Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (981)
- Medical Sciences (830)
- Engineering (502)
- Physical Sciences and Mathematics (489)
-
- Nursing (445)
- Education (401)
- Dentistry (357)
- Life Sciences (355)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Sports Sciences (286)
- Veterinary Medicine (284)
- Public Health (272)
- Business (246)
- Economics (220)
- Sociology (220)
- Chemistry (191)
- Arts and Humanities (183)
- Architecture (181)
- Psychology (161)
- Law (156)
- Health and Physical Education (145)
- Mental and Social Health (145)
- Other Mental and Social Health (143)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (136)
- Environmental Sciences (133)
- Civil and Environmental Engineering (126)
- Communication (120)
- Communication Technology and New Media (120)
- Mass Communication (120)
- Keyword
Articles 241 - 270 of 6481
Full-Text Articles in Entire DC Network
ผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด - 19 ต่อพฤติกรรมการเล่นพนันในกลุ่มนักพนันชาวไทย, สุรางคนางค์ อยู่เย็น
ผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด - 19 ต่อพฤติกรรมการเล่นพนันในกลุ่มนักพนันชาวไทย, สุรางคนางค์ อยู่เย็น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเล่นพนันของนักพนันชาวไทยในช่วงก่อนและหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมทั้งศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเป็นนักพนันที่มีปัญหา ตลอดจนศึกษาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อการเป็นนักพนันที่มีปัญหาของนักพนันชาวไทยด้วย โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากการสำรวจของโครงการศึกษาสถานการณ์ และผลกระทบการพนันในประเทศไทยประจำปี พ.ศ. 2562 และปี พ.ศ. 2564 ที่จัดทำโดยศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้ข้อมูลที่แสดงถึงความรุนแรงในการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระดับจังหวัดจากประกาศคำสั่งการกำหนดเขตพื้นที่ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงใช้ข้อมูลจังหวัดที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และข้อมูลจำนวนสถานีตำรวจของแต่ละจังหวัดจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ Logistic Regression Model ร่วมกับเทคนิค Difference in Differences (DID) ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการเล่นพนันของนักพนันชาวไทยในช่วงก่อนและหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีลักษณะใกล้เคียงกัน ทั้งในแง่ของความถี่ในการเล่น จำนวนเงินวางเดิมพัน ประเภทของการพนันซึ่งการพนันที่นิยมเล่น คือ สลากกินแบ่งรัฐบาล และนักพนันส่วนใหญ่ถูกประเมินว่าเป็นนักพนันที่มีความเสี่ยงปานกลางที่จะเป็นนักพนันที่มีปัญหา สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อความน่าจะเป็นในการเป็นนักพนันที่มีปัญหาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ เขตที่พักอาศัย จังหวัดที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน และจำนวนสถานีตำรวจ นอกจากนี้การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังส่งผลให้ความน่าจะเป็นในการเป็นนักพนันที่มีปัญหาลดลงในระดับประเทศ แต่เมื่อพิจารณาในระดับจังหวัด พบว่า นักพนันที่อยู่ในจังหวัดที่มีความรุนแรงในการแพร่ระบาดของโควิด-19 มากกว่ามีความน่าจะเป็นในการเป็นนักพนันที่มีปัญหาสูงกว่านักพนันที่อยู่ในจังหวัดที่มีความรุนแรงในการแพร่ระบาดของโควิด-19 น้อย อาจเนื่องมาจากนักพนันเหล่านั้นมักได้รับผลกระทบที่ทำให้มีปัญหาจากการเล่นพนันที่สูงกว่า เช่น เกิดความเครียด มีปัญหาเรื่องสุขภาพ และประสบปัญหาทางด้านการเงินจากการเล่นพนันที่มากกว่าด้วย ซึ่งปัญหาในกลุ่มของนักพนันที่มีปัญหานี้ถือว่าเป็นปัญหาสาธารณสุขประเภทหนึ่งที่ต้องได้รับการแก้ไข ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำหน้าที่ออกนโยบายเพื่อควบคุมหรือบรรเทาปัญหาในกลุ่มนักพนันที่มีปัญหา เช่น จัดตั้งหน่วยงานบำบัดผู้เป็นนักพนันที่มีปัญหาหรือทำการออกนโยบายควบคุมการเข้าถึงการเล่นพนันในสังคม
The Kathina Robe Offering Festival In Myanmar: Unveiling Social Dynamics And Cultural Identity, May Zin Nyunt
The Kathina Robe Offering Festival In Myanmar: Unveiling Social Dynamics And Cultural Identity, May Zin Nyunt
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research paper examines the Kathina Robe Offering Festival in Myanmar, a major cultural and religious event that has plays an important role in building social cohesion, preserving cultural identity, and perpetuating Buddhist beliefs. Anchored in the Theravada Buddhist practices of generosity (dana), merit-making, and rejoicing, the Kathina Festival is a significant expression of communal and religious values in Myanmar's diverse society. This study aims to identify the multi-faceted role played by the Kathina festival in urban and regional perspectives, and it explains how it is used to create community cohesiveness in Yangon, or how local cultural nuances differ from …
วิธีปฏิบัติของครูในการส่งเสริมความคิดเกี่ยวกับตนเองของเด็กวัยอนุบาลในกรุงเทพมหานคร, ปัญชญา แก้วมาลัยรัตน์
วิธีปฏิบัติของครูในการส่งเสริมความคิดเกี่ยวกับตนเองของเด็กวัยอนุบาลในกรุงเทพมหานคร, ปัญชญา แก้วมาลัยรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาวิธีปฏิบัติของครูในการส่งเสริมความคิดเกี่ยวกับตนเองของเด็กวัยอนุบาลในกรุงเทพมหานครใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการเป็นแบบอย่างการมีความคิดที่ดีเกี่ยวกับตนเอง 2) ด้านการชี้แนะมุมมองที่ดีเกี่ยวกับตนเอง และ 3) ด้านการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความสำเร็จ ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ครูประจำชั้นอนุบาลปีที่ 1-3 จำนวน 445 คน จากโรงเรียนในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำแนกตามสังกัด ได้แก่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า วิธีปฏิบัติของครูในการส่งเสริมความคิดเกี่ยวกับตนเองของเด็กวัยอนุบาล ในภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก (M = 4.14) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยคะแนนการปฏิบัติสูงที่สุด คือ ด้านการชี้แนะมุมมองที่ดีเกี่ยวกับตนเอง (M = 4.28) รองลงมาคือ ด้านการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความสำเร็จ (M = 4.08) และด้านการเป็นแบบอย่างการมีความคิดที่ดีเกี่ยวกับตนเอง (M = 4.05) ตามลำดับ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า 1) ด้านการเป็นแบบอย่างการมีความคิดที่ดีเกี่ยวกับตนเอง ครูมีการปฏิบัติอยู่ที่ระดับมาก และด้านที่มีค่าเฉลี่ยคะแนนสูงที่สุด คือ การอยู่ร่วมกับผู้อื่น (M = 4.30) โดยครูส่วนใหญ่ชื่นชมการกระทำที่ดีของตนเองให้เด็กฟังด้วยการเล่าเกี่ยวกับการกระทำที่ดีของตนเองในการทำกิจวัตรประจำวัน การช่วยเหลือผู้อื่น หรือลักษณะนิสัยที่ดีของตนเอง อุปสรรคที่พบคือ เด็กมักจะเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของคนรอบตัวและนำไปใช้กับคนอื่น แนวทางแก้ไขคือ ครูควรพูดคุยกับผู้ปกครองเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในห้องเรียนเพื่อสอบถามถึงสาเหตุและขอความร่วมมือในการช่วยปรับพฤติกรรมเด็ก รวมถึงระมัดระวังการแสดงพฤติกรรมทั้งของตนเองทั้งในและนอกห้องเรียน 2) ด้านการชี้แนะมุมมองที่ดีเกี่ยวกับตนเอง ครูมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และด้านที่มีค่าเฉลี่ยคะแนนการปฏิบัติสูงที่สุด คือ การสอนเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกับผู้อื่น (M = 4.61) โดยครูส่วนใหญ่ให้ข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับผลงานของเด็ก ด้วยการนำผลงานของเด็กให้ผู้อื่นชื่นชม บอกสิ่งที่ดีในผลงานของเด็กและให้คำแนะนำเพิ่มเติมโดยไม่นำไปเปรียบเทียบกับคนอื่น อุปสรรคที่พบคือ เด็กในห้องเรียนมีระดับความสามารถแตกต่างกัน แนวทางแก้ไขคือ ครูต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ธรรมชาติของเด็กและใช้วิธีการชี้แนะที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน 3) ด้านการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความสำเร็จ พบว่า ครูมีการปฏิบัติอยู่ที่ระดับมาก และด้านที่มีค่าเฉลี่ยคะแนนการปฏิบัติสูงที่สุดคือ การกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กเห็นความก้าวหน้า (M …
