจำเป็น การเพิ่มขนาดของระบบกักเก็บพลังงานประเภทแบตเตอรี่ จะช่วยลดการพึ่งพากำลังไฟฟ้าสำรองจากผู้ให้บริการโครงข่ายได้ หากตั้งจุดทำงานที่เหมาะสม


การจำแนกและการประเมินประสบการณ์ผู้ใช้จากบทวิจารณ์ของผู้ใช้โมไบล์แอปพลิเคชันโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง, จิราพร รามจุล Jan 2024

การจำแนกและการประเมินประสบการณ์ผู้ใช้จากบทวิจารณ์ของผู้ใช้โมไบล์แอปพลิเคชันโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง, จิราพร รามจุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การทำความเข้าใจประสบการณ์ของผู้ใช้ เป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของโมไบล์แอปพลิเคชัน งานวิจัยนี้นำเสนอวิธีการจำแนกบทวิจารณ์ของผู้ใช้ตามลักษณะของประสบการณ์ผู้ใช้ที่มีต่อโมไบล์แอปพลิเคชัน โดยใช้ทั้งอัลกอริทึมการเรียนรู้ของเครื่อง และการเรียนรู้เชิงลึก บทวิจารณ์ของผู้ใช้ถูกจำแนกตามมิติของประสบการณ์ผู้ใช้ในด้านการปฏิบัติและประสบการณ์ผู้ใช้ในด้านความเพลิดเพลิน ซึ่งประกอบด้วยลักษณะของประสบการณ์ผู้ใช้ทั้งหมด 8 รายการ ตามที่นิยามไว้ในแบบสอบถามประสบการณ์ผู้ใช้แบบสั้น ผลลัพธ์การจำแนกบทวิจารณ์ของผู้ใช้สามารถนำไปใช้ร่วมกับการวิเคราะห์ความรู้สึกจากบทวิจารณ์ เพื่อประเมินคะแนนประสบการณ์ผู้ใช้โดยรวมของโมไบล์แอปพลิเคชันได้อย่างอัตโนมัติ จากการทดลองประเมินประสิทธิภาพของโมเดลพบว่าเบิร์ต มีประสิทธิภาพดีกว่าซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชีน แรนดอมฟอเรสต์ และ ลอจิสติกรีเกรสชัน โดยมีค่าความเที่ยง เท่ากับ 80%, ค่าเรียกคืน เท่ากับ 74%, ค่าเอฟวัน เท่ากับ 76%, ค่าความแม่น เท่ากับ 78% และค่าเอยูซี เท่ากับ 0.94 นอกจากนี้ค่าคะแนนประสบการณ์ผู้ใช้โดยรวมของโมไบล์แอปพลิเคชันที่คำนวณได้มีค่าสหสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางถึงสูงเป็น 0.68 กับค่าคะแนนการจัดอันดับบนแอปสโตร์ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของการวิเคราะห์และประเมินคะแนนประสบการณ์ผู้ใช้อย่างอัตโนมัติในการเสริมสร้างคุณภาพของโมไบล์แอปพลิเคชันและความพึงพอใจของผู้ใช้


การพัฒนาเมตริกสำหรับการประเมินการสรุปข้อความแบบแอบสแทร็กต์ทิฟโดยใช้การวิเคราะห์ทางศัพท์และทางความหมาย, ณภัทร สารวนางกูร Jan 2024

การพัฒนาเมตริกสำหรับการประเมินการสรุปข้อความแบบแอบสแทร็กต์ทิฟโดยใช้การวิเคราะห์ทางศัพท์และทางความหมาย, ณภัทร สารวนางกูร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประเมินผลการสรุปข้อความยังคงเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากตัววัดแบบดั้งเดิม เช่น ROUGE และ BLEU มุ่งเน้นไปที่ความเหมือนกันของคำ ซึ่งมักจะไม่สามารถจับความหมายเชิงลึกและความสอดคล้องของเนื้อหาได้อย่างครบถ้วน งานวิจัยนี้นำเสนอ CorefSemScore ซึ่งเป็นตัววัดเชิงประเมินแบบผสมผสานที่รวมการวิเคราะห์ การแก้ไขการอ้างอิงร่วม เข้ากับการประเมินความคล้ายคลึงกันเชิงความหมาย โดยผสานการใช้ ROUGE, BERTScore, และ Sentence-BERT เพื่อการประเมินที่ครอบคลุมมากขึ้น CorefSemScore ใช้วิธีการเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักเพื่อผสานองค์ประกอบการประเมินในหลากหลายมิติ โดยเน้นความสมดุลระหว่างการประเมินความคล้ายคลึงกันเชิงคำศัพท์และความคล้ายคลึงกันเชิงความหมาย ส่งผลให้สามารถประเมินการสรุปข้อความแบบแอบสแทร็กต์ทิฟได้อย่างครอบคลุม ผลการทดลองบนชุดข้อมูล SummEval แสดงให้เห็นว่า CorefSemScore มีประสิทธิผลเหนือกว่าทั้งตัววัดแบบความคล้ายคลึงกันเชิงคำศัพท์ เช่น ROUGE และ BLEU รวมถึงตัววัดความคล้ายคลึงกันเชิงความหมาย เช่น BERTScore โดยเฉพาะในด้านการสะท้อนความเชื่อมโยงของเนื้อหา ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของตัววัดในการยกระดับความน่าเชื่อถือของการประเมินผลการสรุปข้อความแบบแอบสแทร็กต์ทิฟ


