Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 3661 - 3690 of 6481

Full-Text Articles in Entire DC Network

การพัฒนาสวนสัตว์ตามมาตรฐานสมาคมสวนสัตว์และสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำโลก : บทเรียนเพื่อสวนสัตว์แห่งชาติของประเทศไทย, ภัทรศิต ทั่งทอง Jan 2020

การพัฒนาสวนสัตว์ตามมาตรฐานสมาคมสวนสัตว์และสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำโลก : บทเรียนเพื่อสวนสัตว์แห่งชาติของประเทศไทย, ภัทรศิต ทั่งทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประเทศไทยกำลังมีการพัฒนาโครงการสวนสัตว์แห่งใหม่เพื่อเป็นสวนสัตว์แห่งชาติ โดยปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นตอนการกำหนดแผนยุทธศาสตร์และวางผังแม่บทโครงการ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาถอดบทเรียนสวนสัตว์ที่ได้รับมาตรฐานสมาคมสวนสัตว์และสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำโลก โดยมีจุดประสงค์เพื่อถอดบทเรียนในการพัฒนาโครงการ การวางผังแม่บท รายได้ ค่าใช้จ่าย และผลตอบแทนที่ได้จากการบริหารงาน โดยใช้วิธีการรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากการสื่ออิเล็กทรอนิกส์ชนิดออนไลน์เป็นหลัก เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญจากกรณีศึกษาจำนวน 4 แห่ง ได้แก่ สวนสัตว์Dallas สวนสัตว์Woodland Park สวนสัตว์Saint Louis และสวนสัตว์Denver ผลการศึกษาพบว่าสวนสัตว์มีลักษณะที่ตั้งคือเป็นโครงการเดี่ยวหรืออยู่ร่วมกับแหล่งการเรียนรู้และนันทนาการมีวิสัยทัศน์ที่ต้องการเป็นแหล่งอนุรักษ์สัตว์ป่าเพื่อการเรียนรู้ดำเนินการโดยองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรทางการเงินและมีแนวคิดการหาแหล่งที่มาของรายได้เพิ่มเพื่อแก้ไขความไม่แน่นอนของรายได้จากการสนับสนุนจากรัฐและเอกชน สวนสัตว์ทั้ง 4 โครงการมีการวางผัง 2 รูปแบบได้แก่ Main loop and themed loop และ Classic Island structure สวนสัตว์ 3 จาก 4 โครงการมีสัดส่วนการใช้ที่ดินมากที่สุดคือส่วนจัดแสดงและนิทรรศการนอกอาคาร เฉลี่ยร้อยละ 28 ของพื้นที่ทั้งหมด สวนสัตว์Saint Louis มีจำนวนสัตว์มากที่สุดจำนวน 13,500 ตัว 555 สปีชีส์ และสวนสัตว์Woodland parkมีจำนวนสัตว์น้อยที่สุดจำนวน 1,098 ตัว 300 สปีชีส์ สวนสัตว์Saint Louis มีผู้เข้าชมเฉลี่ยในปี ค.ศ. 2013 ถึง ค.ศ. 2017 มากที่สุดจำนวน 3,162,667 คน และน้อยที่สุดคือสวนสัตว์Dallasจำนวน 1,032,959 คน ทั้ง 4 สวนสัตว์มีที่มาของรายได้ที่มากที่สุดคือเงินสมทบจากรัฐบาลเฉลี่ย 12,454,533 ดอลลาร์สหรัฐ และมีที่มาของค่าใช้จ่ายด้านพนักงานมากที่สุดเฉลี่ย 17,154,756 ดอลลาร์สหรัฐ สวนสัตว์Saint Louis มีผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ต่อรายได้รวมจากการบริหารที่สูงที่สุด 10.54 เท่า สามารถถอดบทเรียนได้ว่า 1. ระยะห่างจากใจกลางเมืองไม่มีผลต่อจำนวนผู้เข้าชมแต่การสัญจรที่หลากหลายมีความสำคัญ จำนวนสัตว์และจำนวนสปีชีส์ที่มากกว่าสามารถดึงดูดผู้เข้าชมได้มากกว่า 2. สวนสัตว์ที่อยู่ร่วมกับแหล่งเรียนรู้และนันทนาการสามารถดึงดูดผู้เข้าชมได้มากกว่า 3. สวนสัตว์จำเป็นมีการปรับกลยุทธ์ในการหารายได้เพื่อการพึ่งพาตนเอง 4. ค่าใช้จ่ายส่วนของพนักงานเป็นค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของสวนสัตว์ 5. ผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายโครงการที่ไม่แสวงหาผลกำไรทางการเงิน จึงนำมาสู่ข้อเสนอแนะต่อสวนสัตว์แห่งชาติ คือ 1. สวนสัตว์แห่งใหม่ควรมีการเข้าถึงด้วยรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ควรมีการจัดแสดงสัตว์จำนวนมากและมีสปีชีส์ที่หลากหลาย 2. …


พฤติกรรมการเข้าพักโรงแรมที่มีการนำกิจกรรมเชิงสุขภาพมาปรับใช้ กรณีศึกษานักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าพักโรงแรมขนาดเล็กในจังหวัดเชียงใหม่, มนไท เหรัญญะ Jan 2020

พฤติกรรมการเข้าพักโรงแรมที่มีการนำกิจกรรมเชิงสุขภาพมาปรับใช้ กรณีศึกษานักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าพักโรงแรมขนาดเล็กในจังหวัดเชียงใหม่, มนไท เหรัญญะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ข้อมูลผลกระทบจาก Covid-19 ส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรกและต่อเนื่องถึงทุกภาคส่วนธุรกิจของไทยรวมถึงธุรกิจโรงแรมขณะเดียวกันเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness Economy) กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากกระแสการรักสุขภาพซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจของสวนดุสิตโพล และ IPG MEDIABAND ว่าคนไทยหันมาให้ความสนใจดูแลสุขภาพมากขึ้นในปี 2563 จากสถานการณ์ดังกล่าวจึงเห็นโอกาสในการศึกษาการท่องเที่ยวและกิจกรรมเชิงสุขภาพสำหรับสร้างช่องทางในการปรับตัวสร้างรายได้ให้กับโรงแรมที่เจอกับวิกฤตไวรัส Covid-19 วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของนักท่องเที่ยวที่สนใจท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมเชิงสุขภาพกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวที่สนใจท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ และ เสนอแนะการปรับโรงแรมขนาดเล็กเพื่อสอดรับกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยแบบสอบถามเป็นเครื่องมือหลักในการวิจัยโดยใช้สูตรการหาประชากรของ Taro Yamane ระดับความเชื่อมั่นอยู่ที่ 95% ได้แบบสอบถามจำนวน 400 ชุด จากนั้นนำข้อมูลจากแบบสอบถามมาหาค่าความสัมพันธ์และนัยทางสถิติสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษาอุปสงค์และพฤติกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของผู้ที่สนใจท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมีอายุระหว่าง 20-29 ปี มีรายได้ต่อเดือนเฉลี่ย 24,088 บาท และ อายุ 30-39 ปี มีรายได้ต่อเดือนเฉลี่ย 45,517 บาท พฤติกรรมในการท่องเที่ยวจะเดินทางอย่างมีคุณภาพ และ แสวงหาสิ่งใหม่ ๆ เดินทางร่วมกับเพื่อน และ ครอบครัว มีจำนวนคนร่วมเดินทาง 3-4 คน มีจำนวนวันเข้าพักที่ 3-5 วัน สำหรับค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวต่อทริปอยู่ที่ 4,001 – 6,000 บาท จะเดินทางโดยเครื่องบิน และ รถยนต์ส่วนตัว พาหนะที่ใช้ท่องเที่ยวภายในจังหวัดเป็นการเช่ารถยนต์ เช่ารถจักรยานยนต์ และ ใช้บริการรถสาธารณะเป็นหลัก ประเภทกิจกรรมที่ทำระหว่างทริปท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่เป็นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมากที่สุด ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ยินดีจ่าย หากโรงแรมมีบริการด้านสุขภาพ ร้อยละ 93.7 และ สนใจเข้าพักโรงแรมที่มีบริการด้านสุขภาพ จำนวน 3-5 วัน จากการวิเคราะห์ข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างความสนใจกิจกรรมเชิงสุขภาพกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวเชิงของนักท่องเที่ยวพบว่าตัวแปร อายุ รายได้ และ จำนวนวันเข้าพักมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 วิจัยสามารถสรุปได้ว่านักท่องเที่ยวที่มีอายุระหว่าง 20-39 ปีมีแนวโน้มสนใจทำกิจกรรมเชิงสุขภาพภายนอกโรงแรมที่เป็นลักษณะการผจญภัย เดินป่าชมธรรมชาติ ปั่นจักรยาน และ ถนนคนเดิน นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ที่จะกลับมาใช้บริการกิจกรรมการกดจุด นวด สปา Aroma ขันโตกรับประทานอาหารพื้นเมือง ฟังดนตรีชมการแสดงฟ้อนรำล้านนา และ สอนทำอาหารพื้นถิ่น ภายในโรงแรม …


สภาพการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุในโครงการหมู่บ้านจัดสรร : กรณีศึกษา โครงการหมู่บ้านนันทวัน, ทศพร มงคลนิมิตร Jan 2020

สภาพการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุในโครงการหมู่บ้านจัดสรร : กรณีศึกษา โครงการหมู่บ้านนันทวัน, ทศพร มงคลนิมิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เนื่องด้วยโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และงานวิจัยในผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุในชุมชน หรือผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพประชากร สังคม เศรษฐกิจและพฤติกรรมการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุในโครงการหมู่บ้านจัดสรรราคาสูง โดยเลือกกรณีศึกษาเป็นโครงการหมู่บ้านนันทวันจำนวน 3 โครงการ รวมถึงวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งาน ปัญหา และความต้องการด้านที่อยู่อาศัย กิจกรรม และพื้นที่ส่วนกลางภายในโครงการ เพื่อเสนอแนะแนวทางการออกแบบและแนวทางปรับปรุงพื้นที่ดังกล่าว ให้มีความเหมาะสมสําหรับผู้สูงอายุ โดยวิจัยข้อมูลจากการสัมภาษณ์และการสํารวจพื้นที่ด้านที่อยู่อาศัย อาคารสโมสรและพื้นที่ส่วนกลาง ซึ่งพบว่า ด้านพฤติกรรมคือ ผู้สูงอายุใช้เวลาภายในบ้านกับกิจกรรมดูทีวีมากเกินไป ขาดกิจกรรมที่จะช่วยส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพใจให้สดใสแข็งแรง ด้านที่อยู่อาศัย มีพื้นที่บางส่วนที่ไม่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ ได้แก่ ห้องนํ้ามีขนาดเล็กเกินไป ลานซักล้างมีระดับต่างจากพื้นที่ภายในบ้าน ด้านอาคารสโมสรและพื้นที่ส่วนกลางในโครงการมีอุปสรรคต่อการใช้งานของผู้สูงอายุ ได้แก่ ตำแหน่งอาคารสโมสรที่อยู่ไกล ขาดทางลาดเพื่อใช้ในการเข้าถึงพื้นที่กิจกรรม จุดนั่งพักในสวนหรือริมทางเดินมีจำนวนน้อยเกินไป จึงเสนอแนะแนวทางการออกแบบและปรับปรุง ได้แก่ การเพิ่มกิจกรรมตามหลักทฤษฎีกิจกรรม เพื่อให้ผู้สูงอายุได้มีกลุ่มสังคมแลกเปลี่ยนความสนใจกับผู้อื่น กระตุ้นให้ร่างกายสดชื่นด้วยการเคลื่อนไหวจากกิจกรรมต่างๆ และจัดเตรียมที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมต่อสภาพการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุตามแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน เช่น ขยายห้องน้ำให้มีขนาดใหญ่ขึ้นและติดตั้งอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น ราวจับ ทำทางลาดเข้าสู่ที่พักอาศัยและพื้นที่ส่วนกลางที่ผู้สูงอายุใช้งานเป็นประจำ หรือการวางเเนวทางการจัดวางสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมแก่ผู้สูงอายุกรณีออกแบบโครงการใหม่ เช่น การกำหนดแนวทางการวางตำแหน่งอาคารสโมสรให้อยู่กลางพื้นที่เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ในระยะที่สะดวก


ความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยของบุคลากรในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในสังกัดกรุงเทพมหานคร, วีรนุช เชาวกิจเจริญ Jan 2020

ความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยของบุคลากรในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในสังกัดกรุงเทพมหานคร, วีรนุช เชาวกิจเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัย และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยของบุคลากรในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรในโรงพยาบาล จำนวน 415 คน คัดเลือกด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามสัดส่วนของตำแหน่งงาน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบประเมินความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยของบุคลากรในโรงพยาบาลแบบตอบด้วยตนเอง ซึ่งได้รับการตรวจสอบคุณภาพโดยการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาด้วยวิธีการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง มีคะแนนอยู่ในช่วง 0.60-1.00 และการตรวจสอบความเชื่อมั่นด้วยการหาสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค พบความเชื่อมั่นรายด้านอยู่ที่ 0.81-0.93 และทั้งฉบับอยู่ที่ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 72.41 รายด้านที่มีคะแนนสูงที่สุดคือการจัดการสุขภาพของตนเองด้านอาชีวอนามัย (ร้อยละ 74.53) และรายด้านที่คะแนนน้อยที่สุดคือทักษะการสื่อสารข้อมูลด้านอาชีวอนามัย (ร้อยละ 67.27) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยที่ดี ได้แก่ เพศหญิง (p-value=0.011) อายุไม่เกิน 45 ปี (p-value<0.001) ไม่มีการทำงานเป็นกะหรือทำงานล่วงเวลา (p-value=0.029) มีประวัติการอบรมด้านอาชีวอนามัย (p-value=0.002) มีนโยบายด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (p-value<0.001) และมีการสนับสนุนที่ดีจากหน่วยงาน (p-value=0.011) โดยสรุปการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยให้กับกลุ่มบุคลากรในโรงพยาบาลควรเน้นเรื่องทักษะการสื่อสารข้อมูลด้านอาชีวอนามัย การจัดบริการด้านอาชีวอนามัยให้เหมาะสมกับกลุ่มบุคลากร การจัดอบรมการวางแผนงานนโยบายด้านอาชีวอนามัย รวมถึงให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บุคลากรสามารถพัฒนาสมรรถนะการดำเนินงานด้านอาชีวอนามัยได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ


ความเหนื่อยล้าและปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย, ชลดา แสงนาค Jan 2020

ความเหนื่อยล้าและปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย, ชลดา แสงนาค

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง เพื่อศึกษาถึงความเหนื่อยล้าและปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นญาติผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย เป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายจำนวน 194 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนเมษายน ถึง เดือนมิถุนายน 2563 โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจากแผนกผู้ป่วยนอก และที่คลินิกการแพทย์ผสมผสานผู้ป่วยมะเร็งและญาติ ณ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความเหนื่อยล้า แบบสอบถามภาวะทางสุขภาพกาย แบบสอบถามความเข้มแข็งในการมองโลก แบบสอบถามภาระในการดูแล และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม สถิติที่ใช้ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนาเพื่อนำเสนอลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง การแจกแจงจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมานใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรปัจจัยส่วนบุคคลกับความเหนื่อยล้า และใช้สถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุ เพื่อหาปัจจัยทำนายความเหนื่อยล้า โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความเหนื่อยล้าโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 71.1 ซึ่งปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายได้แก่ ชนิดมะเร็งของผู้ป่วย ชนิดการรักษาที่ผู้ป่วยได้รับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จำนวนชั่วโมงที่ดูแลผู้ป่วย ลักษณะงานที่ช่วยดูแลผู้ป่วย ผู้ช่วยเหลือในการดูแลผู้ป่วย ภาวะทางสุขภาพกาย ความเข้มแข็งในการมองโลก ภาระในการดูแล และการสนับสนุนทางสังคม อีกทั้งการศึกษายังพบว่า ปัจจัยชนิดมะเร็งต่อมน้ำเหลือง การรักษาแบบประคับประคอง ชั่วโมงที่ให้การดูแลผู้ป่วย ภาวะทางสุขภาพกาย ปัจจัยภาระในการดูแล และปัจจัยการสนับสนุนทางสังคม ทั้ง 6 ตัวแปรสามารถทำนายความเหนื่อยล้าของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายได้ร้อยละ 45.3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า จำนวนชั่วโมงที่ให้การดูแลผู้ป่วยน้อยกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน การลดลงของภาระในการดูแล การเพิ่มขึ้นของการรับรู้ภาวะทางสุขภาพกายของญาติผู้ดูแลรวมไปถึงการได้รับการสนับสนุนทางสังคม มีส่วนช่วยให้ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายมีความเหนื่อยล้าจากการดูแลผู้ป่วยน้อยลง ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลให้บุคลากรทางการแพทย์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาแนวทางในการจัดการกับความเหนื่อยล้าและวางแผนในการช่วยเหลือทั้งผู้ป่วยและญาติผู้ดูแลได้อย่างเหมาะสมต่อไป