การสังเคราะห์แนวทางการส่งเสริมความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรคสำหรับนักเรียนประถมศึกษา, กรองทอง โตวรวิรัตน์
การสังเคราะห์แนวทางการส่งเสริมความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรคสำหรับนักเรียนประถมศึกษา, กรองทอง โตวรวิรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในการดำเนินชีวิตนั้นทุกคนต้องประสบกับปัญหา หรืออุปสรรค ความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรคจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาทักษะชีวิตของนักเรียนให้เติบโตพร้อมจะฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพ และปัญหาในการส่งเสริมความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรคสำหรับนักเรียนประถมศึกษา 2) เพื่อสังเคราะห์แนวทางการส่งเสริมความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรคสำหรับนักเรียนประถมศึกษา ใช้การวิจัยเชิงผสานวิธี โดยใช้แบบสำรวจสภาพ และปัญหา การสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 856 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสำรวจสภาพ และปัญหาในการส่งเสริมความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรคสำหรับนักเรียนประถมศึกษา เป็นลักษณะแบบประมาณค่า 5 ระดับ ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพ และปัญหาการส่งเสริมความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรคสำหรับนักเรียนประถมศึกษาทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านหลักสูตร ด้านสภาพแวดล้อม และบรรยากาศการเรียนรู้ ด้านการจัดการเรียนรู้ และด้านการวัด และประเมินผล มีสภาพในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก แต่มีปัญหาในการปฏิบัติงาน อยู่ในระดับปานกลาง 2) แนวทางการส่งเสริมความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรคสำหรับนักเรียนประถมศึกษา ประกอบไปด้วย ด้านหลักสูตร (1) การวิเคราะห์หลักสูตรโรงเรียน และ (2) การบูรณาการความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรคเข้ากับตัวหลักสูตร ด้านสภาพแวดล้อม และบรรยากาศการเรียนรู้ (1) สร้างบรรยากาศของการเรียนรู้ที่เหมาะสม และ (2) การจัดสภาพห้องเรียน และ (3) การทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างโรงเรียน ครู และผู้ปกครอง ด้านการจัดการเรียนรู้ (1) การวางแผนการจัดการเรียนรู้ (2) การวิเคราะห์นักเรียน และ (3) การดำเนินกิจกรรมการส่งเสริมความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรค และด้านการวัด และประเมินผล (1) การจัดทำเอกสารแนวทางในการวัด และประเมินผล (2) กระบวนการวัด และประเมินผลนักเรียนหลากหลายรูปแบบ และ (3) การติดตามความก้าวหน้า
การประเมินความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21, ขนิษฐา นิ่มดำ
การประเมินความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21, ขนิษฐา นิ่มดำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของครูสุขศึกษา 2) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของครูสุขศึกษา ในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาของครูสุขศึกษา ในศตวรรษที่ 21 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูสุขศึกษาในโรงเรียน สังกัด สพฐ. จำนวน 252 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์จัดลำดับความสำคัญ โดยใช้สูตร Priority Needs Index แบบปรับปรุง (PNImodified) และการศึกษาแนวทางการวิจัย โดยใช้หลักการแนวคิดของความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของครูสุขศึกษาด้านสื่อเเละเเหล่งการเรียนรู้เพศศึกษา ในภาพรวมจัดอยู่ในระดับปานกลางถึงน้อยทุกด้าน ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์ในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ในภาพรวมจัดอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน 2) ความต้องการจำเป็นของครูสุขศึกษา ในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของครูสุขศึกษา มีดัชนีความต้องการจำเป็นในทุกด้าน โดยด้านการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้เพศศึกษา มีความจำเป็นมากที่สุด (PNImodified= 0.72) ขณะที่ด้านสื่อเเละเเหล่งการเรียนรู้เพศศึกษา มีความจำเป็นน้อยที่สุด (PNImodified= 0.51) และ 3) แนวทางพัฒนาการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของครูสุขศึกษาในภาพรวม ผู้เชี่ยวชาญประเมินคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงตามลำดับ พบว่าความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ลำดับแรกคือ ด้านสาระการเรียนรู้เพศศึกษา รองลงมาคือ ด้านวัตถุประสงค์การจัดการเรียนรู้เพศศึกษาด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้เพศศึกษา ด้านสื่อเเละเเหล่งการเรียนรู้เพศศึกษา ด้านหลักการจัดการเรียนรู้เพศศึกษา และด้านการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้เพศศึกษา ตามลำดับ
Development Of Pesticide Labeling Literacy Scale In Thai Rice Farmer, Phiranut Saeneewong Na Ayuttaya
Development Of Pesticide Labeling Literacy Scale In Thai Rice Farmer, Phiranut Saeneewong Na Ayuttaya
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research was designed as a mixed methods study that aimed to 1) develop and validate a pesticide labeling literacy scale for Thai rice farmers. and 2) evaluate the pesticide labeling literacy level by using the scale development among 400 Thai rice farmers in the central region of Pathum Thani, Chachoengsao, Suphan Buri, Nakhon Sawan, Chi Nat, Sing Buri, Uthai Thani, and Phra Nakhon Si Ayutthaya. The population was selected using a simple random sampling method. Descriptive statistics were used to analyze the general information of rice farmers. The factor analysis of the pesticide labeling literacy scale components (all 5 …
การศึกษาบทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม, อัมรินทร์ อรัญญกานนท์
การศึกษาบทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม, อัมรินทร์ อรัญญกานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงบรรยาย เพื่อศึกษาบทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 18 คน วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับบทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วสร้างเป็นแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าแนวโน้มความสำคัญของบทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม และขั้นที่ 3 นำข้อมูลที่ได้จากรอบที่ 2 มาคำนวณหาค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเดิมยืนยันคำตอบ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยควอไทล์อีกครั้ง เพื่อสรุปเป็นบทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม ผลการวิจัยพบว่า บทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม ประกอบด้วย 6 บทบาท จำนวน 87 ข้อรายการ ดังนี้ 1) ด้านผู้ปฏิบัติการพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม จำนวน 40 ข้อ 2) ด้านผู้สอนและให้คำปรึกษา จำนวน 11 ข้อ 3) ด้านผู้ประสานงานและสื่อสาร จำนวน 7 ข้อ 4) ด้านผู้จัดการความปลอดภัยและบริหารความเสี่ยง จำนวน 10 ข้อ 5) ด้านผู้พัฒนาคุณภาพการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยไตเทียม จำนวน 12 ข้อ และ6) ด้านผู้สร้างและใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี จำนวน 7 ข้อ