การลดของเสียจากการบัดกรีไม่สมบูรณ์ในการประกอบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ด้วยแนวทาง Six Sigma, ฐิติทรัพย์ ศรีวโล Jan 2024

การลดของเสียจากการบัดกรีไม่สมบูรณ์ในการประกอบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ด้วยแนวทาง Six Sigma, ฐิติทรัพย์ ศรีวโล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นมีวัตถุประสงค์ในการนำเสนอแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการผลิตแผงวงจรไฟฟ้าเพื่อลดของเสียที่เกิดจากการบัดกรีไม่สมบูรณ์ โดยใช้หลักการของซิกซ์ ซิกมามาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงกระบวนการตามหลัก DMAIC ประกอบด้วย Define การกำหนดนิยามปัญหาพร้อมกับระบุเหตุผลว่าทำไมจึงจำเป็นต้องแก้ไข และเป้าหมายหลังทำการแก้ไขให้มีความชัดเจนมากที่สุด Measure การกำหนดตัวชี้วัด การนำมาซึ่งข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อนำไปใช้หาสาเหตุ ตรวจสอบประสิทธิภาพ และวัดผลการเปลี่ยนแปลงหลังจากทำการแก้ไข Analyze ทำการวิเคราะห์เพื่อดูว่าสอดคล้องกับปัญหาที่กำหนดไว้หรือไม่ Improve การปรับปรุง เป็นขั้นตอนที่นำวิธีการแก้ไขปัญหาที่ได้วิเคราะห์ในตอนต้น มาทดลองใช้ ต้องทวนสอบผลลัพธ์ของการแก้ไขด้วยข้อมูลที่เป็นกลางเพื่อยืนยันความถูกต้อง Control สร้างแผนควบคุม ตรวจสอบ และติดตามผลว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้จริง จัดทำเอกสารในการปรับปรุง และเตรียมแผนรับมือในกรณีที่เกิดปัญหาใหม่ ในการวิจัยนี้ได้รวบรวมผู้ที่เกี่ยวข้องเเละผู้เชี่ยวชาญ ทำการระดมสมองเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุ ด้วยแผนภาแสดงสาเหตุและผล และทำการทดลองตามลำดับโดยอ้างอิงจากตาราง Failure Mode and Effects Analysis โดยงานวิจัยนี้ได้ทำการทดลองแบบ One factor at a time สำหรับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบ และ ทำการทดลองแบบ Full factorial สำหรับปัจจัยที่เกี่ยวของกับเครื่องจักร หลังจากทำการทดลองได้ค่าที่เหมาะสมสำหรับแต่ละตัวแปรแล้ว พบปัจจัยที่เป็นนัยสำคัญได้แก่ 1.แรงกดของ Squeegee (Pressure) 2.ระยะห่างระหว่าง Fixture กับ Stencil (Clearance) 3.ขนาดรูเปิดของ Stencil (Aperture) 4.ความเร็วในการถอยของ Fixture (Stroke) 5.ความเร็วของ Squeegee (Speed) จากนั้นได้ทำการทวนสอบเพื่อยืนยันผลในระยะควบคุม พบว่าสามารถลดสัดส่วนของเสียจากการบัดรีไม่สมบูรณ์ ได้จาก 95.79% เหลือ 0.134% สามารถลดมูลค่าสูญเสียในการผลิตได้จากเฉลี่ย 11,568.96 บาทต่อเดือน


Evaluating Flood Hazards And Damage On Paddy Fields: A Case Study Of The Prek Thnot River Basin, Cambodia, Koem Sreang Ka Jan 2024

Evaluating Flood Hazards And Damage On Paddy Fields: A Case Study Of The Prek Thnot River Basin, Cambodia, Koem Sreang Ka

