Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (911)
- Medicine and Health Sciences (729)
- Education (403)
- Psychology (255)
- Arts and Humanities (250)
-
- Communication (233)
- Communication Technology and New Media (233)
- Mass Communication (233)
- Nursing (197)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (183)
- Sociology (148)
- Public Health (145)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (108)
- Business (105)
- Physical Sciences and Mathematics (92)
- Mental and Social Health (90)
- Other Mental and Social Health (88)
- Economics (84)
- Medical Sciences (84)
- Sports Sciences (78)
- Architecture (77)
- Engineering (66)
- Dentistry (65)
- Criminology (61)
- Social Justice (61)
- Fine Arts (53)
- English Language and Literature (50)
- Urban, Community and Regional Planning (48)
- Geriatric Nursing (46)
- Computer Sciences (45)
Articles 1111 - 1140 of 2655
Full-Text Articles in Entire DC Network
Effects Of Nutritional Therapy On Nutritional Status In Patients Undergoing Orthognathic Surgery: A Randomised Clinical Trial, Naratorn Prachasartta
Effects Of Nutritional Therapy On Nutritional Status In Patients Undergoing Orthognathic Surgery: A Randomised Clinical Trial, Naratorn Prachasartta
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Orthognathic surgery can limit oral intake postoperatively, leading to the loss of weight and muscle mass, which can weaken the immunity. To ensure proper perioperative care, it is crucial to provide adequate nutrition and mitigate surgical stress-induced catabolism. However, research on nutrition therapy for orthognathic surgery patients is limited. Therefore, our study aimed to investigate the nutritional status of patients who received nutritional therapy. Thirty-four patients were randomly assigned into two groups: one receiving nutritional counselling only and the other receiving nutritional counselling with an oral nutritional supplement. We collected data on weight, muscle mass, fat mass, handgrip strength, biomarkers, …
อิทธิพลของค่านิยมและมาตรการส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของพนักงานมหาวิทยาลัย, สหรัฐ นิมมานโสภณ
อิทธิพลของค่านิยมและมาตรการส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของพนักงานมหาวิทยาลัย, สหรัฐ นิมมานโสภณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การออกแบบมาตรการเพื่อส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะโดยพิจารณาเพียงแค่ปัจจัยเชิงพื้นที่และประเภทของกลุ่มเป้าหมายยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เนื่องจากค่านิยมของกลุ่มเป้าหมายก็มีส่วนสำคัญต่อประสิทธิภาพและความสำเร็จของมาตรการตามแนวคิดทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างค่านิยมของผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเป็นประจำและแนวโน้มการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เมื่อมีการนำมาตรการด้านการขนส่งต่าง ๆ เข้ามาร่วมเป็นองค์ประกอบของการตัดสินใจเดินทาง โดยเลือกพนักงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นกลุ่มเป้าหมายของการศึกษา เนื่องจากความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและทำเลที่ตั้งซึ่งเอื้ออำนวยต่อการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ งานวิจัยนี้เลือกใช้แบบสอบถามค่านิยมแบบภาพเสมือนเพื่อวัดค่านิยมทั้งหมด 10 ประการ ก่อนนำมาจัดเป็นกลุ่มย่อยตามความสัมพันธ์ระหว่างค่านิยม และรวบรวมความเป็นไปได้ของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางหากมีการดำเนินมาตรการด้านการขนส่งรูปแบบต่าง ๆ แบบจำลองสมการโครงสร้างถูกนำมาใช้เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่เกี่ยวข้อง และตรวจสอบระดับนัยสำคัญทางสถิติของแนวโน้มการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ผลการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 256 คน พบว่ากลุ่มค่านิยมการพัฒนาตนเองมีอิทธิพลเชิงลบต่อแนวโน้มการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมภายในแบบจำลองสมการโครงสร้าง นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์เพิ่มเติมด้วยแบบจำลองเชิงเส้นโดยนัยทั่วไป พบว่ากลุ่มค่านิยมการอยู่เหนือตนเอง-อนุรักษ์นิยม กลุ่มมาตรการเชิงโครงสร้างพื้นฐาน และกลุ่มมาตรการเชิงจิตวิทยามีอิทธิพลเชิงบวกต่อแนวโน้มการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ผลการศึกษานี้จึงสนับสนุนแนวคิดที่ว่า การออกแบบมาตรการด้านการขนส่งสำหรับพนักงานควรปรับใช้ให้เหมาะสมกับค่านิยมของกลุ่มเป้าหมาย และควรตรวจสอบความเป็นไปได้และการยอมรับของมาตรการด้านการขนส่งก่อนปฏิบัติจริง
การสร้างคำถามไวยากรณ์ภาษาอังกฤษแบบปรนัยโดยใช้ทรานส์ฟอร์เมอร์ถ่ายทอดชนิดข้อความถึงข้อความ, พีรวัชน์ ชมภูยอด
การสร้างคำถามไวยากรณ์ภาษาอังกฤษแบบปรนัยโดยใช้ทรานส์ฟอร์เมอร์ถ่ายทอดชนิดข้อความถึงข้อความ, พีรวัชน์ ชมภูยอด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
คำถามปรนัยสำหรับทดสอบไวยากรณ์ภาษาอังกฤษสามารถสร้างแบบอัตโนมัติเพื่อลดระยะเวลาในการสร้างคำถาม ในอดีตงานวิจัยด้านนี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างคำถามแบบกึ่งอัตโนมัติ โดยนำข้อความที่สร้างโดยมนุษย์มาแปลงให้เป็นคำถามปรนัย ส่งผลให้จำนวนคำถามที่สร้างได้ขึ้นอยู่กับจำนวนข้อความในคลังข้อมูลเท่านั้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอระบบสร้างคำถามปรนัยแบบอัตโนมัติที่นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ โดยนำปัญญาประดิษฐ์มาฝึกสอนให้สามารถสร้างข้อความอัตโนมัติแบบควบคุมคุณสมบัติของข้อความได้ แบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องที่นำมาฝึกในงานวิจัยนี้คือแบบจำลองทรานส์ฟอร์มเมอร์ชนิดข้อความถึงข้อความหรือทีไฟว์ ซึ่งเป็นแบบจำลองที่มีประสิทธิภาพในการสร้างข้อความอัตโนมัติ คุณลักษณะที่ใช้ฝึกแบบจำลองได้แก่ คำสำคัญ และแม่แบบ เพื่อควบคุมเนื้อหาและชนิดคำของข้อความที่สร้างขึ้น นอกจากการสร้างข้อความอัตโนมัติ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้เสนอกลวิธีแบบกฎเพื่อแปลงข้อความให้เป็นคำถามปรนัยสำหรับ 10 หัวข้อไวยากรณ์ ผลการทดลองของงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าเมื่อนำคำถามที่สร้างขี้น มาประเมินผลด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษแล้ว มีการยอมรับได้อยู่ที่ร้อยละ 86 ถึงแม้ว่าคำถามที่ถูกสร้างขึ้นทั้งหมดไม่สามารถนำไปทดสอบนักเรียนได้โดยตรง แต่ระบบสร้างคำถามอัตโนมัตินี้สามารถช่วยสนับสนุนคุณครูให้จัดเตรียมข้อสอบได้รวดเร็วขึ้น
แนวทางการตัดสินใจการนำหุ่นยนต์มาใช้ทดแทนหรือปฏิบัติร่วมกับพนักงานในการทำงาน, ชนาธิป ทองดอนน้อย