Distribution Pattern And Risk Factors Of Foot And Mouth Disease Outbreaks In Java Island, Indonesia, Virgilius Martin Kelake Kedang
Distribution Pattern And Risk Factors Of Foot And Mouth Disease Outbreaks In Java Island, Indonesia, Virgilius Martin Kelake Kedang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Indonesia experienced new outbreaks of foot and mouth disease (FMD) in 2022 after being officially free from the disease for several decades. The outbreak started in April 2022 in East Java and rapidly spread to many regions in Indonesia. This study aimed to investigate the distribution pattern and risk factors associated with the FMD outbreaks in Java Island, Indonesia, from 2022 to 2023. Descriptive, spatial, spatiotemporal, and risk factor analyses were employed to examine the outbreak dynamics and contributing factors. The results indicated that the outbreaks were distributed across the island, with East Java being the most affected region. The …
การทบทวนงานเร่ขายสินค้าภายใต้พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560, พัศภัสสรณ์ สิริทองสาคร
การทบทวนงานเร่ขายสินค้าภายใต้พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560, พัศภัสสรณ์ สิริทองสาคร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงหลักการความเป็นมาและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับงานเร่ขายสินค้าซึ่งเป็นอาชีพสงวนของคนไทย โดยการปรับให้งานเร่ขายสินค้าหลุดพ้นจากบัญชีหนึ่ง งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยในปัจจุบันในการนี้งานเร่ขายสินค้าอยู่คู่กับประเทศไทยมาอย่างยาวนานและเป็นอาชีพที่สร้างรายได้และชื่อเสียงให้กับประเทศไทยจากการขายอาหารข้างทาง ริมถนน หรือทางเท้า ในชื่อที่เรียกกันว่า Street Food ซึ่งเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องจากทั่วโลกและถือเป็นการสืบทอดวัฒนธรรมทางอาหารอีกด้วยจากการศึกษากฎหมายของต่างประเทศพบว่า เงื่อนไขในการประกอบอาชีพงานเร่ขายสินค้าใช้ระบบใบอนุญาตและมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพงานเร่ขายสินค้า ผู้วิจัยจึงเสนอแนะแนวทางนี้ เพื่อให้ งานเร่ขายสินค้าหลุดออกจากบัญชี 1 ของอาชีพสงวนที่ห้ามให้คนต่างด้าวทำเด็ดขาด เปลี่ยนมาเป็นให้คนต่างด้าวทำได้โดยการใช้ระบบใบอนุญาตการประกอบอาชีพนั้นมีประโยชน์กับระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยเป็นอย่างมากรวมทั้งด้านความมั่นคงของประเทศที่จะสามารถตรวจสอบและควบคุมจำนวนคนต่างด้าวที่เข้าประเทศและการที่ภาครัฐสามารถจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบอาชีพงานเร่ขายสินค้าและค่าธรรมเนียมใบอนุญาตอีกด้วย แต่ทั้งนี้จะต้องมีการออกกฎหมายที่เข้มงวดและรัดกุมเพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของกฎหมาย
แนวทางการกำกับดูแลธุรกิจการให้บริการแก่ผู้สูงอายุในการประกอบกิจในชีวิตประจำวัน, ภคมน วิตตางกูร
แนวทางการกำกับดูแลธุรกิจการให้บริการแก่ผู้สูงอายุในการประกอบกิจในชีวิตประจำวัน, ภคมน วิตตางกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาเล่มนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาถึงแนวทางการประกอบธุรกิจการให้บริการแก่ผู้สูงอายุในการประกอบกิจในชีวิตประจำวันในประเทศไทย เนื่องจากในปัจจุบันพบว่าประเทศไทยยังไม่มีการกำกับดูแลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเอกัตศึกษานี้จะศึกษาถึงหลักเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจดูแลผู้สูงอายุของประเทศไทยที่มีอยู่ในปัจจุบัน และศึกษาหลักเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจดูแลผู้สูงอายุของสาธารณรัฐเกาหลี เนื่องจากมีบริบททางสังคม และแนวทางการดูแลผู้สูงอายุโดยบุคคลในครอบครัวที่คล้ายคลึงกันกับประเทศไทย เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบและนำเสนอแนวทางการประกอบธุรกิจการให้บริการแก่ผู้สูงอายุในการประกอบกิจในชีวิตประจำวันในประเทศไทยต่อไปจากการศึกษาพบว่า ในประเทศไทยมีกฎหมายกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องเพียงการดูแลผู้สูงอายุในสถานประกอบการ และการดูแลผู้สูงอายุในสถานที่พำนักของผู้สูงอายุเท่านั้น ซึ่งมีการกำหนดหลักเกณฑ์เบื้องต้นที่เหมือนกันเกี่ยวกับ (1) การประกอบการ โดยจะต้องมีการขอใบอนุญาตประกอบการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ (2) คุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงาน ที่มีกำหนดอายุขั้นต่ำและลักษณะต้องห้ามของผู้ปฏิบัติงาน แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมถึงการให้บริการแก่ผู้สูงอายุในการประกอบกิจในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีลักษณะของกิจกรรมที่เป็นครั้งคราว และไม่เป็นประจำเหมือนกับการดูแลผู้สูงอายุในสถานประกอบการหรือสถานที่พำนักของผู้สูงอายุ อนึ่ง จากการศึกษาและพิจารณาหลักเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจดูแลผู้สูงอายุของสาธารณรัฐเกาหลี พบว่ามีการกำกับดูแลเบื้องต้นที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ มีการกำหนดหลักเกณฑ์เบื้องต้นที่เหมือนกันเกี่ยวกับการขอใบอนุญาตประกอบการและคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงาน ตามเหตุที่ได้กล่าวมา ผู้เขียนจึงขอเสนอแนะให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์กำกับดูแลสำหรับการให้บริการแก่ผู้สูงอายุในการประกอบกิจในชีวิตประจำวันไว้ขึ้นเป็นการเฉพาะ โดยพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์การประกอบการและคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงานจากลักษณะงานที่ให้บริการ โดยหลักจะอ้างอิงจากหลักเกณฑ์การประกอบการและคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงานจากธุรกิจการดูแลผู้สูงอายุในสถานที่พำนักของผู้สูงอายุ ซึ่งมีความใกล้เคียงกับหลักเกณฑ์การประกอบการและคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงานในการกำกับดูแลธุรกิจดูแลผู้สูงอายุของสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้ปฏิบัติงานใช้เป็นแนวทางในการช่วยเหลือ ดูแล ส่งเสริม และฟื้นฟูสุขภาพ แก่ผู้สูงอายุด้วยบริการที่มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย และเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้สูงอายุ ทั้งนี้ การกำหนดหลักเกณฑ์กำกับดูแลก็จะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจดังกล่าว สามารถเติบโตต่อไปได้อย่างมีคุณภาพและมีความยั่งยืน
มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย, กัญชลี ชัยวิวัฒน์ตระกูล
มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย, กัญชลี ชัยวิวัฒน์ตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากรูปพฤติกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชาชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย หลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาสุขภาพโดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable diseases – NCDs) ซึ่งเป็นโรคที่กินเวลานาน ก่อให้เกิดค่ารักษาในระยะยาว และเป็นสาเหตุในการเสียชีวิตของคนไทยจำนวนมากในแต่ละปี ผู้ที่เปราะบางและด้อยโอกาสทางสังคมจะเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบสูง ทำให้ผู้คนตกอยู่ในความยากจนทุกปีและส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ การไม่ออกกำลังกายเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่เพิ่มความเสียงต่อการเสียชีวิตจากโรค NCDs ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ แม้ทุกคนจะตระหนักดีว่าการออกกำลังกายมีผลดีต่อสุขภาพ แต่คนจำนวนมากก็ยังละเลยการออกกำลังกายเพราะไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย ปัญหาสุขภาพและค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต หรือมีอุปสรรคที่ขัดขวางการออกกำลังกาย หลายประเทศทั่วโลกได้ร่วมกันจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Gold – SDGs) ซึ่งเป็นชุดเป้าหมายการพัฒนาระดับโลกที่ได้รับการรับรองจาก 193 ประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย โดยมีการผสานแนวคิดด้านสุขภาพและการออกกำลังกายไว้ในหลายมิติ ในส่วนเป้าหมายระดับชาติ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ. 