Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (911)
- Medicine and Health Sciences (729)
- Education (403)
- Psychology (255)
- Arts and Humanities (250)
-
- Communication (233)
- Communication Technology and New Media (233)
- Mass Communication (233)
- Nursing (197)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (183)
- Sociology (148)
- Public Health (145)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (108)
- Business (105)
- Physical Sciences and Mathematics (92)
- Mental and Social Health (90)
- Other Mental and Social Health (88)
- Economics (84)
- Medical Sciences (84)
- Sports Sciences (78)
- Architecture (77)
- Engineering (66)
- Dentistry (65)
- Criminology (61)
- Social Justice (61)
- Fine Arts (53)
- English Language and Literature (50)
- Urban, Community and Regional Planning (48)
- Geriatric Nursing (46)
- Computer Sciences (45)
Articles 1171 - 1200 of 2655
Full-Text Articles in Entire DC Network
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความคิดว่าตนเองด้อยความสามารถของนักศึกษาระดับปริญญาตรี, เมธาวี สารกอง
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความคิดว่าตนเองด้อยความสามารถของนักศึกษาระดับปริญญาตรี, เมธาวี สารกอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับความคิดว่าตนเองด้อยความสามารถของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ได้แก่ เพศสภาพ การตั้งเป้าหมายเชิงสัมฤทธิ์แบบมุ่งเน้นความเชี่ยวชาญ การตั้งเป้าหมายเชิงสัมฤทธิ์แบบหลีกเลี่ยงความไม่เชี่ยวชาญ การตั้งเป้าหมายเชิงสัมฤทธิ์แบบมุ่งเน้นการแสดงความสามารถ การตั้งเป้าหมายเชิงสัมฤทธิ์แบบหลีกเลี่ยงการแสดงความด้อยความสามารถ การอบรมเลี้ยงดูของบิดามารดาแบบห่วงใย การอบรมเลี้ยงดูของบิดามารดาแบบปกป้องมากเกินไป การรับรู้คุณค่าในตนเอง การรับรู้ความสามารถของตนเอง และลักษณะบุคลิกภาพแบบต้องการความสมบูรณ์แบบ โดยมีสมมติฐานการวิจัยว่าปัจจัยที่สัมพันธ์ทั้งหมดดังกล่าวสามารถร่วมกันทำนายความคิดว่าตนเองด้อยความสามารถของนักศึกษาระดับปริญญาตรีได้ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐ 5 อันดับแรกของประเทศไทย ทุกชั้นปี อายุตั้งแต่ 18-25 ปี ที่สามารถอ่านทำความเข้าใจภาษาไทยได้ จำนวน 309 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา โดยใช้ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณแบบนำตัวแปรเข้าทุกตัวแปร ผลการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณพบว่าตัวแปรทำนายทั้งหมดสามารถร่วมกันทำนายความคิดว่าตนเองด้อยความสามารถของนักศึกษาระดับปริญญาตรีได้ร้อยละ 41.60 โดยคะแนนลักษณะบุคลิกภาพแบบต้องการความสมบูรณ์แบบสามารถทำนายได้มากที่สุด (β = .493, p < .01) รองลงมาคือ การรับรู้คุณค่าในตนเอง (β = -.195, p < .01) และการรับรู้ความสามารถของตนเอง (β = -.161, p < .01) ตามลำดับ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า แม้นักศึกษาที่นับว่าเรียนเก่งจนสามารถผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำของรัฐ ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดความคิดว่าตนเองด้อยความสามารถได้มาก เนื่องจากมีลักษณะบุคลิกภาพแบบต้องการความสมบูรณ์แบบสูง มีการรับรู้คุณค่าในตนเองต่ำ และมีการรับรู้ความสามารถของตนเองต่ำ
ความสัมพันธ์ของการกำหนดตนเอง การคลั่งไคล้ศิลปิน และ การฟื้นคืนพลัง ในผู้ใหญ่วัยเริ่มที่เข้าร่วมกลุ่มชื่นชอบศิลปิน, จุฑามาศ มงคลอำนาจ
ความสัมพันธ์ของการกำหนดตนเอง การคลั่งไคล้ศิลปิน และ การฟื้นคืนพลัง ในผู้ใหญ่วัยเริ่มที่เข้าร่วมกลุ่มชื่นชอบศิลปิน, จุฑามาศ มงคลอำนาจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความสัมพันธ์ของการกำหนดตนเอง (Self-determination) โดยประกอบด้วย 3 ด้าน คือ ความต้องการความสามารถ (Competence) ความต้องการมีอิสระ (Autonomy) และความต้องการความสัมพันธ์ในสังคม (Relatedness) รวมถึงการคลั่งไคล้ศิลปิน (Celebrity worship) ที่อาจร่วมกันอธิบายการฟื้นคืนพลัง (Resilience) ในกลุ่มผู้ชื่นชอบศิลปินวัยผู้ใหญ่วัยเริ่ม อายุ 18-29 ปี จำนวน 134 คน จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า การกำหนดตนเองด้านความต้องการ 3 ด้าน (ความสามารถ การมีอิสระ และความสัมพันธ์ในสังคม) และการคลั่งไคล้ศิลปิน ร่วมกันอธิบายการฟื้นคืนพลัง (Resilience) ได้ร้อยละ 20.1 โดยการกำหนดตนเองด้านความต้องการความสามารถอธิบายการฟื้นคืนพลังได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น ในการส่งเสริมการฟื้นคืนพลังในผู้ใหญ่วัยเริ่ม อาจเน้นเสริมทักษะความสามารถที่จำเป็นต่อการทำตามเป้าหมายของบุคคล กระบวนการพัฒนาทักษะอาจช่วยเพิ่มความสามารถในการฟื้นคืนพลังข้ามผ่านอุปสรรคไปสู่เป้าหมายได้ แม้ว่าความต้องการความสัมพันธ์และด้านความต้องการมีอิสระรวมถึงการคลั่งไคล้ศิลปินจะไม่สามารถอธิบายการฟื้นคืนพลังได้ แต่หากส่งเสริมทางด้านความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น การมีอิสระในทางเลือกของตนเพิ่มขึ้น และสนับสนุนการติดตามศิลปินอย่างเหมาะสม เพื่อเป็นกำลังใจในการข้ามผ่านอุปสรรคร่วมด้วย ก็อาจจะช่วยส่งเสริมการฟื้นคืนพลังของผู้ใหญ่วัยเริ่มที่ชื่นชอบศิลปินได้
ความสัมพันธ์ระหว่างการล้อเลียนจากพ่อแม่และการไม่พึงพอใจในรูปลักษณ์ของวัยรุ่นตอนต้น : อิทธิพลกำกับของความอบอุ่นทางอารมณ์จากพ่อแม่, ฐิติรัตน์ ลีละวินิจกุล
ความสัมพันธ์ระหว่างการล้อเลียนจากพ่อแม่และการไม่พึงพอใจในรูปลักษณ์ของวัยรุ่นตอนต้น : อิทธิพลกำกับของความอบอุ่นทางอารมณ์จากพ่อแม่, ฐิติรัตน์ ลีละวินิจกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการล้อเลียนจากพ่อแม่และการไม่พึงพอใจในรูปลักษณ์ของวัยรุ่นชายและหญิงตอนต้น รวมไปถึงศึกษาอิทธิพลกำกับของความอบอุ่นทางอารมณ์จากพ่อแม่ที่มีต่อความสัมพันธ์ ผู้เข้าร่วมการวิจัยคือวัยรุ่นชายและหญิงตอนต้น อายุ 12-15 ปี จำนวนทั้งสิ้น 273 คน แบ่งเป็นวัยรุ่นชายจำนวน 125 คน และวัยรุ่นหญิงจำนวน 148 คน ผู้วิจัยได้พัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) มาตรวัดการรับรู้การล้อเลียน 3) มาตรวัดการไม่พึงพอใจในรูปลักษณ์ และ 4) มาตรวัดความอบอุ่นทางอารมณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์อิทธิพลกำกับ ผลการวิจัยพบว่า 1) ในวัยรุ่นชายตอนต้น ทั้งการล้อเลียนจากพ่อและการล้อเลียนจากแม่ไม่มีความสัมพันธ์กับการไม่พึงพอใจในรูปลักษณ์ นอกจากนี้ยังไม่พบอิทธิพลกำกับของความอบอุ่นทางอารมณ์จากพ่อแม่ในความสัมพันธ์ทั้งระหว่างการล้อเลียนจากพ่อและการล้อเลียนจากแม่กับการไม่พึงพอใจในรูปลักษณ์ 2) ในขณะที่ในวัยรุ่นหญิงตอนต้น พบความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างการล้อเลียนจากพ่อกับการไม่พึงพอใจในรูปลักษณ์ แต่ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างการล้อเลียนจากแม่และการไม่พึงพอใจในรูปลักษณ์ และไม่พบอิทธิพลกำกับของความอบอุ่นทางอารมณ์จากพ่อแม่ในความสัมพันธ์ทั้งระหว่างการล้อเลียนจากพ่อและการล้อเลียนจากแม่กับการไม่พึงพอใจในรูปลักษณ์ จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการล้อเลียนจากพ่อแม่เป็นสิ่งที่สามารถพบได้ในครอบครัวไทย โดยการลดการล้อเลียนจากพ่อในวัยรุ่นหญิงตอนต้นอาจจะเป็นรูปแบบการสื่อสารที่ช่วยลดการไม่พึงพอใจในรูปลักษณ์ของวัยรุ่นหญิงตอนต้นให้น้อยลงได้
