Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 5071 - 5100 of 6481

Full-Text Articles in Entire DC Network

The Incidence Of Antibiotic-Resistant Staphylococcus Spp. Colonization And Infection In Children And Adults With Atopic Dermatitis, Matchima Laowansiri Jan 2019

The Incidence Of Antibiotic-Resistant Staphylococcus Spp. Colonization And Infection In Children And Adults With Atopic Dermatitis, Matchima Laowansiri

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Atopic dermatitis (AD) is an inflammatory skin disease characterized by chronic and recurrent eczematous rash. AD occurs in both children and adults, but children are more affected. An important aggravating factor is caused by Staphylococcus aureus (S. aureus) infection. Therefore, topical (beta-lactam, macrolides, clindamycin) and systemic (mupirocin and fusidic acid) antibiotics are essential for treatment of AD. However, frequent use of antibiotics results in an increase in the incidence of antibiotic-resistant S. aureus. Methicillin resistance S. aureus (MRSA) becomes a problem in the treatment of skin diseases. It’s found that the change from penicillin binding protein (PBP) to PBP2a with …


The Visegrád Group And The European Migrant Crisis : Cause Factors And The Case Of Hungary, Onvara Vadhanavisala Jan 2019

The Visegrád Group And The European Migrant Crisis : Cause Factors And The Case Of Hungary, Onvara Vadhanavisala

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The European migrant crisis has propelled the European Union (EU) to face many challenges, starting from the division of different ideas on how to manage a high number of refugees and migrants. The crisis is marked as a turning point for right-wing populism to gain its strength in modern European politics. The European Member States (EMS) have started to lose their trust in European institutions because of their unclear strategic direction on solving the refugee and migrant crisis. Correspondingly, Euroscepticism is spreading all over Europe. The situation has been worsened as more refugees are continuously entering Europe. Therefore, populists and …


Effects Of Microplastic Accumulation On Floc Characteristics And Fouling Mechanism In Sequencing Batch Membrane Bioreactor, Thitiwut Maliwan Jan 2019

Effects Of Microplastic Accumulation On Floc Characteristics And Fouling Mechanism In Sequencing Batch Membrane Bioreactor, Thitiwut Maliwan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research investigated the effects of microplastic accumulation on the floc characteristics and mechanism of membrane fouling in a sequencing batch membrane bioreactor (SB-MBR). At first, the jar test experiment was performed for 120 min. The results indicate that spiking microplastics of 100-1,000 MPs/L resulted in an increase in floc size by 27.9±9.2% to 70.9±5.1%, while the control set (without microplastic) showed a greater increase in the floc size at 113.3±5.6% of the initial floc size. Afterwards, the SB-MBR, which was equipped with a flat-sheet microfiltration membrane, was operated at 24 hours/cycle with 4 reactors at the influent COD of …


แนวทางพัฒนาการบริหารคนเก่งของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในกรุงเทพมหานคร, ภาคี เดชตรัยรัตน์ Jan 2018

แนวทางพัฒนาการบริหารคนเก่งของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในกรุงเทพมหานคร, ภาคี เดชตรัยรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารคนเก่ง 2. นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารคนเก่งของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน ฝ่ายงานการบริหารบุคคล และข้าราชการครูที่มีวิทยฐาณะครูชำนาญการพิเศษ (ค.ศ.3) ขึ้นไป จากโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในกรุงเทพมหานคร จำนวน 463 คน โดยใช้เครื่องมือที่เก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถาม และทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์สถิติพื้นฐาน ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการบริหารคนเก่ง ด้านการพัฒนาคนเก่งมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านการรักษาคนเก่ง และด้านการจ่ายค่าตอบแทนและให้รางวัลคนเก่งมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 2. สภาพพึงประสงค์ของการบริหารคนเก่ง ด้านการรักษาคนเก่งมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านการพัฒนาคนเก่ง และด้านการจ่ายค่าตอบแทนและให้รางวัลคนเก่งมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด และ 3. แนวทางการบริหารคนเก่ง แบ่งเป็น 7 แนวทาง คือ 1) เมื่อคนเก่งมีผลงานดีเด่น ผู้อำนวยการโรงเรียนควรให้การยกย่องชมเชย 2) ผู้อำนวยการโรงเรียนควรแจ้งให้คนเก่งทราบถึงนโยบาย แนวทาง และกลยุทธ์ของโรงเรียน รวมไปถึงมีแนวทางให้คนเก่งสามารถมีส่วนร่วมให้โรงเรียนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 3) ผู้อำนวยการโรงเรียนควรสร้างกลยุทธ์ในการขึ้นเงินเดือนให้แก่คนเก่งและครูอื่นๆ เพื่อปรับให้คุณสมบัติสอดคล้องกับเป้าหมายและกลยุทธ์โรงเรียน 4) ผู้อำนวยการโรงเรียนควรกำหนดกลยุทธ์การบริหารคนเก่งให้สอดคล้องกับเป้าหมาย นโยบาย และทิศทางของโรงเรียน 5) ผู้อำนวยการโรงเรียนควรมีนโยบายกระตุ้นให้คนเก่งคิดแบบก้าวหน้าในการพัฒนาตนเองตามความสามารถ 6) ผู้อำนวยการโรงเรียนควรสร้างสภาพแวดล้อมที่เกื้อกูลและสนับสนุนให้ครูทุกคนได้แสดงความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ 7) ผู้อำนวยการโรงเรียนควรมอบหมายให้คนเก่งเข้าร่วมการฝึกอบรมทั้งภายในและภายนอกองค์การ หรือร่วมกิจกรรมต่างๆ


ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการสนับสนุนของครอบครัวต่อกิจกรรมทางกายในผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดหัวใจที่ได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจ, พัชรี ราษีกฤษ Jan 2018

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการสนับสนุนของครอบครัวต่อกิจกรรมทางกายในผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดหัวใจที่ได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจ, พัชรี ราษีกฤษ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการสนับสนุนของครอบครัวต่อกิจกรรมทางกายในผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดหัวใจที่ได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดหัวใจอายุ 60 ปีขึ้นไป ได้รับการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจเป็นครั้งแรก ที่มารับบริการที่หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า และหอผู้ป่วยหลังทำหัตถการหัวใจ โรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 44 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 22 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการสนับสนุนของครอบครัว กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ โดยจัดให้ทั้งสองกลุ่มมีความเท่าเทียมกันในเรื่องเพศ อายุ ระดับการศึกษา และตำแหน่งที่ใส่สายสวนขยายหลอดเลือดหัวใจ เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการทดลอง คือ โปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการสนับสนุนของครอบครัว เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์ข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสัมภาษณ์กิจกรรมทางกายในผู้สูงอายุ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการทดสอบที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยกิจกรรมทางกายของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการยอมรับความตายของผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม, มะลิวรรณ กระโพธิ์ Jan 2018