2561 – 2580 ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรกของประเทศไทยภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยในทุกมิติรวมทั้งมิติด้านการมีสุขภาวะที่ดีผ่านการออกกำลังกาย และมีการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการออกกำลังกายด้วยแผนแม่บทการส่งเสริมกิจกรรมทางกายของกระทรวงสาธารณะสุขเอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการกำหนดมาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย เนื่องจากรัฐสามารถใช้ภาษีเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมให้คนออกกำลังกายได้ผ่านการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและลดอุปสรรคในการออกกำลังกายของประชาชน เพื่อเป็นสิ่งจูงใจให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการออกกำลังกายมากขึ้น แต่ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีมาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมให้คนออกกำลังกาย จึงต้องทำการศึกษาแนวทางจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศเดียวในโลกที่ระบบภาษีมีการบรรเทาภาระภาษีเหมือนกับประเทศไทยและได้ใช้นโยบายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการกีฬาและการออกกำลังกายมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551ผู้ศึกษามีความเห็นว่าประเทศไทยควรมีการกำหนดมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการออกกำลังกายเพื่อเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และจูงใจให้ประชาชนหันมาออกกำลังกายมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการออกกำลังกายทั้งในระดับประเทศและระดับความร่วมมือระหว่างประเทศด้วย
แนวทางการให้สิทธิประโยชน์ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่สถานสาธารณกุศลซึ่งให้เช่าแก่ผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทย, จอมขวัญ สงวนกิจพัฒนา
แนวทางการให้สิทธิประโยชน์ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่สถานสาธารณกุศลซึ่งให้เช่าแก่ผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทย, จอมขวัญ สงวนกิจพัฒนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันทั้งราคาอสังหาริมทรัพย์และค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่รายได้ของประชาชนไม่ได้มีการเพิ่มมากขึ้นตาม ทำให้แม้แต่การหาเช่าที่อยู่อาศัยก็เป็นเรื่องยากสำหรับผู้มีรายได้น้อยซึ่งไม่มีทุนทรัพย์มากพอ ปัจจุบันการเคหะแห่งชาติมีโครงการบ้านเคหะสุขประชา โครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย โครงการบ้านตั้งต้น เพื่อช่วยเหลือปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวยังมีข้อจำกัดด้านสถานที่ การกำหนดคุณสมบัติด้านอายุ และจำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยซึ่งมีไม่มากพอรองรับความต้องการด้านที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย และมาตรการอื่นที่รัฐใช้แก้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย ก็เป็นการสนับสนุนการซื้อมากกว่าการเช่า ซึ่งนอกจากจะทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้นจนโอกาสที่ผู้มีรายได้น้อยจะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองยากขึ้นแล้ว ยังทำให้มีอุปสงค์การเช่าเพิ่มขึ้น ในขณะที่อุปทานการเช่าไม่มีมากพอจะตอบสนอง รัฐบาลจึงควรมีมาตรการเพิ่มอุปทานการเช่าที่อยู่อาศัยเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการด้านที่อยู่อาศัยของประชาชนมากกว่าการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยอาจอาศัยความร่วมมือกับองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรหรือสถานสาธารณกุศลให้สามารถจัดหาที่อยู่อาศัยที่ราคาถูกกว่าราคาตลาดแก่ผู้มีรายได้น้อยได้อย่างเพียงพอรองรับต่อปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้ การคิดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของสถานสาธารณกุศลตามประกาศกระทรวงการคลังนั้น ปัจจุบันมีการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้สถานสาธารณกุศลตามมาตรา 8 (7) ของพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 จำกัดแต่เพียงทรัพย์สินที่มิได้ใช้หาผลประโยชน์เท่านั้น ซึ่งจากการศึกษา พบว่ามีหลายกรณีที่สถานสาธารณกุศลมีการนำทรัพย์สินให้เอกชนเช่าเพื่อหาประโยชน์ แต่ทรัพย์สินส่วนนั้นจะไม่ได้รับการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะเป็นการใช้ทรัพย์สินโดยมีการคิดค่าตอบแทน อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับสภากาชาดไทยซึ่งเป็นหนึ่งในสถานสาธารณกุศลภายใต้ประกาศกระทรวงการคลังเช่นกัน แม้จะใช้หาผลประโยชน์กลับได้รับยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอยู่ดีตามมาตรา 8 (4) ของพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ดังนั้น หากสถานสาธารณกุศลจะมีการให้เช่าพื้นที่เป็นที่อยู่อาศัยโดยคิดค่าเช่าจำนวนน้อยเป็นราคาที่จับต้องได้กับผู้มีรายได้น้อย ในกรณีนี้จึงสมควรที่จะมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยิ่งกว่ากรณีการใช้ทรัพย์สินเพื่อหาผลประโยชน์ของสภากาชาดไทย เพราะแม้จะเป็นการหาผลประโยชน์โดยมีการคิดค่าตอบแทน แต่ประโยชน์ที่ได้ก็มีเพียงเล็กน้อยจากการยอมคิดค่าเช่าในราคาไม่แพงให้แก่ผู้มีรายได้น้อย และเป็นการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักการใช้ประโยชน์ที่สูงที่สุดและดีที่สุด (Highest and Best Use) ของภาษีทรัพย์สิน รวมถึงช่วยบรรเทาปัญหาการเช่าที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นการช่วยเหลือสังคมตามวัตถุประสงค์ของสถานสาธารณกุศลอย่างแท้จริง ดังนั้น เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงศึกษาการให้สิทธิประโยชน์ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่สถานสาธารณกุศลซึ่งให้เช่าแก่ผู้มีรายได้น้อยของประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐออริกอนและแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและมีการกำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางในการปรับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาการเช่าของผู้มีรายได้น้อยในไทย รวมถึงวิเคราะห์ข้อควรพิจารณาในการปรับใช้เพื่อให้มีความสอดคล้องและเหมาะสมกับประเทศไทยมากยิ่งขึ้น
Epidemiological And Molecular Studies On Lumpy Skin Disease Outbreaks In Beef Cattle In Thailand During 2021-2022, Phurida Sripipattanakul
Epidemiological And Molecular Studies On Lumpy Skin Disease Outbreaks In Beef Cattle In Thailand During 2021-2022, Phurida Sripipattanakul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Lumpy skin disease (LSD) is a vector-borne viral disease of cattle caused by the Lumpy skin disease virus (LSDV). LSD is considered as an emerging infectious disease in cattle in Asia and poses a significant threat to cattle production across Africa, Europe, and Asia. This study aimed to describe the epidemiological characteristics of LSD outbreaks in beef cattle in Thailand and to conduct a molecular survey of LSDV infection in beef cattle from May 2021 to December 2022. The study included 594 beef cattle from 257 farms affected by the LSD outbreaks in 28 provinces. We collected hair samples (n=492) …
Protein Expression Of Bone Marrow Mesenchymal Stem Cells Transfected On Green Fluorescent Protein Mrna And Collagen-Coated Titanium Disk, Wasamon Swangvong