หน้าที่ทางสังคมและทักษะทางสังคมที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มารับการรักษาแผนกผู้ป่วยนอก จิตเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ณัฐอานนท์ ช่อคง Jan 2020

หน้าที่ทางสังคมและทักษะทางสังคมที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มารับการรักษาแผนกผู้ป่วยนอก จิตเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ณัฐอานนท์ ช่อคง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาหน้าที่ทางสังคม ทักษะทางสังคมและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มารับการรักษา แผนกผู้ป่วยนอก จิตเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิธีการศึกษา : การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา โดยดำเนินการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มารับการรักษา แผนกผู้ป่วยนอก จิตเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 150 ราย ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป โดยใช้เกณฑ์การวินิจฉัย DSM-5 ของโรคซึมเศร้าหลัก หรือโรคซึมเศร้าเรื้อรัง หรือโรคซึมเศร้าสองชนิดทับซ้อนกัน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึง ธันวาคม 2563 โดยให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถาม 5 ฉบับ ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบประเมินอาการซึมเศร้าฉบับภาษาไทย 3) แบบวัดทักษะทางสังคม 4) มาตรวัดการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของผู้อื่น และ 5) แบบประเมินหน้าที่ทางสังคมฉบับภาษาไทย และผู้วิจัยกรอกแบบกรอกข้อมูลทางการแพทย์ ทำการวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ทางสังคมและทักษะทางสังคมของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โดยใช้สถิติทดสอบไคสแควร์ และทำการวิเคราะห์ความถดถอยโลจิสติกเพื่อหาปัจจัยทำนายความบกพร่องของหน้าที่ทางสังคม โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่น้อยกว่า 0.05 ผลการศึกษา : ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าส่วนใหญ่ (ร้อยละ 65.3) มีความบกพร่องของหน้าที่ทางสังคม โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยของหน้าที่ทางสังคมเท่ากับ 11.37±4.14 ส่วนใหญ่มีทักษะทางสังคมอยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับความบกพร่องของหน้าที่ทางสังคม ได้แก่ การมีระดับทักษะทางสังคมต่ำมาก ถึง ต่ำ (p < 0.01) การมีโรคประจำตัวทางกาย (p < 0.05) การใช้สารเสพติด (p < 0.05) และความรุนแรงของโรคซึมเศร้าในระดับรุนแรง (p < 0.01) ปัจจัยทำนายความบกพร่องของหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มารับการรักษา แผนกผู้ป่วยนอก จิตเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แก่ ได้แก่ การมีโรคประจำตัวทางกาย (p < 0.01) ความรุนแรงของโรคซึมเศร้าในระดับรุนแรง (p < 0.01) และการมีระดับทักษะทางสังคมต่ำมาก ถึง ต่ำ (p < 0.01) สรุปผลการศึกษา : ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าส่วนใหญ่ (ร้อยละ 65.3) มีความบกพร่องของหน้าที่ทางสังคม และส่วนใหญ่มีทักษะทางสังคมอยู่ในระดับปานกลาง มีการรับรู้ความรู้สึกผู้อื่นในระดับสูง และพบว่าการมีโรคประจำตัวทางกาย ความรุนแรงของโรคซึมเศร้าในระดับรุนแรง และการมีระดับทักษะทางสังคมต่ำมาก ถึง ต่ำ เป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความบกพร่องของหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า


โปรแกรมกิจกรรมโดยประยุกต์แนวคิดการจัดการศึกษาแบบเชิญชวนที่มีต่อความตระหนักรู้และการปฏิบัติเพื่อป้องกันฝุ่น Pm 2.5 ของนักเรียนประถมศึกษา, ประภาวรินทร์ รัชชประภาพรกุล Jan 2020

โปรแกรมกิจกรรมโดยประยุกต์แนวคิดการจัดการศึกษาแบบเชิญชวนที่มีต่อความตระหนักรู้และการปฏิบัติเพื่อป้องกันฝุ่น Pm 2.5 ของนักเรียนประถมศึกษา, ประภาวรินทร์ รัชชประภาพรกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมกิจกรรมโดยประยุกต์แนวคิดการจัดการศึกษาแบบเชิญชวนที่มีต่อความตระหนักรู้และการปฏิบัติเพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5 ของนักเรียนประถมศึกษา วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3 ได้จากการรับสมัครผู้ที่สนใจและการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 20 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมกิจกรรมโดยประยุกต์แนวคิดการจัดการศึกษาแบบเชิญชวนที่มีต่อความตระหนักรู้และการปฏิบัติเพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5 จำนวน 5 กิจกรรม มีค่าดัชนีความสอดคล้องรวม 0.95 แบบประเมินความตระหนักรู้และการปฏิบัติเพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5 มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.98 และ 0.96 และค่าความเที่ยง 0.81 และ 0.90 ระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความตระหนักรู้และการปฏิบัติเพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5 หลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความตระหนักรู้และการปฏิบัติเพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5 ของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การศึกษาการทำงานของหัวใจห้องล่างซ้าย ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ไม่มีอาการผิดปกติทางหัวใจและได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสจนควบคุมระดับไวรัสในกระแสเลือดได้, ถิรวัฒน์ จิ้วผกานนท์ Jan 2020

การศึกษาการทำงานของหัวใจห้องล่างซ้าย ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ไม่มีอาการผิดปกติทางหัวใจและได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสจนควบคุมระดับไวรัสในกระแสเลือดได้, ถิรวัฒน์ จิ้วผกานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: จากการพัฒนาศักยภาพของยาต้านไวรัสเอชไอวีจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้อัตราการตายของประชากรเอชไอวีทั่วโลกลดลงเช่นเดียวกับประชากรเอชไอวีในประเทศไทย ส่งผลให้ประชากรเอชไอวีมีอายุที่ยืนยาวมากขึ้นและใกล้เคียงกับประชากรทั่วไป สิ่งที่ตามมาก็คือปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดรวมทั้งความผิดปกติของโครงสร้างและการทำงานของหัวใจที่มากขึ้นในประชากรกลุ่มนี้ การประเมินการทำงานหัวใจห้องล่างซ้ายโดยใช้การวิเคราะห์ global longitudinal strain (LVGLS) ช่วยให้พบความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายในระยะต้นก่อนมีอาการแสดงทางโรคหัวใจและหลอดเลือดและก่อนการตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจขณะพักทั่วไป แต่ยังมีข้อมูลจำกัดในการศึกษาในกลุ่มประชากรเอชไอวีในประเทศไทยที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสจนควบคุมระดับไวรัสในกระแสเลือดได้ วิธีการวิจัย: การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง ในผู้ป่วยเอชไอวีอายุมากกว่า 50 ปี ที่ได้รับยาต้านไวรัสจนควบคุมระดับไวรัสในกระแสเลือดได้จากการศึกษา ECHO-THAI-HAART study โดยปราศจากปัจจัยเสี่ยงและการวินิจฉัยทางด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้รับการตรวจ LVGLS โดยเปรียบเทียบกับประชากรทั่วไปที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวีที่มีเพศและอายุคล้ายคลึงกัน นอกจากนั้นประชากรทั้งสองกลุ่มก็ได้รับการตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจขณะพัก ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และผลการตรวจที่แสดงถึงภาวะโรคหลอดเลือดแดงแข็ง เช่น cardio-ankle vascular index (CAVI), ankle-brachial index (ABI), coronary artery calcium score (CAC). ผลการศึกษา: ประชากรเข้าร่วมการศึกษาจำนวน 150 รายแบ่งเป็นประชากรกลุ่มเอชไอวี จำนวน 90 ราย และประชากรทั่วไปที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวี จำนวน 60 ราย โดยประชากรกลุ่มเอชไอวีมีอายุเฉลี่ย 54 ปี มีค่ากลางระยะเวลาที่ได้รับการวินิจฉัยเอชไอวีอยู่ที่ 18 ปี ระยะเวลาที่ได้รับยาต้านไวรัสเอชไอวีอยู่ที่ 15 ปี และมีค่าเฉลี่ย CD4 T-cell อยู่ที่ 651 เซลล์/ลูกบาศก์เมตร ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ของการวิเคราะห์ LVGLS ระหว่างประชากรทั้งสองกลุ่ม (ประชากรกลุ่มเอชไอวี -20.3% และ ประชากรทั่วไปที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวี -21.2%, p-value = 0.11) การวิเคราะห์ข้อมูลแบบตัวแปรเดียวและตัวแปรรวมพบว่าการลดลงของ LVGLS สัมพันธ์กับค่าความดันไดแอสโตลิกที่เพิ่มขึ้น (r = 0.244, p-value = 0.029) และค่า ABI ที่ลดลง (r = -0.161, p-value = 0.044) และผลการตรวจค่าหลอดเลือดแดงแข็งไม่ว่าจะเป็น ABI, CAVI, CACS …


