Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (981)
- Medical Sciences (830)
- Engineering (502)
- Physical Sciences and Mathematics (489)
-
- Nursing (445)
- Education (401)
- Dentistry (357)
- Life Sciences (355)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Sports Sciences (286)
- Veterinary Medicine (284)
- Public Health (272)
- Business (246)
- Economics (220)
- Sociology (220)
- Chemistry (191)
- Arts and Humanities (183)
- Architecture (181)
- Psychology (161)
- Law (156)
- Health and Physical Education (145)
- Mental and Social Health (145)
- Other Mental and Social Health (143)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (136)
- Environmental Sciences (133)
- Civil and Environmental Engineering (126)
- Communication (120)
- Communication Technology and New Media (120)
- Mass Communication (120)
- Keyword
Articles 661 - 690 of 6481
Full-Text Articles in Entire DC Network
Comparative Study Of The Effects Of Dietary Supplements On Reproductive And Growth Performance In Sows And Nursery Pigs, Panumas Kongpanna
Comparative Study Of The Effects Of Dietary Supplements On Reproductive And Growth Performance In Sows And Nursery Pigs, Panumas Kongpanna
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study evaluated the effects of dietary supplementation with a multi-strain probiotic containing Bacillus subtilis (5 × 107 CFU/g) and Lactobacillus plantarum (1 × 109 CFU/g) on reproductive performance in multiparous sows and growth performance in weaned piglets. In Experiment 1, 300 sows were assigned to control or probiotic diets across five parity groups (2, 3, 4, 5 and 6 to 9) using a 2 × 5 factorial design. Experiment 2 involved 120 weaned piglets randomly allocated to four dietary treatments: control, antibiotic, enzyme, or probiotic. Measurements included reproductive and litter performance, colostrum IgG, milk composition, and piglet growth, digestibility, …
ผลของเกมกระดาน “ผจญภัยในดินแดนแห่งความเสี่ยง (Riskland)” ต่อการเสริมสร้างเจตคติในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติของเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ดารนา ทิมอรุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาผลของเกมกระดานผจญภัยในดินแดนแห่งความเสี่ยง (Riskland) ที่มีต่อการสร้างเจตคติในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติของเยาวชน โดยเปรียบเทียบเจตคติก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ผ่านเกมกระดานดังกล่าว และ (2) เสนอแนวทางในการสร้างเจตคติในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติของเยาวชนโดยใช้เกมกระดาน Riskland งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) ด้วยวิธีการวัดคะแนนก่อนและหลังการเรียนรู้ (One Group Pretest–Posttest Design) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยเยาวชนในกรุงเทพมหานคร อายุระหว่าง 12–18 ปี จำนวน 30 คน ซึ่งได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) พร้อมทั้งเก็บเชิงคุณภาพจากการสังเกตพฤติกรรมระหว่างเล่นเกมกระดาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยก่อนและหลังเล่นเกมกระดาน โดยใช้สถิติ Paired Samples t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 ผลการวิจัยพบว่า ก่อนเล่นเกมกระดาน เยาวชนมีเจตคติในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยรวม 3.65 และหลังการเล่นเกม ค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 4.09 แสดงให้เห็นว่าเกมกระดานมีส่วนช่วยส่งเสริมเจตคติของเยาวชนในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับกลุ่มตัวอย่าง พบว่า เยาวชนมีเจตคติเชิงบวกในทุกองค์ประกอบ มีความสนุกสนาน ตื่นเต้น และมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในกิจกรรม พร้อมทั้งสะท้อนความตั้งใจนำความรู้และทักษะที่ได้รับไปปรับใช้ในชีวิตจริง
Detection Of Brafv595e Gene Of Canine Urothelial Carcinoma Using Real-Time Pcr, Monticha Kitnitchee
Detection Of Brafv595e Gene Of Canine Urothelial Carcinoma Using Real-Time Pcr, Monticha Kitnitchee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Canine urothelial carcinoma (CaUC) is the most common malignant tumor of the urinary bladder in dogs. This cancer has aggressive behavior and it is challenge for diagnosis. Most CaUC cases are diagnosed from the obvious clinical signs as the late to advance stage. In addition, therapeutic strategies for this stage are almost non-responsive for the eradication and prevention of recurrent disease. Therefore, non-invasive early diagnosis is required for urothelial carcinomas in both human and animals including dogs, which have similar cancer biology to human. This study aimed to evaluate diagnostic accuracy by BRAFV595E detection using real-time PCR (qPCR) from various …
Monitoring And Characterization Of Colistin-Resistant And Extended-Spectrum Β-Lactamase-Producing Escherichia Coli And Salmonella Spp. In The Standard Slaughtering Processes., Imporn Saenkankam
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The rise of antimicrobial-resistant pathogens in the pig production chain poses significant threats to public health and food safety, particularly involving Salmonella and extended-spectrum β-lactamase-producing (ESBL-Ec), colistin-resistant ESBL-Ec. The slaughterhouse serves as a critical point for monitoring and preventing bacterial dissemination to humans. This study comprehensively examined the prevalence, antimicrobial resistance (AMR) profiles, and genomic characteristics of these pathogens across two pig slaughterhouses in Thailand—one operating under Hazard Analysis and Critical Control Points (HACCP) standards and the other certified only under Good Manufacturing Practices (GMP). A total of 570 samples from feces, carcasses, and environmental sources were analyzed. Salmonella prevalence …
ผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาที่มีต่อสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สุพัฒน์พงศ์ ตรังคประสิทธิ์
ผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาที่มีต่อสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สุพัฒน์พงศ์ ตรังคประสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาที่มีต่อสมรรถนะการทำงานเป็นทีมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น โดย 1) เปรียบเทียบผลการทดสอบสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีม ก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบผลการทดสอบสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 60 คน ภาคปลาย ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนสาธิตสังกัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จังหวัดกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัย กึ่งทดลอง (Quasi – Experimental Research) และเลือกโรงเรียนกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Selection) แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน โดยใช้การสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือวิจัย 1) แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้ของรูปแบบซิปปา จำนวน 8 แผน โดยมีค่า IOC = 0.6 – 1.0 2) แบบประเมินสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมก่อนเรียนและหลังเรียน โดยมีค่า IOC = 0.6 - 1.0 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนสมรรถนะการทำงานเป็นทีมของกลุ่มทดลองหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) คะแนนสมรรถนะของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาสามารถพัฒนาสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นได้
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเองที่มีต่อการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สาริศ คงสมจิตร
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเองที่มีต่อการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สาริศ คงสมจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนของการเห็นคุณค่าในตนเองก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนของการเห็นคุณค่าในตนเองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ชั้นปีที่ 1-3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 72 คน แบ่งเป็น นักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเองจำนวน 36 คน และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาแบบปกติ 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย คือ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเองจำนวน 8 แผน(IOC = 0.88) และ 2) เครื่องมือเก็บรวมรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดการเห็นคุณค่าในตนเอง (IOC = 1.00) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หาค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนการเห็นคุณค่าในตนเองโดยการทดสอบค่าที (t - test) ผลการวิจัยพบว่า 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนของการเห็นคุณค่าในตนเองหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนของการเห็นคุณค่าในตนเองหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพสำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัล โดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน, พงษ์ศักดิ์ บุญเกิด
ต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพสำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัล โดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน, พงษ์ศักดิ์ บุญเกิด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหา และแนวทางที่ส่งผลต่อแรงบันดาลใจในอาชีพของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในยุคดิจิทัล 2) ออกแบบต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพโดยบูรณาการบทเรียน ไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชันสำหรับผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และ 3) เปรียบเทียบแรงบันดาลใจในอาชีพก่อนและหลังการใช้ต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยการคิดเชิงออกแบบ แบ่งขั้นตอนการดำเนินการวิจัยเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การทำความเข้าใจและระบุปัญหาแรงบันดาลใจในอาชีพ ผู้วิจัยดำเนินการคัดกรองแรงบันดาลใจในอาชีพของผู้เรียนโดยใช้แบบคัดกรองแรงบันดาลใจ ในอาชีพฉบับครูและฉบับนักเรียน จากนั้นสัมภาษณ์ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ผ่านการคัดกรอง จำนวน 10 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์ ระยะที่ 2 การออกแบบต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพของผู้เรียนยุคดิจิทัลโดยบูรณาการบทเรียน ไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ผู้วิจัยสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยการทำความเข้าใจและระบุปัญหาแรงบันดาลใจในอาชีพจากระยะที่ 1 และใช้การสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน ระยะที่ 3 การทดสอบต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพของผู้เรียนยุคดิจิทัลโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ผู้วิจัยทำการทดสอบผลของการจัดกิจกรรมต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับ เกมมิฟิเคชันกับผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในระยะนี้ คือ 1) ต้นแบบการพัฒนา แรงบันดาลใจในอาชีพสำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัลโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมิฟิเคชัน และ 2) แบบวัด แรงบันดาลใจในอาชีพผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบัน ปัญหาที่ส่งผลต่อแรงบันดาลใจในอาชีพ ประกอบด้วย 1) ด้านความสำเร็จ ได้แก่ ปัญหาการด้านขาดวินัย ปัญหาด้านสภาพแวดล้อม ปัญหาด้านตลาดแรงงาน ปัญหาด้านเศรษฐกิจ 2) ด้านความเป็นผู้นำ ได้แก่ ปัญหาการขาดความมั่นใจในตนเอง ปัญหาการขาดทักษะการสื่อสาร ปัญหาประสบการณ์และการฝึกฝนที่ยังไม่เพียงพอ การขาดการวางแผนระยะยาวเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำ และ 3) ด้านการศึกษา ได้แก่ ปัญหาการพัฒนาทักษะเพื่อประกอบอาชีพยังไม่เพียงพอ ปัญหาอุปสรรคด้านการเรียนและแรงกดดันในระบบการศึกษา ปัญหาหลักสูตรการศึกษาไม่สอดคล้องกับ ความต้องการในอนาคต ปัญหาความเหลื่อมล้ำและข้อจำกัดด้านการศึกษา สำหรับต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพสำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัลโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ประกอบด้วยทั้งหมด 12 กิจกรรม ตามโครงสร้างองค์ประกอบของแรงบันดาลใจในอาชีพทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านความสำเร็จ จำนวน 4 กิจกรรม 2) ด้านความ เป็นผู้นำ จำนวน 4 …
การเปรียบเทียบความสามารถและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างการจัดการเรียนรู้ว่ายน้ำท่ากรรเชียงกับท่าฟรอนต์ครอลสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, สุทัตตา เทพบุตร
การเปรียบเทียบความสามารถและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างการจัดการเรียนรู้ว่ายน้ำท่ากรรเชียงกับท่าฟรอนต์ครอลสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, สุทัตตา เทพบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างการจัดการเรียนรู้ว่ายน้ำท่ากรรเชียงและท่าฟรอนต์ครอลสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 32 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 16 คน โดยใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) โดยการทดลองใช้ระยะเวลา 10 สัปดาห์ ซึ่งกลุ่มทดลองได้รับการสอนท่ากรรเชียง ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการสอนท่าฟรอนต์ครอล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาท่ากรรเชียงและท่าฟรอนต์ครอล รวมถึงแบบวัดความสามารถในการว่ายน้ำและแบบวัดความวิตกกังวลในการว่ายน้ำ โดยใช้การทดสอบค่าที (t-test) ก่อนและหลังการทดลองในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการทดลองไม่มีความแตกต่างในคะแนนความสามารถในการว่ายน้ำและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม แต่หลังการทดลองกลุ่มทดลองที่ได้รับการสอนท่ากรรเชียงมีการพัฒนาความสามารถในการว่ายน้ำทั้งในทักษะการเตะขา การลอยตัว และการว่ายน้ำ รวมทั้งมีความวิตกกังวลในการว่ายน้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลอง นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนความสามารถในการว่ายน้ำและความวิตกกังวลไม่แตกต่างกันหลังการทดลอง
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์ที่มีต่อความรับผิดชอบของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, มนัสนันท์ ผาสุขกุลโรจน์
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์ที่มีต่อความรับผิดชอบของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, มนัสนันท์ ผาสุขกุลโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรับผิดชอบ ก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนน ความรับผิดชอบหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 80 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 40 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 40 คน ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์จำนวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.96 – 1.00 และ 2) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความรับผิดชอบ ทั้งหมด 6 ด้าน จำนวน 20 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.60 – 1.00 ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนน ความรับผิดชอบโดยการทดสอบค่าที (t - test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรับผิดชอบหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรับผิดชอบหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์สามารถพัฒนาความรับผิดชอบของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายได้
ผลการประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษาที่มีต่อความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนานในนักเรียนเพศหญิงมัธยมศึกษาตอนต้น, นิศากร ขวัญเมือง
ผลการประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษาที่มีต่อความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนานในนักเรียนเพศหญิงมัธยมศึกษาตอนต้น, นิศากร ขวัญเมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ปรียบเทียบความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนาน ก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนาน ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 80 คน โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร แบ่งออกเป็น กลุ่มทดลอง จำนวน 40 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการเรียนรู้การประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษาที่มีต่อความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนานในนักเรียนเพศหญิงมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 8 แผน 2) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบทดสอบความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจ 2) แบบประเมินความสนุกสนานในการมีกิจกรรมทางกาย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยคำนวณค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation; SD) และใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ (Two-way ANOVA with repeated measures) ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการทดลองกลุ่มที่ได้รับการประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษามีค่าเฉลี่ยความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนาน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 2) หลังการทดลองกลุ่มที่ได้รับการประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษามีค่าเฉลี่ยความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนานสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการเรียนการสอนรายวิชาพลศึกษาแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001
ผลการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์กิจกรรมมินิวอลเลย์บอลที่มีต่อเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, พุฒิพงศ์ ศรีสมโภชน์
ผลการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์กิจกรรมมินิวอลเลย์บอลที่มีต่อเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, พุฒิพงศ์ ศรีสมโภชน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลของกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลอง 2) เปรียบเทียบเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 66 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 33 คน และกลุ่มควบคุม 33 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์กิจกรรมมินิวอลเลย์บอล จำนวน 8 สัปดาห์ ค่า IOC เท่ากับ 0.80-1.00 2) แบบประเมินเจตคติการเรียน ค่า IOC เท่ากับ 0.80-1.00 3) แบบทดสอบทักษะวอลเลย์บอล ค่า IOC เท่ากับ 0.80-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยคะแนนด้วยค่าที โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลของกลุ่มทดลองหลังทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนเจตคติการเรียนของกลุ่มทดลองไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะวอลเลย์บอลของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ตามสภาพจริงร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา, กิตติพงศ์ มาตสาร
ผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ตามสภาพจริงร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา, กิตติพงศ์ มาตสาร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษาและสมรรถนะการสื่อสาร ก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุม และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษาและสมรรถนะการสื่อสารหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 60 คน ที่ได้จากวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) และวิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple random sampling) แบ่งเป็นห้องเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ตามสภาพจริงร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ จำนวนนักเรียน 30 คนและห้องเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้รูปแบบปกติ จำนวนนักเรียน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 8 แผนและแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติและสมรรถนะการสื่อสาร วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนกลุ่มทดลอง หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย การจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ตามสภาพจริงร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษาสูงกว่าการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาแบบปกติ
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือที่มีต่อความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, พงศภัค สุวัตถุดี
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือที่มีต่อความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, พงศภัค สุวัตถุดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ 2. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) และแบ่งนักเรียนออกเป็น 2 กลุ่ม ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) จำนวน 60 คน โดยเป็นนักเรียนกลุ่มทดลองจำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 30 คน ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการทดลอง คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ (IOC = 1.00) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กอายุ 12-17 ปี (IOC = 0.94) และแบบทดสอบทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอล (IOC = 1.00) ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน โดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วิไลภรณ์ วงษ์กิติโสภณ
การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน โดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วิไลภรณ์ วงษ์กิติโสภณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการรูปแบบฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างการวิจัยที่ใช้ในการศึกษาสภาพและความต้องการรูปแบบฯ ผู้วิจัยคัดเลือกตัวอย่าง 2 กลุ่ม 1) นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเขต 1 และ 2 จำนวน 434 คน (Purposive Sampling) ขนาดตัวอย่างขั้นต่ำคำนวณโดย G*Power 3.1.9.7 สำหรับ Paired-samples t-test เท่ากับ 272 คน ตามเกณฑ์ของ Cohen (1988) 2) ครูผู้สอนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ในสังกัดสพฐ. เขต 1 และ 2 จำนวน 5 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) และตัวอย่างการวิจัยที่ใช้ในศึกษาผลการใช้รูปแบบฯ ได้จากเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้แก่ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนมัธยมวัดนายโรง จำนวน 30 คน ที่สมัครใจเข้าร่วมแบบอาสาสมัคร (Voluntary Participation) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพและความต้องการรูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) แบบสัมภาษณ์ครูแบบมีโครงสร้าง 3) แบบประเมินผู้เชี่ยวชาญแบบมีโครงสร้าง 4) แบบประเมินรูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 5) แบบประเมินทักษะการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน 6) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่มีต่อรูปแบบการอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐาน การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย 1) วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) วิเคราะห์สภาพและความต้องการโดยใช้ดัชนีความสำคัญของลำดับความต้องการจำเป็นหรือ Modified Priority Needs Index: PNImodified และ 3) วิเคราะห์ความแตกต่างของคะแนนทักษะการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายก่อนและหลังการอบรม โดยใช้สถิติทดสอบ Paired Samples t-test ผลการวิจัยสรุปได้ว่า …
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักศึกษา, ฐาปนวัฒน์ สุขปาละ
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักศึกษา, ฐาปนวัฒน์ สุขปาละ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษา 2) พัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักศึกษา และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักศึกษาที่พัฒนาขึ้น การศึกษาระดับความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 434 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นสองขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 35 ข้อ ครอบคลุม 6 องค์ประกอบ มีค่าดัชนีความสอดคล้องรวม 0.77 และค่าความเที่ยง 0.86 การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ส่วนการศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต จำนวน 80 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจงและสุ่มแบบแบ่งชั้นตามเพศ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 40 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 1 ชั่วโมง วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที (t-test) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05ผลการวิจัย พบว่า 1) นักศึกษามีระดับความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2) โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย กิจกรรม 8 กิจกรรม คือ 2.1) รอบรู้บุหรี่ไฟฟ้า 2.2) แยกแยะสื่อและโฆษณา 2.3) รู้ที่มา เข้าใจข้อมูล 2.4) รู้จักคิด รู้จักปฏิเสธ 2.5) คิดก่อนคลิก เลือกก่อนลอง 2.6) ฉลาดรู้…จัดการตน 2.7) สื่อ..สาร ให้โดนใจ และ 2.8) ภารกิจพลังบวก มีค่าดัชนีความสอดคล้องเฉลี่ยเท่ากับ 0.95 3) ประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษากลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) สรุปผลการวิจัย พบว่า โปรแกรมส่งเสริม ความฉลาดรู้ทางสุขภาพที่พัฒนาขึ้นสามารถเพิ่มระดับความฉลาดรู้ทางสุขภาพของนักศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญ และมี แนวโน้มที่จะนำไปใช้ในการพัฒนากลุ่มเยาวชนในระดับอุดมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิผล
การพัฒนาโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา, ศักดา สวัสดิ์วร
การพัฒนาโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา, ศักดา สวัสดิ์วร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา และ 2) ประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น ตัวอย่างวิจัยเป็นนักเรียนประถมศึกษาจำนวน 30 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายใน 1 โรงเรียนที่สมัครใจเข้าร่วมโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นและผ่านเกณฑ์คัดเข้า ทำการเก็บข้อมูล 2 ครั้ง คือ ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง 8 สัปดาห์นำข้อมูลมาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยด้วยค่าทีที่ระดับนัยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) โปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย 8 กิจกรรม ได้แก่ (1) ยืดเส้นยืดสาย (2) ฝ่าฟันไปด้วยกัน (3) ภารกิจพิชิตชัยชนะ (4) รวมพลังสู่ชัยชนะ (5) ขยับสไตล์เรา (6) คู่หูทรงพลัง (7) ลูกบอลหรรษา และ (8) มั่นคงทรงพลัง มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ในช่วง 0.80–1.00 และ 2) ประสิทธิผลของโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของคะแนนความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมในระยะหลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า การพัฒนาโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษามีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ในช่วง 0.80–1.00 และโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลสามารถส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาได้
Academic Management Innovation Based On The Concept Of Meta Skills For Private Higher Education Institutions In Sichuan, China, Chi Che
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aimed to 1) study the conceptual framework of academic management and metaskills, 2) examine the level of meta-skills among students in Sichuan private higher education institutions (HEIs), 3) analyze the priority needs in developing academic management to enhance meta-skills, and 4) develop an academic management innovation to foster meta-skills in private HEIs. This study employed a multi-phase mixed-methods research design, integrating both quantitative and qualitative approaches. The study involved ten private HEIs across Sichuan Province. The instruments used included a meta-skills development questionnaire, academic management evaluation form, expert validation form, and structured interview protocols. Data were analyzed using …
Factors Associated With Rabies-Related Behaviors Among Myanmar Migrant Workers In Bangkok Metropolitan Area, Thailand., Amornsit Chavanayarn
Factors Associated With Rabies-Related Behaviors Among Myanmar Migrant Workers In Bangkok Metropolitan Area, Thailand., Amornsit Chavanayarn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Rabies is a fatal but preventable viral disease that continues to be a public health concern in Thailand, particularly among vulnerable populations such as migrant workers. Myanmar migrant workers, who often reside in high-risk environments with limited access to healthcare and information, may face increased risk of rabies exposure due to animal bites and inadequate knowledge of prevention measures. This study aimed to determine the proportion of potential rabies exposure and assess the levels of knowledge, attitudes, and practices (KAP) regarding rabies among Myanmar migrant workers in the Bangkok Metropolitan Area. It also examined associations between socio-demographic factors and KAP …
นวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์เทคแวร์จากสิ่งทอโลหะสำหรับบุคคลสาธารณะที่มีไลฟ์สไตล์ความเสี่ยงต่อสภาวะแวดล้อมสังคมเพื่อส่งเสริมตลาดการค้าระหว่างประเทศ, วีรินทร์ สันติวรรักษ์
นวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์เทคแวร์จากสิ่งทอโลหะสำหรับบุคคลสาธารณะที่มีไลฟ์สไตล์ความเสี่ยงต่อสภาวะแวดล้อมสังคมเพื่อส่งเสริมตลาดการค้าระหว่างประเทศ, วีรินทร์ สันติวรรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในยุคปัจจุบันที่โลกเผชิญกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โรคระบาด และอาชญากรรมอย่างต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลสาธารณะซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูงจากการลอบทำร้ายและภัยคุกคามทางสังคมจากความขัดแย้ง อุดมการณ์ หรือการก่อการร้าย ในขณะที่เครื่องแต่งกายทั่วไปยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยควบคู่กับภาพลักษณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมุ่งพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์สิ่งทอโลหะเทคแวร์ โดยบูรณาการศาสตร์ด้านการออกแบบสร้างสรรค์และเทคโนโลยีวัสดุสมัยใหม่ อาทิ เส้นใยอะรามีดที่มีคุณสมบัติทนความร้อนและแรงกระแทกร่วมกับเส้นใยโลหะที่สามารถต้านเชื้อโรคและขึ้นรูปได้ เพื่อสร้างโครงสร้างผ้าที่สามารถป้องกันวัตถุทำลายล้างและเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้กับผู้สวมใส่ การทดลองใช้เทคนิคการประกอบผ้าแบบสุญญากาศและการทดสอบแรงกระแทกจากกระสุนปืนแสดงให้เห็นว่าสิ่งทอที่ได้สามารถดูดซับแรงกระแทกได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้จึงเป็นการขยายขอบเขตของแฟชั่นเพื่อความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยก้าวสู่ตลาดแฟชั่นไลฟ์สไตล์เชิงสร้างสรรค์ระดับสากล โดยเฉพาะในกลุ่มเป้าหมายระดับสูงที่ให้ความสำคัญทั้งด้านความปลอดภัยและบุคลิกภาพ อันจะนำไปสู่การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน โดยการวิจัยเรื่อง นวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์เทคแวร์จากสิ่งทอโลหะสำหรับบุคคลสาธารณะที่มีไลฟ์สไตล์ความเสี่ยงต่อสภาวะแวดล้อมสังคมเพื่อส่งเสริมตลาดการค้าระหว่างประเทศ เป็นกระบวนการวิจัยรูปแบบผสมผสานเชิงคุณภาพและปริมาณ (Mix-Methodology) รวมทั้งมีการเก็บข้อมูลในรูปแบบการทดลอง(Experimental research) โดยมีกระบวนการวิจัยและการสรุปข้อมูลตามวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อหาแนวทางการพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอโลหะเทคแวร์ให้สามารถป้องกันอันตรายจากความเสี่ยงทางสภาพแวดล้อมของสังคมได้: การวิจัยในส่วนนี้ได้นำกระบวนการศึกษาข้อมูล วิเคราะห์ ทดลอง และทดสอบประสิทธิภาพของวัสดุมาใช้อย่างเป็นระบบ โดยพบว่าสามารถพัฒนาสิ่งทอจากวัสดุโลหะ อาทิ ทองแดงและสแตนเลส ร่วมกับเส้นใยสมรรถนะสูงประเภทอะรามิด (Aramid fiber) ผ่านกระบวนการบีบอัดและซ้อนทับในระบบสุญญากาศ (Vacuum Process) พร้อมเติมน้ำยาเรซิ่นชนิดนิ่มเข้าไปในชั้นของเนื้อผ้า เพื่อเพิ่มความยึดเกาะระหว่างวัสดุแต่ละชั้นให้แน่นหนายิ่งขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือสิ่งทอที่มีความแข็งแรง ทนทานต่อแรงกระแทก และสามารถต้านทานอาวุธมีคมหรืออาวุธที่ก่อให้เกิดความเสียหายในระดับที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูง นอกจากนี้ ยังพบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีคุณสมบัติพิเศษในการป้องกันไวรัส โดยเฉพาะไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการด้านความปลอดภัยในบริบทปัจจุบันได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ 2) เพื่อระบุรูปแบบสไตล์ของกลุ่มเป้าหมายสำหรับกลุ่มบุคคลสาธารณะที่มีความเสี่ยงต่อสภาวะแวดล้อมสังคม: กลุ่มเป้าหมายในงานวิจัยนี้ประกอบด้วยบุคคลที่มีบทบาทในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งมักตกเป็นเป้าสายตาของประชาชนทั่วไป มีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลด้านความปลอดภัยเป็นพิเศษ อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นแบบอย่างในด้านภาพลักษณ์และอัตลักษณ์เฉพาะตัว งานวิจัยได้นำเครื่องมือ Paper Doll Data Set มาใช้ในการเก็บข้อมูลจากภาพถ่ายบนสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงการสังเกตการแต่งกายในสถานที่สาธารณะ เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบด้านการแต่งกายของบุคคลกลุ่มนี้ในบริบทของ 5 พื้นที่เศรษฐกิจ ได้แก่ ประเทศไทย กลุ่มประเทศในเอเชีย กลุ่มประเทศยุโรป สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศอาหรับ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า แม้กลุ่มตัวอย่างจะได้รับอิทธิพลจากแนวโน้มแฟชั่นร่วมสมัยในช่วงเวลาเดียวกัน แต่รูปแบบการแต่งกายกลับมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันอย่างเด่นชัดตามบริบททางวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อของแต่ละภูมิภาค ส่งผลให้การออกแบบสิ่งทอและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องคำนึงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างเหมาะสมและรอบด้าน 3) เพื่อหาแนวทางการออกแบบและสร้างสรรค์แบรนด์เครื่องแต่งกายและผลิตภัณฑ์สินค้าไลฟ์สไตล์จากนวัตกรรมสิ่งทอโลหะเทคแวร์: จากข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 และ 2 จึงได้นำมาวิเคราะห์และต่อยอดในการออกแบบแนวคิดการสร้างแบรนด์เครื่องแต่งกายและผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ โดยแบ่งประเภทผลิตภัณฑ์ออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์แฟชั่น ผลิตภัณฑ์สิ่งทอทั่วไป ผลิตภัณฑ์สำหรับการป้องกัน และผลิตภัณฑ์เครื่องประดับ พร้อมทั้งกำหนดอัตลักษณ์ของแบรนด์ให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละภูมิภาค จากนั้นจึงพัฒนาคอลเลกชันต้นแบบ โดยอาศัยกระบวนการวิเคราะห์คาแรคเตอร์ของผู้บริโภค เพื่อออกแบบและผลิตชิ้นงานจริงทั้งในรูปแบบผ้าดิบและผ้าสำเร็จ พร้อมจัดทำภาพถ่ายโปรโมทเพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระดับสากล กลยุทธ์การดำเนินงานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยของกลุ่มบุคคลสาธารณะ …
Knowledge, Attitude, Utilization Frequency, And Reutilization Of Telehealth Centers For Maternal Care Services Among Pregnant Women And Mothers In Pakistan: A Cross-Sectional Study, Yamna Ghaffar
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Maternal health in rural Pakistan, especially in Balochistan, faces challenges due to limited access to skilled care and health inequalities. Telehealth offers a promising solution by providing remote antenatal, delivery, and postnatal services. Global and local evidence, including the BRDF Telehealth Center, shows its potential to improve outcomes and bridge service gaps, despite ongoing digital access challenges. The study objective was to evaluate the knowledge, attitudes, and reutilization of the BRDF Telehealth Center in Gandawah among pregnant women and mothers. Methods: A cross-sectional study was conducted at the Balochistan Research and Development Foundation (BRDF) Telehealth Center in Gandawa, Balochistan, …
แนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ทางตัวอักษรสำหรับตราสินค้าไลฟ์สไตล์จากทุนทางวัฒนธรรม : กรณีศึกษา อีสาน คิวบิสม์, ภาณุพงศ์ จันทน์ผลิน
แนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ทางตัวอักษรสำหรับตราสินค้าไลฟ์สไตล์จากทุนทางวัฒนธรรม : กรณีศึกษา อีสาน คิวบิสม์, ภาณุพงศ์ จันทน์ผลิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างเกณฑ์และประเมินกรณีศึกษาอีสาน คิวบิสม์ โดยอ้างอิงแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในการพัฒนาตราสินค้าจากทุนทางวัฒนธรรม 2) ค้นหาภาพลักษณ์ของจุดหมายปลายทางตามแนวคิดคิวบิสม์ 3) วิเคราะห์กลยุทธ์ตราสินค้าไลฟ์สไตล์ เส้นทางประสบการณ์ของผู้บริโภค และจุดสัมผัสของตราสินค้า 4) วิเคราะห์จิตวิทยาของกลุ่มไลฟ์สไตล์ และ 5) กำหนดแนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ทางตัวอักษรสำหรับตราสินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีรากฐานจากทุนทางวัฒนธรรม โดยใช้กรณีศึกษา “อีสาน คิวบิสม์” ซึ่งเป็นตราสินค้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์เซรามิกบนพื้นฐานทุนวัฒนธรรมของภาคอีสาน กระบวนการวิจัยอาศัยแนวทางการตรวจสอบสามเส้าทางทฤษฎี เพื่อสังเคราะห์แก่นแนวคิดร่วมจาก 3 มุมมอง ได้แก่ ภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางตามแนวคิดคิวบิสม์ กลยุทธ์ตราสินค้า ไลฟ์สไตล์ และจิตวิทยาของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งส่งผลให้ได้ชุดข้อมูลที่สอดคล้องกันในเชิงภาพลักษณ์ ไลฟ์สไตล์ และทัศนคติของผู้บริโภคเป้าหมาย ผลจากการสังเคราะห์ดังกล่าวนำไปสู่การกำหนดแนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ทางตัวอักษรสำหรับตราสินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีรากฐานจากทุนทางวัฒนธรรม ซึ่งถูกรวบรวมและนำเสนอผ่านกระดานบันดาลใจจำนวน 3 แนวทาง ที่ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะพื้นถิ่นอีสาน ได้แก่ ลวดลายผ้าขิด จิตรกรรมฮูปแต้ม และพระพุทธรูปไม้โบราณ ผู้วิจัยได้นำแก่นแนวคิดดังกล่าวมาใช้ในกระบวนการออกแบบต้นแบบตัวอักษร ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอน 1) การกำหนดตัวแปรการออกแบบ เช่น สไตล์ ความกว้าง น้ำหนัก คอนทราสต์ และพื้นที่ว่างในอักษร 2) การสร้างภาษาภาพของตัวอักษร เพื่อกำหนดส่วนประกอบพื้นฐาน และ 3) การวางโครงสร้างอักษร อย่างมีระบบในด้านสัดส่วน ความสมมาตร และระบบหน่วยประกอบ จากนั้นจึงประยุกต์แบบอักษรดังกล่าวสู่การออกแบบตราสัญลักษณ์และจุดสัมผัสของตราสินค้า ก่อนให้กลุ่มเป้าหมายประเมินความพึงพอใจ เพื่อทดสอบศักยภาพของแนวทางในการถ่ายทอดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมให้เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
The Association Between Mental Health, Fear Of Missing Out, And Sleep Quality Among University Students In The Sichuan Chongqing Region, China: A Cross Sectional Study, Yuncheng Jia
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Sleep quality is a critical determinant of health, with poor sleep linked to adverse physical and mental outcomes. Among university students, excessive screen time, social media engagement, and psychological factors like Fear of Missing Out (FoMO) exacerbate sleep disturbances. Despite growing recognition of FoMO’s role in mental health challenges, its direct relationship with sleep quality remains understudied. This study aim to investigates the associations between mental health, FoMO, and sleep quality among university students in China’s Sichuan-Chongqing region, a population highly immersed in digital culture. And provide insight on how sleep quality is shifting in digital era.Methods: A cross-sectional …
Strengthening Deep Learning Model In Forecasting Of Covid-19 Epidemics In Selected Countries, Warapree Tangseefa
Strengthening Deep Learning Model In Forecasting Of Covid-19 Epidemics In Selected Countries, Warapree Tangseefa
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Accurate forecasting of COVID-19 case dynamics is essential for facilitating robust public health strategies and interventions is critical for effective public health planning and response. This study introduced novel deep learning models that integrate autocorrelation (ACF) and partial autocorrelation (PACF) into LSTM and GRU networks to improve forecasts of cumulative confirmed, recovered, and death cases. Six variants—ACF/PACF-enhanced LSTM and GRU models—were compared with standard LSTM, GRU, and ARIMA across eleven countries during non-vaccination, vaccination, and entire study period. The results show that integrating ACF and/or PACF features notably enhances forecasting accuracy. ACF-PACF-GRU outperformed baseline models in predicting confirmed and death …
Bridging The Gap: Understanding Socio-Economic Determinants Of Climate-Smart Agricultural (Csa) Technologies Adoption Among Rice Farmers In Chachoengsao, Thailand, Stephen Maynard Manaoat
Bridging The Gap: Understanding Socio-Economic Determinants Of Climate-Smart Agricultural (Csa) Technologies Adoption Among Rice Farmers In Chachoengsao, Thailand, Stephen Maynard Manaoat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Agriculture both contributes to and suffers from climate change, while climate-smart agriculture (CSA) aims to create environmentally friendly and resilient agri-food systems through enhanced productivity, adaptation, and mitigation. This research, focusing on Chachoengsao province, analyzes the socio-economic factors influencing rice farmers' adoption of CSA technologies, evaluates the effectiveness of current technological solutions in mitigating climate change impacts on agriculture, and identifies strategies for promoting the adoption of CSA technology. By combining the Technology Acceptance Model (TAM) and the Diffusion of Innovation (DOI) theory, this quantitative research collected surveys from 346 rice farmers across 11 districts in Chachoengsao province. Findings revealed …
Abortion Knowledge And Attitudes Among Undergraduate Students In Bangkok, Thailand Post-Legislative Reform, Thanapond Sukonthachart
Abortion Knowledge And Attitudes Among Undergraduate Students In Bangkok, Thailand Post-Legislative Reform, Thanapond Sukonthachart
