Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 211 - 240 of 2655

Full-Text Articles in Entire DC Network

The Effects Of Acceptance And Commitment Group Therapy On Depression And Psychological Flexibility In Undergraduates With Significant Others Experiencing Depression, Buranee Chinotaikul Jan 2024

The Effects Of Acceptance And Commitment Group Therapy On Depression And Psychological Flexibility In Undergraduates With Significant Others Experiencing Depression, Buranee Chinotaikul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigated the impact of Acceptance and Commitment Group Therapy (ACGT) on depression and psychological flexibility in undergraduates whose significant others experienced depression. Whether attending ACGT would help increase psychological flexibility and decrease depressive symptoms was examined. A total of 25 undergraduates participated in the current study, with 8 assigned to the control group based on convenience and 17 to the intervention group. Those in the intervention group participated in six 2.5-hour on-site ACGT sessions, with data on depression and psychological flexibility being collected at pre-test, post-test, and 10-week follow-up. Results indicated that after the intervention, participants in the …


การใช้วิธีการมองจากมุมของผู้อื่นเพื่อลดเจตคติรังเกียจกลุ่ม: อิทธิพลกำกับของแรงจูงใจในการขยายตัวตน, ศรนรินทร์ กาญจนะโนพินิจ Jan 2024

การใช้วิธีการมองจากมุมของผู้อื่นเพื่อลดเจตคติรังเกียจกลุ่ม: อิทธิพลกำกับของแรงจูงใจในการขยายตัวตน, ศรนรินทร์ กาญจนะโนพินิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยที่ผ่านมาพบว่าการใช้วิธีการมองจากมุมของผู้อื่นไม่สามารถลดเจตคติรังเกียจกลุ่มในกลุ่มคนที่นิยามตัวตนแบบพึ่งพาซึ่งกันและกันได้ การวิจัยนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อทดสอบว่าการเพิ่มแรงจูงใจในการขยายตัวตนสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพแก่วิธีการมองจากมุมของผู้อื่นในการลดเจตคติรังเกียจกลุ่มในกลุ่มตัวอย่างชาวไทยได้หรือไม่ การศึกษาที่ 1.1 ทดสอบสมมติฐานว่าแรงจูงใจในการขยายตัวตนสูงช่วยให้การมองจากมุมของผู้อื่นสามารถลดเจตคติรังเกียจกลุ่มคนรักเพศเดียวกันแบบเด่นชัด และเพิ่มความเต็มใจในการสร้างความสัมพันธ์กับคนกลุ่มนี้ได้สำเร็จ นักศึกษามหาวิทยาลัยเพศชาย 140 คนได้รับการจัดกระทำให้ขยายตัวตน (สูงหรือต่ำ) ก่อนมองจากมุมของกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน (หรือควบคุม) ผลพบว่า แรงจูงใจในการขยายตัวตนไม่กำกับอิทธิพลของการมองจากมุมของผู้อื่น แต่ผู้มองจากมุมของผู้อื่นเต็มใจสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลรักเพศเดียวกันมากกว่ากลุ่มควบคุม แต่ไม่ส่งผลต่อเจตคติรังเกียจกลุ่ม การศึกษาที่ 1.2 ทดสอบซ้ำโดยตั้งสมมติฐานว่าแรงจูงใจในการขยายตัวตนมีอิทธิพลกำกับผลจากการมองจากมุมของผู้อื่นในการลดเจตคติรังเกียจชาวพม่าทั้งแบบเด่นชัดและแบบแอบแฝง และเพิ่มความเต็มใจในการสร้างความสัมพันธ์กับชาวพม่า นักศึกษามหาวิทยาลัย 185 คน ได้รับการจัดกระทำแรงจูงใจในการขยายตัวตน (สูง ต่ำ หรือควบคุม) ก่อนมองจากมุมของผู้อื่น (หรือควบคุม) ผลพบว่า แรงจูงใจในการขยายตัวตนไม่เป็นตัวแปรกำกับเช่นเดียวกับผลจากการศึกษา 1.1 ผู้มีแรงจูงใจในการขยายตัวตนสูงมีคะแนนเจตคติรังเกียจชาวพม่าแบบเด่นชัดต่ำกว่าและมีความเต็มใจในการสร้างความสัมพันธ์กับชาวพม่าสูงกว่ากลุ่มที่มีแรงจูงใจในการขยายตัวตนต่ำ และพบว่าผู้มองจากมุมของผู้อื่นมีคะแนนเจตคติรังเกียจชาวพม่าทั้งแบบเด่นชัดและแบบแอบแฝง (วัดด้วย Implicit Association Test) ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม การศึกษาที่ 2 มุ่งทดสอบซ้ำสมมติฐานการเป็นตัวแปรกำกับของแรงจูงใจในการขยายตัวตนต่ออิทธิพลของการมองจากมุมของผู้อื่นในบริบทการรังเกียจกลุ่มชาวพม่า และทดสอบสมมติฐานการเป็นตัวแปรส่งผ่านของการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของผู้อื่น การรวมตนเข้ากับผู้อื่น และการรวมผู้อื่นเข้ากับตน นักศึกษามหาวิทยาลัย 320 คน ได้รับการจัดกระทำแรงจูงใจในการขยายตัวตน (สูงหรือควบคุม) และการมองจากมุมของผู้อื่น (หรือควบคุม) ก่อนตอบมาตรวัดตัวแปรส่งผ่านและตัวแปรตาม จากการวิเคราะห์เส้นทางพบว่า แรงจูงใจในการขยายตัวตนไม่มีอิทธิพลกำกับการมองจากมุมของผู้อื่นในการลดเจตคติรังเกียจกลุ่ม แต่มีอิทธิพลกำกับในการลดความเต็มใจในการสร้างความสัมพันธ์กับชาวพม่าโดยมีการรวมผู้อื่นเข้ากับตนเป็นตัวแปรส่งผ่านอิทธิพลบางส่วน โดยสรุป การวิจัยนี้พบว่าวิธีมองจากมุมของผู้อื่นสามารถลดอคติลำเอียงระหว่างกลุ่มในตัวอย่างชาวไทยได้ แต่ความแน่นอนของผลนี้อาจขึ้นอยู่กับบริบท การวิจัยนี้ยังพบเป็นครั้งแรกว่า การเพิ่มแรงจูงใจในการขยายตัวตนเพียงอย่างเดียวสามารถลดอคติรังเกียจกลุ่มได้โดยตรง ผลการวิจัยนี้สามารถอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างแนวคิดการขยายตัวตนและทฤษฎีการนิยามตัวตนข้ามวัฒนธรรมในบริบทของอคติลำเอียงระหว่างกลุ่ม และสามารถชี้นำการสร้างการแทรกแซงเพื่อลดความรังเกียจกลุ่มในชาวไทยได้ต่อไป


