Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 541 - 570 of 1042

Full-Text Articles in Entire DC Network

การวิจัยและพัฒนาหลักสูตรโดยใช้การมีส่วนร่วมแบบดิจิทัลเพื่อเสริมพลังความรอบรู้ด้านการดูแลสุขภาพเด็กของผู้ดูแล, ภัทร์พิชชา ครุฑางคะ Jan 2021

การวิจัยและพัฒนาหลักสูตรโดยใช้การมีส่วนร่วมแบบดิจิทัลเพื่อเสริมพลังความรอบรู้ด้านการดูแลสุขภาพเด็กของผู้ดูแล, ภัทร์พิชชา ครุฑางคะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความรอบรู้ด้านการดูแลสุขภาพเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการูแลเด็กของผู้ดูแล ผู้เกี่ยวข้องในการดูแลเด็กควรได้รับการพัฒนาให้สามารถดูแลเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาหลักสูตรมีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดความรอบรู้ด้านการดูแลสุขภาพเด็กของผู้ดูแลเด็ก 2) เพื่อวิจัยและพัฒนาหลักสูตรโดยใช้การมีส่วนร่วมแบบดิจิทัลเพื่อเสริมพลังความรอบรู้ด้านการดูแลสุขภาพเด็กของผู้ดูแลเด็กในชุมชนและประเมินผลที่เกิดขึ้นจากการทดลองใช้ และ 3) เพื่อจัดทำคู่มือการพัฒนาหลักสูตรโดยใช้การมีส่วนร่วมแบบดิจิทัลเพื่อเสริมพลังความรอบรู้ด้านการดูแลสุขภาพเด็กของผู้ดูแลเด็กในชุมชนจากผลการพัฒนาหลักสูตร โดยจำแนกการวิจัยออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรก การพัฒนาเครื่องมือวัดความรอบรู้ด้านการดูแลสุขภาพเด็กของผู้ดูแล โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบของความรอบรู้ด้านการดูแลสุขภาพเด็ก และสร้างเครื่องมือวัดความรอบรู้ด้านการดูแลสุขภาพเด็กจากการบูรณาการ 2 แนวคิด ได้แก่ 1) ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และ 2) การเลี้ยงดู ในลักษณะเป็นพหุมิติภายในข้อคำถาม ส่วนที่ 2 กระบวนการวิจัยและพัฒนาหลักสูตร และส่วนที่ 3 แนวทางการพัฒนาหลักสูตรโดยใช้การมีส่วนร่วมแบบดิจิทัลเพื่อเสริมพลังความรอบรู้ด้านการดูแลสุขภาพเด็กของผู้ดูแล ใช้การวิจัยและพัฒนาหลักสูตรร่วมกับการนำแนวคิดการเสริมพลังและแนวคิดการมีส่วนร่วมแบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในการพัฒนาหลักสูตรที่มีความสอดคล้องกับสภาพบริบทของชุมชน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. เครื่องมือวัดความรอบรู้ด้านการดูแลสุขภาพเด็กของผู้ดูแลที่สร้างขึ้นตามโมเดลการวัดแบบพหุมิติ มี 2 องค์ประกอบหลัก คือ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการเลี้ยงดู ในแต่ละข้อคำถามถูกออกแบบให้เป็นพหุมิติภายในข้อคำถาม คือ มีคุณภาพทั้งการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา โดยมีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.60-1.00 มีการตรวจสอบความเที่ยงแบบสอดคล้องภายในจากตัวอย่างจำนวน 345 คน มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค อยู่ระหว่าง .820 ถึง .903 และคำนวณค่าสัมประสิทธิ์โอเมกา อยู่ระหว่าง .827 ถึง .905 ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันพหุมิติของโมเดลการวัดความรอบรู้ด้านการดูแลสุขภาพเด็ก พบว่าโมเดลการวัดความรอบรู้ด้านการดูแลสุขภาพเด็กมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ( / (343, N=345) = 446.23, p = .0001, CFI = .979, TLI = .974, SRMR = .051, RMSEA = .030, AIC = 14556.473, BIC = 15140.692) และมีค่าไค-สแควร์สัมพัทธ์ ( / df) เท่ากับ 1.30 ซึ่งมีค่าน้อยกว่า 2 แสดงว่า …


การออกแบบเรขศิลป์สำหรับอาหารริมบาทวิถีโดยแนวความคิดเคป๊อป, มุกด์ตรา ทองเวส Jan 2021

การออกแบบเรขศิลป์สำหรับอาหารริมบาทวิถีโดยแนวความคิดเคป๊อป, มุกด์ตรา ทองเวส

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหากลยุทธ์ในการออกแบบเรขศิลป์จากแนวความคิดเคป๊อป 2) เพื่อหาแนวทางสำหรับการสื่อสารแบรนด์โดยเลือกจากบุคลิกภาพที่สอดคล้องกับอาหารทานเล่นจากเมนูและศิลปินเคป๊อปที่กลุ่มเป้าหมายชื่นชอบ 3) เพื่อพัฒนาแนวทางการออกแบบอัตลักษณ์องค์กรจากแนวความคิดเคป๊อป การวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยอาศัยเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นโดยผู้วิจัย มีแบบสอบถามจำนวน 1 ชุด และแบบสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 3 ชุด ซึ่งได้ทำการหาค่าสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (IOC) จากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน มีค่าคะแนนเฉลี่ย 0.93 เป็นที่ยอมรับอยู่ในระดับ ดีมาก จากนั้นนำไปใช้เก็บข้อมูล ดังนี้ 1.แจกแบบสอบถามกลุ่มเป้าหมายเจเนอเรชั่นแซด จำนวน 120 ชุด 2.สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านเพลงป๊อปเกาหลีใต้จำนวน 7 ท่าน 3.สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเรขศิลป์จำนวน 7 ท่าน ผลวิจัยพบว่า 1) กลยุทธ์ในการออกแบบเรขศิลป์ที่เหมาะสมคือบุคลิกภาพในการนำเสนอโดยมีบุคลิกจำนวน 12 รูปแบบ ได้แก่ ตลก สนุกสนาน, ร่าเริง ซุกซน, คุณชาย มาดเนี๊ยบ, คุณหญิง สง่างาม, ฉลาด เงียบขรึม, นุ่มนวล อบอุ่น, เท่ดูดี เป็นผู้นำ, ผู้นำ แฟชั่น, แมน นักกีฬา, เซ็กซี่ มีเสน่ห์, เจ้าชู้ แบดบอย และเจ้าชู้ เพลเกิร์ล 2) แนวทางสำหรับการสื่อสารแบรนด์โดยเลือกจากบุคลิกภาพที่สอดคล้องกับอาหารทานเล่นจากเมนูและศิลปินเคป๊อปที่กลุ่มเป้าหมายชื่นชอบ โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.อาหาร มีบุคลิกภาพจำนวน 6 รูปแบบ ดังนี้ตลก สนุกสนาน, คุณชาย มาดเนี๊ยบ, ผู้นำ แฟชั่น, เซ็กซี่ มีเสน่ห์, เจ้าชู้ แบดบอย และเท่ดูดี เป็นผู้นำ 2.เบเกอรี่ มีบุคลิกภาพจำนวน 7 รูปแบบ ดังนี้ ตลก สนุกสนาน, ผู้นำ แฟชั่น, แมน นักกีฬา, นุ่มนวล …


เปรียบเทียบการวินิจฉัยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอีลอยด์และการจำแนกกลุ่มอาการไขกระดูกเสื่อมชนิดเอ็มดีเอสโดยการใช้เครื่องวิเคราะห์ไขกระดูกอัตโนมัติ (Vision Hema® 8pro) กับการใช้กล้องจุลทรรศน์โดยผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมาตรฐานในการวินิจฉัยปัจจุบัน, กฤษณา ปานรงค์ Jan 2021

เปรียบเทียบการวินิจฉัยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอีลอยด์และการจำแนกกลุ่มอาการไขกระดูกเสื่อมชนิดเอ็มดีเอสโดยการใช้เครื่องวิเคราะห์ไขกระดูกอัตโนมัติ (Vision Hema® 8pro) กับการใช้กล้องจุลทรรศน์โดยผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมาตรฐานในการวินิจฉัยปัจจุบัน, กฤษณา ปานรงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: การตรวจไขกระดูกถือเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคทางโลหิตวิทยา การวิเคราะห์แปลผลไขกระดูกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโลหิตวิทยาหรือพยาธิแพทย์ถือเป็นมาตรฐานในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์สเมียร์ไขกระดูกถือเป็นภาระงานที่ใช้เวลาค่อนข้างมาก ต้องอาศัยผู้มีความชำนาญมาก วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของเครื่องวิเคราะห์สเมียร์ไขกระดูกอัตโนมัติในการช่วยวินิจฉัยแยกโรคในกลุ่มมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอีลอยด์และกลุ่มอาการไขกระดูกเสื่อมชนิดเอ็มดีเอสโดยดูจากปริมาณของบลาสต์ในไขกระดูกเป็นหลัก และเปรียบเทียบการจำแนกสัดส่วนเซลล์แต่ละประเภทในสเมียร์ไขกระดูกของทั้งสองวิธี ระเบียบวิธีวิจัย: การวิจัยนี้ศึกษาในตัวอย่างสเมียร์ไขกระดูกที่ทำในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในช่วงปี พ.ศ.2561-พ.ศ.2563 โดยสนใจศึกษาในสเมียร์ไขกระดูก 140 ตัวอย่าง แบ่งเป็น 4 กลุ่มเท่าๆกัน โดยตัวอย่างสเมียร์ไขกระดูกทั้งหมดในการวิจัยนี้จะถูกนำมาวิเคราะห์ 2 ครั้ง คือโดยเครื่อง Vision Hema® 8Pro และโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโลหิตวิทยา เพื่อนำผลการวิเคราะห์ของทั้งสองวิธีมาเปรียบเทียบตามวัตถุประสงค์ต่อไป ผลการศึกษา: จากการศึกษาในสเมียร์ไขกระดูกทั้งหมด 131 ตัวอย่าง ประกอบไปด้วย ไขกระดูกปกติ 31 ตัวอย่าง, ไขกระดูกเสื่อมชนิดเอ็มดีเอสชนิดบลาสต์น้อย 33 ตัวอย่าง, ไขกระดูกเสื่อมชนิดเอ็มดีเอสชนิดบลาสต์มาก 33 ตัวอย่าง และไขกระดูกโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอีลอยด์ 34 ตัวอย่าง พบว่าการวิเคราะห์สเมียร์ไขกระดูกเพื่อวินิจฉัยแยกกลุ่มโรคด้วยทั้งสองวิธีมีความสอดคล้องกันในระดับปานกลางโดยมีค่าสัมประสิทธิ์แคปปาของโคเฮน เท่ากับ 0.50 และ ค่า p < 0.001 สำหรับการจำแนกสัดส่วนเซลล์แต่ละประเภทในสเมียร์ไขกระดูกด้วยทั้งสองวีธี พบว่ามีความสอดคล้องค่อนข้างดีสำหรับ เซลล์ต้นกำเนิดของเม็ดเลือดแดงและเซลล์บลาสต์ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน เท่ากับ 0.72 (ค่า p < 0.001) และ 0.71 (ค่า p < 0.001) ตามลำดับ สรุปผล: จากการศึกษานำร่องนี้ แสดงให้เห็นว่าเครื่อง Vision Hema® 8Pro ยังไม่สามารถทดแทนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการจำแนกโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอีลอยด์และกลุ่มอาการไขกระดูกเสื่อมชนิดเอ็มดีเอสโดยดูจากปริมาณบลาสต์ การพัฒนาระบบการวิเคราะห์ของเครื่องและการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มโรคอื่นๆยังเป็นสิ่งจำเป็น


การวิจัยนำร่องทางคลินิกแบบสุ่มเปรียบเทียบการให้สารอาหารเพิ่มภูมิคุ้มกันเทียบกับการให้อาหารตามมาตรฐานทั่วไปในผู้ป่วยมะเร็งทางเดินอาหารระยะแพร่กระจายต่อภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำจากการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด, รุ้งประกาย อินจอง Jan 2021

การวิจัยนำร่องทางคลินิกแบบสุ่มเปรียบเทียบการให้สารอาหารเพิ่มภูมิคุ้มกันเทียบกับการให้อาหารตามมาตรฐานทั่วไปในผู้ป่วยมะเร็งทางเดินอาหารระยะแพร่กระจายต่อภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำจากการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด, รุ้งประกาย อินจอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ภาวะทุพโภชนาการส่งผลต่อภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคลและผลกระทบต่อการตอบสนองต่อเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง นอกจากนี้ เคมีบำบัดอาจทำให้ภาวะโภชนาการในผู้ป่วยเหล่านี้แย่ลงได้ ดังนั้น การให้อาหารทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นสูตรมาตรฐานหรือสูตรพิเศษ ได้รับการแนะนำจากหลายคำแนะนำ การให้อาหารที่มีผลต่อภูมิคุ้มกันช่วยลดลดภาวะขาดสารอาหาร ช่วยลดการอักเสบในการกาย และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาโรคมะเร็งได้ดีขึ้น วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบผลการให้สารอาหารที่มีผลต่อภูมิคุ้มกันกับอาหารทางการแพทย์สูตรมาตรฐานกับการเกิดภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำจากยาเคมีบำบัดตั้งแต่เกรด 2-4 ในผู้ป่วยมะเร็งทางเดินอาหารระยะแพร่กระจาย วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาแบบสุ่ม ปกปิดทั้งสองด้าน ในผู้ป่วยมะเร็งทางเดินอาหารระยะแพร่กระจายที่ได้รับเคมีบำบัดแบบประคับประคอง ผู้ป่วยถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มแบบ 1 :1 เพื่อเข้ารับอาหารทางการแพทย์สูตรมาตรฐาน (ONS-SF; กลุ่มควบคุม) ที่มี 500 กิโลแคลอรี/วัน ในขณะที่อีกกลุ่มได้รับ ONS ที่มีพลังงานไม่ต่างกันที่มีภูมิคุ้มกัน (ONS-IM; กลุ่มทดลอง) ตัวชี้วัดหลักของการศึกษาคือ ภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำจากยาเคมีบำบัดตั้งแต่เกรด 2-4 และมีการประเมินการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว มวลกล้ามเนื้อ ประเมินภาวะทุพโภชนาการโดยใช้คะแนน PG-SGA ปริมาณอาหารที่ได้รับต่อวัน ผลตรวจทางชีวเคมี และผลข้างเคียงทางระบบเลือดและระบบอื่นๆ โดยจะทำการประเมินที่เริ่มต้นได้รับยาเคมีบำบัด และที่ 12 สัปดาห์หลังจากเริ่มยาเคมีบำบัด ผลการศึกษา: ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 ถึงเมษายน 2565 ผู้ป่วยทั้งหมด 50 รายได้รับการสุ่ม (24 vs 26 ในกลุ่ม ONS-IM เทียบกับกลุ่ม ONS-SF ตามลำดับ) ทั้งหมดนี้เป็นผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดย 24 ใน 50 คน (48%) เป็นผู้ชาย โดยมีอายุเฉลี่ย 65.8 ปี (IQR 34-84) PG-SGA ≥ 9 คิดเป็นร้อยละ 60 มีการแพร่กระจายของโรคมะเร็งตั้งแต่ 2 ตำแหน่งขึ้นไปร้อยละ 40 ผู้ป่วยยังไม่เคยได้รับยาเคมีบำบัดมาก่อนร้อยละ 54 ซึ่งข้อมูลพื้นฐานของทั้ง 2 กลุ่มประชากรไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยการเกิดภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลเกรด 2-4 เกิดขึ้นน้อยกว่าในกลุ่ม ONS-IM เมื่อเทียบกับกลุ่ม ONS-SF (ร้อยละ 16.7 เปรียบ​​เทียบกับร้อยละ 42.3 …


อัตราเสียชีวิตในโรงพยาบาลของผู้ป่วยวิกฤตที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาวะไตวายเฉียบพลันและภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน, วิณห์ กุลวิชิต Jan 2021

อัตราเสียชีวิตในโรงพยาบาลของผู้ป่วยวิกฤตที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาวะไตวายเฉียบพลันและภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน, วิณห์ กุลวิชิต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาของงานวิจัย ภาวะไตวายเฉียบพลัน (AKI) และภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (ARF) เป็นสองภาวะที่พบได้บ่อยและส่งผลต่ออัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยวิกฤต จุดมุ่งหมายของงานวิจัยคือการรายงานอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลของผู้ป่วยที่มีความสัมพันธ์ของทั้งสองภาวะนี้ในรูปแบบต่าง ๆ ระเบียบวิธีการวิจัย ผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลผู้ป่วยจากการศึกษา SEA-AKI ซึ่งเป็นการศึกษานานาชาติที่เก็บข้อมูลของหอผู้ป่วยวิกฤตจากประเทศ ไทย ลาว และ อินโดนีเซีย และได้ทำการให้คำนิยามภาวะไตวายเฉียบพลัน ตามคำนิยามมาตรฐาน KDIGO ขั้นที่ 2-3 และให้คำนิยามภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลันโดยการดูการใช้เครื่องช่วยหายใจ จากนั้นแบ่งกลุ่มผู้ป่วยออกเป็นทั้งหมด 6 กลุ่ม ตามลำดับการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันและภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลันดังนี้ “no AKI/ARF”, “ARF alone”, “AKI alone”, “ARF first”, “AKI first”, “Concurrent AKI-ARF” และมีผลลัพธ์ปฐมภูมิของการวิจัยคืออัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาล ผลการศึกษา การศึกษาวิจัยได้รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยมาทั้งหมด 5,468 ราย โดยพบว่าอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลขของกลุ่ม "Concurrent AKI-ARF" สูงที่สุดที่ 69.6% ในขณะที่ "AKI first" 54.4%, "ARF first" 53% , "AKI alone" 14.6%, "ARF alone" 31.5% และในกลุ่ม "no AKI/ARF" 12.4% สรุป ผู้ป่วยวิกฤตที่มีภาวะไตวายเฉียบพลันและภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลันร่วมกันจะมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตในโรงพยาบาลสูงขึ้น


