Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Chemistry (670)
- Computer Sciences (618)
- Engineering (617)
- Education (261)
-
- Computer Engineering (237)
- Polymer Chemistry (203)
- Environmental Sciences (200)
- Mathematics (161)
- Medicine and Health Sciences (99)
- Statistics and Probability (99)
- Chemical Engineering (97)
- Civil and Environmental Engineering (84)
- Science and Mathematics Education (82)
- Earth Sciences (80)
- Electrical and Computer Engineering (78)
- Electrical and Electronics (74)
- Life Sciences (72)
- Physics (72)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (71)
- Social and Behavioral Sciences (70)
- Industrial Engineering (69)
- Business (59)
- Operational Research (55)
- Construction Engineering and Management (53)
- Civil Engineering (52)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (44)
- Biotechnology (41)
- Geology (40)
- Educational Administration and Supervision (27)
Articles 691 - 720 of 2807
Full-Text Articles in Entire DC Network
อิทธิพลของความเป็นทางการของภาษาไทยในวิดีโอวิจารณ์สินค้าออนไลน์และเพศของผู้วิจารณ์ต่อความตั้งใจซื้อ, เอกพล ตรีมั่นคง
อิทธิพลของความเป็นทางการของภาษาไทยในวิดีโอวิจารณ์สินค้าออนไลน์และเพศของผู้วิจารณ์ต่อความตั้งใจซื้อ, เอกพล ตรีมั่นคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของ (1) ความเป็นทางการของภาษาไทยในวิดีโอวิจารณ์สินค้าออนไลน์ และ (2) เพศของผู้วิจารณ์ ที่มีต่อระดับความคิดเห็น การรับรู้คุณภาพ และการรับรู้ประโยชน์ของผู้ชมมีต่อบทวิจารณ์สินค้า นอกจากนี้ยังวิเคราะห์ผลกระทบของระดับความคิดเห็น การรับรู้คุณภาพ และการรับรู้ประโยชน์ของบทวิจารณ์สินค้าที่มีต่อความตั้งใจซื้อ ข้อมูลเก็บจากคนไทยจำนวน 400 คน ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2508 ถึง พ.ศ. 2552 (หรือ คนไทยเจเนอเรชันเอกซ์ วาย และซี) การศึกษาพบว่าความเป็นทางการของภาษาไทยในวิดีโอวิจารณ์สินค้าออนไลน์มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการรับรู้คุณภาพที่ผู้ชมมีต่อบทวิจารณ์สินค้า ผู้ชมรับรู้ถึงคุณภาพที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อวิดีโอวิจารณ์สินค้ามีการใช้ภาษาที่เป็นระดับกึ่งแบบแผน การศึกษายังพบด้วยว่าเพศของผู้วิจารณ์มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการรับรู้คุณภาพและการรับรู้ถึงประโยชน์ที่ผู้ชมมีต่อบทวิจารณ์สินค้า ผู้ชมรับรู้ถึงคุณภาพและประโยชน์ที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อวิดีโอวิจารณ์สินค้าใช้เสียงผู้วิจารณ์เพศหญิง นอกจากนี้ ยังพบว่าการรับรู้คุณภาพและการรับรู้ประโยชน์ที่ผู้ชมมีต่อบทวิจารณ์สินค้ามีผลเชิงบวกอย่างมากต่อความตั้งใจซื้อสินค้า ในขณะที่ระดับความคิดเห็นของผู้ชมที่มีต่อบทวิจารณ์สินค้ามีผลเชิงบวกในระดับปานกลางต่อความตั้งใจซื้อสินค้า
A High-Dimensional Variable Selection Under Multicollinearity Via Whitening Elastic Net, Naphat Kanjanaphan
A High-Dimensional Variable Selection Under Multicollinearity Via Whitening Elastic Net, Naphat Kanjanaphan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In high-dimensional data research such as genomics data, identifying predictors in highly correlated data poses significant challenges, especially when employing regularization methods. We found WLasso (Whitening Lasso), which effectively handles highly correlated settings by transforming predictors to mitigate correlation and applying generalized Lasso criteria. To ensure fairness in comparison with other regularization methods, we utilize a simplified version of WLasso, retaining its core concept while eliminating the coefficient ranking process. Our aim is to enhance WLasso performance by adapting it to the Generalized Elastic Net framework, resulting in Whitening Elastic Net. Leveraging the transformation process of WLasso, we integrate it …
การเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปรับปรุงคุณภาพของภาพด้วยวิธีระบบอนุมานฟัซซีและตัวกรองพื้นฐานในการจำแนกเนื้องอกสมองจากภาพเอ็มอาร์ไอ, กัทลี แก้วน่วม
การเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปรับปรุงคุณภาพของภาพด้วยวิธีระบบอนุมานฟัซซีและตัวกรองพื้นฐานในการจำแนกเนื้องอกสมองจากภาพเอ็มอาร์ไอ, กัทลี แก้วน่วม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื้องอกสมองสามารถพบได้ทุกเพศทุกวัยและอาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเนื้องอกสมองสามารถแบ่งได้ 3 ชนิดหลักๆ คือ เนื้องอกไกลโอมา เนื้องอกเยื่อหุ้มสมอง และเนื้องอกต่อมใต้สมอง การวินิจฉัยเนื้องอกสมองที่มีประสิทธิภาพและแพร่หลายในปัจจุบันคือการวินิจฉัยจากภาพเอ็มอาร์ไอแต่ยังมีข้อเสียคือมีสัญญาณรบกวนภายในภาพทำให้ประสิทธิภาพในงานวินิจฉัยลดลง งานวิจัยนี้เปรียบเทียบวิธีการปรับปรุงคุณภาพภาพเอ็มอาร์ไอเนื้องอกสมองที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจำแนกชนิดเนื้องอกสมองเมื่อผ่านเรียนรู้ผ่านตัวแบบ Xception โดยวิธีที่นำมาเปรียบเทียบมี 4 วิธีได้แก่ ระบบอนุมานฟัซซี ตัวกรองมัธยฐาน ตัวกรองมัธยฐานแบบปรับตัวได้ และตัวกรองวีเนอร์ ชุดข้อมูลที่ใช้ในงานวิจัยนี้เป็นภาพเอ็มอาร์ไอจาก Nanfang Hospital and General Hospital, Tianjin Medical University ระหว่างปี 2005-2010 จำนวน 3,064 ภาพ พบว่าภาพเอ็มอาร์ไอเนื้องอกสมองที่ผ่านการปรับปรุงด้วยระบบอนุมานฟัซซีใช้ Mask ขนาด 3x3 มีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากให้ค่าความถูกต้อง เท่ากับ 0.9612 ค่าความครบถ้วนเท่ากับ 0.9627 และค่า F1-Score เท่ากับ 0.9602 ซึ่งสูงกว่าภาพเอ็มอาร์ไอเนื้องอกสมองที่ผ่านการปรับปรุงด้วยวิธีการอื่นๆรวมทั้งสูงกว่าภาพเอ็มอาร์เนื้องอกสมองที่ไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพ ดังนั้นการปรับปรุงคุณภาพของภาพเอ็มอาร์ไอก่อนนำภาพไปวินิจฉัยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจำแนกเนื้องอกสมองให้มีความถูกต้องเพิ่มขึ้น
การศึกษาประสิทธิกาพการกำหนดช่วงเวลาการซ่อมบำรุงแบบปรับเปลี่ยน จากข้อมูลที่มาจากการแจกแจงไวบูลล์, ณัฐพงศ์ อนันต์อาชญาสิทธิ์