การศึกษาย้อนหลังหาความชุกและลักษณะของผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดที่ไม่มีการยกของเอสทีเซกเมนต์ ที่ไม่มีการอุดตันอย่างมีนัยสำคัญของเส้นเลือดหัวใจ, สุชัจจ์ ศรีชลวัฒนา Jan 2020

การศึกษาย้อนหลังหาความชุกและลักษณะของผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดที่ไม่มีการยกของเอสทีเซกเมนต์ ที่ไม่มีการอุดตันอย่างมีนัยสำคัญของเส้นเลือดหัวใจ, สุชัจจ์ ศรีชลวัฒนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา : จากการศึกษาในอดีตพบว่ามีผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดที่ไม่มีการยกของเอสทีเซกเมนต์จำนวนร้อยละ 8-12 เมื่อไปฉีดสีตรวจเส้นเลือดหัวใจพบว่าไม่มีการอุดตันอย่างมีนัยสำคัญ แต่อย่างไรก็ตามความชุกของผู้ป่วยกลุ่มนี้ในประเทศไทย ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด วิธีการศึกษา : เก็บรวบรวมข้อมูลย้อนหลังจากผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดที่ไม่มีการยกของเอสทีเซกเมนต์และได้รับการฉีดสีตรวจเส้นเลือดหัวใจ ที่รับไว้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยเก็บข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 ถึง 31 ตุลาคม 2563 โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ หาความชุกของผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดที่ไม่มีการยกของเอสทีเซกเมนต์ ที่ไม่มีการอุดตันอย่างมีนัยสำคัญของเส้นเลือดหัวใจ และวัตถุประสงค์รองคือ หาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการที่ไม่พบการอุดตันอย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษา : จากการศึกษารวบรวมผู้ป่วยทั้งหมด 522 ราย มีผู้ป่วยจำนวน 74 ราย คิดเป็นร้อยละ 14.2 ที่พบว่า ไม่มีการอุดตันอย่างมีนัยสำคัญของเส้นเลือดหัวใจ และพบว่ามีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการที่ไม่มีการอุดตันอย่างมีนัยสำคัญของเส้นเลือดหัวใจในผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดที่ไม่มีการยกของเอสทีเซกเมนต์ ได้แก่ การตรวจไม่พบการบีบตัวที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจจากการตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง การตรวจไม่พบการเปลี่ยนแปลงของเอสทีเซกเมนต์จากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพศหญิง และการไม่มีประวัติเป็นโรคไขมันในเลือดสูง โดยจากการวิเคราะห์พหุตัวแปร ทำให้สามารถกำหนดเครื่องมือที่ใช้ในการทำนายลักษณะของเส้นเลือดหัวใจที่ไม่พบการอุดตันอย่างมีนัยสำคัญได้ สรุปผล : ความชุกของผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดที่ไม่มีการยกของเอสทีเซกเมนต์ ที่ไม่มีการอุดตันอย่างมีนัยสำคัญของเส้นเลือดหัวใจ คือร้อยละ 14.2 โดยปัจจัยที่สัมพันธ์กับการที่ไม่มีการอุดตันอย่างมีนัยสำคัญของเส้นเลือดหัวใจ คือ การตรวจไม่พบการบีบตัวที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจจากการตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง การตรวจไม่พบการเปลี่ยนแปลงของเอสทีเซกเมนต์จากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพศหญิง และการไม่มีประวัติเป็นโรคไขมันในเลือดสูง


การใช้เฟลเคไนด์ในผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะที่มีความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในช่วง 5 ปี, นฤพัฒน์ แสงพรสุข Jan 2020

การใช้เฟลเคไนด์ในผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะที่มีความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในช่วง 5 ปี, นฤพัฒน์ แสงพรสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทนำ : ในเวชปฏิบัติปัจจุบันเเนะนำการใช้เฟลเคไนด์ในผู้ป่วยที่มีโครงสร้างหัวใจปกติ หรือผิดปกติเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยที่มาของการเเนะนำดังกล่าวมาจากการศึกษา CAST ซึ่งเป็นการศึกษาที่ตีพิมพ์ตั้งเเต่ปีค.ศ.1989 ซึ่งเป็นการศึกษาเดียวที่เเสดงให้เห็นอัตราการตายที่มากขึ้นจากการใช้ยาเฟลเคไนด์ อย่างไรก็ตามมีการศึกษาหลายการศึกษาที่ตามมา ที่เเสดงความปลอดภัยของการใช้เฟลเคไนด์ในภาวะที่ไม่ใช่โรคหัวใจขาดเลือด จึงเป็นที่มาของงานวิจัยนี้ ระเบียบวิธีการวิจัย : ผู้จัดทำการวิจัย ได้เริ่มจากการคัดกรองผู้ป่วยที่ได้รับยาเฟลเคไนด์อย่างน้อย 1 โดสในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หลังจากนั้นได้ทำการทบทวน electronic medical record เพื่อบันทึกข้อมูลพื้นฐาน เเละข้อบ่งชี้ของการให้ยาฟลเคไนด์ ผล echocariography ได้ถูกบันทึกและทบทวนเพื่อความถูกต้อง ผู้ป่วยได้รับการติดตามไป 1 ปีเพื่อประเมินอุบัติการณ์ของ ventricular arrhythmias และอัตราเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ ผลการศึกษา : หลังจาการทำการคัดกรองผู้ป่วย 447 คนที่ได้รับยาเฟลเคไนด์อย่างน้อย 1 โดส พบว่ามี 107 คน (23.9 เปอร์เซ็นต์) ไม่มีข้อมูล echocardiography และ 4 คนที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปี หลังจากคัดผู้ป่วยดังกล่าวออกไปเหลือ 336 คน ที่นำมาศึกษา โดยพบว่า 47 คน (14 เปอร์เซ็นต์) มีความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจที่นิยามโดยงานวิจัยนี้ ในกลุ่มของคนไข้ที่มีความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ มี 2 คนที่เกิด VT/VF ระหว่างการตรวจติดตาม โดยทั้ง 2 คนพบว่ามี VT/VF ก่อนการได้รับยาเฟลเคไนด์อยู่เเล้ว ส่วน 1 คนเสียชีวิตระหว่างการติดตามใน 1 ปีโดยพบว่าเสียชีวิตจากโรคมะเร็งไตระยะกระจาย บทสรุป : สัดส่วนของผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจอยู่ 14 เปอร์เซ็นต์ โดยการศึกษานี้เเสดงให้เห็นว่าอัตราการเกิด VT/VF ไม่ได้ต่างกันระหว่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่มที่มีความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ กับกลุ่มโครงสร้างหัวใจปกติ ข้อจำกัดของการศึกษานี้คือข้อมูลที่ขาดหายไปของ echocardiography