การเปรียบเทียบการรับความรู้สึกของไส้ตรงระหว่างผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในการขับถ่ายร่วมกับมีและไม่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำเมื่อปวดถ่ายอุจจาระโดยใช้เครื่องบาโรแสตท, สลิล สมุทรรังสี Jan 2021

การเปรียบเทียบการรับความรู้สึกของไส้ตรงระหว่างผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในการขับถ่ายร่วมกับมีและไม่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำเมื่อปวดถ่ายอุจจาระโดยใช้เครื่องบาโรแสตท, สลิล สมุทรรังสี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความสำคัญและที่มา: ภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำเมื่อปวดถ่ายอุจจาระสามารถพบได้ในประชากรทั่วไปแต่จะมีอุบัติการณ์เพิ่มมากขึ้นในผู้ป่วยที่มีการขับถ่ายอุจจาระที่ผิดปกติไม่ว่าจะเป็นภาวะกลั้นอุจจาระไม่ได้ หรือ ภาวะท้องผูก แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาที่ครอบคลุมกลไกในการเกิดภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำเมื่อปวดถ่ายอุจจาระ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาระดับการรับความรู้สึกของไส้ตรงในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในการขับถ่ายร่วมกับมีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำเปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในการขับถ่ายแต่ไม่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำโดยใช้เครื่องบาโรสแตท ระเบียบวิธีการวิจัย: งานวิจัยนี้มีการเปรียบเทียบข้อมูลพื้นฐาน คือ เพศ อายุ ดัชนีมวลกาย ซึ่งไม่แตกต่างระหว่างอาสาสมัครที่ไม่มีความผิดปกติในการขับถ่าย และผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในการขับถ่ายร่วมกับมีและไม่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำ โดยนิยามของภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำคือ มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำ อย่างน้อย 1 ครั้ง/สัปดาห์ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ระดับความรู้สึกของไส้ตรงแบ่งออกเป็น 8 ระดับ คือ 0 ไม่มีความรู้สึกในไส้ตรง 1 รู้สึกภายในไส้ตรงแต่ไม่ใช่ลมและอุจจาระ 2 รู้สึกว่ามีลมในไส้ตรง 3 รู้สึกอยากผายลม 4 รู้สึกว่ามีอุจจาระในไส้ตรงแต่ไม่ปวดอยากถ่าย 5 รู้สึกปวดอยากถ่ายอุจจาระ 6 รู้สึกต้องรีบเข้าห้องน้ำแต่สามารถกลั้นอุจจาระได้ 7 รู้สึกปวดอยากถ่ายมากไม่สามารถกลั้นอุจจาระได้ โดยใช้เครื่องบาโรสแตทในการตรวจวัดระดับการรับความรู้สึกของไส้ตรงและค่าความยืดหยุ่นของผนังไส้ตรง แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ การตรวจโดยเพิ่มความดันครั้งละ 4 มม.ปรอท เริ่มต้นที่ 4 มม.ปรอท คงไว้ที่ 1 นาที จากนั้นปล่อยออก มีระยะเวลาห่างกัน 1 นาที และเพิ่มความดันขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึง 50 มม.ปรอท และขั้นที่ 2 ตรวจโดยการเพิ่มความดันขึ้นเรื่อย ๆ จาก 4 มม.ปรอท ทุก 1 นาที โดยไม่มีการปล่อยลมออกจนกระทั่ง 50 มม.ปรอท ผลการวิจัย: ผู้ป่วยที่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำมีจำนวนการขับถ่ายต่อสัปดาห์มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำเฉลี่ย 7 (4-14) vs 5(2-7) นอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำมีลักษณะของอุจจาระที่เหลวมากกว่า พบว่ามีโรคประจำตัวคือลำไส้แปรปรวน ชนิดท้องเสีย และกลั้นอุจจาระไม่ได้มากกว่าผู้ป่วยที่มีไม่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำ ผู้ป่วยที่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำจำนวน 8 ราย (57.14%) ไม่มีความรู้สึกปวดอยากถ่ายอุจจาระ แต่จะมีความรู้สึกต้องรีบเข้าห้องน้ำทันทีหลังจากที่รู้สึกว่ามีอุจจาระในไส้ตรงซึ่งแตกต่างจากผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำซึ่งพบเพียง 2 ราย (14.25%) และ อาสาสมัครที่ไม่มีความผิดปกติในการขับถ่ายซึ่งพบเพียง …


ผลของการเปลี่ยนยาจากเอฟาเวียเรนซ์เป็นริลพิวิรีนต่อภาวะตับคั่งไขมันในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่เป็นโรคตับคั่งไขมันที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์: การวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มชนิดมีกลุ่มควบคุม, ลัดดารัตน์ ศรีคำ Jan 2021

ผลของการเปลี่ยนยาจากเอฟาเวียเรนซ์เป็นริลพิวิรีนต่อภาวะตับคั่งไขมันในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่เป็นโรคตับคั่งไขมันที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์: การวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มชนิดมีกลุ่มควบคุม, ลัดดารัตน์ ศรีคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของปริมาณไขมันตับหลังจากเปลี่ยนยาจากเอฟาเวียเรนซ์เป็นริลพิวิรีน ในผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาเอฟาเวียเรนซ์ร่วมกับยาต้านไวรัสกลุ่ม NRTI อีก 2 ชนิด เทียบกับผู้ป่วยที่ได้รับยาเอฟาเวียเรนซ์เดิมต่อ วิธีการวิจัย: การศึกษาแบบสุ่มชนิดมีกลุ่มควบคุม สุ่มอาสาสมัครเป็นอัตรา 1:1 เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีอายุตั้งแต่ 18 ปี และรับยาต้านไวรัสเอฟาเวียเรนซ์ร่วมกับทีโนโฟเวียร์/เอ็มตริไซตาบีน หรืออะแบ็กคาเวียร์/ลามิวูดีน และเป็นโรคตับคั่งไขมันที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ แล้วเปลี่ยนยาจากเอฟาเวียเรนซ์เป็นริลพิวิรีน หรือยังให้เอฟาเวียเรนซ์เดิมต่อ โดยก่อนเข้าร่วมวิจัยต้องมีค่าไขมันตับวัดด้วยวิธี CAP มากกว่า 248 เดซิเบล/เมตร ขึ้นไป ผลการศึกษา: อาสาสมัครเข้าร่วมทั้งหมด 30 คน และ 17 คน ถูกสุ่มเข้ากลุ่มเปลี่ยนยาเป็นริลพิวิรีน พบค่ามัธยฐานของความต่างของค่าไขมันตับระหว่างเวลาตั้งต้นและสัปดาห์ที่ 24 ลดลง -20 เดซิเบล/เมตร ในผู้ป่วยกลุ่มเปลี่ยนยา RPV และลดลง -2 เดซิเบล/เมตร ในผู้ป่วยกลุ่มใช้ยาเดิม EFV โดยกลุ่มผู้ป่วยกลุ่มเปลี่ยนยา RPV มีการลดลงของความต่างของค่าไขมันตับมากกว่า แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P = .202) สรุป: การศึกษานี้ แสดงให้เห็นว่าหลังสัปดาห์ที่ 24 ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่เป็นโรคตับคั่งไขมันที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ ที่ได้รับการเปลี่ยนยาต้านไวรัสจากเอฟาเวียเรนซ์เป็นริลพิวิรีน เทียบกับผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านไวรัสเป็นเอฟาเวียเรนซ์เดิม ไม่พบความแตกต่างของการเปลี่ยนแปลงของปริมาณไขมันตับ ผลการศึกษาเช่นนี้ อาจเกิดจากขนาดตัวอย่างน้อยกว่าเป้าหมายและต้องการศึกษาขนาดใหญ่มากขึ้น


ผลของการให้โปรตีนเสริมในผู้ป่วยที่ติดเชื้อเยื่อบุช่องท้องต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อเยื่อบุช่องท้อง, สุรศักดิ์ ใฝ่สัจจะธรรม Jan 2021