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Flooding is a pervasive natural hazard that leads to substantial damage, economic losses, and social disruption. In Cambodia, the Lower Mekong River basin is particularly prone to recurrent flooding due to seasonal monsoons. The Prek Thnot River, a Bassac and Mekong Rivers tributary, experiences heightened flood risks from heavy rainfall and fluctuating water levels. This study aims to assess flood inundation hazards during extreme events and evaluate paddy damage within the Prek Thnot River Basin (PTRB). By analyzing rainfall data from eight monitoring stations, we performed a frequency analysis. The LP3 distribution is identified as the most optimal distribution for …


Process Simulation And Techno-Economic Evaluation Of Free Lutein Production From Marigold Flowers, Yada Meayrin Jan 2024

Process Simulation And Techno-Economic Evaluation Of Free Lutein Production From Marigold Flowers, Yada Meayrin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Lutein is a carotenoid widely recognized for its health benefits, including improved vision, cognitive function, and prevention of age-related diseases. This study presents a comprehensive techno-economic and environmental assessment of three crude free lutein production processes using marigold flowers (Tagetes erecta L.) at a processing capacity of 74 tons/year, modeled in Asplen Plus V.11. The evaluated processes include sequential extraction and de-esterification (SQP) using hexane (HEX) or liquefied dimethyl ether (LiqDME), and a one-step simultaneous extraction and de-esterification (SMP) using LiqDME. Among these, the SMP-DME process demonstrated the best performance, with a net present value (NPV) of 146.98 million US$, …


Assessment Of Sediment Yield And Soil Erosion With The Impact Of Land Use Change In The Upper Loei River Basin Using Soil Water Assessment Tool (Swat) And Revised Universal Soil Loss Equation (Rusle), Sotheanea Khe Jan 2024

Assessment Of Sediment Yield And Soil Erosion With The Impact Of Land Use Change In The Upper Loei River Basin Using Soil Water Assessment Tool (Swat) And Revised Universal Soil Loss Equation (Rusle), Sotheanea Khe

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Soil erosion and sediment yield pose significant threats to sustainable land and water resource management, particularly in regions undergoing rapid land-use transitions. The Upper Loei River Basin (ULRB) in northeastern Thailand has experienced extensive land-use changes over recent decades, primarily due to the expansion of rubber plantations. This study assesses the impacts of these changes on soil erosion and sediment yield from 2010 to 2020 using the Soil and Water Assessment Tool (SWAT) model, complemented by validation with the Revised Universal Soil Loss Equation (RUSLE). The SWAT model simulations were carried out for two distinct periods: 2007–2009 (pre-expansion) and 2010–2020 …


Aluminium-Doped And Carbon-Supported Zinc Oxide Ternary Composite Electrodes For Supercapacitor Applications, Abdulkadeem Sanni Jan 2024

Aluminium-Doped And Carbon-Supported Zinc Oxide Ternary Composite Electrodes For Supercapacitor Applications, Abdulkadeem Sanni

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Developing high-performance supercapacitor electrodes requires materials with optimized electrical conductivity, surface area, morphology, energy density, and cyclability. Herein, we report a facile hydrothermal synthesis of carbon nanotubes (CNTs)-supported Al-doped ZnO@CuO composite. Structural characterization reveals that Al doping and CuO incorporation can transform ZnO nanoflakes into nanorod/nanoflower heterostructures. The electrochemical analysis of the quaternary composite in a mixed electrolyte containing 2 M KOH, 0.2 M KFC, and 0.2 M KI exhibits a specific capacitance of 1860 F/g at 1 mV/s. The fabricated asymmetric supercapacitor (ASC) yields an energy density of 36 Wh/kg, a power density of 3502.8 W/kg at 30 mA/g, …


Tuning Selectivity Of Ni/Al2o3 Catalysts In Co2 Hydrogenation By Addition Of N, S-Doped Carbon, Nipitpon Jarumalai Jan 2024

Tuning Selectivity Of Ni/Al2o3 Catalysts In Co2 Hydrogenation By Addition Of N, S-Doped Carbon, Nipitpon Jarumalai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates the enhancement of Ni/Al₂O₃ catalysts for CO₂ hydrogenation by incorporating nitrogen and sulfur co-doped carbon (NSC). A series of catalysts Ni/Al2O3 and its NSC-modified counterparts (Ni1NSC/Al2O3, Ni3NSC/Al2O3, Ni7NSC/Al2O3, and Ni15NSC/Al2O3) were synthesized via thermal treatment under a nitrogen atmosphere and systematically characterized. Techniques including TGA, Raman spectroscopy, and XPS confirmed successful NSC incorporation. Further structural and surface analysis using TEM, XRD, CO-IR, CO2-TPD, H2-TPD, and H2-TPR revealed that NSC modification influenced Ni dispersion, surface basicity, hydrogen activation, and the electronic state of Ni species. Catalytic performance was evaluated in a fixed-bed reactor under a CO2:H2 ratio of …


