Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (911)
- Medicine and Health Sciences (729)
- Education (403)
- Psychology (255)
- Arts and Humanities (250)
-
- Communication (233)
- Communication Technology and New Media (233)
- Mass Communication (233)
- Nursing (197)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (183)
- Sociology (148)
- Public Health (145)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (108)
- Business (105)
- Physical Sciences and Mathematics (92)
- Mental and Social Health (90)
- Other Mental and Social Health (88)
- Economics (84)
- Medical Sciences (84)
- Sports Sciences (78)
- Architecture (77)
- Engineering (66)
- Dentistry (65)
- Criminology (61)
- Social Justice (61)
- Fine Arts (53)
- English Language and Literature (50)
- Urban, Community and Regional Planning (48)
- Geriatric Nursing (46)
- Computer Sciences (45)
Articles 361 - 390 of 2655
Full-Text Articles in Entire DC Network
การเปิดรับข้อมูลนวัตกรรมองค์กร ความเชื่อมั่น และความตั้งใจลงทุนของนักลงทุนไทยในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, พิชญา เมืองแมน
การเปิดรับข้อมูลนวัตกรรมองค์กร ความเชื่อมั่น และความตั้งใจลงทุนของนักลงทุนไทยในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, พิชญา เมืองแมน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ของการเปิดรับข้อมูลนวัตกรรมองค์กร ความเชื่อมั่น และความตั้งใจลงทุนของนักลงทุนไทย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณด้วยวิธีการเชิงสำรวจ (Survey Research) ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 210 คน ผลการศึกษาพบว่า (1) นักลงทุนส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 47.6 รองลงมาเป็นเพศชาย ร้อยละ 46.7 และกลุ่ม LGBTQ+ ร้อยละ 5.7 มีอายุ 26-35 ปี ร้อยละ 59.0 และมีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ร้อยละ 94.3 (2) นักลงทุนใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางหลักในการรับข้อมูลนวัตกรรมองค์กร ร้อยละ 80.0 รองลงมาคือเว็บไซต์ข่าวการเงิน ร้อยละ 66.7 และ YouTube ร้อยละ 55.2 (3) นักลงทุนสนใจข้อมูลนวัตกรรมด้าน Artificial Intelligence มากที่สุด ร้อยละ 76.2 รองลงมาคือ Data Center ร้อยละ 59.0 และ Cloud Computing ร้อยละ 53.3 (4) ระดับการรับรู้เกี่ยวกับการสื่อสารข้อมูลนวัตกรรมองค์กรอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย = 4.03) (5) ระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อองค์กรที่สื่อสารนวัตกรรมอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย = 4.13) (6) ระดับความตั้งใจลงทุนในองค์กรที่สื่อสารนวัตกรรมอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย = 4.13) (7) ระดับการเปิดรับข้อมูลนวัตกรรมต่อการความตั้งใจลงทุนอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย = 3.98) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า (1) การเปิดรับข้อมูลนวัตกรรมขององค์กรมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน (r = 0.729, p<0.01) (2) ความเชื่อมั่นของนักลงทุนมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความตั้งใจในการลงทุน (r = 0.785, p < 0.01) (3) การเปิดรับข้อมูลนวัตกรรมองค์กรมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความตั้งใจลงทุน (r=0.672, p< 0.01) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งสนับสนุนสมมติฐานการวิจัยทั้งสามข้อ
The Influences Of Entrepreneur Personal Branding Of Electric Vehicles On Social Media On Gen Z'S Behavioral Responses In China, Jianchao Fu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to: 1) examine how electric vehicle (EV) entrepreneurs’ personal branding on social media (PBS) affects Generation Z consumers in China; 2) analyze how this branding influences three components of the Theory of Planned Behavior—Attitude toward the behavior (A), Subjective Norms (SN), and Perceived Behavioral Control (PB); 3) study how these components affect behavioral responses (BR); and 4) test a structural equation model (SEM) based on these relationships. A quantitative method was used, with data collected via an online questionnaire from 200 Gen Z consumers (aged 18–27) in mainland China in May 2025. Data analysis utilized the SEM. …
อิทธิพลของทัศนคติ กลุ่มอ้างอิง และการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต่อพฤติกรรมการซื้อยาดมตราหงส์ไทย, นันท์หทัย บัวเลิศ
อิทธิพลของทัศนคติ กลุ่มอ้างอิง และการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต่อพฤติกรรมการซื้อยาดมตราหงส์ไทย, นันท์หทัย บัวเลิศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงสำรวจในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ทัศนคติต่อตราสินค้า อิทธิพลของกลุ่มอ้างอิง (ได้แก่ อิทธิพลด้านข้อมูล อิทธิพลเชิงเปรียบเทียบ และอิทธิพลแบบให้ปฏิบัติตาม) การสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และพฤติกรรมการซื้อยาดมตราหงส์ไทยของผู้บริโภค ในเรื่องของความตั้งใจซื้อซ้ำและความภักดีต่อตราสินค้า และ 2) อิทธิพลของทัศนคติ กลุ่มอ้างอิง และการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต่อพฤติกรรมการซื้อยาดมตราหงส์ไทยของผู้บริโภค โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ จากกลุ่มตัวอย่างอายุระหว่าง 18-44 ปี ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร และต้องเคยซื้อและใช้ยาดมตราหงส์ไทยมาอย่างน้อย 1 เดือน จำนวนทั้งสิ้น 264 คน แบ่งเป็น 1) อายุ 18-28 ปี (Generation Z) จำนวน 132 คน และ 2) อายุ 29-44 ปี (Generation Y) จำนวน 132 คน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีค่าเฉลี่ยรวมมากที่สุดคือ ทัศนคติต่อตราสินค้า นอกจากนั้น ทัศนคติต่อตราสินค้าและอิทธิพลเชิงเปรียบเทียบ มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อยาดมตราหงส์ไทยในเรื่องของความตั้งใจซื้อซ้ำและความภักดีต่อตราสินค้า ในขณะที่อิทธิพลแบบให้ปฏิบัติตาม มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อยาดมตราหงส์ไทยในเรื่องของความตั้งใจซื้อซ้ำเท่านั้น และสุดท้าย อิทธิพลด้านข้อมูลและอิทธิพลเชิงเปรียบเทียบของกลุ่มอายุ Generation Z และ Generation Y แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
อิทธิพลพรีเซนเตอร์ชาวเกาหลีใต้ที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าของไทย ในกลุ่มผู้บริโภค, ฟ้าใส วิศรุตวณิช
