Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 241 - 270 of 2807

Full-Text Articles in Entire DC Network

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ที่มีต่อความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อมของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ณราดล บุตรโสม Jan 2024

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ที่มีต่อความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อมของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ณราดล บุตรโสม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจี 2) เปรียบเทียบความตระหนักในสิ่งแวดล้อมของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจี และ 3) ศึกษาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อมจากผลงานของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจี ประชากรคือนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ในโรงเรียนขยายโอกาส อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างงานวิจัยคือนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 ได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ มีดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.66 – 1.00 2) แบบวัดความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ ดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.95 3) แบบสอบถามความตระหนักในสิ่งแวดล้อม ดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.66 – 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.71 ค่าอำนาจจำแนกในช่วง 0.22 – 0.49 และ 4) แบบสัมภาษณ์ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อม ดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 ใช้แผนการจัดการเรียนรู้ 3 แผนเป็นเวลา 24 คาบ คาบละ 1 ชั่วโมง ในช่วงเดือนกันยายน - พฤศจิกายน 2567 ทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) นักเรียนมีความสามารถในการคิดสร้างสรรค์หลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีความตระหนักในสิ่งแวดล้อมหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) หลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์นักเรียนแสดงออกถึงความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อมผ่านผลงานที่สร้างขึ้น โดยนักเรียนสามารถเสนอแนวคิดได้อย่างหลากหลาย สามารถให้รายละเอียดพร้อมบอกประโยชน์การใช้งาน และสามารถบอกข้อจำกัดและบอกแนวทางการพัฒนาผลงานของตนเองได้ พร้อมกับใช้วัสดุธรรมชาติหรือวัสดุเหลือใช้ในการสร้างผลงาน


แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, วัชราภรณ์ พึ่งโพธิ์ Jan 2024

แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, วัชราภรณ์ พึ่งโพธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น และ 2) นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี ประกอบด้วย 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอน จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 5 ท่าน การสอบถามครูผู้สอนรายวิชาที่ส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ สังกัดโรงเรียนที่เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร จำนวน 213 คน และการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามครูผู้สอนรายวิชาวิทยาการคำนวณ จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยระยะนี้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบบันทึกภาคสนามของครูผู้สอนรายวิชาวิทยาการคำนวณ และระยะที่ 2 การนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น จากการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามครูผู้สอนที่มีผลงานการปฏิบัติที่เป็นเลิศ จำนวน 3 คน การสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จำนวน 21 เรื่อง และการสนทนากลุ่มโดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยระยะนี้ ได้แก่ แบบบันทึกภาคสนามของครูผู้สอนที่มีผลงานการปฏิบัติที่เป็นเลิศ แบบบันทึกข้อมูลงานวิจัย และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม งานวิจัยนี้มีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) สภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ประกอบด้วย (1) ด้านการกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ครูเน้นให้นักเรียนสามารถออกแบบขั้นตอนวิธี แต่พบปัญหาในการให้นักเรียนจำแนกข้อมูลทั้งหมดออกเป็นส่วน ๆ (2) ด้านการกำหนดเนื้อหา ครูกำหนดเนื้อหาที่เกี่ยวกับการออกแบบขั้นตอนวิธี และเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงตามช่วงวัยของนักเรียน แต่พบปัญหาการกำหนดเนื้อหาเกี่ยวกับการแยกส่วนประกอบ และการบูรณาการภายในกลุ่มสาระฯหรือรายวิชา (3) ด้านการจัดการเรียนรู้ ครูจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถในการออกแบบขั้นตอนวิธี เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และใช้เทคนิคการตั้งคำถาม แต่พบปัญหาการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถในการแยกส่วนประกอบ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก และการอภิปรายในชั้นเรียน (4) ด้านสื่อและแหล่งเรียนรู้ ครูใช้สื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา และกิจกรรมการเรียนรู้ และนิยมใช้สื่อการเรียนรู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ (Plugged) แต่พบปัญหาในการเลือกใช้สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย (5) ด้านการวัดและประเมินผล ครูนิยมใช้แบบวัดแบบเลือกตอบ และให้ข้อมูลป้อนกลับแก่นักเรียน แต่พบปัญหาการวัดและประเมินผลที่ต้องเน้นการประเมินกระบวนการมากกว่าการตัดสินที่ผลลัพธ์ 2) แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ประกอบด้วย (1) …


การพัฒนาบอร์ดเกมฟิสิกส์ที่ใช้วงจรการสะท้อนคิดเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ปราณนต์ พิมพ์พันธุ์ Jan 2024

การพัฒนาบอร์ดเกมฟิสิกส์ที่ใช้วงจรการสะท้อนคิดเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ปราณนต์ พิมพ์พันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบอร์ดเกมฟิสิกส์ที่ใช้วงจรการสะท้อนคิดเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ของนักเรียนก่อนและหลังการใช้บอร์ดเกม งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) การสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการในการใช้บอร์ดเกมฟิสิกส์จากครูผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 6 คน 2) การสร้างและพัฒนาบอร์ดเกมฟิสิกส์ และ 3) การทดลองใช้บอร์ดเกมกับตัวอย่างที่ได้จากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบสัมภาษณ์สภาพปัญหาและความต้องการในการใช้บอร์ดเกมฟิสิกส์ 2) บอร์ดเกมฟิสิกส์ 3) แผนการจัดการเรียนรู้ หัวข้อ การเคลื่อนที่แนวตรง 4) แบบวัดความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ และ 5) แบบรายงานการตัดสินใจระหว่างเล่นบอร์ดเกม ผลการวิจัยพบว่า 1) บอร์ดเกมฟิสิกส์ที่พัฒนาในงานวิจัยครั้งนี้ใช้ในการสอนหัวข้อการเคลื่อนที่แนวตรง จำนวน 3 เกม มีลักษณะสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ การเล่นแบบกลุ่ม การจำลองสถานการณ์สมจริง การแทรกเหตุการณ์ฉุกเฉิน การมีทางเลือกหลากหลาย กติกาชัดเจน และระดับความยากเหมาะสมกับวัย 2) ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ พบว่า คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


แนวทางการส่งเสริมคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล, นวพร อัจฉริยะเกียรติ Jan 2024

แนวทางการส่งเสริมคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล, นวพร อัจฉริยะเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

คุณภาพของครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัลซึ่งเป็นยุคที่เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในการปฏิบัติงานให้เกิดคุณภาพและประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ของครูประถมศึกษา งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล และ 2) นำเสนอแนวทางส่งเสริมคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธีโดยการวิจัยนี้ดำเนินการใน 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การสำรวจความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล ตัวอย่างวิจัยเป็นครูผู้สอนระดับประถมศึกษาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น (stratified random sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 486 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น และระยะที่ 2 การสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล ใช้การสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 6 คน วิเคราะห์เนื้อหาและสร้างแนวทางฯ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล มีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล ทั้ง 7 องค์ประกอบและ 2. ผลการนำเสนอแนวทางส่งเสริมคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล พบว่า ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ในการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน สร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งผู้ปกครองและหน่วยงานอื่น ๆ มุ่งเน้นการวิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคลก่อนออกแบบการจัดการเรียนรู้ ส่งเสริมการใช้สื่อเทคโนโลยีและการเฝ้าระวังอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี นำกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในรูปแบบดิจิทัลมาใช้เพื่อส่งเสริมให้ครูมีกรอบคิดแบบเติบโตโดยผู้บริหารและหน่วยงานต้นสังกัดควรมีการประกาศเกียรติคุณ ยกย่องและให้รางวัลแก่ครูที่มีผลงานปฏิบัติที่เป็นเลิศและเป็นที่ประจักษ์


ผลการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับกระบวนการคิดเชิงออกแบบที่มีต่อความก้าวหน้าของความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ธีรินทร์ ดิฏฐโชติ Jan 2024

ผลการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับกระบวนการคิดเชิงออกแบบที่มีต่อความก้าวหน้าของความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ธีรินทร์ ดิฏฐโชติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความก้าวหน้าของความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์หลังได้รับการจัดการเรียนรู้กับเกณฑ์ 2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงความก้าวหน้าของความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และ 3) วิเคราะห์ความก้าวหน้าของความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานร่วมกับกระบวนการคิดเชิงออกแบบ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น กลุ่มที่ศึกษา คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สถาบันการศึกษา สังกัด สพม.กท. เขต 1 จำนวน 40 คน ในรายวิชาโครงงานวิทยาศาสตร์ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ได้มาจากการเลือกอย่างเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้รายหน่วย 3 แผน รวม 22 คาบเรียน และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ทดสอบเมื่อจบกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละแผน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ สถิติทดสอบ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated-Measures ANOVA) การทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างเดียว (One-sample t-test) และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า 1) ความก้าวหน้าของความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์หลังเรียน ไม่แตกต่างจากร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์ระดับดี 2) ความก้าวหน้าของความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น แบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ ระดับความก้าวหน้าสูงขึ้น 18 คน คงเดิม 16 คน และลดลง 6 คน 3) ความก้าวหน้าของความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ในแต่ละองค์ประกอบมีแนวโน้มสูงขึ้น


การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับ การเรียนรู้แบบสืบสอบ 5 ขั้น เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, จิรัชชา รุ่นประพันธ์ Jan 2024

การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับ การเรียนรู้แบบสืบสอบ 5 ขั้น เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, จิรัชชา รุ่นประพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการในการใช้เว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการเรียนรู้แบบสืบสอบ 5 ขั้น เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการเรียนรู้แบบสืบสอบ 5 ขั้น เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 3) เพื่อศึกษาผลการใช้เว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการเรียนรู้แบบสืบสอบ 5 ขั้น เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาสภาพและความต้องการในการใช้เว็บแอปพลิเคชันฯ คือ ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับเว็บแอปพลิเคชันฯ คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาเคมี และผู้เชี่ยวชาญด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาผลการใช้เว็บแอปพลิเคชันฯ ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สายการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ โรงเรียนนครนายกวิทยาคม จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แบบสัมภาษณ์สภาพและความต้องการในการใช้เว็บแอปพลิเคชันโดยใช้ สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ฯ 2) เว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ฯ 3) แบบประเมินความเหมาะสมของเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ฯ 4) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ฯ 5) แบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ 6) แบบสอบถามความคิดเห็นต่อการใช้เว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ฯ โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยายสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (Dependent Samples T-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปว่า 1. แนวทางการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการเรียนรู้แบบสืบสอบ 5 ขั้น เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกอบไปด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) เนื้อหา (Content) 2) การออกแบบการเรียนรู้ (Instructional design) 3) การออกแบบระบบ (System design) 4) การวัดและประเมินผล (Assessment) 5) การให้ผลป้อนกลับ (Feedback) 2. ผลการประเมินความเหมาะสมของเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ฯ ในภาพรวมผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าเว็บแอปพลิเคชันมีความเหมาะสมมากที่สุด (M = 4.86, SD = 0.13) 3. ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการหลังเรียน …


แนวทางการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถเชิงตัวเลขของนักเรียนประถมศึกษา, จิตติมา จันทรายุวัฒน์ Jan 2024

แนวทางการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถเชิงตัวเลขของนักเรียนประถมศึกษา, จิตติมา จันทรายุวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถเชิงตัวเลขของนักเรียนประถมศึกษา 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถเชิงตัวเลขของนักเรียนประถมศึกษา กลุ่มเป้าหมาย คือ ครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษาตอนปลาย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษากรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกตการสอน สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1. สภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถเชิงตัวเลขของนักเรียนประถมศึกษา โดยภาพรวมพบว่า สภาพการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถเชิงตัวเลขของนักเรียนประถมศึกษาทั้ง 4 ด้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̅ = 4.40, S.D. = 1.17) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านมีรายละเอียดดังนี้ ด้านการเตรียมการเรียนการสอน ครูมีการปฏิบัติในการกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนการสอนที่เน้นความสามารถเชิงตัวเลขในระดับน้อยที่สุด (x̅ = 4.33, S.D. = 1.27) ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ครูมีการปฏิบัติในการให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านเกมที่ได้ทำตามกฎและอัลกอริทึม วางแผนกลยุทธ์ ใช้การแก้ปัญหาและความน่าจะเป็นในระดับน้อยที่สุด (x̅ = 3.85, S.D. = 1.48) ด้านสื่อการเรียนการสอน ครูมีการปฏิบัติในการเลือกใช้สื่อสิ่งแวดล้อม เป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนหรือโรงเรียนในระดับน้อยที่สุด (x̅ = 3.83, S.D. = 1.68) ด้านการวัดและประเมินผล ครูมีการปฏิบัติในการวัดและประเมินนักเรียนจากการแสดงการตัดสินใจเลือกประยุกต์ใช้แนวทาง วิธีการและกลยุทธ์ทางคณิตศาสตร์ในระดับน้อยที่สุด (x̅ = 4.11, S.D. = 1.28) ส่วนปัญหามีดังนี้ 1) ด้านการเตรียมการเรียนการสอน พบว่า ครูขาดการเตรียมสถานการณ์และเนื้อหาคณิตศาสตร์ในบริบทชีวิตจริง 2) ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พบว่า นักเรียนขาดความรู้คณิตศาสตร์ที่สำคัญในการจัดการสถานการณ์ปัญหา 3) ด้านสื่อการเรียนการสอน พบว่า ครูขาดความชำนาญในการใช้สื่อที่เชื่อมโยงกับความสามารถเชิงตัวเลข 4) ด้านการวัดและประเมินผล พบว่า ปัญหาในทักษะด้านการอ่านของนักเรียนส่งผลให้นักเรียนอ่านและตีความข้อมูลทางคณิตศาสตร์ไม่ได้ การวัดและประเมินผลจึงมีความคลาดเคลื่อน 2. แนวทางการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถเชิงตัวเลขของนักเรียนประถมศึกษา ได้แก่ 1) ด้านการเตรียมการเรียนการสอน ครูควรกำหนดสถานการณ์ที่สอดคล้องกับประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงของนักเรียน จากนั้นกำหนดวัตถุประสงค์และเนื้อหาที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่กำหนด 2) ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ครูควรจัดกิจกรรมที่กระตุ้นให้นักเรียนได้ใช้ความสามารถเชิงตัวเลขในการปฏิบัติระหว่างกิจกรรมการเรียนการสอนที่ครูจัดขึ้น …


ผลการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูนที่มีต่อความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ก้องเกียรติ กุลสา Jan 2024

ผลการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูนที่มีต่อความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ก้องเกียรติ กุลสา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูนและ 2) เพื่อเปรียบเทียบความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูน กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนประถมขนาดกลางแห่งหนึ่ง ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร กระทรวงศึกษาธิการ ที่เรียนในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ได้มาด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวนทั้งสิ้น 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 เครื่องมือ 1)เครื่องมือสำหรับการทดลอง ซึ่งประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนการรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูน 2)เครื่องมือสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งประกอบด้วย แบบวัดความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม และแบบสัมภาษณ์วัดความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย คะแนนเฉลี่ยร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเลือกใช้สถิติแบบไม่อิงพารามิเตอร์ คือ การทดสอบวิโคซอน ซายน์แรงก์ (Wilcoxon Signed-Rank Test) ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนมีความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูนจัดอยู่ในระดับสูง (2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์มีคะแนนความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกับเกมมิฟิเคชันที่มีต่อมโนทัศน์และแรงจูงใจในการเรียนรู้ชีววิทยาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัฐวุฒิ ปฐมเจริญพรกุล Jan 2024

ผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกับเกมมิฟิเคชันที่มีต่อมโนทัศน์และแรงจูงใจในการเรียนรู้ชีววิทยาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัฐวุฒิ ปฐมเจริญพรกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบมโนทัศน์ เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนการรู้แบบสืบสอบร่วมกับ เกมมิฟิเคชัน 2) ศึกษาลักษณะมโนทัศน์ เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อได้รับการจัดการเรียนการรู้แบบสืบสอบร่วมกับเกมมิฟิเคชัน 3) เปรียบเทียบแรงจูงใจในการเรียนรู้ชีววิทยาก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกับเกมมิฟิเคชัน และ 4) วิเคราะห์แรงจูงใจในการเรียนรู้ชีววิทยาของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 36 คน จากโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่ง สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในจังหวัดนครปฐม ใช้วิธีการคัดเลือกแบบแบ่งกลุ่ม โดยสุ่มห้องเรียนมา 1 ห้องเรียนจากห้องเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้ชีววิทยา เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง จำนวน 4 แผน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดมโนทัศน์ชีววิทยา แบบวัดแรงจูงใจในการเรียนรู้ชีววิทยา และแบบสังเกตพฤติกรรมที่แสดงถึงแรงจูงใจในการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้เรียนมีคะแนน มโนทัศน์ที่ถูกต้องหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผู้เรียนมีความเข้าใจ มโนทัศน์ที่ถูกต้องมากขึ้น 3) ผู้เรียนมีค่าเฉลี่ยระดับแรงจูงใจหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) ผู้เรียนมีระดับแรงจูงใจระดับสูงในระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกับเกมมิฟิเคชัน


การพัฒนาความเข้าใจมโนทัศน์ทางชีววิทยาด้วยสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคำถามสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัฐกันต์ ขันยม Jan 2024

การพัฒนาความเข้าใจมโนทัศน์ทางชีววิทยาด้วยสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคำถามสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัฐกันต์ ขันยม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคำถามในวิชาชีววิทยาเรื่อง การแบ่งเซลล์ ที่ส่งเสริมความเข้าใจมโนทัศน์ทางชีววิทยา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยงานวิจัยนี้แบ่งออก 4 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคำถาม กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 4 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกการสนทนากลุ่มแบบมีโครงสร้างเรื่อง ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับลักษณะของสื่อแอนิเมชัน ขั้นตอนที่ 2 ออกแบบ สร้าง และประเมินสื่อแอนิเมชัน กลุ่มเป้าหมายได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน และนักเรียนที่มีประสบการณ์เรียนเรื่องการแบ่งเซลล์จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ สื่อแอนิเมชันต้นแบบ และแบบประเมินความเหมาะสมและสอดคล้องของสื่อแอนิเมชันขั้นตอนที่ 3 นำสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคำถามไปทดลองใช้ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูชีววิทยา จำนวน 1 ท่าน และนักเรียนที่ไม่มีประสบการณ์เรียนเรื่องการแบ่งเซลล์ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย สื่อแอนิเมชันที่ปรับปรุงแก้ไขจากขั้นตอนที่ 1 และ 2 และแบบวัดความเข้าใจมโนทัศน์ทางชีววิทยาเรื่อง การแบ่งเซลล์ จำนวน 11 ข้อ มีค่าความยากอยู่ในช่วง 0.44 - 0.77 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ที่ 0.61 - 0.90 และค่าความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 และขั้นตอนที่ 4 ประเมินและปรับปรุงสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคำถาม กลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มเดียวกับที่ทดลองใช้สื่อแอนิเมชันในขั้นตอนที่ 3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามความพึงพอใจต่อสื่อแอนิเมชัน และบันทึกการสนทนากลุ่มแบบมีโครงสร้างเกี่ยวกับความคิดเห็นต่อสื่อแอนิเมชัน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติบรรยาย ค่าดัชนีประสิทธิผล การสรุปพรรณา เรียบเรียง และวิเคราะห์สาระ ผลการวิจัยพบว่า ผลการประเมินความเหมาะสมและสอดคล้องของสื่อแอนิเมชัน โดยความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญและนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.17 (S.D. = 0.43) และ 4.80 (S.D. = 0.14) ตามลำดับ โดยมีค่าประสิทธิภาพของสื่อ มีประสิทธิภาพ E1/E2 …


การยกระดับระบบบ้านอัจฉริยะด้วยการมีส่วนร่วมของสถาปนิก, ปฏิพล บุญสุขโชติ Jan 2024

การยกระดับระบบบ้านอัจฉริยะด้วยการมีส่วนร่วมของสถาปนิก, ปฏิพล บุญสุขโชติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเข้าสู่ยุคของเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลมหัต (Big Data) ได้ส่งผลกระทบต่อรูปแบบในด้านที่อยู่อาศัย แนวคิดบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) จึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการใช้อาคารผ่านการผสานเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ในบริบทของประเทศไทย การประยุกต์ใช้ระบบบ้านอัจฉริยะยังเผชิญกับข้อจำกัดด้านการบูรณาการระบบ การจัดการข้อมูล และความเข้าใจเชิงพื้นที่ ส่งผลให้การใช้งานจริงไม่สามารถบรรลุศักยภาพได้อย่างแท้จริง งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาช่องว่างดังกล่าว วิเคราะห์บทบาทของสถาปนิกในการแก้ปัญหา และนำเสนอแนวทางในการยกระดับระบบบ้านอัจฉริยะให้ตอบสนองการดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะจำนวน 10 ราย และการวิเคราะห์เชิงกรอบ (Framework Analysis) เพื่อสังเคราะห์ปัญหาและความท้าทายที่เกิดขึ้น รวมถึงออกแบบส่วนต่อประสานผู้ใช้ (UI) เพื่อพัฒนาแบบจำลองเชิงแนวคิด (Conceptual Modeling) บนพื้นฐานระเบียบวิธีแบบจำลองสถานการณ์ (Simulation-Based Approach) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าปัจจุบันการพัฒนาระบบบ้านอัจฉริยะในไทยส่วนใหญ่ผู้ให้บริการเทคโนโลยี (IoT Vendors) มีบทบาทสำคัญมากที่สุดผ่านการเลือกใช้ระบบบ้านอัจฉริยะซึ่งมีลักษณะเป็นระบบปิดและขาดความสามารถในการบูรณาการเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน (Integration Performance) ขณะเดียวกันสถาปนิกในปัจจุบันที่มีศักยภาพของข้อมูลอาคาร (BIM) แต่ก็ไม่ได้นำไปใช้เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับระบบ อีกทั้งยังขาดความเข้าใจในการนำองค์ความรู้เข้าร่วมในกระบวนการออกแบบระบบบ้านอัจฉริยะ ส่งผลให้ระบบบ้านอัจฉริยะกลายเป็นเพียง Gadget Home ซึ่งไม่สามารถตอบสนองชีวิตอัจฉริยะได้อย่างแท้จริง (Pseudo-Smart) การผสานความรู้ทางสถาปัตยกรรมเข้าไปยังระบบอัจฉริยะบนพื้นฐานของข้อมูลอาคาร (BIM) จะนำไปสู่การควบคุมอุปกรณ์ให้ทำงานอย่างสอดคล้องและอัตโนมัติ (Smart Controlling) การบูรณาการดังกล่าวยังช่วยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงพื้นที่บนระบบเวลาจริง (Real-time) สถาปนิกจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกระดับสู่ Smart Architect ที่เข้าใจทั้งระบบและกระบวนการของการสร้างบ้านอัจฉริยะตั้งแต่ในระดับของการกำหนดเป้าหมายของระบบบ้านอัจฉริยะ (IoT Objective) ระดับของอุปกรณ์ (Physical) ระดับของการจัดการชุดข้อมูล (Database) ระดับของการจัดการฐานข้อมูลอาคาร (BIM) และระดับของกระบวนการทำงานของระบบ (Flowchart) ผ่านการเลือกใช้เครื่องมือในการออกแบบและความเข้าใจด้าน BIM ในฐานะของข้อมูลอาคาร อย่างไรก็ตามการยกระดับนี้ไม่ได้จำกัดเพียงสถาปนิก แต่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้ง 3 ฝ่าย คือ สถาปนิก เจ้าของบ้าน และผู้ให้บริการ จะต้องมีความเข้าใจร่วมกันถึงความสำคัญของข้อมูล เพื่อกำหนดเป้าหมายเดียวกัน อันจะนำไปสู่การพัฒนาบ้านอัจฉริยะในบริบทไทยที่สามารถบูรณาการข้อมูลและตอบสนองผู้ใช้งานได้อย่างยั่งยืน