ความสัมพันธ์ระหว่างข้อเรียกร้องในงาน ทรัพยากรในงาน ความเหนื่อยล้าจากการประชุมออนไลน์ผ่านจอภาพ ภาวะหมดไฟในการทำงาน และการมีส่วนร่วมในงานของพนักงานนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด 19, รสริน บวรวิริยพันธุ์
ความสัมพันธ์ระหว่างข้อเรียกร้องในงาน ทรัพยากรในงาน ความเหนื่อยล้าจากการประชุมออนไลน์ผ่านจอภาพ ภาวะหมดไฟในการทำงาน และการมีส่วนร่วมในงานของพนักงานนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด 19, รสริน บวรวิริยพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างข้อเรียกร้องในงาน ทรัพยากรในงาน ความเหนื่อยล้าจากการประชุมออนไลน์ผ่านจอภาพ ภาวะหมดไฟ และการมีส่วนร่วมในงานของพนักงานนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด 19 กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานในองค์กรที่มีการทำงานจากที่บ้านอย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ และมีการประชุมวิดีโอในทุกสัปดาห์ นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของสถานการณ์โควิด 19 จำนวน 220 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ มาตรวัดข้อเรียกร้องในงาน มาตรวัดทรัพยากรในงาน มาตรวัดความเหนื่อยล้าจากการประชุมออนไลน์ผ่านจอภาพ มาตรวัดภาวะหมดไฟ และมาตรวัดการมีส่วนร่วมในงาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการสร้างสมการโครงสร้างโดยใช้โปรแกรมลิสเรล ผลการวิจัยพบว่า 1. ข้อเรียกร้องในงานไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อภาวะหมดไฟของพนักงาน แต่มีอิทธิพลทางอ้อมต่อภาวะหมดไฟผ่านความเหนื่อยล้าจากการประชุมออนไลน์ผ่านจอภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. ข้อเรียกร้องในงานมีอิทธิพลทางตรงต่อการมีส่วนร่วมในงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แต่ไม่มีอิทธิพลทางอ้อมผ่านความเหนื่อยล้าจากการประชุมออนไลน์ผ่านจอภาพ 3. ทรัพยากรในงานมีทั้งอิทธิพลทางตรงต่อภาวะหมดไฟของพนักงานและอิทธิพลทางอ้อมต่อภาวะหมดไฟผ่านความเหนื่อยล้าจากการประชุมออนไลน์ผ่านจอภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. ทรัพยากรในงานงานมีอิทธิพลทางตรงต่อการมีส่วนร่วมในงานของพนักงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แต่ไม่มีอิทธิพลทางอ้อมต่อการมีส่วนร่วมในงานผ่านความเหนื่อยล้าจากการประชุมออนไลน์ผ่านจอภาพ
ความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับการสนับสนุนทางด้านอาชีพจากพ่อแม่ เพื่อน และอัตลักษณ์ทางอาชีพโดยมีการรับรู้ความสามารถของตนเองในการตัดสินใจเลือกอาชีพเป็นตัวแปรส่งผ่าน, อรรัชดา เตชะสกลกิจกูร
ความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับการสนับสนุนทางด้านอาชีพจากพ่อแม่ เพื่อน และอัตลักษณ์ทางอาชีพโดยมีการรับรู้ความสามารถของตนเองในการตัดสินใจเลือกอาชีพเป็นตัวแปรส่งผ่าน, อรรัชดา เตชะสกลกิจกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับการสนับสนุนทางด้านอาชีพจากพ่อแม่ การได้รับการสนับสนุนทางด้านอาชีพจากเพื่อน และอัตลักษณ์ทางอาชีพด้านการค้นหาและการตกลงยึดมั่น โดยมีการรับรู้ความสามารถของตนเองในการตัดสินใจเลือกอาชีพเป็นตัวแปรส่งผ่าน ผู้เข้าร่วมการวิจัยคือผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีอายุระหว่าง 22-30 ปี จำนวน 151 คน จากการวิเคราะห์ตัวแปรส่งผ่านพบว่า การรับรู้ความสามารถของตนเองในการตัดสินใจเลือกอาชีพไม่เป็นตัวแปรส่งผ่านในความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับการสนับสนุนทางด้านอาชีพจากพ่อแม่และอัตลักษณ์ทางอาชีพทั้งด้านการค้นหา (β = .08, 95% ของช่วงชั้นความเชื่อมั่น [-.006, .045]) และการตกลงยึดมั่น (β = .09, 95% ของช่วงชั้นความเชื่อมั่น [-.012, .072]) แต่เป็นตัวแปรส่งผ่านในความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับการสนับสนุนทางด้านอาชีพจากเพื่อนและอัตลักษณ์ทางอาชีพทั้งด้านการค้นหา (β = .13, 95% ของช่วงชั้นความเชื่อมั่น [.015, .086]) และการตกลงยึดมั่น (β = .16, 95% ของช่วงชั้นความเชื่อมั่น [.013, .134]) อีกทั้งการได้รับการสนับสนุนทางด้านอาชีพจากพ่อแม่ (β = .25, p < .001) และการได้รับการสนับสนุนทางด้านอาชีพจากเพื่อน (β = .16, p < .05) มีอิทธิพลทางตรงต่ออัตลักษณ์ทางอาชีพด้านการค้นหา ในขณะที่การได้รับการสนับสนุนทางด้านอาชีพจากพ่อแม่มีอิทธิพลทางตรงต่ออัตลักษณ์ทางอาชีพด้านการตกลงยึดมั่น (β = .30, p < .001) แต่การได้รับการสนับสนุนทางด้านอาชีพจากเพื่อนไม่มีอิทธิพลทางตรงต่ออัตลักษณ์ทางอาชีพด้านการตกลงยึดมั่น (β = -.10, p > .05) แสดงให้เห็นว่า เมื่อบุคคลได้รับการสนับสนุนทางด้านอาชีพจากพ่อแม่จะส่งผลทางตรงให้บุคคลสนใจในการค้นหาอาชีพและตกลงยึดมั่นกับอาชีพเพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเกิดการรับรู้ความสามารถของตนเองในการตัดสินใจเลือกอาชีพก่อน ในขณะเดียวกัน เมื่อบุคคลได้รับการสนับสนุนทางด้านอาชีพจากเพื่อนจะส่งผลให้บุคคลพัฒนาการรับรู้ความสามารถของตนเองในการเลือกอาชีพ และส่งผลต่อเนื่องให้บุคคลเกิดอัตลักษณ์ทางอาชีพด้านการค้นหาและการตกลงยึดมั่น
ความตรงและความเที่ยงของแบบประเมินผลกระทบของสุขภาพช่องปากสำหรับทีเอ็มดี ฉบับภาษาไทย, รลดา พรธิฤทธิ์