แนวทางการตัดสินใจการนำหุ่นยนต์มาใช้ทดแทนหรือปฏิบัติร่วมกับพนักงานในการทำงาน, ชนาธิป ทองดอนน้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับกรอบการตัดสินใจสำหรับการนำหุ่นยนต์ร่วมปฏิบัติการหรือโคบอท เข้ามาใช้แทนที่แรงงานมนุษย์และ/หรือเพื่อทำงานร่วมกับคนงาน ในกรณีศึกษาของบริษัทที่ผลิตเลนส์แว่นตาผู้บริหารระดับสูงต้องการนำหุ่นยนต์ร่วมปฏิบัติการเข้ามาใช้ในกระบวนการคัดแยกชิ้นงาน เนื่องจากกระบวนการนี้เป็นกระบวนการทำงานแบบซ้ำ ๆ ซึ่งส่งผลกระทบให้พนักงานเกิดความเมื่อยล้าและความเจ็บป่วยทางการยศาตร์ ในการตัดสินใจสำหรับการนำหุ่นยนต์ร่วมปฏิบัติการทางโรงงานกรณีศึกษาได้ทำการพิจารณาเพียงด้านการเงินโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยสำคัญอื่นๆ ดังนั้นบทความนี้จึงมุ่งเน้นสำรวจปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจใช้หุ่นยนต์ร่วมปฏิบัติการในสายการผลิต โดยการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสำรวจ (EFA) และการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงยืนยัน (CFA) ซึ่งเป็นขั้นตอนทางสถิติหลายตัวแปร ถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรแฝง นอกจากนี้ได้ทำการจำลองสถานการณ์ด้วยโปรแกรม ARENA เพื่อตรวจสอบประโยชน์ของการนำโคบอทไปใช้ในกรณีศึกษาอีกด้วย
The Effect Of House Price Affordability On Social Integration Among Mobile Populations: Evidence From China, Yiping Li
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The level of integration of the mobile populations is related to whether group strengths and social resources can be fully utilized, thus affecting the development potential of a city. In addition, high house prices and low wages are common problems faced by mobile populations. This study aims to reveal whether the affordability of house prices among the mobile populations affects social integration and also further explores whether house price affordability has different effects on the social integration of different groups based on education level, gender and marital status. The data comes from the Collection of Data from Migrant Population Dynamics …
ผลการให้ข้อมูลย้อนกลับจากการประยุกต์ใช้โปรแกรมโค้ดที่มีต่อพัฒนาการการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา, ภัทราวดี ชุ่มนวล
ผลการให้ข้อมูลย้อนกลับจากการประยุกต์ใช้โปรแกรมโค้ดที่มีต่อพัฒนาการการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา, ภัทราวดี ชุ่มนวล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและตรวจสอบคุณภาพข้อมูลย้อนกลับที่นำมาใช้ร่วมกับโปรแกรมโค้ดในการประเมินพัฒนาการการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษา และ2) เพื่อวิเคราะห์พัฒนาการการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาจากการประยุกต์ใช้โปรแกรมโค้ดร่วมกับการให้ข้อมูลย้อนกลับ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยขั้นต้น แบบ pretest posttest time series design เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดทักษะการคิดแก้ปัญหา การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย การวิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละของพัฒนาการ และการวิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติสรุปอ้างอิง ได้แก่ สถิติทดสอบความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ ผลการวิจัยพบว่า 1) ข้อมูลย้อนกลับและเกณฑ์การประเมินการประยุกต์ใช้โปรแกรมโค้ด ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ (1) การเขียนโปรแกรมได้ตามที่โจทย์กำหนด (2) การแสดงลำดับขั้นตอนได้ตามเงื่อนไข (3) ความสมบูรณ์ของผลงาน และ (4) นำเสนอวิธีการแก้ปัญหา โดยมีค่าดัชนี IOC อยู่ระหว่าง .6-1.0 และ 2) นักเรียนมีพัฒนาการการคิดแก้ปัญหาสูงสุดในระยะที่ 4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
The Relationship Between Single-Parent Families And Academic Performance, Hao Yang
The Relationship Between Single-Parent Families And Academic Performance, Hao Yang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.
การศึกษาแนวทางบรรเทาภาวะหมดไฟในการทำงานของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน กลุ่มเจเนอเรชั่นวาย (Generation Y) กรณีศึกษา สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กรุงเทพมหานคร, ศุภอร กองเพ็ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาแนวทางการบรรเทาภาวะหมดไฟในการทำงานของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน กลุ่มเจเนอเรชั่นวาย (Generation Y) กรณีศึกษา สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดภาวะหมดไฟในการทำงานของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน อายุ 23-45 ปี ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Generation Y ทั้งนี้เพื่อนำผลการวิจัยที่ได้มากำหนดแนวทางในการบรรเทาภาวะหมดไฟในการทำงานของประชากรในกลุ่มนี้ การวิจัยนี้เริ่มจากการคัดครองผู้ที่มีภาวะหมดไฟจากแบบประเมินภาวะหมดไฟในการทำงาน พบว่ามีนักวิเคราะห์นโยบายและแผน ตอบแบบประเมิน 21 คนจากทั้งหมด 30 คน คิดเป็นอัตราการตอบกลับร้อยละ 70 และจำนวนผู้ตอบแบบประเมิน 8 ใน 21 คนนี้ มีภาวะหมดไฟในการทำงานในระดับสูงทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์ (Emotional Exhaustion) ด้านการเมินเฉยต่องาน (Cynicism) และด้านความสามารถในการทำงาน (Professional Efficacy) ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 38.10 ปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน 5 อันดับแรก ได้แก่ ความเครียดจากผู้บริหาร สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงาน ค่าตอบแทนไม่เพียงพอ มีความตั้งใจลาออกจากงาน และโครงสร้างองค์กรแบบไซโล ในทางกลับกันปัจจัยที่ไม่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน คือ เพศ สถานภาพการสมรส และสัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมงาน วิธีรับมือกับภาวะหมดไฟในการทำงานด้วยตนเอง ได้แก่ การปรับตัวในการทำงาน การมองโลกในแง่ดี การปลีกตัวออกจากงาน และการหาที่ปรึกษาเพื่อรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะต่อองค์กรโดยการปรับโครงสร้างองค์กรที่ต้องสลายการทำงานแบบไซโลเพื่อเพิ่มการสื่อสารของคนในองค์กรให้เป็นในทิศทางเดียวกัน
การผลักดันมรดกโลกของญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลชินโซะ อาเบะ ค.ศ. 2012 – 2020: เพื่อการเชิดชูอดีตและการหลงลืมความจริงโดยเจตนา, อมรรัตน์ โม้ชัย
การผลักดันมรดกโลกของญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลชินโซะ อาเบะ ค.ศ. 2012 – 2020: เพื่อการเชิดชูอดีตและการหลงลืมความจริงโดยเจตนา, อมรรัตน์ โม้ชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สิ่งของหรือสถานที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘มรดกโลก’ จากองค์กรยูเนสโกนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่แสดงคุณค่าว่าพื้นที่แห่งนั้นมีคุณค่าแก่การเยี่ยมชม เปรียบเสมือน “สิ่งมหัศจรรย์ของโลก” ยุคใหม่ ซึ่งจะช่วยปลูกฝังความภาคภูมิใจและสนับสนุนประเทศต่าง ๆ ในการที่จะรักษาสถานที่นั้น อย่างไรก็ตาม ‘สถานที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมสมัยเมจิ’ (the Sites of Japan’s Meiji Industrial Revolution) หรือ SJMIR ในฐานะมรดกโลกนั้นได้เป็นโครงการหลักระดับชาติในการเผยแพร่เรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของญี่ปุ่นในยุคเมจิสู่สากล ภายใต้รัฐบาลอนุรักษ์นิยมของนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ ค.ศ. 2012-2020 กลับมีจุดประสงค์เพื่อแสวงหา ‘การเป็นที่ยอมรับ’ นับหน้าถือตาในเวทีระหว่างประเทศ ในขณะที่ความจริงแล้วอำนาจของญี่ปุ่นมีสถานะที่ลดน้อยถอยลง และถึงแม้ว่าความคิดถึงระดับชาตินี้จะตรงกับวาทกรรมทางการเมืองร่วมสมัยของเขาเกี่ยวกับการเอาชนะความท้าทายในประเทศและระหว่างประเทศของญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 21 แต่ก็กระตุ้นให้ผู้คนหลงลืมมุมมองอื่นที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำของชาวเกาหลีเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงาน ลัทธิล่าอาณานิคม และสงคราม เช่นกัน โดยสารนิพนธ์ฉบับนี้จะสำรวจถึงกระบวนการการผลักดันการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ‘สถานที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมสมัยเมจิ’ ซึ่งในเนื้อหาดังกล่าวจะชี้ให้เห็นถึงบทบาทของผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกของญี่ปุ่นที่พยายามนำเสนอเพียงแต่เรื่องราวเชิงบวกถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วของญี่ปุ่นเท่านั้น อีกทั้งพยายามบิดเบือนเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ทางเลือกให้ถูกลืมเลือนไป
Russian Motives In Cyberattacks: Case Studies Of Estonia And Ukraine, Theeratiphong Pannil
Russian Motives In Cyberattacks: Case Studies Of Estonia And Ukraine, Theeratiphong Pannil
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The purpose of this independent_study is to examine Russian motivations for the 2007 cyberattacks on Estonia's critical information infrastructure and the 2015 Ukraine power grid breach. It also analyzes the aftermath and consequences of the attacks, as well as efforts to address the issues. The study found that Russia's primary purpose in cyberattacks is most likely to survive the anarchy of the international system, in which states can never trust each other and must rely on themselves. The acts of Estonia and Ukraine, as well as NATO's ambitions to expand, intervene, and achieve dominance in Russia's sphere of influence, would …
การศึกษาแนวทางในการบริหารจัดการความเครียดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ สายด่วน 1567 ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย, เอกศักดิ์ อุ่นใจ
การศึกษาแนวทางในการบริหารจัดการความเครียดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ สายด่วน 1567 ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย, เอกศักดิ์ อุ่นใจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง “การศึกษาแนวทางในการบริหารจัดการความเครียดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ สายด่วน 1567 ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความเครียดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และหาแนวทางบริหารจัดการความเครียด ด้วยวิธีวิจัยเชิงเอกสารเชิงเปรียบเทียบแนวทางการปฏิบัติที่ดี ตามกรอบแนวคิดการจัดการความเครียดอย่างเป็นระบบ และกรอบแนวคิดการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานแบบผสมผสานมุ่งเน้นความยืดหยุ่น และสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน 10 คน ผลการศึกษา พบว่ามีปัจจัยภายในที่อยู่ในขอบเขตอำนาจศูนย์ดำรงธรรมที่ส่งผลต่อความเครียด ได้แก่ (1) ปัจจัยบทบาทหน้าที่ เกี่ยวข้องกับการเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามนโยบาย ความรับผิดชอบกับคำตอบ และ (2) การเป็นตัวกลางในการประสานงาน ส่วนปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกขอบเขตอำนาจของศูนย์ดำรงธรรม ได้แก่ (1) ปัจจัยลักษณะงาน เกี่ยวข้องกับการรับสายเป็นเวลานาน การทราบปัญหา แต่ช่วยไม่ได้ และ (2) ปัจจัยผลตอบแทนและสวัสดิการ เกี่ยวข้องกับค่าล่วงเวลา ช่วงเวลาพักหรือเลิกงาน และวันลา วันหยุดประจำปี ทั้งนี้ ภายใต้แนวคิดกรอบการบริหารจัดการเชิงระบบและการทำงานแบบผสมผสานมุ่งเน้นความยืดหยุ่น ศูนย์ดำรงธรรม ควรสร้างแบบประเมินสาเหตุของความเครียดเพื่อหาแนวทางบริหารจัดการ ผู้นำองค์กรควรส่งเสริมการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมแบบสองทาง เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานเป็นทีมที่มุ่งเน้นความยืดหยุ่น เกิดการช่วยเหลือและแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ เพื่อสามารถรับมือกับผู้ร้องทุกข์ สิ่งเร้า และปริมาณงานที่ไม่สามารถควบคุมได้
แรงจูงใจของข้าราชการตำรวจในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ กรณีศึกษา ฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล, กณิศา สุภาแพ่ง
แรงจูงใจของข้าราชการตำรวจในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ กรณีศึกษา ฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล, กณิศา สุภาแพ่ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา แรงจูงใจในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพของข้าราชการตำรวจในสังกัดฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชากาตำรวจสันติบาลในปัจจุบัน เพื่อระบุแรงจูงใจที่ควรได้รับการปรับปรุง พัฒนา และเพื่อส่งผลให้เกิดการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ของข้าราชการตำรวจในสังกัดดังกล่าว โดยผู้วิจัยทำการศึกษาด้วยการสัมภาษณ์ประชากรกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการตำรวจระดับผู้บริหาร และระดับปฏิบัติการ ในสังกัดฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล และผู้ปฏิบัติงานร่วม ผลจากการศึกษาพบว่าแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจในสังกัดฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาลให้มีประสิทธิภาพนั้น เกิดจากทั้งปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุน โดยปัจจัยจูงใจที่สำคัญที่สุดคือ การได้รับการยอมรับโดยข้าราชการตำรวจในฝ่ายกิจการต่างประเทศที่มีความรู้ ความสามารถ ความถนัดที่แตกต่างกัน ได้รับการยอมรับจากผู้บังคับบัญชาและได้มอบหมายงานที่ท้าทาย และตรงกับความถนัด ซึ่งทำให้ข้าราชการตำรวจพึงพอใจในการปฏิบัติงาน และส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ปัจจัยค้ำจุนที่สำคัญที่สุดคือ ความสัมพันธ์กับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานโดยผลการศึกษาพบว่าการที่ข้าราชการตำรวจในฝ่ายกิจการต่างประเทศ มีบรรยากาศความสัมพันธ์ที่ดีภายในที่ทำงาน ส่งผลให้เกิดความอยากมาทำงาน และส่งเสริมให้การปฏิบัติงานเป็นไปด้วยดี เพราะสามารถสนับสนุนและสื่อสารระหว่างกันภายในฝ่ายได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามการศึกษานี้พบว่า หากปัจจัยด้านความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เช่น ความชัดเจนของการกำหนดปริมาณงานที่ทำสำเร็จ มาตรฐานของแต่ละงาน แต่ละภารกิจ ลักษณะผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างตรงไปตรงมาและยุติธรรม และมีรางวัลหรือค่าตอบแทนพิเศษให้แก่ข้าราชการตำรวจ ได้รับการปรับปรุงให้เป็นรูปธรรมและนำไปใช้จริงได้ จะยิ่งส่งเสริมปัจจัยค้ำจุนให้สูงยิ่งขึ้น และผลักดันให้ข้าราชการตำรวจในสังกัดฝ่ายกิจการต่างประเทศ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาลปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร:กรณีศึกษาข้าราชการตำรวจ กองการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กีรติ ฐิติพงศกร
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร:กรณีศึกษาข้าราชการตำรวจ กองการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กีรติ ฐิติพงศกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรกรณีศึกษาข้าราชการตำรวจ กองการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อวิเคราะห์ระดับความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการตำรวจ กองการเงิน และศึกษาหาแนวทางเพื่อสร้างความผูกพันต่อองค์กร การศึกษาครั้งนี้ใช้การวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการตำรวจ กองการเงิน ขั้นตอนเชิงปริมาณเกี่ยวข้องกับการสำรวจระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความผูกพันต่อองค์กร ขณะที่ขั้นตอนเชิงคุณภาพจะเป็นการสัมภาษณ์ข้าราชการตำรวจ กองการเงินและข้าราชการตำรวจที่เคยสังกัดกองการเงิน แต่ได้ย้ายไปอยู่หน่วยงานอื่น ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลเกี่ยวกับระดับการทำงาน และระยะเวลาปฏิบัติงานในหน่วยงาน ปัจจัยด้านลักษณะงาน ได้แก่ ความท้าทายในการทำงาน ความก้าวในการทำงาน การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และอาศัยการทำงานเป็นทีม และปัจจัยด้านความพึงพอใจในการทำงาน ได้แก่ เงินเดือนและสวัสดิการ การพัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากร สภาพแวดล้อมในการทำงาน ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา และความรู้สึกว่าตนสำคัญต่อองค์กร ส่งผลต่อระดับความผูกพันต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญ
การนำมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐไปปฏิบัติ : กรณีศึกษาที่ทำการปกครองอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี, คมสัน วงศ์แหลมมัจฉา
การนำมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐไปปฏิบัติ : กรณีศึกษาที่ทำการปกครองอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี, คมสัน วงศ์แหลมมัจฉา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาการนำมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐมาปฏิบัติของที่ทำการปกครองอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี โดยมุ่งตอบคำถามว่าที่ทำการปกครองอำเภอเมืองราชบุรี มีการนำมาตรการประหยัดพลังงานไปปฏิบัติอย่างไร และมีภาระทางการบริหารอะไรเกิดขึ้นบ้าง โดยเก็บข้อมูลสถิติค่าไฟ และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่างรวมทั้งสิ้น 10 คน มีข้อค้นพบว่า นโยบายนี้มีลักษณะของมาตรการบังคับและ “ตัดเสื้อโหล” (One-size-fits-all) ที่ขาดความยืดหยุ่นต่อภารกิจและบริบทของหน่วยงาน การนำนโยบายไปปฎิบัติประสบปัญหาด้านทรัพยากร โดยที่ทำการปกครองอำเภอเมืองราชบุรีสามารถลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ถึง 20.65% ในช่วงที่บังคับใช้มาตรการ โดยได้มีการสนองนโยบายอย่างเข้มข้น เช่น กำหนดระยะเวลาเปิด-ปิดเครื่องปรับอากาศ ระยะเวลาพักหน้าจอคอมพิวเตอร์เมื่อไม่ใช้งาน เนื่องจากต้องชดเชยในส่วนที่ไม่สามารถดำเนินการประหยัดพลังงานได้ เช่น การปฏิบัติภารกิจบริการประชาชน และการใช้บริการจากหน่วยงานอื่น หรือหน่วยงานที่มีสถานที่ตั้งอยู่บนอาคารที่ว่าการอำเภอ และการที่ไม่มีงบประมาณสนับสนุนในการจัดซื้ออุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน โดยพบว่าที่ทำการปกครองฯ ต้องแบกรับต้นทุนจากการปฏิบัติตามนโยบาย และต้นทุนด้านการเรียนรู้
ความไว้วางใจของประชาชนในการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย : กรณีศึกษา การให้บริการประชาชนของศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานี, จิรัชญา บุรุษพัฒน์
ความไว้วางใจของประชาชนในการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย : กรณีศึกษา การให้บริการประชาชนของศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานี, จิรัชญา บุรุษพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความไว้วางใจของประชาชนในการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย: กรณีศึกษา การให้บริการประชาชนของศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานี เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนในจังหวัดปทุมธานีที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปและเคยใช้บริการของศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานี จำนวน 263 คนสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างทำการสัมภาษณ์เชิงลึกจากประชาชนในจังหวัดปทุมธานีที่เคยใช้บริการศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานี จำนวน 10 คน ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติการวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุ กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ระดับความความไว้วางใจในการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานีในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยส่วนบุคคล ด้านระดับการศึกษา และรายได้เฉลี่ยที่แตกต่างกันมีผลต่อระดับความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานี แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ประกอบกับปัจจัยด้านความซื่อสัตย์ การตอบสนอง ความน่าเชื่อถือ ด้านการรับฟัง/เปิดกว้าง และความเป็นธรรม ส่งผลต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 และปัจจัยที่ส่งผลต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดปทุมธานีที่สำคัญมากที่สุด คือ ด้านการตอบสนอง (Beta = 0.299) รองลงมาคือ ด้านความน่าเชื่อถือ (Beta = 0.266) ด้านการรับฟัง/เปิดกว้าง (Beta = 0.232) ด้านความเป็นธรรม (Beta = 0.186) และด้านความซื่อสัตย์ (Beta = 0.130) ตามลำดับ ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะเพื่อเพิ่มการต่อยอดในการพัฒนาความไว้วางใจผ่านปัจจัย 5 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการตอบสนอง ควรเพิ่มเจ้าหน้าที่ให้พอเพียงกับปริมาณงาน 2.ด้านความน่าเชื่อถือ เจ้าหน้าที่ต้องมีองค์ความรู้และความชำนาญในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะความรู้ด้านกฎหมาย และเก็บข้อมูลของผู้มาร้องเรียนเป็นความลับ 3. ด้านการรับฟัง/เปิดกว้าง เจ้าหน้าที่ต้องมีความตั้งใจและเปิดกว้างรับฟังในทุกปัญหาความเดือดร้อน 4. ด้านความเป็นธรรม ปลูกฝังความเท่าเทียมทั้งในองค์กรและปฏิบัติภายใต้อำนาจหน้าที่อย่างยุติธรรม และ 5.ด้านความซื่อสัตย์ ปลูกฝังค่านิยมความซื่อสัตย์ในองค์กร ส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับขององค์กรอย่างเคร่งครัด
การรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2566 - 2570 : กรณีศึกษาข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ, ธิดานันท์ ทันจิตร์
การรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2566 - 2570 : กรณีศึกษาข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ, ธิดานันท์ ทันจิตร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2566 - 2570 ของข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ภูมิหลังส่วนบุคคลกับการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจของข้าราชการ สคร. ในการนี้ผู้วิจัยเลือกใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) ซึ่งประกอบด้วยทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและ เชิงคุณภาพ และใช้เทคนิคการสำรวจและการสัมภาษณ์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจากข้าราชการ สคร. ประเภทวิชาการ (ระดับชำนาญการพิเศษ ชำนาญการ และปฏิบัติการ) รวมถึงการสัมภาษณ์เฉพาะผู้บริหาร สคร. ผลการวิจัยพบว่า ข้าราชการ สคร. ส่วนใหญ่มีการรับรู้และเคยศึกษาแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีปริมาณเนื้อหาที่ได้รับรู้/รับทราบน้อยกว่าร้อยละ 25 และมีความเข้าใจเกี่ยวกับแผนดังกล่าวระดับ ปานกลาง สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างภูมิหลังส่วนบุคคลกับการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแผน พบว่า ภูมิหลังส่วนบุคคลของข้าราชการ สคร. มีความสัมพันธ์กับการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแผนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีความสัมพันธ์กับการรับรู้ใน 2 ประเด็น คือ การศึกษาและการรับรู้/รับทราบ ปริมาณเนื้อหาที่ปรากฏในแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ และมีความสัมพันธ์กับความเข้าใจใน 3 ด้าน ได้แก่ ส่วนงานที่สังกัด ลักษณะงาน และความเกี่ยวข้องระหว่างแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจกับตัวชี้วัดการประเมินผล การปฏิบัติราชการของตนเอง สำหรับภูมิหลังส่วนบุคคลด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งข้าราชการ และประสบการณ์ทำงาน พบว่าไม่มีความสัมพันธ์กับความเข้าใจเกี่ยวกับแผนดังกล่าว ดังนั้น งานวิจัยนี้ จึงเสนอแนะให้มีการมุ่งพัฒนาและเพิ่มความเข้าใจแก่บุคลากร สคร. โดยเฉพาะบุคลากรที่อยู่ในส่วนงานหลัก ที่มีการปฏิบัติงานในภารกิจด้านรัฐวิสาหกิจของ สคร. ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานและเป็นกำลังสำคัญ ในการสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่หน่วยงานรัฐวิสาหกิจเพื่อให้รัฐวิสาหกิจมีความเข้าใจที่ตรงกันนำไปสู่การบรรลุ วิสัยทัศน์ของแผนดังกล่าว และก่อเกิดเป็นพลังผลักดันไปสู่เป้าหมายการพัฒนาของประเทศต่อไป||This research project aimed to examine perception and understanding towards the State Enterprise Development Plan B.E. 2566 - 2570 of civil servants in the State Enterprise Policy Office (SEPO) and …
The Outcomes Of Using Thai Biphasic Calcium Phosphate For Bone Augmentation In Implant Dentistry, Sirida Arunjaroensuk
The Outcomes Of Using Thai Biphasic Calcium Phosphate For Bone Augmentation In Implant Dentistry, Sirida Arunjaroensuk
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Aims: The aim of this randomized, double-blind, clinical trial was to compare the stability of the horizontal dimensions (facial bone thickness) of augmented bone using Biphasic Calcium Phosphate (BCP) with hydroxyapatite/ β-tricalcium phosphate ratio of either 60/40 or 70/30. Materials and Methods: Sixty dental implants placed with contour augmentation in the esthetic zone were randomized to 60/40 BCP (n=30) or 70/30 BCP (n=30). Cone-Beam Computed Tomographic was used to assess facial bone thickness post-implantation and 6 months later at implant platform and 2, 4, and 6 mm apical to it. Results: The percentage of horizontal dimension reduction was 23.64%, 12.83%, …
The Difference Of Plasma 16s Ribosomal Bacterial Deoxyribonucleic Acid Level Between Cirrhotic Patients With And Without Hepatic Encephalopathy, Kessarin Thanapirom
The Difference Of Plasma 16s Ribosomal Bacterial Deoxyribonucleic Acid Level Between Cirrhotic Patients With And Without Hepatic Encephalopathy, Kessarin Thanapirom
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Bacterial translocation (BT) and systemic inflammation play a key role in the pathogenesis of cirrhotic complications. The 16S ribosomal bacterial DNA (bactDNA) has been widely used as a marker of BT. The data on the relationship between BT, systemic inflammation and hepatic encephalopathy (HE) are scarce. This study aimed to assess the difference between plasma 16s ribosomal bactDNA and HE in patients with cirrhosis. Method: Cirrhotic patients without bacterial infection were enrolled at Chulalongkorn University, Bangkok, Thailand, from August 2021 to December 2022. Grading of HE was classified by the West Haven Criteria and Psychometric hepatic encephalopathy score (PHES) …
สุขภาวะทางจิตและการเห็นคุณค่าในตนเองของเด็กและเยาวชนในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก, ปพนพัชร์ ชัยศิริวิกรม