การพัฒนาบทเรียนโมบายเลิร์นนิงด้วยกลยุทธ์การเสริมต่อการเรียนรู้ทางทัศนภาพเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, สุภลักณ์ สีขาว Jan 2024

การพัฒนาบทเรียนโมบายเลิร์นนิงด้วยกลยุทธ์การเสริมต่อการเรียนรู้ทางทัศนภาพเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, สุภลักณ์ สีขาว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนและแนวทางเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนาบทเรียนโมบายเลิร์นนิงเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ด้วยกลยุทธ์การเสริมต่อการเรียนรู้ทางทัศนภาพของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 3) เพื่อศึกษาผลของ การใช้บทเรียนโมบายเลิร์นนิง ฯ และเปรียบเทียบคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ก่อนและหลังเรียน ตัวอย่างวิจัยระยะที่ 1 คือ ครูผู้สอนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะมิติสัมพันธ์ 9 คน นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 15 คน ตัวอย่างวิจัยระยะที่ 2 คือ ผู้เชี่ยวชาญรวมจำนวน 6 คน ตัวอย่างวิจัยระยะที่ 3 คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย รวม 50 คน เครื่องมือในการวิจัยได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์ครูและผู้เรียน 2) บทเรียนโมบายเลิร์นนิงฯ 3) แบบประเมินคุณภาพบทเรียนโมบายเลิร์นนิงฯ 4) แผนการจัดการเรียนรู้ 5) แบบทดสอบวัดความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ 6) แบบประเมินความพึงพอใจในบทเรียนโมบายเลิร์นนิงฯ การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์ด้วยสถิติบรรยาย 2) การวิเคราะห์คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ (relative growth score) 3) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ การทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้ 1. การศึกษาสภาพการเรียนการสอนเกี่ยวกับมิติสัมพันธ์ พบว่าผู้เรียนเคยทำแบบฝึกหัดเกี่ยวกับมิติสัมพันธ์มาบ้าง แต่ไม่ได้รับการฝึกฝนเพิ่มเติม ด้วยเนื้อหาเป็นส่วนย่อยในหลายวิชา อีกทั้งเวลาและแบบฝึกที่มี ผู้เรียนมีความสนใจหากมีบทเรียนโมบายเลิร์นนิงฯ ซึ่งสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาตามต้องการ และการออกแบบบทเรียนที่มีเนื้อหา วิธีการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบทเรียน โดยใช้สีโทนเย็นเช่น สีฟ้า, สีเขียว หรือขาว ฯลฯ เป็นต้น 2. ผลการพัฒนาบทเรียนโมบายเลิร์นนิงฯ ประกอบด้วย 1) บทเรียน 4 บทเรียน 2) กลยุทธ์การเสริมต่อการเรียนรู้ทางทัศภาพ (Visual Scaffolding) เน้นการใช้การเรียนรู้ด้วยภาพ ได้แก่ เส้นสี, เส้นชี้นำ, ตัวอักษรชี้นำ LTR บอกทิศทางและภาพ 3D ในส่วนเฉลย เพื่อง่ายต่อการจดจำและเรียนรู้ด้วยการดูดซึมข้อมูลรูปแบบภาพ 3) การจัดการเรียนการสอนด้วยบทเรียนโมบายเลิร์นนิงฯ 3. ผลการเรียนด้วยบทเรียนโมบายเลิร์นนิงฯ …


การศึกษาแนวปฏิบัติการสอนนักเรียนด้อยเปรียบของครูที่มีกรอบความคิดเติบโตในรายวิชาวิทยาศาสตร์, ศุภลักษณ์ พันเจริญ Jan 2024

การศึกษาแนวปฏิบัติการสอนนักเรียนด้อยเปรียบของครูที่มีกรอบความคิดเติบโตในรายวิชาวิทยาศาสตร์, ศุภลักษณ์ พันเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจกรอบความคิดเติบโตของครูที่สอนวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนด้อยเปรียบ กลุ่มที่ศึกษาคือ ครูที่สอนวิทยาศาสตร์ ในโรงเรียนขนาดเล็กและเป็นโรงเรียนในชนบท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราชเขต 2 จำนวน 40 คน จาก 40 โรงเรียนขนาดเล็กในชนบท อ้างอิงข้อมูลจากฐานข้อมูลโรงเรียนของเขตพื้นที่การศึกษา โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยระยะนี้ ได้แก่ แบบวัดกรอบความคิดเติบโตและแบบสัมภาษณ์กรอบความคิดเติบโต วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหา ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา และนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณาการเลือกกลุ่มที่ศึกษาในเชิงลึกในระยะที่ 2 ส่วนในระยะที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสอดคล้องของการปฏิบัติการสอนวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนด้อยเปรียบของครูที่มีกรอบความคิดเติบโตกับแนวปฏิบัติการสอนแบบกรอบความคิดเติบโตและเพื่อสังเคราะห์แนวปฏิบัติการสอนในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์แบบกรอบความคิดเติบโต กลุ่มที่ศึกษาในเชิงลึก คือกลุ่มครูที่สอนวิทยาศาสตร์ ที่ได้จากการคัดเลือกในระยะที่ 1 จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยระยะนี้ ได้แก่ แบบสังเกตการสอนในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ แบบสัมภาษณ์ครูที่สอนวิทยาศาสตร์หลังสังเกตการสอน และแบบสัมภาษณ์นักเรียนที่เรียนวิทยาศาสตร์หลังสังเกตการสอน จำนวน 3 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยระยะที่ 1 พบว่า ครูที่สอนวิทยาศาสตร์มีกรอบความคิดเติบโตในภาพรวมอยู่ในระดับสูง และเมื่อพิจารณาข้อมูลจากการให้สัมภาษณ์ของครูที่สอนวิทยาศาสตร์ที่มีคะแนนกรอบความคิดเติบโตสูง ใน 10 อันดับแรก เพื่อให้เห็นถึงลักษณะการมีกรอบความคิดเติบโตที่ชัดขึ้นในมิติของความเชื่อในการพัฒนาความสามารถและความพยายามเมื่อเจอปัญหาหรืออุปสรรค พบว่า ถึงแม้จะมีกรอบความคิดเติบโตอยู่ในระดับสูงขึ้นไปทุกคน แต่จากการสัมภาษณ์นั้นพบประเด็นที่แสดงออกถึงความแตกต่างในลักษณะของการมีกรอบความคิดเติบโต โดยผู้วิจัยจัดกลุ่มครูที่ให้สัมภาษณ์ตามลักษณะบทสัมภาษณ์ออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มที่สื่อสารให้เห็นลักษณะของการมีกรอบความคิดเติบโตได้อย่างเด่นชัดมาก, ปานกลาง, ไม่เด่นชัด และกำลังลดน้อยลง ระยะที่ 2 พบว่า การปฏิบัติการสอนวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนด้อยเปรียบของครูที่มีกรอบความคิดเติบโตส่วนใหญ่นั้น มีความสอดคล้องกับแนวปฏิบัติการสอนแบบกรอบความคิดเติบโต โดยครูกลุ่มนี้สามารถถ่ายทอดลักษณะการมีกรอบความคิดเติบโตผ่านการสอนในชั้นเรียนได้ มีความพยายามเข้าใจอุปสรรคและพยายามเรียนรู้ที่จะพัฒนาการสอนให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง อีกทั้งยังส่งผลให้นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อตัวครูและต่อการเรียนวิทยาศาสตร์


การพัฒนาแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ที่อธิบายได้โดยใช้ Shap และ การเรียนรู้ของเครื่องผ่านกรณีตัวอย่างการทำนายโรคทางเดินอาหารจากข้อมูลไมโครไบโอมในลำไส้, พงศกร พงศ์สุทธิยากร Jan 2024

การพัฒนาแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ที่อธิบายได้โดยใช้ Shap และ การเรียนรู้ของเครื่องผ่านกรณีตัวอย่างการทำนายโรคทางเดินอาหารจากข้อมูลไมโครไบโอมในลำไส้, พงศกร พงศ์สุทธิยากร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญญาประดิษฐ์มีบทบาทสำคัญในด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ และ การแพทย์ โดยเฉพาะการวิเคราะห์ข้อมูลไมโครไบโอมในลำไส้ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคโครห์น และ มะเร็งลำไส้ใหญ่ แม้ว่าแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องสามารถทำนายโรคได้อย่างแม่นยำจากข้อมูลเหล่านี้ แต่ข้อจำกัดด้านการตีความผลลัพธ์ โดยเฉพาะในแบบจำลองที่ซับซ้อน เช่น Random Forest และ Neural Networks ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการใช้งานจริงในทางการแพทย์ งานวิจัยนี้เสนอการพัฒนาแพลตฟอร์มต้นแบบที่ผสานการทำงานของแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องร่วมกับเทคนิค SHAP (SHapley Additive exPlanations) เพื่อแสดงเหตุผลประกอบการทำนายในระดับรายบุคคล ระบบถูกออกแบบให้รองรับการจัดการวงจรชีวิตของแบบจำลองอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การนำเข้า การเรียกใช้งาน ไปจนถึงการอัปเดตเวอร์ชัน โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกแบบจำลองที่ผ่านการประเมินประสิทธิภาพ พร้อมแสดงค่าความน่าจะเป็น และ แผนภาพ SHAP ที่อธิบายฟีเจอร์สำคัญในการตัดสินใจของแบบจำลอง ระบบทั้งหมดพัฒนาภายใต้แนวคิดสถาปัตยกรรมไมโครเซอร์วิส และ รองรับการติดตั้งบน Kubernetes เพื่อความยืดหยุ่นในการดูแล และ ขยายในอนาคต แพลตฟอร์มนี้จึงเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ AI อย่างโปร่งใสในงานด้านสุขภาพ และ สามารถต่อยอดไปยังโรคในกลุ่มอื่นได้ในระยะยาว


ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลาออกของพนักงานไอทีในธนาคารแห่งหนึ่งในประเทศไทย, ฐิติวุฒิ สุวอ Jan 2024

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลาออกของพนักงานไอทีในธนาคารแห่งหนึ่งในประเทศไทย, ฐิติวุฒิ สุวอ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจลาออกของพนักงานไอทีในธนาคารแห่งหนึ่งของประเทศไทยซึ่งดำเนินงานภายใต้การพัฒนาซอฟต์แวร์แบบอไจล์ (Agile) โดยวิเคราะห์ 8 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความสมดุลชีวิตกับงาน (Work-Life Balance), ความสัมพันธ์ในที่ทำงานที่ไม่ดี (Poor Workplace Relationships), ความยืดหยุ่นในการทำงาน (Lack of Workplace Flexibility), ค่าตอบแทนที่ไม่ยุติธรรมต่อเนื้องาน (Unfair Compensation Relative to Work), การบังคับให้กลับมาทำงานในสถานที่ทำงาน (Forced Transition to On-site Work), พฤติกรรมไม่เหมาะสมของหัวหน้างาน (Supervisor Misconduct), ค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสมกับทักษะ (Inadequate Compensation Relative to Skill) และวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษ (Toxic Organizational Culture) โดยเก็บข้อมูลจากพนักงานไอทีจำนวน 52 คน ผ่านการตอบแบบสอบถาม และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ Cronbach’s Alpha, Kaiser-Meyer-Olkin (KMO), Factor Loading และ Multiple Regression Analysis ผลการวิเคราะห์พบว่ามีเพียงพฤติกรรมไม่เหมาะสมของหัวหน้าและค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสมกับทักษะที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ส่งผลต่อความตั้งใจลาออกของพนักงาน นอกจากนี้โครงงานยังได้พัฒนาแดชบอร์ดแบบโต้ตอบ (Interactive Dashboard) เพื่อช่วยให้ทีมทรัพยากรบุคคลสามารถนำผลลัพธ์ไปวิเคราะห์ต่อ ประเมินความเสี่ยงการลาออก และวางแผนเชิงกลยุทธ์การบริหารบุคลากร ภายใต้แวดล้อมการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบอไจล์ (Agile) ได้อย่างมีประสิทธิผล


แบบจำลองเชิงรูปนัยของกระบวนการสร้างซอฟต์แวร์ในมาตรฐาน Iso/Iec29110 โดยใช้คัลเลอร์เพทริเน็ต, ณัฐภัทร พิชญ์ชยะนนท์ Jan 2024

แบบจำลองเชิงรูปนัยของกระบวนการสร้างซอฟต์แวร์ในมาตรฐาน Iso/Iec29110 โดยใช้คัลเลอร์เพทริเน็ต, ณัฐภัทร พิชญ์ชยะนนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในองค์กรพัฒนาซอฟต์แวร์ขนาดเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการขอการรับรองตามมาตรฐาน ISO/IEC 29110 การทำความเข้าใจและจัดการกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นภารกิจที่มีความท้าทาย เนื่องจากข้อจำกัดด้านทรัพยากรและระดับความพร้อมของกระบวนการ การประเมินความสอดคล้องตามมาตรฐานในรูปแบบที่มีโครงสร้างจึงยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้มากขึ้น งานวิจัยฉบับนี้มุ่งนำเสนอแนวทางการสร้างแบบจำลองด้วย Colored Petri Nets (CPN) เพื่อใช้ในการจำลองกระบวนการ Software Implementation (SI) ตามมาตรฐาน ISO/IEC 29110 โดยข้อมูลการประเมินจะถูกรวบรวมผ่านระบบเว็บแอปพลิเคชัน และแปลงให้อยู่ในรูปแบบโทเคนไฟล์ ซึ่งจะถูกจัดเก็บอัตโนมัติในเส้นทางที่กำหนดไว้สำหรับการประเมินผ่าน CPN IDE ภายหลังการประเมินจะมีการประมวลผลผลลัพธ์ผ่านระบบ Data Pipeline ที่พัฒนาไว้โดยเฉพาะ และจัดเก็บข้อมูลลงในฐานข้อมูลเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงผลการประเมินผ่านเว็บอินเทอร์เฟซได้อย่างสะดวก แบบจำลองและเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นช่วยให้สามารถวิเคราะห์และตรวจสอบความสอดคล้องของกระบวนการได้อย่างเป็นระบบ ส่งเสริมความโปร่งใส และสนับสนุนให้องค์กรขนาดเล็กสามารถเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการขอการรับรองตามมาตรฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แบบจำลอง CPN ที่ออกแบบไว้ยังสะท้อนถึงกิจกรรมหลัก สิ่งส่งมอบ และกฎการประเมินตามมาตรฐาน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อการประเมินซ้ำและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง


ระบบบริการที่ใช้การดำเนินการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อสร้างและสอนเพิ่มแบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึกได้โดยง่ายจากข้อมูลที่จัดเตรียมโดยผู้ใช้งาน, ธนเทพ รุ่งพิพัฒน์ Jan 2024

ระบบบริการที่ใช้การดำเนินการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อสร้างและสอนเพิ่มแบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึกได้โดยง่ายจากข้อมูลที่จัดเตรียมโดยผู้ใช้งาน, ธนเทพ รุ่งพิพัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอระบบเว็บแอปพลิเคชันที่รองรับการสร้างแบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) โดยใช้แนวคิดของ MLOps (Machine Learning Operations) เพื่อให้สามารถฝึกใหม่ (Retrain) และนำแบบจำลองกลับมาใช้งานได้โดยอัตโนมัติ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้เชิงเทคนิคหรือการเขียนโค้ด ระบบออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้อัปโหลดข้อมูลของตนเอง และสร้างแบบจำลองจากโมเดลสำเร็จรูปที่นำเข้าจาก Hugging Face เช่น ResNet-50 และ Vision Transformer ได้ทันที โดยใช้ระบบตรวจสอบการเลื่อนของข้อมูล (Data Drift) และแสดงผลผ่าน Prometheus และ Grafana เพื่อประสิทธิภาพในการควบคุมคุณภาพของแบบจำลองในระยะยาว ระบบสามารถดาวน์โหลดโมเดลที่ฝึกแล้ว หรือเรียกใช้งานผ่าน API โดยมีการวางโครงสร้างเพื่อรองรับกับผู้ใช้งานจำนวนมากในอนาคตโดยใช้เครื่องมือต่างๆ เข้าช่วย เช่น Docker, Keycloak, RabbitMQ และ MLFlow ช่วยให้สามารถขยายระบบ (Scalability) และดีพลอยขึ้นคลาวด์ได้อย่างยืดหยุ่น การทดสอบระบบแสดงให้เห็นว่ามีประสิทธิภาพในการประมวลผลทั้งในด้านความแม่นยำของแบบจำลอง และความสามารถในการรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันจำนวนมาก การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการนำแบบจำลองที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์ใช้ พร้อมระบบอัตโนมัติแบบครบวงจร เป็นแนวทางที่ช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึง AI และส่งเสริมให้การใช้งานปัญญาประดิษฐ์สามารถเข้าถึงได้ในวงกว้างยิ่งขึ้น