Protein Expression Of Bone Marrow Mesenchymal Stem Cells Transfected On Green Fluorescent Protein Mrna And Collagen-Coated Titanium Disk, Wasamon Swangvong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
New strategies for surface modification have been explored to promote osseointegration and osteogenesis, which are crucial factors for the success of titanium dental implants. Coating the titanium surface with mRNA encoding therapeutic growth factors may achieve these objectives. In our pilot study, we employed green fluorescent protein (GFP) mRNA as a model. Our investigation focused on determining whether titanium disks coated with GFP mRNA encapsulated with lipid nanoparticles and collagen Type I (GFP mRNA-Col) could enhance transfection in human bone marrow mesenchymal stem cells (hBMSCs), in comparison to titanium disks coated with GFP mRNA alone, without collagen. We tested various …
นวดไทย : การสืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแพทย์แผนไทย, กระจ่างศรี ศรีกระจ่าง
นวดไทย : การสืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแพทย์แผนไทย, กระจ่างศรี ศรีกระจ่าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์คุณค่ามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแพทย์แผนไทยด้านการนวดไทย 2) เพื่อวิเคราะห์การสืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแพทย์แผนไทยด้านการนวดไทย และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแพทย์แผนไทยด้านการนวดไทย ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษาเอกสาร การศึกษาภาคสนาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการจัดสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแพทย์แผนไทยด้านการนวดไทย มีคุณค่าด้านจริยศาสตร์ ได้แก่ ความกตัญญู คุณธรรมอันเป็นเครื่องประดับของหมอ มีคุณค่าด้านสุนทรียศาสตร์ ได้แก่ ความประทับใจและความรื่นรมย์ใจ ความภูมิใจและความพึงพอใจ ความรู้สึกอุ่นใจและความปลอดภัย และศิลปะการสื่อความ การสื่อสารด้วยความเข้าใจซึ่งกัน คุณค่าด้านอื่น ๆ ได้แก่ คุณค่าด้านสุขภาพที่สำคัญในการบำบัดและส่งเสริมสุขภาพองค์รวมของมนุษย์ คุณค่าด้านประวัติศาสตร์ จากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงถึงความสำคัญตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คุณค่าด้านสังคมและวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ และความสัมพันธ์ในสังคมไทยที่เน้นการช่วยเหลือและดูแลกันอย่างเรียบง่าย และคุณค่าด้านเศรษฐกิจพัฒนามาเป็นหนึ่งในธุรกิจบริการที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ 2) การสืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแพทย์แผนไทยด้านการนวดไทยมีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีการสืบทอดผ่านรูปแบบการศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการถ่ายทอดผ่านบรรพบุรุษ หมอพื้นบ้าน ปราชญ์พื้นบ้าน ครูภูมิปัญญาไทย ทั้งยังมีปัจจัยที่เอื้อต่อการสืบทอด 3) แนวทางการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแพทย์แผนไทยด้านการนวดไทย แบ่งได้ 5 ประเด็น คือ องค์ความรู้ที่คัดสรรเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแพทย์แผนไทยด้านการนวดไทย ตัวผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแพทย์แผนไทยด้านการนวดไทย โดยการสืบทอดผ่านครอบครัวและชุมชน สืบทอดโดยการใช้เทคโนโลยี สืบทอดโดยการส่งเสริมจากหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยเล็งเห็นคุณค่าที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และคนในชุมชน ทั้งยังบูรณาการการสืบทอดกับการพัฒนาการศึกษา อันนำไปสู่ปัจจัยของความสำเร็จในการสืบทอด ศิลปะแห่งการสัมผัส ภูมิปัญญาแห่งแพทย์แผนไทย
ความต้องการในการจัดการหลังความตายของคนเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, อุษา เพียรทวีกิจ
ความต้องการในการจัดการหลังความตายของคนเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, อุษา เพียรทวีกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการในการจัดการหลังความตายของคนเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีการศึกษาแบบผสมผสาน (Mixed Method) ด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิธีการสุ่มแบบโควต้า (Quota Sampling) จำนวน 400 ราย โดยแบ่งเป็นชาวพุทธ 200 ราย ชาวอิสลาม 120 ราย ชาวคริสต์ 60 ราย และผู้ไม่นับถือศาสนา 20 ราย และจากวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) จำนวน 20 ราย โดยแบ่งเป็น ชาวพุทธ 8 ราย ชาวอิสลาม 6 ราย ชาวคริสต์ 3 ราย และผู้ไม่นับถือศาสนา 3 ราย จากประชากรในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยข้อมูลเชิงปริมาณได้นำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติไคสแควร์ (Chi-Square) และนำข้อมูลเชิงคุณภาพมาวิเคราะห์ร่วมกัน ผลการศึกษาพบว่า ความต้องการในการจัดการหลังความตายส่วนใหญ่ในด้านของการจัดการร่าง (ศพ) คือ ต้องการจัดการในรูปแบบประเพณีนิยมที่เป็นในลักษณะของการฝังหรือการเผา รองลงมาคือ การบริจาคร่างกายเพื่อเป็นประโยชน์ทางการแพทย์ ต่อมาในส่วนของการจัดการเกี่ยวกับพิธีกรรมศพ พบว่า ความต้องการของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คือ ต้องการจัดการตามแบบศาสนาทุกขั้นตอน รองลงมาคือ ต้องการทำตามแบบทางศาสนาแต่ไม่ต้องการปฏิบัติตามทุกขั้นตอน และในส่วนของการจัดการเกี่ยวกับร่องรอยที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัลพบว่า ส่วนใหญ่ต้องการให้ปล่อยบัญชีของตนเองไว้ตามปกติหากจากไปแล้ว ไม่ต้องมีการจัดการใด ๆ รองลงมาคือ ต้องการจัดการด้วยการฝากฝังบุคคลอื่นให้ช่วยดำเนินการปิดบัญชีให้ ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความต้องการในการจัดการหลังความตายของคนเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานครคือ ปัจจัยส่วนบุคคลในด้านของ อาชีพและ ระดับการศึกษา ต่อมาคือ ปัจจัยทางศาสนาหรือความเชื่อ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสังคมเมืองในด้านของสิ่งที่ต้องการหรือคาดหวังมากที่สุดเมื่อได้จากโลกนี้ไปแล้ว
A Comprehensive Comparative Analysis Of Thailand’S Food Security Policies Against The Committee On World Food Security Frameworks, Noppamart Kamsaen
A Comprehensive Comparative Analysis Of Thailand’S Food Security Policies Against The Committee On World Food Security Frameworks, Noppamart Kamsaen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to conduct a comprehensive comparative analysis of Thailand's food security policies against the Committee on World Food Security (CFS) frameworks. The research examines the evolution of Thailand's food security policies and their alignment with CFS guidelines. It analyzes two main policy frameworks: the Food Security Strategy Framework (2017-2021) by the Ministry of Agriculture and Cooperatives and the Thailand Food Management Action Plan Phase 1 (2023-2027) by the National Food Committee. The findings highlight gaps in areas such as human dignity, gender equality, inclusive governance, and crisis protection. Recommendations include implementing programs for vulnerable groups, promoting gender equality …
The Challenges Of Job-Hopping Motives: A Generation Z Perspective, Anne Marie Tan
The Challenges Of Job-Hopping Motives: A Generation Z Perspective, Anne Marie Tan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Job-hopping is growing at a phenomenal rate amongst the newest cohort to enter the workforce and it comes with great consequences for organisations all over the world. The purpose of this study was to examine the relationships between flexibility and autonomy at work, organizational commitment, psychological safety, and job-hopping motives in a sample population of Generation Z and first jobbers in Bangkok, Thailand. This study uses a cross-sectional correlational design to investigate these relationships and to find significance in their interactions. Data was collected through online surveys and was analysed through regression and sequential mediation analysis. Results reveal that flexibility …
การทบทวนมาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศไทย, ปลายฟ้า เงินมา
การทบทวนมาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศไทย, ปลายฟ้า เงินมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากมาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศไทยภายใต้มาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มีลักษณะควบคุมอย่างสิ้นเชิง และมีขอบเขตคุ้มครองที่กว้างครอบคลุมทั้งเยาวชนและบุคคลทั่วไป และมาตรการภายใต้มาตรา 32 นั้นไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนโดยให้ตระหนักถึงพิษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนช่วยป้องกันเด็กและเยาวชนมิให้เข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้โดยง่าย อย่างไรก็ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ยังไม่สามารถที่จะควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ดีเนื่องจากในปัจจุบันผู้ประกอบการธุรกิจมีวิธีการโฆษณา การสื่อสารทางการโฆษณา และการส่งเสริมการขายที่หลากหลายไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมสถิติของผู้ดื่มแอลกอฮอล์จึงเพิ่มขึ้นแม้จะมีกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่รัดกุมในด้านการจำกัดการโฆษณาแล้วก็ตาม นอกจากนี้มาตรการทางตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 นั้นควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้มข้นมากเกินไปและเรื่องขอบเขตของบทบัญญัติที่กว้างเกินไป พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักในการดำเนินมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และมีแผนยุทธศาสตร์แอลกอฮอล์ระดับชาติที่เป็นแผนแม่บทในการวางนโยบายจัดการปัญหาแอลกอฮอล์ที่มีการให้อำนาจออกประกาศเพิ่มเติมได้อย่างไม่มีขอบเขต และไม่มีคำจำกัดความหรือแนวทางการตีความที่ชัดเจน ทำให้ผู้บังคับใช้กฎหมายสามารถตีความ การแสดงชื่อสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายใด ๆ ให้มีจุดประสงค์เพื่อสื่อสารการโฆษณาซึ่งเป็นการตีความที่เป็นโทษต่อประชาชน มาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามกฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบันนั้นมีลักษณะการจำกัดเสรีภาพด้านการประกอบธุรกิจและด้านการโฆษณา และการแสดงความคิดเห็นของผู้บริโภค ส่งผลให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า และผู้โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการโฆษณาตามมาตรา 32 เนื่องจากมาตราการดังกล่าวไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญเพราะเป็นการจำกัดสิทธิในการประกอบอาชีพ และเสรีภาพในการโฆษณา ทั้งยังไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และแผนการปฏิรูปประเทศในด้านเศรษฐกิจ ผุ้วิจัยจึงศึกษากฎหมายและมาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในลักษณะที่เป็นการกำกับดูแลเพื่อส่งเสริมการโฆษณา เพื่อสร้างค่านิยมใหม่ในการบริโภคแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงการบริโภคในหมู่ผู้เยาว์ ผุ้วิจัยเสนอให้การกำกับดูแลการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีแนวทางข้อจำกัดการโฆษณาด้านต่างๆ เช่น ด้านเนื้อหา ด้านเวลา ด้านสถานที่ และด้านการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในทางที่เหมาะสมโดยเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพระราชบัญญัติเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551
การศึกษาแรงจูงใจในการเลือกเข้าทํางานระหว่างหน่วยงานเอกชนและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ (องค์การเภสัชกรรม) ของกลุ่ม Generation Z, พริมา วิริยาทรพันธุ์
การศึกษาแรงจูงใจในการเลือกเข้าทํางานระหว่างหน่วยงานเอกชนและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ (องค์การเภสัชกรรม) ของกลุ่ม Generation Z, พริมา วิริยาทรพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
-
Enhancing Biodegradation Of Pla/Pbat Mulch In Soil By Biosurfactant And Bioaugmentation, Nontach Nanthawuthipan
Enhancing Biodegradation Of Pla/Pbat Mulch In Soil By Biosurfactant And Bioaugmentation, Nontach Nanthawuthipan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Plastic mulch comprised of a blending of polylactic acid (PLA) and polybutylene adipate-co-terephthalate (PBAT), also known as PLA/PBAT, is an alternative for traditional plastic mulch. Nevertheless, it still takes a substantial time to degrade. This study aimed to promote biodegradation of the PLA/PBAT mulch in soil by using a biosurfactant solution produced from Brevibacterium casei NK8 to pretreat mulch before adding a bacterial consortium (Chitinophaga jiangningensis EA02, Nocardioides zeae EA12, Stenotrophomonas pavanii EA33, and Gordonia desulfuricans EA63). The first phase was to study the effect of UV-C irradiation on the plastic mulch to simulate natural photodegradation. The result showed that …
Predicting Quality Of Life In Driving Scene Using Image Recognition Techniques And User Group Information, Ployrada Suvarnakuta
Predicting Quality Of Life In Driving Scene Using Image Recognition Techniques And User Group Information, Ployrada Suvarnakuta
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study presents a machine learning approach for predicting perceived urban Quality of Life (QoL) by integrating visual features from street-level imagery with personal attributes, including demographic, socioeconomic, and travel behavior data. Using datasets from Bangkok and London, we trained supervised models—Support Vector Machines and Multilayer Perceptrons—under multiple input configurations to evaluate the contribution of each data type. Results show that combining visual and personal features improves prediction accuracy compared to using visual features alone. Statistical feature selection identified income, education, housing stability, and travel patterns as consistently important predictors, with some variation across urban contexts. These findings underscore the …
Assessing The Socioeconomic Impacts Of Solar Irrigation In Myanmar: A Case Study Of Smallholder Farmers, May Thi Thi Moe
Assessing The Socioeconomic Impacts Of Solar Irrigation In Myanmar: A Case Study Of Smallholder Farmers, May Thi Thi Moe
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study addresses the critical challenge of enhancing agricultural sustainability in Myanmar’s Central Dry Zone (CDZ), a region characterized by water scarcity and a high reliance on costly diesel irrigation. To address the knowledge gap on the localized impacts of solar-powered irrigation systems (SPIS), this research assesses their socioeconomic benefits and adoption barriers among smallholder farmers in Pyawbwe Township. Guided by a revitalized 21st-Century Sustainable Livelihoods Framework, the study employed a qualitative design, conducting in-depth interviews with 27 farmers and four experts. Data were analyzed using thematic analysis, complemented by economic calculations (ROI, PBP, NPV) to provide robust evidence of …
The Demand For Thai Language Skills In Thai-Chinese Economic And Trade Relations: A Case Study Of Yunnan Province, Yunheng Yuan