Arsenic Removal From Synthetic Produced Water Using Ionic Extractants And Vegetable Oils Via Hollow Fiber Supported Liquid Membrane, Natthawan Srinam Jan 2024

Arsenic Removal From Synthetic Produced Water Using Ionic Extractants And Vegetable Oils Via Hollow Fiber Supported Liquid Membrane, Natthawan Srinam

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis presents the separation of arsenic from water derived from synthetic petroleum production using a hollow fiber supported liquid membrane (HFSLM) system. The membrane system incorporates an ionic liquid extractant and a vegetable oil-based diluent. The study began with the selection of suitable extractants and diluents, followed by experimental design to determine optimal operating conditions using response surface methodology (RSM). Box-Behnken Design (BBD) and Central Composite Face-Centered Design (FCCD) were employed, and the data were analyzed through analysis of variance (ANOVA). Kinetic and thermodynamic studies revealed that the HFSLM system could achieve arsenic extraction and stripping efficiencies of up …


A Study Of Electric Vehicle Charging To Mitigate Impacts On A Power Distribution System, Samran Saleem Jan 2024

A Study Of Electric Vehicle Charging To Mitigate Impacts On A Power Distribution System, Samran Saleem

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Electric vehicles continue to gain rapid acceptance in the global market thus reshaping the way power distribution systems function today. The study examines how EV’s charging affects the voltage quality, voltage unbalance, overloading the system as well as performance of the distribution grids. MATLAB/Simulink simulations have been done using the modified IEEE 13 node test system on Node 634, Node 692, and Node 611 to analyze four charging cases including no charging (Case A) and evening peak (Case B) and early morning (Case C) and overnight off-peak (Case D) charging to assess EVs charging impact on domestic power grid. The …


การวิเคราะห์ผลกระทบทางชีวกลศาสตร์ของการใช้เครื่องมือผูกในการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังแบบสั้นด้วยวิธีการทางไฟไนต์เอลิเมนต์, ณัฐภัทร วิริยะ Jan 2024

การวิเคราะห์ผลกระทบทางชีวกลศาสตร์ของการใช้เครื่องมือผูกในการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังแบบสั้นด้วยวิธีการทางไฟไนต์เอลิเมนต์, ณัฐภัทร วิริยะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการทดสอบผลกระทบของการใช้อุปกรณ์ผูกมัดที่มีการปรับแต่งแต่ละรูปแบบต่อการผ่าตัดเชื่อมข้อแบบสั้นบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอวด้วยวิธีการทางไฟไนต์เอลิเมนต์ โดยจำลองลักษณะของกระดูกสันหลังส่วนเอวตั้งข้อ L1-L5 ของมนุษย์ และจำลองลักษณะการผ่าตัดด้วยวิธีการเชื่อมข้อผ่านลักษณะการผ่าตัดแบบ Posterior lumbar interbody fusion หรือ PLIF และ Posterolateral lumbar fusion หรือ PLF ซึ่งเป็นเทคนิคการผ่าตัดที่ได้รับความนิยมในการรักษาในปัจจุบัน ซึ่งจะเปรียบผ่านการใส่และไม่ใส่อุปกรณ์ผูกมัดรูปแบบใหม่นี้ ผลการวิจัยนำเสนอผ่านปัจจัยทางชีวกลศาสตร์ที่สำคัญได้แก่ ความสามารถในการเคลื่อนไหว (Range of motion, ROM), ความดันภายในหมอนรองกระดูกสันหลัง (Intradiscal pressure, IDP) และ แรงที่กระทำบนข้อต่อ Facet (Facet joints force, FJF) ซึ่งสูงขึ้นเมื่อผ่านการผ่าตัดด้วยวิธีการดังกล่าว ผ่านการปรับแต่งของตำแหน่งการตรึง, แรงตรึงตั้งต้น และ ลักษณะการตรึง จากผลการวิจัยพบว่าการใช้อุปกรณ์ผูกมัดดังกล่าวประกอบกับการผ่าตัดทั้ง 2 รูปแบบสามารถลดผลกระทบทางชีวกลศาสตร์ได้มากกว่าการผ่าตัดแบบไม่ใช้อุปกรณ์ควบคู่ ซึ่งให้ผลที่แตกต่างกันตามแต่ลักษณะการปรับแต่งของอุปกรณ์ดังกล่าว ซึ่งการค้นพบดังกล่าวสามารถต่อยอดและสร้างความเข้าใจมากขึ้นถึงปัจจัยหรือผลกระทบการใช้อุปกรณ์ผูกมัดประกอบกับการผ่าตัดเชื่อมข้อของกระดูกสันหลังเพื่อประโยชน์สูงสุดของการผ่าตัดและการรักษาให้มีประสิทธิภาพ