ผลของการให้โปรตีนเสริมในผู้ป่วยที่ติดเชื้อเยื่อบุช่องท้องต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อเยื่อบุช่องท้อง, สุรศักดิ์ ใฝ่สัจจะธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาของงานวิจัย: ภาวะทุพโภชนาการเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเสียชีวิตในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องที่มีภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ ข้อมูลของการให้โปรตีนเสริมในผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อเยื่อบุช่องท้องยังค่อนข้างจำกัด ระเบียบวิธีวิจัย: เป็นการศึกษาแบบการทดลองหลายแหล่งวิจัยแบบเปิดที่ศึกษาในศูนย์ล้างไตทางช่องท้องทั้งหมด 9 แห่งในประเทศไทย ที่ศึกษาผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องที่อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 18 ปีที่ล้างไตทางช่องท้องและได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะติดเชื้อเยื่อบุช่องท้อง ร่วมกับมีระดับแอลบูมินในกระแสเลือดต่ำกว่า 3.5 กรัม/ดล. และคัดผู้ป่วยที่ติดเชื้อจากวัณโรค เชื้อรา ติดเชื้อแบบทุติยภูมิ หรือมีภาวะติดเชื้อในกระแสโลหิตรุนแรงออกจากการศึกษา โดยทำการสุ่มผู้ป่วยในอัตรา 1:1 เพื่อเข้าสู่กลุ่มศึกษา และกลุ่มควบคุม ในกลุ่มที่ศึกษาผู้ป่วยจะได้รับโปรตีนเวย์ปริมาณ 30 กรัม/วัน เป็นระยะเวลา 30 วัน โดยที่กลุ่มควบคุมจะไม่ได้รับโปรตีนเสริม ผู้ป่วยในทั้งสองกลุ่มจะได้รับคำแนะนำทางโภชนาการจากนักกำหนดอาหารตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อเยื่อบุช่องท้อง โดยศึกษาผลลัพธ์ของการศึกษาหลักเป็นผลลัพธ์รวมของการเสียชีวิตจากภาวะติดเชื้อเยื่อบุช่องท้องและการติดเชื้อเยื่อบุช่องท้องซ้ำแบบ relapsing และ repeat และผลลัพธ์ของการศึกษารองคือระดับแอลบูมินในกระแสเลือดระหว่างทั้งสองกลุ่ม ผลการศึกษา: ผู้ป่วยทั้งหมด 74 คนจากเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2564 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2565 เข้าร่วมการศึกษาและได้รับการสุ่มไปยังกลุ่มศึกษา 37 คน และกลุ่มควบคุม 37 คน ลักษณะผู้ป่วยในทั้งสองกลุ่มไม่ได้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยในกลุ่มศึกษามีอัตราการเสียชีวิตหรือการติดเชื้อเยื่อบุช่องท้องซ้ำแบบ relapsing หรือ repeat ที่ 15 คน (ร้อยละ 41) และ 19 คน (ร้อยละ 51) (hazard ratio 0.84; ช่วงเชื่อมั่นร้อยละ 95 0.43-1.67) แต่พบว่าระดับแอลบูมินในกระแสเลือดในกลุ่มศึกษามีระดับสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญเมื่อวิเคราะห์แบบตลอดการศึกษา (P<0.001) โดยมีค่าแตกต่างที่วันที่ 120 เฉลี่ยอยู่ที่ 0.35 กรัม/ดล. (ช่วงเชื่อมั่นร้อยละ 95 0.06-0.64) อาการผิดปกติที่พบในผู้ป่วยไม่แตกต่างในทั้งสองกลุ่ม โดยส่วนมากเป็นอาการระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ ถ่ายอุจจาระเหลว อืดแน่นท้อง คลื่นไส้อาเจียน และเบื่ออาหาร สรุปผลการศึกษา: การให้โปรตีนเสริมในผู้ป่วยติดเชื้อเยื่อบุช่องท้องจากการล้างไตทางช่องท้องส่งผลให้ระดับแอลบูมินในกระแสเลือดสูงขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามผลต่อการเปลี่ยนแปลงการเสียชีวิตหรือการติดเชื้อเยื่อบุช่องท้องซ้ำยังไม่พบอย่างชัดเจน จำเป็นต้องการมีการศึกษาเพิ่มเติมในผู้ป่วยที่มากกว่านี้และมีการติดตามผู้ป่วยที่ยาวนานกว่านี้เพื่อศึกษาผลที่แท้จริงต่อไป


Effect Of Osgtl1 Promoter Editing On Stomatal Distribution Pattern And Photosynthesis In Rice Oryza Sativa L., Widya Fajariani Jan 2021

Effect Of Osgtl1 Promoter Editing On Stomatal Distribution Pattern And Photosynthesis In Rice Oryza Sativa L., Widya Fajariani

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

GT2-LIKE1 (GTL1) gene is a negative regulator of stomatal development. It regulates stomatal number in plants. The CRISPR/Cas9 system has been used to modify the OsGTL1 promoter. This research aims to screen Cas9-free rice with OsGTL1 promoter modification to investigate the modification effects on the stomatal distribution pattern and the photosynthesis process. Cas9 specific primers were designed for Cas9 screening in all tillers of 8 T3 rice lines. Among them, only a single T3 line was found to be Cas9-free in all tillers. The nucleotide sequences of OsGTL1 promoter in some Cas9-free plants revealed the modification in OsGTL1 promoter, which …


Product Development Of Functional Lactose-Free Milk With Curcumin Extract, Kultheera Thanapirunthorn Jan 2021

Product Development Of Functional Lactose-Free Milk With Curcumin Extract, Kultheera Thanapirunthorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The main problem which is found in elders is the reduction in body performance, resulting in risk of osteoporosis, atherosclerosis, cancer, and being malnourished. Therefore, elderly people should have adequate nutrients that are assisting in improving the performance of the body, especially from food and drink that containing protein and calcium. Milk is an important source of nutrients, moreover, it can be developed to functional food by adding natural bioactive compound such as curcumin. The objectives of this research were to develop functional lactose-free milk beverage with curcumin extract by encapsulation technique with konjac glucomannan (KGM) and whey protein isolate …


Telemedicine Use And Associated Factors Related With Hba1c Level Among Type 2 Diabetes Outpatients During Covid-19 Outbreaks In Jakarta, Indonesia : A Cross-Sectional Study, Novi Sulistia Wati Jan 2020

Telemedicine Use And Associated Factors Related With Hba1c Level Among Type 2 Diabetes Outpatients During Covid-19 Outbreaks In Jakarta, Indonesia : A Cross-Sectional Study, Novi Sulistia Wati

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Introduction: The Large-Scale Social Restriction (PSBB) has been implemented in Indonesia since April 2020 as a response to the COVID-19 outbreaks. This prolonged restriction could impact routine diabetes care and glucose control among diabetes patients. Telemedicine is expected to be a solution to the disrupted diabetes care amid the pandemic. This study aimed to determine the telemedicine use and associated factors to glycemic control among type 2 diabetes mellitus (T2DM) outpatients during the pandemic. Methodology: This cross-sectional study was conducted online during March 2021. A structured questionnaire was administered to 264 subjects who were 25–54 years old, diagnosed with T2DM, …


การแบ่งกลุ่มย่อยตามลักษณะทางคลินิกรูปแบบใหม่โดยอาศัยปัญญาประดิษฐ์ ร่วมกับการวิเคราะห์โอมิกส์แบบบูรณาการหลายระดับ เพื่อระบุกลุ่มตัวแทนสารบ่งชี้ทางชีวภาพสำหรับภาวะออทิซึมสเปกตรัม, กัลยภัสสร์ หัสเสม Jan 2020