อิทธิพลพรีเซนเตอร์ชาวเกาหลีใต้ที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าของไทย ในกลุ่มผู้บริโภค, ฟ้าใส วิศรุตวณิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของคุณลักษณะของพรีเซนเตอร์ชาวเกาหลีใต้ที่มีต่อความไว้วางใจในสินค้าไทย และศึกษาอิทธิพลของความไว้วางใจในสินค้าไทยที่ใช้พรีเซนเตอร์ชาวเกาหลีใต้ที่มีต่อความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค เป็นการวิจัยเชิงปริมาณด้วยวิธีการสำรวจความคิดเห็น (Survey Research) เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมการซื้อและความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคไทย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริโภคอายุระหว่าง 18-35 ปี ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) จำนวน 272 คน ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า (1) คุณลักษณะของพรีเซนเตอร์ชาวเกาหลีใต้มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ชาหมัก (r = .852, p < 0.01) (2) ความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ชาหมักมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ชาหมัก (r = .874, p < 0.01) (3) คุณลักษณะของพรีเซนเตอร์ชาวเกาหลีใต้มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า (r = .907, p < 0.01) (4) ความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้ามีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า (r = .903, p < 0.01) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งรับสมมติฐานทุกข้อ ความไว้วางใจสามารถไกล่เกลี่ยอิทธิพลของพรีเซนเตอร์ได้ 87.7% ในผลิตภัณฑ์ชาหมัก และ 94.0% ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า
การรับรู้ ทัศนคติ และการตอบสนองของผู้บริโภคต่อการสื่อสารการตลาดผ่านดนตรี, ณัฐฌา ชำนิยันต์
การรับรู้ ทัศนคติ และการตอบสนองของผู้บริโภคต่อการสื่อสารการตลาดผ่านดนตรี, ณัฐฌา ชำนิยันต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ ทัศนคติ และการตอบสนองของผู้บริโภคต่อการสื่อสารการตลาดผ่านดนตรี โดยศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง การรับรู้ ทัศนคติ และการตอบสนองของผู้บริโภคต่อการสื่อสารการตลาดผ่านดนตรี ด้วยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณผ่านแบบสอบถามออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 200 ชุด ด้วยวิธีวิจัยเชิงสำรวจ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้การสื่อสารการตลาดผ่านดนตรีโดยรวมอยู่ในระดับมากโดยเฉพาะประเด็นที่สามารถจดจำการใช้ดนตรีเพื่อเชื่อมโยงศิลปินกับกลุ่มเป้าหมายของตราสินค้าได้ (M= 3.93), มีทัศนคติเชิงบวกต่อการสื่อสารการตลาดผ่านดนตรี โดยเฉพาะกลยุทธ์ที่ใช้ศิลปินเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ (M = 4.29) และมีระดับการตอบสนองต่อการสื่อสารการตลาดผ่านดนตรีในระดับมาก โดยเฉพาะในด้านความตั้งใจ (M = 4.05) ทั้งนี้ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า 1. การรับรู้มีความสัมพันธ์กับทัศนคติในระดับปานกลาง โดยเฉพาะกลยุทธ์การร่วมมือระหว่างศิลปินและตราสินค้าในการสร้างภาพลักษณ์เชิงบวก (r = 0.47) และ 2. ทัศนคติมีความสัมพันธ์กับการตอบสนองในระดับปานกลาง โดยเฉพาะในด้านความตั้งใจ (r = 0.52) สะท้อนให้เห็นว่า การสื่อสารการตลาดผ่านดนตรีมีบทบาทในการกระตุ้นอารมณ์ สร้างประสบการณ์ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในทุกมิติ
Music Therapy Interventions To Improve Communication Skills In Children With Asd : A Scoping Review, Amiah Kwanprayoon
Music Therapy Interventions To Improve Communication Skills In Children With Asd : A Scoping Review, Amiah Kwanprayoon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Children with Autism Spectrum Disorder (ASD) often have difficulties in communication, including expressive and receptive language, social interaction, and nonverbal communication. Music therapy has been found to enhance communicative development in this population. This scoping review aims to summarise music therapy interventions documented in clinical studies that target the improvement of communication skills in children with ASD, and to identify the specific techniques used to address communication-related subskills. A systematic search was conducted across 5 databases and 10 peer-reviewed publications. According to inclusion criteria, fourteen studies published between 2011 and 2025 were included. The data extracted include music therapy methods, …
Living With Pets In Urban Lifestyle : A Case Study Of Bangkok Metropolitan, Minggomutt Jaroenkornburi
Living With Pets In Urban Lifestyle : A Case Study Of Bangkok Metropolitan, Minggomutt Jaroenkornburi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study explores pet ownership in Singapore and Bangkok, Thailand. Urbanization and its consequences on dwellers’ way of life are principally the key factors influencing new attitudes towards pets. The concept of pet humanization, which regards pets as emotional companions or family members rather than utilitarian animals, is used to explain this phenomenon. By reviewing Singapore pet control regulations, the research found that the restricted pets in public housing policies have gradually loosened due to public pressure and emotional demand. New policies allowed pets in residents’ urban lifestyles. This phenomenon similarly happened in Bangkok. This study conducted documentary analysis and …
Analysis Of Music Therapy Interventions In Addressing Motor Symptoms Of Parkinson’S Disease : A Scoping Review, Mysara Jamaludin
Analysis Of Music Therapy Interventions In Addressing Motor Symptoms Of Parkinson’S Disease : A Scoping Review, Mysara Jamaludin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
As Parkinson’s Disease is one of the most prevalent neurological diseases faced globally, individuals with this disease often faced disruptions in their movement abilities, emotional, social and communication aspects, which can then affect their overall quality of life. Parkinson’s Disease constitutes of motor and non-motor symptoms, in which the former is accounted as the main component of the disease. Motor symptoms of Parkinson’s Disease, consists of primary motor symptoms, such as bradykinesia and rigidity, and secondary motor symptoms such as gait dysfunction and speech difficulties. With much literature support of music-based interventions towards addressing motor symptoms, it is beneficial to …
เสรีภาพจากการกดขี่: การเสริมพลังคนพิการผู้ก้าวข้ามความรุนแรง, ณัฐกานต์ โนรี