ผลของการรับรู้ความสะอาดเชิงอุปลักษณ์ต่อภาพลักษณ์ทางศีลธรรมของตนเองและพฤติกรรมเพื่อสังคมในสังคมไทย, ชญานิษฐ์ ตระกูลพิพัฒน์ Jan 2024

ผลของการรับรู้ความสะอาดเชิงอุปลักษณ์ต่อภาพลักษณ์ทางศีลธรรมของตนเองและพฤติกรรมเพื่อสังคมในสังคมไทย, ชญานิษฐ์ ตระกูลพิพัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของความรู้สึกสะอาดที่มีต่อการตัดสินใจทางด้านศีลธรรมในกลุ่มตัวอย่างชาวไทย โดยมีทั้งหมด 2 การศึกษา การศึกษาที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้โดยนัยของความเชื่อมโยงระหว่างความสะอาดและความดีมีศีลธรรม ผู้เข้าร่วมงานวิจัยจำนวน 306 คน อายุระหว่าง 18–30 ปี เข้าร่วมการทดลองออนไลน์ โดยถูกสุ่มให้เข้ากลุ่มทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดความรู้สึกสะอาดผ่านการชมคลิปวิดีโอล้างมือ และกลุ่มควบคุมที่ชมคลิปวิดีโอทำอาหาร จากนั้นทำแบบทดสอบการเชื่อมโยงโดยนัย (Implicit Association Test: IAT) โดยการจับคู่คำศัพท์ศีลธรรมและอศีลธรรมกับรูปสะอาดหรือสกปรก ผลการทดลอง พบว่า ผู้เข้าร่วมงานวิจัยมีการจับคู่คำศัพท์ศีลธรรมกับรูปสะอาด และคำศัพท์อศีลธรรมกับรูปสกปรกได้อย่างชัดเจน และเมื่อเหนี่ยวนำด้วยความรู้สึกสะอาด พบว่า เวลาในการตอบสนองต่อการจับคู่คำศัพท์ศีลธรรมกับรูปสะอาดเร็วกว่าการจับคู่คำศัพท์อศีลธรรมกับรูปสกปรก ซึ่งสนับสนุนแนวความคิดความเชื่อมโยงโดยนัยของความสะอาดกับความดีมีศีลธรรมในสังคมไทย การศึกษาที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของความรู้สึกสะอาดเชิงอุปลักษณ์ต่อการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ทางศีลธรรมของตนเองและการตัดสินใจทางด้านศีลธรรม ผู้เข้าร่วมการทดลอง จำนวน 191 คน ถูกสุ่มเข้าเงื่อนไขอย่างอิสระแบ่งเป็นกลุ่มล้างมือรับเงื่อนไขพูดโกหก (n = 47) กลุ่มล้างมือรับเงื่อนไขพูดความจริง (n = 48) กลุ่มลองปากการับเงื่อนไขพูกโกหก (n = 48) และกลุ่มลองปากการับเงื่อนไขพูดความจริง (n = 48) ผู้เข้าร่วมการทดลองทำแบบประเมินภาพลักษณ์ทางศีลธรรมของตนเอง 3 ครั้ง ก่อนการทดลอง 24 ชั่วโมง หลังอ่านบทความ(พูดโกหกหรือพูดความจริง) และหลังชำระล้าง (ล้างมือหรือใช้ปากกา) หลังจากนั้นทำแบบทดสอบพฤติกรรมเพื่อสังคมโดยการบริจาคเงิน ผลการทดลอง พบว่า ความรู้สึกสะอาดมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ทางศีลธรรมของตนเองในกลุ่มล้างมือที่รับเงื่อนไขพูดโกหก แต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มล้างมือที่รับเงื่อนไขพูดความจริง และกลุ่มลองปากกา เมื่อดูพฤติกรรมเพื่อสังคม พบว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองกลุ่มล้างมือที่รับเงื่อนไขพูดโกหกมีการบริจาคเงินที่น้อยกว่าผู้เข้าร่วมการทดลองกลุ่มลองปากกาที่รับเงื่อนไขเดียวกัน ซึ่งแสดงถึงความรู้สึกสะอาดสามารถลดทอนความรู้สึกผิดได้ แต่ไม่พบความแตกต่างของยอดการบริจาคเงินในกลุ่มรับเงื่อนไขพูดความจริง ทั้งในกลุ่มล้างมือและลองปากกา


การศึกษาความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุในบ้านพักคนชรา: การวิจัยแบบสร้างทฤษฎีจากข้อมูล, ภาดล สุขสถิตย์ Jan 2024

การศึกษาความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุในบ้านพักคนชรา: การวิจัยแบบสร้างทฤษฎีจากข้อมูล, ภาดล สุขสถิตย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาถึงกระบวนการสร้างมโนทัศน์ การรับรู้ และการตอบสนองของผู้สูงอายุที่มีต่อประสบการณ์ความโดดเดี่ยวที่อาศัยอยู่ในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบทฤษฎีฐานรากตามแนวคิดสรรคนิยม (constructivist grounded theory) ผ่านการเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์จากผู้สูงอายุจำนวน 22 คน เพศชายจำนวน 9 คน เพศหญิง 13 คนจาก ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุฯ จำนวน 5 แห่งในจังหวัดระยองและจังหวัดจันทบุรี เมื่อนำข้อมูลการสัมภาษณ์มาทำการลงรหัสและวิเคราะห์พบว่ามีข้อค้นพบที่อธิบายกระบวนการในการรับรู้ สร้างมโนทัศน์และตอบสนองต่อความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุ จำนวน 5 ประเด็น ได้แก่ 1) ปัจจัยด้านบุคคล 2) ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ 3) ประสบการณ์ที่เกิดขึ้น 4) ความโดดเดี่ยว 5) การตอบสนองต่อความโดดเดี่ยว โดยพบว่าปัจจัยด้านบุคคลที่เป็นปัจจัยที่อธิบายถึงลักษณะบุคลิกและภูมิหลังของผู้สูงอายุและปัจจัยด้านลักษณะการรับรู้ของผู้สูงอายุที่มีต่อศูนย์ดูแลผู้สูงอายุฯ นั้นมีอิทธิพลต่อการรับรู้ความเป็นไปหรือประสบการณ์ในขณะที่อาศัยอยู่ในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ รวมไปถึงการรับรู้ประสบการณ์ความโดดเดี่ยวและรูปแบบที่ผู้สูงอายุแต่ละคนตอบสนองต่อความโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้น ซึ่งในขณะเดียวกันการรับรู้ประสบการณ์ หรือความโดดเดี่ยวและการตอบสนองที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุก็ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านบุคลิกภาพของผู้สูงอายุได้เช่นกัน ซึ่งข้อค้นพบนี้ได้เน้นย้ำให้เห็นถึงอิทธิพลที่ส่งผลซึ่งกันและกันในกระบวนการรับรู้ประสบการณ์และความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุทั้งจากปัจจัยภายในผู้สูงอายุ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมและปัจจัยเชิงสังคม งานวิจัยฉบับนี้จึงได้เสนอให้มีการพัฒนาการดูแลผู้สูงอายุอย่างเป็นองค์รวมและสร้างความเข้าใจถึงพลวัตที่เกิดขึ้นกับการรับรู้ของผู้สูงอายุที่อาศัยภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุฯ ซึ่งจะเป็นรากฐานในการพัฒนาการบริการการดูแลระยะยาวต่อไป