การพัฒนาระบบสำหรับประเมินทักษะตามความต้องการด้านทักษะเชิงอ่อน สำหรับสายอาชีพผู้ผลิตซอฟต์แวร์ของธุรกิจธนาคารในประเทศไทย, ปรานต์วาสน์ ศรีอนันต์ Jan 2024

การพัฒนาระบบสำหรับประเมินทักษะตามความต้องการด้านทักษะเชิงอ่อน สำหรับสายอาชีพผู้ผลิตซอฟต์แวร์ของธุรกิจธนาคารในประเทศไทย, ปรานต์วาสน์ ศรีอนันต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในยุคปัจจุบันสายอาชีพผู้พัฒนาซอฟต์แวร์มีบทบาทสำคัญในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคธุรกิจธนาคารที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ในการดำเนินงาน ความสามารถในสายงานนี้จึงไม่จำกัดเพียงทักษะทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทักษะเชิงอ่อน (soft skills) เช่น ทักษะการสื่อสาร ทักษะการวิเคราะห์ ทักษะการแก้ปัญหา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม พบว่าผู้พัฒนาซอฟต์แวร์จำนวนมากยังขาดการตระหนักรู้และการเตรียมความพร้อมในด้านทักษะเชิงอ่อน ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างทักษะที่มีและความต้องการขององค์กร โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของทักษะเชิงอ่อนที่จำเป็นในสายอาชีพผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ทั้งสิ้น 9 ทักษะ โดยเน้นในภาคธุรกิจธนาคาร ผ่านการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากการตอบแบบสำรวจความต้องการด้านทักษะเชิงอ่อนของหัวหน้างานจากธุรกิจธนาคารในประเทศไทยทั้งสิ้น 10 แห่ง ต่อตำแหน่งงาน 4 ตำแหน่ง ได้แก่ ตำแหน่งเจ้าของผลิตภัณฑ์ ตำแหน่งนักออกแบบส่วนต่อประสานผู้ใช้ ตำแหน่งนักพัฒนา และนักประกันคุณภาพ เพื่อให้ทราบทักษะเชิงอ่อนที่สำคัญและจำเป็นโดยตรงกับความคาดหวังของหัวหน้างานในสายการพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะเชิงอ่อนในสายอาชีพผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ในประเทศไทย โครงงานนี้ยังมีเป้าหมายในการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการประเมินทักษะเชิงอ่อนสำหรับผู้ที่สนใจเข้าสู่สายอาชีพนี้ ซอฟต์แวร์ดังกล่าวออกแบบให้เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถประเมินทักษะเชิงอ่อนของตนเองเบื้องต้นได้ พร้อมทั้งเสนอคำแนะนำที่เหมาะสมกับระดับของผู้ประเมินสำหรับทั้ง 9 ทักษะเชิงอ่อน เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าใจถึงจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้มีทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในภาคธุรกิจธนาคารได้


การแปลงแผนภาพกิจกรรมที่มีการกำหนดเวลาเป็นไทมด์ออโตมาตา, กัญจน์วัฒน์ จันทร์หง่อม Jan 2024

การแปลงแผนภาพกิจกรรมที่มีการกำหนดเวลาเป็นไทมด์ออโตมาตา, กัญจน์วัฒน์ จันทร์หง่อม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์สมัยใหม่ที่มีความซับซ้อนสูง ความถูกต้องของระบบทั้งในเชิงฟังก์ชัน และข้อกำหนดเชิงเวลาถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม แผนภาพกิจกรรม ซึ่งนิยมใช้ในระยะเริ่มต้นของการออกแบบระบบ ยังขาดความสามารถในการระบุข้อจำกัดด้านเวลาโดยตรง ทำให้ไม่สามารถใช้ตรวจสอบคุณสมบัติเชิงเวลาของระบบได้อย่างครบถ้วน โครงงานมหาบัณฑิตนี้จึงมุ่งพัฒนากฎการแปลงแผนภาพกิจกรรมที่มีการกำหนดเวลาไปเป็นไทมด์ออโตมาตา ซึ่งเป็นแบบจำลองที่สามารถแสดงพฤติกรรมของระบบพร้อมข้อจำกัดเชิงเวลาได้อย่างแม่นยำ โดยจะนำแบบจำลองไทมด์ออโตมาตาที่แปลงได้เข้าสู่กระบวนการทวนสอบด้วยเครื่องมือ UPPAAL เพื่อให้สามารถตรวจสอบคุณสมบัติด้านที่ระบบจะดำเนินต่อไปจนถึงจุดหมายในอนาคต และการป้องกันข้อผิดพลาดในระบบ ได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการใช้ตรรกศาสตร์เชิงเวลาแบบต้นไม้คำนวณ ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า กฎการแปลงที่พัฒนาขึ้นสามารถรองรับข้อกำหนดเชิงเวลาได้อย่างเหมาะสม ในการนำไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบแอไจล์ เพื่อการออกแบบซอฟต์แวร์ที่ต้องการการควบคุมเวลาอย่างละเอียด


การศึกษาเชิงประจักษ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะของนักพัฒนาซอฟต์แวร์กับหนี้ทางเทคนิคในโครงการซอฟต์แวร์, บุญฤทธิ์ สวัสดี Jan 2024

การศึกษาเชิงประจักษ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะของนักพัฒนาซอฟต์แวร์กับหนี้ทางเทคนิคในโครงการซอฟต์แวร์, บุญฤทธิ์ สวัสดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงงานมหาบัณฑิตนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะของนักพัฒนาซอฟต์แวร์กับหนี้ทางเทคนิคโดยใช้ข้อมูลจากโครงการโอเพนซอร์ซภาษาไพทอนบนแพลตฟอร์มกิตฮับ และวัดหนี้ทางเทคนิคด้วยเครื่องมือโซนาร์คิวบ์ หนี้ทางเทคนิคเป็นตัววัดที่สำคัญซึ่งสะท้อนถึงปริมาณปัญหาที่ซ่อนอยู่ในโค้ด ซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานของนักพัฒนา โครงงานมหาบัณฑิตนี้ใช้แนวทางวิเคราะห์ข้อมูล โดยผสานการดึงข้อมูลผ่านกิตฮับเรสต์เอพีไอและโซนาร์คิวบ์ด้วยภาษาไพทอน แล้วนำมาทำการวิเคราะห์เชิงสถิติ การศึกษาแบ่งออกเป็นสามคำถามวิจัย ได้แก่ (1) สัดส่วนของนักพัฒนาที่ยังปฏิบัติงานอยู่มีความสัมพันธ์กับความหนาแน่นของหนี้ทางเทคนิคในโครงการหรือไม่ (2) ประสบการณ์ในการทำงานมีความสัมพันธ์กับการปรับปรุงประสิทธิภาพในการจัดการหนี้ทางเทคนิคของนักพัฒนาหรือไม่ และ (3) ประสบการณ์ในการทำงานซึ่งแตกต่างกันทำให้เกิดความแตกต่างในแง่การปรับปรุงประสิทธิภาพในการจัดการหนี้ทางเทคนิคของนักพัฒนาหรือไม่ ผลการวิเคราะห์สถิติโดยใช้สหสัมพันธ์ระยะทางสำหรับคำถามวิจัยที่ 1 และ 2 และการทดสอบแมนวิทนีย์ยูสำหรับคำถามวิจัยที่ 3 ไม่พบนัยสำคัญทางสถิติในการทดสอบสมมติฐานในทั้งสามคำถามวิจัยที่ระดับความเชื่อมั่น 95% สัดส่วนของนักพัฒนาที่ยังปฏิบัติงานอยู่ในโครงการและประสบการณ์ของนักพัฒนาไม่ได้เป็นปัจจัยโดยตรงที่เกี่ยวข้องกับความหนาแน่นของหนี้ทางเทคนิคที่ปรากฏในโครงการและประสิทธิภาพของนักพัฒนาในการปรับปรุงหนี้ทางเทคนิคในโครงการ สภาพหนี้ทางเทคนิคในโครงการอาจขึ้นกับปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น แนวปฏิบัติหรือมาตรฐานในการปฏิบัติงานในโครงการ ในการควบคุมคุณภาพโค้ด และลักษณะเฉพาะของโครงการหรือนักพัฒนารายบุคคล