The Demand For Thai Language Skills In Thai-Chinese Economic And Trade Relations: A Case Study Of Yunnan Province, Yunheng Yuan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to analyze the demand for Thai language skills in economic and trade cooperation between Thailand and Yunnan Province, examine the current status of Thai language training programs in universities and colleges in Yunnan Province, and evaluate whether these programs adequately meet the demand for Thai language skills in the development of economic and trade cooperation. Through research methods like field observation, questionnaires, interviews, and document research, it was found that the economic and trade relations between Thailand and Yunnan Province continue to improve. Meanwhile, the demand for Thai language skills in Yunnan Province significantly increases. However, there …
แนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง, ศิริธร สมสุวรรณ
แนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง, ศิริธร สมสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “แนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง”มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาความปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิงในกรุงเทพมหานคร สาเหตุของปัญหาในการพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง และแนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง เป็นการวิจัยเชิงผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณซึ่งใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือผู้หญิงวัยทำงานที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร (อายุ 20 – 59 ปี) จำนวน 400 คน ร่วมกับการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 4 กลุ่ม ได้แก่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานด้านการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านเมืองปลอดภัยจากอาชญากรรม องค์กรสาธารณะประโยชน์ด้านความปลอดภัยของผู้หญิง และผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร รวม 13 คนผลการศึกษา พบว่า ผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครมีผู้เคยตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมโดยตรง 3 ประเภท ได้แก่ อาชญากรรมทางเพศ อาชญากรรมต่อทรัพย์สิน และอาชญากรรมต่อชีวิตและร่างกาย ส่วนใหญ่มีการแจ้งความที่สถานีตำรวจ โดยสถานที่ที่พบอาชญากรรมมากที่สุด คือ ตรอก ซอย ถนน รองลงมาคือที่อยู่อาศัย และรถโดยสารสาธารณะ ส่วนใหญ่ได้รับแจ้งข่าวเหตุอาชญากรรมทาง Social media ซึ่งผู้หญิงต้องการให้แก้ไขปัญหาด้วยการติดตั้งกล้องวงจรปิดและไฟฟ้าส่องสว่างให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพิ่มกำลังตำรวจในการตรวจตรา และแก้ไขกฎหมายให้มีบทลงโทษที่รุนแรง โดยสาเหตุของปัญหาในการพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิงเกิดจากอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานครมีจำกัด ศักยภาพและผู้ปฏิบัติไม่เพียงพอ การเติบโตของเมืองที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการ การบูรณาการระหว่างหน่วยงานไม่เข้มแข็ง ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม สังคมขาดการสร้างความตระหนักรู้ถึงความปลอดภัยจากอาชญากรรม นโยบายรัฐด้านการดูแลความปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิงไม่ชัดเจน และทัศนคติทางสังคมมองว่าผู้หญิงถูกล่วงละเมิดเป็นเรื่องน่าอาย โดยมีแนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่เมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิง 6 แนวทาง เรียกว่า “IT-4E” ประกอบด้วย การบูรณาการการทำงานร่วมกัน (Integration) การนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการพัฒนาเมืองให้ปลอดภัย (Technology) การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ (Enforcement) การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย (Environment) การให้การศึกษาและความตระหนักรู้ด้านภัยอาชญากรรม (Education) และการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน (Engagement) ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับผู้หญิงประสบความสำเร็จ
การศึกษาผลของน้ำมันปลาต่อประสิทธิศักย์และผลข้างเคียงของยาไอโซเตรทติโนอินขนาดต่ำ ในการรักษาสิวปานกลางถึงรุนแรง เปรียบเทียบกับการรับประทานยาไอโซเตรทติโนอินอย่างเดียว, ปานเพชร สังขสัญญา
การศึกษาผลของน้ำมันปลาต่อประสิทธิศักย์และผลข้างเคียงของยาไอโซเตรทติโนอินขนาดต่ำ ในการรักษาสิวปานกลางถึงรุนแรง เปรียบเทียบกับการรับประทานยาไอโซเตรทติโนอินอย่างเดียว, ปานเพชร สังขสัญญา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ไอโซเตรทติโนอินเป็นยารักษาสิวชนิดปานกลางถึงรุนแรง แต่มีข้อจำกัดจากผลข้างเคียง ปัจจุบันพบว่า น้ำมันปลาช่วยลดผลข้างเคียงของยาได้ และการละลายในไขมันได้ดียังอาจช่วยเพิ่มการดูดซึมของยา ทำให้ผลการรักษาสิวดีขึ้น การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิศักย์ของยาไอโซเตรทติโนอินขนาดต่ำที่รับประทานร่วมกับน้ำมันปลาในการรักษาสิวปานกลางถึงรุนแรง และผลต่อผลข้างเคียงของยา โดยเป็นการศึกษาแบบสุ่ม เปรียบเทียบแบบปกปิดสองฝ่าย และออกแบบเพื่อพิสูจน์ความไม่ด้อยกว่า (ขอบเขตความไม่ด้อยกว่า = 5) ผู้เข้าร่วมวิจัยอายุ 18–25 ปี ซึ่งมีสิวปานกลางถึงรุนแรง (Investigator Global Assessment; IGA ≥ 3) จะถูกสุ่มให้รับยาไอโซเตรทติโนอิน ขนาด 10 มิลลิกรัม ร่วมกับน้ำมันปลา 1 กรัม หรือยาหลอก รับประทานวันละครั้ง เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตัวชี้วัดประสิทธิศักย์ ได้แก่ จำนวนสิว และคะแนน IGA ส่วนผลข้างเคียง ได้แก่ ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ค่าเอนไซม์ตับ และผลข้างเคียงทางผิวหนังและเยื่อเมือก จากผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 75 คน (กลุ่มน้ำมันปลา = 37 คน; กลุ่มยาหลอก = 38 คน) พบว่ากลุ่มที่ได้รับน้ำมันปลาสามารถลดจำนวนสิวทั้งหมดได้ไม่ด้อยกว่ากลุ่มยาหลอก (-6.4; 95%CI: -17.5 ถึง 4.6) และมีการสูญเสียความชุ่มชื้นของผิวน้อยกว่า (ค่าความแตกต่างของ corneometer เฉลี่ย = 8.97; 95% CI: 2.76 ถึง 15.18) นอกจากนี้ ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดของกลุ่มน้ำมันปลายังเพิ่มขึ้นน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (–12.6 มก./ดล.; 95% CI: –23.0 ถึง –2.1) สรุป: การใช้น้ำมันปลาร่วมกับยาไอโซเตรทติโนอินขนาดต่ำให้ผลไม่ด้อยกว่ายาเพียงอย่างเดียวในการรักษาสิว อีกทั้งยังมีประโยชน์ในการควบคุมระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดและรักษาความชุ่มชื้นของผิว จึงสนับสนุนบทบาทของน้ำมันปลาเป็นการรักษาเสริม โดยเฉพาะในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่มีแนวโน้มจะเกิดไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
ความตั้งใจมีบุตร บุคลิกภาพ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้หญิงทำงานที่ยังไม่มีบุตร ในกรุงเทพมหานคร, ปิยาภัสร์ แผ่นทอง