เสรีภาพจากการกดขี่: การเสริมพลังคนพิการผู้ก้าวข้ามความรุนแรง, ณัฐกานต์ โนรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “เสรีภาพจากการกดขี่: การเสริมพลังคนพิการผู้ก้าวข้ามความรุนแรง” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์ความรุนแรงต่อคนพิการในประเทศไทย (2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเสริมพลังคนพิการที่ประสบความรุนแรงในประเทศไทย และ (3) เสนอมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเสริมพลังคนพิการที่ประสบความรุนแรงในประเทศไทย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากเจ้าหน้าที่ในศูนย์บริการคนพิการของภาครัฐและองค์กรคนพิการ จำนวน 559 คน ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น (IOC = 0.802, Reliability = 0.958) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ โดยใช้ตัวแปรปัจจัยด้านการเสริมพลังคนพิการ ปัจจัยด้านนโยบาย ปัจจัยด้านการดำเนินคดี ปัจจัยด้านการคุ้มครอง ปัจจัยด้านการป้องกัน และปัจจัยด้านความเป็นหุ้นส่วน ในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกโดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 25 คน และกรณีศึกษาคนพิการหรือผู้ดูแลที่ก้าวข้ามความรุนแรง จำนวน 10 คน ข้อเสนอแนะจากงานวิจัย ได้แก่ ควรปรับปรุงกฎหมายให้ครอบคลุมการคุ้มครองคนพิการจากความรุนแรงทุกรูปแบบ แต่งตั้งผู้สนับสนุนสิทธิคนพิการ พัฒนามาตรฐานสถานดูแลภาคเอกชน จัดทำฐานข้อมูลกลาง ส่งเสริมการสร้างพื้นที่ปลอดภัย พัฒนาระบบเฝ้าระวังความรุนแรงในชุมชน สร้างความตระหนักรู้แก่สังคม จัดอบรมเสริมพลังให้คนพิการและครอบครัว พัฒนาคู่มือการปฏิบัติงาน และส่งเสริมงานวิจัยที่ใช้กรอบแนวคิดการผนวกรวมประเด็นคนพิการ
The Influence Of Virtual Anchor Live Streaming On Chinese Consumer Responses, Pik Shan Chan
The Influence Of Virtual Anchor Live Streaming On Chinese Consumer Responses, Pik Shan Chan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the context of China's e-commerce live-streaming industry, this study explores the influence of consumer ethnocentrism (CET) and cosmopolitanism (COS) on perceptions of virtual anchors, using the Technology Acceptance Model (TAM) to examine the effects on perceived usefulness (PU), perceived ease of use (PEOU), and perceived enjoyment (PE), which ultimately shape consumer behavioral responses (CBR). A quantitative survey was conducted with 204 participants who had prior experience watching live streams on Chinese e-commerce platforms. Using structural equation modeling (SEM), the study found that CET positively impacts PU (β=0.766), PEOU (β=0.899), and PE (β=0.511), while COS positively influences PU (β=0.593), PEOU …
การกํากับการแสดงละครเวทีประเภทละครโศกนาฏกรรมจำอวด เพื่อนำเสนอปัญหาการหลีกหนีความเป็นจริง : กรณีศึกษา เรื่อง เดอะ เมดส์ ของ ฌอง เฌอเนต์, เมธาวุฒิ นวลฉวี
การกํากับการแสดงละครเวทีประเภทละครโศกนาฏกรรมจำอวด เพื่อนำเสนอปัญหาการหลีกหนีความเป็นจริง : กรณีศึกษา เรื่อง เดอะ เมดส์ ของ ฌอง เฌอเนต์, เมธาวุฒิ นวลฉวี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการกำกับการแสดงละครเวทีตามแนวทางของละครประเภทโศกนาฏกรรมจำอวด (Tragic Farce) ผ่านกรณีศึกษาการกำกับการแสดงละครเวทีเรื่อง เดอะ เมดส์ (The Maids) ของ ฌอง เฌอเนต์ โดยมุ่งหมายในการถ่ายทอดประเด็น “การหลีกหนีความเป็นจริง” (Escapism) อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบแนวคิดเชิงจิตวิทยาที่อ้างอิงจากทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์ โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องกลไกการป้องกันตนเอง (Defense Mechanisms) ผู้วิจัยในฐานะผู้กำกับการแสดงได้ออกแบบและดำเนินกระบวนการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งประกอบด้วยการตีความบทละคร การพัฒนาแนวทางการกำกับการแสดงที่บูรณาการองค์ประกอบของโศกนาฏกรรมกับลักษณะตลกร้ายของละครจำอวด การฝึกซ้อมกับนักแสดง การออกแบบองค์ประกอบศิลป์ และการจัดการแสดงต่อผู้ชมจริง รวมถึงการเก็บข้อมูลปฏิกิริยาของผู้ชมจำนวน 325 คน โดยอาศัยทั้งวิธีการเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าผู้ชมส่วนใหญ่สามารถรับรู้และเข้าใจสาระสำคัญของประเด็น “การหลีกหนีความเป็นจริง” ได้อย่างชัดเจน และมีปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่สะท้อนถึงการเข้าถึงแก่นสารของบทละคร การกำกับการแสดงตามแนวทางโศกนาฏกรรมจำอวดช่วยลดทอนภาวะตึงเครียดของผู้ชมลง ขณะเดียวกันยังสามารถคงไว้ซึ่งความเข้มข้นทางความหมายและพลังของสารที่ต้องการสื่อ ผลการวิจัยยืนยันว่าการกำกับการแสดงละครเวทีโดยผสานแนวคิดทางจิตวิทยาเข้ากับรูปแบบโศกนาฏกรรมจำอวดสามารถเป็นแนวทางที่ทรงประสิทธิภาพในการสื่อสารประเด็นทางจิตใจที่ซับซ้อนในบริบทร่วมสมัย และส่งเสริมให้เกิดการใคร่ครวญตนเองในหมู่ผู้ชมได้อย่างลุ่มลึก
ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวในวาทกรรมข่าวภาษาไทย, นพดล บุญกัน
ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวในวาทกรรมข่าวภาษาไทย, นพดล บุญกัน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวในวาทกรรมข่าวภาษาไทย เนื่องจากผู้วิจัยเล็งเห็นว่าแรงงานต่างด้าวเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่มีอยู่จำนวนมากและเป็นกำลังแรงงานสำคัญที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย แต่ทว่าแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยกลับตกอยู่ในสถานะคนอื่น เป็นคนชายขอบที่ไม่ได้รับการยอมรับ แรงงานต่างด้าวไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกปฏิบัติด้วยอย่างไม่เป็นธรรมไร้ความเท่าเทียม และมักถูกเข้าใจผิดหรือเชื่ออย่างเหมารวมว่าพวกเขาเหล่านี้คือกลุ่มคนไม่พึงประสงค์ ผู้วิจัยเชื่อว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจเป็นผลมาจากการนำเสนอภาพตัวแทนของวาทกรรมข่าว งานวิจัยชิ้นนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวในวาทกรรมข่าวภาษาไทย โดยผู้วิจัยเลือกวิเคราะห์ตัวบทรายงานข่าว 3 สื่อ ซึ่งเป็นสื่อหลักที่นำเสนอข่าวเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย ได้แก่ ตัวบทสื่อหนังสือพิมพ์ ตัวบทสื่อภาครัฐ และตัวบทสื่อกลุ่มแรงงาน โดยผู้วิจัยเลือกเก็บข้อมูลรายงานข่าวแรงงานต่างด้าวในช่วงปีพ.ศ. 2557 – 2563 เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเกิดเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าว ทั้งนี้ผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดหลักในการศึกษาคือวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวพบว่า รายงานข่าวเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวในสื่อทั้งสามตัวบท ประกอบสร้างหรือสื่อภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวหลายแง่มุม มีทั้งใกล้เคียงและแตกต่างหรือตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง และที่สำคัญภาพตัวแทนที่นำเสนอในสื่อทั้งสามตัวบทมีลักษณะของความเด่นชัดแตกต่างกัน กลวิธีทางภาษาสำคัญที่พบ อาทิ 1. การอ้างถึงแรงงานต่างด้าว 2. การอ้างถึงภาครัฐและเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายไทย 3. การใช้ชนิดกระบวนการเกี่ยวกับการกระทำ 4. การใช้ชนิดกระบวนการเกี่ยวกับการพูด 5.การใช้ชนิดกระบวนการเกี่ยวกับสภาพ 6. การใช้สหบท 7. การใช้ทัศนภาวะ 8. การใช้รูปภาษานำเสนอเนื้อหาแสดงสาเหตุและผลของการกระทำที่เกิดขึ้น 9. การใช้มูลบท 10.การปฏิเสธมูลบท 11.