การพัฒนาส่วนฟรอนต์เอนด์ของเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้เฟรมเวิร์กนักซ์แบบอิงแบบจำลอง, สุรชาติ คงกำเหนิด Jan 2024

การพัฒนาส่วนฟรอนต์เอนด์ของเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้เฟรมเวิร์กนักซ์แบบอิงแบบจำลอง, สุรชาติ คงกำเหนิด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้ได้นำเสนอวิธีการพัฒนาแบบอิงแบบจำลองเข้าเป็นส่วนช่วยในการพัฒนาส่วนฟรอนต์เอนด์ของเว็บแอปพลิเคชันผู้ใช้เฟรมเวิร์กนักซ์ โดยนำเสนอยูเอ็มแอลโพรไฟล์ของนักซ์เฟรมเวิร์กสำหรับการสร้างแบบจำลองของส่วนฟรอนต์เอนด์และนำเสนอกฎการแปลงในรูปแบบของแผ่นแบบสำหรับการแปลงแบบจำลองสู่โค้ดและจากโค้ดสู่แบบจำลอง โดยการแปลงจากแบบจำลองสู่โค้ดนั้นนักพัฒนาจำเป็นต้องเติมโค้ดตรรกะบางส่วนลงไปในโค้ดที่ได้จากการแปลงเพื่อทำให้ส่วนฟรอนต์เอนด์สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้งานวิจัยฉบับนี้ได้นำเสนอเครื่องมือการแปลงทั้งในส่วนของการแปลงแบบจำลองสู่โค้ดและโค้ดสู่แบบจำลอง รวมถึงการสร้างเว็บแอปพลิเคชันกรณีศึกษาเพื่อใช้ในการตรวจสอบการแปลง โดยการแปลงจากแบบจำลองสู่โค้ดได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพโค้ดโดยใช้โซนาร์คิวบ์ การเปรียบเทียบระหว่างการแปลงด้วยเครื่องมือจากแบบจำลองสู่โค้ดกับการเขียนโค้ดโดยดูจากแบบจำลองโดยนักพัฒนา ได้ผลว่าโค้ดสอดคล้องกันเฉลี่ย 89.23% เนื่องจากโค้ดของนักพัฒนาไม่ครบถ้วนตามแบบจำลองหรือไม่เป็นไปตามคู่มือของนักซ์ การวัดอัตราการแปลงเมื่อเทียบกับโค้ดที่เพิ่มตรรกะจนสมบูรณ์แล้วมีค่าเฉลี่ย 83.03% แสดงว่าโค้ดส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นอัตโนมัติ การแปลงจากโค้ดสู่แบบจำลองใช้การเปรียบเทียบแบบจำลองต้นฉบับกับแบบจำลองที่ถูกแปลงกลับจากโค้ด ผลลัพธ์ คือ แบบจำลองที่แปลงกลับจากโค้ดมีความถูกต้องโดยรวมเฉลี่ย 100%


Economic Evaluation Of Non-Invasive Tests For Hepatocellular Carcinoma Surveillance In Metabolic Dysfunction-Associated Steatotic Liver Disease (Masld), Pakanat Decharatanachart Jan 2024

Economic Evaluation Of Non-Invasive Tests For Hepatocellular Carcinoma Surveillance In Metabolic Dysfunction-Associated Steatotic Liver Disease (Masld), Pakanat Decharatanachart

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Non-invasive tests (NITs), such as the Fibrosis-4 Index (FIB-4) and vibration-controlled transient elastography (VCTE), have been widely employed to detect individuals with metabolic dysfunction-associated steatotic liver disease (MASLD) with an elevated risk of developing hepatocellular carcinoma (HCC). This study evaluates the cost-effectiveness of utilizing these NITs for detecting advanced liver fibrosis and implementing HCC surveillance with ultrasonography and alpha-fetoprotein (AFP). Methods: Cost-utility analysis was performed to compare the absence of NIT utilization with three testing strategies: (1) FIB-4 in combination with VCTE, (2) FIB-4-only, and (3) VCTE-only. These strategies were analyzed across four MASLD subgroups: (1) the general MASLD …


Lead-Free Perovskite/Metal Oxide Heterojunction Photocatalyst For Sustainable Toluene Oxidation, Zakarya Hazaea Jan 2024

Lead-Free Perovskite/Metal Oxide Heterojunction Photocatalyst For Sustainable Toluene Oxidation, Zakarya Hazaea

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

An important field of study is the ecologically benign synthesis of useful compounds such as benzaldehyde and benzyl alcohol from the organic contaminant toluene. Lead-free halide perovskites are excellent options for photocatalysis due to their exceptional photoelectric properties. Nonetheless, they have notable challenges, such as fast charge recombination and ineffective charge separation. In this work, we present a simple anti-solvent technique to create a heterojunction between lead-free halide perovskite Cs2AgBiBr6 (CABB) with Cu2O and Cu-Cu2O. This combination facilitates the photocatalytic activation of C(sp3)−H bonds, which in turn increases the oxidation of toluene. The Cu2O and Cu-Cu2O creating a Z-scheme heterojunction …


Enzymatic And Ultrasound-Assisted Extraction Of Bioactive Triterpenoids From Centella Asiatica, Zue Zue Win Myat Jan 2024

Enzymatic And Ultrasound-Assisted Extraction Of Bioactive Triterpenoids From Centella Asiatica, Zue Zue Win Myat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Centella asiatica (L.) Urban, commonly known as gotu kola or bua-bok in Thai, is a medicinal herb valued for its rich content of pharmacologically active triterpenoids, notably asiaticoside, madecassoside, asiatic acid, and madecassic acid. These compounds contribute to a range of therapeutic effects, including wound healing, antioxidant, anti-inflammatory, antibacterial, and neuroprotective activities. However, conventional extraction methods such as maceration and Soxhlet extraction are often constrained by long processing times, high solvent usage, and low extraction efficiency. To address these limitations, this study investigates an integrated green extraction strategy that combines enzymatic pretreatment with ultrasound-assisted extraction (UAE) for the efficient recovery …


Planning And Production Improvement In Original Equipment Manufacturer Company Using Odoo Erp, Pharadon Suwannatara Jan 2024

Planning And Production Improvement In Original Equipment Manufacturer Company Using Odoo Erp, Pharadon Suwannatara

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The Original Equipment Manufacturer (OEM) is one solution for starting a new business in this era due to the difficulties of managing the supply chain, manufacturing processes, and high startup costs. However, the majority of Thai industries operate relying on human labor and basic mechanization, leading to inefficiencies. This paper presents the implementation of Enterprise Resource Planning (ERP) systems using Odoo, an open-source ERP software, to address these inefficiencies. This research focuses on implementing the Odoo ERP system on the shop floor of an OEM company, addressing challenges in the planning and production departments. The current business process (As-is process) …


การนำกลับคืนอะลูมิเนียมจากพลาสติกลามิเนตด้วยเครื่องปฏิกรณ์ไพโรไลซิสแบบสกรูเดี่ยว, ธนกร โลวาศรี Jan 2024

การนำกลับคืนอะลูมิเนียมจากพลาสติกลามิเนตด้วยเครื่องปฏิกรณ์ไพโรไลซิสแบบสกรูเดี่ยว, ธนกร โลวาศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