การแบ่งกลุ่มย่อยตามลักษณะทางคลินิกรูปแบบใหม่โดยอาศัยปัญญาประดิษฐ์ ร่วมกับการวิเคราะห์โอมิกส์แบบบูรณาการหลายระดับ เพื่อระบุกลุ่มตัวแทนสารบ่งชี้ทางชีวภาพสำหรับภาวะออทิซึมสเปกตรัม, กัลยภัสสร์ หัสเสม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โรคออทิซึมสเปกตรัมเป็นความผิดปกติเกี่ยวกับพัฒนาการในช่วงเริ่มแรกของระบบประสาทและสมองซึ่งมีอาการทางคลินิกที่หลากหลายมาก ปัจจุบันยังไม่มีสารบ่งชี้เพื่อช่วยในการวินิจฉัยและแบ่งผู้ป่วยเป็นกลุ่มย่อย แต่การวินิจฉัยที่รวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยออทิซึมสเปกตรัมสามารถได้รับการเรียนรู้และพัฒนาพฤติกรรมที่จำเป็นในการดำรงชีวิตได้ การวินิจฉัยโรคออทิซึมสเปกตรัมตามมาตรฐานสากลใช้แบบสอบถามที่มีความซับซ้อนและใช้เวลามาก ซึ่งในปัจจุบันมีการนำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน อย่างไรก็ตามการนำเอาปัญญาประดิษฐ์มาใช้วิเคราะห์อาการทางคลินิกของผู้ป่วยออทิซึมสเปกตรัมยังไม่แพร่หลายนัก ในการศึกษานี้ผู้วิจัยต้องการนำเอาปัญญาประดิษฐ์มาใช้แบ่งผู้ป่วยออทิซึมสเปกตรัมจำนวน 85 ราย ออกเป็นกลุ่มย่อยตามอาการทางคลินิกจากข้อมูลแบบทดสอบในการวินิจฉัยผู้ป่วยออทิซึมสเปกตรัม ADI-R จำนวน 123 ข้อ จากนั้นได้ทำการสร้างโมเดลในการจัดกลุ่มและเปรียบเทียบประสิทธิภาพรวมถึงจำนวนข้อคำถามที่ใช้ในแต่ละโมเดล นอกจากนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาหาสารบ่งชี้ทางชีวภาพที่เป็นตัวแทนของโรคออทิซึมสเปกตรัมกลุ่มย่อยจากลักษณะอาการทางคลินิกโดยอาศัยการบูรณาการโอมิกส์หลายระดับ จึงได้ดำเนินการวิเคราะห์รูปแบบทรานสคริปโตม และวิเคราะห์รูปแบบโปรตีโอมของผู้ป่วยออทิซึมสเปกตรัมโดยใช้เซลล์เพาะเลี้ยงชนิดลิมโฟบลาสต์เป็นต้นแบบ โดยใช้เทคนิคการแยกโปรตีนด้วยกระแสไฟฟ้า 2 มิติ (2D-GE) จากนั้นจะทำการระบุโปรตีนด้วยเทคนิค LC-MS/MS เพื่อหาโปรตีนที่ถูกรบกวนการทำงานอย่างมีนัยสำคัญ และบูรณาการข้อมูลเพื่อศึกษาความสอดคล้องและสัมพันธ์กันระหว่างการแสดงออกของโปรตีนและยีน และทำการยืนยันระดับการแสดงออกที่ผิดปกติไปของยีนด้วยเทคนิค Real-time qPCR และโปรตีนด้วยเทคนิค Western blot ในการศึกษาครั้งนี้จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลลักษณะอาการทางคลินิกของผู้ป่วยออทิซึมสเปกตรัมจากแบบทดสอบ ADI-R 123 ข้อ พบว่าวิธี K-means clustering ที่แบ่งผู้ป่วยออกเป็น 4 กลุ่มย่อยนั้นให้ประสิทธิภาพในการแบ่งดีที่สุด และเมื่อทำการสร้างโมเดลในการจัดกลุ่มผู้ป่วยตามผลการแบ่งกลุ่มดังกล่าว พบว่าอัลกอริทึม Random forest ที่มีจำนวนต้นไม้ 10 ต้น โดยกระบวนการคัดเลือกข้อมูลแบบ Forward selection ให้ผลการทำนายถูกต้องมากที่สุด (100%) โดยใช้ข้อคำถาม ADI-R เพียง 5 ข้อ ในการแบ่งผู้ป่วยออกเป็นกลุ่มย่อย และจากการวิเคราะห์รูปแบบโปรตีโอมจากเซลล์เพาะเลี้ยงชนิดลิมโฟบลาสต์ของผู้ป่วยออทิซึมสเปกตรัมและออทิซึมสเปกตรัมกลุ่มย่อยด้วยเทคนิค 2D-GE ผู้วิจัยได้ทำการคัดเลือกจุดโปรตีนที่มีการแสดงออกผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญและมีค่าสัดส่วนความเข้มแตกต่างกันอย่างน้อยสองเท่ามา 19 จุด เพื่อทำการระบุชนิดของโปรตีนด้วยเทคนิค LC-MS/MS โดยพบว่าจากโปรตีนทั้งหมด HNRNPA2B1 มีระดับการแสดงออกเพิ่มขึ้นในผู้ป่วยออทิซึมสเปกตรัมกลุ่มย่อยที่ไม่มีความผิดปกติด้านภาษารุนแรง โดยที่โปรตีน HNRNPA2B1 MDH2 DLD และ MSN มีระดับการแสดงออกลดลงในผู้ป่วยออทิซึมสเปกตรัมกลุ่มย่อยที่มีความผิดปกติด้านภาษารุนแรง ดังนั้นจากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการแบ่งผู้ป่วยออทิซึมสเปกตรัมออกเป็นกลุ่มย่อยตามลักษณะอาการทางคลินิกนั้น สามารถลดความหลากหลายตามลักษณะอาการที่แสดงออกของโรคออทิซึมสเปกตรัมในการวิเคราะห์รูปแบบทรานสคริปโตมและโปรตีโอม รวมถึงการค้นหาโปรตีนที่จำเพาะต่อผู้ป่วยออทิซึมสเปกตรัมกลุ่มย่อย ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งโปรตีนเหล่านี้อาจใช้เป็นโปรตีนบ่งชี้ในการศึกษาเชิงลึกในประชากรผู้ป่วย เพื่อพัฒนาเป็นสารบ่งชีทางชีวภาพ (Biomarker) หรือศึกษากลไกพยาธิสภาพในระดับชีวโมเลกุลของโรคออทิซึมสเปกตรัมได้ต่อไปในอนาคต


การเปรียบเทียบองค์ประกอบของร่างกายในผู้ป่วยโรคอ้วนหลังเข้ารับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักกับองค์ประกอบของร่างกายในผู้ที่ไม่เคยได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักมาก่อน, ศิรินรัตน์ ตั้งจิตตรง Jan 2020

การเปรียบเทียบองค์ประกอบของร่างกายในผู้ป่วยโรคอ้วนหลังเข้ารับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักกับองค์ประกอบของร่างกายในผู้ที่ไม่เคยได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักมาก่อน, ศิรินรัตน์ ตั้งจิตตรง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของร่างกายในผู้ป่วยโรคอ้วนหลังการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก ที่ระยะเวลา 12 เดือน และเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ที่ไม่เคยได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักมาก่อน ที่มี อายุ เพศ และค่าดัชนีมวลกายใกล้เคียงกัน วิธีการวิจัย เป็นการวิจัยโดยการสังเกตเชิงวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลผู้ป่วยโรคอ้วนที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักด้วยวิธี Laparoscopic Roux-en-Y gastric bypass(LRYGB) หรือ Laparoscopic sleeve gastrectomy(LSG) ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ช่วงปี พ.ศ.2558-2562 ที่หลังผ่าตัดที่ 12 เดือน มีค่าดัชนีมวลกาย น้อยกว่า 30 กิโลกรัม/เมตร2 กลุ่มควบคุมคือกลุ่มผู้ที่ไม่เคยได้รับการผ่าตัดกระเพาะที่มี อายุ เพศ และค่าดัชนีมวลกายใกล้เคียงกัน และไม่มีโรคประจำตัว วิเคราะห์องค์ประกอบของร่างกายด้วยเครื่อง Inbody 770 ที่คลินิกอายุรกรรมโรคอ้วน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผลการศึกษา ผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มผู้ป่วยโรคอ้วนที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก 30 คน กลุ่มควบคุม 30 คน จากการศึกษาพบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม กลุ่มผู้ป่วยมีค่าสัดส่วนเอวต่อสะโพก (waist-hip ratio)(0.83 และ 0.9, P-value <0.001) ร้อยละของไขมันในร่างกาย (percentage of body fat)(ร้อยละ 30.6 และ ร้อยละ 35.9, P-value 0.001) มวลไขมันบริเวณลำตัว (trunk fat mass)(10.3 กิโลกรัม และ 12.4 กิโลกรัม , P-value 0.04) และ มวลรวมกล้ามเนื้อและอวัยวะบริเวณแขนขา (appendicular lean mass)(9 กิโลกรัม และ 16.9 กิโลกรัม, P-value <0.001) น้อยกว่ากลุ่มควบคุม โดยมีค่ามวลรวมกล้ามเนื้อและอวัยวะทั้งร่างกาย (soft lean mass)(47.7 กิโลกรัม และ 39.9 กิโลกรัม, P-value 0.001) มวลรวมกล้ามเนื้อและอวัยวะบริเวณลำตัว (trunk lean mass)(21.2 กิโลกรัม และ 19 กิโลกรัม, P-value 0.02) มวลกล้ามเนื้อลาย (skeletal muscle mass)(27.5 กิโลกรัม และ 23 กิโลกรัม, P-value 0.003) และ มวลกายไร้ไขมัน (fat free mass)(51.1 กิโลกรัม และ 42.3 กิโลกรัม, P-value 0.001) มากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ และพบว่าหลังผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก ที่ระยะเวลา 6 เดือน และ 12 เดือน ค่าตัวแปรองค์ประกอบของร่างกายลดลงทั้งหมด โดยเห็นผลลดลงมากสุดที่ระยะเวลา 12 เดือนหลังเข้ารับผ่าตัด สรุปการศึกษา แสดงให้เห็นว่า ในกลุ่มผู้ป่วยโรคอ้วนที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก แม้ค่าตัวแปรองค์ประกอบของร่างกาย เช่น มวลไขมัน มวลกายไร้ไขมัน มวลกล้ามเนื้อ ลดลงทั้งหมดในช่วงตลอดระยะเวลา12 เดือน หลังเข้ารับการผ่าตัด แต่ มวลกล้ามเนื้อ และมวลกายไร้ไขมันในกลุ่มผู้ป่วยนั้น ยังคงสูงกว่าในกลุ่มควบคุมที่อายุ เพศ และค่าดัชนีมวลกายใกล้เคียงกัน


Chemosensitizing Effect Of Streptomyces Crude Extract On Cisplatin-Induced Apoptosis In Human Lung Cancer H460 Cells, Theint Myat Noe Paing Jan 2020

Chemosensitizing Effect Of Streptomyces Crude Extract On Cisplatin-Induced Apoptosis In Human Lung Cancer H460 Cells, Theint Myat Noe Paing