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Following Thailand's 2021 legislative reforms to expand legal abortion access, informational barriers remain a challenge. Teachers, a key source of reproductive health information, influence youth abortion decisions. However, safe abortion is not formally included in the training of future educators. Method(s): A quantitative, cross-sectional study was conducted in Bangkok among undergraduate students enrolled in degree programs leading to a teaching qualification at 19 tertiary institutions. Data were collected using a self-administered online questionnaire and analyzed using descriptive statistics, Chi-square tests of association, and multiple linear regression. Result(s): Among 401 respondents, the distribution of knowledge among participants varied: 36.7% exhibited …
Experience Of Gender-Based Violence (Gbv) And Gbv Prevention During Disaster Among Women And Gender Diverse People In Japan: A Mixed Methods Study, Iino Sae
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Gender-based violence (GBV) remains a critical concern during disasters, yet preventive engagement is limited. This mixed-methods study examined GBV prevention among disaster-affected women and gender-diverse individuals in Ishikawa Prefecture, Japan, using a survey (n=424) and in-depth interviews (n=5). Despite high GBV knowledge (63.9%) and positive attitudes (51.7%), only 23.6% engaged in preventive practices. Key quantitative findings show that evacuation experience (OR=1.793, p=0.016) increased engagement, while prior IPV/GBV experience (OR=0.145, p=0.003) and suburban residence (OR=0.631, p=0.044) were associated with lower engagement. Knowledge (OR=1.383, p=0.184) and attitude (OR=1.336, p=0.213) did not significantly predict preventive actions. Qualitative findings revealed that participants had limited …
Effect Of Web-Based Tools On Knowledge And Performance Among Community Nurses On Diabetes Control At Primary Health Care Level In Myanmar: A Cost-Effective Analysis And Quasi Experimental Study, Kyi Thar
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Along with rising prevalence, diabetes has emerged as a global public health problem which triggers economic burden, especially among developing countries. Optimizing knowledge and performance of health care workers at primary health care (PHC) level is pivotal for the success of diabetes control programs. Web-based diabetes tools are one of the innovative solutions to improve knowledge and performance among health care providers. However, evidence-based intervention study indicating the effect of web-based tools on diabetes among community nurses has not been conducted in Myanmar before. Objective: This study aimed to demonstrate the integrated effects of web-based diabetes knowledge and diabetes …
Reproductive Health Problems And Factors Associated With Services Used Among Japanese Female Expatriates In Bangkok, Ayaka Nakashima
Reproductive Health Problems And Factors Associated With Services Used Among Japanese Female Expatriates In Bangkok, Ayaka Nakashima
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Reproductive health (RH) refers to a state of complete physical, mental, and social well-being in all aspects of reproductive system. Strengthening health system’s capacity, particularly through improving health service utilization (HSU), is key to enhancing RH outcomes. Despite services availability, access RH care remains limited. Evidence on RH service utilization (RHSU) among Japanese female expatriates is scarce, especially through the lens of Andersen’s Behavioral Model of Health Service Use (BMSU). This study is aimed to find factors associated with RHSU for dysmenorrhea, premenstrual syndrome (PMS), menopausal symptoms, and contraceptive use among Japanese female expatriates in Bangkok, using BMSU framework. A …
Factors Associated With Adolescent Pregnancy In Mpigi District, Uganda: A Community-Based Cross-Sectional Study, Kyoko Hoshino
Factors Associated With Adolescent Pregnancy In Mpigi District, Uganda: A Community-Based Cross-Sectional Study, Kyoko Hoshino
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Adolescent pregnancy is a significant public health and social challenge, with around 90% of these pregnancies occurring in low-and middle-income countries. This study aims to determine the prevalence of adolescent pregnancy and its associated factors among older adolescents in Mpigi district, Uganda. A community-based cross-sectional study was conducted from September to October 2024 among adolescent girls aged 15 to 19 years in Mpigi district, Uganda. Participants were selected using a multistage sampling approach from 12 villages within the district. The data was collected using an interviewer-administered structured questionnaire, assisted by four data collectors. Descriptive statistics were employed to determine the …
Title: Factors Associated With Attitude Towards Safer-Sex Negotiation And Women Empowerment Among Married Women: An Analysis Of 2017-2018 Bangladesh Demographic And Health Survey, Maliha Nawrin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background:Women's capacity to negotiate safer sexual practices within marriage significantly influences their sexual autonomy and reproductive health outcomes. Despite progressive public health interventions, structural gender inequalities and entrenched cultural norms continue to constrain Bangladeshi women’s empowerment and their negotiation of safer-sex practices. Identifying factors associated with positive attitudes toward safer-sex negotiation is crucial for informing interventions aimed at enhancing women’s reproductive autonomy and promoting gender equity in Bangladesh.Objectives:This study aimed to evaluate the proportion of married women in Bangladesh who exhibit positive attitudes towards safer-sex negotiation, assess socio-demographic characteristics and women's empowerment levels, and examine the associations between these factors …