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการยอมรับความตายของผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม, มะลิวรรณ กระโพธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการยอมรับความตายของผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม ได้แก่ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย ความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย ภาระที่ค้างคา การรับรู้ความสามารถของตนเอง และสัมพันธภาพของบุคคลในครอบครัว กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามวัยผู้ใหญ่ที่เข้ารับบริการในแผนกผู้ป่วยนอกโรคมะเร็งของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ จำนวน 212 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวกตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย แบบสอบถามความเชื่อทางศาสนาเกี่ยวกับความตาย แบบสอบถามภาระที่ค้างคา แบบสอบถามการรับรู้ในความสามารถของตนเอง แบบสอบถามสัมพันธภาพของบุคคลในครอบครัว และแบบสอบถามการยอมรับความตาย ซึ่งได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ และตรวจสอบความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .86, .72, .74, .74, .89 และ .70 ตามลำดับ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงบรรยาย และค่าสัมประสิทธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ คือ 1. ผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามมีการยอมรับความตายในระดับสูง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ31.37 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.47 2. ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย ภาระที่ค้างคามีความสัมพันธ์ทางลบในระดับปานกลางกับการยอมรับความตายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = -.61, r= -.39) ตามลำดับ 3. ความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตายและการรับรู้ความสามารถของตนเองมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับการยอมรับความตายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .41, r =.38) ตามลำดับ และสัมพันธภาพของบุคคลในครอบครัวมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำกับการยอมรับความตายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r =.20)


ผลของโปรแกรมการฝึกการตระหนักรู้ในตนเองต่อระดับการรับรู้สติ 5 ด้านและความเครียดของผู้ป่วยมีความผิดปกติของการใช้สารกลุ่มแอมเฟตามีนที่เข้ารับการรักษาในสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี, นพดล โสภณวรกิจ Jan 2018

ผลของโปรแกรมการฝึกการตระหนักรู้ในตนเองต่อระดับการรับรู้สติ 5 ด้านและความเครียดของผู้ป่วยมีความผิดปกติของการใช้สารกลุ่มแอมเฟตามีนที่เข้ารับการรักษาในสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี, นพดล โสภณวรกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากปัญหาอัตราการกลับไปเสพสารเสพติดซ้ำของผู้เข้ารับการบำบัดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยสาเหตุหนึ่งเกิดจากการขาดการรับรู้ถึงความสามารถของตน ซึ่งการพัฒนาการตระหนักรู้ในตนเองเป็นอีกหนทางหนึ่งในการส่งเสริมการรับรู้ถึงความสามารถของตนอย่างเหมาะสม การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกการตระหนักรู้ในตนเองของผู้ป่วยมีความผิดปกติของการใช้สารกลุ่มแอมเฟตามีน โดยเป็นการศึกษาเชิงกึ่งทดลอง แบบศึกษากลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดที่แผนกผู้ป่วยในของสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี จำนวน 40 คน ซึ่งเข้าร่วมโปรแกรมการฝึก 4 หัวข้อ ได้แก่ 1) การสังเกตและรับรู้ในตนเอง, 2) การฝึกปล่อยวางอารมณ์ รู้ทันความคิด, 3) การตระหนักรู้ในชีวิตประจำวัน และ 4) การวางแผนการดำเนินชีวิตในระยะยาวผ่านการมองหาคุณค่าของบุคคลรอบข้าง รวม 4 ครั้ง ในระยะเวลา 2 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลส่วนตัว 2) แบบวัดการรับรู้ของสติใน 5 ด้าน 3) แบบประเมินความเครียด กรมสุขภาพจิต ใช้สถิติเชิงพรรณนาในการอธิบายลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง วิเคราะห์เปรียบเทียบผลก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมด้วยสถิติ pair t-test และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ด้วยค่าสหสัมพันธ์แบบ Pearson จากผลการศึกษาพบว่าหลังจากเข้าร่วมโปรแกรมการรับรู้สติทั้งในภาพรวมและจำแนกตามองค์ประกอบ 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการสังเกต ด้านการบรรยายเป็นคำพูด ด้านการรับรู้อิริยาบถ ด้านการไม่ตัดสิน ด้านการไม่ตอบสนองต่อความรู้สึกมีค่าคะแนนสูงขึ้น ในขณะที่ค่าคะแนนความเครียดลดลง โดยมีค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คือ 0.001*, 0.113, 0.035*, 0.037*, 0.281, 0.049* และ 0.008* ตามลำดับ และไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะประชากรและผลต่างของค่าคะแนนก่อน-หลังเข้าร่วมโปรแกรม ผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการฝึกมีประสิทธิภาพในการเพิ่มระดับการตระหนักรู้ในตนเองของผู้เข้าร่วม อีกทั้งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในผู้ป่วยทั้งที่เคยและไม่เคยมีประสบการณ์การฝึกเจริญสติได้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ในการช่วยลดปัญหาการกลับมาเสพสารเสพติดซ้ำในผู้เข้ารับการบำบัดรักษาในอนาคต


การถอนการรับรองบุตร, ศิริพร จิระพรวัชรานนท์ Jan 2018

การถอนการรับรองบุตร, ศิริพร จิระพรวัชรานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1554 กำหนดให้ ผู้มีส่วนได้เสียจะขอให้ศาลถอนการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรเพราะเหตุว่าผู้ขอจดทะเบียนนั้นมิใช่บิดาก็ได้ แต่ต้องฟ้องภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้การจดทะเบียนนั้น อนึ่งห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่วันจดทะเบียน จึงทำให้ชายผู้จดทะเบียน มารดา หรือเด็ก ที่ได้จดทะเบียนหรือให้ความยินยอมไปโดยถูกฉ้อฉล ข่มขู่ หรือสำคัญผิด ซึ่งได้รู้ถึงการจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ได้จดทะเบียนแล้ว ไม่สามารถฟ้องคดีในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ จากการศึกษาเรื่องการถอนการรับรองบุตรพบว่า สหรัฐอเมริกามีบทบัญญัติให้ผู้จดทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีถอนการรับรองบุตรได้ เนื่องจากการจดทะเบียนไปโดยถูกฉ้อฉล ข่มขู่ หรือสำคัญผิด และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มีบทบัญญัติเรื่องระยะเวลาในการฟ้องคดีถอนการรับรองบุตรที่เกิดจากการข่มขู่ โดยทั้ง 2 ประเทศได้กำหนดตัวบุคคลผู้มีสิทธิในการฟ้องคดีถอนการรับรองบุตรไว้อย่างชัดเจน โดยรวมถึงชายผู้จดทะเบียนรับรองบุตร มารดา เด็ก และเจ้าหน้าที่รัฐสามารถฟ้องคดีถอนการรับรองบุตรได้ ส่วนผลของการถอนการรับรองบุตรจะมีผลในเวลาใดนั้น มีเพียงกฎหมายสหรัฐอเมริกาที่กำหนดไว้ว่าให้มีผลนับแต่เด็กเกิด ซึ่งในเรื่องดังกล่าวประเทศไทยไม่มีบทบัญญัติกำหนดไว้ ผู้เขียนเห็นควรให้ปรับปรุงแก้ไข มาตรา 1554 ให้ผู้จดทะเบียน หรือมารดาและเด็กได้จดทะเบียนหรือยินยอมให้จดทะเบียน โดยถูกฉ้อฉล ข่มขู่ หรือสำคัญผิด มีสิทธิฟ้องคดีถอนการรับรองบุตรได้ โดยกำหนดระยะเวลาในการฟ้องคดีไว้แยกจากผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ และบัญญัติเรื่องผลของการถอนการรับรองบุตร ให้มีผลย้อนหลังไปนับแต่เด็กเกิด


การจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยเพื่อส่งเสริมสมรรถภาพทางกายความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบของเด็กปฐมวัย, วรรณนิศา พงษ์จิรังกาล Jan 2018

การจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยเพื่อส่งเสริมสมรรถภาพทางกายความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบของเด็กปฐมวัย, วรรณนิศา พงษ์จิรังกาล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนสมรรถภาพทางกาย ความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทย และของนักเรียนกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้พลศึกษาตามปกติ 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนสมรรถภาพทางกาย ความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทย กับนักเรียนกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้พลศึกษาตามปกติ ตัวอย่างคือ นักเรียนปฐมวัยชั้นปีที่ 2 อายุ 5-6 ปี โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครแห่งหนึ่ง จำนวน 46 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 23 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 23 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทย จำนวน 16 แผน แบบทดสอบมรรถภาพทางกาย และแบบวัดความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่า "ที" (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนสมรรถภาพทางกาย ความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนสมรรถภาพทางกาย ความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การศึกษาการแสดงออกของโปรตีนที่ควบคุมการส่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทานของเซลล์เม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดของผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก, จิรวดี สถิตย์เรืองศักดิ์ Jan 2018

การศึกษาการแสดงออกของโปรตีนที่ควบคุมการส่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทานของเซลล์เม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดของผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก, จิรวดี สถิตย์เรืองศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความเป็นมา เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดนิวเคลียสเดี่ยวในเลือดมีการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กับมะเร็งในร่างกาย บ่งบอกถึงการพยากรณ์โรคและผลการรักษา และอาจใช้เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพในการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กได้ การศึกษานี้จัดทำเพื่อศึกษาการแสดงออกของโปรตีนที่ควบคุมการส่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดนิวเคลียสเดี่ยวในเลือดของผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กเปรียบเทียบกับอาสาสมัครกลุ่มควบคุม วิธีการศึกษา ขั้นตอนที่ 1 คัดเลือกโปรตีนที่สนใจโดยใช้ข้อมูลการแสดงออกของอาร์เอ็นเอของเม็ดเลือดขาวชนิดนิวเคลียสเดี่ยวของผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กจากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาการแสดงออกของโปรตีนที่สนใจด้วยการย้อมอิมมูโนฟลูออเรสเซนต์ ขั้นตอนที่ 3 เปรียบเทียบการแสดงของออกโปรตีนบนเม็ดเลือดขาวชนิดนิวเคลียสเดี่ยวด้วยเครื่องตรวจและวิเคราะห์เซลล์อัตโนมัติจากเลือดของผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก 30 คนและอาสาสมัครกลุ่มควบคุม 30 คน ผลการวิจัย จากการย้อมการแสดงออกของโปรตีน 5 ชนิด ได้แก่ CLEC4A, CLEC4D, C5AR1, NLRP3 และ S100A12 พบว่าเม็ดเลือดขาวชนิดนิวเคลียสเดี่ยวจากเลือดของผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กมีการแสดงออกของโปรตีน CLEC4A, CLEC4D และ NLRP3 เพิ่มขึ้น ในขณะที่การแสดงออกของโปรตีน C5AR1 และ S100A12 ลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับเลือดจากอาสาสมัครกลุ่มควบคุม สรุปผลการวิจัย การแสดงออกของโปรตีนที่ควบคุมการส่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทานของเซลล์เม็ดเลือดขาวในเลือดของผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กมีความแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ และอาจจะเป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพในการตรวจคัดกรองผู้ป่วยมะเร็งปอดในอนาคตได้


การวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อและแรงปฏิกิริยาจากพื้นในการวิ่งลากถ่วงน้ำหนักด้วยมุมเส้นเชือกที่ต่างกัน ในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลหญิง, ณัฐณิชา ทองพัฒนวงศ์ Jan 2018

การวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อและแรงปฏิกิริยาจากพื้นในการวิ่งลากถ่วงน้ำหนักด้วยมุมเส้นเชือกที่ต่างกัน ในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลหญิง, ณัฐณิชา ทองพัฒนวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ แรงปฏิกิริยาจากพื้น และความเร็วในการวิ่ง เมื่อวิ่งลากถ่วงน้ำหนักที่มุมเส้นเชือก 30 45 และ 60 องศา จากแนวขนานกับพื้น วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬารักบี้ฟุตบอลสังกัด ชมรมรักบี้ฟุตบอลของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพศหญิง มีอายุระหว่าง 18-25 ปี จำนวน 15 คน กลุ่มตัวอย่างได้รับการทดลองวิ่งลากถ่วงน้ำหนักด้วยการยืนแบบ 2 จุด ท่าเท้านำเท้าตาม โดยเริ่มทดลองจากการวิ่งไม่มีเครื่องลากถ่วงน้ำหนัก ตามด้วยการสุ่มลำดับการวิ่งลากถ่วงน้ำหนักในความหนัก 30% ของน้ำหนักร่างกายที่มุมเส้นเชือก 30 45 และ 60 องศา ในระยะทาง 5 เมตร โดยทำการวิ่งทั้ง 3 รูปแบบๆ ละ 3 ครั้ง พักระหว่างการวิ่งแต่ละครั้งเป็นเวลา 5 นาที เปรียบเทียบความเร็วในการวิ่งระยะ 5 เมตร แรงปฏิกิริยาจากพื้นของขาก้าวที่ 3 และอัตราส่วนระหว่างความเข้มของคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อสูงสุดขณะเคลื่อนไหว ต่อความเข้มของกล้ามเนื้อสูงสุดเมื่อกล้ามเนื้อหดตัวแบบความยาวคงที่ (Maximum intensity/MVC) ใช้ ANOVA และวิเคราะห์คู่ต่างด้วย Tukey โดยกำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value 0.05 ผลการวิจัย พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของความเร็วในการวิ่งเมื่อเปรียบเทียบระหว่างขณะวิ่งโดยไม่มีเครื่องลากถ่วงน้ำหนัก และวิ่งลากถ่วงน้ำหนักทั้งที่มุมเส้นเชือก 30 45 และ 60 องศา อย่างไรก็ตามไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของทั้งแรงปฏิกิริยาจากพื้น และคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ สรุปผลการวิจัย การฝึกวิ่งลากถ่วงน้ำหนักที่มุมเส้นเชือก 60 องศา อาจเหมาะสมต่อการพัฒนากล้ามเนื้อที่ใช้ในการวิ่งออกตัวของนักกีฬารักบี้ฟุตบอลหญิงได้มากที่สุด เนื่องจากรูปแบบการทำงานของกล้ามเนื้อใกล้เคียงกับรูปแบบการทำงานของกล้ามเนื้อในขณะวิ่งไม่มีเครื่องลากถ่วงน้ำหนัก แต่มีคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อมากกว่า และแรงปฏิกิริยาจากพื้นในแนวดิ่งน้อยที่สุด อย่างไรก็ตามการวิ่งลากถ่วงน้ำหนักน่าจะมีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและแรงปฏิกิริยาเมื่อมีน้ำหนักในการลากถ่วงมากกว่า 30% ของน้ำหนักร่างกาย และมีผลเฉพาะก้าวแรก ส่งผลลดลงเมื่อวิ่งในก้าวที่ 3 และก้าวต่อ ๆ ไป