Structure And Morphology Of Magnesium Channel By Coarse-Grained Monte Carlo And Molecular Dynamics Simulations, Warin Rangubpit Jan 2020

Structure And Morphology Of Magnesium Channel By Coarse-Grained Monte Carlo And Molecular Dynamics Simulations, Warin Rangubpit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Coarse-grained (CG) models have become a powerful tool for studying biomolecular complex systems with a wide range of potential applications such as large-scale protein motions, protein folding, self-assembly etc. Simulating such behaviors requires time scales which are not practically possible in all-atomistic simulations. This study presents a strategy for the application of CG simulations to investigate structural and morphological properties of cobalt-resistant magnesium channel (CorA) from Thermotoga maritima. Magnesium (Mg2+) plays a crucial function in a variety of physiological processes. The deficiency of magnesium can increase the risk of several health problems, for instance, diabetes, cardiovascular disease and osteoporosis. The …


การวินิจฉัยโรคพาร์กินสันโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง, หัสพล ธัมมิกรัตน์ Jan 2020

การวินิจฉัยโรคพาร์กินสันโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง, หัสพล ธัมมิกรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอวิธีการวินิจฉัยโรคพาร์กินสันด้วยการใช้การเรียนรู้ของเครื่องสำหรับการตรวจพบโรคพาร์กินสันในระยะเริ่มต้น โดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมแบบวนซ้ำชนิดพิเศษ Long Short-Term Memory กับข้อมูลโรคพาร์กินสันที่ได้รับจากผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยข้อมูลที่ใช้ประกอบไปด้วยข้อมูลจากเซ็นเซอร์และคีย์บอร์ดจากการเก็บข้อมูลจากผู้ร่วมทดสอบซึ่งมีทั้งกลุ่มควบคุมและผู้ป่วยจำนวนหนึ่งผ่านตัวควบคุมที่เก็บข้อมูลคีย์บอร์ดและเซ็นเซอร์ ซึ่งข้อมูลเซ็นเซอร์มีค่าตัวแปรความเร่งและมุม ข้อมูลคีย์บอร์ดคือการกดคีย์บอร์ดเป็นตัวอักษรพร้อมทั้งเวลาการกดคีย์บอร์ด การวิจัยนี้ทำเพื่อช่วยการวินิจฉัยแยกแยะระหว่างอาการสั่นหรือมีปัญหาทางการควบคุมการเครื่องไหวของผู้ป่วยโรคอื่นและผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน การวิจัยนี้ได้ใช้การเรียนรู้ของเครื่องเพื่อคัดกรองผู้ป่วยเบื้องต้นแทนการใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคพาร์กินสันสำหรับแพทย์แผนกผู้ป่วยนอกในวินิจฉัยการคัดกรองผู้ป่วยที่มีอาการใกล้เคียงอย่างการเคลื่อนไหว และความผิดปกติของระบบประสาทและสมอง ผลการวินิจฉัยพบว่าการเรียนรู้เครื่องสามารถตรวจพบการวินิจฉัยโรคพาร์กินสัน ได้ร้อยละความถูกต้องที่ 88.78 เปอร์เซ็นต์


ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา, มุทิตา มุสิการยกูล Jan 2020

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา, มุทิตา มุสิการยกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา วิธีดําเนินการวิจัย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นผู้สูงอายุเพศชายและหญิง จำนวน 448 คน มีอายุตั้งแต่ 60-80 ปี ที่มาใช้บริการหน่วยบริการปฐมภูมิของรัฐบาล ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามมีทั้งหมด 5 ตอน ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริมและพฤติกรรมป้องกันการหกล้ม มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.95 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่า ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและหาค่าความสัมพันธ์ของตัวแปรโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย พฤติกรรมการป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ปัจจัยเอื้อมีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการป้องกันการหกล้มในระดับต่ำ ปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการป้องกันการหกล้มในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับต่ำกว่า 0.05 สรุปผลการวิจัย ผู้สูงอายุอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พฤติกรรมการป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการหกล้ม ได้แก่ ปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง และปัจจัยเอื้อมีความสัมพันธ์ในระดับต่ำ


ผลของการฝึกเชิงซ้อนแบบเน้นความหนักเอกเซ็นตริกที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลชาย, พงศ์ชยุตม์ จักษุรักษ์ Jan 2020

ผลของการฝึกเชิงซ้อนแบบเน้นความหนักเอกเซ็นตริกที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลชาย, พงศ์ชยุตม์ จักษุรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกเชิงซ้อนแบบเน้นความหนักเอกเซ็นตริกกับการฝึกเชิงซ้อนแบบทั่วไปที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลชาย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬารักบี้ฟุตบอลชาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 28 คน อายุระหว่าง 18-25 ปี จากการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive sampling) โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มๆละ 14 คนเท่ากัน ด้วยวิธีการจับคู่ (Matched pair) โดยใช้ความแข็งแรงสัมพัทธ์เป็นเกณฑ์ กลุ่มที่ 1 ฝึกเชิงซ้อนแบบเน้นความหนักเอกเซ็นตริก กลุ่มที่ 2 ฝึกเชิงซ้อนแบบทั่วไป ทั้งสองกลุ่มทำการฝึก 2 วันต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ก่อนและหลังการฝึก 6 สัปดาห์ ทำการทดสอบพลังสูงสุด ความแข็งแรงสัมพัทธ์ แรงบิดสูงสุดของการเหยียดเข่าและการงอเข่า พลังของกล้ามเนื้อ ดัชนีปฏิกิริยาความแข็งแรง แรงปฏิกิริยาในแนวดิ่งสูงสุด ความเร็วสูงสุด และความเร็วระยะทาง 40 เมตร ทำการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบค่าที (Independent t-test) และเปรียบเทียบภายในกลุ่มด้วยการทดสอบค่าทีแบบรายคู่ (Paired t-test) โดยกำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัย ก่อนการวิจัย กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 มีค่าเฉลี่ยของอายุ ส่วนสูง น้ำหนัก ความแข็งแรงสัมพัทธ์ แรงบิดสูงสุดของการเหยียดเข่าและการงอเข่า ดัชนีปฏิกิริยาความแข็งแรง แรงปฏิกิริยาในแนวดิ่งสูงสุด ความเร็วสูงสุด และความเร็วระยะทาง 40 เมตร ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หลังการทดลองสัปดาห์ที่ 6 พบว่า กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 มีความแข็งแรงสัมพัทธ์ แรงบิดสูงสุดของการเหยียดเข่า พลังของกล้ามเนื้อ และความเร็วระยะทาง 40 เมตร แตกต่างจากก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้พบว่า กลุ่มที่ 1 มีการพัฒนาความแข็งแรงสัมพัทธ์ และแรงบิดสูงสุดของการเหยียดเข่า แตกต่างจากกลุ่มที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ไม่พบความแตกต่างกันของแรงบิดสูงสุดของการงอเข่า ดัชนีปฏิกิริยาความแข็งแรง …


ผลของการฟื้นตัวแบบมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่วมกับการนวดทางกีฬาทีมีต่อสมรรถนะในการว่ายน้ำในนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทย, พีรภาส จั่นจำรัส Jan 2020

ผลของการฟื้นตัวแบบมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่วมกับการนวดทางกีฬาทีมีต่อสมรรถนะในการว่ายน้ำในนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทย, พีรภาส จั่นจำรัส