ความตรงและความเที่ยงของแบบประเมินผลกระทบของสุขภาพช่องปากสำหรับทีเอ็มดี ฉบับภาษาไทย, รลดา พรธิฤทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากชนิด แบบประเมินผลกระทบของสุขภาพช่องปากสำหรับเท็มโพโรแมนดิบิวลาร์ดิสออเดอร์ ฉบับภาษาไทย และทดสอบคุณสมบัติการวัดทางจิตวิทยาของแบบประเมิน วิธีการวิจัยทำโดยการแปลแบบประเมินต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยและดัดแปลงข้ามวัฒนธรรม รวมถึงทดสอบความตรงเชิงเนื้อหาด้วยการหาค่าดัชนีความเที่ยงตรงของเนื้อหา โดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมบดเคี้ยวและความเจ็บปวดช่องปากใบหน้าจำนวน 5 ท่าน จากนั้นนำแบบประเมินไปทดสอบกับผู้ป่วยคนไทย แบ่งเป็นกลุ่มผู้ป่วยทีเอ็มดี 110 คน และกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะทีเอ็มดีซึ่งเป็นกลุ่มควบคุม 110 คน การทดสอบความเที่ยงภายในใช้การคำนวณค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาคแอลฟาจากคะแนน OHIP-TMDs ของกลุ่มผู้ป่วยทีเอ็มดี ทดสอบความตรงเชิงโครงสร้างด้วยวิธีการตรวจสอบจากกลุ่มที่แตกต่างกัน โดยประเมินความแตกต่างของคะแนนของ OHIP-TMDs ระหว่างผู้ป่วยทีเอ็มดีและกลุ่มควบคุม รวมถึงทดสอบความเที่ยงจากการทดสอบซ้ำโดยผู้ป่วยทีเอ็มดี 30 คน กำหนดระยะเวลาห่างกัน 2 วัน และใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในชั้นในการคำนวณ การทดสอบทั้งหมดจะกำหนดการทดสอบทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการวิจัยพบว่าแบบประเมินผลกระทบของสุขภาพช่องปากสำหรับเท็มโพโรแมนดิบิวลาร์ดิสออเดอร์ ฉบับภาษาไทยที่ถูกพัฒนาขึ้นมีคุณสมบัติการวัดทางจิตวิทยาที่ดี โดยแบบประเมินมีความตรงและความเที่ยงเมื่อนำมาศึกษาในผู้ป่วยคนไทย ซึ่งคะแนนของ OHIP-TMDs ระหว่างกลุ่มผู้ป่วยทีเอ็มดีและกลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงถึงความตรงเชิงโครงสร้าง รวมถึงมีค่าดัชนีความเที่ยงตรงของเนื้อหาที่ระดับ 0.92 ค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาคแอลฟาที่ระดับ 0.942 และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในชั้นที่ระดับ 0.808 ดังนั้นแบบประเมิน OHIP-TMDs จึงมีแนวโน้มที่จะนำไปใช้ทางคลินิกสำหรับการประเมินและการจัดการภาวะทีเอ็มดีในกลุ่มผู้ป่วยคนไทยได้
การเล่าเรื่อง ความเกี่ยวพัน และการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคต่อการวิจารณ์ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวด้วยการสื่อสารวิทยาศาสตร์ของยูทูบเบอร์ด้านความงาม, กรภัค พัฒนคงภัทร์
การเล่าเรื่อง ความเกี่ยวพัน และการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคต่อการวิจารณ์ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวด้วยการสื่อสารวิทยาศาสตร์ของยูทูบเบอร์ด้านความงาม, กรภัค พัฒนคงภัทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และอธิบายวิธีการสื่อสารและการเล่าเรื่องทางวิทยาศาสตร์ในการวิจารณ์ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวของยูทูบเบอร์ด้านความงาม และอธิบายอิทธิพลของความถี่การเปิดรับการสื่อสารวิทยาศาสตร์ การรับรู้ต่อการสื่อสารวิทยาศาสตร์ ความชื่นชอบการเล่าเรื่องทางวิทยาศาสตร์ และความเกี่ยวพันกับเนื้อหาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ต่อการตัดสินใจซื้อ โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน เริ่มจากการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกยูทูบเบอร์ความงาม จำนวน 1 ช่อง ได้แก่ GURUCHECK ร่วมกับการวิเคราะห์การเล่าเรื่องทางวิทยาศาสตร์ของยูทูบเบอร์ความงาม จำนวน 3 ช่อง ได้แก่ ingck GURUCHECK และ EB.Bahboh จำนวน 15 ตอน และการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการวิจัยเชิงสำรวจ ใช้แบบสอบถามออนไลน์เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน ผลการวิจัยเชิงคุณภาพพบว่า การสื่อสารวิทยาศาสตร์ของยูทูบเบอร์ด้านความงามประกอบด้วย ยูทูบเบอร์นำความเชี่ยวชาญของตนเองมานำเสนอเป็นเนื้อหาในรูปแบบคลิปวิจารณ์ โดยมีวิธีการสื่อสารแบบกึ่งเผยแพร่กึ่งสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นด้วยการสนทนนาผ่านการผลิตคลิปวิจารณ์และการเล่าเรื่องด้วยมุมมองทางวิทยาศาสตร์ผ่านยูทูบ ทั้งนี้ผลที่เกิดกับผู้ชมเป็นผลด้านความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาและการได้รับข้อมูลผลิตภัณฑ์ตามความต้องการ และพบว่าผู้ชมมีส่วนร่วมในการวิจารณ์ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวผ่านการแสดงความคิดเห็นและแบ่งปันเนื้อหาวิดีโอบนสื่อสังคม การเล่าเรื่องทางวิทยาศาสตร์ของยูทูบเบอร์ฯ พบว่า มีความสอดคล้องในด้านการใช้ภาษา สัญลักษณ์ และเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับผู้ชม มีการเล่าเรื่องผ่านตัวละครแบบผลิตภัณฑ์เป็นวีรบุรุษ ปัญหาสุขภาพผิวเป็นวายร้าย และผู้ชมเป็นเหยื่อ มีการสร้างปมปัญหาเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบำรุงรักษาผิวหรือการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์บำรุงผิว โดยดำเนินเรื่องตามลำดับเหตุการณ์ แก่นเรื่องที่นำเสนอ ได้แก่ ทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุ-ปัจจัย และเช็คก่อนใช้ อ่านฉลากและส่วนผสมก่อนซื้อ ทั้งนี้มีการโน้มน้าวใจด้วยหลักฐานและการรับรองเหตุผลที่ใช้ประกอบการเล่าเรื่องทางวิทยาศาสตร์ ผลการวิจัยเชิงสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างติดตามช่องยูทูบวิจารณ์ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวในระดับมาก มีความถี่การรับชมการวิจารณ์ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอยู่ที่ 2-3 วัน/สัปดาห์ การรับรู้ต่อการสื่อสารวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับมากที่สุด ความชื่นชอบการเล่าเรื่องทางวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับมากที่สุด ความเกี่ยวพันกับเนื้อหาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับมากที่สุด และการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคอยู่ในระดับมาก ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ความเกี่ยวพันกับเนื้อทางวิทยาศาสตร์ (ß = 0.431) ความชื่นชอบตัวละคร (ß = 0.233) การรับรู้ต่อการมีส่วนร่วม (ß = 0.211) การรับรู้ต่อเนื้อหา (ß = - 0.144) การรับรู้ต่อผลการสื่อสาร (ß = 0.115) และความชื่นชอบการถ่ายทอดปัญหาและการดำเนินเรื่อง (ß = - 0.094) มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05
Coping, Affirmation, Resilience, And Empowerment (Care) Program And Its Impact On Depression And Quality Of Life Among Youth Living With Depression In Banjarmasin City, Indonesia : A Mixed-Method Study, Lafi Munira
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: The national prevalence of depression among young adults in Indonesia was 29.3% for moderate and 8.0% for severe depression. There are few intervention studies on coping skills training and group cognitive therapy through internet-based intervention for youth living with depression in Indonesia. Objectives: 1) To explore participants’ perception, experience, and cope with depression before and after CARE Program; 2) To investigate effects CARE Program on depression and quality of life among youth living with depression in Banjarmasin City, Indonesia. Method: This study used a convergent parallel mixed method. A qualitative and quasi experimental with two groups pre-post tests among …