ผลของการใช้โฟมโรลลิ่งและการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนไหวที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตซอล, ประทักษ์ สระสม Jan 2018

ผลของการใช้โฟมโรลลิ่งและการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนไหวที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตซอล, ประทักษ์ สระสม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการอบอุ่นร่างกายด้วยโฟมโรลลิ่งและการอบอุ่นร่างกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนไหวที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตซอล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักฟุตซอลของสโมสรมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เพศชาย มีอายุระหว่าง 18-25 ปี จำนวน 18 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยกลุ่มตัวอย่างทำการทดลองทั้ง 2 รูปแบบ ได้แก่ การอบอุ่นร่างกายด้วยโฟมโรลลิ่ง และการอบอุ่นร่างกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนไหว และทำการทดสอบสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาทันทีหลังจากการทดลองโดยการทดลองแต่ละรูปแบบมีระยะเวลาห่างกันอย่างน้อย 1 สัปดาห์ และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติ หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที (Paired Samples t-test) ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยของระยะการเคลื่อนไหวข้อเข่าขาขวาหลังการทดลองทันทีของการอบอุ่นร่างกายด้วยโฟมโรลลิ่ง และการอบอุ่นร่างกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนไหว แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยของระยะการเคลื่อนไหวของข้อสะโพกขาซ้ายและขาขวา ระยะการเคลื่อนไหวของข้อเข่าขาซ้าย ความคล่องแคล่วว่องไว ความสามารถในการเปลี่ยนทิศทาง และความเร็วหลังการทดลองทันทีของการอบอุ่นร่างกายด้วยโฟมโรลลิ่ง และการอบอุ่นร่างกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนไหว ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 การอบอุ่นร่างกายด้วยโฟมโรลลิ่ง และการอบอุ่นร่างกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนไหวช่วยเพิ่มระยะการเคลื่อนไหวของข้อสะโพก ระยะการเคลื่อนไหวของข้อเข่า ความคล่องแคล่วว่องไว ความสามารถในการเปลี่ยนทิศทาง ความเร็ว ในนักกีฬาฟุตซอลได้


การใช้ไมโครพาติเคิลจากเม็ดเลือดแดงเป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพชนิดใหม่สำหรับวินิจฉัยภาวะปัสสาวะเป็นเลือดจากความผิดปกติของโกลเมอรูลัส, อวิรุทธ์ เจริญสรรพกิจ Jan 2018

การใช้ไมโครพาติเคิลจากเม็ดเลือดแดงเป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพชนิดใหม่สำหรับวินิจฉัยภาวะปัสสาวะเป็นเลือดจากความผิดปกติของโกลเมอรูลัส, อวิรุทธ์ เจริญสรรพกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การจัดจำแนกภาวะปัสสาวะเป็นเลือดจากสาเหตุความผิดปกติของโกลเมอรูลัสเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในการตรวจพิสูจน์ทางไต และการตรวจนับปริมาณเม็ดเลือดแดงชนิดดิสมอร์ฟิก (dysmorphic red blood cell: DRBC) ในปัสสาวะเป็นวิธีการที่ใช้ในการจัดจำแนกอยู่ในปัจจุบัน แต่ขีดจำกัดของการตรวจนับด้วยวิธีนี้มีอยู่หลายประการ เช่น ผู้ปฏิบัติงาน และมีความไวต่ำ โดยการตรวจนับปริมาณของเม็ดเลือดแดงที่มีการแสดงออกของฟอสฟาติดิลซีรีน (phosphatidylserine exposing RBC: PS-RBC) และไมโครพาติเคิลจากเม็ดเลือดแดง (RBC derived microparticle: RMP) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงการบาดเจ็บของเม็ดเลือดแดงด้วยเทคนิคโฟลไซโตมิทรี (flow cytometry) กลับยังไม่เคยมีมาก่อน ในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อเปรียบเทียบปริมาณ RMP และ PS-RBC ในปัสสาวะระหว่างผู้ป่วยที่ภาวะปัสสาวะเป็นเลือดจากความผิดปกติของโกลเมอรูลัส (glomerular hematuria: GH) ผู้ป่วยที่ภาวะปัสสาวะเป็นเลือดจากสาเหตุที่ไม่ใช่โกลเมอรูลัส (non-glomerular hematuria: NGH) (2) เพื่อเปรียบความสามารถของการใช้ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพจากเทคนิคflow cytometry และร้อยละของ DRBC ในการวินิจฉัยภาวะ GH (3) เพื่อศึกษาการเกิด DRBC, PS-RBC และการปลดปล่อย RMP จากการเปลี่ยนแปลงทางกายภายและเคมีในท่อของท่อหน่วยไตจำลองในหลอดทดลอง ปัสสาวะจะถูกเก็บมาจากผู้ป่วยที่ภาวะ GH, ผู้ป่วยที่ภาวะ NGH และอาสาสมัครที่ไม่มีภาวะปัสสาวะเป็นเลือด โดยปัสสาวะจะถูกนำมาตรวจตะกอนปัสสาวะภายใต้กล้องจุลทรรศน์เพื่อตรวจนับปริมาณ DRBC และวิเคราะห์ด้วยเทคนิค flow cytometry เพื่อตรวจนับปริมาณของ PS-RBC และ RMP โดยผู้ป่วยที่ภาวะ GH จะถูกยืนยันโรคของโกลเมอรูลัสภายใน 3 เดือน และผู้ป่วยที่ภาวะ NGH ต้องรู้สาเหตุของภาวะปัสสาวะเป็นเลือดที่แน่นอน โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกปกปิดไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานรับทราบ และกราฟ ROC จะถูกใช้เพื่อพิสูจน์ความสามารถในการวินิจฉัยภาวะ GH ของตัวบ่งชี้ทางชีวภาพต่าง ๆ ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างในงานวิจัย ประกอบด้วย ผู้ป่วยภาวะ GH จำนวน 29 ราย, ผู้ป่วยภาวะ NGH จำนวน 29 ราย และอาสาสมัครที่ไม่มีภาวะปัสสาวะเป็นเลือดจำนวน 20 ราย โดยสาเหตุปัสสาวะเป็นเลือดหลักของผู้ป่วยภาวะ GH …