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฟื้นตัวแบบมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่วมกับการนวดทางกีฬาต่อการเคลื่อนย้ายกรดแลคติกและสมรรถภาพในการว่ายน้ำในนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาว่ายน้ำตัวแทนทีมชาติ เพศชาย อายุระหว่าง 18 - 24 ปี จำนวน 15 คน เข้ารับการทดสอบ 3 รูปแบบการฟื้นตัว ได้แก่ การฟื้นตัวแบบมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่วมกับการนวด การฟื้นตัวแบบีกิจกรรมการเคลื่อนไหว และการฟื้นตัวด้วยการนวด การทดสอบแต่ละครั้ง เว้นระยะห่างกัน 1 สัปดาห์ ก่อนและหลังการฟื้นตัวแต่ละรูปแบบทำการบันทึกอัตราการเต้นของหัวใจ ความเข้มข้นของกรดแลคติกในกระแสเลือด อัตราเร็วของรอบแขนใน 1 นาที และเวลาที่ใช้ในการว่ายท่าฟรอนท์ครอล 100 เมตร นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติ หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที (Paired-simple t-test) เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการทดสอบ วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างและความแปรปรวนของค่าเฉลี่ยของตัวแปรต่าง ๆ ระหว่างกลุ่มและภายในกลุ่ม โดยใช้การทดสอบเปรียบเทียบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA measure) โดยวิธีของ Bonferroni กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า การฟื้นตัวแบบมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่วมกับการนวดเป็นวิธีการฟื้นฟูที่ส่งผลดีต่อการเคลื่อนย้ายกรดแลคติกและสมรรถภาพในการว่ายน้ำ ได้ดีกว่าการฟื้นตัวแบบมีกิจกรรมการเคลื่อนไหว และการฟื้นตัวด้วยการนวด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 สรุปผลการวิจัย การฟื้นตัวแบบมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่วมกับการนวดเป็นวิธีที่ช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพของนักกีฬาว่ายน้ำภายหลังการออกกำลังกายหรือการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพ


ผลของสารอีดีทีเอต่อการดูดดึงแคดเมียมในดินปนเปื้อนด้วยเฮมพ์, อชิรญาณ์ คเณศรักษพงษ์ Jan 2020

ผลของสารอีดีทีเอต่อการดูดดึงแคดเมียมในดินปนเปื้อนด้วยเฮมพ์, อชิรญาณ์ คเณศรักษพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาผลของสารอีดีทีเอต่อการดูดดึงแคดเมียมในดินปนเปื้อนด้วยเฮมพ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการใช้สารอีดีทีเอในการบำบัดดินปนเปื้อนด้วยการปลูกเฮมพ์ เพื่อศึกษาความสามารถของพืชในการดูดดึง และสะสมแคดเมียมไปไว้ส่วนต่าง ๆ และทำการประเมินความเสี่ยงจากการปลูกเฮมพ์ที่ผ่านการปลูกในดินปนเปื้อนแคดเมียม เพื่อใช้เป็นแนวทางในการนำไปใช้ประโยชน์ โดยแบ่งชุดการทดลองออกเป็น 4 ชุด ได้แก่ 1) ชุดควบคุมที่ 1 ดินไม่ปนเปื้อนแคดเมียม (C1) 2) ชุดควบคุมที่ 2 ดินปนเปื้อนแคดเมียม (C2) 3) ชุดดินปนเปื้อนแคดเมียมที่เติมสารอีดีทีเอ ในอัตราส่วน 1:1 โมล (T1) และ 4) ชุดดินปนเปื้อนแคดเมียมที่เติมสารอีดีทีเอ ในอัตราส่วน 1:2 โมล (T2) และทำการทดลองเป็นระยะเวลา 120 วัน โดยนับวันที่เพาะปลูกเมล็ดเฮมพ์ลงในกระถางเป็นวันแรกของการทดลอง และได้ทำการเก็บตัวอย่างดินและพืชที่ระยะเวลา 30, 60, 90 และ 120 วัน เพื่อวิเคราะห์ปริมาณการดูดดึงและสะสมแคดเมียมในส่วนใต้ดิน (ราก) และส่วนเหนือดิน (ลำต้นและใบ) ของเฮมพ์ ผลการศึกษาพบว่า เมื่อสิ้นสุดการทดลอง ชุดการทดลอง T1 เป็นชุดที่มีประสิทธิภาพในการบำบัดดินปนเปื้อนแคดเมียมสูงที่สุด อีกทั้งยังเป็นชุดการทดลองที่เฮมพ์มีการดูดดึงและสะสมแคดเมียมไปไว้ในส่วนต่าง ๆ สูงสุดเช่นกัน รองลงมาคือ ชุดการทดลอง C2>T2>C1 ตามลำดับ นอกจากนั้นยังพบว่าที่ระยะเวลา 120 วัน ชุดการทดลอง T1 มีปริมาณแคดเมียมสะสมในดินน้อยที่สุด เท่ากับ 30.03 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และพบว่า เฮมพ์มีความสามารถในการสะสมแคดเมียมในส่วนรากสูงที่สุดในทุกชุดการทดลอง รองลงมาคือ เปลือก>แกน>ใบ สาเหตุที่เฮมพ์ที่ปลูกในชุดการทดลอง T2 ซึ่งมีการเติมสารอีดีทีเอในปริมาณความเข้มข้นสูงนั้น มีการสะสมแคดเมียม (112.70 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) น้อยกว่าชุดการทดลอง T1 และ C2 ที่มีค่าการสะสมแคดเมียมในรากเท่ากับ 122.07 และ 116.55 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ นั้นอาจเกิดมาจากการเติมสารอีดีทีเอในปริมาณความเข้มข้นที่สูงเกินไป จึงส่งผลกระทบทำให้เกิดความเป็นพิษต่อพืช เมื่อทำการประเมินความเสี่ยงจากความเป็นพิษของแคดเมียมผ่านการกิน บริเวณส่วนเปลือก (เส้นใย) …


Protein-Bound Uremic Toxins Lowering Effect Of Sevelamer In Pre-Dialysis Chronic Kidney Disease Patients With Hyperphosphatemia: A Randomized Controlled Trial, Kullaya Takkavatakarn Jan 2020

Protein-Bound Uremic Toxins Lowering Effect Of Sevelamer In Pre-Dialysis Chronic Kidney Disease Patients With Hyperphosphatemia: A Randomized Controlled Trial, Kullaya Takkavatakarn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: P-cresyl sulfate and indoxyl sulfate are strongly associated with cardiovascular events, and all-cause mortality in chronic kidney disease (CKD). This study was conducted to compare the effects between sevelamer and calcium carbonate on protein-bound uremic toxins in pre-dialysis CKD patients with hyperphosphatemia. Methods: After 2 weeks of the run-in period, 40 pre-dialysis CKD patients with persistent hyperphosphatemia were randomly assigned to receive either daily 2,400 mg of sevelamer or 1,500 mg of calcium carbonate for 24 weeks. Serum p-cresyl sulfate, indoxyl sulfate, fibroblast growth factor 23 (FGF23), lipid profiles, and high sensitivity C-reactive protein (hs-CRP) were evaluated. The primary …


Insight Of Policy Support For Energy Efficiency Investment : Case Study Of Hotel Sector In Thailand, Athita Vivatpinyo Jan 2020

Insight Of Policy Support For Energy Efficiency Investment : Case Study Of Hotel Sector In Thailand, Athita Vivatpinyo

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study used the cost curve of energy efficiency measures to find the level of the cost of energy efficiency measures comparing with the energy price and the opportunities for policy change for enhancing energy efficiency implementation for the Thai hotel sector. The study was conducted in two parts. First, energy efficiency measures, investment costs, energy savings and related information were derived from three Department of Alternative Energy Development and Efficiency's projects, which are (1) Energy Efficiency Revolving Fund, (2) Energy Service Company Revolving Fund, (3) DEDE Demand Side Management Bidding. The cost curve of energy efficiency measures indicates that …


The Representation Of Queen Elizabeth Ii In "The Crown" Series, Pongsatorn Suksuphrot Jan 2020

The Representation Of Queen Elizabeth Ii In "The Crown" Series, Pongsatorn Suksuphrot

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This paper aims at answering the research question: what is the perception of the British media towards the British Royal Family? The answer is that the British media (the CROWN series) obviously focused on the representation of the protagonist of the series, Queen Elizabeth II, which is their view could be depicted into 4 main characters: the Sovereign, the Head of the Commonwealth, the Head of the Church of England and the Stability of the British Monarchy, and a Wife and Mother. These four depictions of the Queen showed that the perception of the British media towards the Queen was …


Aloe Vera And Health Outcomes: An Umbrella Review Of Systematic Reviews And Meta-Analyses, Saranrat Sadoyu Jan 2020