การปรับปรุงประสิทธิภาพของการรังวัดหาตำแหน่งด้วยระบบดาวเทียมนำหน โดยใช้ระบบเสริมสัญญาณดาวเทียม Dfmc Sbas ในพื้นที่ประเทศไทย, พูนทรัพย์ ทะริ Jan 2024

การปรับปรุงประสิทธิภาพของการรังวัดหาตำแหน่งด้วยระบบดาวเทียมนำหน โดยใช้ระบบเสริมสัญญาณดาวเทียม Dfmc Sbas ในพื้นที่ประเทศไทย, พูนทรัพย์ ทะริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ระบบเสริมสัญญาณดาวเทียม (SBAS) เป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการรังวัดหาตำแหน่งด้วยระบบดาวเทียมนำทาง (GNSS) ที่ใช้งานในด้านการนำทางการบิน โดยเฉพาะการใช้งานในรูปแบบ Dual-Frequency Multi-Constellation (DFMC) ซึ่งอาศัยสัญญาณจากหลายระบบ GNSS เช่น GPS, GLONASS, Galileo และ BeiDou บนสองย่านความถี่ ช่วยลดผลกระทบจากความแปรปรวนของไอโอโนสเฟียร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม SBAS รุ่นที่ 1 ซึ่งถูกนำมาใช้ในประเทศไทย ยังคงมีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพในการปรับปรุงความถูกต้องของตำแหน่ง ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อข้อจำกัดนี้คือ ตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยซึ่งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความผันผวนของชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์สูง จากปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบ SBAS แบบ DFMC ในพื้นที่ของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นที่ตัวชี้วัดหลักคือ ความแม่นยำของตำแหน่ง และ ความพร้อมใช้งาน การวิเคราะห์ใช้ข้อมูลรังวัดจากสถานีภาคพื้นดินจำนวน 4, 8 และ 12 สถานีที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งเก็บข้อมูลในช่วงเวลา 4 ช่วง ได้แก่ วันที่ 1–7 มกราคม, 1–7 เมษายน, 1–7 สิงหาคม และ 1–7 ธันวาคม พ.ศ. 2566 ค่าปรับแก้ที่ได้จากการประมวลผลข้อมูลเหล่านี้ได้นำมาประมวลผลร่วมกับข้อมูล GNSS จากสถานีอ้างอิงถาวร (CORS) จำนวน 20 สถานีทั่วประเทศ ผลการศึกษาดังกล่าวพบว่า ค่าปรับแก้ที่ได้จากการใช้ข้อมูลจากสถานีภาคพื้นดิน 8 และ 12 สถานี ช่วยเพิ่มความแม่นยำของการรังวัดตำแหน่งแบบจุดเดี่ยวได้อย่างมีนัยสำคัญ และสอดคล้องกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้สำหรับการบินประเภท I (CAT-I) การศึกษานี้จึงถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการพัฒนาระบบ SBAS ที่เหมาะสมกับบริบททางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย


Integrated Socio-Economic Analysis Of Drought Impacts On Agricultural Areas In Sukhothai Province, Thailand, Thanasit Promping Jan 2024

Integrated Socio-Economic Analysis Of Drought Impacts On Agricultural Areas In Sukhothai Province, Thailand, Thanasit Promping

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Drought is a prolonged period of deficient precipitation that can result in significant water-related challenges across the globe. It may arise from multiple factors, including reduced rainfall, limited water availability, and low soil moisture content. To effectively assess and monitor drought conditions, drought indicators and indices are essential tools for determining the severity, spatial extent, and duration of drought events. This study introduces the development of the Composite Drought Hazard Index (CDHI), a comprehensive methodology that incorporates multiple drought-related parameters using appropriate weighting factors. The CDHI integrates the Standardized Precipitation Index (SPI), Standardized Runoff Index (SRI), Standardized Groundwater Index (SGI), …