Comparison Of The Stem Cell Characteristics Among Periodontium-Derived Human Mesenchymal Stem Cells, Manutsanun Choosiri Jan 2018

Comparison Of The Stem Cell Characteristics Among Periodontium-Derived Human Mesenchymal Stem Cells, Manutsanun Choosiri

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Objective: To investigate and compare the characteristics of human mesenchymal stem cells (MSCs) among 3 different stem cell sources in periodontium; periodontal ligament (PDL) tissue, marginal gingival tissue (MG), and supra-crestal gingival connective tissue (SG). Materials and Methods: PDL-MSCs, MG-MSCs, and SG-MSCs were obtained from 4 subjects with healthy periodontal condition. The characteristics of 3 types of MSCs were compared in terms of an expression of MSCs markers, colony-forming ability (CFA), cell proliferation, alkaline phosphatase (ALP) activity, osteogenic and adipogenic potential. Results: Flow cytometry revealed a similar pattern of MSCs marker expression among 3 cells types with positive expression of …


การศึกษาย้อนหลังของการรักษาพัลเพคโตมีในฟันน้ำนม : การวิเคราะห์การอยู่รอด, เมธาพร ทรงเวชเกษม Jan 2018

การศึกษาย้อนหลังของการรักษาพัลเพคโตมีในฟันน้ำนม : การวิเคราะห์การอยู่รอด, เมธาพร ทรงเวชเกษม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราการอยู่รอดของฟันน้ำนมที่ได้รับการรักษาพัลเพคโตมี โดยใช้เครื่องรูทซีเอ็กซ์กำหนดความยาวทำงาน ภายใต้การดมยาสลบและการใช้ยาชาเฉพาะที่ และศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการอยู่รอดของฟันน้ำนมที่ได้รับการรักษาพัลเพคโตมี โดยทำการศึกษาย้อนหลังจากข้อมูลจากเวชระเบียนของผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่มารับการรักษาที่คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างปี พ.ศ. 2550 - 2559 และมีฟันที่ได้รับการรักษาพัลเพคโตมีภายใต้การดมยาสลบหรือการใช้ยาชาเฉพาะที่อย่างน้อย 1 ซี่ในช่องปาก โดยกำหนดให้ความล้มเหลวของการรักษาพัลเพคโตมีคือฟันต้องได้รับการถอนหรือรักษารากฟันซ้ำในภายหลังเนื่องจากการรักษาพัลเพคโตมีล้มเหลว และวันที่ได้รับการวินิจฉัยให้ถูกถอนหรือรักษารากฟันซ้ำเป็นวันที่สิ้นสุดการติดตามการรักษา การศึกษาครั้งนี้ประเมินอัตราการอยู่รอดโดยใช้สถิติแคแพลน-ไมเออร์และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการอยู่รอดโดยใช้สถิติล็อค-แรงค์และตัวแบบถดถอยค็อกซ์ ผลการศึกษาพบว่ามีฟันน้ำนมที่ถูกคัดเลือกเข้ามาในการศึกษาทั้งหมด 272 ซี่ และเมื่อติดตามผลการรักษาเป็นเวลา 5 ปีหลังการรักษาพบว่ามีฟันน้ำนมทั้งหมด 25 ซี่ที่ถูกถอนหรือรักษารากฟันซ้ำเนื่องจากการรักษาพัลเพคโตมีล้มเหลว และมีอัตราการอยู่รอดของฟันที่ได้รับการรักษาภายใต้การดมยาสลบและการใช้ยาชาเฉพาะที่เท่ากับร้อยละ 81.4 และ 87.4 ตามลำดับ ซึ่งไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≥0.05) ผลการวิเคราะห์ตัวแบบถดถอยค็อกซ์พบว่าการมีเงาดำบริเวณปลายรากหรือง่ามรากฟันในภาพรังสีก่อนการรักษาเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการอยู่รอดของฟันที่ได้รับการรักษาพัลเพคโตมีที่ระยะเวลา 5 ปีหลังการรักษา (HRadj= 3.95, 95%CI = 1.31-11.86) การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการรักษาฟันน้ำนมด้วยวิธีพัลเพคโตมีเป็นวิธีที่สามารถเก็บรักษาฟันน้ำนมที่ผุลุกลามถึงเนื้อเยื่อในไว้ในช่องปากได้นานและมีอัตราการอยู่รอดที่สูงทั้งในการรักษาภายใต้การดมยาสลบและการใช้ยาชาเฉพาะที่


Flood Damage Assessment: A Case Study In Bakan And Phnom Kravanh Districts, Pursat Province, Cambodia, Chhunleang Rorm Jan 2018

Flood Damage Assessment: A Case Study In Bakan And Phnom Kravanh Districts, Pursat Province, Cambodia, Chhunleang Rorm

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Flood is still a major climate hazard in Pursat province, a potential province for agricultural development in Cambodia. The consequences of this water-related disaster are social problems such as poverty, food insecurity and health problems, which indirectly prolong the growth of the country's economy. To propose a proper flood mitigation measure, flood damage assessment is considered as a fundamental step to implement so that the value of elements at risk is initially evaluated. The objectives of this research are to assess flood damage in agriculture and affected people in Bakan and Phnom Kravanh districts, Pursat province from 2000 to 2014, …


Taxonomy And Secondary Metabolites Of Selected Endophytic Actinomycete Strains, Nattakorn Kuncharoen Jan 2018

Taxonomy And Secondary Metabolites Of Selected Endophytic Actinomycete Strains, Nattakorn Kuncharoen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

A total of 50 endophytic actinomycetes isolated from fourteen plant species collected from six provinces of Thailand including Bangkok, Chachoengsao, Chiang Mai, Nakhon Pathom, Prachinburi and Suphan Buri were taxonomically studied relied on their phenotypic and chemotaxonomic characteristics, and the 16S rRNA gene sequence analysis. The isolates were identified as members of the family Streptomycetaceae involving Streptomyces (22 isolates), and the family Micromonosporaceae including Micromonospora (25 isolates), Plantactinospora (1 isolate) and Polymorphospora (1 isolate). Based on phenotypic characteristics, whole genome sequence analysis and DNA-DNA hybridization, 5 novel actinomycete species were proposed consisting of Micromonospora globbae (strain WPS1-2T), Micromonospora azadirachtae (strain …


Taxonomy And Secondary Metabolites Of Selected Endophytic Actinomycete Strains, Nattakorn Kuncharoen Jan 2018

Taxonomy And Secondary Metabolites Of Selected Endophytic Actinomycete Strains, Nattakorn Kuncharoen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