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Although cisplatin has been considered as a first-line chemotherapeutic drug for the treatment strategy of lung cancer, its curative efficacy is limited by the occurrence of drug resistance and adverse effects. The application of non-toxic natural products for sensitization of cancer cells to conventional drugs is a recent novel strategy for cancer management to tackle these problems. This study aims to investigate effective chemosensitizer produced by Streptomyces sp. on the growth inhibition of human H460 lung cancer cells. Herein, three of eight strains isolated from peat swamp forest, Yala Province, Thailand which showed good purity analyzed by 16S rRNA sequencing …


โครงการวิจัยแนวทางการแปลถ้อยคำที่สะท้อนอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ในตัวบทโฆษณาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบนเว็บไซต์จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย, อรสุรางค์ แสงสมสุรศักดิ์ Jan 2020

โครงการวิจัยแนวทางการแปลถ้อยคำที่สะท้อนอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ในตัวบทโฆษณาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบนเว็บไซต์จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย, อรสุรางค์ แสงสมสุรศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ในตัวบทโฆษณาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง รวมถึงศึกษากลวิธีการถ่ายทอดอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์จากต้นฉบับไปยังฉบับแปล การวิจัยนี้รวบรวมข้อมูลผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเครื่องสำอางสำหรับตกแต่งทั้งหมด 240 ผลิตภัณฑ์จากเว็บไซต์ตราสินค้าที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ผู้วิจัยศึกษาแนวคิดอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ตามแนวภาษาศาสตร์ปริชานของ Lakoff และ Johnson (2003) แนวทางการระบุรูปภาษาแสดงอุปลักษณ์จากกลุ่มนักวิชาการ Pragglejaz Group (2007) และการจัดประเภทกลุ่มคำศัพท์ตามวงความหมายจากงานวิจัยเกี่ยวกับอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ในตัวบทประเภทต่าง ๆ รวมถึงการศึกษาลักษณะภาษาโฆษณาและประเภทอุปลักษณ์ที่พบในโฆษณาเครื่องสำอางในภาษาอังกฤษและภาษาไทย และจากการศึกษาแนวทางการแปลอุปลักษณ์ตามแนวคิดแบบดั้งเดิมและตามแนวภาษาศาสตร์ปริชาน ผู้วิจัยได้เลือกใช้กรอบการวิเคราะห์กลวิธีการแปลที่ผสมผสานกันของ Deignan et al. (1997) Schäffner (2004) และ Toury (1995) ผลการวิจัยพบว่า ในตัวบทโฆษณาเครื่องสำอางภาษาอังกฤษที่คัดเลือกมามีอุปลักษณ์ทั้งหมด 29 ประเภท มีจำนวนรูปภาษาที่แสดงอุปลักษณ์ทั้งหมด 1,391 ตัวอย่าง ผู้วิจัยเลือกอุปลักษณ์ที่พบสูงสุดใน 10 อันดับแรก ได้แก่ อุปลักษณ์สงคราม แสง มนุษย์ สุขภาพ พืชและการเพาะปลูก สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เครื่องจักร ศิลปะ อาหารและโภชนาการ และภาชนะ ซึ่งจำนวนรูปภาษาที่แสดงอุปลักษณ์ทั้งหมด 1,166 ตัวอย่าง นำมาวิเคราะห์อุปลักษณ์ที่พบในฉบับแปลและกลวิธีการแปล พบว่าภาษาไทยและภาษาอังกฤษมีอุปลักษณ์ทั้งหมดนี้เหมือนกัน ผลการวิเคราะห์กลวิธีการแปลเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ กล่าวคือ พบว่ากลวิธีการแปลที่พบมากที่สุดคือ 1) การแปลโดยรักษามโนทัศน์เดิม แต่รูปภาษาแสดงอุปลักษณ์ต่างจากต้นฉบับ ร้อยละ 51.41 ตามด้วย 2) การแปลโดยรักษามโนทัศน์เดิม และรูปภาษาแสดงอุปลักษณ์ตรงตามต้นฉบับ ร้อยละ 26.90 3) การแปลโดยไม่รักษามโนทัศน์ (ไม่มีรูปภาษาแสดงอุปลักษณ์) ร้อยละ 12.93 4) การแปลโดยใช้มโนทัศน์ที่แตกต่างกัน ร้อยละ 4.62 และ 5) การละไม่แปล ร้อยละ 4.11 นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการเพิ่มมโนทัศน์ที่ไม่ปรากฏในต้นฉบับเข้ามาในฉบับแปลด้วย โดยสรุป การถ่ายทอดอุปลักษณ์เชิง มโนทัศน์ในตัวบทโฆษณาเครื่องสำอางจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทแทบไม่พบปัญหาในการแปลที่มาจากปัจจัยทางวัฒนธรรมซึ่งอาจเป็นเพราะวัฒนธรรมปลายทางรับค่านิยมและวัฒนธรรมจากต่างชาติโดยเฉพาะเรื่องความงามมาอย่างยาวนาน จึงสามารถรักษามโนทัศน์เดิมในต้นฉบับได้เป็นส่วนใหญ่ ส่วนกลวิธีการแปลอื่น ๆ แสดงให้เห็นการปรับบทแปลในตัวบทโฆษณาเครื่องสำอาง


Role Of Chondrocyte Antigen Presentation In Osteoarthritis, Panjana Sengprasert Jan 2020

Role Of Chondrocyte Antigen Presentation In Osteoarthritis, Panjana Sengprasert

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Osteoarthritis (OA) is an inflammatory disorder characterized by degeneration of joint components, especially the cartilage. Chondrocytes are found in articular cartilage and play a role in cartilage production and degradation. Several studies found that chondrocytes not only control the cartilage metabolism, but also play a role in immune responses. However, the role of chondrocytes in the pathogenesis of OA is still unclear. In this study, we investigated the responses of OA chondrocytes after stimulating with IFN-γ and proteoglycan aggrecan and also determined antigen presentation function of chondrocytes to present proteoglycan aggrecan peptide to T cells. We found that OA chondrocyte …


Clinical Outcomes Of Implantoplasty In The Treatment Of Peri-Implantitis: A Systematic Review, Jonghann Chai Jan 2020

Clinical Outcomes Of Implantoplasty In The Treatment Of Peri-Implantitis: A Systematic Review, Jonghann Chai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Peri-implantitis is a biological complication that possibly occur following the placement of titanium dental implants. Treatments include both non-surgical and surgical modalities. During surgical procedure, several techniques have been introduced to decontaminate the infected implant surface. The aim of this systematic review was to assess the effectiveness of the implantoplasty technique in the treatment of peri-implantitis, by investigating the changes in the clinical and radiographic parameters of peri-implant tissues after treatment and assessing both the short and long-term implant survival following the implantoplasty. A systematic review was conducted by searching electronic online (PubMed, Scopus, EMBASE) databases, published between January 2000 …


Effects Of Electrical Stimulation And Methyl Jasmonate Elicitation On Camptothecin Production In Tissue Culture Of Ophiorrhiza Ridleyana, Supakit Pisitpaibool Jan 2020

Effects Of Electrical Stimulation And Methyl Jasmonate Elicitation On Camptothecin Production In Tissue Culture Of Ophiorrhiza Ridleyana, Supakit Pisitpaibool

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aimed to enhance plant camptothecin (CPT) production in vitro, 5-month-old Ophiorrhiza ridleyana Craib. The plant cultures were treated with methyl jasmonate (MeJA) solution (0, 20, 50, and 100 µM) dissolved in ethanol, which was applied to the surface of the solid culture medium. The CPT content in the roots, stems, and leaves of the MeJA-elicited tissue-cultured plants at 12 and 24 h after the elicitation was determined by high-performance liquid chromatography (HPLC). It was demonstrated that the maximum CPT content in the tissue-cultured plants was achieved after 12 h elicitation with 50 µM MeJA. The average CPT contents …


The Relationship Between Oral Health Literacy And Periodontal Health Status Among The Elderly In Panare, Pattani, Thailand, Panat Piyakhunakorn Jan 2020

The Relationship Between Oral Health Literacy And Periodontal Health Status Among The Elderly In Panare, Pattani, Thailand, Panat Piyakhunakorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to determine the association between oral health literacy (OHL) and periodontal status among Thailand's older population. This cross-sectional study was conducted between 1 July and 30 September 2020 at HPHs in, Panare, Pattani, Thailand. A total of 216 independent living older adults, participated in the study. OHL data were obtained using the Thai version of Health Literacy in Dentistry (HeLD‐Th). Trained interviewers performed face-to-face interviews for oral health-related behaviours information. The periodontal status was collected through intra-oral examination by a calibrated examiner. Data were analyzed using the SPSS version 22. Mann–Whitney U tests, Chi-Square tests, and Binary …


Modification Of Cognitive Impairment Screening Tool On Smart Device For Thai Elderly, Pipuchana Phowwiboon Jan 2020

Modification Of Cognitive Impairment Screening Tool On Smart Device For Thai Elderly, Pipuchana Phowwiboon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: At present, the number of elderly people is constantly increasing all over the world. Therefore, we need to prepare for this change. Technology is now a vital part of every aspect of life, including health. For this reason, the researchers have developed an application used in the field of health as a tool to assist in assessing dementia in the elders. It is quick to combine the scores and record the elders' information, which is likely to benefit healthcare workers. Objective: To determine the construct validity of modification of cognitive impairment screening tool on smart devices compared with the …