สุขภาวะทางจิตและการเห็นคุณค่าในตนเองของเด็กและเยาวชนในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก, ปพนพัชร์ ชัยศิริวิกรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษากลุ่มเด็กและเยาวชนภายในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน โดยดำเนินการศึกษาเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เพื่อศึกษาเกี่ยวกับสุขภาวะทางจิตและการเห็นคุณค่าในตนเอง ความเกี่ยวข้องกันของสุขภาวะทางจิตและการเห็นคุณค่าในตนเอง รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องของสุขภาวะทางจิตและการเห็นคุณค่าในตนเองของเยาวชนในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษกซึ่งเป็นเพศชายทั้งหมดจำนวน 52 คน ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐานทั่วไป แบบประเมินสุขภาวะทางจิต และแบบประเมินการเห็นคุณค่าในตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ทั้งนี้ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีสุขภาวะทางจิตและการเห็นคุณค่าในตนเองระดับปานกลางคือร้อยละ 48.1 และร้อยละ 65.4 ตามลำดับ พบคะแนนของสุขภาวะทางจิตและคะแนนการเห็นคุณค่าในตนเองของกลุ่มตัวอย่างมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในทางบวกระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=.740, p<0.01) และพบว่าปัจจัยเกี ่ยวกับการมีแบบอย่างที ่ดีในปัจจุบันมี นัยสำคัญทางสถิติที ่เกี ่ยวข้องกับสุขภาวะทางจิต (p<0.05) โดยเป็นปัจจัยเดียวที ่เกี ่ยวข้องกับสุข ภาวะทางจิตอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังจากการวิเคราะห์ถดถอยลอจิสติกยังคงพบนัยสำคัญทาง สถิติในการทำนายระดับสุขภาวะทางจิต (B=-1.402, p<0.05) แต่ทว่าไม่พบปัจจัยที่สัมพันธ์กับการ เห็นคุณค่าในตนเองของกลุ ่มตัวอย่างในครั ้งนี้ ผลจากการศึกษานี ้สามารถเป็นแนวทางในการดูแล และส่งเสริมเด็กและเยาวชนภายในศูนย์แห่งนี ้ให้มีสุขภาวะทางจิตและการเห็นคุณค่าในตนเอง เพิ่มขึ้นในอนาคต
อิทธิพลของพฤติกรรมการใช้งานทวิตเตอร์ต่อความสุขเชิงอัตวิสัยโดยมีการเห็นคุณค่าในตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่านและการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมเป็นตัวแปรกำกับ, กิตติภพ ถนอมรอด
อิทธิพลของพฤติกรรมการใช้งานทวิตเตอร์ต่อความสุขเชิงอัตวิสัยโดยมีการเห็นคุณค่าในตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่านและการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมเป็นตัวแปรกำกับ, กิตติภพ ถนอมรอด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้งานทวิตเตอร์แบบแอคทีฟ (active) และความสุขเชิงอัตวิสัย และสำรวจการเห็นคุณค่าในตนเองในฐานะตัวแปรส่งผ่าน โดยมีการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมจากผู้ใช้งานอื่นในเครือข่ายมาเป็นตัวแปรกำกับความสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยนี้เป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อายุ18-22 ปี จำนวน 207 คน แบ่งเป็นเพศชาย 43 คน และเพศหญิง 164 คน โดยที่กลุ่มตัวอย่างต้องมีการใช้งานทวิตเตอร์ในลักษณะที่มีการปฏิสัมพันธ์ มีส่วนร่วมในกิจกรรมกับชุมชนและเครือข่ายของตนเอง และมีการทวีตข้อความลงในทวิตเตอร์ของตนเอง ภายใน 1 เดือนก่อนการเก็บข้อมูล ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์ถดถอย โมเดลการกำกับอิทธิพลการส่งผ่าน (moderated mediation model) ในการทดสอบสมมติฐานการวิจัย ซึ่งผลการวิเคราะห์พบว่า พฤติกรรมการใช้งานทวิตเตอร์แบบแอคทีฟมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการรับรู้การสนับสนุนทางสังคม (r = .62, p < .01) และความสุขเชิงอัตวิสัย (r = .20, p < .01) อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่มีความสัมพันธ์กับการเห็นคุณค่าในตนเอง (r = .10, p > .05) ไม่แตกต่างจากศูนย์อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจากการทดสอบสมมติฐานพบว่า พฤติกรรมการใช้งานทวิตเตอร์แบบแอคทีฟไม่มีอิทธิพลต่อการเห็นคุณค่าในตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (b = -.02, p > .05) ซึ่งไม่พบอิทธิพลของการเห็นคุณค่าในตนเองในฐานะตัวแปรส่งผ่านความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้งานทวิตเตอร์แบบแอคทีฟและความสุขเชิงอัตวิสัย และไม่พบอิทธิพลของการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมในฐานะตัวแปรกำกับความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้งานทวิตเตอร์แบบแอคทีฟและการเห็นคุณค่าในตนเอง (b= .02, p > .05) ในขณะที่พบอิทธิพลของการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมในฐานะตัวแปรกำกับความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้งานทวิตเตอร์แบบแอคทีฟและความสุขเชิงอัตวิสัย (b = .07, p < .05) ซึ่งโมเดลการกำกับ สามารถทำนายความแปรปรวนของความสุขเชิงอัตวิสัยได้ร้อยละ 62 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (R2 = .62, F(7, 199) = 64.29, p < .01)
ประสบการณ์การยอมรับตนเองของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง, จันทิกา ลิ่มพงศธร
ประสบการณ์การยอมรับตนเองของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง, จันทิกา ลิ่มพงศธร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยา วัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการยอมรับตนเองของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ผู้ให้ข้อมูลหลัก ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง อายุระหว่าง 63 ปี ถึง 79 ปี จำนวน 6 คน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกใช้คำถามสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ผลการศึกษาพบประสบการณ์การยอมรับตนเอง 3 ประเด็นหลัก กล่าวคือ ประเด็นที่ 1 กาย-ใจเปราะบางจากสุขภาพที่เสื่อมถอยและภาวะพึ่งพิง ครอบคลุม 4 ประเด็นย่อย ได้แก่ การตระหนักในสภาพร่างกายที่เสื่อมถอย การที่ต้องใช้ชีวิตอย่างระแวดระวัง พึ่งตัวเองได้น้อยลง ความรู้สึกรู้สึกอึดอัดใจ กังวลใจ ท้อแท้ใจ เมื่อทำสิ่งที่เคยทำไม่ได้ และความรู้สึกเกรงใจ ที่เป็นภาระผู้อื่น ประเด็นที่ 2 ความสัมพันธ์และหลักยึดทางใจช่วยให้ทำใจเมื่อต้องพึ่งพิงผู้อื่น ครอบคลุม 2 ประเด็นย่อย ได้แก่ ความรักและความห่วงใยของคนรอบข้าง และการปฏิบัติตนตามหลักศาสนาและมีหลักยึดเหนี่ยวทางใจ และประเด็นที่ 3 ยอมรับ ปรับการใช้ชีวิต และเปิดใจต้อนรับการเปลี่ยนแปลง ครอบคลุม 2 ประเด็นย่อย ได้แก่ ยอมรับและปรับการใช้ชีวิต และเปิดใจต้อนรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งความรู้ความเข้าใจดังกล่าวสามารถนำมาเป็นฐานในการเข้าใจประสบการณ์ของผู้รับบริการที่เป็นผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง รวมถึงสามารถนำไปต่อยอดการศึกษาการบำบัดทางจิตวิทยาสำหรับผู้สูงอายุและครอบครัวต่อไป
ความสัมพันธ์ระหว่างความไม่มั่นคงในงานและความต้องการลาออก: บทบาทของภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล และการฟื้นพลัง, ณิชารีย์ เสนะวัต