Effect Of Video Game Playing On Character Strengths, Natdanai Iamwattanaseree Jan 2024

Effect Of Video Game Playing On Character Strengths, Natdanai Iamwattanaseree

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Character strengths have been widely studied in areas such as the workplace, education, and relationships. However, little research has explored the relationship between video games and character strengths, particularly from a causal perspective. This research aims to examine how playing action and adventure video games may influence character strengths, drawing on game and behavior change theories. The study includes two parts: a correlational study and a field experiment. The first study surveyed 597 participants using snowball sampling to explore the effects of different game genres on character strengths. Results showed that game genre significantly had a main effect on character …


Educational Application For Automated Analysis Of Movie's Narrative Structure Based On Editing Patterns Of Popular Thai Films, Nuttanai Lertpreechapakdee Jan 2024

Educational Application For Automated Analysis Of Movie's Narrative Structure Based On Editing Patterns Of Popular Thai Films, Nuttanai Lertpreechapakdee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigated the narrative structures of popular Thai films and introduced an innovative approach to film education through the development of ‘Movie’s Narrative Structure Analyzer’ (MOVSA) mobile application. Through the analysis of shot duration patterns using machine learning techniques, five distinct narrative structures were identified in popular Thai films from 2006 to 2022. These include the Classical Three-Act Structure, Reverse Classical Three-Act Structure, Classical Four-Act Structure, Reverse Classical Four-Act Structure, and Roller Coaster Structure, reflecting both universal narrative patterns and the unique storytelling styles of Thai cinema. To further explore the implications of these narrative structures, the study examined …


ความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร, พชร ศศะนาวิน Jan 2024

ความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร, พชร ศศะนาวิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณาภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุก และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร โดยสุ่มเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม 220 คน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 แบบสอบถาม ประกอบด้วย ข้อมูลปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยในงาน ปัจจัยองค์กร ข้อมูลความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงาน (ความเหนื่อยล้า) Occupational Fatigue Exhaustion Recovery Scale-15 แปลไทย ฉบับปรับปรุง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน วิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างสองตัวแปร และวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ พบอัตราตอบกลับร้อยละ 85.27 ความชุกความเหนื่อยล้าเรื้อรัง เฉียบพลัน และการฟื้นตัว ร้อยละ 48.2, 60.9 และ 53.2 ตามลำดับ เมื่อควบคุมตัวกวนแล้วพบว่าปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าเรื้อรังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ 1) ภาวะซึมเศร้า 2) สถานะสุขภาพปานกลาง 3) แนวโน้มที่จะลาออกเล็กน้อย และปานกลาง/ สูง 4) จำนวนผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอ และ 5) การดื่มแอลกอฮอล์ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าเฉียบพลัน ได้แก่ 1) ภาวะซึมเศร้า 2) สถานะสุขภาพปานกลาง 3) แนวโน้มที่จะลาออกเล็กน้อย และปานกลาง/ สูง 4) จำนวนผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอ 5) การทำงานเดิมซ้ำ ๆ ปานกลาง และบ่อยครั้ง 6) ประสบการณ์ในตำแหน่งมากกว่า 2 ถึง 10 ปี และ 7) นโยบายไม่ค่อยดี ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นตัวระหว่างกะ ได้แก่ 1) ภาวะซึมเศร้า 2) ภาวะนอนไม่หลับ 3) แนวโน้มที่จะลาออกปานกลาง/ สูง และ 4) การทำงานเดิมซ้ำ ๆ ปานกลาง ดังนั้น ปัจจัยด้านกายใจ องค์กร และลักษณะงานสัมพันธ์กับความเหนื่อยล้า การพัฒนานโยบายสนับสนุนการทำงาน …


The Effect Of Hybrid Cbt-Based And Peer Support Program On Depression Among Transgender Women, Patcharin Krongtham Jan 2024

The Effect Of Hybrid Cbt-Based And Peer Support Program On Depression Among Transgender Women, Patcharin Krongtham

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study was a randomized controlled trial with repeated measures, aimed at evaluating the effect of hybrid CBT-based and peer support program on depression among transgender women. A total of 112 eligible participants were randomly assigned to either the experimental or control group, with 56 participants in each group. The experimental group received the hybrid CBT-based and peer support program developed based on Padesky and Mooney’s cognitive-behavioral therapy model (1990) and Dennis’s concept of peer support (2003). The program consisted of eight group sessions each lasting 60–90 minutes, delivered through both face-to-face meetings and the LINE application, conducted twice a …


ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่, พรทิพย์ ทองเปลว Jan 2024

ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่, พรทิพย์ ทองเปลว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอำนาจการทำนายระหว่างโรคร่วม การสนับสนุนทางสังคม ภาวะเปราะบาง ภาวะซึมเศร้า ความสามารถในการดูแลตนเอง และ การรับรู้ภาวะสุขภาพ กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ ทั้งเพศชายและหญิง อายุ 60 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย, โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลศิริราช จำนวน 108 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล 2) แบบประเมินโรคร่วม 3) แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม 4) แบบประเมินภาวะเปราะบาง 5) แบบประเมินภาวะซึมเศร้า 6) แบบวัดความสามารถในการดูแลตนเอง 7) แบบประเมินการรับรู้ภาวะสุขภาพ และ 8) แบบประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจ เอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ เครื่องมือมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาในชุดที่ 2-8 เท่ากับ 1.00, 0.93, 1.00, 0.93, 0.98, 0.93 และ 0.89 ตามลำดับ และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.71, 0.85, 0.87, 0.81, 0.97, 0.86 และ 0.94 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า โรคร่วมมีสัมประสิทธิ์การทำนายสูงสุด (β = -.336, p = < .01) รองลงมาคือ ความสามารถในการดูแลตนเอง (β = .324, p < .01) ภาวะซึมเศร้า (β = -.269, p < .01) และภาวะเปราะบาง (β = -.241, p < .01) ตามลำดับ โดยตัวแปรทั้ง 4 ตัวแปร สามารถร่วมทำนายความแปรปรวนของคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ได้ ร้อยละ 78.90 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (Adjusted R2 = .789, p < .01) จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบควรให้ความสำคัญกับการประเมินโรคร่วม การส่งเสริมความสามารถในการดูแลตนเอง การลดภาวะซึมเศร้าและภาวะเปราะบาง เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุให้ดีขึ้น


ปัจจัยทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังรักษาด้วยการฉายรังสี, จตุพร เลิศอนันต์สิทธิ์ Jan 2024

ปัจจัยทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังรักษาด้วยการฉายรังสี, จตุพร เลิศอนันต์สิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะการทำหน้าที่ และปัจจัยที่สามารถทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังรักษาด้วยการฉายรังสี กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 121 ราย ซึ่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี โรงพยาบาลศูนย์สุรินทร์ และโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางคลินิก แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม แบบประเมินประสบการณ์การมีอาการไม่พึงประสงค์ แบบสอบถามวิธีจัดการกับอาการ และแบบประเมินภาวะการทำหน้าที่ของผู้ที่เป็นโรคมะเร็ง ซึ่งแบบสอบถามทั้งหมดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และตรวจสอบความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.88 0.96 0.88 0.89 และ 0.94 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบนำตัวแปรทำนายทุกตัวเข้าสมการพร้อมกันในครั้งเดียว (Enter Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังได้รับการฉายรังสีมีระดับภาวะการทำหน้าที่อยู่ในระดับต่ำ โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 74.62 (S.D. = 17.97) จากการวิเคราะห์ค่าความสัมพันธ์โดยสถิติสัมประสิทธิ์ของเพียร์สัน (Pearson’s correlation) พบว่า ประสบการณ์อาการไม่พึงประสงค์มีความสัมพันธ์ทางลบกับภาวะการทำหน้าที่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = –.406, p


ประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ, หนึ่งฤทัย ปิ่นตบแต่ง Jan 2024

ประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ, หนึ่งฤทัย ปิ่นตบแต่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาการตีความตามแนวคิดของไฮเดรกเกอร์ มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความหมายและประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 16 คน โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การบันทึกเทปและการนำข้อมูลมาถอดคำต่อคำ การสังเกต และการบันทึกภาคสนาม ร่วมกับวิเคราะห์เนื้อหาตามวิธีการของ van Manen (1990) ผลการศึกษาสามารถแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การให้ความหมายการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ และประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ โดยการให้ความหมายการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ พบ 2 ประเด็นย่อย คือ 1. การดูแลด้วยความรักความผูกพันในครอบครัว 2. ใส่ใจดูแลไม่ให้กลับไปเสพซ้ำส่วนประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ พบ 4 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1. ความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้เสพซ้ำ 2. ความรู้สึกและสิ่งที่เกิดขึ้นจากการดูแล 3. การปรับตัวของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ 4. การรับมือกับผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ ผลการศึกษาครั้งนี้ทำให้เข้าใจความหมายและประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ เป็นแนวทางสำหรับพยาบาลและสหวิชาชีพนำไปพัฒนาระบบการดูแลทั้งผู้ติดสุราที่เสพซ้ำและผู้ดูในครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ


ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังต้านการเสพยาบ้าแบบครอบครัวมีส่วนร่วมและโมบายแอปพลิเคชัน ต่อการเสพยาบ้าของวัยรุ่นเสพติดยาบ้าที่ได้รับการบำบัดแบบผู้ป่วยนอก, สุภาวดี เชื้อมีแรง Jan 2024

ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังต้านการเสพยาบ้าแบบครอบครัวมีส่วนร่วมและโมบายแอปพลิเคชัน ต่อการเสพยาบ้าของวัยรุ่นเสพติดยาบ้าที่ได้รับการบำบัดแบบผู้ป่วยนอก, สุภาวดี เชื้อมีแรง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ 1) การเสพยาบ้าของวัยรุ่นเสพติดยาบ้าที่ได้รับบำบัดแบบผู้ป่วยนอกซึ่งได้รับผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังต้านการเสพยาบ้าแบบครอบครัวมีส่วนร่วมและโมบายแอปพลิเคชัน ในระยะก่อนการทดลอง และหลังการทดลอง และ 2) การเสพยาบ้าของวัยรุ่นที่เสพติดยาบ้าที่ได้รับการบำบัดแบบผู้ป่วยนอกระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างพลังต้านการเสพยาบ้าแบบครอบครัวมีส่วนร่วมและ โมบายแอปพลิเคชัน กับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติในระยะหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือวัยรุ่นชายและหญิงอายุ 18–24 ปี ที่เข้ารับการบำบัดแบบผู้ป่วยนอกในคลินิกบำบัดยาเสพติด สถาบันแห่งหนึ่ง จำนวน 50 คน และพ่อ/แม่ของวัยรุ่นครอบครัวละ 1 คน ได้รับการจับคู่ตามระดับความรุนแรงของการเสพติดและเพศ แล้วสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 25 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ รวม 8 กิจกรรม ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินพลังต้านการเสพยาบ้า และแบบประเมินพฤติกรรมการเสพยาบ้า Time Line Follow-Back (TLFB) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ Dependent t-test และ Independent t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 สรุปผลวิจัยได้ดังนี้ 1. คะแนนเฉลี่ยการเสพยาบ้าของกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมฯ ใน 4 สัปดาห์หลังการทดลอง น้อยกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t= 1.90, p


ผลของโปรแกรมการกำกับอารมณ์และการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภท, รัชนา วันนา Jan 2024

ผลของโปรแกรมการกำกับอารมณ์และการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภท, รัชนา วันนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ เปรียบเทียบพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภท ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการกำกับอารมณ์และการมีส่วนร่วมของครอบครัว และเปรียบเทียบพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภท ระหว่างที่ได้รับโปรแกรมการกำกับอารมณ์และการมีส่วนร่วมของครอบครัว และกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากจิตแพทย์ว่าเป็นโรคจิตเภท ตามเกณฑ์การวินิจฉัยโรค ICD-10 แผนกผู้ป่วยในของโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จำนวน 42 คน กลุ่มตัวอย่างได้รับการจับคู่ตามลักษณะ เพศ อายุ และสุ่มเข้ากลุ่มทดลอง กลุ่มควบคุม กลุ่มละ 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ โปรแกรมการกำกับอารมณ์และการมีส่วนร่วมของครอบครัว แบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าว และแบบประเมินการกำกับอารมณ์ โดยมีดัชนีความตรงเท่ากับ 1 ส่วนความเที่ยงโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบราค แบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวและแบบประเมินการกำกับอารมณ์ เท่ากับ .81และ .82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้ 1) คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยโรคจิตเภทหลังได้รับโปรแกรมการกำกับอารมณ์และการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการกำกับอารมณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 2) คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยโรคจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการกำกับอารมณ์และการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05


ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านด้วยยางยืดร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคม ต่อองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่า และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาของผู้สูงอายุหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า, สลิลทิพย์ ดีดพิณ Jan 2024

ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านด้วยยางยืดร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคม ต่อองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่า และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาของผู้สูงอายุหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า, สลิลทิพย์ ดีดพิณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองแบบวัดผลซ้ำ (วันที่ 5 และสัปดาห์ที่ 6 หลังผ่าตัด) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านด้วยยางยืดร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคม ต่อองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่าและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาในผู้สูงอายุหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม กลุ่มตัวอย่าง 48 ราย (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลตำรวจ ระหว่างเดือนสิงหาคม–ธันวาคม 2567 แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองเท่ากัน 24 ราย จับคู่ด้วยอายุและลักษณะพื้นฐาน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ส่วนกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น เครื่องมือทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านด้วยยางยืดร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคม ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ เครื่องมือวัดองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่า และแบบประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา มีความเที่ยงด้วยวิธีวัดความเท่าเทียมกัน เท่ากับ 1 และ 0.92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย และการทดสอบที กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. กลุ่มทดลองมีองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่าและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาเฉลี่ย ในสัปดาห์ที่ 6 สูงกว่า วันที่ 5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) 2. กลุ่มทดลองมีองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่าและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาเฉลี่ย สูงกว่ากลุ่มควบคุมในวันที่ 5 และสัปดาห์ที่ 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการผ่าตัดของผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมอง, บุญสิตา ทิงาเครือ Jan 2024

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการผ่าตัดของผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมอง, บุญสิตา ทิงาเครือ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอาการไม่พึงประสงค์และปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการผ่าตัดของผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมอง ได้แก่ เพศ อายุ ตำแหน่งของเนื้องอกสมอง ภาวะโรคร่วม กิจกรรมทางกาย ภาวะโภชนาการ ความเข้มแข็งทางใจ และแรงสนับสนุนทางสังคม กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมองที่ได้รับการผ่าตัดไม่เกิน 6 เดือน ทั้งเพศชายและหญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการรักษาแผนกผู้ป่วยนอก จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย โรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันประสาทวิทยา จำนวน 120 คน ที่ได้มาจากการคัดเลือกตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลการเจ็บป่วย แบบประเมินอาการไม่พึงประสงค์ แบบประเมินภาวะโรคร่วม แบบประเมินกิจกรรมทางกาย แบบประเมินภาวะโภชนาการ แบบประเมินความเข้มแข็งทางใจ แบบประเมินแรงสนับสนุนทางสังคม ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน หาค่าความเที่ยงของแบบประเมินดังกล่าว เท่ากับ .86 - .99 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และอีต้า ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยของความรุนแรงของอาการไม่พึงประสงค์โดยรวม เท่ากับ 2.54 (S.D. = 1.47) โดยอาการที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อาการปวดศีรษะ อาการนอนไม่หลับ และอาการเหนื่อยล้า ตามลำดับ และพบว่า ภาวะโรคร่วม ภาวะโภชนาการ ความเข้มแข็งทางใจ และกิจกรรมทางกาย มีความสัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .47, r = -.44, r = -.36 และ r = -.24 ตามลำดับ) ขณะที่ เพศ อายุ ตำแหน่งเนื้องอกสมอง และแรงสนับสนุนทางสังคม ไม่มีความสัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการผ่าตัดของผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมอง


ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่อภาระการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภท, พรปวีณ์ ยังปักษี Jan 2024

ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่อภาระการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภท, พรปวีณ์ ยังปักษี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่อภาระการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภท กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภทจำนวน 38 คน โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่ผู้วิจัยกำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 19 คน และกลุ่มควบคุม 19 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว 2) แบบสอบถามข้อมูล ส่วนบุคคล 3) แบบวัดภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท 4) แบบวัดความเข้มแข็งของครอบครัว เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจาก ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือชุดที่ 3 และ 4 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .81 และ .90 ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .73 และ .84 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทต่ำกว่าหลังเข้าร่วมโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญาต่อการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, อภิสรา กานต์นนทกร Jan 2024

ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญาต่อการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, อภิสรา กานต์นนทกร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญา และเพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญากับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทที่มารับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 40 ราย จับคู่กลุ่มตัวอย่างให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันด้วยอายุที่เริ่มเจ็บป่วยและการพักอาศัยกับผู้ใด สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญา 2) แบบประเมินการทำหน้าที่ทางสังคม เครื่องมือทุกชุดได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน วิเคราะห์ความเที่ยงของเครื่องมือโดยหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .77 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1) การทำหน้าที่ทางสังคมในผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญาดีกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) การทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


Narrative Economics As The Origins Of Momentum, Aung Khant Myat Jan 2024

Narrative Economics As The Origins Of Momentum, Aung Khant Myat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates the role of economic narratives in shaping momentum effects in U.S. equity markets from 1984 to 2017. Utilizing narrative attention measures developed by Bybee et al. (2024), we examine how narrative attention and narrative innovation influence both time-series and cross-sectional momentum returns, after adjusting for Fama-French factors. LARS is employed for variable selection, and rolling-window regressions are used to capture time-varying factor loadings. Through a combination of time-series and panel data analysis, we test hypotheses related to static, persistent, and asymmetric narrative effects, along with firm- and market-level moderators. While the results are mixed across subsamples and …


ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด, ศลิษา ไทรสังขณรงค์ Jan 2024

ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด, ศลิษา ไทรสังขณรงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงพรรณนาแบบความสัมพันธ์เชิงทำนาย (Predictive Correlational Research) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด และ ศึกษาอำนาจการทำนายของอายุ จำนวนครั้งที่ได้รับเคมีบำบัด แรงสนับสนุนทางสังคม อาการข้างเคียงจากการได้รับเคมีบำบัด และพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพที่มีต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด โดยคัดเลือกด้วยวิธีการแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 148 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบบสอบถามจำนวน 1 ชุด ประกอบด้วย 5 ส่วน ประกอบไปด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม 3) แบบสอบถามอาการข้างเคียงจากเคมีบำบัด 4) แบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และ 5) แบบสอบถามคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s alpha) แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามอาการข้างเคียงจากเคมีบำบัด และแบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ เท่ากับ .88, .80, .84 และผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity Index: CVI) เท่ากับ .90, 1.0, .90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดอยู่ในระดับปานกลาง ( = 63.45, S.D. = 14.94) พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ (β= .74, p < .001) แรงสนับสนุนทางสังคม (β=.42, p


Effect Of Data Visualization On Users' Running Performance On Treadmill, Thanaphon Amattayakul Jan 2024

Effect Of Data Visualization On Users' Running Performance On Treadmill, Thanaphon Amattayakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates the effect of real-time data visualization on user performance and experience during treadmill running. Traditional treadmill displays usually present information in plain text, which may limit user engagement and motivation. To address this, the study introduced redesigned displays using data visualization techniques aligned with human perception, such as line graphs and progress bars, to make performance feedback more meaningful and easier to understand. The experiment compared three display conditions: a traditional treadmill display and two improved designs. A within-subjects design was used with 18 participants. Performance metrics such as time to exhaustion, heart rate, distance covered, and …


A Customized Compartmental Epidemiological Model With Vaccination Groups For Covid-19 And Its Application To Pricing Pandemic Insurance Policies, Om Kanchanasakdichai Jan 2024

A Customized Compartmental Epidemiological Model With Vaccination Groups For Covid-19 And Its Application To Pricing Pandemic Insurance Policies, Om Kanchanasakdichai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study presents an agent-based modeling framework designed to evaluate epidemic-responsive insurance mechanisms under behavioral and supply-side constraints. The model does not rely on empirical calibration or external datasets; instead, it explores how stylized agent behavior and systemic pressures jointly influence insurance uptake, coverage efficiency, and policy outcomes. The simulation integrates a stochastic SEIR+ disease progression structure with individual-level decision making shaped by perceived risk salience, scarcity sensitivity, and delayed response behavior. A two stage evaluation process is implemented: first, a global sensitivity analysis identifies the key drivers of agent and system behavior; second, a strategic policy simulation compares the …


ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันบริการรถรับส่งสำหรับผู้สูงอายุ, เจนชินา กิตติวศิน Jan 2024

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันบริการรถรับส่งสำหรับผู้สูงอายุ, เจนชินา กิตติวศิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันบริการรถรับส่งสำหรับผู้สูงอายุ ในผู้ใช้เจเนอเรชันเอ็กซ์และวาย ที่มีผู้สูงอายุในครอบครัวและไม่เคยใช้แอปพลิเคชันประเภทนี้มาก่อน กรอบแนวคิดอิงตามทฤษฎี UTAUT2 และเพิ่มตัวแปรความกตัญญูในการศึกษา ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 263 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน พบว่า ตัวแปรต้นทั้ง 8 ตัว ได้แก่ ความคาดหวังด้านประสิทธิภาพ ความคาดหวังในความพยายามใช้งาน อิทธิพลทางสังคมสภาพแวดล้อมที่สนับสนุน ความคาดหวังในคุณค่าด้านราคา ความเคยชิน ความคาดหวังในความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย และความกตัญญู มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันบริการรถรับส่งสำหรับผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณในภาพรวม และเมื่อนำตัวแปรช่วงอายุเข้ามาร่วมพิจารณา พบว่า มี 4 ตัวแปร ที่สามารถทำนายความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันได้ ได้แก่ ความคาดหวังด้านประสิทธิภาพ อิทธิพลทางสังคม สภาพแวดล้อมที่สนับสนุน และความคาดหวังในความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย ขณะที่เมื่อนำตัวแปรอัตลักษณ์ทางเพศเข้ามาร่วมพิจารณา พบว่า มี 5 ตัวแปร ที่สามารถทำนายความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันได้ ได้แก่ ความคาดหวังด้านประสิทธิภาพ อิทธิพลทางสังคม ความคาดหวังในความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย ความกตัญญู และอัตลักษณ์ทางเพศ ผลการศึกษานี้ให้แนวทางในการพัฒนาแอปพลิเคชันบริการรถรับส่งสำหรับผู้สูงอายุและกลยุทธ์การสื่อสารที่สอดคล้องกับบริบทวัฒนธรรมไทย


ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อคอนโดมิเนียมจากการชมวิดีโอความเป็นจริงเสมือน, คุณานนท์ น้อยจันทร์ Jan 2024

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อคอนโดมิเนียมจากการชมวิดีโอความเป็นจริงเสมือน, คุณานนท์ น้อยจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ได้ศึกษาถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อคอนโดมิเนียมจากการชมวิดีโอความเป็นจริงเสมือน โดยพิจารณาความสัมพันธ์ของปัจจัยการกระตุ้นด้วยเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน กับ คุณค่าเชิงสุนทรียรส คุณค่าเชิงอรรถประโยชน์ และความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างประชากรไทยอายุ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งสามารถครอบครองอสังหาริมทรัพย์ได้ และไม่เคยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในการเลือกซื้อคอนโดมิเนียมมาก่อน ในกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ เจเนอเรชันเอ็กซ์ เจเนอเรชันวาย และเจเนอเรชันแซด จากหน่วยตัวอย่างจำนวน 541 คน ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้ Spearman Rank Correlation ในการทดสอบความสัมพันธ์ของปัจจัยแต่ละกลุ่ม และ Kruskal-Wallis ในการเปรียบเทียบความตั้งใจซื้อระหว่างกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่ามีค่าความสัมพันธ์เชิงบวกสูงที่สุดสำหรับในกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ได้แก่ปัจจัยการกระตุ้นด้วยเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมีความสัมพันธ์ชิงบวกต่อความเชื่อมั่น คุณค่าเชิงสุนทรียรส และคุณค่าเชิงอรรถประโยชน์ (r = 0.710, 0.668 และ 0.523 ตามลำดับ) ซึ่งปัจจัยความเชื่อมั่น และคุณค่าเชิงสุนทรียรส มีความสัมพันธ์บวกต่อความตั้งใจซื้อคอนโดมิเนียม (r = 0.614 และ 0.421 ตามลำดับ) แต่ปัจจัยคุณค่าเชิงอรรถประโยชน์มีความสัมพันธ์ชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อคอนโดมิเนียมมากที่สุดในกลุ่มเจเนอเรชันวาย (r = 0.441) สูงที่สุด ส่วนความตั้งใจซื้อคอนโดมิเนียมโดยเฉลี่ยพบว่ามีความแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ 0.01