เทคนิคการจัดกลุ่ม K-Means แบบการคำนวณควอนตัม, ภานุวัฒน์ ธนาภรณ์ชินพงษ์ Jan 2024

เทคนิคการจัดกลุ่ม K-Means แบบการคำนวณควอนตัม, ภานุวัฒน์ ธนาภรณ์ชินพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาอัลกอริธึม K-Means แบบผสมระหว่างควอนตัมและคลาสสิก สำหรับการจัดกลุ่มข้อมูลผู้ป่วยโรคหัวใจ โดยใช้วงจร swap-test ของควอนตัมในการคำนวณระยะทาง และได้ทำการทดสอบบนควอนตัมคอมพิวเตอร์จำลองใน 2 แนวทาง คือแบบที่มีสัญญาณรบกวน และแบบอุดมคติ ด้วยชุดข้อมูลจริงที่มีมากกว่า 1,000 รายการ ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า วิธีควอนตัมทั้งสองสามารถทำความแม่นยำได้สูงถึง 0.83 และให้ค่า F1-score ใกล้เคียงกับ K-Means แบบคลาสสิก (0.82–0.83) แม้ในกรณีค่าจากควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่มีสัญญาณรบกวน ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการใช้งานจริงของวิธีจัดกลุ่มที่ได้รับการเสริมด้วยควอนตัม


รูปแบบฝนออกแบบต่อสภาพน้ำท่วมในพื้นที่เขตเมือง กรณีศึกษานิคมอุตสาหกรรมบางปู, ธนพัฒน์ ปองประพฤทธิ์ Jan 2024

รูปแบบฝนออกแบบต่อสภาพน้ำท่วมในพื้นที่เขตเมือง กรณีศึกษานิคมอุตสาหกรรมบางปู, ธนพัฒน์ ปองประพฤทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

นิคมอุตสาหกรรมบางปูเป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการบริเวณใกล้กับปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องข้อจำกัดของข้อมูลระดับในพื้นที่ที่ไม่มีข้อมูล DEM ละเอียดพอสำหรับการทำแบบจำลองการไหลและการเก็บข้อมูลฝนของนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่เก็บเฉพาะความลึกฝนรวมในแต่ละเหตุการณ์เท่านั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปูเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมอันสร้างความเสียหายต่อพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปูอยู่หลายครั้ง เนื่องจากระบบระบายน้ำในพื้นที่ไม่สามารถรองรับปริมาณฝนที่ตกติดต่อกันได้ อ้างอิงข้อมูลจากสถานีวัดน้ำฝนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู ระหว่างวันที่ 20 – 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559 มีปริมาณฝนรวมกันถึง 340 มิลลิเมตร ทำให้เกิดน้ำท่วมภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในเขตประกอบการเสรีที่เป็นพื้นที่ต่ำ จากปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นและข้อจำกัดทางด้านข้อมูลในพื้นที่ ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการกระจายตัวของฝนเชิงเวลาในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู ด้วยการวิเคราะห์รูปแบบของฝนสังเคราะห์ทั้ง 7 รูปแบบที่เลือกใช้ข้อมูลปริมาณน้ำฝนของสถานีโดยรอบแทนข้อมูลฝนในพื้นที่ ได้แก่ วิธี Alternating blocks, วิธี Rectangular, วิธี Triangular, วิธี Double triangular, วิธี Linear/exponential, วิธี Sifalda และ วิธี Chicago รูปแบบฝนตกในช่วงเวลา 6 ชั่วโมงที่แตกต่างกันจากวิธีวิเคราะห์ที่หลากหลายนี้จะถูกนำไปศึกษาเพื่อทำความเข้าใจถึงข้อจำกัดและความเหมาะสมในการเลือกใช้ในแต่ละวิธี บนพื้นฐานของความพร้อมข้อมูลน้ำฝนที่มีอยู่ ก่อนจะนำไปเป็นข้อมูลนำเข้าแบบจำลอง HEC-RAS 2D ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้จำลองการไหลในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปูซึ่งใช้ข้อมูลระดับของพื้นที่จากเทคนิค image processing ของภาพถ่าย LIDAR เพื่อศึกษาผลกระทบของรูปแบบการกระจายตัวของฝนในมิติของเวลาที่แตกต่างกันต่อสภาพน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในพื้นที่จากการเปรียบเทียบรูปแบบของฝนทั้ง 7 วิธีกับรูปแบบฝนที่เกิดขึ้นจริงในราย 15 นาที จาก Automatic Weather System ของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่คาบการเกิดซ้ำ 2 ปี 5 ปี 10 ป๊ 25 ปี 50 ปี และ 100 ปี พบว่าวิธี Alternating block มีการกระจายตัวของฝนใกล้เคียงกับรูปแบบฝนจริงมากที่สุดในทั้ง 7 วิธี ที่ค่า mean absolute percentage error (MAPE) เท่ากับ 49.78% ส่วนวิธี Chicago ค่าความเข้มฝนสูงสุดใกล้เคียงที่สุดที่ความแตกต่าง 2.01%ผลการศึกษาผลกระทบของรูปแบบฝนทั้ง 7 วิธีที่แตกต่างกันต่อสภาพน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในแบบจำลองพบว่ารูปแบบของฝนที่แตกต่างกันนี้ส่งผลต่อสภาพการท่วมในเชิงเวลาอย่างระยะเวลาที่เริ่มท่วมและระยะเวลาก่อนที่ระดับน้ำจะขึ้นสูงสุดแสดงความแตกต่างชัดเจนระหว่างกลุ่มรูปแบบที่มีการกระจายตัวตลอดระยะเวลากับกลุ่มที่มีความลึกฝนส่วนใหญ่เกาะกลุ่มอยู่ในช่วงใกล้เคียงกับช่วงที่เกิดค่าความเข้มฝนสูงสุด แต่ทั้งนี้พบว่ารูปแบบฝนที่แตกต่างกันนี้ไม่ได้ส่งผลต่อขนาดพื้นที่น้ำท่วมสูงสุดในพื้นที่ศึกษา โดยขนาดของพื้นที่น้ำท่วมจะถูกกำหนดด้วยความลึกรวมของฝนแต่ละเหตุการณ์เป็นหลัก ทำให้เห็นความแตกต่างในอย่างชัดเจนในวิธี …