Fabrication And Characterization Of Bacterial Cellulose-Chitosan/Alginate/Gelatin Hydrogel Scaffolds For Application In Cartilage Tissue Engineering, Phasuwit Phassorn Phatchayawat Jan 2020

Fabrication And Characterization Of Bacterial Cellulose-Chitosan/Alginate/Gelatin Hydrogel Scaffolds For Application In Cartilage Tissue Engineering, Phasuwit Phassorn Phatchayawat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Biopolymers of bacterial cellulose (BC), chitosan (C), alginate (A) and gelatin (G) were combined to fabricate three-dimensional (3D) hydrogel composite scaffolds for tissue engineering applications. The bacterial cellulose-chitosan/alginate/gelatin (BCC-AG) hydrogel scaffolds were characterized for chemical property by Fourier transform infrared (FT-IR) spectroscopic analysis, morphology by scanning electron microscopy (SEM), mechanical properties, degradability, biocompatibility and potential application in cartilage tissue engineering. Results from Fourier transform infrared (FT-IR) spectroscopy showed some weak interactions among BC, chitosan, alginate and gelatin, but no chemical interaction between those biopolymers was observed. The morphology of BCC-AG hydrogel scaffolds under SEM observation revealed that alginate and gelatin …


อิเล็กโทรดีโพสิชันของโครงสร้างนาโนของทองแดงออกไซด์บนแผ่นรองรับทองแดงสำหรับการรีดักชันเชิงไฟฟ้าของไนตรัสออกไซด์, สิรภัทร นิลวิเชียร Jan 2020

อิเล็กโทรดีโพสิชันของโครงสร้างนาโนของทองแดงออกไซด์บนแผ่นรองรับทองแดงสำหรับการรีดักชันเชิงไฟฟ้าของไนตรัสออกไซด์, สิรภัทร นิลวิเชียร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาการสังเคราะห์โครงสร้างนาโนของทองแดงออกไซด์บนแผ่นรองรับทองแดงโดยใช้วิธีอิเล็กโทรดีโพสิชันเพื่อให้ทองแดงมีพื้นที่ผิวสูงขึ้นเพื่อใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาโลหะทองแดงจากออกไซด์ในการทำปฏิกิริยารีดักชันเชิงไฟฟ้าของแก๊สไนตรัสออกไซด์ จากผลการศึกษาพบว่าปริมาณผลึกทองแดงออกไซด์แปรผันตามความหนาแน่นกระแสไฟฟ้าซึ่งหากมีค่าสูงเกินไปจะส่งผลให้เกิดการเกาะติดของผลึกไม่เต็มพื้นผิว นอกจากนี้ อุณหภูมิของอิเล็กโทรไลต์ที่สูงขึ้นทำให้ปริมาณผลึกเพิ่มขึ้นรวมถึงเกิดผลึกขนาดใหญ่ขึ้นอีกด้วย โดยพบว่าการอิเล็กโทรดีโพสิชันด้วยความหนาแน่นกระแสฟ้า -3.33 มิลลิแอมป์ต่อตารางเซนติเมตรและอุณหภูมิของอิเล็กโทรไลต์ 40 องศาเซลเซียสเป็นสภาวะที่ให้พื้นที่ผิวที่สูงที่สุด การอิเล็กโทรดีโพสิชันที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียสก่อให้เกิดผลึกขนาดใหญ่อย่างเห็นได้ชัดส่งผลให้พื้นที่ผิวในการทำปฏิกิริยาต่ำลง สำหรับการทำปฏิกิริยารีดักชันเชิงไฟฟ้าของแก๊สไนตรัสออกไซด์ด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาโลหะทองแดงจากออกไซด์นั้น พบว่าความหนาแน่นกระแสไฟฟ้าสำหรับการเกิดแก๊สไนโตรเจนแปรผันตามปริมาณตัวเร่งปฏิกิริยาซึ่งเป็นผลมาจากการควบคุมระยะเวลาในการอิเล็กโทรดีโพสิชัน โดยเวลาอิเล็กโทรดีโพสิชันที่เหมาะสมคือ 30 นาที โดยเกิดปฏิกิริยารีดักชันของแก๊สไนตรัสออกไซด์ที่ศักย์ไฟฟ้าเริ่มต้นประมาณ 0.2 V vs RHE และเกิดปฏิกิริยาการผลิตไฮโดรเจนที่ประมาณ -0.3 V vs RHE และเมื่อศักย์ไฟฟ้าสูงขึ้นทำให้ความหนาแน่นกระแสไฟฟ้าสำหรับการเกิดแก๊สไนโตรเจนสูงขึ้นจนถึงศักย์ไฟฟ้าเท่ากับ -0.12 V vs RHE และลดต่ำลงที่ศักย์ไฟฟ้าที่สูงขึ้น ซึ่งให้ความหนาแน่นกระแสไฟฟ้าสำหรับการเกิดไนโตรเจนสูงสุดเท่ากับ -8.61 มิลลิแอมป์ต่อตารางเซนติเมตร และประสิทธิภาพเชิงฟาราเดย์ของการเกิดไนโตรเจนเท่ากับร้อยละ 98.5±1.7 นอกจากนี้ยังพบว่าตัวเร่งปฏิกิริยาทองแดงจากออกไซด์มีความเสถียรต่อการรีดักชันแก๊สไนตรัสออกไซด์เป็นเวลาอย่างน้อย 7 ชั่วโมง


Strategic Analysis: A Case Study Of Sunsweet Public Company Limited, Panupong Senapitak Jan 2020

Strategic Analysis: A Case Study Of Sunsweet Public Company Limited, Panupong Senapitak

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This individual study investigates and describes the organizational and market factors associated with providing a management framework that has benefited Sunsweet Public Co.,Ltd. to have a disproportional share of the food and agricultural industry's overall profits, providing fuel for further market dominance. The study consists of two different studies: one study examines the market situational analysis offering a broad look at an industry that provides a comprehensive information outline of the industry overall, and it is headed. Whist the other examines the company's performance, competitive analysis, and prospect and examines the other factors associated with the outcome of being a …


Space In Transition: A Design Exploration Of A Transition Space In Ban Plainern, Tengzhou Feng Jan 2020

Space In Transition: A Design Exploration Of A Transition Space In Ban Plainern, Tengzhou Feng

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis concerns a methodology to study transition spaces in traditional Thai houses. The author questions how to inherit and develop traditional architecture for the future generations. Transition spaces of Thai houses are chosen as the places to observe how materials, proportions, spatial compositions, light, shade and shadow affect architecture itself. They represent a relationship between man-made and nature with respect to environment, culture and time. Literature reviews are a supplement to the analytical methods to study architectural spaces and forms of Colin Rowe, Peter Eisenman, Le Corbusier and Juhani Pallasmaa. Then, the methodology is applied to analyse two case …


การพัฒนาหัวเชื้อราเอ็กโทไมคอร์ไรซาเห็ดเผาะหนัง Astraeus Odoratus โดยการดักจับเซลล์ด้วยแคลเซียมอัลจิเนต, ณิชา มณีศิลาสันต์ Jan 2020