Aloe Vera And Health Outcomes: An Umbrella Review Of Systematic Reviews And Meta-Analyses, Saranrat Sadoyu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This umbrella review aims to summarize and assess the effects of Aloe vera on health outcomes. Methods: Only systematic reviews and meta-analyses of clinical trials that investigated the effects of Aloe vera on health outcomes were eligible. PubMed, Scopus, Embase, Cochrane database of systematic reviews, CINAHL, and AMED were searched from inception to October 2019. Two independent reviewers extracted data, assessed the methodological quality, and rated the credibility of evidence according to established criteria into convincing, highly suggestive, suggestive, weak, and not significant. Results: Ten articles reporting 71 unique outcomes of Aloe vera were included. Of these, 47 (67%) were …


Production Of Recombinant Protein Ltb-Ctla4 By Transient Plant-Based Expression Using Geminiviral Vector, Sutita Yiemchavee Jan 2020

Production Of Recombinant Protein Ltb-Ctla4 By Transient Plant-Based Expression Using Geminiviral Vector, Sutita Yiemchavee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Cancer is one of the leading global causes of death. In 2018, WHO estimated that 9.6 million patients died from cancer, with 18.1 million new cases emerged. In recent years, immunotherapy is considered as a treatment improving cancer-related immune function by manipulating the immune checkpoints in the immune system. Cytotoxic-T-lymphocyte antigen 4 (CTLA-4) is a immune checkpoint transmembrane protein. The expression of CTLA-4 on the surface of activated T-cell could downregulate the production and proliferation of cytotoxic T-lymphocyte cells (CTLs). CTLs are the host-defended immune cells that could retard the growth of cancer cells by recognizing the tumor-associated antigens expressed …


Formulation Development Of Extended And Immediate Release Tablets Using Extrusion-Based 3d Printing Technology, Yee Mon Than Jan 2020

Formulation Development Of Extended And Immediate Release Tablets Using Extrusion-Based 3d Printing Technology, Yee Mon Than

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Fused deposition modelling (FDM) based 3D printing technology for oral solid dosage form has shown promising results in the fabrication of individualized tablets compared to conventional method. However, the main concern of this technique is the quality of drug loaded filament including mechanical properties such as flexibility, stiffness and brittleness. To cope with these problems, filaments were produced via hot melt extrusion (HME) by screening and characterizing a series of pharmaceutical mixtures (6 types of polymers and 5 types of disintegrants) and processing parameters for specifying the design space in Design of Experiment (DoE). Therefore, the purposes of the present …


การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์ทดแทนครีมเทียมแบบผงจากผงแป้งกล้วยหอม, จิดาภา วงศ์รุ่งเรือง Jan 2020

การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์ทดแทนครีมเทียมแบบผงจากผงแป้งกล้วยหอม, จิดาภา วงศ์รุ่งเรือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ผงแป้งที่ผลิตจากกล้วยดิบมีปริมาณแป้งที่ทนการย่อย (resistant starch) สูงกว่าแป้งหลายชนิด เช่น แป้งข้าวโพด แป้งมันสำปะหลัง ซึ่งได้รับความนิยมสูงในการนำมาเป็นส่วนผสมของอาหารเพื่อสุขภาพและเพิ่มมูลค่าในผลิตภัณฑ์อาหาร การวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาคุณสมบัติของผงจากแป้งกล้วยหอมดิบเปรียบเทียบกับครีมเทียมในตลาด เพื่อศึกษาลักษณะของความต้องการ ระดับความต้องการของตลาด และความเป็นไปได้ในการดำเนินงานและการลงทุนผลิต ทำการศึกษาด้วยการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ “แป้งกล้วยหอม” รวมถึงทำการทดสอบเกี่ยวกับความพึงพอใจ ลักษณะ และปริมาณความต้องการของผู้บริโภค ผสมกับการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และใช้การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม (Questionnaire) จากอาสาสมัครจำนวน 30 คน เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ สรุปผล และศึกษาหาแนวทางความเป็นไปได้ในการนำนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ ผลจากการวิจัยเชิงทดลองพบว่าคุณค่าทางโภชนาการพบว่าผงแป้งกล้วยหอมให้พลังงานต่ำสุดเมื่อทำการเทียบกับครีมเทียมสูตรออริจินัลและสูตรปราศจากไขมัน ผลการวิจัยเชิงปริมาณในการทดสอบความพึงพอใจในด้านสรรพคุณของแป้งกล้วยพบว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญอันดับแรกคือ ดัชนีน้ำตาลต่ำที่ร้อยละ 20.83 อันดับที่สองคือรสชาติและแป้งทนต่อการย่อย ที่ร้อยละ 15.6 และอันดับที่สามคือ ไม่มีไขมันทรานส์ ที่ร้อยละ 12.74. ผลด้านของการยอมรับผลิตภัณฑ์ผงแป้งกล้วยหอมดิบต้นแบบข้อมูลจากกลุ่มอาสาสมัครที่ทำได้ทำการชิมผลิตภัณฑ์ตัวอย่างพบว่าความชอบโดยรวมยังต่ำกว่าผลิตภัณฑ์ครีมเทียมแบบผงที่ 4.37 ต่อ 7 จากคะแนนเต็ม 9 คะแนน ผลด้านประสิทธิภาพทางด้านตลาดพบว่ามีผู้สนใจซื้อ ร้อยละ 54.17 และผลการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการดำเนินงานและลงทุนผลิตมีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 2 ปี 1 เดือน มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) จากการลงทุนประมาณ 5,564,180 บาท และอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) จากการลงทุนประมาณ 64.56%


การวิเคราะห์ประเมินผลความสำเร็จของโครงการคนไทยไร้พุงในผู้สูงอายุกรณีศึกษา โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พิมพิกา มุขเพ็ชร Jan 2020

การวิเคราะห์ประเมินผลความสำเร็จของโครงการคนไทยไร้พุงในผู้สูงอายุกรณีศึกษา โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พิมพิกา มุขเพ็ชร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์ปัญหาด้านสุขภาพของผู้สูงอายุในชุมชนวัดบรมนิวาส 2) วิเคราะห์ปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินโครงการคนไทยไร้พุงในผู้สูงอายุ และ 3) เสนอแนะแนวทาง ปรับปรุง แก้ไขในการพัฒนาโครงการคนไทยไร้พุงในผู้สูงอายุ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้การเก็บข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ บุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจ กลุ่มภาคีเครือข่าย และผู้สูงอายุที่เข้าร่วมโครงการคนไทยไร้พุง จำนวน 12 ท่าน ผลการศึกษาพบว่า 1) สถานการณ์การเข้าถึงสิทธิการรักษาของผู้สูงอายุในชุมชนวัดบรมนิวาส มีความทั่วถึงคนในชุมชน 2) สถานการณ์ด้านสุขภาพ การเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง มีความสอดคล้องกับการดำเนินโครงการคนไทยไร้พุงในผู้สูงอายุ และ 3) การนำรูปแบบ CIPP Model มาประเมินผลสำเร็จของโครงการ พบว่า ด้านบริบท การดำเนินโครงการคนไทยไร้พุงในผู้สูงอายุมีความสอดคล้องกับปัญหาสุขภาพของคนในชุมชน ด้านปัจจัยนำเข้า พบว่า บุคลากรทางการแพทย์สามารถถ่ายทอดความรู้ได้อย่างเข้าใจ มีรูปแบบกิจกรรมที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรม งบประมาณที่ใช้ในโครงการไม่ได้รับจัดสรรมาจากหน่วยงานภาครัฐ แต่มีความพร้อมในการดำเนินกิจกรรม เนื่องจากได้รับการสนับสนุนเงินจากแพทย์ผู้จัดทำโครงการ ด้านกระบวนการ รูปแบบการดำเนินกิจกรรมมีความเหมาะสม แต่มีความคิดเห็นต่างกันในเรื่องระยะเวลาการดำเนินกิจกรรม เนื่องจากการออกกำลังกายต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ จึงควรจัดกิจกรรมบ่อยขึ้น แต่การจัดกิจกรรมบ่อยขึ้นจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่ชัดเจน ด้านผลผลิต พบว่า โครงการคนไทยไร้พุงในผู้สูงอายุมีความสอดคล้องกับความต้องการของคนในชุมชนและบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ทั้งนี้ในการดำเนินโครงการพบปัญหาและอุปสรรค คือ ผู้เข้าร่วมโครงการมีจำนวนน้อยและสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 จากการศึกษามีข้อเสนอแนะ คือ การสร้างความร่วมมือกันระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และอาสาสมัครชุมชนลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการมากขึ้น แต่เนื่องจากการดำเนินโครงการอยู่ในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 จึงควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคโควิด-19