Assessment Of Psychological Impact Of Covid-19 Among Healthcare Professionals In Yangon, Myanmar, Nyein Chan Aung
Assessment Of Psychological Impact Of Covid-19 Among Healthcare Professionals In Yangon, Myanmar, Nyein Chan Aung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Millions of people worldwide have been infected by the Covid-19 pandemic, devastatingly affecting their physical and mental health. During the covid-19 outbreak with the delta variant in 2021, Myanmar experienced its worst healthcare crisis, resulting in work burden, exhaustion, and psychological distress among healthcare professionals. Therefore, the study aimed to determine the psychological impacts of Covid-19 on healthcare professionals in Yangon, Myanmar. Methodology: A cross-sectional study was employed to determine the prevalence and associated factors of Depression, Anxiety, Stress, and Post-traumatic stress disorder (PTSD) among healthcare professionals, who aged 18 and older with at least two years of experience …
Factors Associated With The Utilization Of Preventive Dental Treatments Among Elderly Patients In Faculty Of Dentistry, Chulalongkorn University: A Secondary Data Analysis, Weerachon Panthueng
Factors Associated With The Utilization Of Preventive Dental Treatments Among Elderly Patients In Faculty Of Dentistry, Chulalongkorn University: A Secondary Data Analysis, Weerachon Panthueng
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Objective: This study aimed to explore the potential factors associated with utilization of preventive dentistry among elderly patients attending a university dental hospital in Thailand. Materials and methods: The research design of this study was a cross-sectional study. This study used secondary data from a cross-sectional study from undergraduate project, conducted completely during July 2021- January 2022 for independent data and dependent variable from dental hospital resource system. The participants were 363 elderly patients who were both males and females in Faculty of Dentistry Chulalongkorn University. Descriptive statistics, chi-square test, and binary logistic regression were performed to analyze the data. …
Occupational Hazards And Mental Health Among Myanmar Migrant Workers In Samut Sakhon Province, Thailand, Myo Myint Kyaw
Occupational Hazards And Mental Health Among Myanmar Migrant Workers In Samut Sakhon Province, Thailand, Myo Myint Kyaw
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Myanmar migrant workers play a crucial role in the local workforce, especially in industries like seafood processing and manufacturing. These workers frequently encounter difficult working conditions and are exposed to various occupational hazards, which can negatively affect both their physical and mental well-being. Despite the significance of this issue, only limited research has been conducted to explore the connection between occupational hazards and mental health among this vulnerable population. Objective: To study an association between occupational hazards and levels of depression, anxiety, and stress among Myanmar migrant workers in Samut Sakhon Province, Thailand Method: A cross-sectional survey was conducted …
Factors Associated With The Dental Attendance Among Elderly Patients In Faculty Of Dentistry, Chulalongkorn University: A Secondary Data Analysis, Narongrit Nampikul
Factors Associated With The Dental Attendance Among Elderly Patients In Faculty Of Dentistry, Chulalongkorn University: A Secondary Data Analysis, Narongrit Nampikul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Objective: To identify the predisposing factors, enabling factors, and need factors related to dental attendance of elderly patients at dental hospitals, Faculty of Dentistry, Chulalongkorn University using the conceptual framework of the Anderson model. Materials and methods: this study was a secondary analysis study. The participants were 402 elderly patients who were both males and females. Data was collected from telephone questionnaires and dental records of dental hospitals. Faculty of Dentistry Chulalongkorn University. Data were analyzed using chi-square statistics and binary logistic regression analysis. Results: age was the only predisposing factor that was statistically significantly associated with dental attendance among …
Dental Health Expenditure And Associated Factors Among Elderly Patients In Faculty Of Dentistry, Chulalaongkorn University, Rawitsara Suwannimit
Dental Health Expenditure And Associated Factors Among Elderly Patients In Faculty Of Dentistry, Chulalaongkorn University, Rawitsara Suwannimit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The affordability has been one of the barriers to access dental care for elderly. However, In Thailand and among the elderly, there were very few studies about dental health expenditure and the factors related to it. This study aimed to investigate and identify the factors that are related to dental health expenditure for patients who are over 60 years old and receive treatment at the Faculty of Dentistry, Chulalongkorn University. This study used secondary data from an initial survey and the Medical Record System for oral treatments, among the patients who were over 60 years and received treatments at the …