A total of 50 endophytic actinomycetes isolated from fourteen plant species collected from six provinces of Thailand including Bangkok, Chachoengsao, Chiang Mai, Nakhon Pathom, Prachinburi and Suphan Buri were taxonomically studied relied on their phenotypic and chemotaxonomic characteristics, and the 16S rRNA gene sequence analysis. The isolates were identified as members of the family Streptomycetaceae involving Streptomyces (22 isolates), and the family Micromonosporaceae including Micromonospora (25 isolates), Plantactinospora (1 isolate) and Polymorphospora (1 isolate). Based on phenotypic characteristics, whole genome sequence analysis and DNA-DNA hybridization, 5 novel actinomycete species were proposed consisting of Micromonospora globbae (strain WPS1-2T), Micromonospora azadirachtae (strain …


ผลกระทบของขนาดและมุมเอียงของเม้าส์ต่อสมรรถนะสำหรับงานชี้ตำแหน่ง, ศจีประภา รังแก้ว Jan 2018

ผลกระทบของขนาดและมุมเอียงของเม้าส์ต่อสมรรถนะสำหรับงานชี้ตำแหน่ง, ศจีประภา รังแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

หนึ่งในปัญหาของการใช้เม้าส์ที่ไม่เหมาะสมกับร่างกายของผู้ใช้งานคือ โรคเรื้อรังในอุโมงค์ข้อมือ (Carpal tunnel syndrome) เนื่องจากเม้าส์นั้นมิได้ออกแบบให้คำนึงถึงสรีระของมือและข้อมือในกรณีที่ต้องจับเม้าส์เป็นเวลานาน นอกจากนั้นเม้าส์การยศาสตร์ (Ergonomics mouse) ยังไม่เป็นที่นิยม เพราะทำให้การใช้งานช้าลง รวมถึงการขาดความรู้และเข้าใจถึงผลกระทบจากการใช้เม้าส์ที่ไม่เหมาะสม ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสมรรถนะการใช้งานของเม้าส์การยศาสตร์ได้แก่ ขนาดและองศาการวางมือ เปรียบเทียบขนาดเม้าส์เม้าส์ต่อมือและองศาการวางมือของเม้าส์ โดยสร้างเม้าส์ต้นแบบจาก 3D Printer 6 ตัว โดยมีขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ที่ซึ่งทำมุมเอียง 0, 15, 25 องศา ทดสอบตาม ISO 9241-9 กับผู้เข้าร่วมการทดลองจำนวน 10 คน มีความยาวฝ่ามือในช่วง 13.5-19.2 ซม. ผลการศึกษาพบว่า ขนาดเม้าส์ 7.9-10.9 ซม. และองศาการวางมือในช่วง 0, 15, 25 องศา ไม่ส่งผลต่อสมรรถนะการใช้งานของเม้าส์ที่ระดับ 0.05 แต่นำสัดส่วนระหว่างเม้าส์ต่อมือหาความสัมพันธ์กับสมรรถนะผู้ใช้งานมีความสัมพันธ์แบบพาราโบลาและค่าสัดส่วนเท่ากับ 0.57-0.60 มีสมรรถนะการใช้งานดีที่สุด ดังนั้นในการเลือกใช้เม้าส์ควรคำนึงถึงขนาดมือของผู้ใช้งาน


Preparation Of Palladium-Based Electrocatalysts For Direct Ethanol Fuel Cells, Thantakorn Nitaya Jan 2018

Preparation Of Palladium-Based Electrocatalysts For Direct Ethanol Fuel Cells, Thantakorn Nitaya

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research was to investigate the effect of palladium-based catalyst and supporting materials for direct ethanol fuel cell in alkaline media. The studied variables were the secondary metal (gold, ruthenium, and tungsten), types of support (carbon Vulcan, carbon nanotubes). Regarding the secondary metal incorporation, Pd99W1/C resulted in a significant enhancement in activity and stability for ethanol and methanol electrooxidation. In contrast with glycerol oxidation, Pd99Au1/C exhibited a better activity and stability than other catalysts. With the surface functionalization of carbon nanotube support, it was clear that the acid oxidation of carbon nanotube gave a poor palladium catalytic performance for ethanol …


Synergistic Effect Of Smac-Mimetic And Poly (I:C) On Apoptosis Of Cholangiocarcinoma Cells, Thanpisit Lomphithak Jan 2018

Synergistic Effect Of Smac-Mimetic And Poly (I:C) On Apoptosis Of Cholangiocarcinoma Cells, Thanpisit Lomphithak

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Cholangiocarcinoma (CCA), a malignancy transformed from cholangiocytes in the bile ducts is more common in Asia and has the highest incidence rate in Thailand. CCA is an aggressive malignancy which has high mortality, high recurrence rate and poor prognosis due to late diagnosis and lack of effective treatment, therefore identification of novel therapeutic targets could lead to the development of more efficient therapy. CCA is associated with chronic inflammation that could upregulate Toll-like receptor 3 (TLR3) in CCA cells. TLR3 agonist, poly(I:C) has been reported to directly induce apoptosis in selected cancers and also activates anti-tumor immunity. However, in some …


ผลฉับพลันของการผสมผสานแรงต้านจากฟรีเวทและยางยืดในท่าแบกน้ำหนักกระโดดที่มีต่อพลังสูงสุดและคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ, นภารัตน์ ดวงจันทร์ Jan 2018

ผลฉับพลันของการผสมผสานแรงต้านจากฟรีเวทและยางยืดในท่าแบกน้ำหนักกระโดดที่มีต่อพลังสูงสุดและคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ, นภารัตน์ ดวงจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลฉับพลันของรูปแบบที่แตกต่างกันของการผสมผสานแรงต้านจากฟรีเวทและยางยืดในท่าแบกน้ำหนักกระโดดที่มีต่อพลังสูงสุดและคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ การวิจัยครั้งนี้ศึกษาใน นิสิตชาย คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อายุเฉลี่ย 23.54 ± 1.71 ปี จำนวน 13 คน โดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ทำการทดสอบแบกน้ำหนักกระโดดที่ความหนัก 30 เปอร์เซ็นต์ของ 1 อาร์เอ็มจากฟรีเวท ด้วยการผสมผสานแรงต้านจากฟรีเวทและยางยืดที่รูปแบบ 90:10 80:20 70:30 60:40 และ 50:50 โดยทำการกระโดด 6 ครั้ง พักระหว่างครั้ง 20 วินาที การทดสอบแต่ละรูปแบบจะห่างกันไม่น้อยกว่า 48 ชม. และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติ เพื่อหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำ กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัย 1. รูปแบบแรงต้านของการผสมผสานแรงต้านจากฟรีเวทและยางยืด 50:50 มีค่าเฉลี่ยของพลังสูงสุด มากกว่า รูปแบบแรงต้านของการผสมผสานแรงต้านจากฟรีเวทและยางยืด 90:10 80:20 70:30 และ 60:40 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. รูปแบบแรงต้านของการผสมผสานแรงต้านจากฟรีเวทและยางยืด 90:10 80:20 70:30 60:40 และ 50:50 มีค่าเฉลี่ยของคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ Rectus femoris กล้ามเนื้อ Vastus medialis กล้ามเนื้อ Gastrocnemius medialis และกล้ามเนื้อ Tibialis anterior ไม่แตกต่างกัน สรุปผลการวิจัย การทดสอบแบกน้ำหนักกระโดดที่ความหนัก 30 เปอร์เซ็นต์ของ 1 อาร์เอ็มจากฟรีเวท ด้วยการผสมผสานแรงต้านจากฟรีเวทและยางยืดที่รูปแบบ 50:50 สามารถพัฒนาพลังสูงสุดได้ดีกว่ารูปแบบการผสมผสานแรงต้านจากฟรีเวทและยางยืด 90:10 80:20 70:30 และ 60:40