การศึกษาประสิทธิกาพการกำหนดช่วงเวลาการซ่อมบำรุงแบบปรับเปลี่ยน จากข้อมูลที่มาจากการแจกแจงไวบูลล์, ณัฐพงศ์ อนันต์อาชญาสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้(1)เพื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงแบบปรับเปลี่ยน (Adaptive Maintenance) จากการกำหนดช่วงการซ่อมบำรุงโดยใช้เปอร์เซ็นต์ไทล์ของอุปกรณ์ที่มีการแจกแจงแบบไวบูลล์ และ(2)เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการประมาณค่าพารามิเตอร์จากข้อมูลที่ถูกตัดทิ้ง โดยใช้ค่า MSE ในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพ โดยการศึกษามีขั้นตอนดังนี้ 1. ใช้ข้อมูลจำลองที่มาจากการแจกแจงไวบูลล์ (Weibull distributions) ซึ่งมีอัตราการเสีย (Failure Rate) ที่แตกต่างกัน, 2. ช่วงเวลาซ่อมบำรุงคำนวณจากค่าเปอร์เซ็นไทล์ ตั้งแต่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 5, 10, ... ถึง 95 3. เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย ด้วยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายระหว่างการซ่อมบำรุงเชิงแก้ไข (corrective maintenance)และการซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน (maintenance preventive) 4.กำหนดเวลาในการสังเกตุโดยรวม 100 หน่วยเวลา ผลการวิจัยประกอบด้วย(1)เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงจากข้อมูลแสดงอัตราการเสียที่ลดลง และ คงที่ตามเวลา การใช้เปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 95 จะมีค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงที่น้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เปอร์เซ็นต์ไทล์ค่าอื่นในสัดส่วนค่าใช้จ่ายเดียวกัน แต่ในกรณีที่ข้อมูลแสดงอัตราการเสียเพิ่มขึ้นตามเวลา ค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงที่น้อยที่สุด จะขึ้นอยู่กับสัดส่วนค่าใช้จ่ายและการเลือกใช้เปอร์เซ็นต์ไทล์ และ(2)ประสิทธิภาพในการประมาณค่าพารามิเตอร์ ในทุกกรณีของข้อมูลแสดงอัตราการเสียลดลง คงที่ และเพิ่มขึ้นตามเวลา การใช้เปอร์เซ็นต์ไทล์ที่มีค่าสูง จะทำให้การประมาณมีประสิทธิภาพสูงสุด (ค่า MSE มีค่าน้อยที่สุด)
การเปรียบเทียบการจำแนกเม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อมาลาเรียด้วยโครงข่ายคอนโวลูชันโดยใช้เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน, นิชาภัทร บุญดิเรก
การเปรียบเทียบการจำแนกเม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อมาลาเรียด้วยโครงข่ายคอนโวลูชันโดยใช้เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน, นิชาภัทร บุญดิเรก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
มาลาเรียเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลกที่สำคัญ การวินิจฉัยมาลาเรียในปัจจุบันใช้เทคนิคการตรวจสเมียร์เลือดด้วยฟิล์ม ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด แต่ก็มักใช้เวลานานและเสี่ยงต่อความผิดพลาด ปัจจุบันได้มีการนำการเรียนรู้ของเครื่องมาจำแนกภาพทางการแพทย์ซึ่งทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ โครงข่ายประสาทเทียมแบบคอนโวลูชั่น เป็นเทคนิคการเรียนรู้เชิงลึกที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในด้านการประมวลผลภาพ โดยใช้ร่วมกับการเรียนรู้แบบถ่ายทอด ซึ่งช่วยลดเวลาที่ใช้ในการพัฒนาแบบจำลอง การศึกษาครั้งนี้ได้ทำการศึกษาผลของเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพต่อประสิทธิภาพในการการจำแนกเม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อมาลาเรีย โดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมแบบคอนโวลูชั่นควบคู่กับการเรียนรู้แบบถ่ายทอดจากแบบจำลองที่ได้รับการฝึกอบรมมาล่วงหน้า 3 แบบ คือ InceptionV3 EfficientNetB0 และ ConvNeXtTiny ร่วมกับการใช้เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ ที่แตกต่างกัน คือ SGD with Momentum, RMSProp และ ADAM กับรูปภาพเซล์เม็ดเลือดแดงจำนวน 27,558 ภาพ ซึ่งประกอบด้วยรูปภาพของเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อ และรูปภาพของเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ไม่ติดเชื้อประเภทละ 13,779 ภาพ จากการศึกษาพบว่าแบบจำลอง EfficientNetB0 ที่ใช้ร่วมกับ ADAM มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีการสูญเสียโดยเฉลี่ยน้อยที่สุด เท่ากับ 0.1043 มีค่าความแม่น ค่าความเที่ยง ค่าความไว ค่า F1-score และค่าความจำเพาะโดยเฉลี่ยสูงที่สุด เท่ากับ 0.9638, 0.9581, 0.9700, 0.9640 และ 0.9576 ตามลำดับ ในการศึกษานี้ การใช้ EfficientNetB0 ร่วมกับ ADAM ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ประสิทธิภาพของแบบจำลองโครงสร้างผสมระหว่างแบบจำลองหน่วยความจำระยะสั้นแบบยาวและแบบจำลองโครงข่ายประตูวกกลับสำหรับการพยากรณ์ระยะยาวของราคาปิดหุ้น, ธนกฤต เถรว่อง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดประสิทธิภาพของตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึกโครงสร้างผสม GRU-LSTMในการพยากรณ์ระยะราคาปิดหุ้นระยะยาวในอีก 30 วันข้างหน้า โดยมีตัวแบบโครงข่ายระบบประสาทย้อนกลับ,ตัวแบบจำลองหน่วยความจำระยะสั้นแบบยาวและตัวแบบจำลองโครงข่ายประตูวกกลับ ในการร่วมเปรียบเทียบประสิทธิภาพการพยากรณ์ราคาปิดระยะยาว ภายใต้หุ้นใน SET50 ซึ่งในงานวิจัยนี้หุ้นจะถูกเลือกมาจากกลุ่มหุ้นที่มีลักษณะความผันผวนที่แตกต่างกันได้แก่ กลุ่มหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ ADVANC BDMS กลุ่มหุ้นที่มีความผันผวนกลาง CPALL MINT กลุ่มหุ้นที่มีความผันผวนสูง SAWAD DELTA โดยข้อมูลของหุ้นแต่ละตัวถูกเก็บตั้งแต่เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2561 ถึง กันยายน พ.ศ. 2566 (5 ปีย้อนหลัง) ซึ่งขั้นตอนการแบ่งข้อมูลของงานวิจัยนี้แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลชุดฝึกฝนตัวแบบ, ข้อมูลตรวจสอบ , ข้อมูลชุดทดสอบตัวแบบ โดยขั้นตอนการสร้างตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึกในแต่ละชนิด ได้ใช้วิธีการทำไฮเปอร์พารามิเตอร์จูนนิ่งเพื่อหาชุดไฮเปอร์พารามิเตอร์ที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละตัวแบบจากวิธีการค้นหาแบบสุ่ม ผลการวิจัยพบว่าเมื่อใช้ค่าคลาดเคลื่อนเฉลี่ยกำลังสองเป็นเกณฑ์ในการวัดประสิทธิภาพการพยากรณ์ระยะยาวของตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึก ตัวแบบโครงสร้างผสม GRU-LSTM ไม่ได้มีประสิทธิภาพการพยากรณ์ระยะยาวสูงกว่าตัวแบบโครงสร้างเดี่ยวเสมอไป ตัวแบบโครงสร้างผสม GRU-LSTM มีประสิทธิภาพการพยากรณ์ระยะยาวสูงกว่าตัวแบบโครงสร้างเดี่ยว GRU และ LSTM ในหุ้นกลุ่มที่มีระดับความผันผวนต่ำ ซึ่งตัวแบบโครงสร้างผสม GRU-LSTM ให้ประสิทธิพยากรณ์ระยะยาวที่ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับเวลาที่ใช้ในการฝึกฝนตัวแบบ
การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการประมาณค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยเชิงเส้นด้วยวิธีการลาสโซที่มีความแกร่งภายใต้ข้อมูลมิติสูงที่มีค่านอกเกณฑ์, อัญชิษฐา ศรีภา
การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการประมาณค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยเชิงเส้นด้วยวิธีการลาสโซที่มีความแกร่งภายใต้ข้อมูลมิติสูงที่มีค่านอกเกณฑ์, อัญชิษฐา ศรีภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการประมาณค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยทั้งหมด 5 วิธี คือ 1) วิธีการลาสโซแบบปรับได้ที่ใช้ค่าถ่วงน้ำหนักด้วยวิธีการริดจ์ (AD-R) 2) วิธีการลาสโซแบบปรับได้ที่ใช้ค่าถ่วงน้ำหนักด้วยวิธีการลาสโซ (AD-L) 3) วิธีการ LAD Lasso (LAD) 4) วิธีการ Huber Lasso (HB) 5) วิธีการลาสโซแบบปรับได้ที่มีความแกร่ง (RA) ภายใต้ข้อมูลมิติสูง ผ่านข้อมูลจำลองใน 4 กรณีคือ (i) กรณีที่ไม่มีปัญหาค่านอกเกณฑ์ มีค่านอกเกณฑ์ขนาดปานกลางในตัวแปรตาม และมีค่านอกเกณฑ์ขนาดใหญ่ในตัวแปรตาม (ii) กรณีที่ตัวแปรอิสระมีความสัมพันธ์ระดับปานกลางและสูง (iii) กรณีอัตราส่วนสัญญาณต่อสัญญาณรบกวน (SNR) สูงและต่ำ (iv) ขนาดตัวแปรอิสระที่แตกต่างกัน ในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพจะพิจารณาความถูกต้องในการพยากรณ์ รวมถึงประสิทธิภาพในการคัดเลือกตัวแปรเข้าสู่ตัวแบบ ผลการศึกษาพบว่า ในด้านความถูกต้องในการพยากรณ์ ในกรณีที่ข้อมูลไม่มีปัญหาค่านอกเกณฑ์ เมื่อตัวแปรมีความสัมพันธ์ระดับสูง AD-R ความสามารถในการพยากรณ์ดีที่สุดในภาพรวม และเมื่อตัวแปรมีความสัมพันธ์ระดับปานกลาง AD-L จะมีความสามารถในการพยากรณ์ดีที่สุดในเกือบทุกกรณี แต่เมื่อข้อมูลมีค่านอกเกณฑ์ขนาดกลาง วิธีการ Huber Lasso มีประสิทธิภาพในการพยากรณ์ดีที่สุดในหลายกรณี ในขณะที่ LAD Lasso จะมีความประสิทธิภาพในการพยากรณ์ดีที่สุดในเกือบทุกกรณีที่ข้อมูลมีค่านอกเกณฑ์ขนาดใหญ่ สำหรับประสิทธิภาพในการคัดเลือกตัวแปรเข้าสู่ตัวแบบ พบว่าในภาพรวม ค่าเฉลี่ยของความแม่นยำและความจำเพาะของวิธีการ AD-L จะมีค่าสูงที่สุดในหลายกรณี แต่เมื่อตัวแปรอิสระมีความสัมพันธ์กันสูง วิธีการ RA จะมีค่าเฉลี่ยความแม่นยำและความจำเพาะสูงสุดในหลายกรณี ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของค่าความระลึกของวิธีการ AD-R จะมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดในเกือบทุกกรณีที่ SNR ต่ำและตัวแปรมีความสัมพันธ์กันสูง ส่วนกรณีที่ SNR สูงและตัวแปรมีความสัมพันธ์กันระดับปานกลาง Huber Lasso และ LAD Lasso จะมีค่าเฉลี่ยของค่าความระลึกสูงที่สุด
Binary And Multi-Label Machine Learning Models For Discrete-Time Survival Analysis: A Case Study To Predict Complications And Mortality In Thai Diabetic Patients, Heng Chheang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In this research, we address the issue of predicting complications among Thai diabetic patients, considering the interconnected nature of these complications. Noncommunicable diseases (NCDs) such as Type-I and Type-II diabetes impose a significant global health burden, with major complications such as cardiovascular disease being the leading cause. Early detection of complications is crucial, and survival analysis emerges as a key method for this task. While classical approaches focus on continuous-time survival prediction, the advancement of machine learning has enabled the development of discrete-time survival classification. This thesis conducts a comprehensive analysis of survival prediction for Diabetes-related complications, employing six machine …
การเปรียบเทียบวิธีการใส่ค่าข้อมูลสูญหายแบบนอนอิกนอร์เรเบิลในการวิเคราะห์อนุกรมเวลาที่มีคุณสมบัติคงที่ภายใต้ค่าคลาดเคลื่อนที่มีการแจกแจงแบบแกมม่า, ณภัทร เตชะมานะพงษ์
การเปรียบเทียบวิธีการใส่ค่าข้อมูลสูญหายแบบนอนอิกนอร์เรเบิลในการวิเคราะห์อนุกรมเวลาที่มีคุณสมบัติคงที่ภายใต้ค่าคลาดเคลื่อนที่มีการแจกแจงแบบแกมม่า, ณภัทร เตชะมานะพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษา และ เปรียบเทียบวิธีการใส่ค่าสูญหายต่างๆเพื่อแก้ปัญหาการสูญหายแบบนอนอิกนอร์เรเบิลในข้อมูลอนุกรมเวลาที่มีคุณลักษณะคงที่ ภายใต้ค่าคลาดเคลื่อนที่มีการแจกแจงแบบแกมม่า โดยวิธีการใส่ค่าสูญหายที่ทำการศึกษาได้แก่ Mean Imputation, Median Imputation, Last Observation Carried Forward (LOCF), Linear Interpolation, Expectation-Maximization (EM) Algorithm โดยได้ทำการศึกษาประสิทธิภาพของวิธีการใส่ค่าสูญหายภายใต้สถานการณ์ที่มีการควบคุมปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ค่าความแปรปรวน และ สัมประสิทธิ์ความเบ้ของค่าคลาดเคลื่อนในตัวแบบอนุกรมเวลา, ขนาดตัวอย่าง, สัมประสิทธิ์อัตถดถอยอันดับที่ 1, สัดส่วนการสูญหาย และ ระดับการสูญหายแบบนอนอิกนอร์เรเบิล และวัดประสิทธิภาพด้วยค่าเฉลี่ยของรากที่สองของค่าเฉลี่ยค่าคลาดเคลื่อนกำลังสอง (Average Root Mean Square Error : ARMSE) โดยวิธีการที่ให้ค่า ARMSE น้อยที่สุดจะมีประสิทธิภาพสูงที่สุด ผลการวิจัยพบว่า (i) วิธี Linear Interpolation เป็นวิธีการใส่ค่าสูญหายที่ดีที่สุดในกรณีส่วนใหญ่ (ii) วิธี EM จะมีประสิทธิภาพเหนือวิธี Linear Interpolation และ LOCF เมื่อมีขนาดตัวอย่างมากพอ (iii) การเพิ่มขึ้นของความเบ้ในข้อมูลอนุกรมเวลามีส่วนช่วยในการปรับปรุงประสิทธิภาพของวิธีการใส่ค่าสูญหายเมื่อข้อมูลอนุกรมเวลามีการสูญหายแบบนอนอิกนอร์เรเบิล
Breast Cancer Characterization Using Artificial Intelligence In Screening And Diagnostic Mammogram Of Thai Women, Jaroonroj Wongnil
Breast Cancer Characterization Using Artificial Intelligence In Screening And Diagnostic Mammogram Of Thai Women, Jaroonroj Wongnil
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Breast cancer is a significant health issue in Thailand, necessitating accurate detection and characterization for effective treatment. This thesis focuses on leveraging artificial intelligence techniques to develop breast cancer screening and diagnosis using mammography images of Thai women. Furthermore, detecting and classifying mammography calcifications, crucial indicators of malignant or benign conditions had also been focused using RCNN and YOLOv4 in this study. AlexNet CNN was developed to increase the robustness of the RCNN model. AlexNet was tested with three different datasets, each consisting of 4,000 cropped ROI images. These datasets were divided into an 80% training set and a 20% …
การปรับปรุงการพยากรณ์ยอดขายสำหรับสินค้าที่อยู่ในช่วงถดถอย กรณีศึกษา: บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน, ขวัญดาว ทรัพย์เมือง