The Strategic Development Of Tesla Motor's New Energy Vehicles In China, Longfei Zeng Jan 2020

The Strategic Development Of Tesla Motor's New Energy Vehicles In China, Longfei Zeng

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

http://doi.org/10.58837/CHULA.IS.2020.44


Production Of Biodegradable Uv Protection Film Using Cellulose And Lignin Extracted From Oil Palm Empty Fruit Bunch, Muhammad Taufiq Haqiqi Jan 2020

Production Of Biodegradable Uv Protection Film Using Cellulose And Lignin Extracted From Oil Palm Empty Fruit Bunch, Muhammad Taufiq Haqiqi

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The optimized process for cellulose extraction from oil palm empty fruit bunch (EFB) consisting of acid pretreatment (0.5% (v/v) H2SO4), alkaline extraction (15% (w/w) NaOH), and chlorine-free bleaching (10% (w/v) H2O2) yielded pulp with the highest cellulose content at 83.42%. The EFB cellulose was then etherified into carboxymethyl cellulose (CMC) which was readily water-soluble (81.32%). The EFB CMC (2.5% (w/v)) was blended with glycerol (0.5 % (w/v)) to produce a composite film by a solution casting method. Lignin obtained from acid precipitation of the EFB black liquor was added into the film at different concentrations, and its influence on the …


การสำรวจปัญหาและแนวทางพัฒนานโยบายเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของแรงงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย, ณัฐนันท์ เทียมเมฆ Jan 2020

การสำรวจปัญหาและแนวทางพัฒนานโยบายเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของแรงงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย, ณัฐนันท์ เทียมเมฆ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตแรงงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย และ 2) นำเสนอแนวทางพัฒนานโยบายเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของแรงงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การวิจัยเอกสาร ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มผู้ผลักดันนโยบายและแรงงานในกองถ่ายทำภาพยนตร์ประเภททีมงานใต้เส้น เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยผู้วิจัยได้ประยุกต์ใช้แนวคิดเรื่ององค์ประกอบคุณภาพชีวิต 4 ด้าน มาเป็นกรอบในการศึกษาปัญหา ได้แก่ ร่างกาย จิตใจ ความสัมพันธ์ทางสังคม และสิ่งแวดล้อม ผลการวิจัยพบว่า แรงงานเผชิญกับปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตทั้ง 4 ด้าน โดยปัญหาที่มีความสำคัญที่สุดคือ ปัญหาสุขภาพและการพักผ่อน ปัญหาอุบัติเหตุในการทำงาน ปัญหาที่เกิดจากสภาวะทางจิตใจและอารมณ์ เป็นต้น โดยผู้วิจัยหยิบยกปัญหาที่มีความสำคัญเหล่านี้มานำเสนอเป็นแนวทางพัฒนานโยบายเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของแรงงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ในรูปแบบข้อเสนอแนะต่อ ยุทธศาสตร์การส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ประกอบไปด้วยแนวทาง ส่งเสริมมาตรฐานความปลอดภัย คุ้มครองชั่วโมงการทำงานที่เป็นธรรม ส่งเสริมการศึกษาด้านภาพยนตร์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ สนับสนุนการรวมกลุ่มของแรงงาน และ พัฒนาหน่วยงานด้านภาพยนตร์ที่มีบทบาทต่อการกำกับดูแลโดยตรง ซึ่งเป็นข้อมูลสนับสนุนให้การออกแบบแนวทางการแก้ไขปัญหาของภาครัฐมีเหตุผลประกอบการตัดสินใจ และมีหลักเกณฑ์การพิจารณาที่ครอบคลุมในหลากหลายมิติ


การกำหนดโทษทางอาญาในกฎหมายควบคุมมลพิษของไทย, ฐิติพร เจริญสุข Jan 2020

การกำหนดโทษทางอาญาในกฎหมายควบคุมมลพิษของไทย, ฐิติพร เจริญสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาถึงการกำหนดโทษทางอาญาในกฎหมายควบคุมมลพิษของประเทศไทย โดยโรงงานอุตสาหกรรมก่อให้เกิดทั้งมลพิษทางอากาศ มลพิษทางน้ำและมลพิษที่เกี่ยวกับของเสียอันตราย อันก่อให้เกิดผลกระทบและความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์ในวงกว้าง ซึ่งถือได้ว่าการที่โรงงานอุตสาหกรรมก่อให้เกิดมลพิษดังกล่าวเป็นการก่ออาชญากรรมสิ่งแวดล้อมขึ้นแล้ว จึงสมควรแก่การนำโทษทางอาญามาบังคับใช้ในการป้องกันและปราบปรามกรณีที่โรงงานอุตสาหกรรมได้ก่อให้เกิดมลพิษขึ้น จากการศึกษาเป็นที่ประจักษ์ว่า ลักษณะการกระทำความผิดทางอาญาที่ปรากฏในกฎหมายควบคุมมลพิษของทั้งประเทศไทย ประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและประเทศสหรัฐอเมริกาประกอบด้วย 3 ประการ โดยการกำหนดโทษทางอาญาสำหรับความผิดเนื่องจากการก่อให้เกิดมลพิษและความผิดฐานละเว้นไม่ปฏิบัติตามมาตรการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมีบทบาทสำคัญในการป้องกันและปราบปรามการก่อมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในขณะเดียวกันการกำหนดโทษทางอาญาสำหรับความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือคำสั่งที่เจ้าหน้าที่รัฐกำหนดนั้นไม่เหมาะสมต่อความรุนแรงของการกระทำความผิดและไม่เป็นไปตามแนวคิดอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด ด้วยเหตุตามที่กล่าวข้างต้น ผู้เขียนจึงขอเสนอแนะให้ประเทศไทยสมควรกำหนดโทษทางปกครองหรือกำหนดค่าปรับเป็นพินัยสำหรับความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือคำสั่งที่เจ้าหน้าที่รัฐกำหนดแทนโทษทางอาญาที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายควบคุมมลพิษในปัจจุบัน เพื่อให้สอดคล้องกับความร้ายแรงของการกระทำและตามแนวทางของกฎหมายควบคุมมลพิษของต่างประเทศ


Association Between Smartphone Addiction And Mental Health During The Covid-19 Pandemic 2021 Among Inner Mongolia Medical University Students, The People's Republic Of China, Longlong Zhao Jan 2020

Association Between Smartphone Addiction And Mental Health During The Covid-19 Pandemic 2021 Among Inner Mongolia Medical University Students, The People's Republic Of China, Longlong Zhao

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Smartphone is currently playing a crucial role; consequently, many smartphone users have become addicted and eventually resulted in psychological problems. This study intends to assess an association between smartphone addition and mental health among students of Inner Mongolia Medical University. The researcher employed random sampling technique in data collection by having 500 students of Inner Mongolia Medical University. The questionnaires distributed cover such topics as demographic characteristics; smartphone use behaviors; smartphone addiction scale (SAS-SV) questionnaire; life experience during COVID-19 questionnaire and depression anxiety and stress Scale (DASS-21) questionnaire. As for data analysis, binary logistic regression and multivariable logistic regression for …


Factors Related To Behavior Of Mothers In Child Care Influencing On Diarrhea Among Children Aged Under 2 Years In Myanmar, Yair Naing Oo Jan 2020

Factors Related To Behavior Of Mothers In Child Care Influencing On Diarrhea Among Children Aged Under 2 Years In Myanmar, Yair Naing Oo

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Diarrhea among children aged under 2 years remains a huge challenge for Myanmar because it is the fourth leading cause of death among children aged under 5 years. This study aimed to find the association between maternal behavior in childcare and diarrhea among children aged under 2 years in Myanmar. Cross-sectional data was obtained from the 2015 Myanmar Demographic and Health Survey used for the study. A total of 1655 children, aged 0–23 months and who are the youngest and lived with their mothers, were selected for this study. The prevalence of diarrhea among Myanmar children under two years old …