Comparison Of International Classification Of Orofacial Pain (Icop) And Diagnostic Criteria For Temporomandibular Disorders (Dc/Tmd) Algorithms For Diagnosing Myofascial Orofacial Pain, Thi Thu Hang Phung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The International Classification of Orofacial Pain (ICOP) is a new classification system for orofacial pains, which was published in February 2020. However, this clinical diagnostic criteria has not been validated or tested to be reliable for diagnosing myofascial orofacial pain (MOP). This study aimed to determine whether the ICOP diagnostic algorithm can effectively identify MOP when compared with the gold standard, Diagnostic Criteria for Temporomandibular Disorders (DC/TMD) algorithm. This retrospective cross-sectional study constructed the diagnostic algorithm from the ICOP and the DC/TMD criteria. The clinical data of MOP patients was extracted from clinical charts in the Occlusion and Orofacial Pain …
ผลลัพธ์ของการให้บริบาลทางเภสัชกรรมในนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านเศร้า, จักรพงค์ มัชฌิมาภิโร
ผลลัพธ์ของการให้บริบาลทางเภสัชกรรมในนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านเศร้า, จักรพงค์ มัชฌิมาภิโร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: วัตถุประสงค์หลักเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตด้านการใช้ยาโดยใช้ค่าเฉลี่ยคะแนนจากแบบสอบถาม PROMPT ระหว่างกลุ่มศึกษาและกลุ่มควบคุม วัตถุประสงค์รอง เพื่อเปรียบเทียบความร่วมมือในการใช้ยาและความรู้ด้านยาต้านเศร้าและวิตกกังวล วิธีการวิจัย: การวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมแบบปกปิดทางเดียวในนักศึกษามหาวิทยาลัย ที่ได้รับยาต้านเศร้า ณ ฝ่ายส่งเสริมสุขภาวะนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วงระหว่างเดือน เมษายน พ.ศ. 2566 ถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2566 จำนวนทั้งสิ้น 85 คน สุ่มอาสาสมัครเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ได้รับการบริการตามมาตรฐาน(กลุ่มควบคุม) และกลุ่มที่ได้รับการบริบาลทางเภสัชกรรมร่วมกับการบริการตามมาตรฐาน (กลุ่มศึกษา) ประเมินผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิตด้านการใช้ยา ความร่วมมือในการใช้ยาและความรู้ด้านยา ผลการวิจัย: กลุ่มศึกษามีผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิตด้านการใช้ยา ผลลัพธ์ด้านความร่วมมือในการใช้ยาและผลลัพธ์ด้านความรู้เรื่องยาต้านเศร้าและวิตกกังวลที่ดีขึ้นกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) สรุปผลการวิจัย: การบริบาลทางเภสัชกรรมร่วมกับการบริการตามมาตรฐานปกติส่งผล เพิ่มผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิตด้านการใช้ยาทั้ง 8 มิติผลลัพธ์ด้านความร่วมมือในการใช้ยาและ ผลลัพธ์ด้านความรู้เรื่องยาต้านเศร้าและวิตกกังวลดีขึ้นในนักศึกษาที่ได้รับยาต้านเศร้าและวิตกกังวล
ผลของมาตรฐานความงามและประเภทสินค้าต่อทัศนคติและความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของผู้บริโภค, ชญานิศ เหมประชิตชัย
ผลของมาตรฐานความงามและประเภทสินค้าต่อทัศนคติและความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของผู้บริโภค, ชญานิศ เหมประชิตชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ในรูปแบบ 2x2 แฟคทอเรียล (Factorial Design) ดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบหลักและผลกระทบร่วมกันของ 2 ปัจจัย คือ (1) มาตรฐานความงามในโฆษณา (มาตรฐานความงามแบบดั้งเดิม และมาตรฐานความงามแบบใหม่) และ (2) ประเภทสินค้า (ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางระดับเคาน์เตอร์แบรนด์ และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางระดับดรักสโตร์) ที่ส่งผลต่อทัศนคติและความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของผู้บริโภค ผู้เข้าร่วมการทดลองเป็นนิสิตชั้นปีที่ 1 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เรียนวิชาหลักการประชาสัมพันธ์ จำนวน 125 คน แบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมการทดลองออกเป็น 4 กลุ่มตามเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ดำเนินการเก็บข้อมูลในช่วงเดือนเมษายน พ.ศ. 2565 ผลการวิจัยพบว่า มาตรฐานความงามในโฆษณาไม่ส่งผลกระทบทางตรงต่อทัศนคติและความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของผู้บริโภคที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 และประเภทสินค้าไม่ส่งผลกระทบทางตรงต่อทัศนคติและความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของผู้บริโภคที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 อีกทั้งเมื่อพิจารณาในส่วนของผลกระทบร่วมกันของทั้ง 2 ปัจจัย พบว่า มาตรฐานความงามในโฆษณาและประเภทสินค้าส่งผลกระทบร่วมกันต่อทัศนคติต่อโฆษณา แต่ไม่ส่งผลกระทบร่วมกันต่อความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของผู้บริโภคที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05
การศึกษาสภาพการจัดการอารมณ์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา: กรณีศึกษาโรงเรียนนานาชาติ, ปิ่นประไพ โชติชัชวาลย์กุล
การศึกษาสภาพการจัดการอารมณ์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา: กรณีศึกษาโรงเรียนนานาชาติ, ปิ่นประไพ โชติชัชวาลย์กุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการอารมณ์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ในโรงเรียนนานาชาติ และนำเสนอแนวทางสำหรับครูในการส่งเสริมให้นักเรียนมีการจัดการอารมณ์ที่เหมาะสม โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ระเบียบวิธีวิจัยกรณีศึกษา (case study) ทำการเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูล 3 ส่วน ด้วยวิธีการรวบรวมข้อมูลทั่วไปที่เกี่ยวกับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในโรงเรียนนานาชาติ ทำการสังเกตการณ์นักเรียนที่เป็นกรณีศึกษาจำนวน 6 คน และสัมภาษณ์ครูและบุคลากรทางการศึกษา ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการอารมณ์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนนานาชาติ มี 3 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านความเครียดจากการศึกษา ปัจจัยด้านครอบครัว และปัจจัยด้านความขัดแย้งระหว่างเพื่อนร่วมชั้นเรียน 2) แนวทางการส่งเสริมให้นักเรียนมีการจัดการอารมณ์ที่เหมาะสม สำหรับครูและผู้เกี่ยวข้องกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในโรงเรียนนานาชาติ ประกอบด้วย 2 แนวทาง โดยแนวทางแรก คือ แนวทางในการส่งเสริมให้นักเรียนมีการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสม ได้แก่ การใช้กลยุทธ์วิธีการจัดการอารมณ์ การฝึกสมาธิ และการสร้างระบบกลุ่มย่อยภายในโรงเรียน แนวทางที่สอง คือ แนวทางในการลดการแสดงออกทางอารมณ์ที่ไม่เหมาะสมของนักเรียน ได้แก่ การรับฟังสภาพอารมณ์ของนักเรียน การฝึกฝนวิธีการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสมกับครูแนะแนว การใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ และการขอความร่วมมือจากผู้ปกครอง