การปรับปรุงการพยากรณ์ยอดขายสำหรับสินค้าที่อยู่ในช่วงถดถอย กรณีศึกษา: บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน, ขวัญดาว ทรัพย์เมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านรุ่นหนึ่งๆ นั้นมีวงจรชีวิตของผลิตสั้นลงเรื่อยๆ สืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยีที่นำเข้ามาใช้ เพื่อตอบสนองความต้องของลูกค้า ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจเองจึงต้องมีการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเช่นกัน จากการศึกษาผลิตภัณฑ์เครื่องซักผ้า โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามลักษณะของสินค้า คือ เครื่องอบผ้า เครื่องซักผ้าฝาบน และเครื่องซักผ้าฝาหน้า พบปัญหาการพยากรณ์ยอดขายสินค้าที่ยังไม่ดีเท่าที่ควรจึงส่งผลทำให้บริษัทแบกรับค่าใช้จ่ายของการถือครองสินค้าคงคลังเคลื่อนไหวช้าและล้าสมัยค่อนข้างสูง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการพยากรณ์ยอดขายเพื่อลดมูลค่าการถือครองสินค้าคงคลังเคลื่อนไหวช้าและล้าสมัย โดยวัดผลความแม่นยำจากค่า Mean Absolute Percentage Error (MAPE) โดยเปรียบเทียบระหว่างวิธีแบบดั้งเดิม วิธี Autoregressive Integrated Moving Average (ARIMA) และวิธีการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุ (Multiple regression analysis) ค่าความคลาดเคลื่อนจากการพยากรณ์เฉลี่ย พบว่าวิธีการพยากรณ์แบบการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุ ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด โดยที่เครื่องอบผ้ามีปัจจัยที่ถูกนำเข้ามาพิจารณาในสมการอยู่ทั้งหมด 4 ตัว คือ มูลค่าของยอดขายในแต่ละเดือน (Sales), ค่าเฉลี่ยราคาขายต่อหน่วยในแต่ละเดือน (Price), รุ่นของสินค้า (Series 700), และขนาดถังซัก 7 กิโลกรัม ค่า MAPE ลดลงร้อยละ 17 เครื่องซักผ้าฝาหน้ามีปัจจัยที่ถูกนำเข้ามาพิจารณาในสมการอยู่ทั้งหมด 3 ตัว คือ มูลค่าของยอดขายในแต่ละเดือน (Sales), ค่าเฉลี่ยราคาขายต่อหน่วยในแต่ละเดือน (Price) และขนาดถังซัก 10 กิโลกรัม ค่า MAPE ลดลงร้อยละ 27 และเครื่องซักผ้าฝาบน มีปัจจัยที่ถูกนำเข้ามาพิจารณาในสมการอยู่ทั้งหมด 2 ตัว คือ มูลค่าของยอดขายในแต่ละเดือน (Sales) และค่าเฉลี่ยราคาขายต่อหน่วยในแต่ละเดือน (Price) ค่า MAPE ลดลงร้อยละ 14 และมูลค่าของสินค้าคงคลังเคลื่อนไหวช้าและล้าสมัยช่วงเดือนตุลาคม 2023 ถึง มีนาคม 2024 ของเครื่องอบผ้าลดลงเฉลี่ยร้อยละ 11 เครื่องซักผ้าฝาหน้าลดลงเฉลี่ยร้อยละ 12 และเครื่องซักผ้าฝาบน ลดลงเฉลี่ยร้อยละ 14 ตามลำดับ
ผลของไฟเทตต่อการเคลื่อนที่ การกระจายตัว รูปฟอร์มของสารหนูและแมงกานีสในผักตบชวา, วัณณิภา ก้วยเจริญพานิชก์
ผลของไฟเทตต่อการเคลื่อนที่ การกระจายตัว รูปฟอร์มของสารหนูและแมงกานีสในผักตบชวา, วัณณิภา ก้วยเจริญพานิชก์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาการเคลื่อนที่ การกระจายตัว รูปฟอร์มของสารหนู และแมงกานีสในผักตบชวาที่ปลูกในน้ำเสียสังเคราะห์ โดยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ทดสอบการแสดงความเป็นพิษ (Phytotoxicity) ของสารละลายสารหนูที่ระดับความเข้มข้น 0.25, 0.50 และ 1.0 มิลลิกรัม/ลิตร, แมงกานีสที่ระดับความเข้มข้น 5.0, 10.0 และ 20.0 มิลลิกรัมต่อลิตร และ Sodium Phytate ที่ระดับความเข้มข้น 1.0, 5.0, 10.0 และ 15.0 มิลลิกรัมต่อลิตร ที่มีต่อการเจริญเติบโตของผักตบชวา โดยพบว่า ระดับความเข้มข้มของสารหนู 0.25 และแมงกานีส 5 มิลลิกรัมต่อลิตร พืชสามารถเจริญเติบโตและแสดงความเป็นพิษน้อยสุด จึงนำไปใช้ในการทดลองขั้นตอนที่ 2 สำหรับการแสดงความเป็นพิษของสาร Sodium Phytate พบว่า พืชแสดงความเป็นพิษอยู่ในระดับต่ำมาก สำหรับขั้นตอนที่ 2 ประกอบด้วย 3 ชุดการทดลอง ได้แก่ 1) ชุดสารหนู 0.25 และทองแดง 1 มิลลิกรัมต่อลิตร 2) ชุดแมงกานีส 5 และทองแดง 1 มิลลิกรัมต่อลิตร และ 3) ชุดสารหนู 0.25 แมงกานีส 5 และทองแดง 1 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยทั้ง 3 ชุดการทดลองได้ทำการทดลองที่ความเป็นกรดเป็นด่าง 4, 5, และ 6 โดยไม่มีและมีการเติม Sodium Phytate ที่อัตราส่วน Sodium Phytate ต่อทองแดง 1:3 โมล และ 1:6 โมล โดยเก็บตัวอย่างน้ำและตัวอย่างพืชส่วนเหนือน้ำ (ลำต้นและใบ) และส่วนใต้น้ำ (ราก) ในวันที่ …
Biomarker Identification Of Pancreatic Ductal Adenocarcinoma Metastasis By Systems Biology Approach, Tanakamol Mahawan
Biomarker Identification Of Pancreatic Ductal Adenocarcinoma Metastasis By Systems Biology Approach, Tanakamol Mahawan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Systems biology synergises biology with computational sciences, offering a holistic perspective and cutting-edge tools like machine learning (ML) to reveal disease biomarkers. ML can identify key molecular signals from omics data for biomarker candidate discovery. Effective ML demands practices avoiding data leakage and enhancing reproducibility. This study aimed to build a robust pipeline for biomarker candidates discovery using ML and applied it to pancreatic ductal adenocarcinoma (PDAC). PDAC is an aggressive pancreatic cancer with a poor prognosis. Over 80% of patients are diagnosed at late metastatic stages with no standard markers known for rapid and cost-effective metastasis diagnosis. Biomarkers for …
การวิเคราะห์ความเปราะบางด้านอัคคีภัยของชุมชนแออัดในพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพมหานคร, วรวรรธน์ ใจกล้า
การวิเคราะห์ความเปราะบางด้านอัคคีภัยของชุมชนแออัดในพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพมหานคร, วรวรรธน์ ใจกล้า
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความหนาแน่นของเมืองที่เพิ่มขึ้นในกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้มีแนวโน้มในการเกิดภัยพิบัติที่มากขึ้น โดยเฉพาะอัคคีภัยในพื้นที่อยู่อาศัยที่มีประชากรหนาแน่น ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างยิ่งในการจัดการเมือง งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อระบุปัจจัยที่สำคัญในการจัดการความเสี่ยงอัคคีภัยในชุมชนที่เปราะบางให้มีประสิทธิภาพ โดยวัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ คือ การประเมินความเสี่ยงของอัคคีภัยในชุมชนแออัดในเขตธุรกิจศูนย์กลางเมืองของกรุงเทพมหานคร และเสนอแนวทางปฏิบัติในการลดความเสี่ยง การวิจัยนี้ใช้ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ ด้วยโปรแกรม ArcGIS เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่เกี่ยวกับความเสี่ยงอัคคีภัยในชุมชน 246 แห่ง ใน 16 เขตในพื้นที่ธุรกิจศูนย์กลางเมือง และการวิเคราะห์ทางสถิติด้วยการวิเคราะห์แบบจำลองความสัมพันธ์ (regression model) เพื่อพัฒนาแบบจำลองการคาดการณ์ปัจจัยความเสี่ยง ผลการศึกษาพบว่า มีปัจจัยความเสี่ยงสำคัญของอัคคีภัย 4 ประการ ได้แก่ ความหนาแน่นของครอบครัว, ความน่าจะเป็นของการถูกไล่รื้อ, ความใกล้ชิดกับสถานีดับเพลิง, และการเข้าถึงของรถดับเพลิง ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความเสี่ยงของอัคคีภัย และระดับความเสี่ยงในพื้นที่ธุรกิจศูนย์กลางเมืองมีความแตกต่างกัน โดยพบว่ามีชุมชน 3 แห่งที่มีความเสี่ยงสูงมาก, ชุมชน 18 แห่งมีความเสี่ยงสูง, และชุมชน 36 แห่งมีความเสี่ยงปานกลาง ผลการศึกษานี้ได้ชี้ให้เห็นถึงพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง และนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 4 ข้อ ได้แก่ การลดความหนาแน่นของครอบครัว, การปรับปรุงความมั่นคงด้านการอยู่อาศัย, การส่งเสริมการบูรณาการชุมชน, และการเพิ่มการเข้าถึงบริการฉุกเฉิน โดยกลยุทธ์เหล่านี้จะมีความสำคัญในการลดความเสี่ยงของอัคคีและการเพิ่มความปลอดภัยในชุมชนแออัดในเมือง
การประยุกต์ใช้กาบไผ่ในงานด้านบรรจุภัณฑ์อาหาร, โสภิดา ศุภเกียรติกุล