การพัฒนาหัวเชื้อราเอ็กโทไมคอร์ไรซาเห็ดเผาะหนัง Astraeus Odoratus โดยการดักจับเซลล์ด้วยแคลเซียมอัลจิเนต, ณิชา มณีศิลาสันต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เห็ดเผาะหนัง Astraeus odoratus เป็นราเอ็กโทไมคอร์ไรซาที่มีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันกับไม้วงศ์ไม้ยาง ซึ่งเป็นไม้พื้นถิ่นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างมากของประเทศไทย ในปัจจุบันการปลูกไม้วงศ์ไม้ยางได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นไม้เนื้อแข็งที่มีคุณค่าทางการค้า และเกิดดอกเห็ดของราเอ็กโทไมคอร์ไรซาที่สามารถรับประทานได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามความสำเร็จในการปลูกไม้วงศ์ไม้ยางและการปลูกป่าต้องการหัวเชื้อราเอ็กโทไมคอร์ไรซาเพื่อเพิ่มการเจริญเติบโตของพืช อัตราการอยู่รอดหลังการย้ายปลูก และความทนต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นการพัฒนาหัวเชื้อราเอ็กโทไมคอร์ไรซาเพื่อให้ได้หัวเชื้อที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ในการศึกษานี้ เส้นใยของเห็ดเผาะหนังจะถูกดักจับเซลล์ด้วยแคลเซียมอัลจิเนตเพื่อให้ได้เป็นหัวเชื้อที่มีประสิทธิภาพ สายพันธุ์เห็ดเผาะ 9 สายพันธุ์ได้มาจาก 3 แหล่ง ได้แก่ จังหวัดน่าน กาญจนบุรี และสระบุรี โดยเห็ดเผาะสายพันธุ์ K-1 เป็นสายพันธุ์ที่ถูกคัดเลือกมาใช้ในการดักจับเซลล์ด้วยแคลเซียมอัลจิเนต เนื่องจากมีอัตราการเจริญของเส้นใยบนอาหารแข็ง PDA ภายใน 14 วัน มากที่สุด และได้มีการศึกษาผลของอาหารเลี้ยงเชื้อ 6 ชนิด ได้แก่ PDB, PG, MMN, MEB, Ohta และ Czapek ต่อการเจริญของเส้นใยเห็ดเผาะหนังสายพันธุ์ K-1 และ S-24 พบว่า PDB และ PG ส่งผลให้เส้นใยมีน้ำหนักแห้งมากที่สุดหลังการเลี้ยงเชื้อ 30 วัน ผลของสารเติมแต่งต่อการงอกของเส้นใยจากเม็ดแคลเซียมอัลจิเนต พบว่าน้ำตาลกลูโคสความเข้มข้น 0.5 ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ และซอร์บิทอลความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ สามารถรักษาอัตราการงอกของเม็ดแคลเซียมอัลจิเนตได้มากที่สุดเท่ากับ 100 และ 96 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ เม็ดแคลเซียมอัลจิเนตคงเหลืออัตราการงอกของเส้นใย 55 เปอร์เซ็นต์ หลังจากการเก็บรักษา 90 วัน ในน้ำกลั่นที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส โดยอัตราการงอกของเส้นใยจากชิ้นวุ้นที่ถูกเก็บในภาวะเดียวกันมีการลดลงอย่างรวดเร็วหลังการเก็บรักษาเพียง 5 วัน และไม่พบอัตราการงอกของเส้นใยหลังการเก็บรักษา 75 วัน หลังการเก็บรักษาเป็นเวลา 3 เดือน เส้นใยของเห็ดเผาะหนังสายพันธุ์ K-1 ในรูปเม็ดแคลเซียมอัลจิเนตสามารถเข้าติดเชื้อต้นกล้าตะเคียนทอง Hopea odorata ได้ด้วยอัตราการติดเชื้อ 46 เปอร์เซ็นต์ จากการทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าเส้นใยของเห็ดเผาะหนังที่ถูกดักจับในเม็ดแคลเซียมอัลจิเนตสามารถนำมาใช้เป็นหัวเชื้อสำหรับการผลิตทางการค้าและใช้ในการอนุบาลกล้าไม้ป่าได้


Effects Of Hydrocolloids On Pasting Behavior And Gelling Properties Of Banana Flour And Its Application In Bread, Rosalin Herman Jan 2020

Effects Of Hydrocolloids On Pasting Behavior And Gelling Properties Of Banana Flour And Its Application In Bread, Rosalin Herman

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Bananas have a high potential in becoming a future staple crop due to its rapid growth rate, short harvest time, and high starch content. However, banana flour is highly retrograded which is its major limitation. The objective of this study was to study the effects of selected hydrocolloids on the pasting and gelling properties as related to the gelatinization and retrogradation of banana flour as well as its application in bread as a wheat flour substitute. Xanthan gum (XG), gum arabic (GA), hydroxypropyl methylcellulose (HPMC), and guar gum (GG) were added to banana flour at different concentrations (0.5, 1.0, and …


อิทธิพลของระดับความอิ่มตัวของทรานส์เฟอร์รินต่อดัชนีการดื้อยาอีริโทรโพอิตินในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4-5, อิ่มจิต บุญอำนวย Jan 2020

อิทธิพลของระดับความอิ่มตัวของทรานส์เฟอร์รินต่อดัชนีการดื้อยาอีริโทรโพอิตินในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4-5, อิ่มจิต บุญอำนวย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของระดับความอิ่มตัวทรานส์เฟอร์ริน (TSAT) กับดัชนีการดื้อยาอีริโทรโพอิติน (ERI) ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4-5 วิธีการวิจัย: ในการศึกษาเชิงวิเคราะห์จากเหตุไปหาผลแบบย้อนหลังนี้ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4-5 ที่ได้รับยาอีริโทรโพอิตินและมีการตรวจวัด TSAT ที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ในช่วง ม.ค. 2560 ถึง ธ.ค. 2562 ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยค่ามัธยฐานของระดับ TSAT (median TSAT) เพื่อเปรียบเทียบค่า ERI ที่คำนวณมาจากขนาดยาอีริโทรโพอิตินที่ใช้ต่อน้ำหนักตัวต่อสัปดาห์ (IU/kg/week) หารด้วยระดับฮีโมโกลบิน (g/dl) ระหว่างผู้ป่วย 2 กลุ่ม ผลการวิจัย: ผู้ป่วย 502 คนที่เข้าร่วมในการศึกษา มีค่ามัธยฐานของ TSAT เท่ากับร้อยละ 26.0 [IQR: ร้อยละ 17.9, ร้อยละ 36.0] และมัธยฐานของ ERI เท่ากับ 16.42 [IQR: 11.26, 21.25] IU/kg/week per g/dl มีผู้ป่วยในกลุ่มที่มี TSAT สูงกว่าค่ามัธยฐาน (>median TSAT) 246 คน และกลุ่ม TSAT ต่ำกว่าหรือเท่ากับค่ามัธยฐาน (≤median TSAT) 256 คน พบว่า ค่า ERI ในผู้ป่วยกลุ่ม >median TSAT ต่ำกว่ากลุ่ม ≤median TSAT อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (15.04 [IQR: 9.74, 20.25] เทียบกับ 17.06 [IQR: 12.12, 22.50] IU/kg/week per g/dl ตามลำดับ, P= 0.003) สรุปผลการวิจัย: ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ …


Production And Properties Of Resistant Maltodextrin From Cassava Starch, Kamonrat Trithavisup Jan 2020

Production And Properties Of Resistant Maltodextrin From Cassava Starch, Kamonrat Trithavisup

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aimed to determine the effects of processing conditions on molecular structure and selected properties of cassava-derived resistant dextrins (RDs) and resistant maltodextrins (RMDs). Cassava starch was mixed with hydrochloric acid solution to obtain the final acid concentration of 0.04-0.10% dry starch basis, dried at 50oC until having <5% moisture, and dextrinized at 100-120oC for 60-180 min. As acid concentration, heating temperature and time increased, water solubility, reducing sugar content, total dietary fiber (TDF) content and proportion of high molecular weight fiber fraction of RDs increased while their whiteness decreased. For the solution containing RDs produced under mild conditions (0.04-0.08% HCl, 100°C, 60 min), an endothermic peak at 45-70oC, having enthalpy of 1.66-2.14 J/g was detected. However, no endotherm was detected from the solution of RDs processed under extreme conditions. Harsher dextrinization conditions resulted in the RDs with slightly higher molecular weight but containing shorter branched chains. Dextrinization resulted in the formation of α-1,2, α-1,6, β-1,2, β-1,4 and β-1,6 in RDs. Lower proportion of α-1,4 linkage and α-/β-reducing ends with higher proportion of β-1,2, β-1,4, α-/β-1,6 linkages and degree of branching (DB) were found in RDs prepared under stronger dextrinization conditions. Although indigestible portion was enhanced by dextrinization, TDF of the RDs were only 7-47%. To increase the TDF content, RDs prepared from 5 different conditions (0.04% and 0.06% HCl, 120oC, 60-180 min), having >30% TDF, were selected for RMD production. The 30% RD solutions were treated with commercial α-amylase enzyme at 70oC, pH 6, for 90 and 120 min, to obtain the final dextrose equivalent of 8 and 12, respectively. The samples were then purified and spray dried. Alpha-amylase treatment produced RMD with shorter …


Fabrication Of Three-Dimensional (3-D) Corneal Transplantable Model From Silk Fibroin/Gelatin-Based Biomaterial, Chutirat Torsahakul Jan 2020

Fabrication Of Three-Dimensional (3-D) Corneal Transplantable Model From Silk Fibroin/Gelatin-Based Biomaterial, Chutirat Torsahakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Canine corneal blindness is a common cause of vision loss and visual impairment worldwide. While the demand of canine corneal graft is continuously elevated, the clinical useable grafts are limited to acellular biomaterials and allograft. This study aimed to generate the tissue-engineered canine cornea in the part of corneal epithelium and underlying stroma based on cLESCs (canine limbal epithelial stem cells) seeded silk fibroin and gelatin (SF/G) film and cCSSCs (canine corneal stromal stem cells) seeded SF/G scaffold respectively. Both cell types were successfully isolated by collagenase I. SF/G films and scaffolds served as the prospective substrates for cLESCs and …


Comparison Of Canine Urinary Bacterial Population In Calcium Oxalate Urolithiasis And Healthy Conditions, Nichamon Rakprakobkij Jan 2020

Comparison Of Canine Urinary Bacterial Population In Calcium Oxalate Urolithiasis And Healthy Conditions, Nichamon Rakprakobkij

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Urolithiasis is one of the most common lower urinary tract diseases in dogs. Struvite is the most canine uroliths reported, and the second reported is calcium oxalate (CaOx). However, the proportion of CaOx urolithiasis tends to be increased. CaOx urolithiasis has high incidence of recurrence after the treatment and the pathogenesis of the stone formation is uncleared. Recent studies revealed that oxalate degrader bacteria in the gastrointestinal tract has important roles in CaOx stone formation but no research has been done to study the composition and the role of microbiome in the urinary tract of dogs with CaOx urolithiasis. This …