The Association Between Academic Stress, Parental Academic Pressure And Depression In Adolescents, Ngoc Anh Truong Jan 2024

The Association Between Academic Stress, Parental Academic Pressure And Depression In Adolescents, Ngoc Anh Truong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This cross-sectional study investigates the relationships among parental academic pressure, academic stress, and depression in adolescents. Specifically, examining the mediating role of academic stress and analyzes the potential moderating effects of contextual factors, including peer pressure, teacher support, and stressful life events. Besides, investigating the prevalence of depression in Vietnamese adolescents. A total of 624 students aged 11 to 18 participated in the study, with 42.15% male. The participants were drawn from a secondary school and a high school in Ho Chi Minh City. Data were gathered using a questionnaire that included 6 scales to measure: depression, parental academic pressure, …


The Influence Of Echo Chamber On Thailand's 2023 Election, Isariyaporn Sukcharoenchaikul Jan 2024

The Influence Of Echo Chamber On Thailand's 2023 Election, Isariyaporn Sukcharoenchaikul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research develops visual methods to explore the echo chamber effect, employing analytical approaches to investigate its dynamics through a case study on the 2023 General Election in Thailand. The study utilizes visualization techniques such as node-link diagrams, t-SNE projections, and heatmaps to analyze homophilic relationships, clustering tendencies, and polarization within online communities. To minimize inaccuracies and biases, network graphs are constructed based on contextual analysis of user-generated content, rather than relying on predefined relationship definitions (e.g., friendships, followers, retweets) or users' interpretations. The research uses the Echo Chamber Score (ECS) alongside visualizations to explore echo chambers, reveal significant variations …


การสำรวจสุขภาวะในงานของคนทำงานในประเทศไทย: การพัฒนาเครื่องมือประเมินและการศึกษาตัดขวาง, วัชรากร ชูทอง Jan 2024

การสำรวจสุขภาวะในงานของคนทำงานในประเทศไทย: การพัฒนาเครื่องมือประเมินและการศึกษาตัดขวาง, วัชรากร ชูทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สุขภาวะในงานเป็นกรอบแนวคิดที่พัฒนาขึ้นเพื่อดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของพนักงานอันเนื่องมาจากปัญหาสุขภาพในกลุ่มคนวัยทำงานในปัจจุบันที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจระดับสุขภาวะในงานและเพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องในกลุ่มพนักงานธุรกิจโทรคมนาคมแห่งหนึ่งในประเทศไทย งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวาง โดยดำเนินการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามที่พัฒนาขึ้นใหม่ในกลุ่มพนักงานธุรกิจโทรคมนาคมแห่งหนึ่งในประเทศไทยจำนวน 655 คน ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2567 จากผลการศึกษาพบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนรวมแบบสอบถามทั้งฉบับและคะแนนรายมิติมีค่าเกินค่ากลางของแบบสอบถาม และเมื่อวิเคราะห์ขนาดของความสัมพันธ์ด้วยสถิติ Multiple linear regression พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคะแนนรวมสุขภาวะในงานได้แก่ จำนวนชั่วโมงการทำงานมากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (Beta=5.76, p<0.05) และการนอนหลับมากกว่า 7 ชั่วโมง ต่อวัน (Beta=4.42, p<0.01) ) และเมื่อเปรียบ เทียบกับการวิเคราะห์ด้วยสถิติLogistic regression พบว่ากลุ่มพนักงานที่มีคะแนนรวมสุขภาวะในงานสูงมีความสัมพันธ์ทั้งปัจจัยส่วน บุคคล ได้แก่การมีบุตรตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป (OR=1.92, p<0.05) และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับงาน ได้แก่ จำนวนชั่วโมงการทำงานมากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์(OR=0.49, p<0.01) การศึกษานี้ทำให้ ทราบถึงปัจจัยที่สัมพันธ์กับคะแนนรวมสุขภาวะในงาน ส่งผลให้การวางแผนและออกแบบนโยบาย ตอบโจทย์การส่งเสริมให้พนักงานในองค์กรมีสุขภาวะในงานที่ดีได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งคณะ ผู้บริหาร และแผนกที่เกี่ยวข้องกับการดูแลพนักงานในบริษัท (เช่น แผนกทรัพยากรบุคคล เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย แพทย์และพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับงานอาชีวอนามัย) ในการให้คำแนะนำ และออกแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะในงานได้อย่างเหมาะสม


การศึกษาภาวะหมดไฟ พื้นที่ชีวิตการทำงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพนักงานในสถานประกอบการ ประเทศไทย, อินทุอร หงษ์ศิริ Jan 2024

การศึกษาภาวะหมดไฟ พื้นที่ชีวิตการทำงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพนักงานในสถานประกอบการ ประเทศไทย, อินทุอร หงษ์ศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลุ่มอาการหมดไฟในการทำงาน (Burn-out Syndrome) และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง (รวมถึงปัจจัยในพื้นที่การทำงาน) ในกลุ่มพนักงานของกลุ่มเอทานอลในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอ้อยในประเทศไทย ข้อมูลถูกเก็บรวบรวมผ่านแบบสอบถามออนไลน์ในเดือนกรกฎาคม 2567 จากพนักงานทั้ง 446 คนทั้งในสำนักงานในกรุงเทพมหานครและโรงงานในต่างจังหวัด โดยไม่มีการสุ่มตัวอย่าง (อัตราการตอบกลับคือ 88.7% หรือ n=390) แบบสอบถามประกอบด้วย ข้อมูลปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยด้านงาน ปัจจัยด้านพื้นที่ชีวิตการทำงาน และแบบประเมินภาวะหมดไฟในการทำงาน (MBI-GS) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ประกอบด้วย การวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างตัวแปรสองตัว และ การวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ ผลการศึกษาพบว่า พนักงานมีความชุกของภาวะหมดไฟในการทำงานร้อยละ 11.3 ปัจจัยที่พบว่ามีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ประกอบด้วย ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางลบ ได้แก่ ความสัมพันธ์ของครอบครัวระดับดีหรือดีมาก (OR = 0.37, 95%CI: 0.14 - 0.99) และการนอนหลับมากกว่าหรือเท่ากับ 7 ชั่วโมงต่อวัน (OR = 0.35, 95%CI: 0.15 - 0.82) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวก ได้แก่ มีโรคทางจิตเวช (OR = 8.24, 95%CI: 1.25 - 54.56) และจำนวนชั่วโมงในการทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน (OR = 4.35, 95%CI: 1.49 -12.67) นอกจากนี้ ความไม่สอดคล้องกันในหกด้านของพื้นที่ชีวิตการทำงานมีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการหมดไฟอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบด้วยด้านภาระงาน (OR = 3.23, 95% CI: 1.35 - 7.70) ด้านการควบคุม (OR = 8.01, 95% CI: 3.11 - 20.63) ด้านรางวัล (OR = 19.72, 95% CI: …


ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในนักเรียนแพทย์ทหาร, ศุภวิชญ์ แสงอุดม Jan 2024

ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในนักเรียนแพทย์ทหาร, ศุภวิชญ์ แสงอุดม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในนักเรียนแพทย์ทหารไทย โดยเป็นการวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวางที่เก็บข้อมูลจากนักเรียนแพทย์ทหารชั้นปีที่ 2 ถึง 6 จำนวน 406 คน ผ่านแบบสอบถาม Thai Mental Health Literacy Scale (TMHLS) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ผลการศึกษาพบว่าระดับคะแนนเฉลี่ยของความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตอยู่ในระดับปานกลาง (119.05 ± 11.07) โดยมีมิติการตระหนักรู้ปัญหาสุขภาพจิตในระดับสูง ขณะที่ความรู้เกี่ยวกับการขอความช่วยเหลือ การดูแลตนเอง การค้นหาข้อมูล และทัศนคติต่อการเข้ารับบริการสุขภาพจิตอยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ นักเรียนแพทย์ชั้นปีที่สูงกว่ามีคะแนนสูงกว่าชั้นปีที่ต่ำกว่า (p < 0.001) นักเรียนเพศหญิงมีคะแนนสูงกว่าเพศชาย (p < 0.001) นักเรียนที่อยู่กับเพื่อนมีคะแนนต่ำกว่าผู้ที่อยู่คนเดียว (p = 0.005) ผู้ที่เคยเรียนวิชาจิตเวชศาสตร์และอ่านหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพจิตมีคะแนนสูงกว่าผู้ที่ไม่เคยเรียนหรืออ่านหนังสือดังกล่าว (p < 0.001) นอกจากนี้ นักเรียนที่เคยมีเพื่อนหรือคนใกล้ชิดที่เจ็บป่วยทางจิตมีคะแนนสูงกว่าผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ดังกล่าว (p < 0.001) จากผลการศึกษานี้ ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรด้านสุขภาพจิตที่มีโครงสร้างชัดเจน เพื่อส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตในนักเรียนแพทย์ โดยควรเน้นการลดการตีตราพัฒนาทัศนคติที่ดีและสนับสนุนพฤติกรรมการรับรู้หรือขอความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม


ความชุกของภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลของนักดำน้ำที่ใช้เครื่องช่วยหายใจใต้น้ำ แบบนันทนาการ ชาวไทย ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฏร์ธานี, รัชดา แสงสานนท์ Jan 2024

ความชุกของภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลของนักดำน้ำที่ใช้เครื่องช่วยหายใจใต้น้ำ แบบนันทนาการ ชาวไทย ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฏร์ธานี, รัชดา แสงสานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษางานวิจัยแบบตัดขวาง เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลของนักดำน้ำชาวไทยและหาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง โดยเก็บข้อมูลนักดำน้ำแบบนันทนาการการชาวไทยที่ได้รับใบอนุญาติดำน้ำ จำนวน 126 คน อายุระหว่าง 18–60 ปี ที่เดินทางมาดำน้ำที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ ประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลประชากรทั่วไป ประวัติการดำน้ำ การประเมินสุขภาพ แบบประเมินภาวะซึมเศร้า 9 ข้อ (PHQ-9) และแบบประเมินภาวะวิตกกังวล 7 ข้อ (GAD-7) ใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกเพื่อหาความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลในระดับปานกลางถึงรุนแรง ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างจำนวน 126 ราย อายุเฉลี่ย 34.08 ปี ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มดำน้ำเฉลี่ย 4.87 ปี กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 18.3 มีภาวะซึมเศร้าระดับปานกลางถึงรุนแรง และร้อยละ 8.7 มีความวิตกกังวลในระดับเดียวกัน โดยโรคประจำตัวที่รายงานสูงที่สุดคือ การมีประวัติเคยติดเชื้อโควิด-19 โดยนักดำน้ำผู้ที่มีบันทึกการดำน้ำไม่เกิน 40 ไดฟ์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มีแนวโน้มมีภาวะซึมเศร้าปานกลางถึงรุนแรงมากกว่านักดำน้ำที่มีบันทึกการดำน้ำมากกว่า 40 ไดฟ์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา (OR = 4.56; 95% CI: 1.38–15.07; p = 0.013) นอกจากนี้ผู้ที่มีประวัติของโรคซึมเศร้าหรือเคยมีความคิดหรือพยายามฆ่าตัวตายมีแนวโน้มมีภาวะซึมเศร้าปานกลางถึงรุนแรงเช่นกัน (OR = 5.61; 95% CI: 1.18–26.63; p = 0.030) ในขณะที่นักดำน้ำที่มีประวัติโรคไบโพลาร์มีความสัมพันธ์กับระดับความวิตกกังวลในระดับปานกลางถึงรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ (OR = 9.80; 95% CI: 1.54–62.50; p = 0.016) การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่ามีนักดำน้ำชาวไทยที่มีอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลในระดับที่ต้องได้รับการประเมินเพิ่มเติมด้านคลินิกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มที่เคยมีประวัติการรักษาและการใช้ยารักษาอาการทางจิตเวช นักดำน้ำจึงควรได้รับการประเมินสุขภาพจิตโดยผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจทั้งด้านอาการทางจิตเวชและเวชศาสตร์การดำน้ำ เพื่อความปลอดภัยในการดำน้ำต่อไป


Three Essays On Digital Health: Online Communication, Health Information Seeking, Complementary Medicine Use Among Older Adults And Vulnerable Populations, Daria Turavinina Jan 2024

Three Essays On Digital Health: Online Communication, Health Information Seeking, Complementary Medicine Use Among Older Adults And Vulnerable Populations, Daria Turavinina

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Through three empirical essays, this work explored how information and communication technology (ICT) use shapes population health behaviors and outcomes, with a particular focus on older adults. The first essay critically investigated whether online communication can serve as a substitute for in-person social contact in mitigating loneliness among late middle-aged and older persons. The study finds that while excessive reliance on digital interaction correlated with higher loneliness in the general older adult population, it could potentially serve a protective function for those in poor health by reducing social isolation. The second essay investigated how online health information seeking behavior and …