ผลกระทบของการอุดรอยต่อด้วยมอร์ตาร์ต่อการเหนี่ยวรั้งตามแกนของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงในสภาวะเพลิงไหม้, ปริญญา อภิปัญญาวงศ์ Jan 2024

ผลกระทบของการอุดรอยต่อด้วยมอร์ตาร์ต่อการเหนี่ยวรั้งตามแกนของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงในสภาวะเพลิงไหม้, ปริญญา อภิปัญญาวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของการอุดรอยต่อบริเวณปลายแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงด้วยมอร์ตาร์ที่มีต่อการเหนี่ยวรั้งตามแกนของแผ่นพื้นในสภาวะเพลิงไหม้ โดยการทดสอบอัตราการทนไฟของตัวอย่างแผ่นพื้นที่มีความหนา 2 ค่า ได้แก่ 120 มม. และ 200 มม. ภายใต้น้ำหนักบรรทุกคงที่ร้อยละ 30 ของความต้านทานโมเมนต์ดัดของแผ่นพื้นที่อุณหภูมิปรกติ แผ่นพื้นสัมผัสเพลิงไหม้มาตรฐาน ISO 834 แบบด้านเดียวบริเวณท้องพื้นจนกระทั่งแผ่นพื้นเกิดการวิบัติ ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่า การอุดรอยต่อด้วยมอร์ตาร์สามารถลดการขยายตัวเหตุความร้อนของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงทั้ง 2 ความหนา ซึ่งแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ของการเหนี่ยวรั้งตามแกน และส่งผลให้อัตราการทนไฟเพิ่มขึ้น 21 % และ 300 % สำหรับแผ่นพื้นที่มีความหนา 120 มม. และ 200 มม. ตามลำดับ ผลการศึกษาดังกล่าวชี้ให้เห็นศักยภาพของมอร์ตาร์อุดรอยต่อในการเพิ่มสมรรถนะการทนไฟของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแผ่นพื้นที่มีความหนา 200 มม. นอกจากนี้ งานวิจัยนี้ยังให้ข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาแบบจำลองอย่างง่ายเพื่อใช้ทำนายพฤติกรรมการทนไฟของแผ่นพื้นคอนกรีตแกนกลวงที่มีการอุดรอยต่อด้วยมอร์ตาร์ในรูปแบบอื่นที่แตกต่างไปอีกด้วย


การรู้จำสถานที่ด้วยภาพสำหรับหุ่นยนต์ภายในอาคารด้วยกล้องรอบทิศ, เทพสิทธิ์ นิสิตสุขเจริญ Jan 2024

การรู้จำสถานที่ด้วยภาพสำหรับหุ่นยนต์ภายในอาคารด้วยกล้องรอบทิศ, เทพสิทธิ์ นิสิตสุขเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอวิธีการรู้จำสถานที่ด้วยภาพ (Visual Place Recognition: VPR) สำหรับหุ่นยนต์เคลื่อนที่ภายในอาคาร โดยใช้กล้องมุมกว้างที่ติดตั้งเลนส์ตาปลาในทิศชี้ขึ้นเพดานเพียงตัวเดียว ซึ่งช่วยให้สามารถมองเห็นทั้งเพดานที่มีลักษณะคงที่ และสภาพแวดล้อมโดยรอบได้ในภาพเดียว ลดความจำเป็นในการใช้เซนเซอร์หลายประเภท ระบบที่พัฒนาขึ้นใช้สถาปัตยกรรมแบบ NetVLAD ซึ่งได้รับการฝึกสอนด้วยข้อมูลภาพ Fisheye จากทั้งโลกจริงและโลกจำลอง เรียกว่า FisheyeNetVLAD เพื่อสร้างตัวแทนภาพแบบ Global Descriptor สำหรับการค้นหาสถานที่ในขั้นต้น ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าระบบสามารถรู้จำสถานที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในสภาวะแสง มุมมอง และสิ่งกีดขวางที่หลากหลาย จึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการประยุกต์ใช้งานในระบบระบุตำแหน่งของหุ่นยนต์ภายในอาคาร