การประยุกต์ใช้กาบไผ่ในงานด้านบรรจุภัณฑ์อาหาร, โสภิดา ศุภเกียรติกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บรรจุภัณฑ์อาหารพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้งเป็นหนึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เนื่องจากก่อให้เกิดขยะพลาสติกที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ การศึกษาวัสดุธรรมชาติเพื่อเป็นทางเลือกและมีศักยภาพในการนำมาใช้ทดแทนบรรจุภัณฑ์พลาสติกจึงมีความสำคัญ ดังนั้น วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือ เพื่อศึกษาสมบัติเชิงกายภาพของกาบไผ่ สภาวะที่เหมาะสมของระยะเวลาการแช่น้ำก่อนการขึ้นรูปกาบไผ่เป็นบรรจุภัณฑ์ และคุณลักษณะของบรรจุภัณฑ์กาบไผ่ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน สมบัติเชิงกล สมบัติการทนต่ออุณหภูมิ และสมบัติการย่อยสลายทางชีวภาพ โดยทำการศึกษากาบไผ่ 10 พันธุ์ ได้แก่ ซางหวาน ซางหม่น ซางนวล หม่าจู กิมซุง จีน ตง หก เฮียะ และช้าง ผลการศึกษาพบว่า สมบัติเชิงกายภาพของกาบไผ่ทั้ง 10 พันธุ์ มีความหลากหลายมากทั้งด้านขนาด น้ำหนัก และความหนา โดยพันธุ์ที่มีความกว้างฐานกาบมากที่สุดคือ ไผ่ช้าง (50.51 ซม.) พันธุ์ที่มีความยาวกาบมากที่สุด คือ ไผ่ตง (55.45 ซม.) พันธุ์ที่มีน้ำหนักมากที่สุด คือ ไผ่ช้าง (32.08 กรัม) และพันธุ์ที่มีความหนากาบมากที่สุด คือ ไผ่เฮี๊ยะ (1.87 มม.) เมื่อนำกาบไผ่ทั้ง 10 พันธุ์มาขึ้นรูปเป็นบรรจุภัณฑ์อาหารพบว่า ความสามารถในการขึ้นรูปสูงสุด 3 พันธุ์ ได้แก่ ซางหม่น (88.89%) ตงและหม่าจู (77.78%) จากนั้นศึกษาความสามารถในการขึ้นรูปและประสิทธิภาพของบรรจุภัณฑ์ทั้งด้านการรั่วซึมและความคงรูป พบว่า กาบไผ่พันธุ์ตงที่ระยะเวลาการแช่น้ำ 3 นาที มีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อนำบรรจุภัณฑ์จากกาบไผ่พันธุ์ตงมาทดสอบสมบัติต่าง ๆ พบว่า บรรจุภัณฑ์มีน้ำหนักเฉลี่ย 5.02 กรัม ความจุ 200 มิลลิลิตร บรรจุภัณฑ์สามารถรองรับน้ำได้จนครบเวลา 180 นาที เมื่อบรรจุน้ำปริมาตรครึ่งหนึ่ง แต่สามารถรองรับน้ำได้เพียง 20 นาทีหากบรรจุจนเต็ม บรรจุภัณฑ์สามารถรองรับน้ำร้อนได้จนครบ 30 นาที และสามารถเข้าไมโครเวฟได้ตลอดการทดสอบ 5 นาที การทดสอบการย่อยสลายพบว่า บรรจุภัณฑ์มีการย่อยสลายทางชีวภาพคิดเป็นร้อยละ 32.25 เมื่อเวลาผ่านไป 28 วัน โดยสรุปบรรจุภัณฑ์จากกาบไผ่มีคุณลักษณะเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ที่ระบุไว้ทุกประการ บรรจุภัณฑ์อาหารจากกาบไผ่จึงเป็นทางเลือกที่สำคัญในการนำมาประยุกต์เพื่อลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก
การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ สำหรับระบบการแพทย์ฉุกเฉินในสถานการณ์ภัยพิบัติ: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ, ศุภกิตติ์ เวียนเสี้ยว
การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ สำหรับระบบการแพทย์ฉุกเฉินในสถานการณ์ภัยพิบัติ: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ, ศุภกิตติ์ เวียนเสี้ยว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ สำหรับระบบการแพทย์ฉุกเฉินในภัยพิบัติ ตามกรอบในการสืบค้น (PICo Framework) โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยคือการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ เกณฑ์การคัดเข้างานวิจัย คือ งานวิจัยหรือบทความที่เกี่ยวข้องกับระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ และภัยพิบัติ ในประเทศและต่างประเทศ ที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 ถึง พ.ศ. 2565 ส่วนเกณฑ์การคัดออกงานวิจัย คือ ไม่มีเอกสารงานวิจัยฉบับเต็ม งานวิจัยซ้ำกัน ทำการสืบค้นทั้งหมด 6 ฐานข้อมูล ได้แก่ ThaiJo, Journal of Emergency Medical Services of Thailand, Science Direct, PubMed, Scopus และ Scholar เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มี 3 ส่วน ได้แก่ 1) แบบคัดกรองสำหรับทบทวนงานวิจัย 2) แบบบันทึกผลการสกัดข้อมูล และ 3) แบบประเมินคุณภาพการวิจัยของโจแอนนา บริกส์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา งานวิจัยที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจำนวน 14 บทความ ผลการวิจัย พบว่า 1) ด้านระดับความน่าเชื่อถือของงานวิจัยเป็นประเภทการสังเกตเชิงพรรณนามากที่สุด ร้อยละ 42.9 2) ประเภทภัยพิบัติทางธรรมชาติถูกพบมากที่สุด ร้อยละ 57.1 3) การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจพบหัวข้อแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) (ระดับ 4) มากที่สุด ร้อยละ 100 4) องค์ประกอบการทำงานระบบการแพทย์ฉุกเฉินพบหัวข้อระยะการออกปฏิบัติการของหน่วยการแพทย์ฉุกเฉิน (Response) มากที่สุด ร้อยละ 42.9 และ 5) องค์ประกอบการจัดการจัดการภัยพิบัติพบหัวข้อการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ (Preparation Phase) มากที่สุด ร้อยละ 44.8 จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบในครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์งานวิจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจสำหรับระบบการแพทย์ฉุกเฉินในภัยพิบัติในปัจจุบัน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่สนใจในการพัฒนางานวิจัยในอนาคต
การศึกษาแนวคิดการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อการจัดการภัยพิบัติทางโรคระบาดในประเทศไทย: กรณีศึกษาการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19, อิสร์ อักษรานุเคราะห์
การศึกษาแนวคิดการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อการจัดการภัยพิบัติทางโรคระบาดในประเทศไทย: กรณีศึกษาการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19, อิสร์ อักษรานุเคราะห์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อการจัดการภัยพิบัติทางโรคระบาดในประเทศไทย กรณีศึกษาการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์และส่งแบบสอบถามให้ผู้บริหารและผู้ที่ทำงานในโรงพยาบาลสนามในประเทศไทย จำนวน 5 กลุ่ม โดยเลือกโรงพยาบาลสนามที่เป็นตัวแทนของหน่วยงานทางสาธารณสุขในพื้นที่ ได้แก่ หน่วยงานที่สังกัด กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงและหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ, โรงพยาบาลเอกชน และมหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญในด้านการบริหารสาธารณสุข, การควบคุมโรคและด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลสนาม จำนวน 15 คน โดยใช้เทคนิคเดลฟาย (Delphi technique) ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 3 รอบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาพิสัยระหว่างควอไทล์ (Interquartile Range; IQR) และค่ามัธยฐาน (Median) ผลการศึกษา พบว่า ประเด็นที่สอดคล้องกับแนวคิดการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม มีทั้งหมด 8 ประเด็น ได้แก่ 1) ความหมายและบทบาทของโรงพยาบาลสนาม 2) คุณสมบัติสำคัญของโรงพยาบาลสนาม 3) องค์ประกอบในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม 4) รูปแบบหรือกระบวนการดำเนินงาน 5) การเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในอนาคต 6) ปัญหาหลักในการจัดตั้งและการทำงานในโรงพยาบาลสนาม 7) อุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการดำเนินงานโรงพยาบาลสนาม และ 8) หลักการแก้ไขปัญหาในโรงพยาบาลสนาม สรุป แนวคิดการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อการจัดการภัยพิบัติทางโรคระบาดในประเทศไทย กรณีศึกษาการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ช่วยให้เห็นแนวทางในการจัดการภัยพิบัติในด้านการจัดตั้งและดำเนินการโรงพยาบาลสนามเมื่อเกิดโรคระบาดได้