Effect Of Maternal Blood Heavy Metal Level On Brain-Derived Neurotrophic Factor And Pregnancy Outcomes Among Myanmar Migrants In Samut Sakhon Province, Thailand, Ye Htet Zaw Jan 2018

Effect Of Maternal Blood Heavy Metal Level On Brain-Derived Neurotrophic Factor And Pregnancy Outcomes Among Myanmar Migrants In Samut Sakhon Province, Thailand, Ye Htet Zaw

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

BACKGROUND: Lead, mercury, cadmium, and arsenic are the priority heavy metals of major public health concern in developing countries. Thailand is a newly industrialized country raising high human workloads of migrant workers form neighbored countries, mostly Myanmar. Exposure to these metals can cause cognitive impairment and depressive disorders through an effect on brain-derived neurotrophic factor (BDNF), which is an important biomarker of pregnancy. Pregnancy outcomes including preeclampsia, preterm birth and low birth weight are major burdens for maternal and child health. Although a number of prior studies have examined the effects of heavy metals on pregnancy, there are few studies …


Climate Change Adaptation On Water Resource Management : A Case Study Of Pakokku Township, Magway Region, Myanmary, Khin Maung Soe Jan 2018

Climate Change Adaptation On Water Resource Management : A Case Study Of Pakokku Township, Magway Region, Myanmary, Khin Maung Soe

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The Earth's temperature has increased in recent decades and the climate has changed. The adverse effects of climate change on natural systems have also become evident since the mid of the twentieth century. Water resources are mainly affected by climate change, particularly in the central part of Myanmar that faced with water shortage. The objective of the research is to study climate change adaptation on water resource management at the Pakokku Township, Magway Region, Myanmar. The four villages, namely Shin Ma Kan, Pan Tine Chone, Paung Laung Kan and Kyee were selected as the study area because of drought and …


Water Resource Efficiency Towards Sustainable Tourism At Patong Municipality, Phuket Province, Thailand, Palida Rattanopas Jan 2018

Water Resource Efficiency Towards Sustainable Tourism At Patong Municipality, Phuket Province, Thailand, Palida Rattanopas

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Tourism is one of the main incomes of Thailand that is directly contribute to the national GDP. Tourism affects not only on economic sector but also on the environment society. Sustainable tourism (ST) has become more important in conserving and maintaining natural resources for the next generation. The ST requires an efficient use of natural resources, particularly water resource. The objective of this research is to study water resource efficiency towards sustainable tourism at Patong Municipality, Kathu district of Phuket. Water shortage has taken place in Patong municipality for decades. A set of semi-structure questionnaires was used to in-depth interview …


Diagnostic Performance Of The Faas Stroke Screening Tool Faas Stroke Screening Tool In Patients Who Presented To The Emergency Room With Neurological Symptoms, Warongporn Phuenpathom Jan 2018

Diagnostic Performance Of The Faas Stroke Screening Tool Faas Stroke Screening Tool In Patients Who Presented To The Emergency Room With Neurological Symptoms, Warongporn Phuenpathom

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Rapid screening and intervention are the keys to successful early treatment of stroke. In Thailand, the conventional FAST stroke screening tool has generally been used by triage nurses to promptly detect acute stroke. However, the FAST score has a limitation in detecting posterior circulation stroke. Previous studies showed that adding ataxia could increase the sensitivity of posterior circulation stroke detection. Therefore, we studied the performance of a new stroke screening tool, the FAAS score, among acute ischemic stroke patients. Objectives: To evaluate the diagnostic performance of the FAAS score and compare the diagnostic performance between FAAS and the conventional …


ประสิทธิภาพของการใช้ยาต้านการทำงานของเกล็ดเลือดรักษาภาวะลมพิษเรื้อรังที่ยากต่อการรักษา, อมรรัตน์ ประเสริฐเจริญสุข Jan 2018

ประสิทธิภาพของการใช้ยาต้านการทำงานของเกล็ดเลือดรักษาภาวะลมพิษเรื้อรังที่ยากต่อการรักษา, อมรรัตน์ ประเสริฐเจริญสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการรักษาโดยใช้ยาต้านเกล็ดเลือดร่วมกับยาต้านฮีสตามีน ในการรักษาภาวะลมพิษเรื้อรังที่ยากต่อการรักษา เปรียบเทียบกับการใช้ยาต้านฮีสตามีนอย่างเดียว วิธีการวิจัย การวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มกลุ่มตัวอย่างและมีการปกปิดในผู้ป่วยและผู้วิจัย ทำการศึกษาผู้ป่วยลมพิษเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาต้านฮีสตามีนตามมาตรฐาน โดยมีคะแนนประเมินอาการลมพิษใน 1 สัปดาห์ (weekly urticaria activity scores,UAS7) ตั้งแต่ 16 คะแนนขึ้นไปและมีค่า D-dimer มากกว่า 500 ng/ml แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม โดยกลุ่มที่ได้ยาต้านเกล็ดเลือด ได้รับยา cilostazol 150 มิลลิกรัม และ dipyridamole 50 มิลลิกรัม ร่วมกับยาต้านฮีสตามีน (desloratadine 20 มิลลิกรัม) และกลุ่มควบคุมได้รับยาต้านฮีสตามีน (desloratadine 20 มิลลิกรัม) อย่างเดียวต่อวัน โดยทำการรักษา 4 สัปดาห์ ผลการศึกษา ผู้ป่วยลมพิษทั้งหมด 14 คน กลุ่มที่ได้รับยาต้านเกล็ดเลือด 5 คน และ กลุ่มที่ได้รับยาต้านฮีสตามีน 9 คน โดยพบว่ากลุ่มที่ได้ยาต้านเกล็ดเลือดมีคะแนนลมพิษ (UAS7) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (24.00±4.00 vs 8.00±7.00, P < 0.05) กลุ่มที่ได้ยาต้านฮีสตามีนลดลงจาก19.00±10.00 เป็น 11.00±22.00 คะแนน (P=0.09) และพบว่าระดับค่า D-dimer ในกลุ่มที่ได้ยาต้านเกล็ดเลือดมีการลดลงจาก 1,036.52±746.68 ng/ml เป็น 549.36±582.56 ng/ml (P=0.08) ส่วนกลุ่มที่ได้ยาต้านฮีสตามีนพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย โดยค่า D-dimer จาก 875.81±539.95 ng/ml เป็น 642.02±661.19 ng/ml (P=0.31) สรุป การศึกษานี้ การใช้ยาต้านเกล็ดเลือด ร่วมกับ ยาต้านฮีสตามีน ทำให้ผู้ป่วยมีภาวะลมพิษดีขึ้น และพบว่าค่า D-dimer ลดลง อาจจะเป็นไปได้ว่า ภาวะเกาะกันของเกล็ดเลือดมีบทบาทในผู้ป่วยที่เป็นลมพิษเรื้อรังและยากต่อการรักษา