ความตั้งใจมีบุตร บุคลิกภาพ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้หญิงทำงานที่ยังไม่มีบุตร ในกรุงเทพมหานคร, ปิยาภัสร์ แผ่นทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของความตั้งใจมีบุตร ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพกับความตั้งใจมีบุตร และปัจจัยที่สามารถทำนายความตั้งใจมีบุตร กลุ่มตัวอย่างคือผู้หญิงทำงานที่ยังไม่มีบุตร อายุ 18–49 ปี ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 110 คน โดยตอบแบบสอบถามออนไลน์เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐาน ทัศนคติเรื่องคุณค่าของบุตร อิทธิพลทางสังคม ลำดับความสำคัญของปัจจัยสนับสนุน และแบบวัดบุคลิกภาพ IPIP-NEO ฉบับภาษาไทย จำนวน 30 ข้อ ซึ่งครอบคลุมบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square, t-test และ Logistic Regressionผลการวิจัยพบว่า กลุ่มที่ตั้งใจไม่มีบุตรหรือน่าจะไม่มีบุตรมีความชุกสูงที่สุด (ร้อยละ 55.5) บุคลิกภาพทั้ง 5 ด้านไม่สามารถทำนายความตั้งใจมีบุตรได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม พบว่า อายุ ทัศนคติว่าบุตรทำให้ครอบครัวสมบูรณ์ และอิทธิพลจากบุคคลรอบข้าง สามารถทำนายความตั้งใจมีบุตรได้อย่างมีนัยสำคัญสำหรับปัจจัยสนับสนุนกลุ่มที่ตั้งใจจะมีบุตรให้ความสำคัญสูงสุดกับ นโยบายของที่ทำงาน รองลงมาคือ บริการดูแลเด็ก ขณะที่กลุ่มที่ตั้งใจจะไม่มีบุตรให้ความสำคัญกับ ปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ และ นโยบายของที่ทำงานผลการศึกษานี้สะท้อนความซับซ้อนของการตัดสินใจมีบุตรในกลุ่มผู้หญิงทำงาน และสามารถใช้เป็นแนวทางในการวางแผนเชิงนโยบายด้านครอบครัวและแรงงานในอนาคต
ความรอบรู้สุขภาพด้านอาชีวอนามัยของช่างซ่อมบำรุงอากาศยานของหน่วยซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งหนึ่งในประเทศไทย, ปุญญิศา ผลพันธิน
ความรอบรู้สุขภาพด้านอาชีวอนามัยของช่างซ่อมบำรุงอากาศยานของหน่วยซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งหนึ่งในประเทศไทย, ปุญญิศา ผลพันธิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้สุขภาพด้านอาชีวอนามัยและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของช่างซ่อมบำรุงอากาศยานของหน่วยซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งหนึ่งในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างคือช่างซ่อมบำรุงอากาศยานจำนวน 706 คนโดยไม่มีการสุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยเฉลี่ยอยู่ที่ 143.56±10.54 คะแนน จัดอยู่ในระดับมาก ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยที่ดี ได้แก่ เพศชาย เมื่อเปรียบเทียบกับเพศหญิง (β= - 3.52; 95%CI: -6.19 ถึง -0.85) อายุงานมากกว่า 11 ปีขึ้นไป เมื่อเปรียบเทียบกับอายุงาน 11-20 ปี (β= 9.68; 95%CI: 8.15 ถึง 11.21) อายุงาน 21-30 ปี (β= 15.45; 95%CI: 13.73 ถึง 17.16) และ และอายุงานมากกว่า 31 ปี (β= 19.43; 95%CI: 17.77 ถึง 21.09) แผนกโรงซ่อม (Hangar) เมื่อเปรียบเทียบกับแผนก Shop maintenance (β= - 4.34; 95%CI: -6.53 ถึง -2.15) และแผนกลานจอด (β= -9.17; 95%CI: -10.59 ถึง -7.76) และการรับทราบนโยบายด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่รับทราบนโยบายฯ (β= -2.78; 95%CI: -5.50 ถึง -0.06) (p < 0.05) จากผลการศึกษา การสร้างเสริมความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยให้กลุ่มช่างซ่อมบำรุงอากาศยานควรเน้นทักษะการรู้เท่าทันสื่อ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ถึงนโยบายให้ช่างซ่อมบำรุงอากาศยานรับทราบและมีความเข้าใจเนื้อหาและแนวทางการปฏิบัติที่ตรงกัน เพื่อเพิ่มระดับความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยให้มากขึ้นไปอีก
การศึกษาความหนาแน่นและขนาดของเส้นผมในแต่ละบริเวณของศีรษะในผู้หญิงไทยอายุ 20-69 ปีที่มีภาวะผมบางจากพันธุกรรมเปรียบเทียบกับผู้ที่มีผมปกติ,การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง, ปัณณิกา ปฐมพาณิชย์พงศ์
การศึกษาความหนาแน่นและขนาดของเส้นผมในแต่ละบริเวณของศีรษะในผู้หญิงไทยอายุ 20-69 ปีที่มีภาวะผมบางจากพันธุกรรมเปรียบเทียบกับผู้ที่มีผมปกติ,การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง, ปัณณิกา ปฐมพาณิชย์พงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์:เพื่อศึกษาความแตกต่างของความหนาแน่นและขนาดเส้นผมในบริเวณต่างๆ ของศีรษะในหญิงไทยอายุ 20-69 ปี ระหว่างผู้ที่มีภาวะผมบางจากพันธุกรรม และผู้ที่มีผมปกติ รวมถึงศึกษาความหนาแน่นของเส้นผมในแต่ละบริเวณของศีรษะในผู้ที่มีภาวะผมบางจากพันธุกรรม และปัจจัยที่มีผลต่อความหนาแน่นของเส้นผมในหญิงไทยอายุ 20-69 ปี วิธีการวิจัย: การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง ผู้เข้าร่วมวิจัยประกอบด้วยหญิงไทยอายุ 20-69 ปี จำนวน 382 คน แบ่งเป็นกลุ่มผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคผมร่วงจากพันธุกรรมในเพศหญิงจำนวน 191 คน ซึ่งยังไม่ได้รับการรักษาแบบ Ludwig และ Olsen และกลุ่มผู้หญิงที่มีผมปกติจำนวน 191 คน โดยมีการซักประวัติ ตอบแบบสอบถาม และใช้อุปกรณ์ส่องดูสภาพผิวหนังขยายสูงเพื่อประเมินพารามิเตอร์ของเส้นผมในแต่ละบริเวณของศีรษะ ผลการศึกษา: การศึกษาในแต่ละบริเวณของศีรษะพบว่า ความหนาแน่นของเส้นผมในกลุ่มผู้ที่มีผมปกติและผู้ที่มีภาวะผมบางจากพันธุกรรมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) โดยพบการลดลงของความหนาแน่นมากที่สุดในบริเวณฟรอนทัล พาไรทัล และเวอร์เท็กซ์ ตามลำดับ ส่วนขนาดของเส้นผมในกลุ่มผู้หญิงที่มีผมปกติและผมบางจากพันธุกรรมมีความแตกต่าง กันในบริเวณฟรอนทัล (p 0.001), พาไรทัล (p 0.007) และเวอร์เท็กซ์(p 0.002) การศึกษาในด้าน จำนวนเส้นผมต่อรูเปิดและสัดส่วนของผมเส้นอ่อนพบความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ในทุกบริเวณที่ศึกษา ส่วนการศึกษาในกลุ่มผู้ที่มีภาวะผมบางจากพันธุกรรมพบว่าความ หนาแน่นของเส้นผมในแต่ละบริเวณมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติแต่ขนาดของเส้น ผมในแต่ละบริเวณส่วนใหญ่ไม่พบความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติและปัจจัยที่มีผลต่อความ หนาแน่นของเส้นผมที่ลดลง ได้แก่อายุและค่าดัชนีมวลกายที่สูงขึ้น (R=0.77,p=0.01)
ความชุกของการใช้สารเสพติดและคุณภาพชีวิตในบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่ทำงานในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร, ปาณิศา กาญจนซิม
ความชุกของการใช้สารเสพติดและคุณภาพชีวิตในบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่ทำงานในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร, ปาณิศา กาญจนซิม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาความชุกของการใช้สารเสพติดและคุณภาพชีวิตในบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่ทำงานในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยดำเนินการเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์ด้วยแบบคัดกรองประสบการณ์ในการใช้ ยาสูบ สุรา และสารเสพติดตัวอื่นๆ และแบบวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลก ในบุคลลากรฝ่ายสนับสนุนจำนวน 250 คนจากผลการศึกษาพบว่าความชุกของการใช้สารเสพติดในบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่เคยใช้สารเสพติดอย่างใดอย่างหนึ่งตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาคิดเป็น ร้อยละ 94.0 และ ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 70.8 โดยพบว่าชนิดของสารที่มีการใช้มากที่สุด 5 อันดับแรกตลอดช่วงชีวิต และใน 3 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ กัญชา ใบกระท่อม และสารผสมน้ำต้มใบกระท่อม และพบความเสี่ยงจากการใช้สารเสพติดของบุคลากรส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำ ได้แก่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กัญชา ยากระตุ้นประสาทกลุ่มแอมเฟตามีน สารระเหย ใบกระท่อม สารผสมน้ำต้มใบกระท่อม สารกลุ่มฝิ่น ร้อยละ 78.02, 93.02, 87.23, 90.91, 91.25, 76.92, 71.43 ตามลำดับ ขณะที่ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบส่วนใหญ่มีความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 55.22 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับสารเสพติดที่มีการใช้มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เพศ อายุ และหน่วยงาน โดย เพศชาย อายุ 18-35 ปี เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้สารและระดับความรุนแรงในการใช้สารมากที่สุด นอกจากนั้นยังพบว่าบุคลากรส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 51.60 แบ่งเป็น คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพร่างกายในระดับดี ร้อยละ 53.60 คุณภาพชีวิตด้านจิตใจในระดับดี ร้อยละ 64.80 คุณภาพชีวิตด้านสัมพันธภาพทางสังคมในระดับปานกลาง ร้อยละ 62.00 และคุณภาพชีวิตด้านสิ่งแวดล้อมในระดับปานกลาง ร้อยละ 68.00