ความสัมพันธ์ระหว่างความเหงา การเห็นคุณค่าในตนเอง แรงจูงใจในการสื่อสารออนไลน์ การนิยามตนเองและการเผชิญกับความเหงา ในนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี, ชวนฟ้าชม นาวาบุญนิยม
ความสัมพันธ์ระหว่างความเหงา การเห็นคุณค่าในตนเอง แรงจูงใจในการสื่อสารออนไลน์ การนิยามตนเองและการเผชิญกับความเหงา ในนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี, ชวนฟ้าชม นาวาบุญนิยม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเหงา การเห็นคุณค่าในตนเอง แรงจูงใจในการสื่อสารออนไลน์ การนิยามตนเองและการเผชิญกับความเหงาในนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ มีกลุ่มตัวอย่าง คือ นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 179 คน มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 20.24 ปี (SD = 1.50) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1. แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล, 2. มาตรวัดความเหงา, 3. มาตรวัดการเห็นคุณค่าในตนเอง, 4. มาตรวัดแรงจูงใจในการสื่อสารออนไลน์, 5. มาตรวัดการนิยามตนเอง และ 6. มาตรวัดการเผชิญกับความเหงา วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงบรรยาย ค่าสถิติสหสัมพันธ์แบบเพียรสันและการวิเคราะห์การถอดถอยแบบพหุคูณ ผลการวิจัยพบสหสัมพันธ์ทางลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของความเหงากับการเห็นคุณค่าในตนเอง (r(177) = -.59, p < .01) แรงจูงใจในการสื่อสารออนไลน์เพื่อพบปะผู้คน (r(177) = -.24, p < .01) แรงจูงใจในการสื่อสารออนไลน์เพื่อคงรักษาความสัมพันธ์เดิม (r(177) = -.28, p < .01) การนิยามตนเองแบบพึ่งพาตนเอง (r(177) = -.19, p < .01) พบสหสัมพันธ์ทางบวกของการเผชิญความเหงาด้วยกลวิธีทางบวกมีกับความเหงาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r(177) = .19, p < .01) ไม่พบนัยสำคัญทางสถิติในความสัมพันธ์ระหว่างความเหงากับการนิยามตนเองแบบพึ่งพากันและกันกับความเหงา (r(177) = -.10, p = .09) แรงจูงใจในการสื่อสารออนไลน์เพื่อชดเชยการขาดทักษะทางสังคม (r(177) = -.12, p = .06) การเผชิญความเหงาด้วยกลวิธีทางลบ (r(177) = -.07, p = .16) ตัวแปรทำนายทั้งหมดสามารถร่วมกันทำนายความแปรปรวนของความเหงาในนิสิตระดับปริญญาตรีได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ร้อยละ 42.3 (R2 = .40, p < .001)
Consumer Preferences And Policy Assessment On Electric Vehicle Adoption In Thailand, Phasiri Manutworakit
Consumer Preferences And Policy Assessment On Electric Vehicle Adoption In Thailand, Phasiri Manutworakit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Thailand faces a problem about energy consumption and air pollution because of increasing the number of consumption cars. The replacement of combustion cars with battery electric cars can help support sustainable transport and renewable energy on the green transportation in Thailand, but diffusion rates of battery electric cars are still low. Thailand requires efficient policies to increasing electric vehicles adoption. The objectives of the study are to study the current situation of EVs in Thailand, to identify factors affecting purchasing intention of BEVs in Thailand and to propose policy recommendations to stimulate BEV adoption in Thailand. This research was designed …
Total Quality And Innovation Management In Hospital, Suebsakul Tonjang
Total Quality And Innovation Management In Hospital, Suebsakul Tonjang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Previously, quality of care and customers' satisfaction in healthcare services is fulfilled only through total quality management (TQM) which as a core management philosophy, as adopted by many healthcare organizations. Nevertheless, TQM focuses on incremental improvement may prove insufficient to address the new technology and innovation-driven organization with a faster pace. Therefore, this research aimed to integrate quality and innovation management in healthcare affecting healthcare performance. To propose the key factor of both TQM and innovation management in healthcare, we conducted a systematic literature review. Then, TQM and innovation management factors were combined and integrated with ISO 56002 as to …
The Gwangju Uprising In Films: Politics Of Memory And Narrative, Nontaporn Srisantisuk
The Gwangju Uprising In Films: Politics Of Memory And Narrative, Nontaporn Srisantisuk
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The Gwangju Uprising is one of the remarkable democratic movements in the contemporary South Korean society as it depicted the brutality of the military government. Thus, the incident had influenced the later democratic movement. Though more than 40 years had passed, the memory of the incident still made it present in Korean society. The narrative of the incident had been repeatedly told not only to commemorate the sacrificial of the people but it was also a part of memory politics of remembering and forgetting. The memory of the uprising was depicted through several medias including films to integrate its own …
Effects Of Intergroup Ideologies On Willingness To Engage In Intergroup Contact With Essentialism As A Mediator, Piraorn Suvanbenjakule