การศึกษาผลของระดับไบคาร์บอเนตในเลือดต่อการลดลงของมวลและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะก่อนการบำบัดทดแทนไตที่มีภาวะเลือดเป็นกรด, โสมรัตน์ ศรีจรูญเรือง Jan 2018

การศึกษาผลของระดับไบคาร์บอเนตในเลือดต่อการลดลงของมวลและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะก่อนการบำบัดทดแทนไตที่มีภาวะเลือดเป็นกรด, โสมรัตน์ ศรีจรูญเรือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลของระดับไบคาร์บอเนตในเลือดที่แตกต่างกันต่อการเปลี่ยนแปลงของมวลและความแข็งแรงกล้ามเนื้อ อัตราการทำงานของไต และภาวะโภชนาการ ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะก่อนการบำบัดทดแทนไตที่มีภาวะเลือดเป็นกรด วิธีการวิจัย การวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3และ4 ที่มีระดับไบคาร์บอเนตในเลือดน้อยกว่า 22 มิลลิโมลต่อลิตร ทั้งหมด 42 ราย ผู้ป่วยทุกรายจะได้รับประทานยาเม็ดโซเดียมไบคาร์บอเนตตามตารางคำนวณเม็ดยาก่อนแบ่งเป็นกลุ่มที่มีระดับไบคาร์บอเนตเป้าหมาย 26±1 มิลลิโมลต่อลิตร (กลุ่มทดลอง) และกลุ่มที่มีระดับไบคาร์บอเนตเป้าหมาย 22±1 มิลลิโมลต่อลิตร (กลุ่มควบคุม) ทั้งสองกลุ่มได้รับการตรวจติดตามมวลกล้ามเนื้อโดยใช้ multi-frequency bioelectrical impedance analysis (MF-BIA) ตรวจแรงบีบมือ และติดตามค่าการทำงานของไต ระดับพรีอัลบูมินในเลือด ระดับ normalized protein nitrogen appearance (nPNA) รวมถึงผลข้างเคียงทุก 2 เดือนจนครบ 4 ดือน ผลการศึกษา มีผู้ป่วยในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 21 ราย อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 60 ปี มีผู้ป่วยเพศชายร้อยละ 60 และเป็นเบาหวานร้อยละ 60 หลังจากรักษาผ่านไป 4 เดือน ระดับไบคาร์บอเนตเฉลี่ยของทั้งสองกลุ่ม อยู่ที่ 23.1±2.0 และ 21.2±2.7 มิลลิโมล/ลิตร ตามลำดับ พบว่ากลุ่มทดลองมีมวลกล้ามเนื้อทั้งร่างกายเพิ่มขึ้นจาก 26±5.4 เป็น 26.7±5.7 กก. (p=0.046) และกล้ามเนื้อระยางค์เพิ่มขึ้นจาก 19.8±4.1 เป็น 20.6±4.5 กก. (p= 0.03) และพบว่าผู้ป่วยเบาหวานในกลุ่มทดลองมีการเพิ่มขึ้นของมวลกล้ามเนื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลต่อระดับการทำงานของไต พบว่าในกลุ่มทดลองยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในกลุ่มควบคุมมีอัตราการกรองของไตลดลงเฉลี่ย 3.6 มล./นาที/1.73ตร.ม. (-5.4 ถึง -1.9, p<0.001) ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของแรงบีบมือ ระดับพรีอัลบูมิน และ nPNA ของทั้ง สองกลุ่ม โดยทั้งสองกลุ่มเกิดผลข้างเคียงไม่แตกต่างกัน สรุป การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มระดับไบคาร์บอเนตในเลือดด้วยยาโซเดียมไบคาร์บอเนตเพียง ประมาณ 23 มิลลิโมล/ลิตร สามารถเพิ่มมวลกล้ามเนื้อและสามารถชะลอการลดลงของอัตราการทำงานของไตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มีภาวะเลือดเป็นกรด แต่ยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงของแรงกล้ามเนื้อและภาวะโภชนาการ


รูปแบบการรับประทานโพแทสเซียมในอาหารของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการบำบัดทดแทนไตด้วยการล้างไตทางช่องท้องในประเทศไทย, มธุรส วิโรจนวัธน์ Jan 2018

รูปแบบการรับประทานโพแทสเซียมในอาหารของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการบำบัดทดแทนไตด้วยการล้างไตทางช่องท้องในประเทศไทย, มธุรส วิโรจนวัธน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องชาวไทยพบปัญหาโพแทสเซียมในเลือดต่ำร้อยละ 46 และภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น มีความเชื่อว่าปริมาณโพแทสเซียมในอาหารน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญ ข้อสงสัยนี้ยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัด เนื่องด้วยยังไม่มีงานวิจัยที่ศึกษารูปแบบการรับประทานโพแทสเซียมในอาหารของผู้ป่วยกลุ่มนี้ในประเทศไทย วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษารูปแบบการรับประทานโพแทสเซียมในอาหารของผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องในประเทศไทย วิธีการศึกษา: การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนา ศึกษารูปแบบการรับประทานโพแทสเซียมในอาหารของผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องที่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาล 4 แห่ง โดยแนะนำวิธีการถ่ายภาพอาหารที่รับประทาน ส่งภาพอาหารทางสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชันไลน์ให้นักกำหนดอาหาร เป็นเวลา 3 วัน (วันธรรมดา 2 วัน และ วันหยุด 1 วัน) ข้อมูลปริมาณอาหารจะถูกนำมาบันทึกในโปรแกรมอินมูแคลโดยนักกำหนดอาหาร 1 คน ตรวจระดับโพแทสเซียมในเลือด นิยามโพแทสเซียมในเลือดต่ำ คือ ระดับโพแทสเซียมในเลือด


Computational Design Of Levansucrase For Production Of Tailor-Made Length Levan-Type Fructo-Oligosaccharides, Pongsakorn Kanjanatanin Jan 2018

Computational Design Of Levansucrase For Production Of Tailor-Made Length Levan-Type Fructo-Oligosaccharides, Pongsakorn Kanjanatanin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Levansucrase (LS) is an exocellular fructosyltransferase catalyzing the hydrolysis of sucrose and polymerization of levan and levan-type fructo-oligosaccharides (LFOs) that have various potentials in pharmaceutical and biological applications such as prebiotics and anticancer agents. LFOs with the chain length of 5 (LFO5 or GF4) showed inhibition activity against the SW480 colorectal cell lines up to about 83%. Although LFO5 has beneficial properties, the ability to produce LFO5 in large quantity is still limited. This study aimed to explore conformational diversity and elucidate the structural and molecular properties of LFO5, LFO10 and LFO15 as well as to redesign the active site …