การเลือกใช้ชุดคำศัพท์ร่วมกันจำนวนมาก และ 12. การใช้อุปลักษณ์ ภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวที่ปรากฏ ได้แก่ สื่อหนังสือพิมพ์ นำเสนอภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวเป็น “กลุ่มคนลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย กลุ่มคนโหดเหี้ยมฯ ปัญหา โรคระบาด และคนนอื่น” สื่อภาครัฐนำเสนอภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวเป็น “ปัญหา คนอื่น กลุ่มคนที่ได้รับการดูแลคุ้มครองสิทธิอย่างดี และเป็นกลุ่มคนผิดกฎหมาย” ในขณะเดียวกัน สื่อกลุ่มแรงงานนำเสนอภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวด้วยแง่มุมที่แตกต่างและตรงกันข้ามจากสื่อทั้งสองก่อนหน้าอย่างชัดเจน คือ นำเสนอภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวเป็น “กลุ่มคนที่ได้รับความเดือดร้อน แรงงานสำคัญ กลุ่มคนหาเลี้ยงชีพ และกลุ่มคนถูกกฎหมาย” ภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวที่ปรากฏจากทั้งสามสื่อชี้ให้เห็นว่าสื่อหนังสือพิมพ์และสื่อภาครัฐเลือกเน้นนำเสนอแง่มุมเชิงลบเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าว ในขณะที่สื่อกลุ่มแรงงานให้ความสำคัญต่อการนำแง่มุมเชิงบวกและด้านที่น่าสงสารของแรงงานต่างด้าว ผลการวิเคราะห์วิถีปฏิบัติทางวาทกรรมพบว่าภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวที่นำเสนอนั้นมีความสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของผู้ผลิตตัวบทที่แตกต่างกัน ได้แก่ สื่อหนังสือพิมพ์ผลิตตัวบทรายงานข่าวเพื่อมุ่งเร้าความสนใจของคนในสังคมเพื่อขายข่าวและเป็นเหตุผลเชิงธุรกิจ สื่อภาครัฐมุ่งนำเสนอข่าวเพื่อประชาสัมพันธ์ภาพการทำงานของตน ต้องการสร้างเสริมภาพลักษณ์เชิงบวก และสร้างความชอบธรรมให้แก่การดำเนินงานของรัฐ ส่วนสื่อกลุ่มแรงงานมีวัตถุประสงค์ในการนำเสนอข่าวเพื่อรณรงค์เรียกร้องให้เกิดการช่วยเหลือ คุ้มครองสิทธิแรงงานต่างด้าว การนำเสนอข่าวด้วยวัตถุประสงค์ประสงค์ที่แตกต่างกัน ประกอบกับการตัดสินคุณค่าเชิงข่าวที่แต่ละสื่อของประเมินค่า ตัดสินคุณค่าของประเด็นข่าวเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวด้วยแง่มุมที่ต่างกัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีผลอย่างยิ่งต่อการประกอบสร้างภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวในตัวบทรายงานข่าวทั้งสามสื่อ อย่างไรก็ตามตัวบทสื่อกลุ่มแรงงานที่ดูเหมือนจะนำเสนอข่าวเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มแรงงานต่างด้าวมากที่สุด แต่กลับเป็นสื่อมวลชนที่มีอิทธิพลน้อยสุดเพราะไม่สามารถแพร่กระจายสู่ผู้อ่านซึ่งเป็นคนในสังคมไทยได้เป็นวงกว้าง ผลการวิเคราะห์วิถีปฏิบัติทางสังคมวัฒนธรรมพบว่าปัจจัยทางสังคมมีอิทธิพลต่อการผลิตตัวบทและมีผลต่อการประกอบสร้างความหมายหรือภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าว ได้แก่ นโยบายการบริหารจัดการของรัฐบาล การมีอยู่ของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยจำนวนมาก อุดมการณ์ชาตินิยม แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน และการพยายามขายข่าวของสื่อหนังสือพิมพ์เพื่อเอาตัวรอดในยุคดิจิทัล นอกจากนี้การผลิตนำเสนอวาทกรรมและภาพตัวแทนยังส่งผลกระทบต่อสังคมด้วย ได้แก่ …
The Dynamics Of The Chana Community Network Movement: Strategic Shifts, Impacts, And Reflections On Thailand's Political Landscape, Abdullah Yuhannan
The Dynamics Of The Chana Community Network Movement: Strategic Shifts, Impacts, And Reflections On Thailand's Political Landscape, Abdullah Yuhannan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This dissertation examines the dynamics of the Chana Community Movement, one of Thailand’s most enduring grassroots movements. Originating in the early 1990s with opposition to illegal commercial fishing, the movement has evolved to resist the Chana Industrial Estate Project. The research addresses key questions concerning factors sustaining the movement, tactical adaptations, societal impacts, and its reflection of Thailand’s contemporary political landscape. The study employs a qualitative research methodology, combining document analysis, in-depth interviews, and participant observation, alongside analytical frameworks derived from political struggle studies and social movement theories for comprehensive analysis. The findings reveal that the Chana Community Movement succeeded …
ปัญหาการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ในเด็กและเยาวชน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, วันจักร น้อยจันทร์
ปัญหาการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ในเด็กและเยาวชน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, วันจักร น้อยจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและสาเหตุการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ของเด็กและเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยดำเนินการเก็บข้อมูลจากเด็กและเยาวชน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่เล่นพนันคาสิโนออนไลน์ จำนวน 15 คน ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก รวมถึงการศึกษาจากเอกสาร และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์สรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1.สภาพปัญหาการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ของเด็กและเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครจำแนกได้เป็น 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่สาเหตุเรื่องของความล้าหลังและไม่ชัดเจนของกฎหมายที่ไม่ทันกับเทคโนโลยี รวมถึงการโฆษณาที่เข้าถึงเยาวชนได้ง่าย ทำให้ปัญหานี้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว บริบทและสภาวะที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความซับซ้อนทางวัฒนธรรม การทุจริตในระบบราชการ การพัฒนาเทคโนโลยี และวิถีชีวิตยุคใหม่ ล้วนส่งเสริมการเล่นพนัน และผลกระทบของปัญหานี้สร้างความเสียหายทั้งด้านการศึกษา จิตใจ สังคม และการเงินของเยาวชน การแก้ไขต้องอาศัยความร่วมมือจากครอบครัว โรงเรียน และสังคมในระยะยาว 2.สาเหตุการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ของเด็กและเยาวชนในกรุงเทพมหานครสามารถแบ่งเป็น 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจเจกบุคคล จิตวิทยา และสังคม พบว่าเยาวชนมักตัดสินใจเล่นพนันโดยประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ โดยอาจได้รับอิทธิพลจากการเลียนแบบพฤติกรรมในสื่อออนไลน์หรือกลุ่มเพื่อน การโฆษณาที่ดึงดูด และการเสริมกำลังทั้งทางบวกและลบ นอกจากนี้ ปัจจัยทางสังคม เช่น ความสัมพันธ์ที่ไม่แข็งแรงกับครอบครัว การขาดกิจกรรมสร้างสรรค์ หรือความรู้สึกว่างเปล่าทางจิตใจ ล้วนมีส่วนผลักดันให้เยาวชนเข้าสู่วงจรการพนันออนไลน์มากขึ้น
กระบวนการยุติธรรมในการใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวต่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ของศาลเยาวชนและครอบครัวภายใต้บริบทสังคมไทย, พรทิภา หัสดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง กระบวนการยุติธรรมในการใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวต่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ของศาลเยาวชนและครอบครัวภายใต้บริบทสังคมไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงทัศนะ มุมมอง ความเชื่อ ค่านิยม ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ต่อสถาบันครอบครัว และความรุนแรงในครอบครัว และศึกษาถึงทัศนะ มุมมอง ความเชื่อ ค่านิยม ของ บิดา มารดา ผู้ปกครอง ผู้กระทำความรุนแรง และผู้ถูกกระทำความรุนแรงที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ที่เข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสวัสดิภาพของศาลเยาวชนและครอบครัว ตลอดจนศึกษาบทบาทการดำเนินงาน และปัญหาอุปสรรคของกระบวนการยุติธรรมของศาลเยาวชนและครอบครัวในการคุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว เพื่อความเข้าใจและพัฒนาแนวทางแก้ไขป้องกันความรุนแรงในครอบครัว โดยวิธีการในการดำเนินการวิจัยเป็นแบบผสมผสาน คือการวิจัยเชิงปริมาณผ่านการสำรวจความคิดเห็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย 400 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวซึ่งเป็นบิดามารดาหรือผู้ปกครอง และ ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ซึ่งเป็นบุตรหรือผู้อยู่ภายใต้การปกครอง ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมในการใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพของศาลเยาวชนและครอบครัวผลการศึกษาพบว่าทัศนะของกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen-Z ส่วนใหญ่มีพื้นฐานความเชื่อ ค่านิยมต่าง ๆ เกี่ยวกับครอบครัวคล้ายกับคนในยุคก่อน โดยยังเห็นว่าครอบครัวมีความสำคัญ แต่มีการรับรู้ถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในครอบครัวที่ไม่ควรมีการละเมิดทั้งทางร่างกายและจิตใจเด่นชัดขึ้น และส่วนหนึ่งมีมุมมองสะท้อนให้เห็นภาพสถาบันครอบครัวที่แตกต่างออกไป เช่น บ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย พ่อแม่ไม่ควรคาดหวังให้ลูกมาดูแลในวัยชรา เป็นต้น ซึ่งเป็นมุมมองไปทางเดียวกันกับผู้ถูกกระทำความรุนแรงที่เข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสวัสดิภาพของศาลเยาวชนและครอบครัวได้แสดงมุมมองต่อศาลหรือบุคคลในกระบวนการยุติธรรม สำหรับผู้กระทำความรุนแรงนั้น ส่วนใหญ่จะคิดว่าการกระทำของตนเองไม่เป็นความรุนแรง แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการและปฏิบัติตามคำสั่งศาลที่ออกเพื่อช่วยยับยั้งไม่ให้กระทำความรุนแรง และเพื่อแก้ไขบำบัดฟื้นฟูแล้ว ก็ยอมรับว่าช่วยให้สถานการณ์ในครอบครัวดีขึ้นสามารถเดินหน้าต่อไปได้ สะท้อนว่าบริบทของความรุนแรง ในครอบครัวได้เปลี่ยนแปลงไปตามแนวคิดใหม่ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมในเรื่องนี้ต้องทบทวนและตระหนักถึงบริบทที่แปรเปลี่ยนไปดังกล่าวเพื่อสร้างสมดุลและสันติภาพภายในบ้าน อีกทั้งในระดับ มหภาคเพื่อช่วยกันรณรงค์ หรือกำหนดนโยบาย หรือกฎหมาย เพื่อสร้างสรรค์สังคมที่สงบสุขไร้ความรุนแรงอย่างยั่งยืน
บทบาทพระธรรมทูตในการทูตวัฒนธรรมของไทยต่ออินเดีย, ณัฐสิชฌ์ พินยะสิน
บทบาทพระธรรมทูตในการทูตวัฒนธรรมของไทยต่ออินเดีย, ณัฐสิชฌ์ พินยะสิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้ศึกษาบทบาทพระธรรมทูตไทยสายอินเดียซึ่งนับเป็นตัวแสดงสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาและสังคมสงเคราะห์ร่วมกับตัวแสดงในระดับต่าง ๆ ประกอบด้วย หน่วยงานด้านการต่างประเทศไทย รัฐบาลท้องถิ่นอินเดีย และสาธารณชนอินเดีย ทั้งหมดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างความร่วมมือและปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างไทยและอินเดีย งานวิจัยฉบับนี้ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพและวิเคราะห์ผลการศึกษาตามกรอบแนวคิดว่าด้วยการทูตวัฒนธรรมที่แสดงให้เห็นถึงกลไกการทำงานของพระธรรมทูตและการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่มาจากการสื่อสารสองทาง โดยพิจารณาขอบเขตด้านเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 ในการก่อตั้งวัดไทยพุทธคยา ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาอย่างเป็นทางการ บทบาทพระธรรมทูตไทยสายอินเดียต้องเผชิญกับความท้าทายในด้านความแตกต่างทางวัฒนธรรม ภาษา ศาสนา และวิถีชีวิต เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสาธารณชนอินเดียและสามารถดำรงบทบาทในฐานะผู้แทนทางพระพุทธศาสนาในต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสามารถนำมาซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจของสาธารณชนอินเดียที่มีต่อไทย จากการศึกษาพบว่าพระธรรมทูตไทยไม่ได้มีเพียงบทบาทในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์รวมจิตใจต่อสาธารณชนในพื้นที่และผู้ที่เดินทางมาจาริกแสวงบุญในพื้นที่สังเวชนียสถานทั้งสี่ตำบล และมีบทบาทในการสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อสาธารณชนอินเดียจากการส่งเสริมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาและสังคมสงเคราะห์ ทำให้การขับเคลื่อนการทูตวัฒนธรรมไทยดำเนินไปอย่างยั่งยืนจากความศรัทธาและร่วมมือระหว่างไทยและอินเดียอย่างแน่นแฟ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์ทางวัฒนธรรมและพระพุทธศาสนาเถรวาทไทยให้กลายเป็นจุดเด่นในสังคมอินเดีย ในขณะเดียวกัน พระธรรมทูตไทยได้มีบทบาทมากยิ่งขึ้นต่อการเจริญสัมพันธ์ไมตรีในต่างประเทศและได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดีจากสาธารณชนและรัฐบาลท้องถิ่นของอินเดีย โดยวัดไทยในอินเดียได้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเพื่อเป็นศูนย์อำนวยการช่วยเหลือพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาจาริกแสวงบุญ บทบาทพระธรรมทูตไทยได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทในการขับเคลื่อนพระพุทธศาสนา วัฒนธรรม คุณภาพชีวิต และการท่องเที่ยว ทำให้การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างไทยและอินเดียดำเนินต่อไปอย่างยั่งยืนภายใต้พื้นฐานของความเข้าใจอันดี อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของการทูตวัฒนธรรมไม่สามารถสำเร็จได้ภายในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องถูกสั่งสมจนเกิดความไว้เนื้อเชื้อใจที่แสดงออกผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ ความร่วมมือ และนโยบายต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ การศึกษาประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสามารถพิจารณาถึงการทูตวัฒนธรรมที่เป็นอีกหนึ่งหนทางในการแสวงหาซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติ โดยมีพระธรรมทูตไทยเป็นตัวแสดงทางการทูตที่มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเป็นส่วนหนึ่งในการตอบสนองเจตนารมณ์ตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นการต่างประเทศ
การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street Crime) ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล, กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา
การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street Crime) ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล, กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street Crime) รวมถึงการระบุปัญหาและข้อจำกัดในการใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อเสนอแนะแนวทางที่มีประสิทธิภาพสำหรับการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนนในบริบทของกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่ใช้ทั้งการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นกลุ่มเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ นักอาชญาวิทยา นักพัฒนาเทคโนโลยี AI นักวิชาการเทคโนโลยี AI และนักกฎหมายด้านเทคโนโลยี AI รวมจำนวน 13 คน ผลการวิจัยพบว่า AI ไปใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street crimes) ได้ 4 ประการ ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ข้อมูล จากกล้องวงจรปิด (CCTV Analytics) 2. การจดจำใบหน้า (Facial Recognition) 3. การติดตามยานพาหนะ (Vehicle Tracking) 4.การยับยั้งและข่มขู่ผู้กระทำความผิดด้วย การติดตั้งกล้องวงจรปิด สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เริ่มนำ AI มาใช้ในพื้นที่นำร่องบางแห่งในกรุงเทพมหานคร แต่ยังไม่ได้ขยายการใช้งานให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ประเทศไทยยังขาดความพร้อมในหลายด้านสำหรับการนำ AI มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรม การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรมได้ดีกว่าการใช้อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงลำพัง อีกทั้งการติดตั้งกล้องวงจรปิดที่ทำงานร่วมกับ AI ยังช่วยยับยั้งอาชญากรรมผ่านผลทางจิตวิทยาต่อผู้กระทำผิด อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ยังมีปัญหาและข้อจำกัดสำคัญ เช่น ปัญหาอุปสรรคของการป้องกันอาชญากรรมโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ 1) ความแม่นยำของ AI 2) ด้านกฎหมาย งบประมาณในการติดตั้งระบบ AI และกล้องวงจรปิด การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจให้สามารถใช้งานเทคโนโลยีนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเสี่ยงต่อการเกิดอคติ (bias) การวิจัยนี้จึงข้อเสนอแนะอาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดนโยบายในการวิเคราะห์สถิติการเกิดอาชญากรรมในแต่ละกองบังคับการตำรวจนครบาลและกำหนดพื้นที่ที่มีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงเพื่อทดลองใช้ AI ในการตรวจจับและป้องกันอาชญากรรม รวมทั้งการพัฒนาระบบ AI และการสร้างกรอบการทำงานที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการใช้งานอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพในบริบทของการป้องกันอาชญากรรมในประเทศไทย
Mixed-Reality Learning Environment In Studio-Based Learning To Enhance Creative Problem-Solving For Architecture, Thadharphut Limapornvanitr
Mixed-Reality Learning Environment In Studio-Based Learning To Enhance Creative Problem-Solving For Architecture, Thadharphut Limapornvanitr
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research and development aim to 1) address the factor structure of creative problem-solving skills for undergraduate architecture students in Thailand. 2) identify what technology-fostered, mixed-reality learning environment for studio-based design learning could enhance the creative problem-solving of undergraduate architecture students in Thailand. 3) design and develop a mixed-reality learning environment in studio-based learning to enhance creative problem-solving for architecture. 4) define mixed-reality learning environments in studio-based learning to enhance creative problem-solving for architecture. Samples are a multistage random sampling of 655 undergraduate architecture students in Thailand. Three experts in the first phase validated the self-evaluation form. Nineteen undergraduate students …
การเปรียบเทียบวิธีการปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ในโมเดลจำแนกทางการศึกษาด้วยการจำลองแบบมอนติคาร์โล, โยธิน หมายมั่น
การเปรียบเทียบวิธีการปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ในโมเดลจำแนกทางการศึกษาด้วยการจำลองแบบมอนติคาร์โล, โยธิน หมายมั่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ของโมเดลจำแนกประเภท โดยใช้อัลกอริทึม Random Forest (RF) และ Support Vector Machine (SVM) และ (2) นำเสนอแนวทางในการเลือกใช้อัลกอริทึมและกำหนดขอบเขตพื้นที่การค้นหาไฮเปอร์พารามิเตอร์ที่เหมาะสมกับลักษณะของข้อมูล โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 เป็นการจำลองข้อมูลด้วยวิธีมอนติคาร์โล (Monte Carlo Simulation) เพื่อสร้างชุดข้อมูลที่แตกต่างกันตามปัจจัยต่อไปนี้ (1) ขนาดตัวอย่าง (50, 200, 500) (2) จำนวนตัวแปรต่อเนื่อง (3, 5, 7) (3) ขนาดอิทธิพลของตัวแปร (ระดับสูง, ระดับกลาง) (4) ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร (เชิงเส้น, ไม่เชิงเส้น) และ (5) พื้นที่การค้นหาค่าไฮเปอร์พารามิเตอร์ (all, importance) แล้วทำการปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ด้วย 4 วิธี ได้แก่ Bayesian Optimization (BO), Genetic Algorithm (GA), Hyperband (HPB) และ Particle Swarm Optimization (PSO) จากนั้นประเมินประสิทธิภาพของโมเดลด้วย 3 องค์ประกอบได้แก่ ได้แก่ (1) ประสิทธิภาพของการจำแนก โดยจะนำเสนอค่าความถูกต้อง (accuracy) (2) ความเสถียรของประสิทธิภาพ โดยพิจารณาจากสัมประสิทธิ์การแปรผัน (coefficient of variation: CV) และ (3) ดัชนีวัดประสิทธิภาพเชิงเวลา (time-efficiency index) โดยใช้เทคนิค XAI (feature permutation mean dropout loss) ผลการวิเคราะห์พบว่า ในด้านประสิทธิภาพในการจำแนก จำนวนตัวแปรต่อเนื่องมีความสำคัญสูงสุด (mean dropout loss = …
กระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการสร้างสรรค์ร่วมกันและการเรียนรู้จากการปฏิบัติสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, อรนิภา ไทยแท้ พันธุ์สมุทร
กระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการสร้างสรรค์ร่วมกันและการเรียนรู้จากการปฏิบัติสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, อรนิภา ไทยแท้ พันธุ์สมุทร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลการใช้กระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการสร้างสรรค์ร่วมกันและการเรียนรู้จากการปฏิบัติ สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย มีการดำเนินการวิจัย เป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเพื่อออกแบบกระบวนการ ระยะที่ 2 การออกแบบกระบวนการ เสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ระยะที่ 3 การศึกษาผลการใช้กระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ โดยนำไปทดลองใช้กับ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 25 คน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กรุงเทพมหานคร ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบศึกษากลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง ระยะเวลาในการทดลองทั้งสิ้น 12 สัปดาห์ และระยะที่ 4 การปรับปรุงและพัฒนากระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ฉบับ สมบูรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบประเมินภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ เป็นการประเมินโดยใช้เกณฑ์การให้คะแนน แบบรูบริกจากการสังเกตการปฏิบัติของนักเรียน ทั้งในสถานการณ์ที่กระตุ้นให้แสดงออกและในบริบทการเรียนการสอนตามปกติ และ 2) แบบวัดภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ เป็นการให้นักเรียนประเมินตนเองและเพื่อน โดยใช้มาตรประมาณค่าของลิเคิร์ท 4 ระดับ สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเปรียบเทียบ Wilcoxon signed-rank test และสถิติทดสอบ Friedman Test ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้ 1. กระบวนการที่พัฒนาขึ้นเป็นกระบวนการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียน มัธยมศึกษาตอนปลายที่เน้นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทำงานร่วมกันกับกลุ่มที่หลากหลาย และมีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้ของ ตนเองในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและท้าทาย พร้อมฝึกสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาตนเองและกลุ่ม โดยมีหลักการที่สำคัญ 5 ประการ คือ 1) การจัดกลุ่มผู้เรียนที่หลากหลายเอื้อต่อการเรียนรู้และการทำงานร่วมกัน 2) การให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้ 3) การ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ร่วมกัน 4) การกำหนดกรอบงานที่ท้าทาย และ 5) การให้ผู้เรียนสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาการทำงาน และกระบวนการเรียนรู้ โดยกระบวนการที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ ขั้นที่ 1 ร่วมกันสร้าง ขั้นที่ 2 ร่วมกันออกแบบ ขั้นที่ 3 ร่วมกันทำ …
Predicting The Eq-5d-5l Utility Scores From The Impact Of Vision Impairment (Ivi) Questionnaire In Thai Patients, Emilia Audrey Tunmas Pasenggong
Predicting The Eq-5d-5l Utility Scores From The Impact Of Vision Impairment (Ivi) Questionnaire In Thai Patients, Emilia Audrey Tunmas Pasenggong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Objectives : (1) This study aims to predict the EQ-5D-5L utility scores from the impact of vision impairment (IVI) questionnaire in Thai patients using mapping techniques. (2) To investigate the association between sociodemographic and clinical variables with the EQ-5D-5L index scores. Methods : This is a secondary data analysis. A total of 499 patients with multiple levels of visual impairment were recruited from King Chulalongkorn Memorial Hospital Thailand between February and July 2022. Ordinary least square (OLS), Tobit, Censored least absolute deviation (CLAD), and Adjusted limited dependent variable mixture model (ALDVMM) regression models were used to map the IVI questionnaire …
Factors Contributing To Self-Medication And Quality Of Life Of Myanmar Immigrants In The Covid-19 Pandemic Situation, Su Myat Thin
Factors Contributing To Self-Medication And Quality Of Life Of Myanmar Immigrants In The Covid-19 Pandemic Situation, Su Myat Thin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Due to numerous difficulties in accessing necessary healthcare and standard medication, immigrants might be more likely to rely on self-medication to solve health problems they suffered. Although it might provide immediate relief, it could also bring some risks such as adverse drug reactions, antimicrobial resistance progression, drug side effects, and toxicity. This study aimed to identify the healthcare service accessibility and self-medication of immigrants in Thailand for COVID-19. Additionally, this study also aimed to evaluate the effect of immigrants’ COVID-19 perception on their self-medication uses and quality of life. This study had two phases in which the first phase …
Health Impact Assessment From Fine Particulate Matter Pm10 And Pm2.5 In Thailand, Phawichsak Prapassornpitaya
Health Impact Assessment From Fine Particulate Matter Pm10 And Pm2.5 In Thailand, Phawichsak Prapassornpitaya
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The rapid urbanization and industrial sector have caused significant air quality problems. In particular, the concentration of fine particulate matter (PM10,PM2.5) is an assessment of the impact of fine particulate matter. Health The main objective of this study was to compare PM10 and PM2.5 levels and temporal trends from 2015 to 2019, and to develop a model to forecast particulate matter concentrations using multiple linear regression analysis. Multiple Linear Regression (MLR) to assess the association between particulate matter exposure and daily hospital visit for respiratory diseases. (ICD-10: J00-J99) and identify vulnerable populations. In the research, PM10 and PM2.5 air quality …
Perception, Prefered Channels And Content Of Youth In Bhutan Towards Waste Separation And Management, Thinley Lhendup
Perception, Prefered Channels And Content Of Youth In Bhutan Towards Waste Separation And Management, Thinley Lhendup
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study explores Bhutanese youth's perceptions, communication preferences, and engagement with waste separation and management, focusing on students at Yangchenphu Higher Secondary School (YHSS) in Thimphu. Using a mixed-methods approach, it combines surveys of 185 students with interviews from teachers and administrators to examine knowledge, attitudes, behaviors, and systemic challenges. Findings reveal high awareness and positive attitudes among students, with social media and video content preferred for communication. However, barriers such as time constraints, inadequate infrastructure, and reliance on extrinsic motivators limit effectiveness. Key themes include Shared Responsibility, Challenges in Sustaining Engagement, System Effectiveness, Civic Education, and Policy Support. The …
ปัญหาทางกฎหมายในการคุ้มครองแรงงานนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพในประเทศไทย, วุฒิภัทร คำพิทักษ์
ปัญหาทางกฎหมายในการคุ้มครองแรงงานนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพในประเทศไทย, วุฒิภัทร คำพิทักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กีฬาอีสปอร์ต เป็นกีฬาชนิดใหม่ที่นำเกมหรือเกมคอมพิวเตอร์มาใช้ในการแข่งขัน ซึ่งมีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา และถือเป็นจุดกำเนิดของอาชีพรูปแบบใหม่ ๆ รวมถึงนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพ ที่หลาย ๆ ประเทศให้การรับรองว่าเป็นกีฬาอาชีพ ทำให้นักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพเป็นอาชีพที่ควรได้รับการคุ้มครองที่เหมาะสมเฉกเช่นเดี่ยวกับกีฬาอาชีพประเภทอื่นและอาชีพปกติทั่วไป จากการศึกษาพบว่า กฎหมายของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับการให้ความคุ้มครองนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพ ได้แก่ พระราชบัญญัติส่งเสริมกีฬาอาชีพ พ.ศ. 2556 และกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนดหลักเกณฑ์ทั่วไปในการคุ้มครองนักกีฬาอาชีพ ซึ่งไม่อาจนำมาปรับใช้กับการจ้างงานนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นเหตุให้ต้องนำความในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานมาบังคับใช้เท่าที่ไม่ขัด อย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าวอาจไม่สนองต่อลักษณะเฉพาะของการทำงานของนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์เฉพาะ 4 ประการสำหรับการจ้างงานนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพ ประกอบด้วย ระยะเวลาการจ้าง การกำหนดวันเวลาทำงาน ค่าตอบแทนการทำงาน และมาตรการด้านความปลอดภัยและชีวอนามัย ที่สอดคล้องกับลักษณะของงานนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพต่อไป
ผลของโปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่มโดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแลต่ออาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยเรียน, พีรวิทย์ พันธ์ฤทธิ์ดำ
ผลของโปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่มโดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแลต่ออาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยเรียน, พีรวิทย์ พันธ์ฤทธิ์ดำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนอาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยเรียนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่มโดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแล และเปรียบเทียบผลต่างค่าเฉลี่ยคะแนนอาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยเรียนที่ได้รับโปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่มโดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแลกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลเด็กออทิสติกวัยเรียนที่มีอายุ 6-12 ปี ได้แก่ บิดา มารดา จำนวน 40 คน มีคุณสมบัติตามเกณฑ์และเข้ารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอก สถาบันราชานุกูล โดยได้รับการจับคู่ระยะเวลาการดูแลและระดับอาการออทิสติก แล้วสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวน 20 คู่ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินอาการออทิสติกของโรคออทิสซึม โปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่มโดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแล และแบบประเมินความรู้สึกถูกตีตราร่วม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนอาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยเรียนที่ได้รับโปรแกรมฯ น้อยกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
The Comparison Of Pomelo Brand’S Image Between Generation Y And Generation Z Consumers In Thailand, Kiranapat Buranapatpakorn
The Comparison Of Pomelo Brand’S Image Between Generation Y And Generation Z Consumers In Thailand, Kiranapat Buranapatpakorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objective of this research was to explore the brand image of Pomelo among Generation Y and Generation Z consumers in Thailand and to study the generational differences and similarities in the brand image of Pomelo. The study is based on Keller’s (1993) Brand Image, which is a perception of a brand as reflected by the brand associations, including 3 dimensions, which are attributes composed of product-related attributes, and non-product-related attributes, benefits composed of experiential benefits, symbolic benefits, and functional benefits, and attitudes consisted of cognitive, affective, and conative. The research instrument of this study is an in-depth interview. The …
Organizational Gossip, Interpersonal Trust, And Communication Climates In Business Enterprises, Punrawee Nidhiutai
Organizational Gossip, Interpersonal Trust, And Communication Climates In Business Enterprises, Punrawee Nidhiutai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objectives of this study were: 1) to explore the levels and bases of interpersonal trust among employees in the organizational gossip process, and 2) to explore the role of organizational gossip in fostering certain communication climates (i.e., defensive and supportive climates). Adopting an inductive, qualitative approach, 12 semi-structured in-depth interviews were conducted with four participants from small enterprises, four participants from medium-sized enterprises, and four participants from large enterprises in the creative industries in Thailand. Findings revealed that a high level of interpersonal trust among colleagues concerning work-related matters does not necessarily equate to the same level of trust …
Linear Distance, Agreement Attraction, And Working Memory Effects On L1 Thai Learners' Processing Of L2 English Third-Person Singular Subject-Verb Agreement, Montira Berteau
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the realm of second language (L2) processing, agreement processing has continued to attract a considerable amount of attention in the field (e.g., Jiang, 2004; Keating, 2009; Lim & Christianson, 2015). A wide range of factors have been speculated to modulate L2 agreement processing, including first-language (L1) influence, L2 proficiency, long-distance agreement/dependencies (LDDs), agreement attraction, working memory (WM), among others. The present study was carried out to investigate three of these modulating factors, including long-distance agreement, agreement attraction, and WM capacity, on L2 agreement processing of L1 Thai learners. According to Hypothesis 1, linear distance would increase a level of …
My Mother Tongue Is Your Other Tongue: Experiences Of Therapeutic Work By Thai Therapists Who Do Not Share The Same Mother Tongue With Clients, Phatcharapan Rojanasukarn
My Mother Tongue Is Your Other Tongue: Experiences Of Therapeutic Work By Thai Therapists Who Do Not Share The Same Mother Tongue With Clients, Phatcharapan Rojanasukarn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Language plays a central role in counseling, yet its impact on counseling and psychotherapy remains insufficiently studied in Thailand. This research employed Interpretative Phenomenological Analysis (IPA) to address this gap by examining the lived experiences of professional Thai practitioners working with clients who do not share their mother tongue. Six practitioners were selected through purposive sampling, and in-depth interviews, reviewed with input from field experts, were conducted to capture their unique perspectives. The findings reveal four main themes: (1) Perceived Challenges: This theme uncovers internal struggles such as constant linguistic vigilance, competence anxiety, and hesitation to clarify, along with language …