“กระบวนการไพโรไลซิส” เป็นหนึ่งในกระบวนการที่ได้รับความสนใจในการจัดการขยะพลาสติก เพราะเป็นกระบวนการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย ซึ่งในกรณีของขยะพลาสติกผสมชั้นอะลูมิเนียม กระบวนการไพโรไลซิสสามารถกำจัดส่วนที่เป็นพลาสติกออกไป และนำอะลูมิเนียมกลับคืนมาได้ โดยในงานวิจัยนี้จะศึกษาการนำอะลูมิเนียมกลับคืนจากขยะพลาสติกผสมชั้นอะลูมิเนียมด้วยเครื่องปฏิกรณ์ไพโรไลซิสแบบสกรูเดี่ยว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาภาวะที่เหมาะสมที่จะได้อะลูมิเนียมความบริสุทธิ์สูงกลับคืนมา งานวิจัยนี้แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ส่วน คือการศึกษากระบวนการไพโรไลซิส และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเศรษฐศาสตร์ โดยการศึกษาส่วนแรกมี 2 ตัวแปรที่ศึกษา คืออุณหภูมิที่ใช้ในกระบวนการไพโรไลซิสที่ 425, 450 และ 475 องศาเซลเซียส และความเร็วรอบสกรูในเครื่องปฏิกรณ์ที่ 6, 7 และ 8 รอบต่อนาที จากการวิเคราะห์วัตถุดิบขยะพลาสติกพบว่ามีการสลายตัวของพอลิเมอร์ที่อุณหภูมิ 420-480 องศาเซลเซียส ในส่วนของการศึกษาอิทธิพลของอุณหภูมิที่ใช้ในกระบวนการไพโรไลซิสพบว่าเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้พอลิเมอร์สลายตัวออกไปได้มากขึ้น และส่งผลให้อะลูมิเนียมมีความบริสุทธิ์สูงขึ้น และในการศึกษาอิทธิพลของความเร็วรอบสกรูในเครื่องปฏิกรณ์พบว่าเมื่อความเร็วรอบลดลง พอลิเมอร์จะสลายตัวได้มากขึ้น แต่ความบริสุทธิ์ของอะลูมิเนียมที่ได้นั้น ไม่เป็นไปตามทฤษฎี อย่างไรก็ตามกระบวนการไพโรไลซิสนี้สามารถนำอะลูมิเนียมกลับคืนได้ถึง 95% ที่ความบริสุทธิ์สูงสุดประมาณ 89% จากการดำเนินการที่อุณหภูมิ 475 องศาเซลเซียส ความเร็วรอบ 8 รอบต่อนาที และในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเศรษฐศาสตร์ พบว่าจะมีผลกำไรจากการขายอะลูมิเนียมที่นำกลับคืนมา 593,180 บาทต่อปี และจะใช้เวลา 7 ปีในการคืนทุน


Boundaries Of Overlapping Isosceles Triangles, Kirati Sriamorn Jan 2024

Boundaries Of Overlapping Isosceles Triangles, Kirati Sriamorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

No abstract provided.


โปรแกรมค้นหาข้ามภาษาสำหรับค้นคืนค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก, ณฐพจน์ หนูวงษ์ Jan 2024

โปรแกรมค้นหาข้ามภาษาสำหรับค้นคืนค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก, ณฐพจน์ หนูวงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความท้าทายระดับโลกที่สำคัญ ซึ่งเกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นหลัก การจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญต่อการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ อย่างไรก็ตาม การกำหนดค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่างๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้แรงงานไม่น้อย นอกจากนี้ เนื้อหาในฐานข้อมูลค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังเป็นการผสมผสานระหว่างภาษาไทยและภาษาอังกฤษ การศึกษานี้จึงได้พัฒนาโปรแกรมค้นหาข้ามภาษาสำหรับการค้นคืนค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากฐานข้อมูลขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (ประเทศไทย) เพื่อส่งเสริมความน่าเชื่อถือของการคำนวณการปล่อยคาร์บอน ระบบดังกล่าวช่วยให้สามารถค้นหาแบบสองภาษาได้อย่างราบรื่น โดยบูรณาการการจับคู่คำพ้องความหมายแบบใช้พจนานุกรมและการจัดทำดัชนีด้วยอิลาสติกเซิร์ช การค้นหาเชิงความหมายพร้อมกับการขยายการค้นหาด้วยคำพ้องความหมายจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะได้ผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้อง โดยไม่คำนึงถึงภาษาที่ใช้ในการสืบค้น ด้วยการทำงานแบบสายท่ออัตโนมัติสำหรับการค้นคืนข้อมูลและการจัดทำดัชนี ระบบดังกล่าวช่วยเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการค้นหา ซึ่งจะช่วยสนับสนุนองค์กรต่างๆ ในการคำนวณค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ถูกต้องเที่ยงตรงมากยิ่งขึ้น


Towards Gender-Equal Education In Thailand: Analyzing Challenges, Opportunities And The Interconnections Between Sustainable Development Goal 4 (Quality Education) And Goal 5 (Gender Equality), Thitirat Uraisin Jan 2024

Towards Gender-Equal Education In Thailand: Analyzing Challenges, Opportunities And The Interconnections Between Sustainable Development Goal 4 (Quality Education) And Goal 5 (Gender Equality), Thitirat Uraisin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The 17 Sustainable Development Goals (SDGs) mark a significant paradigm shift in global development. Designed to be comprehensive, inclusive, and bold, the SDGs aim to end poverty, protect the planet, and ensure that all people enjoy peace and prosperity by 2030 (UNDP, 2025). Given that human ingenuity is central to the success of sustainable development and the achievement of global prosperity (Shechtman, n.d.), education emerges as a vital instrument. It is foundational in building human capital and must be accessible to all, regardless of gender, age, or background. Thailand has made notable progress in improving access to education, particularly since …


การพัฒนาเมตริกสำหรับการประเมินการสรุปข้อความแบบแอบสแทร็กต์ทิฟโดยใช้การวิเคราะห์ทางศัพท์และทางความหมาย, ณภัทร สารวนางกูร Jan 2024

การพัฒนาเมตริกสำหรับการประเมินการสรุปข้อความแบบแอบสแทร็กต์ทิฟโดยใช้การวิเคราะห์ทางศัพท์และทางความหมาย, ณภัทร สารวนางกูร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประเมินผลการสรุปข้อความยังคงเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากตัววัดแบบดั้งเดิม เช่น ROUGE และ BLEU มุ่งเน้นไปที่ความเหมือนกันของคำ ซึ่งมักจะไม่สามารถจับความหมายเชิงลึกและความสอดคล้องของเนื้อหาได้อย่างครบถ้วน งานวิจัยนี้นำเสนอ CorefSemScore ซึ่งเป็นตัววัดเชิงประเมินแบบผสมผสานที่รวมการวิเคราะห์ การแก้ไขการอ้างอิงร่วม เข้ากับการประเมินความคล้ายคลึงกันเชิงความหมาย โดยผสานการใช้ ROUGE, BERTScore, และ Sentence-BERT เพื่อการประเมินที่ครอบคลุมมากขึ้น CorefSemScore ใช้วิธีการเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักเพื่อผสานองค์ประกอบการประเมินในหลากหลายมิติ โดยเน้นความสมดุลระหว่างการประเมินความคล้ายคลึงกันเชิงคำศัพท์และความคล้ายคลึงกันเชิงความหมาย ส่งผลให้สามารถประเมินการสรุปข้อความแบบแอบสแทร็กต์ทิฟได้อย่างครอบคลุม ผลการทดลองบนชุดข้อมูล SummEval แสดงให้เห็นว่า CorefSemScore มีประสิทธิผลเหนือกว่าทั้งตัววัดแบบความคล้ายคลึงกันเชิงคำศัพท์ เช่น ROUGE และ BLEU รวมถึงตัววัดความคล้ายคลึงกันเชิงความหมาย เช่น BERTScore โดยเฉพาะในด้านการสะท้อนความเชื่อมโยงของเนื้อหา ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของตัววัดในการยกระดับความน่าเชื่อถือของการประเมินผลการสรุปข้อความแบบแอบสแทร็กต์ทิฟ