ความสัมพันธ์ระหว่างความไม่มั่นคงในงานและความต้องการลาออก: บทบาทของภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล และการฟื้นพลัง, ณิชารีย์ เสนะวัต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ความสัมพันธ์ระหว่างความไม่มั่นคงในงานและความตั้งใจลาออก (2) ศึกษาบทบาทของภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลในฐานะตัวแปรส่งผ่านระหว่างความสัมพันธ์ข้างต้น (3) ศึกษาบทบาทของการฟื้นพลังในฐานะตัวแปรกำกับระหว่างความสัมพันธ์ของความไม่มั่นคงในงานและภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลและระหว่างความสัมพันธ์ของความไม่มั่นคงในงานและความตั้งใจลาออก กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานบริษัทโทรคมนาคมแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครจำนวน 456 คน ซึ่งคิดเป็น 32.57% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ (1) มาตรวัดความต้องการลาออก (2) มาตรวัดความไม่มั่นคงในงาน (3) มาตรวัดภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล (4) มาตรวัดการฟื้นพลัง ผลการวิจัยพบว่า 1. ความไม่มั่นคงในงานสามารถทำนายภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลและความตั้งใจลาออกได้อย่างมีนัยสำคัญ 2. ไม่พบนัยสำคัญของภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลในการส่งผ่านความสัมพันธ์ระหว่างความไม่มั่นคงในงานและความต้องการลาออก 3. การฟื้นพลังสามารถลดภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลในกรณีที่พนักงานมีความไม่มั่นคงในงานสูงได้
อิทธิพลของการรับรู้ความเหมือนมนุษย์ผ่านภาพประกอบ ความต้องการทางปัญญา และความน่าเชื่อถือของสารโน้มน้าวใจต่อเจตคติต่อการใช้กระบอกน้ำพกพา, รัตนกร แก้ววานิช
อิทธิพลของการรับรู้ความเหมือนมนุษย์ผ่านภาพประกอบ ความต้องการทางปัญญา และความน่าเชื่อถือของสารโน้มน้าวใจต่อเจตคติต่อการใช้กระบอกน้ำพกพา, รัตนกร แก้ววานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้ความเหมือนมนุษย์ ความต้องการทางปัญญา และความน่าเชื่อถือของสารโน้มน้าวใจที่มีต่อเจตคติต่อการใช้กระบอกน้ำพกพาเมื่อนักศึกษาอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัย ผู้ร่วมการทดลองในงานวิจัยเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 222 คน ซึ่งตอบมาตรวัดความต้องการทางปัญญา แล้วจึงอ่านข้อความโน้มน้าวใจที่ถูกจัดกระทำให้มีคุณภาพของข้อโต้แย้งสูงหรือต่ำ และมีภาพประกอบที่มีความเหมือนมนุษย์หรือไม่มีความเหมือนมนุษย์ แล้วตอบมาตรวัดเจตคติต่อการใช้กระบอกน้ำพกพาในบริเวณมหาวิทยาลัย และเขียนรายงานความคิดที่เกิดขึ้นขณะที่กำลังอ่านสารโน้มน้าวใจ ผลการวิเคราะห์พบการปฏิสัมพันธ์ 3 ทางระหว่างตัวแปรต่อเจตคติต่อการใช้กระบอกน้ำพกพาอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษานี้มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจอิทธิพลของการรับรู้ความเหมือนมนุษย์ในการเปลี่ยนเจตคติต่อพฤติกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม
ปัญหาการกำหนดความผิดฐานเหยียดหยามธงชาติ, จินต์จุฑา บำเพ็ญวัฒนา
ปัญหาการกำหนดความผิดฐานเหยียดหยามธงชาติ, จินต์จุฑา บำเพ็ญวัฒนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาการกำหนดความผิดฐานเหยียดหยามธงชาติของประเทศไทยตามมาตรา 118 และมาตรา 135 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติธง พ.ศ. 2522 โดยศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสาธารณรัฐอินเดีย ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและประเทศสาธารณรัฐเกาหลีเพื่อกำหนดแนวทางปรับปรุงแก้ไขกฎหมายไทย จากการศึกษา พบว่าความผิดฐานเหยียดหยามธงชาติของประเทศไทยมีข้อบกพร่องทางกฎหมาย 4 ประการ กล่าวคือ บทบัญญัติไม่สอดคล้องกับบริบททางสังคมและการเมือง ขัดกับหลักความชัดเจนแน่นอนของกฎหมายอาญา มีความเป็นอาญาและจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนเกินสมควร เพื่อแก้ไขปัญหาทางกฎหมายทั้ง 4 ประการ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงเสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขความผิดฐานเหยียดหยามธงชาติของประเทศไทยโดยยกเลิกความผิดฐานเหยียดหยามธงชาติในมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติธง พ.ศ. 2522 ซึ่งซ้ำซ้อนกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา กำหนดขอบเขตของการกระทำให้ครอบคลุมเฉพาะการปลด การทำลาย การทำให้เสียหาย การทำให้ไร้ประโยชน์และการทำให้เปรอะเปื้อนซึ่งธงหรือเครื่องหมายอื่นใดอันมีความหมายถึงรัฐโดยเปิดเผยหรือในที่ประชุม กำหนดขอบเขตของธงอันมีความหมายถึงรัฐตามมาตรา 118 ให้ครอบคลุมเฉพาะผืนธงชาติไม่ว่าจะมีขนาดใดและทำมาจากวัสดุใด กำหนดขอบเขตของวัตถุแห่งการกระทำของมาตรา 135 ให้ครอบคลุมเฉพาะธงชาติและเครื่องหมายอื่นใดอันมีความหมายถึงรัฐต่างประเทศที่แสดงไว้เพื่อใช้แทนประเทศนั้นอย่างเป็นทางการ และกำหนดให้คำว่า “เหยียดหยาม” เป็นเจตนาพิเศษเช่นเดิม
Associated Factors Of Completed Suicide Among Attempted Suicide Cases In Chaiyaphum Province, Thailand During 2018 – 2021: A Secondary Data Analysis, Pattarachai Simaroj
Associated Factors Of Completed Suicide Among Attempted Suicide Cases In Chaiyaphum Province, Thailand During 2018 – 2021: A Secondary Data Analysis, Pattarachai Simaroj
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Suicide is a cause of death with impact emotional and societal costs, although it is a generally preventable cause of death and a critical global public health issue. In Thailand, the suicide rate is on the uptrend, and Chaiyaphum province is also one of the provinces that face this lethal phenomenon. However, there are very few studies about suicide cases in Chaiyaphum province. Therefore, this current study aimed to evaluate the associated factors with completed suicide cases in Chaiyaphum province. This study used the registry-based data of completed suicide and attempted suicide cases in the self-harm surveillance database of Thailand …
Assessing Impacts Of Government Financial Support Program During Covid-19 (Thai Government’S 50:50 Co-Payment Scheme) On Suicide Ideation: A Secondary Data Analysis Of Pre-Post Study Design In 2022, Boonyawee Yeeluk
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Introduction: Suicide is a leading course of mortality worldwide including Thailand. Economic crisis leads to the mental health disorder including suicide ideation in general population. The COVID-19 pandemic triggered global and country economic crisis which worsen individual income. Thai government launched the government financial support namely Thai government's 50:50 co-payment scheme to not only unburden the expenditure but also reduce the economic stressor of Thai population. However, few studies have assessed the mental health disorder including suicide ideation among the government financial support recipients.Objective: To compare suicide ideation scores between before and after the fourth phase of Thai government’s 50:50 …