กลยุทธ์การจัดการจราจรของช่องทางเฉพาะสำหรับยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ, ศิวา นาคอ้าย Jan 2024

กลยุทธ์การจัดการจราจรของช่องทางเฉพาะสำหรับยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ, ศิวา นาคอ้าย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพัฒนาของยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ (Connected and Autonomous Vehicles: CAV) มีศักยภาพในการเพิ่มความปลอดภัย และความสามารถในการรองรับจราจร อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ CAV ต้องใช้งานร่วมกับยานยนต์ที่ขับขี่โดยมนุษย์ (Human-Driven Vehicles: HDV) ภายใต้สภาพจราจรแบบผสม ยังคงมีความท้าทายด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ โดยหนึ่งในแนวทางที่เสนอคือ การจัดช่องทางเฉพาะสำหรับ CAV (CAV Lane) การศึกษานี้มุ่งเน้นการพัฒนากลยุทธ์การจัดการจราจร ทดสอบด้วยโปรแกรมจำลองจราจรระดับจุลภาค และการประเมินด้านความปลอดภัย เพื่อจัดการจราจรก่อนจุดเริ่มต้นของการเข้าใช้งาน CAV Lane จากการประกาศใช้ CAV Lane บนทางพิเศษที่มีขนาดสามช่องทางจราจรต่อทิศทาง การศึกษานี้ได้ทำการทดลองกำหนดความยาวของระยะบังคับให้เปลี่ยนช่องทางจราจร (Mandatory Zone) 5 ระยะ (500, 800, 1000, 1200 และ 1500 เมตร) ภายใต้ปริมาณจราจร 2400, 3600 และ 4800 PCU/h และ MPR ของ CAV ตั้งแต่ 0% ถึง 40% ผลการศึกษาชี้ว่า ระยะ Mandatory Zone ตั้งแต่ 1000 เมตรขึ้นไป ช่วยให้การเปลี่ยนช่องทางจราจรราบรื่น ความเร็ว HDV สูงขึ้น และลดจำนวนเหตุการณ์ความเสี่ยงการจราจร โดยเฉพาะเมื่อมีปริมาณจราจรสูง การศึกษานี้สรุปได้ว่า การกำหนดระยะของ Mandatory Zone ไม่ต่ำกว่า 1000 เมตร เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับการจัดการช่องทางเฉพาะของ CAV ในสภาพจราจรแบบผสม


A Robust Form Understanding System Using Graph-Based Neural Network, Chavin Chuangchaichatchavarn Jan 2024

A Robust Form Understanding System Using Graph-Based Neural Network, Chavin Chuangchaichatchavarn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this work, we address the challenge of form understanding in real-world documents affected by OCR noise and layout uncertainty. We introduce TONDFU, a bilingual Thai and English dataset consisting of official documents such as vehicle registrations and utility bills, annotated for entity labelling and entity linking. We also introduce a noisy character feature extractor that captures lexical and spatial patterns to improve the model's robustness against noisy textual content. This feature is integrated with geometric, visual, and semantic features in the graph-based model. Experiments show that the noisy character feature outperforms the frequency histogram baseline, and with pretraining on …


A Hybrid Framework Based On Cnn-Lstm For Parkinson's Disease Severity Level Classification From 3-Axis Hand Gesture Signal Under The Frequency Domain, Theerawat Pinijwattananon Jan 2024

A Hybrid Framework Based On Cnn-Lstm For Parkinson's Disease Severity Level Classification From 3-Axis Hand Gesture Signal Under The Frequency Domain, Theerawat Pinijwattananon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study introduces a novel multi-class classification model designed for the early-stage detection and severity assessment of Parkinson's Disease (PD). Machine learning model uses data from a 6 Degrees of Freedom (6DoF) sensor, collected during a simple keyboard-tapping test. Our research substantially analyzes finger movement patterns, since movement dysfunction like finger dexterity reduction is a primitive PD indication. First, raw data from wearable sensors are preprocessed by feature selection and normalization. Then, the data were converted into the frequency domain using Fourier transformation. Eventually, Gaussian filtering is applied to reduce noise and highlights relevant pattern. These processed spectral features are …