Effects Of Intergroup Ideologies On Willingness To Engage In Intergroup Contact With Essentialism As A Mediator, Piraorn Suvanbenjakule
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Various studies have found that merely interacting with an outgroup does not necessarily lead to better intergroup relations. The prejudice against Myanmar in Thailand is still an issue that needs solving. Therefore, cultures should be understood as an ongoing process in the hope that it would be more consistent with the current social environment and improve intergroup relations. The first study was a cross-sectional study that examined the self-reported scores of polyculturalism and the willingness to engage in intergroup contact with essentialism as a mediator. The online survey was distributed, and 112 high-school and university students were included in the …
The Effectiveness Of Tibetan Yoga To Reduce Climacteric Symptoms And Enhancing Quality Of Life In Perimenopausal Women: A Community-Based Randomized Controlled Trial, Natsupa Archong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Introduction: The climacteric symptoms has been the problems of most perimenopause women so far. This research examined the effect of using Tibetan Yoga in reducing climacteric symptoms and enhance quality of life of the perimenopause women. Objectives: To study the effect of Tibetan Yoga in reducing climacteric symptoms and increasing the quality of life in perimenopausal women. Method: This research is an experimental research. The research participants were sixty-four Thai perimenopausal women who lived in Moo 9, Lahan community, Bangbuatong District of Nonthaburi. Thirty-two of them were randomly selected to join the experimental group, the rest were in the controlled …
The Effects Of Using Online Collaborative Learning On English Oral Communication Ability Of Efl Lower Secondary Students, Suphatchaya Songpitak
The Effects Of Using Online Collaborative Learning On English Oral Communication Ability Of Efl Lower Secondary Students, Suphatchaya Songpitak
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to 1) investigate the effects of online collaborative learning in enhancing the English oral communication ability of EFL lower secondary students, and 2) to explore the opinions of EFL lower secondary students towards the use of online collaborative learning. The participants of this study were thirty 9th grade students studying at a private school in Phra Nakhon Sri Ayutthaya province and were selected based on convenience sampling. The current study employed one group pre-test and post-test design. The research instruments utilized were pre-test, post-test, and semi-structured interviews. The data analysis employed the statistics of paired-sample t-test, mean, …
Planning For The 'Displaced': Evaluating Resettlement Work Plans Of The Thilawa Special Economic Zone, Yangon, Myanmar, Thu Htet
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aims to study the discrepancies in the previous urban resettlement planning project as a case study, and examine how they can be improved through planning and public policies. In doing so, the research evaluates the previous resettlement plans of an urban development project by using different sets of resettlement practices disclosed by different international development organizations. This research answers two research questions: What insufficiencies are observed in urban resettlement planning by evaluating the previous resettlement plans? and How can urban resettlement planning be more effective? by exploring the resettlement plans of Thilawa SEZ as a single case-study using …
การพัฒนาแบบสอบถามการบริโภคอาหารและการนำไปใช้ประเมินประสิทธิภาพการบดเคี้ยวของผู้ป่วยที่ใส่ฟันเทียม, ฉัตรวรินทร์ สกุลแต้
การพัฒนาแบบสอบถามการบริโภคอาหารและการนำไปใช้ประเมินประสิทธิภาพการบดเคี้ยวของผู้ป่วยที่ใส่ฟันเทียม, ฉัตรวรินทร์ สกุลแต้
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบสอบถามการบริโภคอาหารสำหรับประเมินประสิทธิภาพการบดเคี้ยวทางอัตวิสัยและจำแนกผู้ป่วยที่มีสภาวะช่องปากที่แตกต่างกัน รวมทั้งทดสอบความตรงและความเที่ยงของแบบสอบถามการบริโภคอาหารที่พัฒนาขึ้น โดยแบ่งการศึกษาทางคลินิกแบบภาคตัดขวางเป็น 2 ระยะ ได้แก่ (1) การพัฒนาแบบสอบถามการบริโภคอาหาร 20 ชนิด ซึ่งประกอบด้วยอาหารที่มีความถี่ในการบริโภคสูงสุด 14 ชนิดจาก 4 กลุ่มอาหาร และอาหารที่ผู้ที่ใส่ฟันเทียมทั้งปากเคี้ยวได้ยากหรือเคี้ยวไม่ได้เลยอีก 6 ชนิด และ (2) การนำแบบสอบถามการบริโภคอาหารไปใช้ประเมินประสิทธิภาพการบดเคี้ยวทางอัตวิสัย กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ใส่ฟันเทียมทั้งปาก ฟันเทียมบางส่วนถอดได้ หรือฟันเทียมติดแน่นจำนวน 110 คน ประเมินความยากในการบดเคี้ยวอาหาร 20 ชนิดในแบบสอบถามการบริโภคอาหารด้วยมาตรวัดลิเคิร์ท 3 ระดับ เพื่อนำมาคำนวณคะแนนการบดเคี้ยว ประสิทธิภาพการบดเคี้ยวทางวัตถุวิสัยประเมินจากขนาดอนุภาคถั่วลิสงที่ผ่านการบดเคี้ยวโดยใช้วิธีการกรองผ่านตะแกรง 12 ชั้น ขนาดอนุภาคถั่วลิสงที่มีขนาดเล็กบ่งบอกถึงประสิทธิภาพการบดเคี้ยวทางวัตถุวิสัยที่ดี ทดสอบความตรงเชิงสอดคล้องของแบบสอบถามโดยเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนการบดเคี้ยวและขนาดอนุภาคถั่วลิสง ทดสอบความตรงเชิงจำแนกของแบบสอบถามโดยเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนการบดเคี้ยวระหว่างกลุ่มตัวอย่างที่มีสภาวะช่องปากแตกต่างกัน ทดสอบความเที่ยงภายในและความเที่ยงจากการทดสอบซ้ำของแบบสอบถามด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในชั้น จากผลการศึกษาสามารถจัดกลุ่มอาหาร 20 ชนิด เป็น 5 ระดับตามความยากในการบดเคี้ยว พบว่าคะแนนการบดเคี้ยวมีความสัมพันธ์ในทิศทางลบกับขนาดอนุภาคถั่วลิสงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = -0.659, p < 0.05) โดยค่าเฉลี่ยคะแนนการบดเคี้ยวและขนาดอนุภาคถั่วลิสงมีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มที่มีจำนวนฟันธรรมชาติที่เหลืออยู่ จำนวนคู่สบฟันหลัง ชนิดของฟันเทียม และคุณภาพของฟันเทียมที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แบบสอบถามการบริโภคอาหารมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.892 และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในชั้นเท่ากับ 0.953 จากผลการศึกษาสรุปได้ว่าแบบสอบถามการบริโภคอาหารที่พัฒนาขึ้นในการศึกษานี้มีความตรงและความเที่ยงที่เพียงพอในการประเมินประสิทธิภาพการบดเคี้ยวทางอัตวิสัยและสามารถจำแนกผู้ป่วยที่มีสภาวะช่องปากที่แตกต่างกัน