การวิเคราะห์โครงข่ายสำหรับแผนที่ทรัพยากรเพื่อการตอบโต้เหตุอัคคีภัย กรณีศึกษาเขตพระโขนง, กัญจณ์ หริ่งรอด
การวิเคราะห์โครงข่ายสำหรับแผนที่ทรัพยากรเพื่อการตอบโต้เหตุอัคคีภัย กรณีศึกษาเขตพระโขนง, กัญจณ์ หริ่งรอด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โครงข่ายการกระจายทรัพยากรด้านการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินประเภทอัคคีภัย โดยพิจารณาศักยภาพเชิงพื้นที่ต่อการปฏิบัติการระงับเหตุอัคคีภัยในขอบเขตพื้นที่ เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยนำข้อมูลเชิงพื้นที่ (spatial data) ตำแหน่งของทรัพยากรในการจัดการอัคคีภัย ความหนาแน่นของประชากร และสถิติตำแหน่งการเกิดเหตุอัคคีภัยระหว่างปี พ.ศ. 2563-2566 มาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างระยะทางและเวลาที่ใช้ในการเผชิญเหตุ (response time) โดยใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (GIS) แสดงการวิเคราะห์โครงข่าย (Network Analysis) ด้วยข้อมูลแบบเปิด (Open Data) ผ่านการนำเสนอแผนที่แบบเซลล์หกเหลี่ยม (Hexagonal Cell) เพื่อศักยภาพในการเผชิญเหตุอัคคีภัย และเสนอแนวทางการกระจายทรัพยากรด้านการจัดการระงับอัคคีภัยอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เนื่องจากเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ 13,576,720 ตารางเมตร สามารถแบ่งเป็นแผนที่รูปแบบเซลล์หกเหลี่ยมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 100 ม. ได้ 1,675 เซลล์ ผลการวิเคราะห์เบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า ภูมิศาสตร์ของการวางทรัพยากรในการควบคุมอัคคีภัย โดยเฉพาะสถานีดับเพลิง มีผลต่อศักยภาพในการควบคุมอัคคีภัย ตำแหน่งของทรัพยากรในการเผชิญเหตุอัคคีภัยซึ่งกระจายอยู่ในทิศ เหนือ ตะวันออก และตะวันตก ช่วยให้การเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุสามารถใช้เวลาที่สั้นที่สุดในการควบคุมอัคคีภัยได้ภายในมาตรฐานขั้นต่ำคือ 10 นาที อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาระยะทาง อุปสรรคด้านการจราจร และโอกาสในการเกิดเหตุซึ่งขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของจำนวนประชากรแล้ว สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังต้องการข้อมูลด้านสถิติของเวลาที่ใช้ในการเผชิญเหตุ (response time) ในแต่ละช่วงเวลา เพื่อนำไปพัฒนาระบบบริการการเผชิญเหตุอัคคีภัยที่สอดคล้องกับการปฏิบัติการในเวลาที่ต่างกันออกไปและพิจารณาการกระจายทรัพยากรให้ครอบคลุมในเขตพระโขนงเพื่อเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ประสบภัยและผู้อยู่อาศัยต่อไป
การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีผลต่อความเสี่ยงในการเกิดความแห้งแล้งของพื้นที่ลุ่มน้ำลำตะคอง, นนทพร คุขุนทด
การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีผลต่อความเสี่ยงในการเกิดความแห้งแล้งของพื้นที่ลุ่มน้ำลำตะคอง, นนทพร คุขุนทด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความแห้งแล้งเป็นภัยทางธรรมชาติที่สร้างความเสียหายให้แก่หลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้งตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย หนึ่งในพื้นที่ที่ประสบปัญหาความแห้งแล้งอย่างต่อเนื่อง คือ พื้นที่ลุ่มน้ำลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดความแห้งแล้ง และประเมินพื้นที่เสี่ยงในการเกิดความแห้งแล้งของพื้นที่ลุ่มน้ำลำตะคองในปี พ.ศ. 2564 โดยการประยุกต์ใช้กระบวนการวิเคราะห์ตามลำดับชั้น (Analytic Hierarchy Process: AHP) ร่วมกับระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) และวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินของพื้นที่ลุ่มน้ำจากอดีตถึงปัจจุบัน โดยการศึกษาวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม Landsat-5 และ Landsat-7 จาก 3 ช่วงเวลาปี พ.ศ. 2543 พ.ศ. 2554 และ พ.ศ. 2564 พร้อมทั้งคาดการแนวโน้มการใช้ประโยชน์ที่ดินของพื้นที่ลุ่มน้ำในปี พ.ศ. 2575 ด้วยแบบจำลอง CA-Markov และประเมินความเสี่ยงในการเกิดความแห้งแล้งของพื้นที่ลุ่มน้ำในปี พ.ศ. 2575 อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดความแห้งแล้งมากที่สุดสามลำดับแรก คือ ปริมาณน้ำฝน ความถี่วันฝนตก และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ของลุ่มน้ำลำตะคองเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการเกิดความแห้งแล้งระดับสูง กระจายตัวอยู่ทุกส่วนของพื้นที่ลุ่มน้ำ และการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินของพื้นที่ลุ่มน้ำลำตะคองระหว่างช่วงเวลา 21 ปี (พ.ศ. 2543 – 2564) สอดคล้องกับผลการคาดการณ์การใช้ประโยชน์ที่ดินปี พ.ศ. 2575 ชี้ให้เห็นว่า ส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่เกษตรกรรมไปเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินรูปแบบอื่น ๆ โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง ทำให้พื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้างมีขนาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาพรวมของพื้นที่ลุ่มน้ำลำตะคองมีระดับความเสี่ยงในการเกิดความแห้งแล้งสูงขึ้น
The Future Of Meat Substitutes For Sustainable Food System: Insights From Chinese Consumer Preference And Role Of Agenda Setting, Wenxuan Guo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The future of meat substitutes for China's sustainable food system was examined in this dissertation. Influence of media agenda-setting, consumer perception, preferences, and experts' opinions towards sustainable meat systems were investigated by text mining, online questionnaire survey, and stakeholder in-depth interviews. Integration of the agenda-setting concerning meat substitutes with the 2022 Chinese government dietary policy and the influence of articles in mainstream news is recommended. The research findings contribute to bridging the gap between policy formulation, agenda-setting, and public perception and suggest that media provide information consistently with the national food policy and provide education and knowledge correctly and clearly. …
ผลของโปรแกรมการให้ความรู้เกี่ยวกับภัยก่อการร้ายที่ใช้อินโฟกราฟิกต่อ ความรู้ ทัศนคติ และทักษะ, ธนพงษ์ เจียรวัฒนนุกูล