Associated Factors Among Confirmed Covid-19 Cases And Telemedicine Treatment Outcome During The Third Wave Of Covid-19 In Myanmar: A Secondary Data Analysis, Hein Thu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background - COVID-19 pandemic effects on the health, economy, and society - worldwide. Millions of people around the world have been infected by the virus, which has killed hundreds of, thousands of people. COVID-19 has a wide range of clinical manifestations and progression. Fever, dry cough, fatigue, myalgia, headache, sore throat, abdominal pain, and diarrhea are common symptoms reported. Hospitalization and severity of COVID-19 were strongly correlated with the presence of certain co-morbidities. Telemedicine has emerged as a vital tool in the COVID-19 era, addressing several pressing challenges faced by healthcare systems. The widespread adoption of telemedicine during the COVID-19 …
แนวทางการพัฒนาศุภนิติกระบวนในการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ: กรณีการนั่งพิจารณาเสมือนจริงในการระงับข้อพิพาททางพาณิชย์ระหว่างประเทศ, เกวลี เมืองแก้ว
แนวทางการพัฒนาศุภนิติกระบวนในการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ: กรณีการนั่งพิจารณาเสมือนจริงในการระงับข้อพิพาททางพาณิชย์ระหว่างประเทศ, เกวลี เมืองแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาศุภนิติกระบวนในการพิจารณาข้อพิพาทในรูปแบบเสมือนจริง (Virtual Hearings) ในการอนุญาโตตุลาการเพื่อสร้างแนวปฏิบัติที่มีความชัดเจนและเหมาะสมในการนั่งพิจารณาเสมือนจริงโดยคำนึงถึงหลักความมีประสิทธิภาพ (Efficiency) และความสอดคล้องกับศุภนิติกระบวน (Due process) ในการอนุญาโตตุลาการเป็นสำคัญ จากการศึกษาพบว่าแม้ว่าการนั่งพิจารณาคดีเสมือนจริงก่อให้เกิดความมีประสิทธิภาพ ได้แก่ คู่พิพาท จะได้รับความคุ้มค่า ความสะดวก และความรวดเร็ว เป็นต้น แต่คำชี้ขาดที่ทำขึ้นโดยมีการพิจารณาเสมือนจริงอาจจะมีปัญหาในประเด็นความแตกต่างของเวลาในแต่ละประเทศ ปัญหาข้อจำกัดในการสืบพยานหรือตรวจสอบพยานหลักฐาน ความน่าเชื่อถือของพยานที่อยู่ต่างสถานที่กันและอุปสรรคในการปรึกษาระหว่างทนายความและคู่พิพาทที่อยู่ต่างพื้นที่กัน เป็นต้น และอาจทำให้เกิดความเสียเปรียบในการต่อสู้คดีส่งผลให้กระบวนการอนุญาโตตุลาการไม่สอดคล้องกับ “ศุภนิติกระบวน" ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญของการอนุญาโตตุลาการอีกทั้งยังเป็นหนึ่งในเหตุที่ศาลจะนำมาพิจารณาปฏิเสธการยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดตามมาตรา 5 แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ 1958 และพบว่าสถาบันอนุญาโตตุลาการต่าง ๆ ในต่างประเทศได้มีการแก้ไขข้อบังคับว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการและจัดทำแนวปฏิบัติว่าด้วยการพิจารณาเสมือนจริงไว้โดยเฉพาะอีกทั้งพิจารณาได้ว่าแนวทางว่าด้วยการพิจารณาข้อพิพาทดังกล่าวที่ใช้ในประเทศไทยยังขาดความชัดเจนและความเหมาะสมสำหรับการนั่งพิจารณาเสมือนจริงที่จะสามารถทำให้กระบวนการอนุญาโตตุลาการเป็นไปตามหลักความมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับศุภนิติกระบวน ด้วยเหตุที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงเห็นว่าประเทศไทยควรที่จะมีการพัฒนาแนวปฏิบัติสำหรับการพิจารณาข้อพิพาทในรูปแบบดังกล่าว โดยผู้เขียนเสนอให้มีการแก้ไขข้อบังคับอนุญาโตตุลาการและเสนอให้มีการจัดทำแนวทางปฏิบัติการพิจารณาข้อพิพาทในรูปแบบเสมือนจริงในการอนุญาโตตุลาการเพื่อให้มีความชัดเจนและเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงหลักความมีประสิทธิภาพและความสอดคล้องกับศุภนิติกระบวนเป็นสำคัญ
ขอบเขตของคำว่า “ทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย" ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น, จรรยาสรรค์ จึงสงวนพรสุข
ขอบเขตของคำว่า “ทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย" ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น, จรรยาสรรค์ จึงสงวนพรสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาขอบเขตของคำว่า “ทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย" ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ผู้วิจัยมุ่งศึกษาพัฒนาการกฎหมายและการตีความของประเทศไทยในความผิดฐานดังกล่าว ตลอดจนศึกษาเชิงเปรียบเทียบกับบทบัญญัติและแนวทางการวินิจฉัยในกฎหมายต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์และเสนอแนะแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของถ้อยคำและถูกต้องตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย จากการศึกษาพบว่า ประมวลกฎหมายอาญาของประเทศไทยไม่มีบทนิยามคำว่า “ทรมาน" และ “ทารุณโหดร้าย" การตีความจึงพิจารณาจากความหมายทั่วไป ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บังคับใช้กฎหมายโดยพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป ส่งผลให้บางกรณีพนักงานอัยการไม่ได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย ทำให้ข้อเท็จจริงที่น่าจะพิจารณาได้ว่าเป็นการฆ่าลักษณะดังกล่าวกลับไม่ได้มีประเด็นให้ผู้พิพากษาได้วินิจฉัย นอกจากนั้นยังส่งผลในชั้นพิจารณาพิพากษาคดีของศาล การตีความที่ผู้พิพากษาให้ความสำคัญต่อองค์ประกอบด้านจิตใจของผู้กระทำและองค์ประกอบภายนอกยิ่งหย่อนกว่ากัน ทำให้เกิดผลประหลาดขึ้น บางลักษณะของการกระทำน่าจะเป็นการทรมานหรือกระทำทารุณโหดร้าย แต่ศาลฎีกาตัดสินว่าไม่เป็นความผิดฐานดังกล่าว หรือในบางกรณีลักษณะของการกระทำคล้ายกัน แต่กลับมีคำพิพากษาตัดสินลงโทษที่แตกต่างกัน ผู้กระทำผิดจึงไม่ได้รับการลงโทษที่ได้สัดส่วนกับการกระทำ และผู้เสียหายไม่ได้รับความยุติธรรมจากการดำเนินคดี ดังนั้น ผู้วิจัยเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาขอบเขตของคำว่า “ทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย" ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น โดยกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่เหมาะสมกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ และสอดคล้องกับกฎหมายต่างประเทศในระดับสากล
Factors Predicting Personal Recovery Among Persons With Schizophrenia Living In Community, Thailand, Jutharat Thongsalab
Factors Predicting Personal Recovery Among Persons With Schizophrenia Living In Community, Thailand, Jutharat Thongsalab
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This cross-sectional study aimed to explore the stages of personal recovery and associated predictive factors among 231 community-dwelling Thai aged 18 years and older with schizophrenia. A multi-stage sampling approach was used to select participants from general and psychiatric hospitals' mental health outpatient departments. Based on the Unity Model of Recovery and a comprehensive literature review, the dependent variable was personal recovery. Several predictive factors were identified, including insight, number of hospitalizations, resilience, family and social support, therapeutic alliance, and the utilization of recovery-oriented nursing services. Data collection took place from March to May 2023, using a combination of screening …