Utilities Value In Diabetic Retinopathy, Pear Pongsachareonnont Ferreira
Utilities Value In Diabetic Retinopathy, Pear Pongsachareonnont Ferreira
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Health utilities has been used as weighted for a quality adjusted life year in health technology assessment. There are limited data on the utilites value in diabetic retinopathy and retina diseases in the South Asian region. The aim of this project are to estimate the visual health utility (HU) in patients with diabetic retinopathy (DR), age-related macular degeneration (AMD), and cataract. Moreover, we intended to evaluate an appropriate health utility instrument among a direct choice-based, traditional time trade-off (tTTO) and composite time trade-off (cTTO), and multiple attribute utility instrument (MAUI) ( EQ-VAS, European Quality of Life (QoL) Five Dimension (EQ-5D-5L), …
Biotransformation Of Bioactive Compounds From Sonchus Arvensis L. And Pterocarpus Macrocarpus Kurz. By Aspergillus Niger, Dwi Kusuma Wahyuni
Biotransformation Of Bioactive Compounds From Sonchus Arvensis L. And Pterocarpus Macrocarpus Kurz. By Aspergillus Niger, Dwi Kusuma Wahyuni
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In recent years, microbial transformation is progressing significantly from a limited interest in the highly active area in green chemistry, including the preparation of pharmaceutical compounds. Many biotransformation studies have been found in a variety of analogous compounds and exhibited more potent pharmacological activities. The objectives of this study are (i) to isolate and identify bioactive compounds from Sonchus arvensis L. and Pterocarpus macrocarpus Kurz., (ii) to transform selected bioactive compounds from S. arvensis L. and P. macrocarpus Kurz. by Aspergillus niger, (iii) to determine bioactivities of selected bioactive compounds from Sonchus arvensis L. and Pterocarpus macrocarpus Kurz. before and …
ศิลปะสื่อการแสดง : ปรารถนาไร้ตัวตน, ณัฐวัฒน์ สิทธิ
ศิลปะสื่อการแสดง : ปรารถนาไร้ตัวตน, ณัฐวัฒน์ สิทธิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ศิลปนิพนธ์ฉบับนี้เป็นงานวิจัยสร้างสรรค์จากการตั้งคำถามต่อการดำรงอยู่ของผู้วิจัย ด้วยการระลึกถึงความตายอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากประสบการณ์การสูญเสีย “แม่” ซึ่งมีกลไกการทำงานทางจิตวิทยา อยู่เบื้องหลัง โดยวิธีดำเนินงานประกอบด้วยการศึกษาการทำงานของ “บทรำพึง” ที่สร้างส่วนเชื่อมประสานให้เห็นถึง การมีอยู่ของตัวตนภายในอย่างเป็นรูปธรรมผ่านรูปรอยของภาษา ซึ่งสัมพันธ์กับสุนทรียะของงานศิลปนิพนธ์ว่าด้วย “ความไร้หมาย” ผ่านกรอบทฤษฎีอันมีส่วนเชื่อมโยงกับแนวคิดของ ลากอง (Lacanian Anthropology) ชาร์ตร์ (L’existence précède l’essence) กามูส์ (Absurdity) และผลงานสร้างสรรค์ที่เป็นกรณีศึกษา ชี้ให้เห็นว่า “ปรารถนาไร้ตัวตน” คือสัมฤทธิ์ผลของการผสานคุณสมบัติดังกล่าว ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการบูรณาการองค์ความรู้ที่ได้มา ในระหว่างการดำเนินงานโครงการศิลปนิพนธ์ ส่งผลให้เกิดแนวทางการนำเสนอภาพแทนของตัวตนนามธรรม (Inner Self Portrait) ที่หลอมรวมบนเส้นแกนเวลาอันเป็นชั่วขณะสร้างสัมพันธ์กันในมิติ ที่แตกต่าง จากกรณีศึกษางานของอาร์ม ซาโรยัน, โจนาธาน เซฟาน ฟลอร์ และจอห์น เคจ โดยเชื่อมประสานกับมโนทัศน์อัตถิภาวะที่มีความเกี่ยวข้องกับการตีความถึงการมีอยู่ของตัวตนมนุษย์ เป็นกรอบในการร้อยเรียงโครงสร้างทางความคิดจากกรณีศึกษาและกลายเป็นปฏิบัติการทางศิลปะซึ่งซับแทรกอยู่ในนิเวศของการสร้างสรรค์อันเป็นสัมพันธบท ทั้งนี้ผลจากการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลได้ถูกนำไปพัฒนาให้ปรากฏเป็นผลสัมฤทธิ์ในรูปแบบผลงานศิลปะสื่อการแสดง “Video Performance” จากการเปลี่ยนรูปของภาษาระหว่างกระบวนการแทนค่ารูปสัญญะ ก่อให้เกิดการย้อนมองวรรณกรรม และภาษาในเชิงจินตภาพ (visualize) ทำให้ตัวบทที่ปรากฏในงานกลายเป็น “สิ่งรองรับสภาวะไร้หมาย” ด้วยไวยากรณ์ทางศิลปะ องค์ความรู้ที่ปรากฏจากกระบวนการวิจัยคือการเลือกใช้วิธีแอบเสิร์ดเป็นส่วนต่อขยายในการสร้างสภาวะเชิงสัมพันธ์ของการกลายสภาพสู่การถ่ายโอนรูปแบบปฏิสัมพันธ์เชิงคิด (Relational Spirituality and Transformation) ซึ่งศิลปะนิพนธ์ฉบับนี้สามารถเผยให้เห็นถึง “นัยแห่งการไม่แสดงออก” ที่นำไปสู่ความไร้หมายอันพ้นไปจากภววิสัย ผ่านอุปมานิทัศน์ของตัวตนทางจิตวิญญาณ
The Effects Of Dialogic Teaching In Clil Science Subject On English Oral Communication Ability Of Primary Students In English Program, Suphitchaya Chaiyaratana
The Effects Of Dialogic Teaching In Clil Science Subject On English Oral Communication Ability Of Primary Students In English Program, Suphitchaya Chaiyaratana
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This present study aimed 1) to investigate the effects of dialogic teaching in CLIL Science Subject in enhancing English oral communication ability of third grade students studying in an English program and 2) to explore the opinions of the students towards dialogic teaching in CLIL Science. This present study employed a one group pretest-posttest research design in which forty third grade students studying in an English program at a private school in Phra Nakhon Si Ayutthaya Province participated in the study for the total of 11 weeks. The research instruments employed were 1) English oral communication ability pretest and posttest …