ผลของโปรแกรมการให้ความรู้เกี่ยวกับภัยก่อการร้ายที่ใช้อินโฟกราฟิกต่อ ความรู้ ทัศนคติ และทักษะ, ธนพงษ์ เจียรวัฒนนุกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความรู้ ทัศนคติ และทักษะ ของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการศึกษาโปรแกรมให้ความรู้เกี่ยวกับภัยก่อการร้ายโดยใช้อินโฟกราฟิก กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 37 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบประเมินความรู้ ทัศนคติ ทักษะ และค่าความเที่ยงตรงของแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test dependent ผลการวิจัยพบว่า หลังการศึกษา นักเรียนมีคะแนนความรู้ ทัศนคติ และทักษะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คะแนนความรู้ ทัศนคติ และทักษะของนักเรียนก่อนได้รับการศึกษามีค่าเท่ากับ 12.91, 40.48, 16.72 ตามลำดับผลรวม 70.11 คะแนน หลังจากได้รับการศึกษาพบว่ามีคะแนน ความรู้ ทัศนคติ ทักษะ เพิ่มขึ้นเป็น 16.29, 46.75, 20.00 ตามลำดับ ผลรวม 83.04 คะแนน โปรแกรมการให้ความรู้เกี่ยวกับภัยก่อการร้ายที่ใช้อินโฟกราฟิกต่อ ความรู้ ทัศนคติ และทักษะ ได้มีการให้ความรู้พื้นฐานที่จำเป็นต่อการลดความเสี่ยงจากภัยก่อการร้ายควบคู่ไปกับการทำกิจกรรม เช่น การให้นักเรียนทดลองและปฏิบัติตามทฤษฎีที่เรียนได้แก่ การหนี การซ่อน การสู้ มีการสอนเนื้อหาต่าง ๆ ที่เป็นไปตามหลักสากลสอดคล้องกับหลักการจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัย 4 ระยะ ได่แก่ การเตรียมความพร้อม (Preparedness) การเผชิญเหตุ (Response) การป้องกัน (Prevention) การฟื้นฟู (Recovery) การส่งเสริมความรู้ ทัศนคติ ทักษะในรูปแบบต่าง ๆ จะช่วยส่งเสริมความตระหนักในการลดความเสี่ยงจากภัยก่อการร้ายทั้งในระดับบุคคลและระดับชุมชนได้อย่างปลอดภัย
Digital Sustainable Livelihoods And Displacement: A Study Of Myanmar Mixed Migrants In Mae Sot, Thailand, Thinn Nadi Soe
Digital Sustainable Livelihoods And Displacement: A Study Of Myanmar Mixed Migrants In Mae Sot, Thailand, Thinn Nadi Soe
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study explores how digital tools enhance sustainable livelihoods for Myanmar mixed migrants in Thailand and examines how digital resources integrate into livelihood strategies for self-reliance and socio-economic well-being using a modified Sustainable Livelihood Framework. Insights from key informants’ experiences, and stakeholder perspectives reveal that mixed migrants leverage strong human and social capital, showing adaptability and resilience, which can lead to sustainable livelihoods with digital engagement. However, major challenges in financial stability, digital access, natural resources, and social inclusion require further support.
Under The Queen’S Umbrella: The Representation Of Modern Korean Society Through Historical Korean Drama, Prichaya Thanayuwat
Under The Queen’S Umbrella: The Representation Of Modern Korean Society Through Historical Korean Drama, Prichaya Thanayuwat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research examines how the historical Korean drama "Under the Queen's Umbrella" (2022) portrays modern Korean society. By comparing the societal depictions within the drama with contemporary Korean society, it analyzes the benefits and drawbacks of using historical dramas to represent modern social issues. The researcher primarily uses Stuart Hall's theory of representation as a framework. The study found that the scriptwriter of the drama created a representation of modern Korean phenomena through a cross-temporal representation, highlighting the intense competition within the education system, the dynamics of parental and family institutions, and human rights issues. Moreover, Korean society as depicted …
การพัฒนาไฮโดรเจลนำไฟฟ้าจากสารเชิงซ้อนพอลิอิเล็กโทรไลต์, ทิชากร สังอรดี
การพัฒนาไฮโดรเจลนำไฟฟ้าจากสารเชิงซ้อนพอลิอิเล็กโทรไลต์, ทิชากร สังอรดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในงานวิจัยนี้ไฮโดรเจลเมมเบรนของแบคทีเรียเซลลูโลส/สารเชิงซ้อนพอลิอิเล็กโทรไลต์คอมพอสิต ได้ถูกเตรียมเพื่อใช้เป็นตั้วกั้นขั้วอิเล็กโทรด โดยสารละลายสารเชิงซ้อนพอลิอิเล็กโทรไลต์ถูกเตรียมจากการผสม พอลิโซเดียม 4-สไตรีนซัลโฟเนต (พอลิอิเล็กโทรไลต์ประจุลบ) ปริมาณร้อยละ 40-60 โดยโมล กับพอลิ(ไดเมทิลไดอัลลิลแอมโมเนียมคลอไรด์) (พอลิอิเล็กโทรไลต์ประจุบวก) โดยมีเกลือโซเดียมคลอไรด์ทำหน้าที่เป็นชีลด์ดิ้ง เอเจนต์ (เพื่อลดอันตรกิริยาระหว่างประจุลบและประจุบวก) โดยแบคทีเรียเซลลูโลสได้ถูกเตรียมให้อยู่ในรูปของฟองน้ำที่มีรูพรุน 3 มิติ ที่ได้จากการนำแบคทีเรียเซลลูโลสไปปั่นในสารละลายด่าง (โซเดียมไฮดรอกไซด์) ก่อนนำไปผ่านกระบวนการฟรีซ-ธอร์เพื่อให้ได้โครงร่างที่มีรูพรุนจำนวนมาก แล้วจึงนำฟองน้ำแบคทีเรียเซลลูโลสที่เตรียมได้ไปทำการเชื่อมขวางสายโซ่ด้วยกลูตารัลดีไฮด์เพื่อเพิ่มความแข็งแรง จากนั้นนำฟองน้ำแบคทีเรียเซลลูโลสจุ่มลงในสารละลายสารเชิงซ้อนพอลิอิเล็กโทรไลต์ก่อนนำไปกำจัดเกลือโซเดียมคลอไรด์ด้วยการแช่ใน น้ำกลั่น โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้ คือ ไฮโดรเจลของสารเชิงซ้อนพอลิอิเล็กโทรไลต์ที่มีแบคทีเรียเซลลูโลสเป็นตัวพยุง จากการทดสอบสมบัติต่างๆ ของไฮโดรเจลเมมเบรนที่เตรียมได้ พบว่า ความทนแรงดึงมีค่าอยู่ในช่วง 56-108 กิโลปาสคาล ความสามารถดูดซึมสารละลายอิเล็กโทรไลต์มีค่าอยู่ในช่วงร้อยละ 413-476 การซึมผ่านของ ไฮดรอกไซด์ไอออนมีค่าประมาณ 2 x 10-2 เซนติเมตร²/นาที การนำไอออนของไฮดรอกไซด์มีค่าระหว่าง 30.9–42.5 มิลลิซีเมนส์/เซนติเมตร ค่าประสิทธิภาพคูลอมบิกจากการทดสอบเก็บประจุ/คายประจุที่ความหนาแน่นกระแส 0.5 แอมแปร์/กรัม จำนวน 2000 รอบ มีค่าระหว่างร้อยละ 84.2-89.1 และการทดสอบการพอกพูน และการละลายสังกะสีในเซลล์สังกะสีแบบสมมาตร ทำให้ขั้วสังกะสีมีการกัดกร่อนน้อยลง และมีการเติบโตของ เดนไดรต์ช้าลงจากการมีประจุทางไฟฟ้าไปชะลอหรือดึงดูดไอออนของสังกะสี จากผลการทดลองแสดงว่า ไฮโดรเจลเมมเบรนของแบคทีเรียเซลลูโลส/สารเชิงซ้อนพอลิอิเล็กโทรไลต์คอมพอสิตที่เตรียมได้สามารถนำไปใช้เป็นแผ่นกั้นขั้วอิเล็กโทรด และเพิ่มความเสถียรในแบตเตอรี่สังกะสีไอออนได้
Development Of Electrochemical Methods For Determination Of Cannabinoids In Cannabis, Tavechai Pholsiri
Development Of Electrochemical Methods For Determination Of Cannabinoids In Cannabis, Tavechai Pholsiri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis focuses on the development of electrochemical devices for the determination of major cannabinoids in various samples obtained from cannabis such as cannabis oil, cannabis flower, and body fluids such as saliva. The developed electrochemical device comprises three distinct platforms, each platform a crucial role in solving the cannabis-related challenges in Thailand. These devices are instrumental in controlling the quality of cannabis products, ensuring the quality of cannabis flowers intended for medical use, and screening individuals who smoke cannabis within legally regulated areas. This thesis can be segmented into three parts, each focusing on addressing specific aspects of the …
ฟลูออเรสเซนต์จากอนุพันธ์ 4-อะมิโน-1,8-แนฟทาลิไมด์บนโซลเจล, ธนเดช นิลเกตุ
ฟลูออเรสเซนต์จากอนุพันธ์ 4-อะมิโน-1,8-แนฟทาลิไมด์บนโซลเจล, ธนเดช นิลเกตุ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ได้สังเคราะห์อนุพันธ์ของ 4-amino-1,8-naphthalimide สองชนิดด้วยร้อยละผลผลิต 49-57 ได้สำเร็จ และศึกษาคุณสมบัติการเรืองแสงตามฟังก์ชันของ pH และปริมาณน้ำในตัวทำละลายอินทรีย์โดยผ่านปฏิกริยาการควบแน่นของอิไมด์และการแทนที่อะโรมาติกของนิวคลีโอฟิล มีจำนวนหน่วย N,N-dimethyl ethylenediamine แตกต่างกัน ความยาวคลื่นการดูดกลืนแสงและการคายพลังงานสูงสุดอยู่ที่ 444 และ 532 นาโนเมตรตามลำดับ เนื่องจากสารละลายที่เป็นน้ำ ความเข้มแสงจะลดลงเมื่อค่า pH เพิ่มขึ้น และปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นในรูปแบบที่ผันกลับได้ การตอบสนองของค่า pH ของสารประกอบทั้งสองนี้อาจเป็นผลมาจากกระบวนการถ่ายโอนอิเล็กตรอนที่เกิดจากภาพถ่ายจากการโปรตอนและการสลายตัวของกลุ่มเอมีน ในตัวทำละลายอินทรีย์ส่วนใหญ่สัญญาณเรืองแสงของสารประกอบทั้งสองนี้จะเพิ่มขึ้นตามปริมาณน้ำที่เติมเข้าไป ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับกลไกการให้โปรตอน อย่างไรก็ตาม ความเข้มของฟลูออเรสเซนซ์ของสารประกอบทั้งสองในเตตระไฮโดรฟูแรน (THF) จะสูงสุดเมื่อไม่มีน้ำ และจะอ่อนลงเมื่อปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นระหว่าง 0-10% ปรากฏการณ์นี้นำไปสู่การใช้สารประกอบเหล่านี้ในการกำหนดปริมาณน้ำใน THF ซึ่งแสดงความสัมพันธ์เชิงเส้นระหว่างอัตราส่วนการดับเรืองแสงและปริมาณน้ำระหว่าง 0 ถึง 1%
Determination Of Methanol Using Polymers And Mn-Doped Zns Quantum Dots, Sophanat Khenthaphak
Determination Of Methanol Using Polymers And Mn-Doped Zns Quantum Dots, Sophanat Khenthaphak
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to develop a method for methanol detection using digital-image colorimetry (DIC). We synthesized and characterized nanomaterials, including gold nanoparticles (AuNPs) and Mn-doped ZnS quantum dots (Mn/ZnS-QDs), to determine their minimum detectable concentration using DIC. We investigated NMPPy-modified Mn/ZnS-QDs, focusing on optimal temperature for the synthesis, and the effects of NMPPy volume, pH, and buffer solution concentration on methanol detection. However, direct methanol detection was not achieved, this research highlights the potential of NMPPy-modified Mn/ZnS-QDs for methanol detection using DIC. Further development is needed to enhance direct methanol detection.
Seasonal Dynamics Of Parasitic Vector-Borne Pathogens In Cattle Farms And The Development Of Dna Amplification And Artificial Intelligent-Assisted Detection Methods, Apinya Arnuphapprasert
Seasonal Dynamics Of Parasitic Vector-Borne Pathogens In Cattle Farms And The Development Of Dna Amplification And Artificial Intelligent-Assisted Detection Methods, Apinya Arnuphapprasert
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Vector-borne pathogens in cattle have detrimental effects on animal health and the quality of animal products. These pathogens are prevalent worldwide, particularly in tropical and sub-tropical regions like Thailand. Notable vector-borne pathogens affecting cattle in Thailand include Anaplasma marginale, Babesia bovis, B. bigemina, Theileria orientalis, Trypanosoma evansi, and T. theileri. Additionally, climate change influences the behaviour of these vector-borne pathogens through its impact on their vectors. Prompt and accurate diagnosis is crucial to mitigate the adverse effects caused by these pathogens. However, conventional microscopic examination, considered the gold standard, may have limitations in terms of sensitivity and time requirements. Therefore, …
Qualitative Analysis Of Agarwood Oil By Two-Dimensional Thin Layer Chromatography, Phawida Yodthongchai
Qualitative Analysis Of Agarwood Oil By Two-Dimensional Thin Layer Chromatography, Phawida Yodthongchai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
A comprehensive two-dimensional thin layer chromatography (2D-TLC) has been developed for the separation of agarwood oil. The system employed a single stationary phase of silica gel 60 and two different mobile phases from the set of 9:1 (v/v) hexane/ethyl acetate, 1:1 (v/v) hexane/dichloromethane, dichloromethane, and acetonitrile. The best mobile phase system was found to be dichloromethane and 9:1 (v/v) hexane/ethyl acetate in the first and second dimensional separations, respectively. This showed the greater separation results with the orthogonality (A0) of 0.6636 based on the asterisk approximation which separated 14 spots of the agarwood sample compared with 9 spots separated by …
Catalytic Hydrotreating Of Palm Oil Over Ni/Mesoporous Zeolite For Bio-Jet Fuel Production, Nipitpon Panarmasar
Catalytic Hydrotreating Of Palm Oil Over Ni/Mesoporous Zeolite For Bio-Jet Fuel Production, Nipitpon Panarmasar
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The production of bio-jet fuel from palm oil using different types of Ni/mesoporous zeolite. The conventional zeolites were modified into mesoporous zeolites by desilication with NaOH and micro-mesoporous post-synthesis method with SBA-15. Supported Ni-catalysts on zeolites were prepared using a wet impregnation method with a 10 wt% Ni loading. The experiments were conducted in a continuous-flow fixed-bed reactor. The reaction temperature significantly influenced palm oil conversion and the selectivity of jet-fuel range products. The Ni/USY exhibited the highest liquid and jet range selectivity at a temperature of 425°C and a pressure of 25 bar. Furthermore, the modified-support catalyst, 10 wt% …